ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันศุกร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ ไขปริศนา Robert The Doll ตุ๊กตาอาถรรพ์แห่งเมืองคีย์เวสท์ !!!




ช่วงยุคปลาย ค.ศ. 1800 โธมัส อ็อตโต้ และครอบครัว ได้ย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ในแมนชั่นแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่มุมระหว่างถนนอีตันและไซมอนตัน เมืองคีย์เวสท์ รัฐฟลอริด้า ปัจจุบันเป็นที่รู้จักกันในชื่ออาร์ติสท์เฮาส์ ซึ่งครอบครัวนี้เป็นที่รู้กันดีของคนแถบนั้นว่าพวกเขาชอบใช้ความรุนแรงกับคนรับใช้ และหนึ่งในคนรับใช้นั้นก็คือหญิงชาวไฮติที่เป็นต้นกำเนิดของเรื่องราวทั้งหมด

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญกับเรื่องราวเบา ๆ ในวันศุกร์สะดวกสัปดาห์นี้ เราจะพาคุณไปรู้จักกับตุ๊กตาอาถรรพ์ตัวหนึ่ง ที่แม้แต่ทุกวันนี้ก็ยังมีผู้คนโดนคำสาปกันอยู่เสมอมา ว่าเรื่องนี้... มันคืออะไรกันแน่ !?

เปิดชมบนยูทูป


โดยเรื่องราวนั้นมีอยู่ว่า

หลังจากที่สาวใช้ชาวไฮติถูกจ้างมาเพื่อดูแลลูกชายของครอบครัวที่ชื่อโรเบิร์ต ยูจีน อ็อตโต้นั้น ในวันหนึ่ง คุณนายอ็อตโตพบว่าสาวใช้คนนี้กำลังทำพิธีมนต์ดำบางอย่างอยู่ที่สวนหลังบ้าน และเรื่องนี้มันก็ทำให้เธอต้องถูกไล่ออกจากงานเพราะเกรงว่าสักวันสาวใช้คนนี้จะต้องก่อปัญหาอย่างอื่นขึ้นมาแน่ ๆ

แต่ก่อนที่เธอจะขนของออกไปนั้น สาวใช้ได้มอบตุ๊กตาตัวหนึ่งให้กับโรเบิร์ต มันเป็นตุ๊กตาเด็กผู้ชายความสูงสามฟุต ที่ดวงตาทำจากเม็ดกระดุมสีดำและเส้นผมของมันทำมาจากเส้นผมของมนุษย์ โดยวัสดุที่ใช้ยัดไส้ในก็คือเส้นฟางจากธรรมชาติเท่านั้นเอง

(ภาพจาก: Courtesy Key West Art & Historical Society)

ตุ๊กตาเด็กชายตัวนี้ไม่เคยถูกพบจากที่ไหน มันไม่เคยมีประวัติจากโรงงานใด หรือเคยลงโฆษณาตามหนังสือพิมพ์มาก่อน หมายความว่ามันน่าจะเป็นตุ๊กตาที่มีเพียงตัวเดียวบนโลกนี้ นั่นจึงทำให้มันกลายเป็นของพิเศษสำหรับโรเบิร์ต เขาตั้งชื่อมันตามชื่อของตัวเอง และมักจะสวมเสื้อผ้าเหมือน ๆ กับมันอยู่บ่อย ๆ

โดยชื่อที่โรเบิร์ตตั้งให้กับเจ้าตุ๊กตาตัวนี้ก็คือ โรเบิร์ตเดอะดอลล์ หรือ ตุ๊กตาโรเบิร์ต และทั้งสองก็กลายมาเป็นคู่หู โรเบิร์ตไปอยู่ที่ไหนเจ้าตุ๊กตาโรเบิร์ตก็จะต้องอยู่ที่นั่น ไม่ว่าจะไปเดินช็อปปิ้งในเมืองหรือเดินเที่ยวเล่นที่แห่งใด ช่วงทานอาหารเย็นมันก็จะได้ที่นั่งมาร่วมวงกับเขาด้วย ซึ่งสิ่งที่คนในครอบครัวยังไม่รู้นั้นก็คือ ยามที่ทุกคนเผลอโรเบิร์ตจะแอบหยิบอาหารให้มันกินทุกครั้ง พอถึงเวลานอนมันก็จะไปนอนร่วมกับเด็กชายบนเตียง ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับตุ๊กตาเช่นนี้ ในสายตาของพ่อแม่มันดูไม่ได้มีอะไรผิดปกติสำหรับเด็กทั่วไป

แต่หลังจากนั้นไม่นานแม่ของโรเบิร์ตก็ได้ตำหนิเด็กชายว่า ตัวเองชื่อโรเบิร์ตอยู่แล้วจะไปตั้งชื่อตุ๊กตาให้เหมือนตัวเองทำไม โรเบิร์ตกลับตอบแม่ของเขาว่า โรเบิร์ตนั้นเป็นชื่อของตุ๊กตา ส่วนเขาจะใช้ชื่อกลางเรียกตัวเองว่ายูจีนแทน ทำให้ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาเด็กชายก็ถูกเรียกชื่อสั้น ๆ ว่า "จีน" และเรียกชื่อตุ๊กตาตัวนั้นว่า "โรเบิร์ต"

จีนมักจะเล่าว่าเขาได้ยินเสียงของเล่นในห้องพูดคุยกับเจ้าโรเบิร์ต และเมื่อจีนพูดแทรกการสนทนาขึ้น มันก็จะมีเสียงต่ำ ๆ ของใครบางคนตอบกลับมา บางเวลาที่จีนมีปัญหาชีวิตคนในบ้านจะเป็นห่วงเขาอย่างมาก เพราะพวกเขามักจะเห็นเด็กชายหลบไปนั่งคุดคู้อยู่ที่มุมห้อง ในขณะที่ตุ๊กตาโรเบิร์ตนั่งเอนหลังอยู่ที่เก้าอี้ หรือไม่ก็นอนอยู่บนเตียงในอิริยาบถแสนสบายใจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันก็เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น

บางวันคนในบ้านจะพบว่าข้าวของต่าง ๆ ถูกรื้อกระจายจนเต็มห้อง ของเล่นของจีนก็ถูกดึงแยกส่วนไม่ก็ถูกผ่าออกเป็นชิ้น ๆ และที่ทำให้เหล่าคนรับใช้ต้องขวัญผวาก็คือ พวกเขามักจะได้ยินเสียงใครบางคนหัวเราะคิกคัก ทั้ง ๆ ที่ในห้องนั้นมันควรจะมีเพียงเด็กชายอยู่เพียงคนเดียว และเมื่อมีเหตุการณ์ผิดปกติแบบนี้เกิดขึ้นมาทีไร จีนก็มักจะบอกว่า “โรเบิร์ตเป็นคนทำ !!!” ถึงเขาจะถูกพ่อแม่ลงโทษเพราะเรื่องนี้สักกี่ครั้ง จีนก็ยังคงยืนยันว่า “มันเป็นฝีมือของโรเบิร์ต !!!”

ความน่ากลัวได้เพิ่มพูนมากขึ้น คนรับใช้ที่เข้ามาทำงานต่างพากันลาออก พอจ้างคนใหม่เข้ามาแทน พวกเขาก็ลาออกไปในเวลาอีกไม่นาน จนคนในบ้านเริ่มฉุกคิดขึ้น ว่าตอนนี้พวกเขาต้องทำอะไรสักอย่าง ป้าคนโตแนะนำให้พ่อแม่ของจีนเอาตุ๊กตาโรเบิร์ตไปซ่อนไว้ไหนก็ได้ เช่นจับมันยัดใส่กล่องไปเก็บไว้ที่ห้องใต้หลังคาเรื่องทุกอย่างก็น่าจะจบ และตั้งแต่นั้นมาตุ๊กตาโรเบิร์ตก็ถูกเก็บเอาไว้ที่นั่น

จนเวลาผ่านไปอีกหลายปีโรเบิร์ต ยูจีน อ็อตโตได้เติบโตขึ้น เขาย้ายออกมาจากบ้านหลังนี้เพื่อใช้ชีวิตของตัวเองอยู่นาน ตอนนี้เขาทำงานเป็นศิลปินและมีภรรยาเหมือนคนปกติทั่วไป

"ยูจีน อ็อตโต" เจ้าของตุ๊กตาโรเบิร์ตและภาพวาดของเขา

แต่แล้วที่บ้านเก่าของเขาก็เกิดเรื่องใหญ่ขึ้น พ่อของเขาได้เสียชีวิตไปและนั่นจึงทำให้ยูจีนอยากจะกลับมาอยู่ที่บ้านหลังเดิมอีกครั้ง เพราะเขามองว่าบ้านเก่าหลังนี้เหมาะสมที่จะใช้ทำงานศิลปะของเขาเป็นอย่างมาก ซึ่งภรรยาของเขาเองก็ไม่ขัดข้อง และทั้งสองจึงย้ายครอบครัวกลับมาอยู่บ้านนี้ในเวลาต่อมา

บ้านของโรเบิร์ต หรืออาร์ติสท์เฮาส์
(ภาพจาก: Thehotelguru)

จนกระทั่งวันหนึ่งยูจีนได้ขึ้นไปบนห้องใต้หลังคาเพื่อทำความสะอาด แล้วเขาก็ได้พบกับเพื่อนเก่าอีกครั้ง ตุ๊กตาโรเบิร์ตที่ถูกเก็บไว้ในกล่องเก่า ๆ ใบนั้น เขาค่อย ๆ นำมันออกมาปัดฝุ่น หาเสื้อผ้าสมัยเด็กของตัวเองมาเปลี่ยนให้ ยูจีนกลับมาเป็นคนติดตุ๊กตาอีกครั้ง ซึ่งภรรยาของเขาก็ไม่ค่อยจะชอบใจเท่าไหร่นัก

ยูจีนพาเจ้าตุ๊กตาโรเบิร์ตติดตัวไปยังทุกหนทุกแห่งเหมือนเมื่อครั้งก่อน จับมันไปนั่งบนเก้าอี้เล็ก ๆ ตัวเดิม แอบนั่งคุยกับมันในช่วงที่ภรรยาของเขานอนหลับอยู่ ห้องนั่งเล่นตอนนี้ก็กลายมาเป็นอาณาจักรของเจ้าโรเบิร์ตไปเสียแล้ว ภรรยาของเขารู้สึกไม่ดีและนำตุ๊กตาโรเบิร์ตกลับไปเก็บไว้ที่ห้องใต้หลังคาตามเดิม

และจากนั้นเป็นต้นมาชีวิตคู่ของทั้งสองก็ค่อย ๆ แย่ลง ภรรยาของเขากลายเป็นบ้าและเสียชีวิตไปโดยไม่ทราบสาเหตุ จนเวลาผ่านไปไม่นานโรเบิร์ต ยูจีน อ็อตโตก็เสียชีวิตตามไป

ต่อมาก็มีเสียงร่ำลือเกี่ยวกับเจ้าตุ๊กตาอาถรรพ์ตัวนี้ เพราะหลังจากเพื่อนเก่าตายจาก บ้านหลังนี้ก็ถูกขายต่อให้กับครอบครัวอื่น ๆ หลายคนเล่าว่าพวกเขาเคยได้ยินเสียงปีศาจกำลังหัวเราะออกมาจากห้องนั่งเล่น ทั้ง ๆ ที่ในเวลานั้นไม่มีใครอยู่ที่นั่น บางครอบครัวที่ย้ายเข้ามาก็จะพบเจ้าตุ๊กตาโรเบิร์ตถูกเก็บไว้ในห้องใต้หลังคา แต่ในบางคืนพวกเขากลับพบว่ามันถูกวางอยู่นอกบริเวณบ้านโดยไม่มีใครรู้เรื่อง

เจ้าของบ้านคนใหม่บางคนก็พบว่า อยู่ดี ๆ มันมาปรากฏอยู่ที่เท้าแถมในมือยังถือมีดทำครัวเอาไว้ มีอยู่รายหนึ่งเล่าว่าตอนกลางดึกเขาเคยได้ยินเสียงคนหัวเราะคิกคักอยู่ในห้องนั่งเล่น แต่พอเปิดประตูเข้าไปก็ไม่พบอะไร แล้วทันใดนั้นเขาก็ถูกแท่งเหล็กตีเข้าที่หลังจนทรุด และได้ยินเสียงใครบางคนพูดกับเขาว่า

“แกเป็นใคร ? มาอยู่ที่นี่ทำไม ? มีอะไรกับฉันรึเปล่า ?”

