ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันศุกร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2559

มิติที่ 6 Smile.jpg ภาพหมายิ้มสยองขวัญคร่าวิญญาณ




ย้อนกลับไปช่วง ค.ศ. 2008  เวบไซต์ต่าง ๆ ได้โพสต์เรื่องราวลี้ลับน่ากลัวเรื่องหนึ่ง เรื่องราวของชายคนหนึ่งที่พยายามค้นหาความจริงของภาพจากกล้องโพลาลอยด์ภาพนั้น ภาพสุนัขที่กำลังยืนยิ้มให้กับกล้อง ซึ่งมันคือที่มาของเรื่องเล่าสยองขวัญ ที่เวบไซต์ทั้งต่างประเทศ และในไทย ได้นำมาเล่าต่อถึงอาถรรพ์ของภาพนี้ บ้างก็บอกว่าเป็นเรื่องแต่ง บ้างก็บอกว่าเป็นเรื่องจริง

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ ในวันเบาๆ ศุกร์นี้  จึงขอนำเรื่องราวของภาพอาถรรพ์ดังกล่าว มาเล่าให้ท่านผู้ชมได้ฟัง และร่วมหาคำตอบของภาพนี้ไปพร้อม ๆ กัน ว่ามันจะทำให้เราตกอยู่ในอาถรรพ์นั้นด้วยหรือไม่


 เปิดชมบนยูทูป

เรื่องราวเริ่มต้นจากปี ค.ศ. 1992  เจมี่ นักศึกษาและนักเขียนสมัครเล่น ที่พยายามจะสืบความเป็นมาของแมรี่อี แฟนสาวของเพื่อนเก่า ที่เป็นแอดมินของเวบบอร์ดท้องถิ่นในชิคาโก้ เธอมีพฤติกรรมแปลกประหลาดที่วัน ๆ เอาแต่โพสต์ลิงค์ของภาพ ๆ หนึ่ง ตามหมวดสยองขวัญ โดยภาพนั้นใช้ชื่อว่า "Smile.jpg" ซึ่งกว่าจะติดต่อขอพูดคุยที่บ้านของเธอได้ เธอก็กลับเปลี่ยนใจไม่ให้ข้อมูลกับเขา ทำให้เจมี่ต้องเลิกล้มความตั้งใจไปชั่วคราว โดยพยายามลืม ๆ เรื่องนี้ แล้วหันไปหาข้อมูลเรื่องอื่นตามเวบแนวสยองขวัญแทน


แต่เมื่อเวลาผ่านมาจนถึงปี ค.ศ. 2005  เจมี่ ก็ยังคงพบว่า แมรี่อีนั้นยังคอยโพสต์ลิงค์ภาพดังกล่าวอยู่เสมอ ซึ่งมันทำให้เขาหันกลับมาสืบความเป็นไปของเรื่องนี้อีกครั้ง แล้วเขาก็ได้พบว่า มีสมาชิกหลายคน ที่เปิดลิงค์ภาพดังกล่าวขึ้นมาดู แล้วก็มีอันต้องเกิดอาการลมชักแบบเฉียบพลัน และยังสืบพบว่าสมาชิกอีกหลายคนทีเปิดภาพนี้ ก็ฆ่าตัวตายไปอย่างไร้สาเหตุอีกหลายคน

และเมื่อสืบย้อนไปในปี ค.ศ. 2002 เขายังพบอีกว่า ที่เวบไซต์ Usenet ผู้ให้บริการเน็ตเวิร์กขนาดใหญ่ของอเมริกา ที่มีเครือข่ายสังคมกว้างขวาง ก็ได้เคยถูกแฮ็กเกอร์ลักลอบเจาะเข้าระบบ แล้วโพสต์ภาพลึกลับนี้ลงในเวบบอร์ด ในหมวดเรื่องเบาสมอง จนมีสมาชิกบอร์ด เปิดภาพชมเป็นจำนวนมาก และมีหลายคนที่เกิดอาการลมชักเฉียบพลัน ไปจนถึงฆ่าตัวตายปริศนาเป็นจำนวนมาก

