ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 | 10 ธรรมชาติแปลก ๆ ที่ไม่อยากจะเชื่อว่าเกิดขึ้นจริงบนโลกใบนี้ !!!


พอนึกถึงเรื่องลี้ลับกันทีไร เราก็ไม่วายที่จะมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ บางทีก็มองกันไปจนออกนอกจักรวาล เพราะจริง ๆ มันก็ยังมีอีกเยอะแยะที่เรายังไม่รู้จัก แต่เคยคิดกันบ้างไหมว่า บนโลกใบนี้ยังมีอีกหลายสิ่งอย่างให้เราต้องรู้สึกแปลกใจจากมัน ว่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ?

กดเพื่อดูคลิปที่นี่


มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะของนำท่านไปรู้จัก 10 ปรากฏการณ์ธรรมชาติ ที่ไม่อยากจะเชื่อว่ามันเกิดขึ้นจริงบนโลกใบนี้ มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ? และจะใช่สิ่งลี้ลับอย่างที่เราคิดไว้หรือเปล่า !?



แสงสีเขียวจากอาทิตย์ตกดิน (Green Flash)

ภาพจาก: Live Science

"ดวงอาทิตย์" ลูกบอลสีเหลืองขนาดใหญ่ที่นอกจากโลกของเราจะโคจรรอบมันแล้ว เจ้าสิ่งนี้ก็ยังมอบพลังงานความอบอุ่น จนแทบจะทำให้เราหลอมละลายกันแบบที่เป็นในทุกวันนี้


สิ่งที่ใคร ๆ นิยมทำกันทุกเช้าเย็นกับดวงอาทิตย์นั้น ก็คงไม่พ้นออกมายืนดูมันขึ้นและลงในช่วงเวลาที่นัดหมาย เพียงแต่จะมีใครรู้บ้างว่า ถ้าหากมีปัจจัยหลาย ๆ อย่างเหมาะสมเกิดขึ้น มันก็จะทำให้ในบางครั้ง ช่วงที่เราน่าจะเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นหรือลงเป็นสีแดงส้ม กลายเป็นไฟกระพริบสีเขียวขึ้นมาได้ชั่วขณะเช่นกัน


เหตุการณ์ดังกล่าวนี้สามารถเกิดขึ้นให้เราเห็นได้เพียง 1 ถึง 2 วินาทีเท่านั้น และนั่นจึงทำให้เราเรียกมันว่าแสงกระพริบ โดยมีชั้นบรรยากาศเป็นตัวทำหน้าที่หักเหแสงจากดวงอาทิตย์ จนทำให้เราเห็นเป็นสีที่แปลกออกไปได้แบบนั้น


ดังนั้นถ้าใครอยากเห็นปรากฏการณ์แปลก ๆ นี้ ก็คงต้องแนะนำให้ไปลองหาที่เหมาะ ๆ จากนั้นก็นั่งรอจนพระอาทิตย์ค่อย ๆ ตกลงไปเรื่อย ๆ ถ้าโชคเข้าข้างท่านผู้ชมก็น่าจะได้เห็นแสงสีเขียวที่ว่านี้ เพียงแต่ก็ต้องระวังกันเอาไว้ให้ดี อย่าไปจ้องดวงอาทิตย์กันนานเกินควร เพราะไม่อย่างนั้นแทนที่จะได้เห็นแสงกระพริบสีเขียว ก็อาจจะทำให้ตาของเราบอดชั่วคราวไปจนถึงถาวรได้เช่นกัน


-----------

โพโรโรคาคลื่นทะเลที่ไม่มีจุดสิ้นสุด (Pororoca)



ความฝันของนักเล่นกระดานโต้คลื่น ก็คือการได้ไต่เกลียวคลื่นทะเลอย่างต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ แบบไม่ขาดตอน โดยเหตุการณ์แบบนี้มันก็เคยเกิดขึ้นจริงมาแล้วที่ประเทศบราซิล พวกเขาเรียกมันว่า โพโรโรคา มันคือคลื่นทะเลที่มีความยาวต่อเนื่องถึง 800 กิโลเมตร มีความสูงประมาณ 3.7เมตร เกิดขึ้นเป็นเวลายาวนานกว่าครึ่งชั่วโมง