และบางครอบครัวที่นำเจ้าโรเบิร์ตมาวางไว้เป็นเครื่องประดับบ้าน ก็รู้สึกได้ว่ามีใครบางคนกำลังนั่งฟังพวกเขาคุยกันอยู่เสมอ ซึ่งต่อมาก็มีสมาชิกบางคนดูออกว่า เจ้าโรเบิร์ตมันกำลังจับตามองพวกเขาอยู่จริง ๆ

และประสบการณ์สยองขวัญเหล่านี้ ต่างก็ทำให้ทุกครอบครัวหมดความอดทน ย้ายหนีออกจากบ้านหลังนี้ไปทันทีที่มีเรื่องทุกราย

ต่อมาตุ๊กตาโรเบิร์ตก็ได้บ้านใหม่ เพราะหลังจากที่เมอร์เธอร์ รอยเตอร์ ซึ่งผู้ที่ย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ เธอเข้ากันกับโรเบิร์ตได้เป็นอย่างดี จน 6 ปีต่อมา เธอได้ตัดสินใจย้ายออกจากบ้านหลังนี้เพื่อไปอยู่ที่บ้านใหม่ในแถบถนนวอนฟิสเตอร์ เธอก็ได้นำโรเบิร์ตติดตัวไปด้วย ต่อมาในปี ค.ศ. 1944 เมอร์เธอร์ที่อายุมากแล้วก็ตัดสินใจบริจาคเจ้าโรเบิร์ตให้กับทางพิพิธภัณฑ์ฟอร์ทอีสต์มาร์เทลโล่ที่อยู่ในเมืองคีย์เวสต์ให้เป็นผู้ดูแลต่อ โดยวันที่นำมันไปมอบให้นั้นเธอบอกว่า

“โรเบิร์ตมักจะชอบเดินเล่นไปรอบ ๆ บ้านอยู่เสมอ”

และต่อมาอีกไม่กี่เดือนเมอร์เธอร์ก็เสียชีวิตไปด้วยโรคชรา

ส่วนพิพิธภัณฑ์ฟอร์ทอีสต์มาร์เทลโลนั้น ได้นำตุ๊กตาโรเบิร์ตมาจัดวางไว้ในท่านั่งบนเก้าอี้โยก อยู่ในตู้กระจกตั้งแสดงไว้ให้นักท่องเที่ยวได้แวะมาชม แต่ถึงแม้มันจะได้ที่อยู่ใหม่แต่เจ้าตุ๊กตาตัวนี้ก็ยังดูน่ากลัวเหมือนเดิม เพราะมีนักท่องเที่ยวและคนงานในที่แห่งนี้ เล่ากันว่าพวกเขาเคยเห็นมันขยับตัวได้ และก็เคยมีคนเห็นว่ามันทำหน้าบึ้ง ทั้งที่จริง ๆ แล้วมันเป็นตุ๊กตาหน้ายิ้ม

(ภาพจาก:  Robert.thedoll.5/Facebook)

พนักงานคนหนึ่งได้เข้ามาทำความสะอาดเจ้าโรเบิร์ตก็ต้องประสบกับเหตุการณ์สยองขวัญ เพราะในขณะที่กำลังจะทำความสะอาดในช่วงที่พิพิธภัณฑ์ปิดทำการ อยู่ดี ๆ ไฟทุกดวงก็ดับมืดลงไปพักหนึ่ง จนเมื่อไฟกลับมาติดอีกครั้งเขาก็พบว่าเจ้าตุ๊กตาโรเบิร์ตหายตัวไป แต่พอถึงรุ่งเช้ามันก็กลับมาอยู่ในตู้กระจกตามเดิม โดยที่เท้าของมันมีร่องรอยคราบสกปรกเลอะติดอยู่ราวกับว่ามันแอบเดินออกไปที่ไหนมาสักแห่ง

บางคนเล่าว่าตุ๊กตาโรเบิร์ตมีคำสาป ถ้าคุณอยากจะถ่ายภาพของมันคุณต้องขออนุญาตมันอย่างสุภาพก่อน จากนั้นคุณก็ต้องรอดูว่ามันจะผงกหัวอนุญาตหรือไม่ ซึ่งถ้าคุณไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำนี้ คำสาปจะเข้าครอบงำคุณรวมไปถึงทุก ๆ คนที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ทันที ดังนั้นถ้าไม่อยากจะเจอคำสาป คุณก็ไม่ควรจะลองดีกับเรื่องนี้เป็นอันขาด !!!

ในปัจจุบันตุ๊กตาโรเบิร์ตยังคงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ฟอร์ทอีสต์มาเทลโลแห่งนี้ มันยังคงสวมชุดกะลาสีตัวเดิม มีตุ๊กตาสิงโตวางอยู่บนตัก และยังคงมีอาถรรพ์เหมือนกับที่เคยมีตลอดมา


--จบ--


โรเบิร์ตเดอะดอลล์ หรือ ตุ๊กตาโรเบิร์ต เป็นเรื่องราวสยองขวัญที่พูดถึงตุ๊กตาอาถรรพ์ที่หญิงรับใช้ชาวไฮติได้มอบมันให้เป็นของขวัญแก่โรเบิร์ต ยูจีน อ็อตโต ลูกชายของอดีตเจ้านายของเธอในวันก่อนที่เธอจะจากไป เพราะถูกจับได้ว่าแอบทำพิธีไสยเวทย์มนต์ดำที่สวนหลังบ้าน และตั้งแต่วันนั้นมาจนถึงปัจจุบันเจ้าตุ๊กตาตัวนี้ก็ยังคงมีอาถรรพ์ ทั้ง ๆ ที่มันถูกเก็บรักษาอยู่ในตู้กระจกของพิพิธภัณฑ์แล้วก็ตาม

สิ่งที่น่ากลัวกว่านี้ก็คือ พอเราไปสืบดูว่าตุ๊กตาตัวนี้มันมีจริงหรือไม่ ? เราก็พบว่าเจ้าตุ๊กตาโรเบิร์ตตัวนี้มันมีอยู่บนโลกใบนี้จริง ๆ และเรื่องราวของมันก็เป็นเรื่องที่ถูกเล่ากันในฟลอริด้าจริง ๆ

โดยรายละเอียดเพิ่มเติมนั้นก็คือโรเบิร์ต ยูจีน อ็อตโต้ ได้ตุ๊กตาตัวนี้มาในช่วงปี ค.ศ. 1906 จนหลังจากที่เขาเสียชีวิตไปในปี ค.ศ. 1974 ตุ๊กตาตัวนี้ก็ได้ถูกเมอร์เธอร์ รอยเตอร์ เจ้าของคนสุดท้ายนำไปบริจาคให้พิพิธภัณฑ์ฟอร์ทอีสต์มาร์เทลโลก่อนที่เธอจะเสียชีวิตไป และมันก็อยู่ที่นั่นมาจนถึงทุกวันนี้

พิพิธภัณฑ์ฟอร์ทอีสต์มาร์เทล
(ภาพจาก: Galenbeck)

นอกจากเรื่องราวที่ถูกเล่าสืบต่อกันมานั้นก็ยังมีเรื่องราวอาถรรพ์ที่นักท่องเที่ยวได้พบ ซึ่งก็จะมีตั้งแต่เหตุการณ์อย่างเช่น ถ่ายรูปแล้วถ่ายไม่ติด บางคนก็บอกว่าตอนถ่ายโรเบิร์ตทำท่านึง แต่ในรูปกลับออกมาเป็นอีกท่านึง บางคนก็บอกว่าเคยเห็นมันหลับตาได้ บางคนก็เห็นมันทำตาดุเหมือนปีศาจ บางคนก็บอกว่าถ่ายภาพออกมาแล้วเหมือนกับมันขยับหัวจนภาพเบลอ บางคนก็บอกว่าภาพที่ถ่ายได้จะเห็นเท้าของมันเบลอเหมือนขยับอยู่


เรียกได้ว่าอาถรรพ์ที่ถูกเล่าขานกันมาเหล่านี้ มันทำให้ตุ๊กตาโรเบิร์ตกลายเป็นตำนานตุ๊กตาผีที่มีอยู่บนโลกจริง ๆ กันเลยทีเดียว

แต่พอมิติที่ 6 ขุดหาข้อมูลไปลึก ๆ เราก็พบว่าแท้ที่จริงแล้วทางพิพิธภัณฑ์อีสต์มาร์เทลโล่แห่งนี้ ได้รับทราบช้อมูลสำคัญมาว่า จริง ๆ แล้วเจ้าโรเบิร์ตมันเป็นผลิตภัณฑ์จากบริษัทสเตฟฟ์ ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตตุ๊กตาแห่งแรกที่สร้างตุ๊กตาหมีเท็ดดี้แบร์ตัวที่ถูกมอบให้เป็นของขวัญแก่ประธานาธิบดีรูสเวลล์ของประเทศสหรัฐอเมริกา และเจ้าโรเบิร์ตเองก็เป็นผลิตภัณฑ์ตัวหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาแต่ไม่ได้ถูกวางจำหน่ายในฐานะของเล่น ซึ่งเรื่องนี้ทางฝ่ายประวัติศาสตร์ของบริษัทสเตฟฟ์ได้เคยบอกกับทางพิพิธภัณฑ์เอาไว้ว่า

เดิมทีมันเป็นตุ๊กตาสวมชุดตัวตลกถูกผลิตขึ้นมาเพื่อใช้ประดับบ้าน เช่น วางที่หน้าต่าง ส่วนในตำนานมันเป็นเพืยงเรื่องที่ถูกแต่งขึ้นมาจากไหนก็ไม่ทราบ เพราะตามประวัติจริง ๆ แล้วเจ้าตุ๊กตาตัวนี้มันอยู่กับโรเบิร์ตมาตั้งแต่ตอนที่เขาเกิด โดยพ่อแม่ของเขาซื้อไว้ให้เป็นเพื่อนกับยูจีน ส่วนคนรับใช้ไม่เคยนำมันมาให้เลย

