ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

28 กุมภาพันธ์ 2561

มิติที่ 6 | 10 เกาะปริศนาจากเรื่องเล่าในตำนาน ที่บางคนเชื่อว่ามีอยู่จริง !!!




เมื่อพูดถึงเกาะ มันก็คือสถานที่ ๆ ตั้งอยู่ระหว่างโลกภูมิ 2 ภพ เพราะที่ตั้งของมันคือแผ่นดินที่ถูกล้อมรอบไปด้วยน้ำทะเลเค็ม ๆ นั่นก็เลยทำให้เกิดตำนานเรื่องเล่าหลายเรื่อง ที่พูดถึงการมีอยู่ของเกาะแปลก ๆ กันอยู่เสมอ


กดเพื่อชมบนยูทูป

มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราอยากจะพาท่านผู้ชมไปพบกับเกาะมหัศจรรย์ 10 แห่ง ที่เคยถูกเล่าเอาไว้ในตำนานมากกว่า 10 เรื่อง เกาะสวรรค์ในตำนานโบราณ กับความเชื่อของเหล่าผู้คนที่เชื่อว่ามันน่าจะเคยมีอยู่จริง ว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้... มันคืออะไรกันแน่ !?

เกาะอวาลอน
ภาพจาก: James Archer


กษัตริย์อาเธอร์ พระองค์คือกษัตริย์ในตำนานของชาวพื้นเมืองอังกฤษ และเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในชนชาติอังกฤษยุคใหม่ ชีวิตส่วนตัวของพระองค์ก็มีปัญหาอยู่หลายอย่าง อย่างหนึ่งก็คือเรื่องของการสมรส ราชินีของท่านแอบไปมีใจให้กับท่านเซอร์ลานสล็อต จนทำให้พระองค์ต้องตามไล่ล่าท่านเซอร์ไปไกลถึงฝรั่งเศส และในขณะที่พระองค์อยู่นอกประเทศตัวเอง เจ้าคนทรยศที่ชื่อมอร์เดร็ดก็แอบมายึดบัลลังก์ไปเสียดื้อ ๆ พอกษัตริย์อาเธอร์เดินทางกลับ พระองค์ก็เลยต้องเหนื่อยมารบเพื่อกอบกู้บัลลังก์คืน

ในขณะที่กำลังรบพุ่งอยู่นั้น มอร์เดร็ดก็พลาดท่าถูกสังหาร ส่วนกษัตริย์เองก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส พระองค์ก็เลยถูกนำตัวไปขึ้นเรือ แล้วเรือลำนั้นก็พาทั้งคณะออกไปจากโลกมนุษย์ เพื่อนำกษัตริย์ผู้เก่งกาจของพวกเขา ที่ตอนนั้นก็เกือบ ๆ จะได้ไปเกิดใหม่แบบร่อแร่ ไปฝากไว้บนเกาะวิเศษที่ชื่อว่า อวาลอน (Avalon) !


นั่นก็คือสิ่งที่เราอยากจะพูดถึง อวาลอนคือเกาะที่มีแต่ต้นแอบเปิ้ล เป็นเกาะที่เต็มไปด้วยมนเสน่ห์ทำให้เราต้องลุ่มหลง และเกาะแห่งนี้ก็คือสถานที่ที่ดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์ถูกก็อปเลียนแบบ มันเป็นบ้านของแม่มดชื่อมอร์เกน ซึ่งเธอคนนี้ก็คือความหวังสุดท้าย ที่จะสามารถรักษากษัติร์ผู้ร่อแร่ ซึ่งตำนานตรงส่วนนี้ ก็มีรายละเอียดบางอย่างค่อนข้างสับสน บางเล่มบอกว่าพระองค์ได้รับการรักษา และบางเล่มก็บอกว่าพระองค์ถูกสะกดให้นอนหลับยาวต่อไป แต่ที่ตรงกันก็คือ พระองค์ไม่ได้ไปแล้วไปลับ เพราะอาณาจักรบริเต็นยังต้องการพระองค์ นั่นก็เลยทำให้กษัตริย์อาเธอร์ ได้ออกจากเกาะอวาลอนไปกอบกู้บ้านเมืองกันต่อ


พอมาถึงตรงนี้ก็ต้องขอบอกว่า ขนาดในตำนานยังเล่าเอาไว้หวือหวาขนาดนั้น ก็ยังมีผู้คนมากมาย พยายามค้นหาเกาะอวาลอนแห่งนี้ มีบางคนเชื่อว่ามันคือเกาะที่อยู่ในแอตแลนติก ห่างออกไปจากชายฝั่งของอังกฤษไปไม่ไกลนัก บางคนบอกว่าเคยเห็นเกาะอวาลอนจริง ๆ โดยบอกว่าที่นั่นก็คือแกลสตันบิวรี่ทอร์ มันคือภูเขามีหมอกหนาคลุมล้อมรอบ แถมยังเป็นเกาะที่ลอยได้อยู่ในอากาศอีกด้วย แต่จริง ๆ ที่เราเห็นเกาะนี้ลอยได้ มันก็เพราะภาพลวงตาจากหมอกหนา หรือฟากามอร์กานา (Fata Morgana) เท่านั้นเอง
ที่มา: Ancient Origins

----------------

เกาะฮายบราซิล
ภาพจาก: Big Think


ก่อนที่ประเทศบราซิลจะเป็นที่รู้จักในกลุ่มประเทศยุโรป มันก็จะมีเกาะทางตะวันตกของประเทศไอร์แลนด์อยู่เกาะหนึ่ง เกาะนี้ชื่อ ฮายบราซิล (Hy-Brasil) ซึ่งเกาะนี้ได้ถูกบันทึกอยู่บนแผนที่ทางทะเลยุโรปอยู่หลายศตวรรษ

จนกระทั่งในช่วงปี ค.ศ. 1860 เกาะนี้ได้ถูกนำออกไปเหมือนไม่เคยมีมาก่อน จริง ๆ แล้วในตำนานของชาวไอริชมีเรื่องเล่าขานกันมานมนาน พูดถึงดินแดนทางตะวันตกที่ถูกพบโดยนักเดินทางหลายคน แต่กับฮายบราซิลนั้น มันคือสุดยอดเกาะในตำนานที่อยู่ยั้งยืนยงเลยทีเดียว  
โดยตอนนั้น จอห์น แคบอต (John Cabot) นักสำรวจและนักเดินเรือชาวอิตาลี เขาคือผู้ค้นพบดินแดนแห่งอเมริกาเหนือมาตั้งแต่ยุคไวกิ้ง โดยหลังจากที่เขาเดินทางกลับมาถึงบ้าน มันก็มีข่าวพูดถึงชายคนนี้ว่า จอห์น แคบอต ได้เคยเดินทางไปยังดินแดนแห่งหนึ่ง โดยข้อความนั้นระบุว่า...
“มันได้ถูกค้นพบในช่วงอดีตกาล โดยชายที่มาจากบริสทอล ผู้ค้นพบบราซิล”
"จอห์น แคบอต" ก็ถูกอ้างว่าเป็นผู้ค้นพบอเมริกาเหนือ
(นอกเหนือจากคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส และชาวไวกิ้งชื่อ Leif Ericsons)
สิ่งนี้มันก็ได้ทำให้การค้นหาเริ่มขึ้นอย่างจริงจัง จนในแผนที่ทางทะเลต้องใส่เกาะฮายบราซิลเอาไว้ในจุดหนึ่งของแผนที่จนได้  ตามมาด้วยตำนานมากมายที่พยายามอธิบายว่าเกาะแห่งนี้มันไม่ง่ายเลยที่จะหาเจอ เพราะหลายตำนานระบุว่าเกาะแห่งนี้จะถูกปกคลุมด้วยหมอกหนาทึบ ซึ่งจะมีเพียงวันเดียวในรอบเจ็ดปี ที่หมอกนั้นจะจางลงจนเห็นตัวเกาะ โดยในแผนที่เดินทะเล ก็ปรับรูปร่างของเกาะให้เล็กลงไปเรื่อย ๆ จนเวลาผ่านไปจากเกาะปริศนาก็ถูกลดขนาดลงมา กลายเป็นแค่ก้อนหินชื่อบราซิล ที่ยังคงระบุว่า เป็นเกาะที่อยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดายกลางทะเล
มีบันทึกการเดินทางอยู่ฉบับหนึ่งอ้างว่า มันมีแผ่นดินอยู่ตรงนั้นจริง ๆ และมันก็เป็นดินแดนของกระต่ายสีดำฝูงใหญ่ ที่อาศัยอยู่กับพ่อมดผู้เดียวดายอีกหนึ่งคน ซึ่งพ่อมดที่ว่านี้ก็อาศัยอยู่ในปราสาทหินเพียงคนเดียวบนเกาะแห่งนั้น และถ้าใครสามารถหาเกาะแห่งนี้พบ พ่อมดก็จะมอบเงินและทองให้กับนักเดินทางคนนั้นอย่างไม่อั้นเสียด้วย
ที่มา: Bigthink
----------------


