ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

31 มกราคม 2561

มิติที่ 6 | เปิดปม 10 ตำนานอาถรรพ์จากเรื่องจริงแห่งเมืองกลาสโกว์ สก็อตแลนด์ !!!



"กลาสโกว์" คือเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศสก็อตแลนด์ มันตั้งอยู่บนแม่น้ำไคลด์ ชาวกลาสโกวเป็นที่รู้จักกันในชื่อกลาสวีเจียน ที่มาจากชื่อเรียกสำเนียงท้องถิ่น เมืองนี้มีประชากรประมาณ 6 หมื่นคน และที่นี่ก็คือเมืองตั้งแต่ยุคโลกโบราณที่นอกจากจะมีประวัติศาสตร์บันทึกไว้หลากหลาย ก็ยังมีเรื่องราวด้านมืดที่ถูกบันทึกสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน !


กดเพื่อดูคลิปที่นี่

มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาคุณไปรู้จักกับเรื่องเล่าพวกนั้น ทั้งเรื่องที่ถูกร่ำลือกันมา ไปจนถึงเรื่องราวปริศนาที่เคยเกิดขึ้นจริง กับระบบรถไฟใต้ดินและเรื่องเล่าบนดินของเมืองกลาสโกว์ ว่าทั้งหมดนั้น... มันคืออะไรกันแน่ !?

ย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงพันปีก่อน กลาสโกว์ คือเมืองที่ถูกสร้างขึ้นโดยการปลูกสร้างตึกรามบ้านช่อง ทับถมสิ่งก่อสร้างเดิมตลอดมา ดังนั้นลองนึกภาพกันดูว่าที่ใต้พื้นดินของเมืองแห่งนี้จะมีประวัติศาสตร์มากมายขนาดไหนถูกฝังอยู่บ้าง และก็ลองนึกภาพถึงระบบขนส่งใต้ดินที่ทุกวันนี้ไม่ว่าประเทศไหนก็มี การสร้างอุโมงค์ที่ต้องทะลุผ่านพื้นที่อดีตกาลเหล่านั้น มันก็ย่อมต้องได้พบอะไรแปลก ๆ บ้างแน่ ๆ

แผนผังทางเดินรถไฟใต้ดินเมืองกลาสโกว์

อย่างเช่นสุสานโบราณที่ถูกกลบฝังเมื่อยุคอดีตของเมืองนี้ เหล่าวิศวกรรุ่นบุกเบิกทางใต้ดินได้พบตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1896 ที่ปีนั้นก็คือครั้งแรกในการเปิดใช้ระบบขนส่งใต้ดินของเมืองกลาสโกว์แห่งนี้ ซึ่งก็แน่นอนว่าสิ่งที่พวกเขาเจอนั้นก็คือจุดเริ่มต้น ของเรื่องเล่าตำนานเหล่าภูติผีวิญญาณที่สิงสู่อยู่ในอุโมงค์เหล่านี้ ที่ในปัจจุบันจากการรวบรวมของกลุ่มวิจัยเรื่องลี้ลับแห่งประเทศอังกฤษ ก็พบว่าตำนานที่เกี่ยวข้องกับระบบขนส่งใต้ดินของเมืองกลาสโกว์ มีเรื่องสยองขวัญทั้งหมดอยู่ 9 เรื่องด้วยกัน




The Clatter ระหว่างสถานี West Street / Shields Road


ภาพจาก: Thomas Nugent


โดยหนึ่งในเรื่องน่ากลัวที่เหล่าคนทำงานในระบบขนส่งใต้ดินเมืองกลาสโกว์ต้องประสบนั้น มันก็คือการขุดพบร่างของมนุษย์ ที่ถูกฝังเอาไว้ในหลุมโรคระบาดจากยุคกลาง ซึ่งยุคนั้นมีการทำพิธีฝังศพแบบนี้อยู่หลายแห่ง ผู้เสียชีวิตจากโรคระบาดถูกฝังร่วมกันอย่างเร่งรีบ เพื่อให้พวกเขาได้นอนหลับอย่างสงบก่อนที่จะกลายเป็นแหล่งแพร่เชื้อต่อไป
และในเรื่องเล่านั้นก็ได้ระบุว่ามันมีอยู่หลุมหนึ่ง ถูกขุดพบในช่วงงานก่อสร้างขยายเส้นทางใต้ดิน จากถนนเวสท์สตรีทไปยังถนนชีลด์โร้ด เหล่าคนงานที่เริ่มระแคะระคายเรื่องนี้ ต่างก็ขุดเจาะผิวดินไปพร้อมด้วยความกังวล เพราะยิ่งขุดกันไปพวกเขาก็ได้พบกับซากกระดูกของมนุษย์ ซึ่งเราคงไม่ต้องบรรยายว่าเขาเจออะไรบ้าง ก็คิดว่าท่านผู้ชมน่าจะนึกภาพตามกันได้ เอาเป็นว่าในเรื่องเล่าบอกว่า ทั้ง ๆ ที่เริ่มเจอกันจัง ๆ ไปเยอะแยะแบบนั้นแต่งานมันก็คืองาน
การก่อสร้างขุดเจาะก็ดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ เหล่าคนงานที่ไม่รู้ก็เริ่มจะสงสัยกันว่า ที่ตรงนี้มันเหมาะจะขุดลงไปเรื่อย ๆ จริงหรือเปล่า ? และด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของเรื่องราวที่มีชื่อว่า The Clatter หรือ เสียงร่ำร้องจากผู้วายชนม์ จิตวิญญาณของพวกเขาจะปรากฏขึ้นมาในลักษณะหมอกควันที่แทรกตัวเองออกมาจากกำแพงอุโมงค์ มีลักษณะเหมือนลูกไฟเล็ก ๆ ขนาดไม่ใหญ่ไปกว่าลูกกอล์ฟสักเท่าไหร่ มันจะค่อย ๆ ลอยสูงขึ้นทีละนิด จากนั้นอยู่ดี ๆ มันก็ขยายขนาดขึ้น จนกินพื้นที่และผู้คนที่อยู่บริเวณนั้นทั้งหมด
ซึ่งชื่อ The Clatter ดังกล่าวมาจากเสียงที่ดังขึ้นในช่วงเวลาที่เกิดเรื่อง ที่มีคนงานคนหนึ่งได้บรรยายเอาไว้ว่า มันมีเสียงดังกึกก้องขึ้นมา เหมือนกับมีกะทะเหล็กมากมายหลายใบ กำลังร่วงลงมาจากบริเวณผิวกำแพงอย่างต่อเนื่อง เหล่าคนงานผู้โชคร้ายต่างก็รายงานว่า พวกเขาได้เห็นใบหน้าอันน่ากลัวของเหล่าวิญญาณ ปรากฏออกมาให้เห็นอยู่ในหมอกควันที่รายล้อมพวกเขาอยู่ ซึ่งในปีต่อมาระบบขนส่งใต้ดินจุดนี้ก็ได้ทำพิธีเปิดใช้ และครั้งนี้ก็ดูเหมือนทุกอย่างจะเรียบร้อยดี ไม่มีเหตุอะไรแปลก ๆ เกิดขึ้นเหมือนกับเมื่อปี ค.ศ. 1896


ผีเด็กแห่งอุโมงค์ระหว่างสถานี West Street / Shields Road

ภาพจาก: Ubahn Photos

โดยเส้นทางอุโมงค์ระหว่างถนนเวสต์กับถนนชิลด์ดังกล่าว ก็ยังคงมีเรื่องราวน่ากลัวของภูติผีสุดเฮี้ยน ที่เรียกได้ว่าน่ากลัวกว่า The Clatter อีกหนึ่งเรื่อง เหล่าคนงานอีกส่วนร่ำลือกันว่า พวกเขาได้เห็นปีศายปรากฏขึ้นมา อยู่ในบริเวณนี้กันหลายครั้งหลายหน มันจะออกมาให้เห็นเป็นเงาดำ ๆ แล้วก็หายไปแทบจะในทันที ใบหน้าของมันดูเหมือนครึ่งเด็กชายครึ่งสัตว์ ทำท่าทางเหมือนกับกำลังกลืนกินอะไรบางอย่าง โดยการพบครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1955 ตอนนั้นคนงานรายงานว่า พวกเขาเห็นเด็กคนหนึ่งกำลังกัดกินเนื้อสด ๆ ที่น่าจะขโมยมาจากร้านขายเนื้อบนพื้นดินข้างบน !

