ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 | 7 ตำนานลี้ลับแห่งแม่น้ำโอไฮโอ !


ว่ากันว่ารอบอาณาบริเวณตลอดสายของแม่น้ำโอไฮโอนั้น มีตำนานเรื่องเล่ามากมายรวมกันอยู่ที่นี่ ทั้งเรื่องเล่า เรื่องลือ และเรื่องจริงต่าง ๆ ล้วนมีความลี้ลับในรูปแบบฉบับของแต่ละท้องถิ่น !

กดเพื่อดูคลิปที่นี่


มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาคุณไปรู้จักกับตำนานแห่งแม่น้ำโอไฮโอ เรื่องเล่าอันเหลือเชื่อ 6 เรื่อง ที่จะทำให้เราได้รู้กันว่าคนสหรัฐฯ ที่อาศัยอยู่แถบนั้น ว่าพวกเขา... เจอกับอะไรกันแน่ !?



ลิซาร์ดแมนแห่งรัฐเคนตักกี้

ภาพจาก: Animalplanet
ในเมืองเล็ก ๆ ชื่อสตีเฟนสปอร์ตของรัฐเคนตักกี้ ที่ซึ่งเรานั่งหันหน้าเข้าหาแม่น้ำโอไฮโอแล้วก็จะสามารถมองเห็นเส้นพรมแดนของรัฐอินเดียนา และที่นี่เราก็ไม่น่าจะคาดหวังได้ว่าเจอกับเรื่องตื่นเต้น แต่มันกลับมีสิ่งแปลปละหลาดบางอย่างเกิดขึ้นช่วงฤดูใบไม้ร่วงในปี ค.ศ. 1966

ตอนนั้นเวลาประมาณตีหนึ่งครึ่ง ชาวบ้านชุมชนเล็ก ๆ ในสตีเฟนสปอร์ตคนหนึ่งถึงกับต้องตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะเสียงอะไรบางอย่างที่ดังอยู่นอกบ้าน พอชายคนนี้มองออกไปนอกหน้าต่างก็ได้เห็นอะไรบางอย่างที่มีความสูง 180 กว่าเซนติเมตร

"มันคือ..ลิซาร์ดแมน ! มีผิวหนังสีเขียว มือเท้าเป็นพังผืด และมีโหนกขนาดใหญ่จากหน้าผากไปจนถึงท้ายท้อยที่ดูแล้วเหมือนกับปลายลูกศร !"
ซึ่งมันเองก็รู้เช่นกันว่าตัวเองกำลังถูกใครจ้องมองอยู่ นั่นจึงทำให้มันถอยกลับลงไปในหนองน้ำที่เชื่อมต่อกันกับแม่น้ำโอไฮโอ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนมองเห็นกิ้งก่าขนาดยักษ์ในบริเวณแม่น้ำแห่งนี้ และก็ไม่ใช่ครั้งสุดท้ายด้วยเช่นกัน

เพราะในปี ค.ศ. 1878 มีข่าวในหนังสือพิมพ์ชื่อเดอะคอเรียเจอร์นัลออฟหลุยวิลล์ (The Courier - Journal of Louisville) พูดถึงเรื่องราวของคนเถื่อนแห่งป่าใหญ่ความสูง 180 เซ็นติเมตร รูปร่างคล้ายมนุษย์ โดยภาพวาดของมันถูกนำไปตั้งแสดงอยู่ที่เมืองหลุยซ์วิลล์ รัฐเคนตักกี้

ภาพวาดลิซาร์ดแมน (ต้นฉบับ)

ก่อนหน้านั้นก็มีบันทึกพูดถึง
วิลเลี่ยม แบรนแฮม นักเทศน์ผู้มีดวงตาอันดุดัน เขาออกมายืนยันว่าสิ่งที่ผู้คนพบในป่าแถวนั้นไม่ใช่งูยักษ์แต่มันคือลิซาร์ดแมน และนั่นก็รวมไปถึงการพบเห็นลิซาร์ดแมนในระยะเพียง 5 เมตร ภายในทริมเบิลเคาน์ตี้