เกาะลอยน้ำแห่งเรเดสเมียร์
ภาพจาก: Photoshoptutorials


เรเดสเมียร์ (Redesmere) คือทะเลสาบที่มีความยาวประมาณ 0.8 กิโลเมตร มันอยู่ในพื้นที่ของประเทศอังกฤษ ที่ว่ากันว่าครั้งหนึ่งเคยมีเกาะหนึ่งตั้งอยู่กลางบึงแห่งนี้ และสาเหตุที่มันหายไปก็คงไม่พ้นที่เราจะต้องพูดถึงตำนานท้องถิ่นไปเลยว่า มีอัศวินหนุ่มคนหนึ่ง ครอบครัวของเขาเป็นเจ้าของดินแดนกลางทะเลสาปแห่งนี้ โดยในเรื่องเขาเล่าว่า อัศวินท่านนี้เกิดระแวงว่าแฟนสาวตัวเองอาจจะมีกิ๊ก นั่นจึงทำให้เขาเกิดงอนขึ้นมาอย่างแรง ประกาศว่าจากนี้ไปจะไม่ปริปากพูดจากับสาวเจ้าอีก และเขาจะงอนแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะถึงวันที่เกาะกลางบึงแห่งนี้ จะลอยหายไปจากที่นี่สักวัน
จนเมื่อเวลาผ่านไป อัศวินหนุ่มก็ล้มป่วยอย่างหนัก หญิงสาวที่รู้ข่าวก็รีบเดินทางกลับมาดูแลให้ จนกระทั่งเขาพ้นขีดอันตราย ก็เกิดพายุใหญ่พัดหอบเอาเกาะแห่งนี้หลุดลอยจากจุดที่ตั้ง ซึ่งเกาะมันก็ลอยวนไปรอบทะเลสาบ ส่งผลทำให้สถานที่แห่งนี้ เปลี่ยนรูปร่างเป็นสัญลักษณ์แห่งความรัก เพื่อบอกให้อัศวินผู้โง่เขลาตาสว่างเสียทีว่า หญิงสาวคนนี้รักเขามากมายขนาดไหน อัศวินหนุ่มได้เห็นเหตุการณ์อัศจรรย์ก็เลยเข้าใจ และเอ่ยปากขอแต่งงานกับหญิงสาวทันที
โดยสิ่งที่น่าสนใจกว่าตำนานนั้นก็คือ ในแผนที่สำรวจโบราณจะมีการบันทึกว่ากลางทะเลสาบแห่งนี้ เคยมีเกาะแห่งหนึ่งตั้งอยู่จริง ๆ เพียงแต่มันก็มีแค่การบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่มีการชี้ชัดว่ามันอยู่ที่ตรงไหนของแผนที่กันเลย แต่แค่นี้มันก็มากเพียงพอสำหรับนักพิสูจน์ตำนาน ที่ต่างพากันออกตามหาว่าเกาะนี้มันมีจริงหรือไม่ ซึ่งพอตามหาไประยะใหญ่ พวกเขาต่างก็ถอดใจอย่างสิ้นหวังกันหมด เพราะไม่ว่าจะพยายามเท่าไหร่ มันก็ไม่พบเงื่อนงำใด ๆ ที่บ่งบอกว่าเคยมีเกาะอยู่ตรงนี้จริง ๆ

บางคนก็ตั้งข้อสันนิษฐานว่า บางทีตัวเกาะอาจจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของฝั่งทะเลสาปไปแล้ว โดยคาดกันว่าพื้นแผ่นดินของเกาะอาจมีลักษณะเป็นรูพรุน ที่พอไปเจอกับพายุแรง ๆ เข้า ก็เลยหลุดออกจากจุดที่ตั้งไปชนกับริมบึงก็เป็นได้
ที่มา: Cheshirenow

----------------
เกาะบูยาน
ภาพจาก: Ivan Bilibin

ในตำนานของชาวสโลวัคเรื่องหนึ่ง ได้พูดถึงเกาะสวรรค์ชื่อ บูยาน (Buyan) มันคือบ้านของดวงอาทิตย์และสายลม และก็เป็นที่ ๆ อากาศทุกแบบจะแวะมาหาบ่อย ๆ เมล็ดพันธุ์พืชทุกสายก็ล้วนหาได้ที่นี่ แต่สำหรับมนุษย์ที่อยากจะค้นหามัน ก็ต้องขอบอกเลยว่าเสียใจด้วย เพราะมันจะมาหรือจะหายไปตอนไหนไม่เคยมีใครสามารถคาดเดาได้
ถ้าแค่ความอัศจรรย์เท่านี้ยังดีไม่พอ ก็ต้องขอบอกเลยว่า เกาะบูยานแห่งนี้คือสถานที่เก็บแผ่นศิลาวิเศษสีขาว ที่ในเรื่องราวระบุชื่อของมันว่า อลาเทียร์ (Alatyr) ว่ากันว่ามันคือจุดศูนย์กลางของจักรวาล เป็นแหล่งกำเนิดแม่น้ำหลายสาย แถมยังมีคุณสมบัติในการฟื้นฟูอาการบาดเจ็บ ซึ่งถ้าใครสามารถหาเจ้าศิลาอลาเทียร์ชิ้นนี้พบ ใครคนนั้นจะได้รับความสุขความเจริญกันไปตลอดชีวิต
หลังจากที่เราได้ฟังสรรพคุณอันเลิศเลอจบทั้งหมด แล้วเกิดอยากจะเก็บข้าวของลงเรือไปหาเกาะบูยานล่ะก็ เราต้องรู้กันก่อนว่าที่นั่นจะมียามรักษาความปลอดภัยอยู่สองตัว ที่ในตำนานบอกว่าตัวแรกคือนกที่มีทั้งปากและกรงเล็บเป็นหล็กชื่อว่า "กากาน่า" และถ้าเราสามารถผ่านด่านแรกนี้ไปได้ ก็จะต้องเจอกับอสรพิษที่เป็นงูชื่อ "การาเฟน่า" อีกตัวหนึ่งด้วย

ที่มา: Slavorum
----------------


เกาะปีศาจ
ภาพจาก: The Legend of Marguerite/George Martin


เกาะปีศาจ (Isle Of Demons) คือเกาะที่แค่ได้ฟังแต่ชื่อก็ต้องรู้เลยว่ามีตัวอะไรนอนเล่นอยู่ที่นั่น มันไม่ใช่สถานที่สำหรับการท่องเที่ยวผจัญภัย ไม่ใช่ที่สำหรับคู่บ่าวสาวจะถ่อไปดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ แต่ถึงจะบอกแบบนั้น ในตำนานกลับเล่าเอาไว้ให้เราอึ้งว่า...
กาลครั้งหนึ่งมีหญิงน่ารักนามว่ามาการีต เธอคือสาวน้อยที่มองกาลไกล ฝันใฝ่อยากจะได้แต่งงานกับหนุ่มสูงศักดิ์ชาวฝรั่งเศสสักคน แต่ทีนี้ภารกิจตามหาความฝันของเธอนั้น ก็คือการตามหาคนหล่อล่ำรวยด้วยการไปสู่นิวเวิลด์ นั่นก็เลยทำให้ในช่วงระหว่างปฏิบัติภารกิจ เธอต้องขึ้นเรือเดินสมุทรสักลำเพื่อจะได้ไปต่อ แล้วทีนี้หญิงสาวก็ได้พบกับหนุ่มนักออกแบบเรือเดินสมุทรสุดหล่อ ที่ดู ๆ ไปก็น่าจะเหมาะสมกับการเอามาทำสามีเป็นอย่างมาก พอสาวเจ้าให้ท่าไปทั้งเข่ง ชายหนุ่มมีหรือจะปฏิเสธเข่งทั้งใบนั้น นั่นก็เลยทำให้ทั้งสองนั่งพูดคุยกันทั้งวันอยู่บนเรือไม่มีเบื่อ


ซึ่งเราก็ต้องมองถึงหลักความจริงสักนิดว่า ถึงแม้เรื่องนี้มันเป็นตำนาน แต่รายละเอียดแบบนี้ มันก็ดูใกล้เคียงกับนิยายละครทีวีอยู่นิดหน่อย นั่นก็เลยทำให้ตำนานเรื่องนี้มีนางอิจฉา ซึ่งตำแหน่งที่ว่านั่นก็คือผู้การที่กำกับดูแลเรื่อลำนั้น ท่านผู้การรู้สึกทนไม่ได้ กับการที่ต้องไปมองดูพฤติกรรมบัดสีบัดเถลิงแบบนี้ หนอย… จีบกันดีนักใช่ไหม ? นั่นก็เลยทำให้เมื่อโอกาสมาถึง ท่านผู้การจึงหลอกล่อชายหนุ่มกับมาการีต ที่ยังมีพี่เลี้ยงพยาบาลอีกคนร่วมทางมาด้วย ไปปล่อยไว้ที่เกาะแห่งหนึ่งเพื่อกำจัดความบัดสีซะเลย