ตัวอย่างตุ๊กตาประดับบ้าน

และสาเหตุที่ทางพิพิธภัณฑ์นำมาตั้งแสดงไว้ที่นี่ก็เป็นเพราะว่ามันน่ารักดี ส่วนเสื้อผ้าที่นำมาสวมใส่นั้นทางคอนเวอร์ติโต ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่หญิงของพิพิธภัณฑ์ผู้ทำหน้าที่ดูแลตุ๊กตาโรเบิร์ตก็บอกว่า มันคือเสื้อผ้าของโรเบิร์ต ยูจีน อ็อตโต้ ที่เขาเคยสวมใส่ในวัยเด็กจริง ๆ

และสิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ พิพิธภัณฑ์ฟอร์ทอีสต์มาเทลโล่แห่งนี้ มันถูกออกแบบโดยโรเบิร์ต ยูจีน อ็อตโตเช่นกัน และสาเหตุที่เมอร์เธอร์ รอยเตอร์ นำโรเบิร์ตมาบริจาคให้นั้น มันก็เป็นเพียงแค่เรื่องบังเอิญ

แต่ทีนี้พอตำนานของตุ๊กตาโรเบิร์ตถูกเล่าขานออกไป มันก็โด่งดังจนมีรายการทีวีมาถ่ายทำ โดยยกเอาภาพถ่ายของนักท่องเที่ยวบางภาพที่อ้างว่าถ่ายติดวิญญาณของตุ๊กตาตัวนี้มาให้ดูและมันก็ได้ทำให้เกิดปรากฎการณ์มีนักท่องเที่ยวแนวล่าท้าผีจำนวนมากมายแวะมาถ่ายภาพของมันกันแทบทุกวัน

ออกรายการ Deadly Possession

โดยทางเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ยังเล่าอีกว่า ทุกวันนี้โรเบิร์ตจะได้รับจดหมายจากผู้คนวันละไม่ต่ำกว่า 3 ฉบับ ซึ่งเนื้อหาในจดหมายแต่ละฉบับนั้นไม่ได้เขียนมาเพื่อชื่นชมมันเลยแม้แต่ฉบับเดียว โดยทุกฉบับนั้นจะเป็นจดหมายที่เขียนมาเพื่อขอโทษ เนื่องจากนักท่องเที่ยวเหล่านั้นได้ไปลบหลู่มันเอาไว้ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง บางฉบับก็เขียนมาขอคำปรึกษาไม่ก็เขียนมาสารภาพผิด จนปัจจุบันมีจดหมายส่งมานับพันฉบับโดยทางพิพิธภัณฑ์ก็ได้เก็บเอาไว้ทั้งหมด

รวมไปถึงถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เมื่อปี ค.ศ. 2015 ในชื่อเรื่องโรเบิร์ตแอนด์เดอะเคิร์สต์ออฟโรเบิร์ต จนเกิดกระแสมีเรื่องที่สองตามมาคือเดอะลีเจนด์ออฟโรเบิร์ตเดอะดอลล์ ที่กำลังเตรียมการถ่ายทำกันอยู่ และก็ยังมีภาพยนตร์ที่เล่าถึงที่มาของมันในชื่อ เดอะทอยเมกเกอร์ ออกมาอีกหนึ่งเรื่อง ซึ่งทั้งหมดถูกสร้างขึ้นโดยฝีมือแอนดรูว โจนส์ ผู้กำกับคนเดียวกันทั้งสิ้น


ภาพยนตร์เรื่อง The Curse of Robert และ Rober
(ภาพจาก: Courtesy of bttm.co.uk)

นอกจากจดหมายแปลก ๆ จากนักท่องเที่ยวแล้ว ก็เป็นที่รู้กันว่าโรเบิร์ตนั้นชอบขนมหวาน นักท่องเที่ยวจึงต่างนำลูกอมและขนมชนิดต่าง ๆ มาวางทิ้งไว้ตรงจุดที่ตั้งแสดงเป็นประจำ เคยมีนักท่องเที่ยวแอบวางลังใส่เป็บเปอร์มินท์ไว้ให้ถึง 8 กล่อง บางทีก็มีการ์ดลึกลับที่ไม่ได้ระบุชื่อคนส่งวางทิ้งเอาไว้ บางคนไม่รู้จะซื้ออะไรมาให้ก็วางเงินทิ้งไว้ให้ดื้อ ๆ ก็มี

"คอรี่ คอนเวอร์ติโต้" เจ้าหน้าที่ดูแลตุ๊กตาโรเบิร์ต
(ภาพจาก: Fla-keys)


ซึ่งทางเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์เองก็ยังคงยืนยันว่า ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวแนวสยองขวัญ เพียงแต่ทุก ๆ วันเธอก็มีหน้าที่ดูแลเจ้าโรเบิร์ตให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ตลอดเวลา เพราะอากาศในฟลอริด้านั้นค่อนข้างจะมีผลทำให้สภาพของมันทรุดโทรมลงทุกวัน ซึ่งเจ้าหน้าที่คอนเวอร์ติโต้เองนอกจากจะต้องดูแลมันแล้ว ก็ยังทำหน้าที่เป็นตัวแทนของเจ้าตุ๊กตาโรเบิร์ต คอยตอบคำถามและตอบจดหมายในบางฉบับด้วย

เมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2015 ที่ผ่านมา หน้าของเจ้าโรเบิร์ตก็ถูกนำไปตัดต่อกับภาพของคิม คาดาเชียน ที่กำลังยืนถือขวดแชมเปญโดยมีแก้ววางอยู่ที่สะโพกหลัง ซึ่งภาพนี้ก็มีผู้แชร์และกดไลค์กันถล่มทลาย

เพียงแต่ในบ้านเรานั้นไม่ทราบว่าเจ้าโรเบิร์ตนั้นดังมากขนาดมีแฟนเพจบน เฟซบุ๊ก กันแล้ว ซึ่งไปดูที่บางโพสต์นั้น เราจะพบความแห็นเป็นมุกตลกขำ ๆ จากแฟนคลับ ที่ดูคล้าย ๆ กับที่เราพบในประเทศไทยอย่างเช่น "ขออโหสิกรรมที่เข้ามาดู" กันด้วย

"ขออโหสิกรรมที่เข้ามาดู"

และอีกสิ่งที่เรายังไม่ทราบก็คือ เจ้าตุ๊กตาโรเบิร์ตตอนนี้ ได้เปิดเว็บไซต์อย่างเป็นทางการในชื่อ robertthedoll.org ที่ภายในเว็บไซต์จะมีภาพและเรื่องราวของมันโดยละเอียด รวมไปถึงสินค้าที่ระลึกต่าง ๆ โดยผู้ที่เปิดเว็บไซต์แห่งนี้ขึ้นมาก็คือทางพิพิธภัณฑ์ฟอร์ทอีสต์มาร์เทลโล่นั่นเอง

ทุกวันนี้ทางเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ก็ได้ใช้ตุ๊กตาโรเบิร์ตตัวนี้เป็นฑูตแห่งกำลังใจ คอยส่งของให้กับเด็ก ๆ ที่เขียนมาเล่าถึงชีวิตที่ต้องถูกเพื่อนรังแก หรือเขียนส่งมาอธิษฐานขอให้โรเบิร์ตเป็นเด็กดี ซึ่งก็เรียกได้ว่าตอนนี้โรเบิร์ตได้เป็นอะไรที่มากกว่าตุ๊กตาอาถรรพ์ไปเสียแล้ว

ผู้ดูแลพาโรเบิร์ตไปเล่นเกม 🎮

โรเบิร์ตได้กลายเป็นทูตให้กำลังใจเด็ก ๆ ไปแล้ว

พอมีผู้ถามคอนเวอร์ติโตว่าสำหรับเธอแล้วเจ้าโรเบิร์ตมันน่ากลัวหรือเปล่า ? เธอก็ตอบว่า "เธอเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันเพราะเธอไม่เคยมีประสบการณ์หลอน ไม่เคยรู้สึกไม่ดี และมองว่าสิ่งที่เธอทำอยู่ทุกวันนี้ก็คืองาน ไม่ได้มีอะไรพิเศษไปกว่านี้ แต่บางทีก็เคยคิดเหมือนกันว่าเจ้าโรเบิร์ตมันอาจจะแค่ยอมให้ทำงานที่นี่ก็เป็นได้"

ซึ่งทั้งหมดนี้มันก็ทำให้มิติที่ 6 มองว่า เรื่องราวน่ากลัวบางอย่างมันอาจจะเป็นเพียงแค่เรื่องเล่า ซึ่งถึงมันจะมีเค้าโครงมาจากเหตุการณ์จริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเรื่องเล่ามันจะเป็นเรื่องจริงไปทั้งหมด

แต่บางครั้งเราก็ควรจะเหลือที่ว่างเอาไว้ให้สำหรับตำนานอาถรรพ์กันบ้าง เพราะอย่างน้อยมันก็ทำให้เศรษฐกิจในชุมชนที่เกิดเรื่องเล่าสามารถขับเคลื่อนต่อไปอย่างสะดวก อย่างที่รู้ ๆ กันว่าความจริงนั้น..มันช่างไม่มีเสน่ห์... เอาเสียเลย !!!


อย่าลืมติดตามชมรายการมิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ พร้อมกับที่มาของมันกันได้ทุกวันศุกร์สะดวก แล้วอย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี

เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา
Creepypasta Wiki - Robert the Doll
Scary for Kids - Robert the Doll
Wikipedia - Robert (doll)
facebook - Robert The Doll

วันพุธที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 เปิดปมปริศนา คำสาปฟาโรห์ตุตันคามุน !!!




"ทุตอังค์อามูน" หรือที่เรามักจะคุ้นเคยกันในชื่อ "ตุตันคามุน" (อักษรโรมัน: Tutankhamun) เขาคือกษัตริย์ฟาโรห์องค์ที่ 12 ของราชวงศ์ที่ 18 เคยครองราชย์ช่วงปี 1332 ถึง 1323 ก่อนคริสตกาล ประวัติศาสตร์เรียกยุคนั้นว่า "อาณาจักรใหม่" ซึ่งหลังจากที่พระองค์เสด็จสวรรคตเมื่อพระชนม์ได้ 19 ชันษา ด้วยสาเหตุที่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ สามพันปีต่อมาการพักผ่อนอันยาวนานของพระองค์ก็เป็นอันต้องจบลง !!!