"วิลเลี่ยม แบรนแฮม" ยืนยันว่าลิซาร์ดแมนมีจริง

ในปี ค.ศ. 1955 ก็เกิดเรื่องเล่าเกี่ยวกับการเผชิญหน้าของคุณนายดาร์วิน จอห์นสัน แห่งเฮ็นเดอร์สัน ที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ประหลาดตัวนี้ด้วย และชาวบ้านบางคนเชื่อว่าลิซาร์ดแมนแห่งแม่น้ำโอไฮโอ น่าจะมีอะไรคล้ายกับมนุษย์กบแห่งเลิฟแลนด์ ไม่ก็สัตว์เลื้อยคลานแห่งเซาธ์คาโรไลน่า

ที่เซาธ์คาโรไลน่า

ซึ่งเรื่องนี้
แมรี่ เบอร์ลิงตัน นักวิจัยเรื่องเหนือธรรมชาติ คอยศึกษาเรื่องราวของพวกมันอยู่ในช่วงปี ค.ศ.1990 โดยเธอได้ออกมายืนยันว่า ลิซาร์ดแมนแห่งเค็นตักกี้น่าจะเป็นตัวอะไรสักอย่างที่เกี่ยวข้องกับลัทธิบูชากิ้งก่าของชาวอียิปต์โบราณ ที่อพยพเข้ามาอยู่ในรัฐเคนตักกี้ตั้งแต่ช่วงยุคก่อนประวัติศาสตร์


"แมรี่ เบอร์ลิงตัน" นักวิจัยเรื่องเหนือธรรมชาติ

แม้เรื่องนี้จะดูแปลกประหลาด แต่ในปัจจุบันเจ้าหน้าที่ทางการก็ยังไม่วางใจเกี่ยวกับการมีอยู่ของมันถึงขั้นหาป้ายเตือนมาติด ซึ่งก็ไม่รู้ว่าพวกเขาจะเชื่อกันจริง ๆ หรือแค่แกล้งเชื่อเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวกันแน่ !

-----------


ผีปอบแห่งอิสเอนด์

ภาพประกอบเท่านั้น

แถวลุ่มแม่น้ำโอไฮโอมีสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ชื่อ ปาร์เกอร์สเบิร์กซิตี้ เมืองนี้อยู่ในรัฐเวสท์เวอร์จิเนีย สถานที่ซึ่งน่าจดจำในเรื่องราวของเกาะเบล็นเนอแฮสเซ็ตต์ ที่เกิดขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1798 ถึง ค.ศ. 1811

"แอรอน เบอร์" และ "ฮาร์แมน เบล็นเนอร์แฮสเซ็ตต์"
ตอนนั้นท่านรองประธานาธิบดีแอรอน เบอร์ กับขุนนางผู้มั่งคั่งชื่อฮาร์แมน เบล็นเนอร์แฮสเซ็ตต์ ถูกกล่าวหาโดยท่านประธานาธิบดีโธมัส เจฟเฟอร์สัน ว่าทั้งสองนั้นสมคบคิดกันซื้อเกาะทางตะวันตกของแม่น้ำโอไฮโอไว้เพื่อวางแผนจะสร้างอาณาจักรส่วนตัว
"ประธานาธิบดีโธมัส เจฟเฟอร์สัน"

ซึ่งเรื่องราวเกี่ยวกับการเมืองดังกล่าวเราคงต้องขอข้ามไป สุดท้ายท่านรองแอรอนกับขุนนางฮาร์แมนต่างก็แยกย้ายกันไปใช้ชีวิตบั้นปลายของตัวเอง แต่ทีนี้กลับมีผู้คนออกมาร่ำลือกันว่า ในช่วงเวลาที่ทั้งคู่ยังคิดก่อการกันอยู่ มีผู้คนต้องล้มตายเพื่อสังเวยแผนการของพวกเขาเป็นจำนวนมาก พูดง่าย ๆ ก็คือหลังจากการปราบกบฎจบลง เกาะเบล็นเนอร์แฮสเซ็ตต์ก็คือเกาะผีสิงดี ๆ นี่เอง !
เกาะกลางแม่น้ำ "เบล็นเนอร์แฮสเซ็ตต์"


ถ้าพูดถึงเรื่องแปลกเกี่ยวกับปาร์กเกอร์สเบิร์กแล้วล่ะก็ มันก็จะมีอยู่เรื่องหนึ่งคือ ผีปอบแห่งอีสต์เอนด์ ที่อยู่ในป่าช้าฮอลิเดย์ หรือทางตะวันออกของเมืองแห่งนี้