ตัดฉากกลับมาที่สาวน้อยมาการีต ตอนนี้เธอกับพลพรรค ต้องอยู่บนเกาะที่ถูกเรียกชื่อว่าเกาะปีศาจ ที่ไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่บนเกาะกันแม้แต่คนเดียว และที่เรารู้ว่าที่นี่คือเกาะอะไร ก็เพราะคนเล่านี่แหละที่บอกเอาไว้ว่า เกาะปีศาจมันคือสถานที่ ๆ ใครหลงเข้าไป จะต้องถูกปีศาจจับตัวมาฉีกเล่น ก่อนที่จะเอามาทำอาหารเย็นอย่างไม่ต้องสงสัย


จนวันเวลาผ่านสามเดือน ทุกคนก็เริ่มชินกับการใช้ชีวิตอยู่กับปีศาจบนเกาะ จนเราต้องตัดช่วงเวลาบางส่วนทิ้งไป เพื่อให้เรื่องมันใกล้มาถึงตอนจบดีกว่า นั่นก็คือสองปีต่อมา ทุก ๆ คนก็ตายไปจนหมด เหลือแต่มาการีตที่ยังคงรอดมาได้อย่างปาฎิหารย์ จนมีเรือเดินสมุทรอีกลำผ่านมา จึงได้พาตัวมาการีตขึ้นเรือออกมาจากเกาะไปได้ ซึ่งตำนานมันก็จบไปดื้อ ๆ แบบนี้ โดยไม่มีข้อมูลอะไรบอกต่อเลยว่า มาการีตจะเป็นยังไงต่อไป แล้วเกาะปีศาจมันอยู่ตรงไหนของโลก นั่นก็เลยทำให้เราขอจบเรื่องไปดื้อ ๆ เช่นกัน แล้วมาดูเกาะต่อไปกันเถอะ
ที่มา: Sacred Texts

----------------


เกาะเทอร์นาน็อก
ภาพจาก: Jean Auguste Dominique Ingres


ต้องขอบอกว่าแถวชายหาดฝั่งตะวันตกของประเทศไอร์แลนด์ มันจะมีเกาะในตำนานมากมายหลายเรื่อง ซึ่งหนึ่งในตำนานอันโด่งดังนั้น มันก็ต้องเป็นเกาะ เทอนาน็อก (Tir na Nog) ที่ใคร ๆ ก็มักจะเดินทางแวะไปเยี่ยมชม ในตำนานนั้นบอกว่า มันคือเกาะสวรรค์นิรันดร ไม่ความเจ็บป่วย ไม่มีความอดอยาก เหล้ายาอาหารสมบูรณ์พร้อม ทุกคนที่นั่นล้วนมีแต่ความสุข เพราะสามารถดื่มเบียร์ได้เท่าที่ต้องการ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะเกิดเมาจนแฮงค์ หรือเป็นตับแข็งตายไปง่าย ๆ นั่นเอง
แต่ก่อนที่เราออกนอกประเด็นไป ก็ขอบอกว่ามันมีอยู่ตำนานหนึ่ง ที่พูดถึงวีรบุรุษของของชาวไอริชชื่อโอยซิน เขาเป็นบุตรของฟินน์แห่งตระกูลเฟียอันนา เป็นมนุษย์ธรรมดาที่ไปตกหลุมรักกับแฟรี่สาวน้อยน่ารักชื่อ เนียมฮ์ ที่อาศัยอยู่บนเกาะเทอร์นาน็อก โดยในตอนแรกทั้งคู่ยังไม่รู้จักกัน แต่ด้วยในวันหนึ่งเนียมฮ์สาวน้อยของเรา ได้ขี่ม้าหิมะของเธอไปยังเมืองอีริน เธอรู้สึกว่าที่นี่มันเงียบดี ก็เลยร้องเพลงเพื่อผ่อนคลายความเครียดจากการเดินทาง แล้วทีนี้โอยซินก็ได้ยินเสียงร้องเพลงอันไพเราะเข้า ก็เดินตามหาเจ้าของเสียงไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดเขาก็ได้มาเจอกับเจ้าของเสียงที่มีความสวยถูกใจชายหนุ่มยิ่งนัก


หลังจากการพูดคุยที่มาที่ไป โอยซินที่ตอนนี้ตกหลุมรักเนียมฮ์เต็มหัวใจ ก็ได้เอ่ยปากอยากจะตามเธอไปอยู่ด้วยที่เกาะเทอร์นาน็อก การเจรจาจบลงอย่างง่ายดาย โอยซินก็ได้ขึ้นขี่ม้าวิเศษของเนียมฮ์ไปด้วยกัน ข้ามน้ำข้ามทะเลไปจนถึงที่หมาย ปักหลักปักฐานใช้ชีวิตคู่อยู่ร่วมกัน บนเกาะสวรรค์แห่งนั้นจนเวลาผ่านไป 1 ปี


ซึ่งสำหรับมนุษย์ธรรมดาอย่างโอยซิน การจากถิ่นฐานมานานขนาดนั้นก็เลยทำให้เขาคิดถึงบ้าน นั่นจึงทำให้เขาพูดเอ่ยปากขอกับแฟรี่สาวว่าขอกลับบ้านหน่อยจะได้ไหม ? สาวเนียมได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ขัดอะไร และได้ส่งม้าวิเศษของเธอให้กับโอยซินไว้ใช้เดินทาง ซึ่งเนียมฮ์ก็ได้กำชับเอาไว้ว่า ถ้าอยากจะกลับมาที่นี่อีกครั้งจริง ๆ โอยซินจะต้องไม่ลงจากหลังม้า และอย่าเผลอเอาเท้าแตะที่พื้นดินตลอดการเดินทาง มิเช่นนั้นเขาจะไม่ได้กลับมาที่เทอร์นาน็อกอีกตลอดไป


โอยซินรับคำและขี่ม้าของเธอจากไป พอกลับมาถึงบ้านที่ฝั่งแผ่นดินไอร์แลนด์ เขาก็หาบ้านตัวเองไม่พบเสียที จนในที่สุดเขาก็ขี่ม้ามาเรื่อย ๆ จนถึงชุมชนหนึ่ง ที่นี่เขาเห็นกลุ่มชาวนากำลังช่วยกันย้ายก้อนหินขนาดใหญ่ แต่ทำยังไงพวกเขาก็ย้ายมันออกไปไม่ได้เสียที โอยซินเห็นแบบนั้เขาก็รู้ดีว่าตัวเองนั้นทำได้แน่ ๆ พอคิดจบเขาก็เลยกระโดดลงจากหลังม้า แล้วเดินเข้าไปช่วยยกหินก้อนนั้นไปทิ้ง


ในขณะที่ชาวนากำลังโห่ร้องยินดี โอยซินก็กะจะทำเท่ห์ ด้วยการกระโดดขึ้นไปบนหลังม้าเพื่อเดินทางต่อ และตอนนี้เองเนื้อตัวของโอยซินก็เปลี่ยนไป เสื้อผ้าอันงดงามของเขากลายเป็นผ้าขาด ๆ มงกุฎที่สวมอยู่ก็หายไป มีดดาบและอาวุธก็กลายเป็นไม้เท้าสำหรับคนแก่ ร่างกายของเขาหดเล็กลง เส้นผมเปลี่ยนไปกลายเป็นสีเทา แถมยังทรงตัวบนหลังม้าไม่ได้ จนต้องตกลงมาร่างกระแทกพื้น เขาส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด แต่เสียงที่ได้ยินนั้นก็กลายเป็นเสียงของชายแก่

ชาวนาเห็นแบบนั้นก็เลยถามว่าเขาเป็นใครกันแน่ ? โอยซินก็เลยตอบไปว่าเขาคือโอยซิน บุตรของฟินน์แห่งตระกูลเฟียอันน่า ชาวนาได้ยินแบบนั้นก็ไม่เชื่อ แถมยังหัวเราะเยาะบอกว่าเขาพูดโกหก เพราะตระกูลฟีอันน่านั้นตายไปหมดบ้านตั้งแต่ร้อยปีก่อนแล้ว


พอได้ยินแบบนั้น โอยซินก็เลยขาดใจตายไปทันที โดยทิ้งความกระจ่างไว้อย่างหนึ่งให้เรารู้ว่า 1 ปี บนเกาะเทอร์นาน็อก จะเท่ากับ 100 ปี บนโลกมนุษย์นั่นเอง !

