ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 | 10 ตำนานขนหัวลุกจากประเทศอังกฤษ ที่ร่ำลือกันว่ามันคือที่สุดของที่สุด !!!


บนโลกใบนี้ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่เรายังไม่เคยรู้ บางเรื่องก็มีคำตอบ บางเรื่องก็ไม่ใช่ ! ซึ่งแต่ละคำตอบนั้น มันก็แล้วแต่ว่าเราจะเลือกเชื่อกันไปในทิศทางใด !



มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาท่านผู้ชมไปพบกับตำนานสยองขวัญ 10 เรื่อง ที่ถูกเล่าสืบต่อกันมาของประเทศอังกฤษ ที่นอกจากจะต้องวางวิจารณญาณเอาไว้ในตู้เสื้อผ้าแล้ว ก็อย่าลิมเตรียมผ้าห่มเอาไว้คลุมโปงด้วย !!!

ตำนานหัวกะโหลกโหยหวลแห่งเบตติสคอมบ์

ภาพจาก: Dorset  County Museum

ช่วงยุคคริสต์ศตวรรษที่ 19 จอห์น เฟรเดอริค พินนีย์ และคนรับใช้ ได้เดินทางกลับจากเวสต์อินดิสไปยังคฤหาสน์เบตติสคอมบ์ ที่อยู่ในเวสต์ดอร์เซสเมืองเซาธ์เวสต์ประเทศอังกฤษ แต่พอเดินทางมาถึงที่หมาย คนรับใช้คนนี้ก็เกิดอาการไม่สู้ดีขึ้นมา และเห็นได้ชัดว่าเขาน่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน คนรับใช้จึงร้องขอกับนายของเขาว่า ถ้าเขาเสียชีวิตก็อยากจะให้ท่านเฟรเดอริคช่วยนำศพกลับไปฝังที่บ้านเกิด

"คฤหาสน์เบตติสคอมบ์" ในปัจจุบัน

เฟรเดอริคก็รับฟังคำขอนั้น เพียงแต่เขาไม่ได้ตอบรับว่าจะทำตามแต่อย่างใด และเมื่อคนรับใช้ของเขาเสียชีวิต เฟรเดอริคจึงนำศพของเขาไปฝังไว้ในป่าช้าที่อยู่ไม่ห่างจากคฤหาสน์ของเขา

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ชาวบ้านในละแวกนั้นเริ่มได้ยินเสียงกรีดร้องอันโหยหวลดังออกมาจากป่าช้าดังกล่าว มีบางคนเล่าว่าพวกเขาเห็นวิญญาณของชายบ้าคลั่งกำลังกรีดร้องอยู่ที่ตรงนั้น พอเฟรเดอริคทราบเรื่อง ก็ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก
แต่สิ่งที่เขาคิดออกอย่างแรกคือ รีบไปขุดศพของคนรับใช้แล้วนำไปซ่อนไว้ที่ห้องใต้หลังคาคฤหาสน์เบตติสคอมบ์ เพื่อหวังว่าอย่างน้อยชาวบ้านจะได้ไม่ต้องพบเจอวิญญาณคนรับใช้ ผู้ต้องการกลับบ้านออกมาอาละวาดกันอีก แต่ผลที่ได้มันกลับไม่เป็นแบบนั้น เพราะเมื่อเวลาผ่านไปร่างของคนรับใช้ก็เริ่มเน่าสลาย
สุดท้ายเฟรเดอริคจึงได้หัวกะโหลกอาถรรพ์ไว้ครอบครองอย่างไม่เต็มใจ และกะโหลกใบนี้ก็ได้นำความอับโชคมาสู่เฟรเดอริคอย่างต่อเนื่อง พอจะนำมันไปทิ้งเขาก็เป็นอันต้องได้ยินเสียงกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งอีก สุดท้ายก็ต้องเก็บมันเอาไว้แบบเสียไม่ได้
จนมาถึงปัจจุบันเจ้าหัวกะโหลกอาถรรพ์ใบนี้ก็ยังคอยจ้องมองทายาทของเฟรเดอริคด้วยความอาฆาตแค้นตลอดมา และจะคอยส่งเสียงกรีดร้องออกมาทุกครั้งที่พวกคนในบ้านพยายามจะนำมันออกไปทิ้ง
ก็เรียกได้ว่าเปิดตำนานแรกด้วยเรื่องราวที่น่ากลัวมากพอที่จะถูกสร้างเป็นภาพยนตร์เอาไว้ในปี ค.ศ. 1958 กันเลยทีเดียว แบบนี้เราก็เลยอยากจะเล่าเรื่องต่อไปให้ได้รับทราบกันต่อ
ที่มา: Darkdorset