"ป่าช้าฮอลิเดย์" สถานที่เกิดเหตุ

โดยตำนานที่ว่านั้นเริ่มต้นขึ้นเมื่อยุคคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมืองปาร์กเกอร์สเบิร์กแห่งนี้ถือเป็นจุดปลายทางของสถานนีรถไฟบัลติมอร์และโอไฮโอ นั่นจึงทำให้เมืองนี้กลายเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างนักธุรกิจและพ่อค้าถ่านหินไปโดยปริยาย โดยหลายคนที่มาติดต่องานที่นี่มักจะเข้าพักผ่อนกันที่โรวแลนด์บอร์ดิ้งเฮาส์ที่อยู่ในแถบเมืองอิสต์เอนด์


แล้วตำนานมันก็เกิดขึ้นมาในช่วงกลางดึกวันหนึ่งของเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1888 ตอนนั้นมีพนักงานการรถไฟหลายคนกำลังมุ่งหน้าไปทางโรวแลนด์บอร์ดิ้งเฮาส์ ทุกคนยืนยันว่าตอนนั้นพวกเขาเจอกับตัวอะไรสักอย่างที่พอจะสรุปได้ว่าน่าจะเป็นผี

"มันมีความสูงประมาณ 180 เซ็นติเมตร ทั่วร่างถูกปกคลุมด้วยอะไรบางอย่างที่ดูเหมือนกับผ้าห่อศพสีขาว ส่งเสียงคำรามลุ่มลึกไม่เหมือนมนุษย์ทั่วไป"

พวกเขาบอกว่าเจ้าสัตว์ประหลาดตัวนี้มันเคลื่อนที่ได้รวดเร็วราวกับลื่นไหลอยู่บนรางรถไฟสายบัลติมอร์โอไฮโอ จนกระทั่งมาถึงโรวแลนด์เฮาส์มันก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
พอเรื่องนี้ถูกตีพิมพ์บอกเล่าลงในหนังสือพิมพ์ก็มีชายคนหนึ่งชื่อมิสเตอร์โครลลี่ย์ ที่ทำงานให้กับบริษัทน้ำมันชื่อแคมเด็นคอนโซลิเดตออยคัมปานี ออกมายืนยันว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องจริงแน่นอน ! เพราะเมื่อสองคืนก่อนนายโครลลี่ย์คนนี้บอกว่าเขาถูกผีปอบสะกดรอยตาม !
โดยในคืนแรกเจ้าผีตัวนั้นมันออกมาไล่เขาบนเส้นทางที่มุ่งหน้าไปยังโรวแลนด์บอร์ดิงเฮาส์ โดยเขาบอกว่านอกจากผีปอบตัวนี้แล้วก็ยังมีผีอีกตัวที่เข้ามาร่วมวงหลอกเขาด้วย โดยอีกตัวที่ว่านั้นมันสวมชุดกระโปรงสีดำ และพวกมันก็หายไปทางป่าช้าหลังจากที่เขาวิ่งหลบเข้าไปในบ้านพักแห่งนี้


โดยเรื่องราวของผีปอบแห่งเมืองอีสต์เอนด์เรื่องนี้ ไม่เคยมีใครพบเห็นกันมาก่อนจนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1888 และเหตุที่เกิดขึ้นทั้งสองครั้งนั้นก็ได้กลายมาเป็นตำนานน่ากลัวของเมืองปาร์กเกอร์สเบิร์กมาจนถึงทุกวันนี้

-----------


หมอกสีน้ำเงิน Blue Mist Road

ภาพประกอบเท่านั้น


เมืองใหญ่ที่สุดในแถบหุบเขาแม่น้ำโอไฮโอนั้นก็คือพิทส์เบิร์ก ที่นี่เป็นศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของกลุ่มชนเกรทเตอร์แอพพาลาเชีย มันเคยเป็นเมืองใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของสหรัฐอเมริกา เคยพบกับประสบการณ์ถดถอยทางเศรษฐกิจในช่วงยุคปี ค.ศ. 1970 และ ค.ศ. 1980 และยังเคยเป็นแชมป์แห่งเมืองที่น่าอยู่ที่สุดถึง 6 สมัย