วิญญาณของสตรีสีเทาแห่งสถานี Shields Road

ภาพประกอบเท่านั้น

และเรื่องต่อไปนั้นก็เกิดขึ้นในบริเวณเส้นทางของสถานีชีลด์โร้ด พวกเขาเรียกสิ่งที่เห็นนั้นว่า เดอะเกรย์เลดี้ ผีที่ปรากฏขึ้นมาในรูปแบบของหญิงสาวสีเทา ว่ากันว่าเธอคือวิญญาณของหญิงสาววัยรุ่นคนหนึ่งที่เสียชีวิตเพราะพลัดตกลงมาบนรางรถไฟเมื่อปี
ค.ศ. 1922 ผู้คนที่ระบุอัตลักษณ์ของสาวสีเทานั้น บ้างก็บอกว่าเธอสวมชุดสีเทา บ้างก็บอกว่าเธอมีผิวหนังสีเทาต่างหาก แต่ที่บอกเหมือน ๆ กันนั้นก็คือ เธอจะแสดงสีหน้าท่าทางเหมือนกับคนเศร้าสร้อย เหล่าคนงานลูกจ้างและผู้สัญจรที่ใช้เส้นทางนี้ ต่างก็พูดถึงการได้ยินเสียงฝีเท้าของเธอ ค่อย ๆ ดังขึ้นมาจากบริเวณเส้นทางรถไฟในสถานี้แห่งนี้ โดยในช่วงปี ค.ศ. 1960 มีคนงานซ่อมแซมเส้นทางของสถานี ได้ยืนยันว่าพวกเขาเห็นแสงกระพริบแปลก ๆ เคลื่อนที่ไปมาผ่านหน้าของพวกเขาแบบใกล้ ๆ


วิญญาณสาวสวยแห่งสถานี Hillhead


สถานี Hillhead สมัยก่อนและปัจจุบัน

และหลายปีก่อนก็เคยมีเรื่องราวลึกลับเกี่ยวกับสาวสวยคนหนึ่ง ที่ถูกพบเห็นในบริเวณชานชลาของสถานีฮิลเฮดของเมืองกลาสโกว์แห่งนี้ พวกเขาเรียกเธอว่า The Beautiful Lady เธอถูกบรรยายรูปร่างลักษณะเอาไว้ว่า เธอสวมเสื้อผ้าของคนยุคปี ค.ศ. 1930 ทั่วทั้งตัวมีรัศมีสว่างล้อมรอบ ออร่าแห่งความสดใสใจดีขี้เล่นก็เจิดจรัส คนที่ติดตามมองดูเธอก็จะพบเธอขึ้นลงอยู่ในชานชลา บางครั้งเธอก็จะยืนจนชิดติดขอบบริเวณจุดรอรถไฟจนน่าเสียวไส้ ก็ลองนึกภาพคนยืนล้ำเส้นสีเหลือง ตามชานชลารถไฟบ้านเราก็น่าจะนึกออก โดยในช่วงปี ค.ศ. 1990 มีคนงานคนหนึ่งเล่าให้นักข่าวฟังว่า เขาได้เห็นวิญญาณของหญิงคนนี้ กำลังกระโดดขึ้นลงบริเวณจุดรอรถไฟ ส่วนคนอื่น ๆ ก็เล่าให้ฟังว่า ได้ยินเสียงของเธอกำลังร้องเพลงแว่วมาด้วย จากนั้นอยู่ดี ๆ เธอก็หายตัวไป เหลือทิ้งไว้แต่ความงุนงงของเหล่าผู้คนตอนนั้น ซึ่งเรื่องราวของ  The beautiful lady แห่งสถานี Hillhead ก็เลยได้มาเป็นหนึ่งในลิสต์ตำนานผีแห่งทางรถไฟใต้ดินของเมืองกลาสโกว์กันอีกเรื่อง


วิญญาณสีน้ำเงินของ Robert Cobble แห่งสถานี West Street


Unknown Source

ส่วนเรื่องต่อไปมันก็ดูน่าเศร้ามากกว่าน่ากลัว
โรเบิร์ต คอบเบิล เขาก็คือคนแปลก ๆ คนหนึ่ง ที่มีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมาเพราะการเสียชีวิตในช่วงปลายยุคปี 90 ชายคนนี้มีชื่อเสียงในด้านการแต่งกายแปลก ๆ แล้วออกมาอ้างว่าตัวเองนั้นคือหนึ่งในผู้สืบทอดบัลลังก์ของอังกฤษและสก็อตแลนด์ เขาอ้างว่าตัวเองนั้นคือดยุคโรเบิร์ต แต่บุคลิกภาพกลับดูเหมือนเขากำลังพูดล้อเล่นกับผู้คน เพราะมักจะมีกลิ่นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์คละคลุ้งออกมา ในทุก ๆ ครั้งที่เขากำลังเล่าชีวประวัติตัวเอง
แล้วเรื่องเศร้าที่เกิดขึ้นตามมาก็คือโรเบิร์ตต้องล้มป่วยลงอย่างหนัก เพราะพิษของสุราที่ไม่เคยปราณีกับร่างกายของใคร นั่นจึงทำให้ชีวิตของชายที่น่าจะเคยมีพื้นเพอันสูงศักดิ์ ต้องมาพบกับความย่ำแย่เพราะเสพติดสุราเรื้อรัง ครอบครัวก็หนีหาย ที่ทางอาศัยหลับนอนก็ต้องมาอยู่หน้าร้านขายของ ที่เมื่อก่อนมันเคยเป็นของคุณพ่อของเขา
จนกระทั่งคืนหนึ่งในขณะที่เขากำลังหลับไหลอยู่บนพื้นบริเวณหน้าร้านนั้น โรเบิร์ตก็ถูกหัวขโมยเข้ามาทำร้ายเพื่อชิงทรัพย์สิน เขาได้รับบาดเจ็บจากการถูกทำร้าย จนดวงตาทั้งสองข้างบอดสนิท ชีวิตทั้งชีวิตต้องขึ้นอยู่กับไม้เท้าคู่ใจ แต่ถึงแม้เขาจะต้องใช้ชีวิตต่อไปด้วยความยากลำบาก จิตใจของเขาก็ยังคงเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ทุกคนยังคงให้เกียรติเขาทุกครั้ง หลังจากที่ได้ฟังเรื่องราวอันน่าเหลือเชื่อผ่านถ้อยคำอันยิ่งใหญ่ ที่ในอดีตอันรุ่งเรืองของเขาเคยได้รับและเสียมันไป เพียงแต่สุดท้ายโรเบิร์ตก็เสียชีวิตไปท่ามกลางความหนาวเย็นนอกสถานีเวสต์สตรีท