เปิดชมบนยูทูป

มิติที่ 6 สัปดาห์นี้เราจะพาท่านไปพบกับปริศนา คำสาปอาถรรพ์จากสุสานของฟาโรห์จากโลกอียิปต์โบราณ ที่ว่ากันว่ากลุ่มคนที่ต้องคำสาปจำนวนมากมีอันต้องล้มหายตายไปโดยไม่ทราบสาเหตุ ท่ามกลางความโกลาหลที่เข้าปกคลุมไปทั่วทุกหัวระแหง กับเรื่องราวความจริงอีกด้านที่จะทำให้พวกเราต้องพิจารณาเหตุผลของเรื่องนี้กันใหม่ !!!


เมื่อปี ค.ศ. 1922 ฮาวเวิร์ด คาร์เตอร์และคณะได้ทำการสำรววจ ณ บริเวณหุบเขากษัตริย์ของอียิปต์ร่วมกับจอร์จ เฮอร์เบิร์ท หรือที่รู้จักกันในชื่อลอร์ดคานาร์วอน (ที่ 5) ผู้เป็นทั้งเพื่อนและผู้สนับสนุนด้านการเงินในการทำงานตลอดมาเป็นเวลา 15 ปี

วันนั้นตรงกับวันที่ 19 พฤศจิกายน ค.ศ. 1922 พวกเขาก็สามารถเปิดสุสานของฟาโรห์ตุตันคามุน สุสานที่มีความงดงามที่สุดเท่าที่เคยมีผู้ค้นพบมา ซึ่งปัจจุบันถูกเรียกชื่อเป็นอียิปต์มาตรฐานว่า KV62 โดยในตอนนั้นคาร์เตอร์ได้ทำการเจาะรูทะลุผ่านสลักตราประทับ เพื่อมองเข้าไปดูข้างในนั้นมันจะมีอะไรบ้าง ?

ลอร์ดคาร์นาร์วอนเพื่อนของเขาก็เลยถามว่า
“มองเห็นอะไรบ้างไหม ?”

ฮาวเวิร์ด คาร์เตอร์ก็ได้ตอบเพื่อนของเขาไปด้วยคำพูดที่ต่อมาได้กลายเป็นประโยคฮิตว่า
"ใช่ ! เห็นสิ่งสุดยอดเข้าให้แล้ว”

แต่แล้วเจ้าสิ่งสุดยอดที่ว่านั้น มันก็กลายเป็นด้านตรงข้ามไปอย่างรวดเร็ว เพราะหลังจากนั้นพวกเขาได้มองไปที่ด้านหน้าซึ่งเป็นห้องโถงกลาง แล้วพบกับแผ่นจารึกที่ทำจากดินมีข้อความถูกเขียนเอาไว้ในภาษาอียิปต์โบราณว่า

“ปีกแห่งความตาย จะมาสังหารผู้ที่บังอาจมารบกวนความสงบของฟาโรห์”

ไม่มีใครในกลุ่มสำรวจเป็นกังวลเกี่ยวกับปีกแห่งความตายนี้สักคน นั้นก็เป็นเพราะว่าทุกอย่างบนโลกใบนี้ไม่ว่าจะผีสางหรือคำสาปไหนก็ไม่มีทางทำให้นักโบราณคดีของยุคศตวรรษที่ 20 หวาดกลัวได้ ดังนั้น สมบัติของคิงทุททุกชิ้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไม้สอยทั้งที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์และแตกหัก ไม่เว้นแม้แต่ร่างมัมมี่ของกษัตริย์เองก็ล้วนถูกขุดขึ้นมาอย่างรวดเร็วภายในวันนั้น

และต่อมามันก็ได้ทำให้เกิดตำนานใหม่ ความเชื่อเกี่ยวกับคำสาปฟาโรห์นั้นเกิดขึ้นมาจากการเปิดประเด็นของผู้คนมากมาย ที่เริ่มสังเกตพบว่ามีสมาชิกในคณะทำงานของฮาเวิร์ด คาร์เตอร์ ประมาณสองสามคน รวมถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ได้เข้าไปเยี่ยมชมในสุสานของฟาโรห์ตุตันคามุน เสียชีวิตไปอย่างปริศนาหลังจากที่กลับมาจากการเดินทางภายในเวลาไล่เลี่ยกัน

ฮาเวิร์ด คาร์เตอร์ กับพระศพตุตันคามุน

โดยนักอียิปต์วิทยาชื่อดังเจมส์ เฮนรี่ บรีสท์ ที่ได้ร่วมงานกับคาร์เตอร์ภายหลังจากการเปิดสุสานครั้งแรก เจมส์ เฮนรี่ ได้พูดถึงพนักงานส่งเอกสารที่คาร์เตอร์ได้ส่งมาทำธุรกรรมที่บ้านของเขา โดยพนักงานคนดังกล่าวบอกว่า ตอนอยู่ที่บ้านของคาร์เตอร์เขาได้ยินเสียงใครสักคนกำลังร้องไห้อยู่เบา ๆ พอมองไปที่ประตูหน้าบ้าน เขาก็เห็นงูเห่าตัวหนึ่งกำลังขดตัวอยู่ในกรงนกซึ่งมันเป็นสัญลักษณ์ของราชวงศ์อียิปต์ ในปากของมันก็กำลังคาบศพนกคานารี่หรือนกขมิ้นของคาร์เตอร์อยู่ และสิ่งนี้ก็คือจุดเริ่มต้นของข่าวลือทั้งหมด

อาเธอร์ เวย์กัล ผู้ตรวจราชการกองงานโบราณวัตถุของประเทศอียิปต์ ได้ออกมาตีความเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า งูเห่าของราชวงศ์กำลังจะทำลายบ้านของคาร์เตอร์นั่นเอง เพราะลักษณะที่เห็นมันดูเหมือนกับสิ่งที่กษัตริย์ใช้สวมใส่ที่พระเศียร และนับตั้งแต่นั้นมาสุสานของกษัตริย์ก็เริ่มจะถล่มลง โดยเหตุการณ์นี้ถูกหนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทม์นำเสนอไว้เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม ค.ศ. 1922

"อาเธอร์ เวกัล"

และการเสียชีวิตอย่างลึกลับก็ได้เริ่มต้นขึ้นเป็นรายแรก นั่นก็คือการเสียชีวิตของลอร์ดคาร์นาร์วอน เขาถูกยุงยักษ์ตัวหนึ่งกัดโดยบังเอิญในช่วงขณะที่กำลังโกนหนวด ซึ่งผลที่ตามมานั้นก็คือเขาติดเชื้อในกระแสเลือดและเสียชีวิตในสองสัปดาห์ต่อมา

โดยเหตุการนี้แมรี่ คอเรลลี่ ได้เขียนเรื่องราวผสมกับจินตนาการลงในจดหมาย ส่งให้ทางนิตยสารนิวยอร์คเวิร์ลแม็กกาซีนออกพิมพ์เผยแพร่ด้วยการเน้นไปที่เรื่องของ การลงโทษอย่างสาหัส !!! จะตามไปชำระความผิดกับทุกคนที่เข้าไปรบกวนสุสาน

"แมรี่ คอเรลลี่"

และเรื่องนี้ก็ได้กลายเป็นประเด็นขึ้นมา สื่อต่าง ๆ เริ่มตื่นตัวกับรายงานเรื่องคำสาปชิ้นนี้ โดยตอนแรกต่างก็มองว่าคำสาปมันไม่น่าจะเป็นเรื่องจริง แต่ไป ๆ มา ๆ เรื่องนี้กลับทำให้เบนิโต มุสโสลินี ผู้นำของอิตาลีในยุคนั้นเชื่อเป็นอย่างมาก เพราะเขาเคยมองว่ามัมมี่ของอียิปต์นั้นเป็นเพียงของขวัญ แต่กลับรีบออกคำสั่งให้นำร่างทั้งหมดออกไปจากทำเนียบประธานาธิบดีทันที

ต่อมาเซอร์อาเธอร์ โคนัน ดอยล์ ผู้เขียนหนังสือเรื่องเชอร์ล็อกโฮล์ม ได้ชี้ประเด็นเกี่ยวกับการเสียชีวิตของลอร์ดคาร์นาร์วอนว่า เจ้ายุงตัวนั้นมันน่าจะเกิดจากสสารของนักบวชผู้คุ้มกันสุสานฟาโรห์ตุตันคามุนนั่นเอง และสำหรับสื่อประเด็นนี้มันก็ได้กลายเรื่องใหญ่ให้ขึ้นพาดหัวกันอีกครั้ง

"เซอร์อาเธอร์ โคนัน ดอยล์"

หกสัปดาห์ต่อมาอาร์เธอร์ เวย์กัลก็ได้มาออกสื่อเล่าว่า เขาเคยเห็นลอร์ดคาร์นาร์วอนหัวเราะทำท่าตลกใส่ตอนที่เขาเข้ามายังสุสาน แล้วพูดเล่นไม่รู้เวล่ำเวลาชี้มาที่เขาแล้วบอกกับนักข่าวว่า

“ฉันจะให้หมอนี่มีชีวิตไปอีกหกสัปดาห์ก็พอ”

ซึ่งต่อมาหลังจากการชันสูตรศพของฟาโรห์โดยดร. เดอรี่นั้น ได้รายงานว่าพบรอยแผลที่แก้มซ้ายของพระองค์ ซึ่งเรื่องนี้เขาไม่อยากจะฟันธงว่าลอร์ดคาร์นาร์วอนอาจจะถูกยุงกัดตอนที่อยู่ในสุสานหรือเปล่า เพราะถ้าใช่จุดที่เขาโดนยุงกัดนั้นมันก็ตรงกันกับรอยแผลที่แก้มซ้ายของพระองค์

ต่อมาในปี ค.ศ. 1925 เฮนรี่ ฟิลด์ นักมนุษย์วิทยาที่เคยทำงานร่วมกับเจมส์ เฮนรี่ บรีสท์ ก็ได้เดินทางมาที่สุสานตุตันคามุนเพื่อระลึกถึงมิตรภาพเก่า ๆ กับคาร์เตอร์ เขาพูดถึงสร้อยข้อมือของฟาโรห์ที่นำมันไปมอบให้กับบรูซ อินแกรม ซึ่งเป็นเพื่อนอีกคนของคาร์เตอร์ โดยเขาบอกว่าคำสาปมันอาจจะครอบงำอินแกรมอยู่ก็เป็นได้ เพราะหลังจากนั้นมาบ้านของอินแกรมก็ถูกไฟไหม้และตัวของเขาก็เสียชีวิตไปท่ามกลางกองไฟนั้น

จากนั้นไม่นานสมาชิกในคณะทำงานของฮาวเวิร์ด คาร์เตอร์ ก็เริ่มเสียชีวิตไปทีละคนอย่างปริศนา เสียงเล่าลือเริ่มพูดถึงกันหนาหู มันใจว่าพวกเขาต้องคำสาปแน่ ๆ โดยตัวของคาร์เตอร์เองก็ต้องทนทุกข์ทรมานกับการนั่งมองดูเพื่อน ๆ ของเขาค่อย ๆ ล้มตายจากไปเหมือนใบไม้ร่วง และเขาก็ต้องจมอยู่ในความทุกข์จนกระทั่งถึงวันสุดท้ายของชีวิต หลังจากที่ได้ปลดปล่อยคำสาปนี้ออกมา 16 ปี

และทั้งหมดนี้ก็คือเรื่องราวของตำนานคำสาปฟาโรห์ที่ถูกเล่าขานกันมาจนถึงปัจจุบัน เพียงแต่ว่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้น มันจะเกิดขึ้นจากคำสาปจริงหรือไม่ ?