ที่มา: Historynaked

----------------
เกาะหินคู่ซิมพลีกาดีส
ภาพจาก: James Gurney


ชาวกรีกโบราณนั้นคือชาวเรือผู้กระตือรือร้น นั่นก็เลยทำให้เราไม่แปลกใจว่า พวกเขามีตำนานเหลือเชื่อเกี่ยวกับเกาะหลายแห่ง ที่เล่ากันว่าพวกเขาได้เคยลัดเลาะไปเจอ ท่ามกลางคลื่นพายุที่โหมกระหน่ำ และเรื่องของ ซิมพลีกาดิส (Symplegades) มันก็คือหนึ่งในสุดยอดของเกาะมหัศจรรย์ที่เรากำลังจะพูดถึง


โดยในตำนานนั้นได้เล่าถึงเรื่องราวของเจสันและอาร์โกเนาท์ ซิมพลีกาดีสก็คือหินยักษ์สองก้อนที่ตั้งอยู่กลางมหาสมุทร ตรงกลางมีช่องว่างพอที่เรือสักลำจะผ่านไปได้ แต่มันก็เหมือนกับดักชิ้นมโหราฬ เพราะหากมีสิ่งใดผ่านเข้าไปในนั้น ไม่ว่าจะเป็นแค่นกสักตัวหลงบินเข้าไป ก้อนหินยักษ์ทั้งสองก็จะค่อย ๆ ขยับตัวเข้าหากันทันที

ก็ลองนึกภาพกันดูว่าถ้ามีเรือสักลำแล่นผ่านช่องแคบระหว่างหินสองก้อนนี้ ก็คงไม่พ้นต้องถูกมันบีบเข้ามาบดเรือจนแตก แล้วทีนี้ก็มีเรือของเจสันนี่แหละ ที่พยายามจะใช้เส้นทางนี้หนีการรุกรานของศัตรู
โดยในขั้นตอนแรกเจสันได้ลองปล่อยนกให้บินผ่านช่องระหว่างก้อนหินไปก่อน ทันทีที่นกบินเข้าไปในนั้น หินยักษ์ทั้งสองก้อนก็เริ่มบีบเข้าหากันทันที เจ้านกที่บินไปเรื่อย ๆ ก็ค่อย ๆ ถูกหินยักษ์บีบจนเกือบไปไม่รอด แต่มันก็รอดไปได้โดยโดนหนีบขนหากหลุดไปนิดหน่อย

และในจังหวะที่หินทั้งสองกำลังแยกตัวออก เจสันกับลูกเรือทั้งหมดก็รีบพายเรือให้ผ่านเข้าไประหว่างช่องหินทันที จนกระทั่งหินทั้งสองเคลื่อนที่แยกออกไปจนสุดระยะ มันก็เริ่มขยับเข้าหากันอีกครั้ง เรือของเจสันพยายามพายจ้ำกันอย่างสุดแรง จนในที่สุดก็สามารถผ่านมันไปได้แบบฉิวเฉียด ถูกช่องหินหนีบเอาส่วนท้ายหลุดไปได้นิดนึง แต่ก็นั่นแหละ เจ้าหินยักษ์เป็นฝ่ายแพ้ และตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ซิมพลีกาดีสก็ไม่เคยขยับตัวออกห่างจากกันอีกเลย
ที่มา: Livingheritage


----------------


เกาะอันทิลเลีย
ภาพจาก: Mapping the Fantastic


อันทิลเลีย (Antillia) คือเกาะปริศนาที่ในบันทึกตำนานระบุว่า สามารถพบได้ที่ไหนสักแห่งภายในดินแดนแอตแลนติคตะวันออกไกล และเกาะนี้ก็เป็นที่รู้จักกันดีในนามเกาะแห่งเมืองทั้งเจ็ด ตอนนั้นชาวสเปนได้พ่ายแพ้แก่ผู้รุกรานต่างแดน ที่ยกทัพมาจากทางอัฟริกาเหนือในปี ค.ศ. 714 โดยตำนานของเกาะอัลทิลเลียนั้น พูดถึงบิช็อพ 7 รูป กับสาวกของพวกเขา ได้หนีไปที่เกาะนี้ผ่านทางทะเล เรือของพวกเขาสามารถหลบหนี ไปจนถึงเกาะอันทิลเลียได้สำเร็จ และทั้งหมดก็ได้แยกย้ายกันไปอยู่ตามเกาะต่าง ๆ สร้างเมืองของตัวเอง จนเป็นที่มาของชื่อเกาะแห่งเมืองทั้ง 7 นั่นเอง
เป็นเวลากว่า 100 ปี ที่เกาะอันทิลเลียถูกบันทึกอยู่ในแผนที่ แต่จุดที่ตั้งของมันกลับไม่มีฉบับไหนระบุตรงกันเลย นั่นก็เลยทำให้ไม่มีใครสามารถค้นหาเกาะแห่งนี้พบ แต่ตำนานมันก็ยังคงเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีการพูดถึงเรือของชาวโปรตุเกส ที่แล่นออกไปสู่ท้องทะเลท่ามกลางอากาศอันเลวร้าย และก็อย่างที่คิด เรือของพวกเขาได้เข้าไปเลียบฝั่งเกาะอันทิลเลียในช่วงปี ค.ศ. 1430 เหล่าลูกเรือถูกชาวเมืองพาตัวไปที่โบสถ์ แต่พวกเขาก็เกิดกลัวว่านี่อาจจะเป็นกับดักหรือเปล่า นั่นก็เลยทำให้พวกเขาฉวยโอกาสหลบหนีออกจากที่นั่น

พอพวกเขาวิ่งหนีออกมาจนถึงชายหาด ทุกคนก็พบว่าหาดทรายอันกว้างใหญ่นั้นไม่ใช่ทราย แต่มันคือทองคำบริสุทธิ์ที่มีความละเอียดเท่าเม็ดทรายต่างหาก แต่ถึงแม้ตำนานจะเล่าไว้ว่ามีคนพบมันจริง ๆ แต่ก็ไม่มีส่วนใดระบุเอาไว้เลยว่า เกาะอันทิลเลียมันอยู่ตรงไหนกันแน่ ?
ที่มา: Beccajjones
----------------


การผจญภัยของเซนต์เบรนแดน

ภาพจาก: Codyburkett

เซนต์เบรนแดน (Saint Brendan) ท่านเป็นนักบวชชาวไอร์แลนด์ในยุคคริสต์ศตวรรษที่ 6 เป็นที่รู้จักกันในนามนักเดินทะเล ที่ตั้งชื่อไว้ตามลักษณะนิสัยอันโดดเด่นของเขา เขาเดินทางมาหมดแล้วทุกแห่ง โดยเฉพาะหมู่เกาะเล็ก ๆ มากมาย ที่รายล้อมอยู่ทั่วประเทศอังกฤษ โดยจุดประสงค์ของการไปเยือนเกาะต่าง ๆ ของเขา ก็คือการไปร่วมชุมนุมทางด้านศาสนกิจตามโบสถ์บนเกาะ และมันก็มีเรื่องราวที่ดูแปลกไป สำหรับชีวิตนักบวชคนหนึ่งจะสามารถพบได้ง่าย ๆ


โดยหลังจากการเสียชีวิตของท่านผ่านไป 2 ร้อยปี ก็มีนักบวชท่านหนึ่งได้เขียนหนังสือพูดถึงเซนต์เบรนแดนในชื่อ The Voyage of Saint Brendan โดยเนื้อหาส่วนหนึ่งของหนังสือ ได้กล่าวถึงชีวิตการเดินทางเพื่อเสาะหาเกาะสวรรค์ของท่าน และในช่วงเวลาแห่งการผจญภัยยาวนานกว่า 7 ปี เซนต์เบรนแดนกับคณะติดตาม ก็ได้ค้นพบเรื่องราวแปลก ๆ เรื่องหนึ่ง โดยในบันทึกระบุว่ามันคือเกาะที่พวกนักบวช พบกับสุนัขและอาหารถูกทิ้งเอาไว้แต่กลับไร้เงาเจ้าของ


และอีกเรื่องหนึ่งก็คือ พวกเขาพบกับนกแห่งสวรรค์ฝูงหนึ่ง ที่นกทุกตัวจะร้องเพลงเป็นบทสวดสรรเสริญพระเจ้า และในการสำรวจเกาะอีกแห่ง กลุ่มผู้ติดตามได้ทำการจุดไฟเพื่อมองหาเกาะประหลาด ซึ่งที่เราต้องใช้คำว่ามองหาก็เป็นเพราะว่า เกาะแห่งนี้มันผลุบ ๆ โผล่ ๆ ไปมา ราวกับกำลังว่ายน้ำหนีพวกเขาอยู่ ซึ่งในที่สุดพวกเขาก็รู้ความจริงว่ามันไม่ใช่เกาะ แต่เป็นด้านหลังของตัววาฬ และอีกเรื่องก็พูดถึงวาฬอีกตัว ที่ยอมให้ท่านเซนต์กับคณะขึ้นไปอยู่บนหลังของมัน เพื่อทำการเฉลิมฉลองในวันอีสเตอร์
ในที่สุดเซนต์เบรนแดนก็ได้พบกับเกาะสวรรค์ของท่าน ซึ่งท่านก็ได้ตั้งชื่อให้กับเกาะแห่งนี้ ตามชื่อของท่านไปเลยว่าเซนต์เบรนแดน ที่ต่อมาก็ได้ถูกบันทึกเอาไว้ในแผนที่ โดยระบุว่าเกาะแห่งนี้จะปรากฏให้เห็นเป็นระยะ ๆ เฉพาะในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 เท่านั้น
ที่มา: Archive