สาเหตุที่มันเกิดเหตุการณ์ประหลาดนี้ ก็มาจากกระแสน้ำของมหาสมุทรแอตแลนติกมาเจอกับปากทางของแม่น้ำอเมซอน มีการบันทึกเอาไว้ว่าผู้คนสามารถได้ยินเสียงของมันก่อนที่จะเริ่มเห็นเกลียวคลื่นตามมาล่วงหน้าถึง 30 นาที

เพียงแต่ถ้าจะเล่นกระดานโต้คลื่นกับมันก็คงไม่น่าจะเหมาะสักเท่าไหร่ เพราะคลื่นโพโรโรคาไม่ได้สวยงามเหมือนกับคลื่นชายหาดทั่วไป มันเต็มไปด้วยโคลนและเศษซากของต้นไม้มากมาย ที่ถือว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่งถ้าจะไปทำกิจกรรมอะไรกับคลื่นลูกนี้


แต่ถึงจะบอกแบบนั้นก็ยังไม่วายจะมีนักเล่นกระดานโต้คลื่นจำนวนหนึ่ง อยากลองสัมผัสการโต้คลื่นที่ไม่มีวันจบของโพโรโรคากันอยู่ดี อันนี้ก็คงต้องบอกว่าขอให้สนุกสนานกันไปอยางปลอดภัยก็แล้วกัน

-----------

ลาวาสีน้ำเงิน (Blue Lava)

ภาพจาก: National Geographic


หนึ่งในภัยพิบัติสุดอันตรายของโลกใบนี้มันก็น่าจะเป็นการระเบิดของภูเขาไฟ และในประเทศอินโดนีเซีย ปล่องภูเขาไฟคาวาห์อิเจนที่อยู่บนเกาะชวา นอกจากมันจะประทุพ่นลาวาออกมาแล้ว สีของลาวาที่เป็นสีแดงเพลิงทั่วไปกลับกลายเป็นสีน้ำเงินสว่างโชติช่วง ทำให้เห็นแล้วรู้สึกแปลกตาเป็นอย่างมาก   


โดยสิ่งที่เกิดขึ้นนี้นักธรณีวิทยาระบุว่า แท้ที่จริงแล้วลาวาที่เห็นนั้นมันก็เป็นสีเหลืองแดงเหมือนกับที่เห็นทั่วไป เพียงแต่ที่มันกลายเป็นสีน้ำเงินก็เพราะฝีมือของกำมะถัน ที่อยู่ทั่วบริเวณภูเขาไฟเป็นตัวการในช่วงการเผาไหม้ โดยปรากฏการณ์นี้จะสามารถมองเห็นได้เฉพาะช่วงเวลากลางคืนเท่านั้น

-----------

ทะเลสาปเนทรอน (Natron -The Stone Turning Lake)

ภาพจาก: Nick Brandt

ทะเลสาบอันเงียบสงบ ทิวทัศน์อันสวยงาม และซากมัมมี่ของสัตว์ต่าง ๆ มันคงไม่น่าจะใช่ภาพประทับใจอยู่ในความทรงจำของเราแน่ ๆ แต่ที่ทะเลสาบเนทรอน ในประเทศแทนซาเนีย มันก็คือสถานที่แปลก ๆ ที่เรากำลังจะพูดถึงมันในรูปแบบนั้น


ทะเลสาบแห่งนี้มีค่าความเป็นกรดและเบสค่อนข้างสูง ที่สูงจนสามารถเผาไหม้ผิวหนังและดวงตาของสิ่งมีชีวิตแถวนั้นจนแห้งเป็นมัมมี่ แต่ถึงจะบอกแบบนั้นที่แห่งนี้กลับยังคงมีระบบนิเวศน์ของพวกสัตว์ที่สามารถปรับตัวให้อยู่ในสภาพอันสุดขั้วได้จำนวนหนึ่งอยู่ดี