และก็ตั้งแต่วันนั้นเช่นกันที่มีผู้คนร่ำลือกันว่า พวกเขาได้พบเห็นวิญญาณของชายขอทานตาบอดคนหนึ่ง กำลังยืนกอดอกอยู่บริเวณมุมหนึ่งของทางเข้าสถานีแห่งนี้ โดยที่ทั้งตัวของเขานั้นมีไอเย็นสีฟ้าแผ่กระจายออกมาจนรู้สึกได้



วิญญาณนักโทษแขวนคอแห่งสถานีจตุรัส Saint George


ภาพจาก: Howlingpixel/Glasgow Subway

และอีกเรื่องที่เราต้องขอเล่าด้วยความระมัดระวัง นั่นก็คือเรื่องของวิญญาณนักโทษแขวนคอที่จตุรัสเซนท์จอร์จ ต้นเรื่องนั้นไม่ได้เกิดขึ้นที่ใต้ดินของเมืองกลาสโกว์ เพียงแต่การพบเห็นจากผู้คนนั้น มันเกิดขึ้นบ่อยครั้งภายในสถานีรถไฟใต้ดินที่นั่น พวกเขาเล่าว่าได้พบกับร่างของชายคนหนึ่ง กำลังลอยอยู่กลางอากาศ ที่คอมีรอยเชือกรัดที่บ่งบอกว่าเขาเคยถูกแขวนคอ ไม่มีพยานคนไหนบอกว่าเห็นเชือกหรือแท่นแขวน ชายคนนั้นปรากฏกายอยู่ในชุดเสื้อผ้าแบบวิคตอเรีย ไม่มีที่มาใด ๆ นอกจากการพบเห็น นั่นจึงทำให้ทุกคนสรุปว่า ชายคนนี้คือวิญญาณที่ล่องลอยมาจากจตุรัสเซนต์จอร์จนั่นเอง

เสียงปริศนาแห่งสถานี Kelvinbridge


ภาพจาก: Indexxit

และในปี ค.ศ. 1935 เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ถูกเรียกให้มายังสถานีรถไฟใต้ดินเคลวินบริดจ์ ตามรายงานนั้นระบุว่า พนักงานทำความสะอาดคนหนึ่งได้ยินเสียงผู้คนพูดคุยและตะโกนเสียงดังออกมาจากบริเวณชานชลาของสถานีแห่งนี้ ที่ในช่วงเวลาตอนนั้นสถานีก็ปิดทำการไปแล้ว เหล่าเจ้าหน้าที่ทุกคนก็เดินทางออกไปตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ โดยช่วงการตรวจสอบนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็ไม่พบใคร และไม่มีใครได้ยินเสียงอะไรแม้แต่น้อย

แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายยืนยันว่า พวกเขาได้ยินเสียงคนตะโกนพูดคุยเถียงกัน และทำร้ายกันด้วยความรุนแรง พวกเขาบอกว่าเสียงดังกล่าวมันดังให้ได้ยินในระยะใกล้มาก ๆ ราวกับว่ามีใครกำลังยืนสนทนาอยู่ตรงหน้ากันเลยด้วยซ้ำ เสียงที่ว่ามันดังเหมือนมีคนเปิดโวลลุมจนลำโพงแตกพร่า เพียงแต่มันก็มีข้อมูลอยู่เพียงเท่านี้ เรื่องราวมันก็เลยจบลงที่มีคนเล่าขานเหตุการณ์นี้ว่า เสียงปริศนาแห่งเคลวินบริดจ์นั่นเอง


ผีแมวแห่งสถานี Saint Enochs

ภาพประกอบเท่านั้น

เรื่องต่อไปก็เป็นเรื่องของผีแมวแห่งสถานีเซนต์อีน็อคส์ มันคือวิญญาณของแมวดำตัวหนึ่ง ที่ถูกพบว่าเดินเล่นอยู่ในสถานีแห่งนี้ ผู้คนที่ได้พบมันเล่ากันว่า เจ้าอสุรกายแมวเหมียวตัวนี้ มันจะอยู่ตรงชานชลาในช่วงเที่ยงคืนถึงตี 3 โดยผู้คนที่พบเห็นดังกล่าวถูกระบุว่าเป็นเหล่าคนงานในสถานีเท่านั้น พวกเขาเห็นมันวิ่งเล่นกระโดดไปมาในสถานี ก่อนที่จะหายตัวไปต่อหน้าต่อตาพวกเขา


Poltergeist แห่งสถานี Saint Enochs

ภาพจาก: Glasgowlive.co.uk

นอกจากแมวผีที่สถานีเซนต์อีน็อคก็ยังมีข่าวลืออีกหนึ่งเรื่อง นั่นก็คือ
โพลเตอร์ไกสต์แห่งสถานีเซนต์อีน็อค คาดกันว่ามันคือวิญญาณของผู้เสียชีวิตช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ต้องสังเวยให้กับระเบิดของฝ่ายตรงข้าม ระเบิดถูกทิ้งปูพรมไปทั่วบริเวณสถานีแห่งนี้ ส่งผลทำให้มีผู้เคราะห์ร้ายเสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก
ซึ่งในอดีตที่ตรงนี้เคยเป็นอาคารที่ถูกสร้างในแบบจาคอเบียนสไตล์ ตกแต่งกำแพงด้วยอิฐสีแดงอันสวยงาม ถูกใช้เป็นจุดจำหน่ายตั๋วและสำนักงานใหญ่ของบริษัทกลาสโกว์ดิสทริคซับเวย์เรลเวย์คัมปะนี โดยการพบกับโพลเตอร์ไกสต์ดังกล่าว ก็มาจากปากคำของเหล่าพนักงานของที่นี่
การพบเจอครั้งแรกเริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 1942 ข้าวของในตึกเกิดสั่นขึ้นมาได้เอง จากนั้นก็ขยับตัวและลอยขึ้นต่อหน้าต่อตาของพนักงาน และนอกจากนี้ก็ยังพบว่ามีสารสีเทาเขียว ปรากฏขึ้นที่ตรงบริเวณกำแพงมุมหนึ่งในห้องเก็บเอกสาร มีเลขาคนหนึ่งยืนยันว่าเธอโดนทุบศีรษะจนน็อคลงไปบนพื้น ทั้ง ๆ ที่ตรงนั้นมีเธออยู่ยืนเพียงคนเดียว และก็ยังมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของบริษัทรายงานว่า อยู่ดี ๆ เชือกผูกรองเท้าทั้งสองข้างของเขา ก็โดนใครไม่รู้จับมาผูกติดไว้ด้วยกัน ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นทุกคนกำลังประชุมบอร์ดกันอยู่ โดยในปัจจุบันตึกดังกล่าวได้ถูกปรับเปลี่ยนไปเป็นร้านกาแฟแล้ว


ตึก Under Ground ปัจจุบันกลายเป็นร้านกาแฟชื่อ Caffee' Nerd


The Gurning Man แห่งเมืองกลาสโกว์


ภาพจาก: John Keates

แต่ไหน ๆ เราก็พูดถึงตำนานและเรื่องเล่าของผีที่อยู่ใต้ดินเมืองกลาสโกว์มา 9 เรื่อง ก็คงขาดไม่ได้ที่จะพูดถึงตำนานอีกเรื่อง ผีร้ายที่คอยหลอกหลอนผู้คนให้อยู่ในความหวาดกลัว ซึ่ง
Gurning Man (เกิร์นนิ่งแมน) แห่งกาสโกว์ก็คือหนึ่งในเรื่องเล่านั้น !