ถึงแม้มันจะเป็นเมืองที่สุดยอดก็ไม่ได้หมายความว่าเมืองพิทส์เบิร์กจะไม่มีตำนานสยองขวัญ เพราะในเขตทางเหนือของเมืองมีถนนสายหนึ่งถูกเรียกว่า ถนนหมอกสีน้ำเงิน และที่นี่มันก็มีเรื่องเล่าสยองขวัญเกิดขึ้นอยู่หลายเรื่อง โดยแต่ละเรื่องนั้นมันก็มีตัวละครหลักเป็นตัวเดียวกันทั้งสิ้น !


โดยในตำนานนั้นบอกว่าถ้าหากคุณพบว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ระหว่างถนนแบบค็อกบูเลอวาร์ดและถนนเร้าท์ 910 ในเวลากลางคืน คุณจะได้เห็นกลุ่มหมอกควันค่อย ๆ รวมตัวกันเป็นหมอกสีน้ำเงิน และยิ่งกับแถวถนนเออร์วินก็ยิ่งมีผู้คนยืนยันว่าเห็นอะไรแบบนี้เหมือนกันเยอะมาก  


ถึงจะมีคนเห็นเยอะมากแต่พวกเขาก็ทำได้เพียงแค่เห็น เพราะหมอกที่ว่านี้มันไม่ได้มีอะไรออกมาอาละวาด เพียงแต่ในภายหลังก็มีนักเขียนนิยายนำไปแต่งเติมให้ดูน่ากลัวกันเพิ่มขึ้น


-----------


ผีแห่งห้องสมุดวิลลาร์ด

ภาพจาก: Daniel Schwen

ห้องสมุดวิลลาร์ดถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1885 ถือเป็นห้องสมุดสาธารณะที่เก่าแก่ที่สุดของรัฐอินเดียน่า และมันก็เป็นที่แห่งแรกที่มีการเปิดเผยภาพถ่ายผีที่พวกเขาเรียกว่า เดอะเกรย์เลดี้ ที่ปรากฏตัวออกมาในรูปร่างของหญิงยุคโบราณสวมชุดสีเทา ซึ่งหญิงลึกลับคนดังกล่าวเธอก็มาจากตำนานที่เล่ากันว่า มีบันทึกการปรากฏตัวครั้งแรกกันไว้เมื่อปี ค.ศ. 1937


ตลอดเวลา 80 ปีที่ผ่านมา เหล่าเจ้าหน้าที่และบรรณารักษ์ของห้องสมุดที่นี่ต่างก็ยืนยันว่าพวกเขาเคยเห็นผีตัวนี้จริง ๆ และยังบอกอีกว่าผีคุณหญิงสีเทาจะออกมาให้พวกเขาเห็นแบบไม่เลือกเวลา มาทั้งวันทั้งคืนแถมยังออกมาให้เห็นแทบทุกชั่วโมง และดูเหมือนว่าท่านหญิงคงจะชอบแผนกหนังสือเด็กที่อยู่บริเวณชั้นใต้ดินของห้องสมุดแห่งนี้เสียด้วย


ส่วนคนที่บอกว่าไม่เคยเห็นผีกับตาก็จะต้องพบกับเหตุการณ์แปลก ๆ อย่างเช่น หนังสือที่เหมือนถูกดึงหลุดออกมาจากชั้นวาง รวมไปถึงมีบางจุดที่อากาศเย็นจนผิดปกติ และมีอยู่ครั้งหนึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับการแจ้งเตือนจากเครื่องตรวจจับขโมยภายในห้องสมุด พอพวกเขารีบเดินทางมาดูตรงจุดเกิดเหตุ คุณตำรวจก็ต้องพบกับหญิงสาวในชุดสีเทาหันหน้ามายิ้มให้จากหน้าต่างชั้นบน


จนในที่สุดทางสำนักพิมพ์อีวานซ์วิลล์คูเรียร์แอนด์เพรส ก็เลยตัดสินใจตั้งกล้องทุกแบบเอาไว้ภายในห้องสมุดแห่งนี้ ซึ่งทั้งภาพถ่ายและคลิปวิดีโอที่ได้มาก็ยิ่งทำให้ขนลุกเพิ่มไปได้อีก โดยภาพเหล่านี้ท่านผู้ชมสามารถแวะเข้าไปชมได้ที่เว็บไซต์ Willardghost