ส่วนเหล่าสัตว์ที่ไม่ได้โชคดีแบบนั้นต้องสังเวยชีวิตกลายเป็นมัมมี่อยู่ในทะเลสาบแห่งนี้ ซึ่งภาพที่เห็นทั้งหมดก็ได้ช่างภาพฝีมือดีชื่อ นิค แบรนท์ เก็บภาพของพวกมันที่ยังดูราวกับมีชีวิตอยู่ มาให้พวกเราได้ชมกัน

-----------

ทุ่งดอกไม้กลางทะเลทรายอะตาคามา (Flowering Desert)

ภาพจาก: Gerhard Huedepohl

ขึ้นชื่อว่าทะเลทราย พวกเราก็รู้กันดีว่ามันจะต้องหมายถึงความร้อนอันแผดเผา พืชและสัตว์อันน้อยนิด และสภาพขาดแคลนของน้ำ แต่กับทะเลทรายอะตาคามาแห่งนี้กลับมีสภาพที่ดูไม่เหมือนกับที่เราเข้าใจ ที่มีผู้คนได้พบเห็นอะไรที่มันไม่น่าจะเป็นไปได้ นั่นก็คือทุ่งดอกไม้อันสวยงามเบ่งบานไปทั่วพื้นทะเลทรายแห่งนี้


ช่วงเวลาที่จะเกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวนั้นก็คือช่วงเดือนกันยายนและพฤศจิกายน ในปีที่จะมีฝนตกลงมาในปริมาณสูง นับแล้วประมาณ 5 ถึง 7 ปีเราจะได้เห็นกันสักที โดยชาวบ้านในท้องถิ่นจะเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า เดสิเออโตฟลอริโด หรือที่น่าจะแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า ทะเลทรายออกดอก นั่นเอง


แต่ในยุคสภาพอากาศแปรปรวนบนโลกทุกวันนี้ ทำให้เกิดพายุฝนไปทั่วโลกมากผิดปกติ จึงทำให้ทุ่งดอกไม้สามารถเบ่งบานได้รวดเร็วกว่าที่เคยบันทึกกันไว้ นั่นก็คือจากห้าถึงเจ็ดปีลดลงมาเหลือสองปีก็จะได้เห็นกันแล้ว

-----------

สายรุ้งสีขาว (White Rainbows)

ภาพจาก: Wojtek Rychlik

ถ้าพูดถึงสายรุ้งบนท้องฟ้าหลายคนคงปฎิเสธไม่ได้ว่ามันคือสิ่งที่สวยงามอย่างหนึ่ง ที่เราพึงจะได้พบเห็นในช่วงฟ้าหลังฝนตอนเย็น หยดสายฝนทำหน้าที่เป็นปริซึมหักเหแสงอาทิตย์ให้กระจายออกมาเป็นรุ้งเจ็ดสี แต่ถึงจะบอกแบบนั้นในบางครั้งถ้าปัจจัยทุกอย่างมันพอเหมาะพอดี เราก็อาจจะได้เห็นอะไรที่มันแปลกไปนั่นก็คือ สายรุ้งที่ไม่มีสีอะไรเลย !


สายรุ้งสีขาวที่ว่านี้จริง ๆ มันก็เกิดขึ้นมาไม่ต่างอะไรกับรุ้งทั่วไป เพียงแต่ในกรณีนี้มันจะสามารถเกิดขึ้นได้ในวันนั้นมีหมอกลงจัด และหยดน้ำฝนมีปริมาณน้อยกว่าควันหมอกอันหนาทึบ ผลที่ได้มันก็จะทำให้เรามองเห็นสายรุ้งกลายเป็นสีขาวนั่นเอง


ซึ่งจะว่าไปแล้วความจริงสายรุ้งสีขาวมันก็ไม่ได้เป็นสีขาวบริสุทธิ์อย่างที่เข้าใจ เพียงแต่สีรุ้งปกติของมันดูอ่อนลงไปเพราะดวงตาของเราถูกหมอกควันมาบดบังแสงสีที่แท้จริงนั่นเอง