----------------
เกาะแอตแลนติส
ภาพจาก: NASA
เกาะสุดท้ายที่เราจะไม่พูดถึงมันอีกครั้งก็คงจะไม่ได้ เพราะในขณะที่ทุกเกาะที่เราเพิ่งเล่าผ่านไปทั้ง 9 แห่งนั้น ล้วนมาจากบันทึกตำนานเรื่องเล่าราวกับนิยาย แต่กับเกาะแห่งนี้กลับเป็นเกาะที่ถูกพูดถึงโดยนักปราชญ์คนสำคัญ นั่นก็คือ แอตแลนติส (Atlantis) ที่นักปราชญ์เพลโตได้เป็นผู้เขียนเอาไว้ในหนังสือของเขา

"แอตแลนติส"
เพลโตบอกเราว่าเกาะแห่งนี้ มันเป็นเกาะที่เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ ประชากรบนเกาะเป็นครึ่งมนุษย์ครึ่งเทพ มีพลังพิเศษอันน่าอัศจรรย์ใจ แต่พลังที่ว่ามันก็ไม่ได้มากพอที่จะรักษาตัวเองเอาไว้ เพราะเพลโตบอกว่า เกาะแอตแลนติสแห่งนี้ได้จมลงไปใต้ทะเลเพราะแผ่นดินไหว ตามด้วยไฟบรรลัยกัลป์ที่พระเจ้ามอบให้ เพื่อลงโทษในสิ่งที่พวกเขาได้กระทำผิดไปบางอย่าง
เพลโตได้พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นบนเกาะแห่งนี้ว่า มันอยู่ในช่วงอดีตกาลกว่า 9,000 ปี ก่อนที่เขาจะได้ลืมตาดูโลก ซึ่งนั่นก็เลยทำให้มีผู้คนมากมายพยายามค้นหาความจริงในการเคยมีอยู่ของมัน โดยลืมคิดไปอย่างหนึ่งว่า เพลโตนั้นเป็นนักปราชญ์ไม่ได้เป็นนักภูมิศาสตร์หรือนักประวัติศาสตร์เลยแม้แต่น้อย

ทำให้นักวิชาการส่วนใหญ่มองว่า ท่านเพลโตนั้นน่าจะเล่าเรื่องราวเพื่อสื่อสารสิ่งที่เขาต้องการบอก แต่กลายเป็นว่ามีหลายคนเชื่อว่าแอตแลนติสมันมีจริงซะอย่างนั้น ซึ่งนั่นก็รวมไปถึงความพยายามค้นหาจุดที่เคยมีมันอยู่ โดยคนที่เชื่อก็บอกว่าแอตแลนติสมันอยู่ในทะเลแคริบเบียน บางคนก็บอกว่ามันอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติค บางคนก็บอกว่าอยู่แถวชายฝั่งของประเทศอินเดีย ไม่ก็ทะเลเหนือ ไม่เว้นแม้แต่แถวเกาะแอนดีส
มันก็ยังมีอีกหนึ่งทฤษฎีที่บอกกันว่า บางทีแอตแลนติสอาจจะเป็นเกาะซานโตรินี่ก็เป็นได้ เพราะในช่วงราว ๆ 1,450 ปีก่อนคริสตกาล มันเคยเกิดเหตุภูเขาไฟระเบิดบนเกาะแห่งนี้ จนทำให้เกาะมีลักษณะถูกแยกออกเป็นส่วน ๆ และคาดกันว่าทุกคนบนเกาะ ก็น่าจะเสียชีวิตทั้งหมด จากการสำรวจก็พบว่าบนเกาะแห่งนี้ เคยมีอารยธรรมระดับสูงของมนุษย์มาก่อน ซึ่งมันก็น่าจะตรงกับในเรื่องเล่าที่บอกว่า ทุกอย่างถูกทำลายไปเพราะแผ่นดินไหว และไฟบรรลัยกัลป์ที่พระเจ้าประทานให้
ที่มา: In Santorini


ซึ่งถ้าใครอยากทราบเรื่องราวของแอตแลนติสให้ลึกกว่านี้ เราขอแนะนำคลิปชื่อ มิติที่ 6 | เปิดปมปริศนาแอตแลนติส ดินแดนแห่งนี้มีอยู่จริงหรือเป็นแค่ตำนาน !? อย่าลืมแวะไปรับชมกันนะครับ




ทั้งหมดนี้ก็คือเรื่องราวตำนานที่มีการใช้เกาะมาเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องเล่า เราเองก็อยากให้ท่านผู้ชมมองเรื่องราวเหล่านี้ให้ถูกต้องตามที่ควรเป็น เพราะเรื่องเล่ามันไม่ใช่แค่เล่าให้จบ ๆ ไป สิ่งที่ได้จากทุกเรื่องมันก็คือคำสอนการใช้ชีวิต การเรียนรู้ถูกผิดจากตำนาน มันก็เลยเป็นสิ่งที่เราต้องค้นหาให้พบ
การใช้ชีวิตที่ตั้งอยู่บนความดีนั้นมันไม่ยาก แต่มันก็ต้องลำบากใช้สมองไตร่ตรองให้เจอกันบ้าง ไม่อย่างนั้นฟังจบก็จบจนลืม มารู้ตัวอีกทีว่าผิดก็คงจะสายเกินไป ดังนั้นเรื่องเล่านิทานตำนานที่ถูกฝังเอาไว้ในสมอง ก็สมควรจะเอามาใช้สอนใจตัวเองกันบ้างก็น่าจะดี จริงไหมครับ ?


"แบร่.."


หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ และอย่าลืมทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี !

แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา: Listverse

23 กุมภาพันธ์ 2561

มิติที่ 6 | The Mothman Cometh ไขปริศนาม็อธแมนทำนายอนาคต !!!



สัปเหร่อของสุสาน คือคนแรกที่ได้พบกับเรื่องราวแปลกประหลาดเรื่องนี้ มันบินลอยขึ้นมาจากต้นไม้ใหญ่ เหมือนนกยักษ์กำลังทำการออกบิน แต่เมื่อเจ้าสิ่งนี้บินผ่านเหนือศีรษะของเขา มันก็ทำให้เขามองเห็นรูปร่างเป็นเงามืดคล้ายกับแองเจลหรือผู้ชายมีปีก แต่ผิวกายกลับมีสีน้ำตาลเข้ม รูปร่างแปลกประหลาดมากกว่าจะเป็นเทวดา !
จริง ๆ เขาบอกว่ามันดูเหมือนปีศาจเสียมากกว่า และข่าวนี้ก็ถูกแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว ตามมาด้วยเหตุร้ายครั้งใหญ่ที่เป็นเสมือนภัยพิบัติของคนในท้องที่นั้น !


กดเพื่อชมบนยูทูป

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ ในวันศุกร์สะดวกสัปดาห์นี้ เราจะไปหาคำตอบจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง อมุนษย์ที่ปรากฏตัวขึ้นมาเพื่อบอกเหตุร้าย ผู้คนที่ได้พบล้วนยืนยันว่า มันคือตัวแทนจากนรกอเวจี ! มันคือข้ารับใช้ซาตาน ! ว่าเรื่องนี้... มันคืออะไรกันแน่ !?

สิ่งแปลกประหลาดที่ถูกพบเห็นครั้งนี้ ก็ได้ถูกพบอีกครั้งในคืนวันถัดมา มีคู่รักชายหญิงคู่หนึ่งบอกว่า พวกเขาเห็นใบหน้าของมันมีดวงตาสีแดงเป็นประกาย อยู่ในพุ่มไม้ใหญ่ข้างถนนตอนช่วงกลางดึก ตอนนั้นพวกเขากำลังขับรถด้วยความเร็ว แต่สิ่งประหลาดรูปร่างเหมือนผู้ชายผิวสีเข้ม มันก็สามารถบินไล่ตามเขามาได้อย่างไม่ลดละ และเรื่องราวทั้งหมดนี้ก็ได้ทำให้พวกเขาตัดสินใจแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และก็เช่นกัน ข่าวนี้ก็ได้ถูกร่ำลือออกไปทันที !
ตอนนั้นมันคือช่วงเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1966 เหตุการณ์เกิดขึ้นในย่านชุมชนพอยท์พลีเซนท์ของรัฐเวสต์เวอร์จิเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งสิบวันต่อมาหลังจากการพบเห็นครั้งแรก เจ้าปีศาจตัวนี้ก็ปรากฏตัวให้เห็นกันอย่างน้อยอีก 4 ครั้ง พวกเขาพูดถึงชายตัวสีดำ มีดวงตาสีแดงฉาน และปีกเหมือนขนนก เที่ยวมาบินด้อม ๆ มอง ๆ อยู่ข้างนอกบ้าน
ซึ่งข่าวนี้ก็ถูกนำไปลงตีพิมพ์พาดหัวหน้าหนึ่งทันที แมรี่ ไฮร์ คือนักข่าวที่เล่นข่าวนี้อยู่หลายครั้ง ผ่านทางหนังสือพิมพ์และการพูดปากต่อปาก ซึ่งเธอก็ได้นำเรื่องราวการพบเห็นจากทุกข่าว มาใช้พิจารณาร่วมกับตัวละครทางทีวีสุดดังอย่างแบทแมน เพื่อคิดหาชื่อดีที่สุดที่จะนำมาใช้เรียกเจ้าตัวประหลาดตัวนี้ จนในที่สุดเธอก็ได้ชื่อดี ๆ ที่เหมาะสมกับมัน !