ตามประวัติที่ถูกบันทึกเอาไว้นั้น ฟาโรห์ตุตันคามุนถือเป็นกษัตริย์พระองค์หนึ่งที่ได้ขึ้นครองราชย์ในช่วงที่มีพระชันษาเยาว์วัย และมีบันทึกพูดถึงนโยบายภายในประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงลัทธิบูชา ที่พระบิดาของพระองค์เคยสร้างเอาไว้หลายอย่าง จนส่งผลทำให้การค้าระหว่างประเทศต้องตกอยู่ในภาวะวิกฤติ ที่ดูแล้วน่าจะเกิดจากความคิดอ่านที่ยังไม่เป็นผู้ใหญ่ของยุวกษัตริย์วัยเพียง 10 ปี

หรือแม้แต่ในวันสุดท้ายที่พระองค์ยังมีชีวิตอยู่นั้น ฟาโรห์ตุตันคามุนก็มีอายุเพียง 19 ปี ที่เรียกได้ว่ายังมีช่วงชีวิตอยู่ในวัยรุ่น โดยตลอดมามีบันทึกบางฉบับที่ถูกแปลออกมาระบุว่าพระองค์ทรงมีสุขภาพอนามัยไม่ค่อยแข็งแรง

เปรียบเทียบหุ่นขี้ผึ้งที่จำลองมาจากพระศพ

และจากการสำรวจมัมมี่พระศพในช่วงแรกนั้นยังพบว่า มีร่องรอยการถูกของแข็งบางอย่าง ทุบทำลายที่บริเวณศีรษะ ซึ่งถ้าทุกอย่างไม่มีอะไรผิดพลาดนั่นก็สามารถอธิบายได้ว่าฟาโรห์ตุตันคามุนน่าจะเสียชีวิตโดยฉับพลันด้วยการถูกลอบสังหาร ไม่น่าจะได้สั่งเสียใด ๆ ก่อนสิ้นพระชนม์ ซึ่งนั่นก็อาจจะหมายถึงคำสาปด้วยหรือเปล่า ?

แต่เรื่องนี้ก็กลับไม่ได้รับการยืนยันว่าเป็นสาเหตุของการสวรรคตที่แท้จริงอยู่ดี เพราะในบางบันทึกก็ได้เล่ารายละเอียดไว้ต่างกัน โดยเขียนอธิบายพระอาการประชวรของพระองค์ว่า ตุตันคามุนนั้นป่วยด้วยโรคมะเร็งในเม็ดเลือดแดง บางตำราก็ถูกตีความว่าพระองค์ทรงมีปัญหาด้านพัฒนาการทางสมองร่วมด้วย บางแห่งก็บอกว่าพระองค์เคยมีอาการของโรคลมชักอย่างรุนแรงจนส่งผลทำให้ต้นขาหักและติดเชื้อจนสวรรคตไป ซึ่งในปัจจุบันทางนิตยสารแนทชั่นแนลจีโอกราฟิกก็พบสมมติฐานใหม่ว่าพระองค์อาจเสียชีวิตด้วยโรคมาลาเรีย


ด้วยสมมุติฐานมากมายเหล่านี้ มันก็ทำให้เราสามารถคาดการณ์ได้อีกอย่างหนึ่งก็คือ ฟาโรห์ตุตันคามุนนั้นไม่ได้มีชีวิตอยู่ด้วยความปกติสุขสักเท่าไหร่ เพราะพระองค์ต้องทนทุกข์ทรมานด้วยอาการเจ็บป่วยบางอย่างหรืออาจจะหลายอย่าง ที่ในแต่ละอย่างนั้นก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ว่ามันมีอะไรบ้าง นอกจากข้อสรุปว่าพระองค์คือฟาโรห์ผู้มีสุขภาพอ่อนแอเต็มไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บ และเสียชีวิตไปด้วยสาเหตุบางอย่างที่ไม่สามารถสรุปได้ ด้วยพระชนมายุเพียง 19 ชันษาเท่านั้น ซึ่งพอเราทราบข้อมูลสุขภาพของพระองค์กันแบบนี้ เราก็ต้องกลับมาดูเรื่องของคำสาปกันต่อ

ข้อแรก พิจารณาจากจุดเริ่มต้นของการเสนอข่าวเกี่ยวกับคำสาปตุตันคามุนนี้ว่ามันมาจากสื่อหนังสือพิมพ์ในยุคปี ค.ศ. 1920 ซึ่งในยุคนั้นเป็นยุคของการพาดหัวข่าวที่มักจะเน้นจิตวิทยาทำให้ผู้อ่านรู้สึกตื่นเต้นกันจนเกินความเป็นจริง โดยมีบันทึกที่น่าเชื่อถือได้พูดถึงเหตุการ์ณต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นที่สมาชิกคณะสำรวจโบราณคดีชุดนี้ต้องประสบหลังจากการขุดค้นครั้งสำคัญ ทั้งข้อมูลอ้างอิงเกี่ยวกับการตายของสุนัขและนกคานารี่ไปจนถึงไฟดับในกรุงไคโร ว่าทั้งหมดนั้นล้วนเป็นข่าวหลอกลวงจากหนังสือพิมพ์ที่ปั้นน้ำเป็นตัวขึ้นมาทั้งสิ้น

ตัวอย่างข่าวจากหนังสือพิมพ์

ข้อที่สอง 
ก็คือลอร์ดคาร์นาร์วอนที่เคยมีชีวิตอยู่ในช่วงนั้น เขามีสุขภาพค่อนข้างจะอ่อนแออยู่แล้ว ดังนั้นการติดเชื้อโรคปกติอย่างเช่น การถูกยุงตัวใหญ่กัดที่แก้มตอนช่วงที่เขากำลังโกนหนวดอยู่หน้ากระจก ซึ่งสถานที่ที่เขาโกนหนวดจะเป็นห้องน้ำหรือเต็นท์ของคณะทำงานก็ไม่อาจทราบได้ มันก็เลยสามารถส่งผลทำให้เขาติดเชื้อในกระแสเลือด ลามไปจนติดเชื้อในปอด เสียชีวิตไปได้ง่าย ๆ เช่นกัน และข้อมูลทางสุขภาพเหล่านี้ทำให้เราไม่ควรนำเรื่องของคำสาปมาใช้อธิบายในสาเหตุการตายของเขา

ข้อที่สาม ก็คือการบอกว่าคำสาปของฟาโรห์ทำให้ฮาวเวิร์ด คาร์เตอร์ ต้องทนมีชีวิตอยู่เพื่อมองดูเพื่อน ๆ ตายไปทีละคนนั้น มันก็ดูจะแปลกประหลาดอยู่มาก เพราะถ้าพิจารณากันให้ดีแล้วมันก็น่าจะอธิบายได้ว่า การที่คาร์เตอร์มีชีวิตต่อไปอย่างยาวนานจนเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในต่อมน้ำเหลืองเมื่อตอนอายุ 64 ปีนั้น มันคือคำสาปจริงหรือไม่ ? ซึ่งเรื่องนี้ก็คงต้องรอให้มีผู้เชี่ยวชาญด้านคำสาปวิทยามาอธิบายให้เราเข้าใจ ว่าการมีชีวิตอยู่ไปจนถึงวันสุดท้ายแบบนั้นมันคือคำสาปประเภทใด

ข้อที่สี่ ก็ต้องมองย้อนกลับไปดูวิธีการนำเสนอเรื่องราวข่าวสารของหนังสือพิมพ์ในยุคนั้น ที่เรียกได้ว่าแต่ละแห่งมีการนำเสนอข่าวไม่ค่อยจะสอดคล้องตรงกันสักเท่าไหร่ ยิ่งในประเด็นของแผ่นหินจารึกคำสาปนั้น ในปัจจุบันกลับไม่มีการพบบันทึกว่ามันเคยมีอยู่จริง ไม่ว่าจะเป็นเอกสารบันทึกของคาร์เตอร์เอง หรือแม้แต่ในเอกสารบันทึกของคณะสำรวจยุคหลัง ๆ ก็ไม่มีรายงานใดระบุว่าในสุสานของฟาโรห์ตุตันคามุนมีคำสาปจากรึกไว้ที่ใดเลยแม้แต่จุดเดียว



ห้องเก็บทองคำและของมีค่ามากมาย

แต่พอเรื่องนี้ถูกเปิดเผยขึ้นมาก็กลับมีกลุ่มคนบางกลุ่ม หาเหตุผลที่ไม่มีหลักฐานสนับสนุนบอกว่า บางทีมันอาจจะถูกลบออกเพื่อไม่ให้ชาวบ้านต้องหวาดกลัว ซึ่งเหตุผลนี้ก็น่าจะเป็นคำตอบในตัวเองได้ว่า การเขียนจารึกคำสาปนั้นมันไม่เคยเกิดขึ้นจริงมาก่อนแน่ๆ เพราะกษัตริย์ที่ดีย่อมไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่จะต้องสร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชนของตัวเองด้วยคำสาปอย่างแน่นอน

ซึ่งจริง ๆ แล้วก็เคยมีผู้เสนอคำอธิบายในเรื่องของคำสาปไว้ด้วยหลักการและเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มาก่อนเช่นกัน โดยคนแรกที่ออกมาอธิบายนั้นก็คือ ดร. แคโรไลน์ สเต็นเจอร์ ฟิลลิพ ซึ่งได้พูดถึงเรื่องนี้ไว้ในปี ค.ศ. 1986 ว่า บางทีเชื้อราที่เกาะอยู่ตามพระศพของฟาโรห์ตุตันคามุนน่าจะเป็นสาเหตุของการตายที่แท้จริง เนื่องจากมีพืชผักผลไม้มากมายถูกฝังอยู่ในสุสานร่วมกับพระศพก่อนที่ทั้งหมดจะถูกผนึกไว้ในห้องปิดตาย มันก็น่าจะเป็นสาเหตุทำให้เกิดเชื้อราอันตราย บ่มเพาะอยู่ภายในห้องมาอย่างยาวนานนับพันปีก็เป็นได้


โดยต่อมาข้อเสนอเรื่องนี้ก็เป็นที่รู้จักกันในนาม สารพิษภายในสุสาน และเรื่องนี้ก็ได้ถูกเผยแพร่ออกไปพร้อมกับรายงานอย่างเช่น มีการพบเชื้อรา 2 ชนิดอยู่บนผิวและผ้าของมัมมี่ ได้แก่ แอสเพอร์กิลลุส ไนเจอร์ และแอสเพอกิลุสแฟลวุส ที่สามารถส่งผลร้ายต่อภูมิต้านทานภายในร่างกายของมนุษย์ ทำให้มีสุขภาพร่างกายอ่อนแอลง