-----------

ต้นไม้สีรุ้ง (Rainbow Trees)

ภาพจาก: jwilsonnorton

ไหน ๆ เราก็พูดเรื่องสีรุ้งกันไปแล้ว มาดูกันดีกว่าว่านอกจากสายรุ้งบนท้องฟ้าจะมีสีรุ้งตามธรรมชาติแล้ว จะมีอะไรเป็นสีรุ้งตามธรรมชาติได้อีก


เราก็เลยต้องมาดูกันที่ต้นไม้พันธุ์หนึ่ง มันคือ ต้นยูคาลิปตัสดีกลุปต้า ที่ชาวบ้านท้องที่เรียกมันว่า ต้นยูคาลิปตัสสีรุ้ง ต้นไม้ชนิดนี้อาศัยอยู่ในแถบประเทศฟิลิปปินส์และเขตป่าร้อนชื้นของประเทศต่าง ๆ


มันสามารถเติบโตได้จนสูงถึง 76 เมตร ที่ในช่วงเวลาปกติมันจะมีเปลือกไม้เป็นสีส้ม แต่พอมาถึงช่วงฤดูร้อนเปลือกนอกของมันก็จะกระเทาะออก เปิดเผยให้เห็นถึงสีสันมากมาย จนชาวบ้านสรุปว่ามันเป็นต้นไม้สีรุ้งนั่นเอง

-----------

เส้นผมเกล็ดน้ำแข็ง (Hair Ice)

ภาพจาก: Live Science


ถ้าคุณพำนักอาศัยอยู่ในที่ ๆ มีหิมะตก คุณก็อาจจะคุ้นเคยกับเกล็ดน้ำแข็งรูปแบบต่าง ๆ ที่พอจะจินตนาการกันไปได้ระดับหนึ่งอยู่แล้ว แต่กับสิ่งที่เรากำลังจะพูดถึงนี้มันน่าจะเป็นเกล็ดน้ำแข็งในรูปแบบที่คุณคงไม่เคยพบเห็นมาก่อน


ชื่อเรียกทั่วไปของมันก็คือ Hair Ice หรือ เส้นผมเกล็ดน้ำแข็ง ที่จะปรากฏออกมาให้เห็นในช่วงตอนกลางคืนของฤดูหนาว และจะละลายหายไปเมื่อตอนสายเข้ามาถึง เกล็ดน้ำแข็งบนซากกิ่งไม้ที่ดูเหมือนกับเส้นใยเหล่านั้น แท้ที่จริงมันก็คือรากของเชื้อราที่อาศัยอยู่บนซากไม้ต่าง ๆ เท่านั้นเอง


เชื้อราทำให้เกล็ดน้ำแข็งเหล่านี้ดูเหมือนกับเส้นผมงอกออกมาอย่างมหัศจรรย์ เพียงแต่การจะพบกับของแปลกแบบนี้ได้มันก็ต้องใช้ความพยายามกันบ้าง เพราะถ้าเราอยู่ในพื้นที่อากาศหนาวเย็นจริง ๆ รอบ ๆ บริเวณนั้นมันก็น่าจะมีทั้งหิมะและเกล็ดน้ำแข็งเกาะอยู่ไปทั่ว ดังนั้นถ้าอยากจะเห็นเส้นผมเกล็ดน้ำแข็ง เราก็คงต้องเพ่งมองหามันให้เจอเสียก่อน จากนั้นจึงค่อยดื่มด่ำกับความสวยงามของมันกันต่อไป จนกว่ามันจะถูกความอบอุ่นจากแสงอาทิตย์มาทำให้มันละเหยหายไปในยามสายของวันนั้น


-----------

ดอกไม้เกล็ดน้ำแข็ง (Frost Flower)

(Unknown Source)