มาถึงตรงนี้ เจมี่ก็ได้สืบลึกเข้าไปจนรู้ว่า ภาพ Smile.jpg นั้น แท้ที่จริงเป็นภาพถ่ายโพลาลอยด์ใบนึง ที่ภายในนั้น จะมีภาพของสุนัขพันธ์ุไซบีเรียนฮัสกี้ กำลังนั่งหันมามองกล้อง ดวงตาของมันเปล่งแสงเป็นประกาย เหมือนกับเป็นแสงสะท้อนมาจากแฟลชกล้อง แต่ที่น่ากลัวจริง ๆ ก็คือ ปากของมันแสยะยิ้มให้กับกล้องจนน่ากลัวเป็นอย่างมาก และภายในฉากหลังที่มืดสลัวของภาพนี้ ก็จะเห็นว่ามีมือคน ทำท่าเหมือนกำลังทักทายเรา อยู่ทางด้านซ้ายของภาพ และมีตัวอักษรย่อปริศนา ที่มองไม่ชัดอยู่เหนือมือข้างนั้น

ภาพถ่ายโพลาลอยด์ของสุนัขดังกล่าว

โดยที่มาของมันนั้น มาจากการฟอร์เวิร์ดเมล์จากใครก็ไม่รู้ ส่งต่อกันมาเรื่อย ๆ ในหัวข้อจดหมายว่า “ยิ้มสิ !! พระเจ้ารักคุณ ! ” ซึ่งจากการสืบถามจากเหยื่อจดหมายนี้ ก็ได้ความว่า หลังจากเปิดภาพดูแล้ว ถ้าเราไม่สนใจปิดอีเมล์ฉบับนั้นไป ไม่ฟอร์เวิร์ดต่อให้คนอื่น ก็จะทำให้มีอาการลมชักเฉียบพลันอย่างไร้สาเหตุ และบางคนก็ถึงกับฆ่าตัวตายไปเลยก็มี ส่วนคนที่ยังรอดอยู่ ก็ต้องพยายามฟอร์เวิร์ดเมล์นี้กันต่อไป บางคนถึงกับไม่กล้านอนหลับ เพราะภาพมันติดตาเข้าไปถึงในความฝัน ต้องไปหาจิตแพทย์เพื่อขอยากล่อมประสาทมากิน ให้ตัวเองสามารถนอนหลับได้ไปเพียงวัน ๆ

แต่แล้วเมื่อเวลาผ่านมาจนถึงปี ค.ศ. 2008  เจมี่ก็ได้รับอีเมล์จากแมรี่อีฉบับหนึ่ง โดยใจความในจดหมายบอกว่า เธอเสียใจ ที่วันนั้นจากเมื่อปี ค.ศ. 1992 เธอไม่ได้เปิดโอกาสให้เขามาพูดคุย สาเหตุก็เป็นเพราะว่าเธอกลัวมาก เนื่องจากตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอต้องเผชิญกับฝันร้าย หรือแม้เพียงแค่หลับตา ภาพของเจ้าสุนัขแสยะยิ้มรูปนั้น ก็จะมารังควาญเธออยู่เสมอ ซ้ำร้าย มือที่ทำท่าทักทายอยู่ในภาพด้านซ้ายนั้น ก็ทำท่ากวักมือเรียกเธอ เหมือนอยากให้ไปอยู่ด้วยกัน และในความฝันนั้น เจ้าหมาไซบีเรี่ยนที่กำลังแสยะยิ้มอย่างน่ากลัวก็พูดกับเธอว่า ถ้าไม่อยากตายก็จงส่งต่อภาพนี้ต่อไปเรื่อย ๆ

นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอต้องทนทุกข์ทรมาน กับการโพสต์ลิงค์ภาพดังกล่าวตลอดเวลา 15 ปี ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่า คนที่หลงเปิดลิงค์ภาพขึ้นดูจะต้องเกิดอาการลมชัก ไม่ก็ถึงกับฆ่าตัวตาย ซึ่งมาถึงวันนี้ แมรี่ ตัดสินใจเด็ดขาดที่จะเลิกแชร์ภาพดังกล่าวแล้ว และจะส่งแผ่นฟล็อบปี้ดิสก์ที่บันทึกเรื่องราวทั้งหมดให้กับเขาในภายหลัง และแมรี่ยังบอกอีกว่า ตอนนี้เธอไม่สนอะไรอีกแล้ว ไม่ว่าภาพนั้นจะจริงหรือหลอก เพราะเธอไม่อยากจะอยู่ตรงนี้อีกต่อไป