ย้อนกลับไปในช่วงปลายยุคปี ค.ศ. 1970 เกิร์นนิ่งแมนก็คือเรื่องหนึ่งที่ถูกเล่าขานกันไปทั่วเมือง โดยในเรื่องเล่านั้นว่ากันว่ามันจะมีวิญญาณผีร้ายตนหนึ่ง เที่ยวออกอาละวาดอยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1976 ถึง ค.ศ. 1979 มันจะเลือกเหยื่อเฉพาะที่เป็นผู้หญิง และจะออกทำการเฉพาะเวลาตั้งแต่สามทุ่มถึงตีสี่


วิญญาณของมันถูกระบุเอาไว้หลายคำนิยาม ตั้งแต่คำว่า บ้าคลั่ง ชอบการทรมาน ไปจนถึงพวกวิกลจริต พยานบางคนที่ต้องพบกับมันล้วนตกอยู่ในสภาพขวัญกระเจิง เพราะหลังจากที่มันปรากฏตัวขึ้นต่อหน้า พวกเขาก็จะไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ที่เดิมได้จนต้องย้ายหนี เกิร์นนิ่งแมนจะคอยหลอกหลอนหญิงสาวตั้งแต่ตามถนนไปจนถึงในบ้าน มันไม่เหมือนกับวิญญาณดวงใดที่เราเคยรู้จัก เพราะเหล่าผู้คนที่ได้พบล้วนบอกว่า มันปรากฏกายขึ้นมาในร่างของมนุษย์


หนึ่งในเหตุการณ์ที่ไม่พึงปรารถนานั้น มันเกิดขึ้นกับหญิงวัยกลางคนนางหนึ่ง เธออาศัยอยู่ในบ้านแฝดกับสามีและลูกสาว 2 คน จากคำบอกเล่าของเธอบอกว่า คืนหนึ่งเธอต้องตื่นขึ้นมาเพราะได้ยินเสียงคำรามปริศนาดังขึ้นในห้องนอน ซึ่งตอนแรกนั้นเธอคิดว่ามันน่าจะเป็นเสียงกรนของสามี แต่แล้วเธอก็เริ่มสัมผัสได้ว่าเสียงมันดังมาจากตรงปลายเตียง นั่นจึงทำให้ขนหัวของเธอลุกชูชัน เธอค่อย ๆ ยกศีรษะขึ้นจากหมอนเพื่อสำรวจรอบห้อง แล้วเธอก็ได้พบกับชายคนหนึ่งกำลังยืนอยู่ปลายเตียงตรงนั้น พอแสงจันทร์สาดส่องเข้ามาในห้อง ภาพที่อยู่ตรงหน้าของเธอก็คือ มันกำลังใช้มือลูบหน้าอกตัวเอง ในขณะที่ปากก็แสยะยิ้มอยู่บนใบหน้าอันหื่นกระหาย

ภาพจาก: Hugo Sleestak

เธอถึงกับกรีดร้องด้วยความหวาดผวา จนเสียงนั้นปลุกสามีที่กำลังหลับให้ตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ และด้วยสัญชาตญาณแห่งความเป็นชาย คุณสามีก็กระเด้งออกจากที่นอนไปอยู่ตรงสวิทช์ไฟห้อง เขารีบเปิดไฟทันทีทั้ง ๆ ที่ยังงัวเงีย แล้วเขาก็ถามกับภรรยาว่ามีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า ? พอเธอเงยหน้าขึ้นมาดู เธอก็พบว่าร่างของชายคนนั้นได้หายตัวไปแล้ว


โดยปกติเหตุการณ์ประมาณนี้มันก็น่าจะหมายถึงพวกย่องตอดยามค่ำคืน ไม่ก็เป็นแค่โรคกลัวความมืดที่คิดไปเอง แต่สองคืนต่อมาก็มีหญิงสาววัยรุ่น 2 คน ได้พบเจอเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกันแบบนี้อีก ซึ่งครั้งนี้ก็เกิดขึ้นห่างจากบ้านของเหยื่อรายแรกไปไม่ถึง 100 เมตรด้วยซ้ำ


เหยื่อสาววัยรุ่นทั้งสองเป็นเพื่อนกัน พวกเธอเดินเท้ากลับบ้านหลังจากงานปาร์ตี้จบลง ตอนนั้นก็มันดึกมากแล้วแต่ตามท้องถนนยังคงมีแสงไฟที่สาดส่องมาจากดวงจันทร์ และด้วยเหตุนี้ก็ได้ทำให้เธอทั้งสองรู้สึกได้ว่ามีคนท่าทางแปลก ๆ ยืนอยู่ พวกเธอระบุว่าชายคนนี้น่าจะอายุประมาณ 50 ปี หัวล้าน ร่างกายผอมแห้งอยู่ในชุดเลียวตาร์ดรัดรูปสีดำ มันยืนอยู่ใต้แสงไฟส่องถนนทำทีท่าไม่น่าไว้วางใจจนใคร ๆ ก็ต้องรู้สึกได้


หญิงสาวทั้งสองรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา จากที่เมื่อครู่ยังพูดจาสนุกสนานก็ต้องหยุดลงทันที พวกเธอพยายามเร่งผีเท้าให้เดินผ่านชายแปลก ๆ คนนั้นให้เร็วที่สุด จนพวกเธอเดินผ่านชายคนนี้ก็สามารถมองเห็นความแปลกประหลาดได้ชัดเจน ใบหน้าท่าทางที่ผิดเพี้ยน รอยยิ้มที่ไม่รู้ว่าเขายิ้มหรือกำลังเจ็บปวด และเสียงคำรามในคอที่ดังออกมาจนน่ากลัวนั่นอีก พวกเธอจึงรีบเร่งฝีเท้าให้เดินเร็วขึ้น จนทนไม่ไหวก็ถึงกับต้องวิ่งหนีไปด้วยความหวาดกลัวสุดขีด หนึ่งในหญิงสาวนั้นตัดสินใจหันกลับมามองเผื่อว่าชายคนนั้นจะวิ่งตามมาหรือเปล่า แต่แล้วเธอก็ต้องประหลาดใจ เพราะชายคนดังกล่าวได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

Unknown Source

หญิงสาววัยรุ่นทั้งสองบอกกับตำรวจว่า มันเป็นไปไม่ได้เพราะช่วงเวลามันแค่เสี้ยววินาที ชายคนนั้นจะหายตัวไปเร็วขนาดนั้นได้อย่างไร และบนถนนสายนั้นก็ไม่มีจุดตรงไหนให้ซ่อนตัวด้วย ซึ่งการหายตัวไปแบบปริศนาของชายคนนี้ก็ได้กลายมาเป็นประเด็นหลักที่พยานทุกคนพบเห็น


ยกตัวอย่างเช่น มีหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่ง เธอกำลังหยิบขวดนมออกมาจากช่องส่งนม แล้วเธอก็ได้เห็นชายร่างผอมในชุดสีดำกำลังยืนจังก้าอยู่กลางถนน เธอเล่าว่าชายคนนี้เคลื่อนที่ด้วยลักษณะแปลกประหลาด เยื้องย่างด้วยความเร็วเข้ามาหาแบบตะแคงซ้ายทีขวาที และเมื่อเธอกระพริบตาไปเพียงครั้งเดียวชายคนนั้นก็หายไปจากสายตาของเธอ ที่ต้องยืนงงต่อไปด้วยความหวาดกลัวตรงนั้น