-------------

ตำนานผีโบกรถแถวเมืองดันสเตเบิล

ภาพจาก: Nigel Cox

เมืื่อช่วงเดือนตุลาคม ค.ศ. 1979 รอย ฟูลตัน (Roy Fulton) เจ้าของผับท้องถิ่นในเมืองดันสเตเบิลประสบกับเรื่องราวสยองขวัญ หลังจากที่เขาขับรถออกจากที่ทำงานมา โดยในคืนนั้นระหว่างที่เขากำลังขับรถอยู่แถวถนนนอกเมืองดันสเตเบิล ก็มีชายคนหนึ่งโบกรถเพื่อขอโดยสารร่วมทางไปด้วย
ซึ่งมันก็เป็นเรื่องปกติของคนมีน้ำใจแบบรอย ฟูลตัน ที่จะรับคนแปลกหน้าระหว่างทางตอนกลางคืนให้ร่วมทาง เพื่อไม่ให้นักท่องเที่ยวต้องมาเดินตามถนนอย่างเดียวดาย ท่ามกลางอากาศอันหนาวเย็นแบบนั้น

ชายหนุ่มนักท่องเที่ยวขึ้นมาบนหลังรถกระบะของรอย ไม่พูดจาอะไรแม้แต่คำแนะนำตัว ซึ่งรอยเองก็ไม่ได้คิดอะไรและเริ่มขับรถวิ่งต่อไปเรื่อย ๆ จนเวลาผ่านไปเพียงไม่กี่นาที รอยก็เริ่มเปิดการสนทนาขึ้นมา แต่ชายหนุ่มคนนั้นกลับไม่ได้ตอบอะไร นั่นจึงทำให้รอยต้องหยิบเอาซิก้าขึ้นมาหนึ่งมวลเพื่อจะได้แบ่งปันสารก่อมะเร็งให้กับผู้ร่วมทางแปลก ๆ คนนั้น แต่พอเขาหันกลับไปมองที่กระบะหลัง รอยก็พบว่าชายหนุ่มคนนั้นได้หายตัวไปแล้ว

มันเป็นไปไม่ได้เพราะตลอดทางที่ขับรถอยู่นั้นรอยไม่ได้ชะลอรถที่จุดไหนเลย และมันก็ไม่น่าจะมีจุดไหนที่นักท่องเที่ยวคนนั้นจะสบโอกาสกระโดดออกไปจากตัวรถ แต่ที่เป็นไปแล้วก็คือนอกจากรอยแล้ว บนรถของเขาก็ไม่มีใครอยู่อีกแน่ ๆ
ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับรอยเมื่อครั้งนั้น มันก็ไปตรงกับเรื่องเล่าสยองขวัญเกี่ยวกับนักเดินทางโบกรถเรื่องหนึ่ง ซึ่งมันก็ดูแล้วน่าเชื่อถือมากสำหรับยุคสมัยนั้น จนหนังสือพิมพ์ระดับประเทศของอังกฤษนำไปเขียนข่าว และในปีนั้นเรื่องราวนี้ก็ถูกถ่ายทอดออกไปทั่วประเทศจนทำให้ชาวบ้านร้านถิ่นเกิดความระแวงขึ้นมา ไม่กล้าไปรับนักท่องเที่ยวขึ้นรถกันง่าย ๆ ถ้าหากพวกเขาต้องไปทำธุระผ่านถนนใกล้เมืองดันสเตเบิลนั่นเอง

ซึ่งถ้าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องผี มันก็เป็นไปได้ว่าชายหนุ่มคนดังกล่าว อาจจะรีบกระโดดลงจากรถไปเพราะเลยป้ายก็เป็นได้ แต่คิดมากไปก็เท่านั้น เรามาดูเรื่องต่อไปกันดีกว่า

ที่มา: Books.google และ Books.google(2)

-------------

ตำนานดาร์ธมัวร์ (The Dartmoor Hell Hounds)

ภาพจาก: Mattwhorlowphotography

ดาร์ธมัวร์ (Dartmoor) คือความน่ากลัวสยองขวัญของชาวอังกฤษย่านชนบท พื้นที่อันรกร้างกว้างใหญ่มีทุ่งหินแห่งวินสเว็พร็อคที่ถูกปกคลุมไปด้วยหมอกพร้อมกับเรื่องเล่าน่ากลัวมากมาย และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดนั้นก็คือมัน เย็ธฮาวด์ส !