ซึ่งหลังจากวันที่อีเมล์ฉบับนี้ส่งมาไม่กี่เดือน เจมี่ก็ได้รับข่าวจากสามีของเธอว่า แมรี่ได้ฆ่าตัวตายไปแล้ว….  และสามีของแมรี่ก็ได้ทำตามคำสั่งเสียของเธอ ที่ขอให้เขานำแผ่นฟลอปปี้ดิสก์แผ่นหนึ่งมาให้กับเจมี่ เพียงแต่ว่าตอนนี้มันอยู่ในสภาพเหมือนผ่านการถูกเผาจนละลายไปบางส่วน

นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ? เจมี่ได้พยายามสืบข่าวการตายของเธอจากหนังสือพิมพ์ชิคาโก้พบว่า มีข่าวการตายของเธอจริง ๆ ซึ่งในข่าวนั้นไม่ได้ระบุสาเหตุการตายของแมรี่แต่อย่างใด นี่มันไม่ใช่เรื่องตลกเสียแล้ว

จู่ ๆ เจมีก็นึกขึ้นมาได้ว่า หลังจากที่เขาพลาดจากการขอสัมภาษณ์แมรี่ไปเกือบปีในช่วงนั้น เขาเคยได้รับอีเมล์จากเธอมาฉบับหนึ่ง ซึ่งเขาไม่เคยได้เปิดอ่านมาก่อน คิดได้ดังนั้นเจมี่จึงเปิดอ่านอีเมล์ ซึ่งในจดหมายมีหัวข้อว่า Smile โดยเนื้อความในอีเมล์เขียนว่า...

"สวัสดีค่ะ ฉันพบที่อยู่อีเมล์ของคุณ จากเมลลิ่งลิสของฉัน เห็นโปรไฟล์ของคุณบอกว่า คุณสนใจในภาพหมายิ้มอยู่ใช้ไหมคะ ? ฉันน่ะ เห็นภาพนี้แล้วล่ะค่ะ คิดว่ามันคงไม่เป็นไร ถ้าฉันจะส่งไฟล์นี้ให้คุณดู เพราะมันก็เป็นแค่ การส่งต่อ ๆ กันไปเท่านั้นแหละนะคะ"

หลังจากอ่านจบ เจมี่ถึงกับหลอนเข้ากระดูกเลยทีเดียว พอเจมี่ตรวจสอบที่อีเมล์ดี ๆ ก็พบว่ามีการแนบไฟล์มาไฟล์หนึ่ง ชื่อไฟล์ของมันก็คือ smile.jpg นั่นเอง เจมีกะว่าจะดาวน์โหลดไฟล์นี้มาดูทีหลังจะดีกว่า เพราะเรื่องราวของมัน ฟังแล้วก็ไม่ค่อยจะน่าเชื่อถือซักเท่าไหร่ เพราะจริง ๆ แล้ว สิ่งที่ทำให้เขาหลอนนั่น มันมาจากชื่อผู้ส่งก็คือแมรี่ อี ที่ตายไปเสียมากกว่า กะไอ้แค่รูปภาพไฟล์เดียว มันจะไปมีพลังอำนาจลึกลับบ้าบอ ถึงกับทำให้คนมีอาการประหลาดแบบนั้นได้อย่างไร ?

เจมี่ก็ไตร่ตรองอีกว่า ถ้าเขาดาวน์โหลดไฟล์ภาพนี้มา ถ้าเขาได้ดูแล้วสิ่งที่แมรี่เล่าไว้ในจดหมายฉบับสุดท้ายนั้นเป็นเรื่องจริง ถ้าภาพหมายิ้มมันสามารถเล่นงานเขาได้ในฝัน เพื่อมาบอกให้เขาต้องส่งต่อไฟล์นี้ต่อไปล่ะ ? เจมี่จะต้องมีชีวิตอยู่เหมือนกับแมรี่ไหม ? ต้องคอยส่งต่อมันไปเรื่อย ๆ จนกว่าเขาจะตายหรือเปล่า ? แล้วถ้าต้องส่งต่อไปเรื่อย ๆ คนที่ได้รับไฟล์นี้ไปดูต่อ ๆ ไป จะตายกันหมดไหม ? แล้วถ้าเป็นแบบนั้น เขาจะต้องส่งให้ใครดีกันล่ะเนี่ย ?