ภาพถ่ายติดวิญญาณจากกล้องวงจรปิด

ด้วยเหตุนี้มันก็เลยยิ่งทำให้เรื่องของเดอะเกรย์เลดี้ ดังขึ้นจนมีรายการทีวีชื่อโกสต์ฮันเตอร์มาถ่ายทำกันในปี ค.ศ. 2006 ซึ่งผลสรุปจะออกมาเป็นอย่างไร ก็คงต้องให้ท่านผู้ชมลองหาชมกันดูนะครับ

-----------


ถ้ำของแอนนา บิกซ์บาย
ภาพจาก: Daniel Schwen


เคฟอินร็อคหรือถ้ำที่อยู่ในหินแห่งรัฐอิลินอยซ์ในประเทศสหรัฐอเมริกา คือช่ื่อเมืองที่ชนะรางวัล “เบสท์เนมทาวน์อินอเมริกา” หรือ ชื่อเมืองยอดเยี่ยมในอเมริกา โดยเมืองนี้มีที่ตั้งอยู่ทางใต้ของรัฐอิลินอยซ์ซึ่งอยู่ติดกับแม่น้ำโอไฮโอเช่นกัน ซึ่งนอกจากชื่อเมืองแล้วก็ยังมีชื่อของคนอีกคนหนึ่งที่ทำให้เราต้องนึกถึง

นั่นก็คือ แอนนา บิกซ์บาย นักประวัติศาสตร์ที่มีเรื่องราวตำนานมากมายผูกติดอยู่กับตัวของเธอ แอนนาเป็นทั้งหมอและเจ้าหน้าที่ผดุงครรภ์ ที่คอยดูแลผู้ป่วยมากมายตลอดแนวตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐอิลินอยซ์ และยังเป็นผู้ค้นพบวิธีรักษาอาการติดพิษที่ชื่อ "Milk Sickness" ซึ่งเป็นอาการป่วยของผู้บริโภคนมวัวที่ไปกินพืชอันตรายชื่อ "White Snake Root"

"แอนนา บิกซ์บาย"


ด้วยความที่ตอนนั้นแอนนายังไม่ได้เป็นหมอ เธอได้ใช้องค์ความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรของตัวเองค้นหาวิธีการรักษาอาการป่วยที่ว่านี้ได้จนสำเร็จ และได้นำมาใช้รักษาผู้คนในช่วงแรก ๆ

เพียงแต่ในเวลาต่อมา อาการป่วยของมันเกิดระบาดออกไปเป็นวงกว้าง จนทำให้มีผู้คนล้มตายกันไปเป็นจำนวนมาก จนในที่สุดมันคุมไม่ได้ ซึ่งเรื่องนี้แอนนาเองก็ไม่สามารถหาสาเหตุเพื่อป้องกันได้เลย


จากการที่มีผู้คนเสียชีวิตกันไปเป็นจำนวนมาก จึงทำให้มีคนบางกลุ่มเชื่อกันว่าบางทีเรื่องนี้อาจเป็นฝีมือของพวกแม่มด ที่มาลอบวางยาพิษคนในครอบครัวและฝูงสัตว์เลี้ยงของพวกเขา และคนที่ชาวบ้านสงสัยมากที่สุดก็ไม่ใช่ใคร

"พวกเขาสงสัยแอนนา บิ๊กซ์บาย เพราะว่าเธออาจจะเป็นคนวางยาเพื่อหาประโยชน์จากชาวบ้าน" และในช่วงเวลาดังกล่าวสามีของเธอก็มาเสียชีวิตไปเพราะโรคปอดบวมอีก


ต่อมาเธอก็ได้สามีใหม่ซึ่งก็คือคนที่ทำให้เธอใช้นามสกุลบิกซ์บาย เขาชื่ออีสันที่เข้ามาคบกับแอนนาเพียงต้องการหาประโยชน์จากความสามารถของเมีย โดยในคืนหนึ่งในขณะที่แอนนาออกจากบ้านไปเยี่ยมคนไข้ อีสันกับพรรคพวกได้ดักจับตัวแอนนาไปล่ามโซ่ แล้วจับไปโยนทิ้งที่หน้าผา ตามด้วยเผาป่าเพื่อทำลายหลักฐาน แต่โชคดีที่ฝนตกลงมาดับไฟ ส่วนแอนนาก็โชคดีที่ตกลงไปติดกับกิ่งไม้ ก่อนที่จะหลบหนีออกมาได้ในเวลาต่อมา