แมรี่ ไฮร์ เรียกมันว่า... ม็อธแมน !
(ภาพจาก: Coast to Coast AM)
"ม็อธแมน" จึงได้กลายเป็นนามเรียกขานเจ้าสิ่งมีชีวิต ที่มีรูปร่างเหมือนหมุษย์มีปีกตัวนี้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เหตุการณ์แปลก ๆ ก็ค่อย ๆ เงียบลง ความสนใจเกี่ยวกับมันก็ค่อย ๆ หายไป เรื่องราวของม็อธแมน จึงได้ถูกลืมเลือนไปจนไม่มีใครพูดถึงอีก
ต่อมาในเดือนธันวาคม ปี ค.ศ. 1967 ซึ่งก็เรียกได้ว่าผ่านมาแค่หนึ่งปีกับอีกหนึ่งเดือน หลังจากเรื่องราวของม็อธแมนหายจากหน้าหนังสือพิมพ์ มีชายวัย 40 ปี ที่กำลังขับรถอยู่บนแถวสะพานแขวนซิลเวอร์บริดจ์ จุดเชื่อมต่อระหว่างชุมชนพอยท์พลีเซนต์ และแกลลิโพลิสของรัฐโอไฮโอ ตอนนั้นเขาอยู่บนรถและกำลังจะข้ามสะพานแห่งนี้ อยู่ดี ๆ ตัวสะพานก็เกิดทรุดลง เนื่องจากปัญหาการจราจรอันคับคั่ง เหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิต 46 ราย นั่นก็ยิ่งทำให้เรื่องราวของม็อธแมนได้ถูกนำมาพูดถึงกันอีกครั้ง


ภาพเหตุการณ์สะพานซิลเวอร์บริดจ์ถล่ม มีผู้เสียชีวิต 46 ราย

อยู่ ๆ ก็มีข่าวร่ำลือออกมาบอกว่า การปรากฏตัวของม็อธแมนเมื่อปี
ค.ศ. 1966 มันก็คือลางบอกเหตุว่า สะพานซิลเวอร์บริดจ์จะถล่มในปีต่อมานั่นเอง ซึ่งเรื่องนี้ได้กลายมาเป็นหัวข้อที่ถูกยกมาพูดคุยในโลกอินเตอร์เน็ตของประเทศสหรัฐอเมริกาว่า เหตุการณ์ทั้งสองนีี้จะต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกันแน่ ๆ
แต่เอาเข้าจริง ๆ ด้วยระยะเวลาที่ห่างกันในระดับเกิน 1 ปีแบบนี้ คนทั่วไปไม่น่าจะสามารถคิดเพื่อเอาเรื่องสองเรื่องมาผูกร่วมกันได้อย่างเป็นเป็นผล เพราะอะไรกันแน่ที่ทำให้กว่า 50 ปีต่อมา ยังมีผู้คนนำเรื่องม็อธแมนกลับมานำเสนอทั้งหนังสือและภาพยนตร์ ไม่เว้นแม้แต่ในเว็บไซต์บันเทิงมากมาย ทำไมยังมีผู้คนเชื่อว่าม็อธแมนคือลางร้ายแห่งภัยพิบัติกันมาจนถึงทุกวันนี้ ? ทั้ง ๆ ที่ทุกเร่ืองเล่าในอดีตก็ล้วนไม่เคยมีเรื่องราวของใคร ที่ระบุเลยว่าม็อธแมนเคยทำร้ายคน หรือแม้แต่หลักฐานเกี่ยวกับมันก็ไม่เคยมีใครสามารถนำมายืนยันได้ว่ามันมีอยู่จริง จะมีก็แต่รายงานจากผู้คนผ่านทางหนังสือพิมพ์บอกว่า พวกเขาเคยเจอม็อธแมนมาแล้วกับตา
คำบอกเล่าเหล่านี้เชื่อถือได้แค่ไหน ? ม็อธแมนคือเหล่าแฟรี่ชั้นสูงจากตำนานเมืองยุคใหม่จริงหรือไม่ ? พวกมันเคยมีอยู่จริง ๆ หรือ ? แล้วมันจะไปเกี่ยวข้องอะไรกับอุบัติเหตุสะพานข้ามแม่น้ำซิลเวอร์บริดจ์ถล่ม ทั้ง ๆ ที่ในรายงานข่าวก็ไม่เคยบอกว่ามันเกี่ยวข้องกัน ?
แล้วท่านผู้ชมคิดยังไงเมื่อได้ยินเรื่องราวแบบนี้ ? จะมีกี่คนที่เป็นผู้ชื่นชอบตำนานเมือง กล้ายืนยันว่ามันเคยมีอยู่จริง ท่านผู้ชมเลือกที่จะเชื่อหรือเปล่าว่ามันเป็นเช่นนั้น ? หรือว่าท่านผู้ชมเชื่อเพราะกำลังบังคับให้ตัวเองยอมรับเหตุการณ์แนวนี้ เพราะเราไม่สามารถหาคำตอบที่ดี ๆ ได้ ? หรือแท้ที่จริงแล้วมันมีคำตอบ แต่เราเลือกที่จะไม่สนใจคำอธิบายเหล่านั้นหรือเปล่า ?
ดังนั้นเราก็ควรจะมองเหตุการณ์แปลกประหลาดเหล่านี้ ด้วยวิธีการคิดวิเคราะห์และแยกแยะ ให้สมกับเป็นผู้ที่ชื่นชอบในการค้นหาความจริงจากตำนานท้องถิ่น เพราะจริง ๆ แล้ว เรื่องราวมันอาจจะไม่ได้น่าตื่นเต้นมากมาย จนกระทั่งมีสื่อต่าง ๆ เริ่มนำมาเสนอพร้อมกับจินตนาการของนักเขียน ที่เขียนหนังสือขึ้นมาพร้อมกับความหวังที่จะสบายจากลิขสิทธิ์ในอนาคต


ซึ่งมันก็เหมือนกับเรื่องราวของม็อธแมนเช่นกัน เรื่องนี้มันดังขึ้นมาก็เพราะหนังสือจากปลายปากกาของจอห์น คีล (John A. Keel) ในผลงานชื่อ The Mothman Prophecies หรือ ม็อธแมนเสี่ยงทาย ที่ออกพิมพ์จำหน่ายมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1975 เก้าปีหลังจากมีข่าวการพบเห็นมัน รวมไปถึงการนำคำทำนายในหนังสือของเขาไปสร้างเป็นภาพยนตร์ในชื่อเดียวกัน


ซึ่งจริง ๆ แล้ว มันไม่ได้มาจากจอห์น คีลเพียงคนเดียว เพราะคนที่ปั่นกระแสม็อธแมนให้โด่งดังจริง ๆ นั้นก็ไม่ใช่ใคร เขาคือ เกรย์ บาร์เกอร์ ที่เราเคยพูดถึงประวัติอันยิ่งใหญ่ของเขาในคลิป ไขปริศนาเมนอินแบล็ค กันมาแล้ว ชายคนนี้นำเรื่องราวของม็อธแมนมาต่อยอดในปี ค.ศ. 1970 ชื่อว่า The Silver Bridge ซึ่งถือเป็นงานเขียนครั้งแรกที่นำเรื่องราวอุบัติเหตุสะพานซิลเวอร์บริดจ์ถล่ม มาเชื่อมโยงกับม็อธแมนให้ผู้คนได้ตกใจกันอีกครั้ง