"เย็ธฮาวด์ส"
ภาพจาก: Azany

ร่างสีดำใหญ่โต ดวงตาสุนัขปีศาจ คือรูปลักษณ์ที่พร้อมจะหลอกหลอนใครก็ได้ที่พบเห็น เย็ธฮาวด์สก็คือผลลัพธ์ของวิญญาณอันคลั่งแค้นของเหล่าเด็กทารกที่ต้องตายก่อนกำหนด มันพร้อมจะเล่นงานเราอยู่ตามท้องทุ่งในเวลาค่ำคืน ผู้คนมากมายต้องได้พบเจอกับมันยามที่พวกเขาต้องออกจากบ้านยามวิกาล
โดยศูนย์กลางของเรื่องสยองขวัญนี้ก็คือเสียงที่ชาวบ้านจะได้ยิน มันน่ากลัวเกินกว่าจะเป็นเสียงของมนุษย์ทั่วไป มันส่งเสียงลอยผ่านอากาศมาอย่างน่าสะพรึงกลัว ซึ่งชาวบ้านเรียกเสียงที่พวกเขาได้ยินนั้นว่า "เสียงกรีดร้องจากอสูรร้าย !"

ตามตำนานนั้นบอกเราว่า ถ้าเย็ธฮาวด์ส์สามารถจับตัวคุณได้แล้วล่ะก็ มันจะลากร่างของคุณไปยังฟาราเวย์แลนด์ ที่แปลว่าสถานที่อันห่างไกล ที่เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าที่นั่นมันคือที่ไหน ? แต่ที่แน่ ๆ เราสามารถบอกได้เพียงแค่ สถานที่นั้นมันจะต้องไม่น่าอยู่เหมือนโลกปกติของเราอย่างแน่นอน

ซึ่งถ้าใครได้มีโอกาสไปเที่ยวแถวดาร์ธมัวร์ก็อย่าลืมส่งภาพถ่ายมาให้เราได้ดูกันบ้าง เพราะในปัจจุบันถือเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวแนวลี้ลับอีกแห่งที่สวยงามไม่แพ้ใครเลยทีเดียว ส่วนเสียงที่ชาวบ้านได้ยินนั้น ถ้ามันไม่ใช่เสียงของสุนัขที่ว่าก็อาจมาจากเสียงลมพัดผ่านทุ่งหินสวีพร็อคก็เป็นได้เหมือนกัน ดังนั้น เราก็อยากจะขอให้ปล่อยวาง แล้วมาดูตำนานจากสถานที่ต่อไปกันบ้าง

ที่มา: Spookyisles และ Thisiscornwall

-------------

ผีแห่งคุกบ็อดมิน

ภาพจาก: Bodminjail

คุกบ็อดมิน (Bodmin Jail) คือสถานที่ ๆ มีผู้คนร่ำลือกันหนาหูว่ามีผี ซึ่งก็ต้องขอเน้นกันว่ามีผีที่ดุร้ายสุด ๆ ทันทีที่เราย่างกรายออกจากกลุ่มทัวร์แล้วหลุดเดินหลงเข้าไปในทางเขาวงกตอันอับชื้น เราจะรู้สึกได้เลยว่าความหนาววูบจะค่อย ๆ กลืนกินตั้งแต่ปลายนิ้วไปจนถึงหัวไหล่ และเมื่อถึงเวลานั้นเราถึงจะเพิ่งรู้สึกตัวกันว่า ตอนนี้กำลังเดินอยู่คนเดียวตั้งแต่เมื่อไหร่ !?