โดยในตำนานนั้นเล่าว่า หลังจากที่แอนนาหลบออกมาเธอก็ได้นำทองและเงินของเธอไปซ่อนไว้ในถ้ำแถวนั้น นั่นจึงทำให้ต่อมาถ้ำแห่งนี้ถูกตั้งชื่อตามชื่อของเธอก็คือ "ถ้ำแอนนาบิกซ์บาย" และมันก็ได้กลายเป็นสถานที่สำหรับเหล่านักเสี่ยงโชคมากมาย ที่พากันเข้าไปหาสมบัติของเธอ และกลายเป็นตำนานมาจนถึงทุกวันนี้


-----------


ตำนานผีเจสซี่ เดวิส ลินด์เซย์

ภาพจาก: Nyttend


คฤหาสน์หลังใหญ่สไตล์โกธิคยุคฟื้นฟูหลังนี้ ตั้งอยู่ที่เมืองมารีเอ็ตตา รัฐโอไฮโอ มันคือสถานที่สำหรับรับแขกในช่วงวันฮาโลวีน และที่เป็นแบบนั้นก็เพราะที่แห่งนี้มีเหตุการณ์แปลกประหลาดหลายเรื่องชวนให้ผู้คนอยากเข้ามาพิสูจน์

ภายในคฤหาสน์

คฤหาสน์แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในยุคปี ค.ศ. 1855 โดยทนายผู้ฝักใฝ่การเลิกทาสในโอไฮโอชื่อ
เมลวิน ซี คลาก เขาพำนักอยู่ที่นี่ได้เพียง 3 ปี ก่อนที่จะตัดสินใจขายมันให้กับนักธุรกิจเจ้าของโรงงานผลิตถังของเมืองนี้ ก่อนที่ต่อมาเจ้าของคนใหม่ก็ผันตัวมาทำธุรกิจด้านสถานบันเทิงเต็มรูปแบบ

จนมาถึงปี ค.ศ. 1886 เขาก็เสียชีวิต บ้านหลังนี้จึงถูกขายให้กับ อี ดับลิว ไนย์ ด้วยราคา 7,000 เหรียญ

"เมลวิน ซี คลาก" และ "อี ดับลิว ไนย์" เจ้าของคฤหาสน์คนแรก และคนที่ 2

ต่อมาคฤหาสน์หลังนี้ก็ตกทอดไปยังหลานสาวของไนย์ชื่อ
เจสซี่ เดวิด ลินด์เซย์ ตอนนั้นเธออายุ 55 ปี และยังโสดแถมยังเป็นคนชอบเก็บตัว พอหลายปีผ่านไปทางเมืองมารีเอ็ตตาก็แต่งตั้งให้ที่นี่กลายเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ และมันก็ได้กลายเป็นสถานที่สาธารณะมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1994

"เจสซี่ เดวิด ลินด์เซย์" ถูกอ้างว่าเป็นผีแม่มดเฝ้าคฤหาสน์

นอกจากมันจะได้เป็นแลนด์มาร์กทางประวัติศาสตร์ของเมืองแล้ว ที่นี่ก็ยังมีเรื่องราวแนวผี ๆ มาให้ชาวบ้านได้ร่ำลือกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอากาศในบ้านบางจุดที่เย็นผิดปกติ ประตูสามารถปิดและล็อกตัวได้เอง เสียงคนที่ไม่รู้ว่าดังมาจากไหน ไปจนถึงเงาปริศนาเดินไปมาอยู่ภายในคฤหาสน์ ซึ่งทั้งหมดก็ได้ทำให้ชาวบ้านเชื่อกันว่ามันต้องมีผีสิงแน่ ๆ และผีตัวนั้นก็น่าจะเป็นวิญญาณของ
เจสซี่ ลินด์เซย์ ที่ถูกผู้คนรุ่นนั้นอ้างว่าเธอเป็นแม่มด