และก็มีการพบเชื้อแบคทีเรียอยู่ภายในสุสานอย่างเช่น เชื้อซูโดโมนาส และสเตฟีโลค็อกคัส ซึ่งเราก็ไม่ควรจะลืมสารเคมีที่ถูกใช้ในการดองมัมมี่อย่างพวกสารแอมโมเนียฟอร์มาดีฮายด์ และไฮโดรเจนซัลไฟด์ด้วย

ซึ่งวลีคำว่า สารพิษภายในสุสาน ก็ได้กลายมาเป็นคำอธิบายเกี่ยวกับคำสาปมัมมี่ที่น่าเชื่อถือที่สุดในยุคนั้นเช่นกัน เพราะพอเราได้ยินสิ่งนี้ในครั้งแรก ก็แทบจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า มันช่างเป็นคำอธิบายที่ใช่เลยจริง ๆ

แต่ก็คงต้องขอบอกว่าเรื่องของสารพิษภายในสุสานนี้ มันไม่สามารถนำมาใช้อธิบายถึงสาเหตุการเสียชีวิตไปของกลุ่มคณะทำงานคาร์เตอร์ได้เลย เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเขานั้นมันไม่ได้มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับสารพิษที่กล่าวมาทั้งหมดเลยแม้แต่น้อย ซึ่งในรายที่เสียชีวิตเหมือนกับโดนคำสาปจริง ๆ นั้น มีเพียงคนเดียวที่เสียชีวิตหลังจากเข้าไปในสุสานถึง 6 เดือน แต่ด้วยเวลายาวนานขนาดนั้นมันก็ไม่น่าจะมีสารพิษชนิดไหนออกฤทธิ์รุนแรงผกผันกับเวลาที่ผ่านไปได้แน่ ๆ

พระศพตุตันคามุน (Tutankhamun)

อีกปัญหาหนึ่งที่เกี่ยวกับทฤษฎีสารพิษในสุสานนั้นก็คือ มันฟังดูมีเหตุมีผลมากก็จริงแต่กลับไม่เคยเกิดขึ้นในโลกความจริงมาก่อน โดยทางเนชั่นแนลจีโอกราฟิคผู้ผลิตนิตยสารและรายการสารคดีชั้นนำของโลกก็ได้เคยเจาะลึกในรายละเอียดของเรื่องนี้เช่นกัน

ซึ่งสิ่งที่พวกเขาพบก็คือเหล่าผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับอียิปต์วิทยาทุกคนไม่เคยได้รับผลกระทบจากสารพิษภายในสุสานมาก่อน พวกเขาไม่เคยเจ็บป่วย และเหล่านักท่องเที่ยวนับพันนับหมื่นคนที่ได้เดินเข้าออกภายในสุสานต่าง ๆ ก็ไม่เคยเจ็บป่วยเพราะสารพิษเหล่านี้เลย

ส่วนที่คณะทำงานในยุคปัจจุบันต้องสวมใส่หน้ากากระหว่างทำงานกันก็เพราะต้องป้องกันฝุ่น ไม่ใช่เพราะสารพิษ โดยเรื่องนี้เอฟเดอโวล์ฟ มิลเลอร์ ศาสตราจารย์ด้านการระบาดวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยฮาวายได้เคยกล่าวเอาไว้ว่า

“ตามปกติแล้วการทำงานในที่แบบนั้นจะต้องคำนึงถึงสุขอนามัยเป็นอันดับแรก ซึ่งคนที่ทำงานในอียิปต์อย่างลอร์ดคาร์นาร์วอน น่าจะมีความปลอดภัยอยู่ภายในสุสาน มากกว่าการมีชีวิตอยู่บนโลกภายนอกเสียอีก”

ปัจจุบันก็ไม่มีใครสวมหน้ากากป้องกัน

ในปี ค.ศ. 2002 นิตยสารบริติชเมดิคัลได้เผยแพร่ผลการศึกษาของดร. มาร์ค เนลสัน จากมหาวิทยาลัยโมนาชของประเทศออสเตรเลีย ที่ได้ศึกษาข้อมูลสถิติของกลุ่มคณะทำงานที่ทำงานอยู่ที่นั่น ซึ่งเขามองว่าถ้าช่วงเวลาการตายที่แท้จริงของแต่ละคนมันดูต่อเนื่องอย่างรวดเร็ว ก็น่าจะยืนยันได้ว่าเขาตายเพราะคำสาปแน่ ๆ เพราะหลังจากที่ได้ศึกษาย้อนหลังกลับไป ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับการรักษา ไปจนถึงยาที่ใช้ดูแลอาการของผู้คนในกลุ่มของคาร์เตอร์ ซึ่งเน้นไปเฉพาะคนตะวันตกเมื่อเทียบกับคนพื้นเมืองแล้ว แต่ละเชื้อชาติจะมีอายุขัยไม่เท่ากัน

โดยชาวตะวันตกจำนวน 44 คน มี 25 คน ที่ถูกมองว่าเสียชีวิตเพราะคำสาป ซึ่งทั้ง 25 คนนั้นเสียชีวิตไปในช่วงอายุประมาณ 70 ปี แต่ละคนมีชีวิตรอดต่อมาหลังจากเข้าไปในสุสานเฉลี่ยประมาณ 20.8 ปี ส่วนคนที่ไม่ได้ถูกคำสาปก็มีชีวิตอยู่ต่อไปได้เฉลี่ยประมาณ 28.9 ปี

ซึ่งเมื่อนำตัวเลขเหล่านี้มาคำนวนเทียบกับค่าเฉลี่ยอายุขัยของมนุษย์ชาวตะวันตกแล้ว สมาชิกส่วนใหญ่ในกลุ่มของคาร์เตอร์จะมีอายุขัยใกล้เคียงกับชาวตะวันตกทั่วไปถึง 95% นั่นก็หมายความว่าพวกเขาเสียชีวิตกันไปตามปกติ ไม่ได้มีอะไรที่จะดูเหมือนกับว่าพวกเขาถูกคำสาปฟาโร์ตุตันคามุนครอบงำเลยแม้แต่คนเดียว

แต่ถ้าสถิติตัวเลขมันดูน่าปวดหัวยากเกินกว่าจะทำความเข้าใจ ก็ได้มีกลุ่มผู้คนที่สงสัยในเรื่องนี้จับประเด็นไปที่ผู้เสียชีวิตบางคน ที่เคยเดินทางมายังสุสานหรือเคยเข้ามาช่วยเหลือในการทำงาน มีชีวิตยาวนานด้วยสุขภาพที่แข็งแรงว่ามันก็มีจำนวนอยู่ไม่ใช่น้อย

โดยการศึกษาข้อมูลได้ชี้ให้เห็นว่า มี 58 คน ที่เคยเข้าไปในสุสาน โดยมีเพียง 8 คนที่เสียชีวิตภายในรอบ 12 ปี ส่วนที่เหลือกลับยังคงมีชีวิตอยู่ต่อไป รวมไปถึงฮาเวิร์ด คาร์เตอร์ที่เสียชีวิตไปด้วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ในปี ค.ศ. 1939 ตอนที่เขาอายุได้ 64 ปี และผู้รอดชีวิตคนสุดท้ายนั้นก็คือนักโบราณคดีชื่อเจ. โอ. คินนาแมน ที่เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1961 หลังจากการเปิดสุสานไปถึง 39 ปีเลยทีเดียว

ในแผนภาพก็ไม่มีการระบุว่ามีคำสาป

ไม่ว่าคำสาปฟาโรห์ตุตันคามุนนั้นจะมีจริงหรือไม่ มิติที่ 6 ก็อยากให้เรามองไปถึงความพยายามของทางเจ้าหน้าที่อียิปต์ในปัจจุบัน ที่กำลังทำทุกวิภีทางในการเดินเรื่องขอคืนสมบัติของประเทศเขา ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับที่ถูกขุดพบจากสุสานและปิรามิดต่าง ๆ รวมไปจนถึงซากมัมมี่จำนวนมากที่ถูกชาวตะวันตกลักลอบนำออกไป ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายในตลาดมืดไปจนถึงการขนออกไปแบบดื้อ ๆ คนที่ได้ไปก็นำไปวางประดับไว้ในที่ต่าง ๆ ทั้งเก็บไว้เป็นสมบัติส่วนตัวหรือนำไปตั้งแสดงไว้ในพิพิฑภัณฑ์ ว่าสิ่งเหล่านี้ก็คือสมบัติของชาวอียิปต์ที่ควรจะกลับมายังบ้านเกิดกันได้แล้ว

ดังนั้นการที่พวกเขาสร้างกระแสคำสาปฟาโรห์ขึ้นมา มันก็อาจจะเป็นหนึ่งในความพยายามของเขา ซึ่งพวกเราที่อยู่ในฐานะของผู้รับทราบก็ควรจะเข้าใจในหัวอกของชาวอียิปต์กันด้วย เพราะของ ๆ ใคร ใครก็ต้องหวง คนอื่นจงอย่าได้คิดล่วงเกินหรือเก็บเอาไปเป็นของ ๆ ตัวเองเลยจะดีเป็นที่สุด


แล้วอย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี

เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอขอบคุณที่มา
Skeptoid - King Tut's Curse!
HistoryToday - Tutankhamun's Curse?