ที่นี่ตั้งอยู่ไม่ห่างจากถนนเบอรี่คูมบ์มากนั้น มันอยู่ในเขตบ็อดมินมณฑลคอร์นวอลล์ประเทศอังกฤษ นักท่องเที่ยวที่มายังอดีตคุกแห่งนี้ ล้วนมีเรื่องกลับมาเล่าให้เราฟังเหมือน ๆ กันอยู่เรื่องหนึ่ง นั่นก็คือการพบเห็นวิญญาณของผีสาวดวงหนึ่ง เที่ยวเดินเพ่นพ่านอยู่บริเวณรอบนอกคุก
ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ดูแลเองก็บอกว่า พวกเขาเคยเห็นใบหน้าผอมแห้งของใครก็ไม่รู้ ปรากฏขึ้นมาให้เห็นอยู่ในห้องขังเก่า เด็กเล็กที่มากับพ่อแม่บางคนร้องไห้ด้วยความหวาดกลัวเมื่อพวกเขาเริ่มเดินลงไปยังชั้นใต้ดิน และก็มีบางคน ออกมายืนยันว่า พวกเขาเห็นวิญญาณของผีสาวพยายามจะบุกเข้ามาคว้าตัวพวกเขาไป

ซึ่งถ้าใครได้ไปเที่ยวแถวนี้แล้วอยากได้รับประสบการณ์เหมือนคนที่เคยเจอ ก็สามารถเดินทางไปเข้าชมได้ในราคาไม่เกิน 20 ยูโร ที่ทางคุกแห่งนี้รับประกันว่า เขาจะสร้างสถานการณ์ให้เราจับไม่ได้อย่างแน่นอน

ที่มา: BBC

-------------

ตำนานเสียงกระซิบจากฟาร์มเอลวีย์

ภาพจาก: Elveyfarm

มีหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งอยู่ในเขตมณฑลเคนท์ชื่อพลัคลี่ย์ ที่นี่ถือเป็นสถานที่ ๆ น่ากลัวอีกแห่งหนึ่งของประเทศอังกฤษ และจากคำบอกเล่าที่เราหมายถึงเรื่องเล่าจริง ๆ ที่ถูกบันทึกลงในหนังสือกินเนสบุ๊กนั้น เขาระบุว่าหมู่บ้านนี้ถูกบันทึกให้เป็นหมู่บ้านสยองขวัญที่สุดในอังกฤษ เพราะทุกๆ คืนที่นี่จะมีเรื่องชวนหลอนเกิดขึ้นเกือบทั่วทุกพื้นที่ แต่ถึงจะหลอนกันไปขนาดไหนก็ไม่มีที่ใดจะเอาชนะความหลอนได้เท่ากับเรื่องของที่แห่งนี้ เสียงกระซิบจากฟาร์มเอลวีย์ !

โดยในช่วงปลายยุคคริสตวรรษที่ 18 มีเรื่องเล่าว่าชาวนาคนหนึ่งชื่อ เอ็ดเวิร์ด เบร็ท ได้ทำการฆ่าตัวตายหลังจากทะเลาะกับภรรยา โดยสิ่งสุดท้ายที่เขาบันทึกไว้ในไดอารี่นั้น ได้ระบุข้อความที่เขาพูดกับเธอว่า “ฉันจะทำมัน !” จากนั้นไม่ถึงนาทีเขาก็ใช้ปืนยิงตัวตายจากไป

ผู้คนที่แวะมาเที่ยวที่ฟาร์มเอลวีย์แห่งนี้ ล้วนพูดร่ำลือกันว่าพวกเขายังคงได้ยินเสียงพูดดังกล่าวแว่วมาตามสายลมซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยเสียงที่ได้ยินนั้นฟังไปแล้วก็เหมือนกับเอ็ดเวิร์ด เบร็ท เจ้าของเสียงนั้นพูดว่า “ฉันจะทำมัน !” ให้ความรู้สึกเหมือนกับวิญญาณของเขายังคงล่องลอยไปมา คอยพร่ำบอกผู้คนแถวนั้นให้รู้ว่าเขายังคงอยู่ที่นี่ไม่ได้ไปไหน

ปัจจุบันฟาร์มแห่งนี้ได้กลายเป็นโรงแรมและเปิดให้นักท่องเที่ยวได้แวะเข้าไปพิสูจน์กันในราคาเริ่มต้นที่ 95 ยูโร หรือจะไปจัดงานแต่งงานเพื่อจะได้พูดว่า "ไอดู !" เหมือนกับคุณเอ็ดเวิร์ดที่ตายไปเขาก็มีบริการให้