ไหน ๆ เราก็กล่าวถึงเกล็ดน้ำแข็งกันไปแล้ว เรายังมีอีกสิ่งที่คล้ายคลึงกัน รวมไปถึงความสวยงามท่ามกลางความลึกลับไม่แพ้ใครที่เกิดขึ้นมาในสภาวะต่างกันไปพอสมควร มันคือ ดอกไม้น้ำค้างแข็ง หรือ ฟรอสต์ฟลาวเวอร์ ที่ก่อตัวขึ้นมาบนผิวน้ำในช่วงฤดูหนาวของแถบอากาศเย็นจัด


เพราะอากาศหนาวจะทำให้พื้นผิวน้ำเริ่มแข็งตัว จากนั้นน้ำค้างแข็งเหล่านี้ก็จะเริ่มก่อร่างสร้างตัวขึ้นจากจุดผิวน้ำ จากนั้นความชื่นในอากาศบนพื้นผิวก็จะมีส่วนทำให้กิ่งก้านน้ำแข็งก่อตัวขึ้นมาในอากาศ ที่มองดูไปแล้วก็คล้ายกับกลีบดอกไม้สีขาวอย่างที่เห็นในภาพ


หลังจากที่เราพูดกันไปถึง 9 เรื่องแล้ว มาดูสิ่งสุดท้ายที่มันจะทำให้เรานึกถึงภาพสยองขวัญ จากสิ่งที่ควรจะมีแต่ในจินตนาการเลือดสาด ว่ามันมีอยู่จริงบนโลกใบนี้เช่นกัน !

-----------

ก้อนหินเลือดสาด (Bloody Rocks)

ภาพจาก: Inhabitat
พูดถึงก้อนหินมันก็น่าจะเป็นสิ่งที่เราทุกคนพบเจอได้ทั่วไป อย่างน้อยก็ในรองเท้าของเรา มันก็คงจะต้องมีบ้างที่จะมีก้อนหินกรวดเล็ก ๆ เข้ามาวุ่นวายในนั้น ทำให้เราต้องรำคาญใจกันเล็กน้อยเวลาเดิน เพราะนอกจากมันจะแข็งแล้ว บางทีมันก็สามารถบาดที่เท้าของเรา จนทำให้เลือดตกยางออกได้


แต่สำหรับสิ่งมหัศจรรย์ชิ้นนี้ที่เรียกว่า "ไพยูราไชเลนซิส" หรือชาวเปรูเรียกว่า "พิอุเร่" มันเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง ที่สร้างเกราะห่อหุ้มร่างกายเพื่อเอาไว้เพื่อใช้กรองอาหาร แล้วขับของเสียออกมาในรูปแบบปัสสาวะ เพียงแต่ภายในของมันสารอาหารจะถูกกักเก็บเอาไว้ อยู่ในสภาพเหมือนเลือดเนื้อสีแดง และนั่นจึงทำให้ชาวบ้านเรียกมันว่า "ก้อนหินเลือดสาด"
แต่ถึงจะเรียกมันให้น่ากลัวแบบนั้น ชาวบ้านในพื้นที่ก็มักจะนำมันมารับประทานกันดิบ ๆ หรือไม่ก็เอาไปปรุงกับสลัด ราวกับว่ามันคือหอยนางรมเหมือนบ้านเราก็ไม่ปาน


นั่นก็คือสิ่งแปลก ๆ ที่เราไม่เคยคิดว่ามันจะมีอยู่จริงบนโลก และบางคนก็อาจจะเคยพบเพียงแต่พอเห็นแล้วก็อาจจะไม่เชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงตามธรรมชาติ
ดังนั้นเวลาเราพบเจออะไรแปลก ๆ ก็จงอย่าเพิ่งบอกใครให้รู้ ลองกลับมาตรวจสอบกันดูก่อนก็น่าจะดี ว่าบางทีมันอาจไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับคนอื่นก็เป็นได้ จริงไหมครับ !?

หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ และอย่าลืมทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี !

แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา: Listverse

แท็ก: 10 Natural, ธรรมชาติแปลก, ไม่น่าเชื่อ, Pyura chilensis, ก้อนหินเลือด