"แล้วถ้าผมตัดสินใจเขียนเรื่องราวนี้ลงบนเวบไหนซักแห่ง โดยแนบภาพนี้เอาไว้ เกิดมีใครซักคนหลงเข้ามาดูล่ะ ? ยังไงมันก็ดีกว่าการแนบไฟล์ส่งไปทางอีเมล์แหละนะ เพราะอย่างน้อย ผมก็ยังรักษาภาพพจน์ตัวเองไม่ให้ใครรู้ว่า ผมเป็นคนส่งต่อเรื่องนี้ ว่ายังไงล่ะ ? ผมบอกต่อได้ใช่ไหม ? ได้สิ !! ผมทำแบบนี้ได้นี่นา"

ซึ่งหลังจากเรื่องราวทั้งหมดจบลง มิติที่ 6 จึงได้พยายามนำภาพนี้มาให้พวกเราได้ชมกัน เพื่อจะได้โดนวิญญาณหมายิ้ม มาเข้าฝันกันโดยถ้วนทั่วนะครับ

ไม่สิ ถ้ามันเป็นเช่นนั้นจริง มันก็ไม่ใช่มิติที่ 6 แน่นอน เพราะหลังจากที่มิติที่ 6 อ่านเรื่องนี้จบ ก็ลองหลับตาบ้าง นอนหลับบ้างอยู่หลายรอบ ก็ไม่พบว่าจะฝันเห็นสุนัขอะไรมายิ้มให้เลย เราจึงพยายามเสาะหาที่มา เพื่อจะได้ให้ทุกท่าน ได้รับทราบความเป็นมาที่แท้จริงของเรื่องราวนี้กันครับ

แม้จะมีผู้คนในอินเตอร์เน็ต พยายามจะถอดรหัสภาพเจ้าไซบีเรียนฮัสกี้ตัวนี้ ถึงขั้นทำคลิปบอกต่อ ๆ กันว่า พวกเขาได้พบภาพซ้อนของปีศาจ หรือซาตาน ทับอยู่กับภาพเจ้าสุนัขที่กำลังแสยะยิ้มอย่างน่ากลัวตัวนี้ แต่ถ้าเรามองไปที่ภาพให้ดี ๆ จะพบว่า ภาพนี้เป็นภาพที่ถูกตัดต่อขึ้นมาจากโปรแกรมตัดต่อภาพทั่วไป โดยถ้าเราสังเกตที่ความชัดเจนของภาพจะพบว่า บริเวณทั่วไปทั้งภาพนั้นจะมีนอยซ์ หรือจุดรบกวนที่เกิดจากการถ่ายภาพที่มีแสงน้อย ด้วยกล้องราคาถูก

การตัดต่อภาพซ้อนของปีศาจหมา

โดยภาพเต็มที่แสดงให้เห็นว่า มันเป็นภาพที่ถ่ายจากกล้องโพลาลอยด์นั้น จะเห็นเงาตกกระทบที่ขอบภาพไม่ถูกต้อง เหมือนพยายามจะซ้อนให้เกิดมิติของภาพ ซึ่งภาพโพลาลอยด์ของจริงนั้น ควรจะเป็นเงาลึกเข้าไป และภาพจะต้องอยู่หลังกรอบโพลาลอยด์ แต่ในภาพหมายิ้มลึกลับนี้ ตัวเงาตกกระทบของภาพ กลับดูเหมือนลอยขึ้นมาจากกรอบมากกว่า แถมเงาตกกระทบก็ค่อนข้างคมชัดเป็นอย่างมาก

และเมื่อสังเกตที่รอยนิ้วมือเปื้อนเลือด ที่อยู่ในบริเวณส่วนกรอบของภาพ มันก็เกิดคำถามว่า น่าจะมีใครซักกี่คน ที่จับแผ่นกระดาษด้วยการใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วไหนซักนิ้ว แปะที่ด้านเดียวกัน แล้วใช้นิ้วที่เหลือหนีบด้านหลังภาพ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำแบบนั้น และต่อให้เป็นการใช้สองมือ ถือภาพเอาไว้ จะมีสักกี่คน ที่จะใช้มือซ้ายจับภาพแล้วเอานิ้วอะไรซักนิ้วที่มือขวา แตะที่กรอบอีกข้างแบบนั้น