ปัจจุบันฟาร์มแห่งนี้ได้กลายเป็นโรงแรม

ที่มา: IndependentTelegraph และ Elveyfarm

-------------

ตำนานเรือพระที่นั่งผีสิงของอังกฤษ

ภาพจาก: Loyola University Chicago University Archives

ในปี ค.ศ. 1878 เรือพระที่นั่งยูรี่ไดซ์ ได้อับปางลงท่ามกลางพายุหิมะ แถบใกล้ชายหาดของเกาะไวท์ ประเทศอังกฤษ ลูกเรือสามารถรอดชีวิตมาได้เพียง 2 คน จากทั้งหมด 366 คน และมันก็ถือเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่ได้กลายมาเป็นเรื่องราวแห่งความหลอนในเวลาต่อมา

โดยในบ่ายวันเดียวกันนั้น มีแขกในงานเลี้ยงรับประทานอาหารเย็นของท่านบิช็อปแห่งริพอนบอกว่า เขาเห็นภาพเหตุการณ์ตอนเรือกำลังจมพอดี และต่อจากนั้นเขาก็เห็นวิญญาณจำนวนมาก ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นมาเรื่อย ๆ จนทั่วบริเวณเกาะไวท์แห่งนั้น
ต่อมาในช่วงปี ค.ศ. 1930 มีเรือเล็กลำหนึ่งถึงกับต้องหักหลบเรือลึกลับที่โผล่ขึ้นมาอย่างกระทันหัน และเรือลำนั้นก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยแทบจะในทันทีเช่นกัน

กรณีที่น่าประทับใจที่สุดก็คือเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดเป็นผู้เล่า โดยช่วงนั้นคือปี ค.ศ. 1998 ทางสำนักราชวังได้จัดทำซีรีย์ทางโทรทัศน์เกี่ยวกับเกาะไวท์แห่งนี้ แล้วกับข้าราชบริพานก็ได้ร่วมกันรับชมรายการนั้น แล้วจู่ ๆ พระองค์ก็ทรงเห็นเรือใบลำหนึ่งปรากฏขึ้นมาจากมุมหนึ่งของจอ และพอเรือใบลำนั้นแล่นไปถึงจุดที่เรือยูรีไดซ์อับปาง เรือใบลำที่ว่ามันก็หายไปจากจอโทรทัศน์ทันที

"เจ้าชายเอ็ดเวิร์ด" ผู้เห็นเรือผิสิงดังกล่าว
ซึ่งเจ้าชายเองก็ยืนยันว่าพระองค์เห็นเหตุการณ์นั้นชัดเจนมาก เพียงแต่มีรายงานว่าช่วงเวลาที่ถ่ายทำนั้น จริง ๆ แล้วมันไม่มีเรืออะไรแล่นผ่านหน้าจอเลยแม้แต่ลำเดียว
ที่มา: Books.google

-------------

ภาพถ่ายผีคุณแม่ของนางมาเบล

ภาพที่ปรากฎหญิงปริศนาที่เบาะด้านหลัง
ภาพจาก: Haunted America Tours

สำหรับเรื่องนี้ถือว่าค่อนข้างไม่เหมือนกับเรื่องอื่น ๆ มันเป็นเรื่องของภาพถ่ายติดวิญญาณมารดาของมาเบล ชินเนอรี่ โดยในปี ค.ศ. 1959 มาเบลกับสามีของเธอได้เดินทางไปเยี่ยมหลุมศพของมารดาที่เมืองอิปสวิช โดยสามีของเธอนั้นเลือกที่จะนั่งคอยอยู่บนรถ
หลังจากที่มาเบลได้วางดอกไม้ที่หลุมศพมารดาเสร็จ เธอก็เดินกลับมายังรถที่สามีรออยู่ และด้วยเหตุอันใดก็ไม่ทราบ มาเบลก็หยิบกล้องถ่ายรูปขึ้นมา จากนั้นก็ตั้งกล้องถ่ายไปยังรถของสามี และเมื่อรูปถ่ายดังกล่าวถูกนำไปล้างอัดภาพกลับมาดู เธอก็พบว่าภาพถ่ายใบดังกล่าวนอกจากสามีของเธอที่นั่งอยู่หน้ารถแล้ว ก็ยังมีใครอีกคนนั่งที่เบาะหลังอยู่ด้วย

ก็ต้องขอบอกให้ทราบกันก่อนว่า ภาพนี้ไม่ใช่ของที่ถูกทำขึ้นมาอย่างแน่นอน เพราะหลังจากที่มันเป็นข่าว ทางหนังสือพิมพ์ลอนดอนซันเดย์ของประเทศอังกฤษ ได้นำภาพนี้ไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ และคำตอบที่ได้นั้นก็คือ มันเป็นภาพของจริง และไม่ได้มีการตกแต่งเพิ่มเติมแต่อย่างใด !