มีรายงานการพบเห็นเกิร์นนิ่งแมนมากถึง 17 ครั้ง ทุกครั้งเกิดขึ้นในบริเวณย่านครอสฮิลของเมืองกลาสโกว์ โดยตั้งแต่ปี ค.ศ. 1976 ถึง ค.ศ. 1979 มีผู้พบเห็น 11 รายเจอเขาอยู่บนถนน ที่เหลืออีก 6 รายบอกว่าพบอยู่ภายในบ้านของพวกเขา โดยสองจากหกคนดังกล่าวเชื่อว่าเขาน่าจะเป็นพวกนักย่องเบา เพียงแต่หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาถึงที่เกิดเหตุ พวกเขาก็ไม่พบร่องรอยของการงัดแงะหรือสัญญาณใด ๆ ที่จะยืนยันว่าเกิดการย่องเบาในบ้านของทั้งคู่ และนั่นจึงทำให้เรื่องราวของเกิร์นนิ่งแมนยังคงเป็นปริศนามาจนถึงทุกวันนี้


โดยทั้งเรื่องเล่าของผีในระบบรถไฟใต้ดินและเกิร์นนิ่งแมนแห่งกลาสโกว์นั้น มันเป็นเรื่องราวที่เราต้องใช้วิจารณญาณประกอบการรับชม เพราะเอาเข้าจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นประเทศไหน ยามค่ำคืนมันก็ไม่ใช่ช่วงเวลาที่ใครควรจะออกมาเดินทางหรือหลีกเลี่ยงได้ก็น่าจะดีกว่า เพราะที่น่ากลัวกว่าผีก็คือผู้ร้ายที่แฝงกายอยู่ในเงามืด ดังนั้นขอให้ทุกคนใช้ชีวิตกันด้วยความไม่ประมาทจะดีกว่านะครับ

"แฮ่ !!!"

หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ และอย่าลืมทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี !

แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา:
British Paranormal/Ghosts of Glasgow Subway
British Paranormal//The Gurning Man of Glasgow

26 มกราคม 2561

มิติที่ 6 | The Kelly Hopkinsville คืนปริศนาแห่งเคลลี่ฮอพกินส์วิลล์ !!!



ย้อนเวลากลับไปในช่วงหน้าร้อนของปี ค.ศ. 1955 ในรัฐเคนตักกี้ มีเมืองเล็ก ๆ เมืองหนึ่งที่ชื่อว่า "ฮ็อพกินสวิลล์" ตอนนั้นเวลาประมาณห้าทุ่ม มีรถยนต์สองคันวิ่งมายังสถานีตำรวจด้วยความเร่งรีบ ในรถมีผู้ใหญ่ห้าคนกับเด็กอีกจำนวนหนึ่ง พวกเขาออกมาจากรถด้วยทีท่าอันตื่นตระหนก และบอกกับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยน้ำเสียงไม่ปกติว่า...
“พวกเราต้องการความช่วยเหลือ ! พวกเราเพิ่งซัดกับมันมาตั้งสี่ชั่วโมง !!!”


กดเพื่อดูคลิปที่นี่


มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ ในวันศุกร์สะดวกสัปดาห์นี้ เราจะนำเรื่องราวปริศนาน่ากลัวที่เคยเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 60 ปีก่อน เรื่องราวของการเผชิญหน้ากับสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่ามันมาจากนอกพิภพ ว่าแท้ที่จริงแล้ว... มันคืออะไรกันแน่ !?


คำอธิบายต่าง ๆ ของพวกเขาต่อมาก็ได้ถูกกลุ่มนักยูเอฟโอวิทยาเรียกเหตุการณ์นี้ว่า เคลลี่ฮ็อพกินส์วิลล์เอ็นเคาน์เตอร์ หรือ การเผชิญหน้าแห่งเคลลี่ฮ็อพกินส์วิลล์ เรื่องราวของสัตว์ประหลาดตัวเล็ก ๆ ที่ลงมาจากยานอวกาศ พวกมันบุกเข้ามารุกรานถึงเรือนชานบ้านช่อง สองครอบครัวที่อยู่ในบ้านต้องป้องกันตัวด้วยการใช้ปืน พวกมันบุกกันมาหลายตัว
พวกเขาเห็นใบหน้าของมันจากทางหน้าต่าง ตัวหนึ่งแอบมาดึงผมสมาชิกในบ้าน ตัวอื่น ๆ ถูกพบว่าลอยวนเวียนอยู่รอบบริเวณ บางตัวบินลอยขึ้นไปบนหลังคา ไม่มีใครสามารถจับตัวพวกมันได้ ซึ่งเรื่องราวที่ดูแล้วน่าจะเกิดขึ้นจริงนี้ก็ส่งผลให้ทางตำรวจ รีบสนธิกำลังจากหน่วยต่าง ๆ ตั้งแต่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น 4 นาย หน่วยพิเศษจากรัฐ 5 นาย เจ้าหน้าที่นายอำเภอ 3 นาย ที่ได้ถูกขอกำลังมาจากเขตปกครองข้างเคียง และสารวัตรทหารอีก 4 นายจากกองทัพที่ฟอร์ทแคมพ์เบล ทุกหน่วยพร้อมจะเปิดฉากการต่อสู้ครั้งสำคัญ เพียงแต่เมื่อทุกฝ่ายไปถึงที่เกิดเหตุ พวกเอเลี่ยนเหล่านี้มันก็หายตัวไปหมดแล้ว


ฮ็อพกินสวิลล์คือเมืองเล็ก ๆ ในย่านชนบทของรัฐเคนตักกี้ ส่วนเคลลี่ก็เป็นเพียงชุมชนเล็ก ๆ ที่ห่างออกไปทางเหนือไม่กี่ไมล์ ชุมชนนี้แทบจะไม่ได้มีความเปลี่ยนแปลงใด ๆ มากว่าครึ่งศตวรรษ พื้นที่แถบนี้ของรัฐเคนตักกี้ก็เป็นที่ราบลุ่ม ไม่มีเนิน ไม่มีภูเขาใด ๆ อยู่ในระยะสายตา พื้นที่ต่าง ๆ ถูกตัดแบ่งด้วยพันธุ์ไม้ธรรมชาติ

ตอนนั้น นางเกลนนี่ แลงฟอร์ด ได้อยู่ในบ้านเช่า วันนั้นลูกชายสามคนพร้อมภรรยา และเพื่อนชื่อเรย์ เทเลอร์จากเพ็นซิลเวเนียที่มาพร้อมกับลูก ๆ ได้แวะมาที่นี่เพื่อทานอาหารเย็น จนเวลาประมาณหนึ่งทุ่ม บิลลี่ เรย์ก็อาสาที่จะแบกถังไปตักน้ำที่บ่อใกล้ ๆ และตอนนั้นเขาก็ได้เห็นแสงไฟกระพริบปริศนาลอยอยู่เหนือศีรษะ
โดยในเรื่องนั้นถูกระบุว่ามันคือ UFO จำนวนมาก เพราะบิลลี่ เรย์ระบุชัดเจนว่ามันคือจานบินแน่ ๆ และพวกมันก็ร่อนลงจอดตามหลังต้นไม้ และในเวลาต่อมาทุกคนในบ้านก็เริ่มได้ยินเสียงแปลก ๆ สุนัขก็เริ่มเห่า และจากปากคำในช่วงสอบสวน ลัคกี้ ซุตตันกับบิลลี่ เรย์บอกว่า ในตอนแรกพวกเขาคิดว่าสัตว์ประหลาดพวกนั้นมันออกมาจากต้นไม้ ซึ่งพวกเขาก็ได้ใช้ปืนยิงใส่ แต่ก็ดูเหมือนพวกมันจะไม่สะทกสะท้านอะไรกับลูกปืนแม้แต่น้อย พอยิงปืนต่อพวกมันก็ลอยตัวขึ้นจากพื้นแล้วหนีไป