------------------------------------------

ภาคผนวก

รายชื่อของผู้เสียชีวิตบางราย ที่ถูกสงสัยว่าพวกเขาถูกคำสาปของฟาโรห์
  • ลอร์ดคาร์นาร์วอน ผู้สนับสนุนด้านการเงิน เสียชีวิตในวันที่ 5 เมษายน ค.ศ. 1923 เนื่องจากถูกยุงกัดจนติดเชื้อในกระแสเลือด โดยเสียชีวิตไปหลังจากเข้าไปในสุสาน 4 เดือน 7 วัน ตอนอายุ 56 ปี
  • จอร์จ เจย์ กูลด์ ที่ 1 เป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังสุสาน เสียชีวิตที่เฟรนช์ริเวียร่า ซึ่งอยู่ในแถบตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศฝรั่งเศษ ด้วยพิษไข้หลังจากกลับมาจากการท่องเที่ยวครั้งนั้น ในวันที่ 16 พฤษภาคม ค.ศ. 1923 เสียชีวิตตอนอายุ 59 ปี 
  • เจ้าชายอาลี คาเมล ฟาห์มี เบย์ แห่งอียิปต์ เสียชีวิตวันที่ 10 กรกฎาคม ค.ศ. 1923 จากกระสุนปืนที่พระชายาเป็นผู้ลั่นไกใส่พระองค์
  • ออเบรย์ เฮอร์เบิร์ท ลูกพี่ลูกน้องของลอร์ดคาร์นาร์วอน ตาบอดก่อนเสียชีวิตไปในวันที่ 26 กันยายน ค.ศ. 1923 ตอนอายุ 43 ปี ด้วยโรคเลือดเป็นพิษจากการทำฟัน ซึ่งสิ่งนี้ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เขาตาบอดเช่นกัน 
  • เซอร์ อาร์คิบอลด์ ดักกลาส เรย์ เป็นนักคลื่นวิทยุวิทยาผู้ทำการเอ็กซเรย์พระศพของฟาโรห์ตุตันคามุน เสียชีวิตไปในวันที่ 15 มกราคม ค.ศ. 1924 จากไข้ปริศนา
  • เซอร์ ลี สแต็ค ข้าหลวงใหญ่แห่งประเทศซูดาน เสียชีวิตเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน ค.ศ. 1924 ตอนอายุ 44 ปี
  • เอ. ซี. แมส หนึ่งในทีมขุดเจาะของคาร์เตอร์ เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1928 จากพิษของสารปรอท ตอนอายุ 54 ปี
  • เมอร์วิน เฮอร์เบิร์ท ลูกพี่ลูกน้องอีกคนหนึ่งของลอร์ดคาร์นาร์วอน เป็นพี่ชายแท้ ๆ ของออเบรย์ เฮอร์เบิร์ท เสียชีวิตในวันที่ 26 พฤษภาคม ค.ศ. 1929 ด้วยโรคไข้เหลือง หรือมาลาเรีย ตอนอายุ 46 ปี
  • ริชาร์ด  บีเธลล์ เลขาส่วนตัวของคาร์เตอร์ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน ค.ศ. 1929 บนเตียงของคลับเมย์แฟร์ เนื่องจากถูกฆาตกรรม
  • ริชาร์ด ลูทเทรลล์ พิลคิงตัน บีเธลล์ เป็นพ่อของริชาร์ด บีเธลล์ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1930 ด้วยการกระโดดลงมาจากอพาร์ทเมนท์ของตัวเอง
  • ฮาเวิร์ด คาร์เตอร์ ผู้เดินทางมาเปิดสุสานอย่างเป็นทางการในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1923 เสียชีวิตคนสุดท้ายในวันที่ 2 มีนาคม ค.ศ. 1939 ตอนอายุ 64 ปี
แท็ก: มิติที่ 6, รายการมิติที่ 6, สยองขวัญ, เรื่องเล่า, เรื่องจริง, ความรู้, เรื่องน่ากลัว,  เรื่องลึกลับ,  ลี้ลับ, เหลือเชื่อ, ไขปริศนา, ครีบปี้พาสต้า, ฟังก่อนนอน, ทุตอังค์อามุน, คำสาป, ฟาโรห์, ตุตันคาเมน, ตุตันคามุน

วันศุกร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ โยทสึยะ ไคดัง ตำนานผีพยาบาทจากเรื่องจริงของญี่ปุ่น !!!




"รักมากก็แค้นมาก" คำคุ้นหูคำนี้เป็นสิ่งที่เราจะได้ยิน หลังจากที่เกิดเหตุน่าสลดใจระหว่างชายหญิงที่ล้มเหลวในการใช้ชีวิตร่วมกัน ซึ่งบทสรุปสุดท้ายของมัน ย่อมไม่ใช่เรื่องที่ใคร ๆ อยากให้เกิดแน่ ๆ

กดที่นี่เพื่อดูคลิป

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ ในวันศุกร์สะดวกสัปดาห์นี้ เราจะเล่าตำนานของผีสาวตนหนึ่ง ผีสาวที่ต้องกลับมาแก้แค้นคนทรยศ กับเรื่องจริงที่ถูกซ่อนอยู่เบื้องหลัง ว่าเรื่องนี้... มันคืออะไรกันแน่ ?


โดยเรื่องราวนั้นมีอยู่ว่า


ภาพจาก: Utagawa Kuniyoshi  

ในเอโดะนั้นมีเรื่องเล่าของชายคนหนึ่ง เขาชื่อทามิยะ อิเอม่อน เขาถูกโยทสึยะ ซาม่อน เก็บมาเลี้ยงในฐานะเด็กรับใช้ จนเมื่อเขาโตขึ้นอิเอม่อนจึงได้กลายมาเป็นซามุไรรับใช้ของตระกูล และได้สนิทสนมกับโออิวะลูกสาวของเจ้าบ้าน

ด้วยเพราะทั้งสองเติบโตมาด้วยกันจึงทำให้โออิวะเองก็แอบหลงรักซามุไรหนุ่ม แต่ความสัมพันธ์นี้กลับไม่ได้รับการยอมรับจากเจ้าบ้านซาม่อน เพราะความรักระหว่างนายกับบ่าวในบ้านมันถือเป็นเรื่องน่าอับอายของตระกูล นั่นจึงทำให้ทั้งสองต้องถูกสั่งให้เลิกคบหากันทันที

เมื่อความรักถูกกีดกัน ทำให้ซามุไรหนุ่มถึงกับขาดสติ ซุ่มวางแผนลอบสังหารเจ้านายตัวเองจนสำเร็จ ในขณะที่แม่ของโออิวะเองก็ถูกซามุไรอีกคนลอบสังหารตายไปพร้อม ๆ กัน นั่นจึงทำให้โออิวะและน้องสาวของเธอต้องใช้ชีวิตกันต่อไปตามลำพังสองพี่น้อง โดยไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น

อิเอม่อนจึงอาศัยโอกาสนี้โกหกโออิวะว่า พ่อของเธอถูกซามุไรจากฝ่ายศัตรูฆ่าตาย และออกปากอาสาจะขอเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบชีวิตของเธอตลอดไป ในขณะที่น้องสาวของเธอก็ได้ซามุไรอีกคนพาไปอยู่ด้วย

จากเรื่องดังกล่าวจึงทำให้ทั้งสองได้แต่งงานและอยู่กินด้วยกันจนมีลูกขึ้นมา 1 คน แต่ในขณะที่ชีวิตของโออิวะกำลังเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข อิเอม่อนกลับเริ่มเบื่อชีวิตคู่ แอบไปติดพันอยู่กับโออุเมะลูกสาวของคฤหาสถ์อิโต คิเฮย์ ซึ่งความสัมพันธ์นี้ก็ไม่ได้รับการยอมรับจากพ่อของเธอเช่นกัน เพราะเขามองว่าอิเอม่อนเป็นซามุไรที่แต่งงานจนมีลูกแล้ว การยอมให้อิเอม่อนมาวุ่นวายกับลูกสาวของตนนั้นถือเป็นเรื่องน่าอับอาย แต่เขาก็มองว่าโออุเมะนั้นรักกับอิเอม่อนเป็นอย่างมาก จึงบอกกับซามุไรหนุ่มว่าถ้าจะมาแต่งเป็นเขยบ้านนี้อิเอม่อนจะต้องเลิกกับภรรยาของตัวเองก่อน

จากนั้นอิโตก็ออกอุบายนำยาพิษมามอบให้กับอิเอม่อนเพื่อการนี้ อิเอม่อนเองก็ตกลงทำตามและนำยาพิษไปผสมกับน้ำชาส่งให้ภรรยาดื่ม พอดื่มเสร็จโออิวะก็ล้มป่วยลงในทันที จากนั้นอิเอม่อนจึงได้ว่าจ้างให้คนรับใช้ของตัวเองบุกเข้าไปข่มขืนเมียที่กำลังป่วยของตน แต่พอเอาเข้าจริง ๆ ด้วยศักดิ์ศรีของโออิวะที่สูงกว่า ก็ทำให้คนรับใช้เกิดหวาดกลัวและสารภาพความจริงออกมาว่าเขาถูกอิเอม่อนว่าจ้างให้มาทำเช่นนี้กับเธอ

โออิวะได้ยินเข้าก็เสียใจเป็นอย่างมาก แต่สิ่งที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ ยาพิษที่เธอดื่มเข้าไปในตอนแรกนั้นมันเพิ่งจะเริ่มออกฤทธิ์ตอนนี้พอดี นั่นจึงส่งผลให้ใบหน้าของโออิวะตอนนี้ เกิดเป็นรอยแผลเหมือนถูกไฟไหม้อย่างรุนแรง ผิวหนังบนใบหน้าหลุดลอกออกมาทุกที่ ที่มือของเธอไปสัมผัสโดนเข้า

พอเธอเห็นใบหน้าของตัวเองในกระจกก็ยิ่งเสียใจ จนไปหยิบเอาลิ่มเหล็กแกะสลักงานฝีมือที่วางไว้ เดินเข้าไปหาคนรับใช้เพื่อจะเค้นความจริง คนรับใช้ที่เกิดความกลัวเพราะเห็นสภาพของเธอตอนนี้ ก็สารภาพความจริงออกมาอีกว่า คนที่ทำให้เธอเป็นแบบนี้ก็คือเจ้าบ้านของคฤหาสถ์อิโต พ่อของโออุเมะที่สามีของเธอไปติดพัน และเขายังสารภาพอีกว่าคนที่ฆ่าพ่อของโออิวะนั้นก็คืออิเอม่อนนั่นเอง

ยิ่งได้รู้ความจริงโออิวะก็ยิ่งโกรธแค้นที่เสียรู้ให้กับคนชั่ว เธอกำลิ่มแกะสลักจ่อที่คอของตัวเอง แล้ววิ่งชนกับกำแพงให้มันทิ่มทะลุคอหอยจนเลือดไหลออกมาไม่หยุด คนรับใช้เห็นท่าไม่ดีจึงรีบหนีกลับไปหาอิเอม่อน ทิ้งโออิวะที่ร่างเต็มไปด้วยเลือด อุ้มลูกน้อยพร้อมกับเอ่ยวาจาสาปแช่งสามีของตนว่า

"ฉันจะกลับมาแก้แค้น !!!"

คนรับใช้รีบวิ่งมารายงานกับอิเอม่อนว่า โออิวะนั้นน่าจะเสียชีวิตเพราะยาพิษไปแล้ว และออกปากขอค่าจ้างเพื่อใช้หลบหนี แต่กลับกลายเป็นว่าอิเอม่อนจ่ายค่าจ้างด้วยการใช้ดาบซามุไร ฟันเข้าไปที่กลางแสกหน้าของเขาจนเสียชีวิต ก่อนที่จะเดินทางกลับมาที่บ้าน เพื่อให้เห็นกับตาว่าตอนนี้โออิวะเสียชีวิตจริง ๆ หรือเปล่า

พอกลับมาถึงเขาก็พบกับศพของเธอนอนคว่ำหน้า พอพลิกศพให้หงายขึ้นมาก็ตกใจกับใบหน้าของเธอที่ตอนนี้ดูน่าเกลียดน่ากลัวเป็นอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตามถึงทุกอย่างจะผิดแผนไปบ้าง แต่ผลที่ได้ก็คือตอนนี้ไม่มีโออิวะอยู่ในโลกนี้แล้ว เขาจึงนำร่างของเธอตอกติดกับแผ่นกระดาน แล้วแบกร่างของเธอนำไปลอยทิ้งในคลองแถวท้ายหมู่บ้าน ก่อนที่จะเดินทางไปคฤหาสถ์อิโตเพื่อแจ้งข่าวดีกับพ่อตาคนใหม่

ภาพจาก: Utagawa Kuniyoshi       

ทุกอย่างสำเร็จตามเป้าหมายเช่นนี้ เจ้าบ้านอิโตจึงได้จัดพิธีแต่งงานให้กับลูกสาวสมความตั้งใจ และยกห้องให้ทั้งสองอยู่กินด้วยกันภายในคฤหาสถ์ของเขา

พองานแต่งงานจบลง อิเอม่อนก็พาภรรยาใหม่ของตัวเองเข้าห้องนอน โออุเมะผู้เขินอายกับชีวิตคู่ในคืนแรกก็หันหน้าหนีหลบสามีไปดื้อ ๆ อิเอม่อนจึงสะกิดเรียกให้เธอหันหน้ากลับมาเพื่อจะเชยชม แต่พอโออุเมะหันหน้ากลับมา มันก็ทำให้อิเอม่อนตกใจกระโดดตัวลอยออกมาจากที่นอนในทันที เพราะใบหน้าของโออุเมะตอนนี้ ได้กลายเป็นใบหน้าเสียโฉมของโออิวะไปแล้ว ใบหน้าอันอัปลักษณ์ของเมียเก่า ค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาหาสามีและพูดว่า


"อิเอม่อน... ไหนสัญญาว่าจะไม่ทิ้งกัน เจ้าคนทรยศ !!!"