แต่ด้วยยุคสมัยที่ผ่านไป ทุกวันนี้ก็มีผู้เชี่ยวชาญยุคใหม่ สามารถให้คำอธิบายที่ถูกต้องออกมาได้ว่า ภาพดังกล่าวน่าจะเกิดจากความผิดพลาดของแสง ที่ล้อเล่นร่วมกับจุดนอยซ์ของภาพ ที่ภาษาคนถ่ายภาพเรียกจุดรบกวนเหล่านั้นว่า "เกรน (Grain)" ที่จะเกิดลักษณะเป็นจุดรบกวนอยู่ในเงามืด ไปซ้อนอยู่กับแสงสะท้อนของอะไรบางอย่างในรถ ทำให้เกิดมองเห็นเป็นภาพคล้ายหน้าตาของหญิงชราสวมแว่นก็เป็นได้

ซึ่งก็ต้องขอบอกกันให้ทราบตรงนี้ว่า เรื่องราวแนวภาพถ่ายติดผีส่วนมาก ถ้าไม่ใช่มีใครทำขึ้นมาก็มักจะเกิดจากความผิดพลาดทางเทคนิคกันเป็นประจำ ส่วนภาพถ่ายติดผีจริง ๆ นั้น ใครมีเบาะแสอะไรก็บอกให้เราทราบบ้างนะครับ

ที่มา: Books.google

-------------

ตำนานเดอะเคลฟไคลเออร์

ภาพจาก: Jonathancraigguides

เดอะเคลฟไคลเออร์ (The Claife Crier) คือสถานที่จุดชมวิวอันสวยงาม ที่มีเรื่องราวชวนขนหัวลุกเป็นจุดขาย มันเป็นอุทยานแห่งชาติที่อยู่ในมณฑลเลคดิสทริคของประเทศอังกฤษ มีม้าป่าน่ารักที่เราเรียกว่า "โพนี่" วิ่งไปมาท่ามกลางทุ่งหญ้าอันสดใส และเคยเป็นแรงบันดาลใจให้กับวิลเลี่ยม เวิร์ดเวิร์ธ ใช้เขียนบทกวีอันโด่งดังเกี่ยวกับสวนป่าเดฟโฟดิิลส์

"วิลเลี่ยม เวิร์ดเวิร์ธ" นักกวี

บรรยายถึงความสวยงามมาหลายบรรทัด ก่อนที่จะตัดอารมณ์อันหม่นหมองเอาไว้ในตอนท้าย และบทกวีอันสดใสวัยรุ่นของเขาก็ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องน่ากลัวสยองขวัญสุด ๆ เรื่องหนึ่ง ที่ถูกซ้อนไว้อยู่ภายในอุทยานแห่งนี้เลย

ซึ่งมันคือเรื่องของสถานีจอดเรือข้ามฟากในย่านเฟอรี่แนพ ผู้คนที่นั่นล้วนได้รับประสบการณ์เกี่ยวกับเสียงลึกลับจากยามราตรี ที่จะดังก้องกังวาลไปทั่วท้องน้ำ ราวกับว่ามันเป็นเสียงเพรียกหาจากเหล่าวิญญาณผู้หลงทาง กำลังรอคอยเรือข้ามฟากที่ไม่มีวันมารับ มีคำร่ำลือกันว่าผีเหล่านั้นเคยหลอกล่อชาวเรือจำนวนมากไปตายติดกันอยู่หลายปี

ท่าเรือข้ามฟากย่านเฟอรี่แนพในปัจจุบัน

ในตำนานยังบอกอีกว่า พวกวิญญาณเหล่านี้จะคอยเดินไปมาอยู่ตามชายน้ำช่วงหลังดวงอาทิตย์ตก และในบางครั้งพวกมันก็จะไล่ตามหลอกหลอนผู้คนอีกด้วย ซึ่งวิญญาณเหล่านี้ต้องการอะไรไม่มีใครรู้ แต่ที่เราสามารถแน่ใจได้ก็คือ ไม่มีใครอยากจะออกไปลองดีข้างนอกแน่ ๆ เพราะถ้าขืนออกไป พวกวิญญาณเหล่านั้นก็จะตามคุณกลับมาถึงโรงแรมเลยทีเดียว