และถ้ามองเข้าไปดูในภาพก็จะยิ่งเห็นชัดว่า ภาพมือที่กำลังทักทายอยู่ด้านซ้ายของภาพนั้น เป็นภาพที่ถูกตัดต่อเพิ่มขึ้นมา เพราะลักษณะของจุดนอยซ์ในภาพตรงส่วนนี้ กลับมีลักษณะสะอาดกว่าจุดอื่นมาก แถมยังเหมือนจงใจตกแต่งให้มันชัดกว่าปกติด้วยการทาสีแดงไปที่ภาพ

ส่วนอาการยิ้มของเจ้าหมาไซบีเรียนฮัสกี้นั้น ถึงจะเป็นการยิ้มจริง ๆ จากมัน ก็ไม่แปลก เพราะปกติสุนัขพันธ์ุนี้ หน้าตาจะดูเหมือนมันโกรธใครมาอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่ถ้าดูดี ๆ ก็จะพบว่า มันเป็นการตัดต่อเอาภาพฟันของคน มาทับซ้อนกับปากของมันนั่นเอง

มาถึงตรงนี้เราสามารถสรุปได้เบื้องต้นว่า ภาพนี้ คือภาพปลอมที่ถูกตัดต่อด้วยซอฟท์แวร์ตกแต่งภาพนั่นเอง

ส่วนเรื่องราวที่ถูกเล่าต่อ ๆ กัน จากเวบบอร์ดหลาย ๆ แห่งนั้น ถ้าเราอ่านจนจบก็จะพบว่ามีการระบุชัดเจนว่า มันคือเรื่องที่ถูกแต่งขึ้นมาเล่ากันบนเวบสยองขวัญทั่วไป

สรุปก็คือ ภาพสุนัขยิ้มนี้ เป็นเพียงภาพประกอบนิยายออนไลน์บนเวบบอร์ดสาธารณะเท่านั้นเอง แต่ที่เราไม่สามารถค้นหาได้ว่าใครเป็นผู้เขียนเรื่องขึ้นมานั้น ก็เพราะว่าในช่วงปี ค.ศ. 2008  เรื่องราวนี้ได้ถูกโพสต์ครั้งแรกที่เวบบอร์ด "4chan" ในหมวด "/x/ - paranormal" ซึ่งระบบของเวบแห่งนี้ ในยุคสมัยนั้นผู้โพสต์จะมีเพียงหมายเลขรหัส ID ที่เป็นตัวเลขเท่านั้น โดยโพสต์ต้นฉบับได้ถูกเขียนไว้ที่นี่ เพื่อความบันเทิง แต่กลับมีผู้คนนำเอาเรื่องราวนี้ไปโพสต์ต่อ ๆ กัน โดยไม่มีการตรวจสอบ จนเลยเถิดไปจนเกิดมีฟอร์เวิร์ดเมล์จริง ๆ ขึ้นมา และปัจจุบันโพสต์ดังกล่าวก็ได้ถูกลบอัตโนมัติไปจากเวบไซต์ 4chan แล้ว

ส่วนเรื่องที่บอกว่ามีเหยื่อบางคนที่ดูภาพแล้วเกิดอาการลมชักนั้น… ไม่พบว่ามีจริงแต่อย่างใด เพราะมันเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมานั่นเอง

ดังนั้น หากมีใครนำเรื่องราวนี้มาโพสต์แล้วบอกเราว่าเป็นเรื่องจริง เราก็ควรจะเงียบเอาไว้ แล้วปล่อยให้เรื่องเล่านี้ เป็นที่กล่าวขวัญกันต่อไป อย่างสนุกสนานจะดีที่สุด ไม่จำเป็นต้องเฉลยให้ผู้โพสต์หรือผู้เล่า ต้องเสียหน้าแต่อย่างใดนะครับ เพราะความกลัว กับมนุษย์นั้น เป็นของคู่กันเสมอมา นั่นเอง


หลังจากอ่านเรื่องราวจบแล้ว อย่าลืมกดไลค์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเม้นท์พูดคุยกันนะครับ

เรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ที่มา
http://www.bustle.com/articles/135749-is-smile-dog-real-heres-the-truth-about-the-classic-creepypasta-its-terrifying-image-file
http://creepypasta.wikia.com/wiki/Smile_Dog
http://boards.4chan.org/x/