เกลนนี่ แลงฟอร์ด (ภาพบน) และผู้อยู่ในเหตุการณ์

พวกผู้ชายรีบวิ่งไปหยิบกล่องกระสุนมาเพิ่ม ส่วนพวกเด็ก ๆ ก็รีบไปหลบอยู่ใต้ที่นอน พอได้กระสุนมาพวกผู้ชายก็รีบยิงปืนป้องกันตัวจากทางหน้าต่าง เพราะตอนนั้นพวกเขาเริ่มเห็นใบหน้าเจ้าสัตว์ประหลาด ปรากฏขึ้นมาอย่างชัดเจนที่บริเวณดังกล่าวแล้ว สถานการณ์ตอนนี้ไม่ต่างกับสวนสนุก เพียงแต่มันไม่สนุกเพราะพวกมันทำให้ทุกคนหวาดกลัว เจ้าพวกนี้มันเป็นตัวอะไรกันแน่ !? ทุกคนพูดเหมือนกันว่า


"มันยกพวกมาประมาณ 12 -15 ตัว ดวงตาโตใหญ่ มีเสาอากาศ ตัวสูงประมาณ 1 เมตร ลักษณะผอมชลูด มีขาลับเล็กที่่ดูไร้ประโยชน์ และมีมือเหมือนมนุษย์ แถมพอยิงปืนไปโดนก็มีเสียงเหมือนกับกระสุนไปกระทบกับกระป๋องด้วย"


โดยจากคำบอกเล่าสถานการณ์อันดุเดือดของพวกผู้ชายนี้ ก็มีนางแลงฟอร์ดเพียงคนเดียว ที่ยินยันว่าสถานการณ์มันไม่ได้ตึงเครียดอะไรขนาดนั้น เธอบอกว่าเจ้าสัตว์ประหลาดเหล่านี้ มันไม่น่าจะพยายามทำร้ายใครแน่ ๆ เธอแนะนำให้พวกชายหนุ่มรีบขับรถไปที่สถานีตำรวจ ซึ่งทุกคนก็ได้ปฏิบัติตามคำแนะนำนั้น


หลังจากที่ตำรวจรีบยกทัพมาถึงที่เกิดเหตุแล้วไม่พบอะไร พวกเขาก็ยังคงตรวจสอบสถานที่กันต่อถึงสองชั่วโมงครึ่ง พวกเขาพบแต่ร่องรอยของกระสุนปืนที่ถูกยิงออกมาจากทางหน้าต่าง ประทับอยู่ตามจุดต่าง ๆ ทั่วบริเวณ ไม่มีสัญญาณอะไรที่บอกว่าเคยมีสัตว์ประหลาดอยู่เลยแม้แต่น้อย จะมีก็แต่รายงานว่าพบแสงสีเขียวปรากฏให้เห็นที่บริเวณใกล้ริมรั้ว ซึ่งมันก็หายไปในวันถัดมา
รายละเอียดในส่วนนี้ถูกสันนิษฐานว่ามันน่าจะเป็นแสงสีเขียวจากฟ็อกซ์ไฟร์ ที่หมายถึงชื่อท้องถิ่นของเห็ดเรืองแสงบนไม้ที่ผุกร่อน แต่ข้อสันนิษฐานนี้ก็ไม่สามารถนำมาใช้อธิบายกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในคืนดังกล่าวอยู่ดี
สันนิษฐานว่าอาจเกิดจาก "เห็ดเรืองแสง" หรือ "เห็ดกระสือ"


เช้าวันรุ่งขึ้นเจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายกลับมาตรวจที่บ้านแห่งนี้อีกครั้ง พวกเขาได้รับแจ้งจากเพื่อนบ้านของครอบครัวนี้ว่า ตอนนี้ทุกคนในบ้านออกไปเที่ยวที่เมืองอีแวนสวิลล์ ซึ่งก็แน่นอนว่าพอเจ้าหน้าที่กลับไปพวกเขาถึงได้เดินทางกลับมา และตอนตีสามของวันถ้ดมาเจ้าสัตว์ประหลาดพวกนั้นมันก็กลับมาที่นี่อีก ไม่มีใครยิงปืนใด ๆ ในครั้งนี้ แต่เจ้าสัตว์ประหลาดกลับปรากฏตัวขึ้นมา พร้อมกับเสียงขูดขีดดังไปทั่วบ้าน รวมไปถึงเสียงเดินของมันที่บนหลังคาด้วย


ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเรื่องราวนี้ก็เริ่มถูกพัฒนากลายเป็นเรื่องเล่า เหมือนกับเรื่องราวเกี่ยวกับเอเลี่ยนอื่น ๆ ที่เคยได้ยินกันมาบ้างในมิติที่ 6 เช่นในเรื่อง Flatwoods monster !!!

เหตุการณ์ที่ฮ็อพกินสวิลล์ครั้งนี้ ได้กลายมาเป็นหนึ่งในสุดยอดบันทึกเหตุการณ์ใหญ่ ที่ถูกบันทึกไว้ในหนังสือชื่อ The Big Book of UFOs ที่ในใจความตอนหนึ่งเขียนเอาไว้ว่า...


"คดีเหตุการณ์ที่เคลลี่ฮ็อพกินสวิลล์ ถือเป็นหนึ่งในปริศนาที่มีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย"




ดร.เจ อัลเลน ไฮเนค ผู้เป็นแนวหน้าของกลุ่มวิจัยยูเอฟโอได้กล่าวถึงเรื่องนี้เอาไว้ว่า...
"คดีเคลลี่ฮ็อพกินสวิลล์ดูเหมือนจะเป็นเหตุการณ์ผิดปกติ และไม่มีอะไรถูกต้องตามตรรกะที่ควรเป็น ซึ่งเรื่องนี้ตัวคดีถือว่ามีความน่าสนใจ และนักสืบต่าง ๆ ก็มองว่า มันคือกรณีศึกษาเกี่ยวกับการเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตจากนอกพิภพ"

โดยงานพิมพ์ครั้งแรกเกี่ยวกับเรื่องนี้ ได้ถูกนำมาเผยแพร่อีกครั้งในงานฉลองครบรอบ 50 ปี ของเหตุการณ์ในฮ็อพกินสวิลล์ชื่อ เทศกาลมนุษย์จิ๋วตัวเขียว เมื่อปี ค.ศ. 2005 มีการว่าจ้างนักสืบเรื่องราวลี้ลับอย่าง โจ นิคเคล แห่งเว็บไซต์ CSI Corp มาพูดถึงเรื่องราวแปลก ๆ ที่เคยเกิดขึ้น

"โจ นิคเคล" นักสืบเรื่องราวลี้ลับ

โจได้ทำการบ้านใช้เวลาหลายวันในการสอบถามพยานที่ยังมีชีวิตอยู่ และได้ค้นหาเอกสารบันทึกจากหนังสือพิมพ์เก่า รวมไปถึงหนังสือพิมพ์ชื่อ เคนตักกี้นิวอีร่า ที่เคยเผยแพร่บทความจำนวน 12 หน้า ในชื่อสั้น ๆ ว่า...
“มันมาจาก เคลลี่ !”