แต่ทีนี้พอได้ยินคำว่าโรงแรมขึ้นมาก็ต้องขอบอกว่าแถว ๆ นั้นจะมีที่พักบริการอย่างไม่บกพร่องแน่ ๆ ดังนั้นก็ไม่ต้องกลัวจะเวิ้งว้างเวลาไปเที่ยวกันนะครับ

ที่มา: Lakedistrict และ Lakedistrict(2)

-------------

ตำนานผีแห่งโรงแรมแอนเชียนท์แรม

"โรงแรมแอนเชียนท์แรม"

ท่านผู้ชมอาจจะยังไม่ทราบเกี่ยวกับเรื่องเจ้าของโรงแรมในย่านเดอะชายนิ่งหลายราย ร่วมกันสร้างวิมานพักตากอากาศสุดหรู ทับที่ของสุสานชาวอินเดียนโบราณ จากนั้นก็ต้องพบกับเรื่องหลอน ๆ ซึ่งโรงแรมที่ว่านั้นก็คือ โรงแรมแอนเชียนท์แรม (The Ancient Ram Inn) ที่อยู่ในมณฑลกลอสเตอร์เชียร์นั่นเอง โรงแรมแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นทับสถานที่ ๆ ว่ากันว่ามันเคยถูกใช้ในการทรมานเด็ก ๆ มาก่อน

"จอห์น ฮัมฟรีย์" ผู้ดูแลโรงแรมแห่งนี้

ซึ่งผลที่ตามมาก็ได้ทำให้โรงแรมแห่งนี้ ถูกร่ำลือว่าเป็นโรงแรมสุดหลอนของประเทศอังกฤษ ว่ากันว่าตอนกลางคืนจะมีคนเห็นดวงไฟลึกลับ ปรากฏขึ้นมาบริเวณทางเดินภายในโรงแรม มีผู้คนพบเห็นวิญญาณหลายดวงเดินขึ้นลงอยู่ตามบันได
มีผู้คนอีกส่วนบอกว่า พวกเขาได้เผชิญหน้ากับปีศาจสาวสวยซัคคิวบัส ในช่วงที่พวกเขากำลังพักผ่อนตอนกลางคืนด้วย แต่ที่ห้องบิช็อปนั้นกลับไม่มีใครพบวิญญาณอะไรภายในห้องนี้เลย
ห้องนอนใต้เพดานที่อยู่ด้านหลังของโรงแรมนั้น มันถือเป็นห้องที่มีคำร่ำลือกันว่า น่าจะมีวิญญาณของใครบางคนสิงสู่อยู่ที่นี่ เพราะมีบางคนบอกว่าพวกเขาได้ยินเสียงใครก็ไม่รู้ เดินไปมาอยู่ที่ชั้นบนนั้นทั้ง ๆ ที่ไม่มีคนอยู่
ซึ่งในห้องที่ว่านี้แม้แต่เหล่านักบวชเองยังต้องขอปฏิเสธที่จะเดินเข้าไปดู แขกจำนวน 8 คนที่มานอนพักห้องนี้ล้วนกลับออกมาบอกว่า พวกเขาต้องการนักบวชให้มาช่วยไล่ผีโดยด่วน ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ก็ล้วนถูกบอกเล่าผ่านเจ้าของคนปัจจุบันของโรงแรมนั่นเอง

ซึ่งเราเองก็ต้องขอบอกว่า การเข้าพักในโรงแรมเกรด 2 ดาวแห่งนี้ มันก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรมากมาย เพียงแค่โทรศัพท์ไปตามเบอร์ที่เขาให้ไว้ในกูเกิล ก็สามารถจองห้องพักกันได้แล้ว ส่วนใครอยากเข้าชมที่เว็บไซต์โรงแรมก็คงต้องบอกว่าเสียใจ เพราะเว็บไซต์เขาเพิ่งหมดอายุกันไปไม่นานนี้เอง