"จอห์น คีล" และ "เกรย์ บาร์เกอร์" ปลุกกระแสให้ม็อธแมนโด่งดังขึ้นมา
ทั้งจอห์น คีล และเกรย์ บาร์เกอร์นั้น คือนักเขียนที่อยู่ในหมวดเรื่องราวเหนือธรรมชาติ ที่เน้นหนักไปในเรื่องเอเลี่ยนและมนุษย์ต่างดาว ทั้งสองได้สร้างกระแสให้ผู้คนมองว่าม็อธแมนอาจจะเป็นเอเลี่ยน เขาไม่เคยตั้งคำถามที่น่าสนใจอย่างเช่น ทำไมพวกมนุษย์ต่างดาวถึงเลือกออกไปทักทายกับมนุษย์โลกแบบม็อธแมน แต่กลับพยายามโปรยคำถามเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในพอยท์พลีเซนต์ว่า ช่วงที่มีคนพบเห็นม็อธแมนนั้น จะต้องมียูเอฟโอปรากฏขึ้นมาให้เห็นเสมอ ทั้ง ๆ ที่ในแต่ละเหตุการณ์จากผู้พบเห็น ไม่เคยมีใครพูดหรือกล่าวคำว่ายูเอฟโอให้กับสื่อต่าง ๆ เลยสักครั้ง
และกับเรื่องราวที่พูดถึงกันในรัฐอินเตอร์เน็ตของอเมริกา ที่ระบุว่ามีผู้เห็นม็อธแมนมากกว่า 100 ครั้ง ในช่วงที่เกิดอุบัติเหตุสะพานซิลเวอร์บริดจ์ถล่ม มันก็ถือว่าเป็นการสร้างเรื่องขึ้นมาในยุคสมัยใหม่ เพราะเรื่องนี้ทางนักไขปริศนาชื่อ ไบรอัน ดันนิ่ง ได้เข้าไปค้นหาข้อมูลจากหนังสือพิมพ์เก่า แล้วค้นหารายงานข่าวเรื่องม็อธแมนในปี ค.ศ. 1966 แล้วก็พบว่ามันน่าจะมีข่าวการพบเห็นม็อธแมน ถูกนำเสนอออกสื่ออยู่เพียง 6 ครั้งเท่านั้น นั่นหมายความว่ามันก็มีข่าวพบม็อธแมนจริง ๆ เพียงแต่มันไม่ได้มากมายเป็นร้อยอย่างที่สื่อสมัยใหม่นำกลับมาเล่า ซึ่งมันก็อาจเป็นไปได้ว่านักสืบท่านนี้ อาจค้นหาข่าวไม่พบจนครบ 100 เรื่องก็ได้เช่นกัน อย่างไรแล้วเราก็ต้องมาดูกันต่อไป

ไบรอัน ดันนิ่ง... "ทั้ง 6 ข่าวที่เขาพบนั้น มันก็ไม่ได้มีอะไรยืนยันได้ชัดเจนว่า มันจะใช่ม็อธแมนจริง ๆ"
  • ข่าวแรก ก็คือเรื่องราวของสัปเหร่อกลุ่มหนึ่ง ที่อาศัยอยู่ในเมืองเคลนเดนิน ที่อยู่ห่างจากตัวชุมชนพอยท์พลีเซนท์ไปประมาณ 50 ไมล์ รายละเอียดตามเรื่องที่เราเล่าเอาไว้แล้วในตอนต้น
  • ข่าวที่สอง เกิดขึ้นในชาร์ลสตัน ออกไป 45 ไมล์จากพอยท์พลีเซนท์ โดยคู่รักคู่หนึ่งเป็นผู้รายงานว่าพบชายสวมชุดสีดำ เดินผ่านเข้ามามองในหน้าต่างรถยนต์ของพวกเขา มีบางรายงานบอกว่าม็อธแมนมีปีกเหมือนค้างคาว บางคนพบเงาของมันกำลังยืนอยู่ในบริเวณรอบ ๆ มีดวงตาสีแดงราวกับสัตว์ป่า
ส่วนการพบครั้งที่สองนั้น มาจากเด็กวัยรุ่นสี่คนที่กำลังอยู่ในรถ ซึ่งเรื่องนี้ค่อนข้างจะโด่งดังมาก พวกเขาอาศัยอยู่ในเมืองเล็ก ๆ จากพอยท์พลีเซนท์ รัฐเวสต์เวอร์จิเนีย พวกเขากำลังขับรถในช่วงกลางดึก แถวถนนท้องถิ่นชื่อเลิฟเวอร์สเลน ที่นั่นคืออดีตสถานที่ตั้งโรงงานทำระเบิด TNT มีโกดังจัดเก็บอยู่ในป่าห่างจากพอยท์พลีเซนท์ไป 7 ไมล์
โดยในขณะที่กำลังขับรถอยู่แถวนั้น รถของพวกเขาได้แล่นผ่านไปเห็นดวงตาสีแดงอยู่ที่ข้างทาง พวกเขาตกใจและพยายามขับรถหนี แต่เจ้าดวงตาสีแดงคู่นั้นก็ยังคงไล่ตามทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นรถกำลังวิ่งด้วยความเร็วกว่า 100 ไมล์เลยทีเดียว ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ มันคือสิ่งที่พวกเขาได้รายงานกับตำรวจท้องที่ ที่เจ้าหน้าที่เองก็คิดว่าคำพูดของเด็ก ๆ นั้นน่าเชื่อถือ โดยเขาบอกว่าเด็ก ๆ เห็นชายเจ้าของดวงตาสีแดงคู่นั้น มีความสูง 7 ฟุต และมีปีกอยู่ที่หลังด้วย


ภาพประกอบเท่านั้น

กรมสรรพาวุธของเวสต์เวอร์จิเนียนั้น คือหน่วยงานปกปิดมีฐานที่ตั้งอยู่ในป่า มันไม่ใช่สถานที่ ๆ ใคร ๆ จะขับรถเข้าไป มันไม่มีอะไรนอกจากเส้นทางของถนนอันขรุขระ ที่ทางการได้สั่งปิดเพื่อคืนพื้นที่ให้กับป่า มันมีบ้านหลังเล็ก ๆ ถูกปลูกกระจัดกระจายอยู่บ้าง โดยหลังที่อยู่ใกล้ที่สุดอยู่ห่างจากถนนเส้นนี้ไปเกือบ 0.25 ไมล์ ในโกดังก็แทบจะไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่ ปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตการจัดการของบริษัทแมคคลินติคสเตทไวด์ไลฟ์แมเนจเมนท์แอเรีย มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1945 ซึ่งก็เป็นช่วงเวลาที่โรงงานทำระเบิดได้ถูกยกเลิกไปเรียบร้อยแล้ว
ซึ่งเรื่องจริง ๆ ที่มากกว่านั้นก็คือ มีการระดมเงินทุนในปี ค.ศ. 1983 เพื่อทำการจัดเก็บพื้นที่ดังกล่าวในปี ค.ศ. 2000 มีการบันทึกระบุไว้ชัดเจนว่า ที่นั่นไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่เลยนอกจากซากสิ่งก่อสร้าง และมันก็เป็นป่าแบบนี้มานานแล้วตั้งแต่ ค.ศ. 1966 ซึ่งถ้ากลุ่มเด็กวัยรุ่นทั้งสี่เห็นม็อธแมนกันที่นี่ ก็หมายความว่า พวกเขาไม่น่าจะแค่มองเห็นม็อธแมนจากนอกหน้าต่าง แต่พวกเขาได้ลักลอบเข้าไปในสถานที่รกร้างในเขตป่าดังกล่าวด้วยแน่ ๆ แล้วพวกเขาจะขับรถเข้าไปในป่าตอนดึก ๆ ทำไม ถ้าไม่ใช่เข้าไปมั่วสุมทำอะไรสักอย่างในป่าแห่งนั้น ? หรือไม่ก็อาจมีคำอธิบายดีกว่านี้ อย่างเช่นพวกเขาขับรถหลงทางเข้าไป แต่ถนนมืด ๆ ที่ไม่มีแม้แต่ไฟส่องทางในป่า มันไม่สามารถจะทำให้พวกเขารู้ตัวว่าวิ่งไปผิดทางได้จริงหรือ ? ซึ่งตรงนี้เราก็อยากให้ท่านผู้ชมลองหาเหตุผลอื่นมาพูดคุยกันได้นะครับ ว่าพวกเขาเข้าไปทำไม ? และเข้าไปทำอะไร ?
ทางด้านนักสืบเรื่องราวลี้ลับอย่าง โจ นิเคลล์ ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับ กรณีเด็กวัยรุ่นทั้งสี่เห็นดวงตาสีแดงว่า


โจ นิเคลล์... "พวกเขาอาจจะไปเห็นนกแสกหรือไม่ก็นกฮูก ที่ออกหากินในช่วงเวลากลางดึก"

โดยจากข้อมูลที่เด็กวัยรุ่นบอกนั้น พวกเขากำลังขับรถกันด้วยความเร็วสูง และพวกเขาก็น่าจะพอรู้ข่าวการปรากฏตัวของปีศาจมีปีกในเคลนเดนินด้วยแน่ ๆ นั่นก็เลยทำให้พวกเขาน่าจะเข้าใจว่า นกแสกหรือนกฮูกเป็นม็อธแมนได้หรือเปล่า ?