รวมไปถึงเอกสารรายงานเหตุการณ์พร้อมภาพวาดในสมัยนั้น โดยครั้งนี้ โจ นิเคลได้ตั้งข้อสงสัยอย่างเป็นกลาง กล่าวถึงรายงานในปี ค.ศ. 1955 จากหนังสือพิมพ์เคนตักกี้นิวอีร่า ที่ระบุว่า โจ ดอริส และ บิลลี่ เรย์ เทเลอร์ ได้ให้สัมภาษณ์เอาไว้เพียงว่า ตอนนั้นเขาเห็นแสงสว่างจากดาวตก แต่ในงานเขียนภายหลังของนักเขียนคนอื่น ๆ กลับบอกว่าตอนนั้นบิลลี่ เรย์ มองเห็นยานอวกาศกำลังร่อนลงจอด พร้อมกล่าวอ้างถึงผู้คนอื่น ๆ ว่า พวกเขาคือพยานในการพบเห็นลูกไฟในคืนนั้น และยืนยันว่ามันคือยูเอฟโอ
ซึ่งถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนของความจริงที่สำคัญ เพราะหลายต่อหลายครั้งที่มีเรื่องราวคล้าย ๆ กันแบบนี้เกิดขึ้น ส่วนมากก็จะเป็นเรื่องของอุกาบาตตก ที่จะปรากฏขึ้นมาให้เห็นเป็นแสงทางยาวอยู่เสมอ และกับเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในปีดังกล่าวนั้น ก็เป็นช่วงที่กำลังเกิดฝนดาวตกแค็ปป้าไซนิดส์ ที่สามารถมองเห็นได้ในช่วงเดือนสิงหาคมตรงจุดบริเวณท้องที่ตรงนั้น ซึ่งเรื่องนี้ก็มีการบันทึกเอาไว้เช่นกันว่า มีผู้คนในบริเวณฟอร์ทแคมพ์เบลจำนวนมาก ได้เห็นปรากฏการณ์ฝนดาวตกในช่วงเวลาเดียวกันในปีนั้น


ถ้าจะมองว่าเรื่องนี้พอจะมีหลักฐานอะไรที่ชัดเจนมากกว่าบันทึกของหนังสือพิมพ์หรือไม่ ? เพราะในงานเขียนจากนักเขียนบางคน ที่ได้ระบุว่าทางกองทัพอากาศของอเมริกา เคยบันทึกเหตุการณ์เผชิญหน้าที่ชุมชนเคลลี่ในฮ็อพกินส์วิลล์ ให้ถือเป็นการพบกับสิ่งลึกลับที่ไม่สามารถระบุอัตลักษณ์ได้ และบันทึกดังกล่าวนั้นก็คือ โครงการหนังสือปกน้ำเงิน หรือ โปรเจ็กบลูบุ๊ค

ปกหนังสือบลูบุ๊ค

หมวดยูเอฟโอ

หน้าที่ 10 ระบุว่าเป็นเรื่องหลอกลวง
ซึ่งเรื่องนี้ทางนักไขปริศนาชื่อ ไบรอัน ดันนิ่ง ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับหนังสือดังกล่าวว่า บลูบุ๊คที่ว่าสามารถค้นหาอ่านได้ในโลกออนไลน์ ซึ่งเขาก็ได้ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้จนพบ และพบว่ามันมีอยู่เรื่องนี้อยู่จริง และอยู่ในหมวดหมู่วัตถุที่ไม่สามารถระบุอัตลักษณ์หรือยูเอฟโอจริง ๆ โดยเรื่องนี้ถูกบันทึกอยู่ในหน้าที่ 10 ของหมวดดังกล่าว รายละเอียดที่ว่านั้นก็คือ...


“มันคือเรื่องหลอกลวง : มันคือหนึ่งในการปฎิบัติงานที่ต้องใช้เวลาอย่างมาก จำเป็นต้องอดทนทั้งการพบเห็นที่หลั่งไหลไม่มีวันจบ คือความเชื่ออันมั่นคง คือการหลอกลวงโดยเจตนา หลาย ๆ คนเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจ หลายคนปล่อยข่าวด้วยความชาญฉลาด”

"ไบรอัน ดันนิ่ง" นักไขปริศนาชื่อดัง
และไบรอันก็ยังได้ยกตัวอย่างจากบันทึกที่มีการให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยความห่วงใยว่า


นอกจากเรื่องเหลือเชื่อในฮ็อพกินสวิลล์แล้ว ก็ยังมีคดีอื่น ๆ ถูกลิสต์อยู่ในรูปแบบเดียวกันอย่างเช่น คดีมนุษย์จิ๋วตัวสีเขียวแห่งฮ็อพกินสวิลล์ เพียงแต่ในคดีหลังนี้ทางกองทัพอากาศไม่ได้ให้ความเห็นใด ๆ แต่อย่างไรในเบื้องต้น จากคำจำกัดความของคดีฮ็อพกินสวิลล์นั้น มันก็พอจะทำให้เขาทราบความคิดของทางกองทัพได้อยู่แล้ว
ซึ่งไบรอันก็ยังกล่าวต่ออีกว่า หลังจากที่เขาพยายามจะขุดค้นให้ลึกลงไป เขาก็พบว่ามันมีเหตุผลดี ๆ ที่ทำให้ทางกองทัพอากาศปัดคดีนี้ให้อยู่ในจุดไม่สำคัญ ซึ่งไม่สำคัญที่ว่านั้นก็คือ ทางกองทัพบันทึกคดีนี้เอาไว้โดยไม่มีการระบุวันเดือนปีที่เกิดเรื่อง ซึ่งนั่นมันก็หมายความว่าพวกเขาไม่เคยบันทึกว่ากองทัพได้เคยส่งใครไป หรือทำอะไรเกี่ยวกับคดีนี้แม้แต่ครั้งเดียว นอกจากคำอธิบายที่ระบุว่ามันเป็นเรื่องหลอกลวง !


ส่วนเรื่องของสารวัตรทหารสี่นายที่ได้เข้ามาร่วมกับตำรวจท้องที่ เพื่อช่วยเหลือในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคืนนั้น จริง ๆ แล้วพวกเขามาจากกองทัพบกไม่ใช่กองทัพอากาศ และไบรอันก็ไม่พบบันทึกอะไรเลยที่ระบุว่า ใครกันแน่ที่ติดต่อร้องขอให้พวกเขามา แต่ก็อาจเป็นไปได้ว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจอาจเป็นผู้ร้องขอเจ้าหน้าที่พร้อมอาวุธ เนื่องจากได้รับแจ้งว่าผู้ประสบเหตุต้องใช้ปืนยิงเพื่อป้องกันตัวหรือเปล่า ? เพราะบันทึกที่ไบรอันพบนั้นไม่มีตรงไหนระบุไว้เลยว่า มีการขอกำลังจากกองท้พเพื่อจะไปรบกับเอเลี่ยน