ซึ่งก็ไม่ทราบว่าผีที่ว่านี้จะมีจริงหรือเปล่า ? แต่ที่แน่ ๆ ทุกวันฮาโลวีนจะมีผู้คนมากมายเดินทางมาพิสูจน์ในราคา 8 เหรียญต่อคนต่อคืน ซึ่งถือว่าไม่แพงกับบรรยากาศดี ๆ ภายในคฤหาสน์แห่งนี้

-----------


เรือผีแห่งแม่น้ำโอไฮโอ

ภาพจาก: Roadtrippers

ประมาณ 40 กิโลเมตรจากซินซิเนติ มีเรือยอทช์เก่าแก่อายุกว่า 110 ปี ถูกจอดผุพังอยู่ที่นี่ ชื่อทางการของมันคือ เซลท์ เป็นเรือของมหาเศรษฐีเจ้าของกิจการรถไฟชื่อ เจ. โรเจอร์ส แม็กซ์เวลล์ แห่งเมืองวิลมิงตัน รัฐเดลาแวร์ เรือลำนี้เคยถูกใช้งานอยู่ในปี ค.ศ. 1902 มีความยาวถึง 55 เมตร

"เจ. โรเจอร์ส แม็กซ์เวลล์" เจ้าของเรือคนแรก


โดยเมื่อช่วงเริ่มต้นสงครามโลกครั้งที่ 1 เซลท์ถูกซื้อไปโดยกองทัพเรือของสหรัฐอเมริกา และถูกประดับประดาไปด้วยปืนกลพร้อมกับเปลี่ยนชื่อเป็น USS Sachem และต่อมามันก็ถูกเปลี่ยนมือไปอีกหลายครั้ง

ถูกขายต่อและเปลี่ยนชื่อเป็น "USS Sachem"

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มันถูกเปลี่ยนชื่อมาเป็น USS Phenakite, Sightseer และ Circle Line V. และมีอีกตำนานที่บอกว่าโธมัส เอดิสัน ก็เคยใช้เรือลำนี้ในการทดลองสื่อสารของเขาในทะเลแคริบเบียนอีกด้วย


เปลี่ยนชื่อเป็น USS Phenakite, Sightseer และ Circle Line V.

ต่อมาในช่วงปี ค.ศ. 1980 เรือลำนี้หายไป จนสิบปีต่อมาก็ถูกพบอีกครั้งในสภาพที่เต็มไปด้วยสนิม และมีบางส่วนจมลงไปในน้ำอยู่แถว ๆ ห้วยที่ชื่อเทย์เลอร์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำโอไฮโอ

ถูกพบอีกครั้งในสภาพที่เต็มไปด้วยสนิม

ในปัจจุบันนักพายเรือคายัคและนักท่องเที่ยวก็ได้แวะมาเยี่ยมเยียนเพื่อชมเรือลำนี้กันเป็นประจำ และด้วยความเก่าบวกกับความลึกลับในการหายไปจนกลับมาปรากฏตัวอีกครั้ง ก็ได้ทำให้เจ้าเซลท์ลำนี้ถูกขนานนามไว้อีกชื่อหนึ่งก็คือ
เรือผีสิง !


ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดก็คือตำนานที่ถูกเล่าขานกันต่อมาโดยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไร เพราะการรักษาไว้ซึ่งความลี้ลับมันก็คือเสน่ห์อีกอย่างของการท่องเที่ยว เพราะเรื่องแบบนี้มันก็ถือเป็นเศรษฐกิจชุมชน ที่ยิ่งทำให้ผู้คนขนลุกมากเท่าไหร่ เงินทองก็จะยิ่งหลั่งไหลมาในท้องที่มากขึ้นเท่านั้น
เพราะแบบนี้เราถึงต้องแยกให้ออกระหว่างตำนานกับเรื่องเล่าหลอกลวงไร้ประโยชน์ให้ดี ไม่อย่างนั้นเราคงไม่เหลืออะไรมาเล่าให้ฟังสนุก ๆ กันแบบนี้... จริงไหมครับ ?



หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ และอย่าลืมทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี !
แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา: Listverse
แท็ก: เรื่องผี, ตำนานลี้ลับ, แม่น้ำโอไฮโอ, ohio river