โดยโจ นิเคลล์ค่อนข้างมั่นใจว่า สิ่งที่พวกเด็กวัยรุ่นเห็นนั้นสามารถอธิบายได้ด้วยหลักเหตุผลแบบธรรมชาติ และก็แน่นอนว่าเหตุที่เกิดขึ้นนั้นมันเป็นเรื่องเล็กมาก ๆ มันเป็นแค่ปัญหาในความเชื่อมั่นที่กำลังสับสน เมื่อพวกเขาได้ไปเห็นอะไรอยู่ในสถานที่มืดมิดแบบนั้น ซึ่งมันจะเป็นนกแสกหรือนกฮูกหรือม็อธแมน ก็ลองพิจารณากันดู เวลาคนเราตกอยู่ในความสับสนก็มักจะไม่สามารถแยกออกได้ และการขับรถด้วยความเร็วกว่า 100 ไมล์ต่อชั่วโมง มันก็คือหนึ่งในสิ่งที่ต้องพิจารณาร่วมด้วย ว่าคนทั่วไปเขาจะขับรถเร็วขนาดนี้บนถนนได้ยังไง ถ้าไม่ใช่เพราะกลัวจนลนลานไปหมดแล้ว


ซึ่งคำอธิบายของโจ นิเคลล์นี้ ก็น่าจะสามารถใช้อธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า อย่างเช่นกรณีสัปเหร่อของสุสาน พบกับม็อธแมนในครั้งแรกที่เมืองเคลนเดนินได้เช่นกัน ก็ต้องลองพิจารณาต่อกันดูนะครับ
ส่วนความพยายามในการเชื่อมโยงเหตุการณ์ของม็อธแมนกับเหตุการสะพานซิลเวอร์บริดจ์ถล่ม ก็ถือเป็นความพยายามในการพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคนละเรื่อง ให้มาเกี่ยวข้องกันด้วยความจงใจหรือเปล่า เราลองเอาใจเขามาใส่ใจเราดูสักนิด ว่าถ้าเราเป็นม็อธแมน แล้วอยากจะบอกให้ชาวบ้านรู้ว่าสะพานจะถล่ม ทำไมไม่ไปปรากฏตัวให้มันใกล้ ๆ สะพานไปเลย หรือไม่ก็ให้ปรากฏตัวให้มันใกล้กับช่วงเหตุการณ์เกิดจะดีกว่าไหม ?
แต่จะให้เป็นแบบนั้นมันก็คงจะไม่ได้ เพราะการผูกเหตุการณ์ทั้งสองเข้าด้วยกันนี้ ก็ล้วนมาจากนิยายของทั้งเกรย์ บาร์เกอร์และ จอห์น คีล ที่เขาอยากจะให้มันเกี่ยวข้องกัน เพราะถ้าไม่ทำแบบนั้น พวกเขาก็คงไม่รู้จะเอาเรื่องไหน มาเพิ่มความน่าสนใจให้กับเรื่องราวของม็อธแมนให้มันขายได้หรือเปล่า ? เพราะอย่างน้อยทั้งสองเหตุการณ์มันก็เกิดขึ้น โดยมีชุมชนพอยท์พลีเซนท์เป็นสถานที่เกิดร่วมกัน ถึงมันจะอยู่กันคนละฝั่งแต่มันก็มากพอที่จะขายได้
และก็มีอีกเหตุการณ์ที่นำม็อธแมนให้เกี่ยวข้องกับข่าวที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ เมื่อสะพานหมายเลข I-35 ที่พาดผ่านแม่น้ำมิสซิสซิบปี้ของมินเนียโพลิสในรัฐมินนิโซต้า เกิดอุบัติเหตุถล่มพังลงมาในปี ค.ศ. 2007 สังหารประชาชนไปถึง 13 ราย

ภาพเหตุการณ์สะพาน I-35 ถล่ม

โดยหลังจากเหตุการณ์จบลง มีประชากรของรัฐอินเตอร์เน็ตในชุมชนกระดานข่าว ได้นำเหตุการณ์จากผู้โทรศัพท์เข้าไปในรายการวิทยุชื่อ Coast to Coast AM Radio ซึ่งเป็นรายการแนวเรื่องเหนือธรรมชาติ และเป็นรายการเดียวกันกับที่เป็นเจ้าของเว็บไซต์นักท่องกาลเวลา จอห์น ไตเตอร์ ที่มิติที่ 6 เคยเปิดเผยไปแล้ว ว่ามันคือเรื่องราวที่ถูกแต่งขึ้นเพื่อระดมเงินบริจาค


มีผู้โทรไปแจ้งรายการวิทยุ Coast to Coast AM Radio ว่า... "มันคือเรื่องราวที่ถูกแต่งขึ้นเพื่อระดมเงินบริจาค !"

โดยในการโทรศัพท์จากบุคคลที่ไม่รู้ว่ามีตัวตนจริงครั้งนั้น ได้รายงานว่าเขาเห็นม็อธแมนปรากฏตัวขึ้นก่อนช่วงเวลาที่สะพานดังกล่าวจะถล่ม ซึ่งก็ถือว่าเป็นการรายงานที่มีข้อสงสัยค่อนข้างมาก เพราะนอกจากในรายการนี้แล้ว ก็ไม่มีสื่อที่ไหนพูดถึงม็อธแมนเลยแม้แต่แห่งเดียว
ซึ่งถ้าเราจำเหตุการณ์สะพานซิลเวอร์บริดจ์ถล่ม กับภาพยนตร์เรื่อง The Mothman Prophecies ที่เพิ่งเล่าไปได้ ก็น่าจะทราบได้ทันที่ว่าเรื่อง สะพาน I-35 ถล่ม กับการปรากฏตัวของม็อธแมนในครั้งนี้ มันก็คงไม่พ้นการใช้จินตนาการจากนิยาย มาผูกให้เป็นเรื่องที่ดูคล้ายคลึงกันเพื่อสร้างกระแสหรือเปล่า ?

ไบรอันได้สรุปว่า ทั้งเกรย์ บาร์เกอร์และจอห์น คีล ต่างก็เคยเดินทางไปที่พอยท์พลีเซนท์เพื่อหาข้อมูลทำหนังสือ โดยในขณะที่พวกเขามองขึ้นไปบนท้องฟ้าหา UFO และจินตนาการเรื่องราวของเม็นอินแบล็คร่วมกับทฤษฎีสมคบคิดเกี่ยวกับรัฐบาล ไปจนถึงสายโทรศัพท์ปริศนากับคำเตือนแปลก ๆ และเรื่องราวที่ถูกเล่าจากปากของเด็กวัยรุ่นขวัญกระเจิง ตอนนั้นก็ยังมีนักข่าวสาวที่ไม่เคยปิดกั้นโอกาสในการสร้างกระแส ในการชิงพื้นที่ข่าวไปพาดหัวอย่างแมรี่ ไฮร์ พวกเขาคือที่มาของภัยพิบัติข่าวลือเกี่ยวกับม็อธแมนตัวจริงทั้งสิ้น !
พวกเขาทำให้ชีวิตของประชาชนที่อยู่อาศัยในย่านดังกล่าว ต้องตกอยู่ในความคลางแคลงใจกันเป็นปี ซึ่งทั้งเกรย์ บาร์เกอร์และจอห์น คีล ต่างก็มีทางเลือกอื่นในการเขียนเรื่องนี้ให้น่าสนใจเยอะแยะ แต่พวกเขากลับนำโศกนาฏกรรมมาเล่นกับเรื่องม็อธแมน

ส่วนในภาพยนต์เรื่อง เดอะม็อธแมนโพรฟิซีส์ ก็พยายามนำเรื่องในนิยายมาเล่าใหม่ให้เหมือนกับเป็นการบอกเล่า เพื่อให้คนดูให้เข้าใจว่ามันเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริง !

ภาพยนต์เรื่อง "เดอะม็อธแมนโพรฟิซีส์" จากปลายปากกาของ "จอห์น คีล"

ไบรอัน ดันนิ่ง ได้สรุปว่า เขาไม่เชื่อเรื่องนี้แม้แต่น้อย เหตุการณ์สะพานถล่มกับม็อธแมนเกิดขึ้นห่างกันเป็นปี มันคือการผูกเอาสองเหตุการณ์ที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน มาเป็นเรื่องเดียวกันเพียงเท่านั้น !


ซึ่งมิติที่ 6 เอง ก็อยากให้ท่านผู้ชมใช้วิจารณญาณ กับเรื่องราวเหนือธรรมชาติแนวนี้กันให้มาก ๆ จริงอยู่ ที่อะไรมันก็สามารถเกิดขึ้นได้บนโลกใบนี้ ม็อธแมนอาจมีตัวตนหรือไม่มีจริง ทุกอย่างมันก็ขึ้นอยู่กับการใช้วิจารณญาณของตัวเองให้เกิดประโยชน์
ซึ่งหลังจากที่เราได้นำเสนอข้อมูลทั้งหมดไปแล้ว ทางมิติที่ 6 เอง ก็อยากทราบความเห็นจากท่านผู้ชมเหมือนกันว่า ท่านคิดว่าม็อธแมน คืออะไรกันแน่ ?
  • เรื่องแต่งจากนักเขียน
  • ม็อธแมนมีจริง

อย่างไรแล้วท่านผู้ชมสามารถโหวตความเห็นกันได้ ผ่านทางแบบสอบถามของยูทูป ด้วยการกดที่เครื่องหมาย ( i ) หรือถ้าหากท่านผู้ชมมีความคิดเห็นอื่น ๆ ก็สามารถบอกให้ทุกคนทราบได้ในส่วนของคอมเมนต์ใต้คลิปนะครับ


แฟนอาร์ตม็อธแมน


แล้วอย่าลืมติดตามรายการมิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ พร้อมกับที่มาของมันกันได้ทุกวันศุกร์สะดวก และหลังจากจบรายการแล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ และอย่าลืมทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี !

แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง

ขอบคุณที่มา: Skeptoid

แท็ก: The Mothman Cometh