นอกจากข้อมูลการติดต่อกับกองทัพแล้ว ไบรอันก็ยังพบว่ามีความสับสนเกี่ยวกับขนาดของปืนที่ผู้ประสบเหตุนำมาใช้ ที่ดูจะยิ่งใหญ่เกินกว่าความเป็นจริงที่เล่ากันมา โดยในงานฉลองห้าสิบปีดังกล่าว ทางโจ นิคเคลเอง ก็ได้ยกรายงานจากสถานีตำรวจ รวมไปถึงรายงานข่าวที่สามารถหาอ่านได้ จากหนังสือพิมพ์เคนตักกี้นิวอีร่าเมื่อปี ค.ศ. 2005 ที่ระบุว่าจริง ๆ แล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจพบเพียงรูกระสุนปืนเพียงรูเดียว ที่เกิดจากกระสุนปืนขนาด .22 โดยปืนของลัคกี้ ซุตตั้นคือปืนสั้น ส่วนบิลลี่ เรย์นั้นมีปืน .22
ซึ่งเรื่องนี้ก็มีบันทึกระบุว่า มีพยานจากบ้านรอบ ๆ ยืนยันไว้เหมือนกัน โดยเหล่าเพื่อนบ้านดังกล่าวได้ให้ข้อมูลไว้ในบันทึกของหนังสือพิมพ์ว่า พวกเขาได้ยินเสียงปืนดังขึ้นมาทั้งสิ้น 4 ครั้ง ซึ่งตอนแรกก็ไม่มีใครสนใจอะไร เพราะนึกว่าเป็นเสียงจากพลุดอกไม้ไฟเท่านั้น


นั่นก็อาจหมายความได้ว่า จริง ๆ แล้วในคืนดังกล่าวครอบครัวที่พบกับสัตว์ประหลาดเหล่านี้ อาจไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวกับสิ่งที่เห็นมากมายนัก และก็เป็นไปได้เช่นกันว่าพวกเขาเดินทางไปหาเจ้าหน้าที่ตำรวจตามความเป็นจริง โดยข้อมูลจากลัคกี้ ซุตตันที่มาจากนักยูเอฟโอวิทยาต่างระบุว่า มันคือข้อมูลที่ใช้ยืนยันว่ามีเอเลี่ยนมาที่นั่นในคืนนั้นจริง ๆ เพราะเป็นไปไม่ได้ที่ลัคกี้จะสร้างเรื่องทั้งหมดขึ้นมา

Unknown Source

ไบรอัน ดันนิ่งก็ให้แง่คิดส่วนตัวของเขาว่า มันก็น่าจะเป็นเช่นนั้นจริง ๆ เพราะคนเราลองได้เจออะไรผิดปกติ ย่อมไม่มีทางสร้างเรื่องอะไรมาโกหกกับทุกคนอย่างแน่นอน เพียงแต่จะมีผู้ประสบเหตุแบบไหนบ้าง ที่จะสามารถระบุรายละเอียดสิ่งที่เขาเห็นในความมืดได้อย่างถูกต้อง ซึ่งถ้าจะให้พูดกันเข้าใจง่าย ๆ ล่ะก็ เขาหมายถึงคนที่กำลังตกใจหรือตื่นกลัวนั้น จะมองเจ้าตัวที่ระบุว่าตาโตขาลีบว่ามันน่าจะเป็นตัวอะไรได้บ้าง ?


ซึ่งเรื่องนี้โจ นิคเคลได้ค้นคว้าจากข้อมูลต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับข้อมูลของนักวิจัยชาวฝรั่งเศสชื่อ รีโนด เลอเคลท ที่เคยบันทึกเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้เมื่อปี ค.ศ. 2001 โดยถ้อยคำของรีโนตในบันทึกดังกล่าว มันออกจะดูไม่ค่อยให้ความเคารพในเหตุการณ์นี้สักเท่าไหร่ แต่ใจความโดยรวมแล้วรีโนดได้ให้ความเห็นออกมาว่า เจ้าสัตว์ประหลาดที่คนในครอบครัวเห็นคืนนั้น แท้จริงแล้วมันคือ "นกฮูกเขาใหญ่" ขนาดตัวของมันยาวประมาณหกสิบเซ็นติเมตร
ข้อมูลที่รีโนด เลอเคลท ระบุว่าน่าจะเป็น "นกฮูกเขาใหญ่"
และในรายงานที่ระบุว่าครอบครัวนี้พบเจ้าสัตว์ประหลาดดังกล่าวเป็นจำนวน 12 ถึง 15 ตัวนั้น มันก็เป็นไปได้ว่าแต่ละคนเห็นนกฮูกตัวนี้กันคนละครั้งในเวลาเดียวกัน เพราะเราต้องไม่ลืมว่าช่วงเวลาเกิดเหตุคือตอนกลางคืน และไม่มีไฟภายนอกติดตั้งเอาไว้แม้แต่ดวงเดียว การปรากฏตัวของนกฮูกเขาใหญ่สักตัว มันก็เลยน่าจะถูกพบกันคนละครั้ง
จากข้อมูลของรีโนดได้ระบุว่าช่วงที่เกิดเหตุตรงกับเดือนสิงหาคม ตอนนั้นเป็นช่วงที่นกฮูกพวกนี้จะเริ่มออกหาอาหารไปเลี้ยงลูก และพฤติกรรมเข้าโจมตีผู้คนนั้น มันก็น่าจะเกิดจากความพยายามป้องกันตัวของมัน เพราะเป็นไปได้สูงว่า บริเวณที่ซุตตันกับเทย์เลอร์พบมัน จะมีรังนกฮูกที่มีลูกน้อยของมันอยู่ภายในนั้นด้วยแน่ ๆ เพราะตามปกตินกฮูกชนิดนี้จะออกหากินด้วยการล่าเหยื่อ ตั้งแต่ช่วงดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว


โดยทางโจ นิคเคลนั้น ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับเราว่า จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลสนับสนุนเกี่ยวกับการพบเห็นจานบิน มันอาจเกิดจากความตื่นเต้นผสมกับความมืดในยามค่ำคืน โดยเหตุการณ์ในปี ค.ศ. 1955 ที่เกิดขึ้น สามารถอธิบายได้ว่ามันคือการเห็นดาวตก พร้อมกับการถูกนกฮูกออกมาโจมตีนั่นเอง


ซึ่งสำหรับมิติที่ 6 แล้ว เจ้าสัตว์ประหลาดที่ว่ามันจะเป็นนกฮูกจริงหรือเปล่า ? คำตอบก็คงต้องบอกกันตรง ๆ ว่าเราไม่ทราบ เพราะถึงแม้เหล่านักสืบปริศนาจะออกมาไขข้อข้องใจกันไปหลายประเด็นแล้ว แต่ก็ไม่มีใครสามารถหาพยานหลักฐานมายืนยันคำอธิบายเหล่านี้ เพราะเรื่องมันเกิดมาแล้วตั้งหกสิบกว่าปี ก็นานมากสำหรับคนที่ยังมีชีวิตมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1955 หลักฐานยืนยันก็สูญหายไปจนหมด เหลือแต่เพียงรายงานจากหนังสือพิมพ์และหนังสือยูเอฟโอเพียงเท่านั้น


และนั่นก็เลยอยากให้เราตั้งคำถามกับท่านผู้ชมโดยการโหวตผ่านระบบสอบถามของยูทูป ด้วยการกดที่เครื่องหมาย ( i ) ว่าท่านคิดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชุมชนเคลลี่เมืองฮอพกินสวิลล์ดังกล่าว มันน่าจะเป็นอะไรกันแน่ ?
  • ยูเอฟโอจากต่างดาวส่งกองกำลังมาทำร้ายชาวบ้าน
  • ดาวตกและนกฮูกเขาใหญ่บินออกมาป้องกันตัวเท่านั้น

แฟนอาร์ตมนุษย์ต่างดาวที่ฮ็อพกินส์วิลล์

แล้วอย่าลืมติดตามรายการมิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ พร้อมกับที่มาของมันกันได้ทุกวันศุกร์สะดวก และหลังจากจบรายการแล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ และอย่าลืมทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี !

แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา: Skeptoid