ที่มา: BBC

-------------
ตำนาน The Tulip Staircase

ภาพจาก: Mary Evans Picture Collection

ทิวลิปสแตร์เคส คือบันไดวนที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ควีนเฮาส์ แห่งเมืองกรีนวิช กรุงลอนดอนของประเทศอังกฤษ มาตั้งแต่ยุคคริสต์ศตวรรษที่ 17 โดยในสมัยนั้นมันยังไม่ได้เป็นพิพิธภัณฑ์ แต่เป็นวังของราชินีอังกฤษมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1616 และในปี ค.ศ. 1635 ได้กลายมาเป็นโรงพยาบาลในช่วงสงครามโลกจนถึงปี ค.ศ. 1933 ก่อนที่จะกลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ในปี ค.ศ. 1937
จนเวลาผ่านมาถึงวันที่ 19 มิถุนายน ค.ศ. 1966 ก็มีคู่รักชาวคานาเดียนคู่หนึ่ง ได้ถ่ายภาพบันได้แห่งนี้ และได้พบกับวิญญาณดวงหนึ่งกำลังยืนพิงราวบันไดนั้น ทั้งสองเชื่อว่าพวกเขาสามารถถ่ายภาพวิญญาณได้แน่ ๆ และได้ส่งภาพที่ว่านี้ไปยังสมาคมผีแห่งลอนดอน ที่บอกกับพวกเขาว่ามันมีทางเดียวที่จะตรวจสอบเรื่องนี้ได้ก็คือ การไปนั่งชุมนุมผีกันที่บันไดแห่งนั้นนั่นเอง

โดยในวันที่ 24 มิถุนายนปีเดียวกัน กลุ่มดังกล่าวได้นัดรวมตัวกันที่พิพิธภัณฑ์ และได้มอบหมายให้หนึ่งในสมาชิกกลุ่มทำหน้าที่คอยจดบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และมันก็ถือเป็นสิ่งเดียวที่เก็บเรื่องราวอันน่ากลัวทั้งหมดเอาไว้ โดยรายละเอียดบางส่วนนั้นเราขอยกมาอ่านให้ท่านผู้ชมทราบกันดังนี้
22:54 มีเสียงระฆังดังขึ้น
23:12 แผ่นหินเรืองแสงขึ้นมา
23:15 ได้กลิ่นชื้น ๆ มาจากทางบันได้ชั้นล่าง
23:22.5 เสียงระฆังดังขึ้น... และพอมาถึงตรงนี้ ลายมือของผู้บันทึกก็มีลักษณะสั่นจนเห็นได้ชัด ก่อนที่ทุกอย่างจะหยุดบันทึกไป !
โดยในปีที่เกิดการชุมนุมทางวิญญาณครั้งนั้น ก็มีนักท่องเที่ยวคู่หนึ่งกับผู้ร่วมกลุ่มอีก 3 คน ได้รายงานว่าพวกเขาพบกับวิญญาณของผีตนหนึ่ง โดยทางพิพิธภัณฑ์เองก็ได้ออกมายืนยันว่า จนทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครสามารถให้คำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้ได้เลย

ซึ่งเราเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกเขาไม่สามารถหาคำอธิบายได้ หรือไม่มีใครกล้าอธิบายความจริงกันแน่ เพราะภาพที่ถ่ายได้นั้นส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากแวะเข้ามาเยี่ยมชมสถานที่แห่งนี้กันอย่างต่อเนื่อง และถ้าหากมันถูกเปิดเผยว่าเป็นของปลอม ก็อาจส่งผลกระทบกับรายได้ของพิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งนี้อย่างแน่นอน

ที่มา: RMG


ทั้งหมดนั้นก็คือเรื่องราวตำนานแนวผี ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศอังกฤษตามที่ถูกขอกันมา ซึ่งเราเองก็ไม่อยากให้ท่านผู้ชมเชื่อว่าตำนานเหล่านี้เป็นเรื่องที่เกิดจากผีจริง ๆ หรือแม้แต่จะบอกว่าไม่ใช่ผีกันด้วยซ้ำ เพราะตำนานมันเป็นเรื่องที่เล่าสืบต่อกันมา มีผู้คนใช้ประโยชน์จากมันเพื่อเศรษฐกิจชุมชน ซึ่งควรค่าที่จะรักษาเรื่องเล่าเหล่านี้เอาไว้ ดีกว่าจะมานั่งเถียงกันทุกปีแบบในบ้านเรา จริงไหมครับ ?



-------------

หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ และอย่าลืมทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี !

แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา: Listverse

แท็ก: Screaming Skull, Bettiscombe Manor, Dunstable Hitchhiker, Dartmoor Hell Hounds, Bodmin Prison, Elvey Farm, Royal Ghost Ship, Photographed Passenger, Claife Crier, Ancient Ram Inn, Tulip Staircase, สยองขวัญ, อังกฤษ