สิ่งที่อยู่ตรงหน้าอิเอม่อนตอนนี้ ทำให้เขากลัวจนลนลาน คว้าดาบซามุไรออกมาฟันที่คอของผีภรรยาเก่าทันที พอผีโออิวะล้มลงร่างนั้นก็กลับมาเป็นโออุเมะที่เสียชีวิตเพราะถูกซามุไรของเขาฟันคอจนเป็นแผลลึก

เห็นแบบนั้นอิเอม่อนก็รีบเข้าไปดูอาการของเธอ แต่ทุกอย่างก็สายเกินไป เพราะโออุเมะขาดใจตายไปแล้ว ขณะที่อิเอม่อนกำลังเสียใจอยู่นั้น สายตาของเขาก็พลันไปเห็นลูกไฟวิญญาณของโออิวะ กำลังลอยไปมาอยู่เหนือศพของโออุเมะ อิเอม่อนเห็นเข้าก็ตกใจกลัว ถึงขนาดวิ่งทะลุประตูออกไปอย่างเสียสติ

อิเอม่อนรีบวิ่งไปยังห้องนอนของพ่อตา แล้วตะโกนเรียกให้เขาเปิดประตูเพื่อขอหลบซ่อน แต่เมื่อประตูห้องถูกเปิดออก อิเอม่อนก็พบกับร่างของคนรับใช้ที่ตายไปนั่งอยู่ ที่ใบหน้ายังมีรอยแผลจากดาบซามุไรของเขาถูกบากเป็นรอยลึก ใช่แล้ว ! นอกจากวิญญาณของโออิวะ ก็ยังมีวิญญาณของคนรับใช้ที่ต้องการจะแก้แค้น ผีคนรับใช้ได้เอ่ยปากพูดกับเขาว่า


“จ่ายค่าจ้างมาเสียทีสิเจ้านาย !!!”

จนอิเอม่อนที่ตกใจอยู่แล้วถึงกับขาดสติคว้าดาบซามุไรออกมา ฟันซ้ำเข้าไปที่ใบหน้าของคนรับใช้จนล้มลงไป พอทุกอย่างจบลงอิเอม่อนถึงได้รู้ว่า คนที่เขาเพิ่งใช้ซามุไรฟันไปนั้นคือพ่อตาของเขานั่นเอง

อิเอม่อนถึงกับขวัญผวา รีบวิ่งหนีออกมานอกคฤหาสถ์พ่อตาเข้าไปหลบอยู่ในบริเวณวัดใกล้ ๆ แต่วิญญาณของโออิวะก็ยังคงตามมาหลอกหลอนจนเขาเสียสติ วิ่งหนีกลับมาที่คฤหาสถ์ก็เจอแต่ภาพหลอน คนรับใช้ที่วิ่งออกมาสอบถามด้วยความเป็นห่วงก็ถูกอิเอม่อนฆ่าทิ้งไปทีละคน

นั่นก็เป็นเพราะว่าตอนนี้ในสายตาของอิเอม่อนเห็นใบหน้าทุกคนเป็นหน้าของเมียเก่าที่ตายไป พอใครเดินเข้ามาใกล้ อิเอม่อนก็ใช้ดาบซามุไรสังหารพวกเขาจนตายทันที คนที่หนีรอดไปได้ก็รีบวิ่งไปแจ้งเจ้าหน้าที่บ้านเมืองให้เข้ามาช่วย อิเอม่อนที่เป็นบ้าไปแล้วก็พยายามต่อสู้ฝ่าวงล้อมเจ้าหน้าที่หนีออกมาจนถึงริมคลอง แห่งเดียวกันกับที่ ๆ เขาลอยศพของโออิวะทิ้งไปนั่นเอง

อิเอม่อนสงบสติอารมณ์ลงแล้วจ้องมองไปในลำคลอง เขาเห็นศพของโออิวะลอยขึ้นมา พร้อมพูดกับเขาด้วยประโยคเดิม


“อิเอม่อน... ไหนว่าจะไม่ทิ้งกัน เจ้าคนทรยศ !!!”

ถึงตรงนี้อิเอม่อนก็สำนึกขึ้นมาแต่ทุกอย่างมันก็สายเกินไป เขาล้มลงหัวใจวายตายที่ตรงริมคลองแห่งนั้น ท่ามกลางสายตาของผีโออิวะที่มองดูสามีของตัวเองตายไปอย่างมีความสุข


--จบ--


โยทสึยะ ไคดัง หรือ เรื่องสยองขวัญของโยทสึยะ เป็นเรื่องราวความพยาบาทระหว่างสองสามีภรรยาที่ถูกยกให้เป็นเรื่องเล่าน่ากลัวแนวสยองขวัญตลอดกาลของประเทศญี่ปุ่น โด่งดังจนเคยถูกนำมาดัดแปลงเป็นภาพยนต์มาแล้วมากกว่า 30 ครั้ง และยังคงนิยมนำมาดัดแปลงเล่าใหม่มาจนถึงทุกวันนี้

โดยเรื่องราวนี้ถูกแต่งขึ้นโดยสึรุยะ นันโบคุ ที่ 4 เพื่อนำมาใช้เป็นบทละครคาบุกิ โดยใช้ชื่อเดิมว่า โทไคโด โยทสึยะ ไคดั และถูกนำมาย่อให้ชื่อสั้นลงเป็น โยทสึยะ ไคดัง ในภายหลัง

"สึรุยะ นันโบคุ ที่ 4" ผู้แต่งเรื่องโยทสึยะ ไคดัง

ซึ่งที่มาของเรื่องน่ากลัวเรื่องนี้ สึรุยะ นันโบคุได้ดัดแปลงมาจากเรื่องที่เกิดขึ้นจริงของคดีฆาตกรรมสองราย โดยรายแรกเป็นคดีซามุไรคนหนึ่ง พลั้งมือสังหารเจ้านายของตัวเองด้วยสาเหตุบางอย่าง ก่อนที่จะถูกนำตัวไปประหารภายในวันนั้น ผสมกับอีกคดีที่คนร้ายเป็นซามุไร ผู้แอบไปหลงรักกับนางสนมในวังคนหนึ่ง พอความแตกขึ้นมาทั้งสองก็ถูกจับมัดตรึงไว้กับท่อนซุง แล้วนำไปลอยในแม่น้ำคันดะ จากนั้นเขาก็เพิ่มจินตนาการเกี่ยวกับภูติผีพยาบาทเข้าไปจนได้เป็นบทละครเรื่องนี้ขึ้นมา

โดยหลังจากเรื่องดังกล่าวถูกนำไปแสดงบนเวทีครั้งแรกเมื่อช่วงเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1825 ที่โรงละครนาคามุราสะเธียร์เตอร์ ในกรุงเอโดะหรือโตเกียวในปัจจุบัน ด้วยเนื้อหาที่ดูสมจริงและสนุกสนาน มันก็ได้ทำให้การแสดงในครั้งนั้นประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก จนแม้จะหมดรอบแสดงกันไปแล้ว ทางผู้ควบคุมการแสดงก็ยังคงถูกบังคับให้ทำการแสดงต่อเพื่อสนองความต้องการของผู้ชมจำนวนมาก

จนสุดท้ายมันก็ได้กลายเป็นสุดยอดเรื่องเล่าน่ากลัวสยองขวัญที่ไม่ว่าใคร ๆ ในสมัยนั้นก็ต้องพูดถึง ส่งผลให้ผู้คนที่จำเป็นจะต้องสัญจรผ่านเข้าออกในวัดหรือศาลเจ้า ไม่มียกเว้นตั้งแต่ชนชั้นสูงไปถึงชนนั้นล่าง ต้องเกิดอาการหวาดผวากลัวเห็นผีโออิวะราวกับว่าเธอมีตัวตนจริง ๆ

จากกระแสความนิยมที่ถูกเล่าสืบต่อกันมาเกือบแปดสิบแปดปี โยทสึยะ ไคดังก็ได้ถูกนำมาดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์ออกฉายมากถึง 18 เวอร์ชั่น ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1913 จนถึง ค.ศ. 1937 และยังถูกนำมาสร้างเป็น ภาพยนตร์ ในยุคถัดมาอีกหลายเวอร์ชั่น เรื่อยไปจนถึงนำบทมาขยายความเป็นภาคต่อ ให้ได้ดูกันเหมือนกับซีรีย์บ้านผีปอบของเรา



จนมาถึงปี ค.ศ. 2006 โยทสึยะ ไคดังก็ถูกนำมาดัดแปลงทำเป็นบทการ์ตูนอะนิเมะความยาว 4 ตอน ในชื่อเรื่อง อายาคาชิ

"อายาคาชิ" [Ayakashi - Samurai Horror Tales]

ด้วยความที่มันโด่งดังมาก จนคนญี่ปุ่นในท้องที่ที่เรื่องนี้ได้ถูกอ้างถึงได้ร่วมใจกันสร้าง สุสาน ให้กับโออิวะผีสาวผู้น่าสงสาร ให้เธอได้มีสุสานที่อยู่จริง ๆ ภายในวัดเมียวเกียวจิ ตำบลสุงาโมะ อำเภอโทชิมาคุ จังหวัดโตเกียว ซึ่งเป็นสถานที่ ๆ ถูกอ้างอิงในเรื่อง ไว้เพื่อแสดงความเคารพและยกให้เป็นเรื่องน่ากลัวประจำท้องที่กันเลยทีเดียว ดังนั้นถ้าหากใครได้มีโอกาสไปเยี่ยมสุสานของโออิวะก็อย่าลืมถ่ายภาพสุสานของเธอมาฝากมิติที่ 6 กันด้วยนะครับ

สุสานโออิวะในปัจจุบัน
(ภาพจาก: Odigo.jp)

แล้วอย่าลืมติดตามรายการมิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ พร้อมกับที่มาของมันกันได้ทุกวันศุกร์สะดวก อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี


แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา: Wikipedia

แท็ก: Myogyoji Temple, Sugamo, Tōkaidō, Yotsuya, Kaidan, โยทสึยะ, ไคดัง, Ayakashi, อายาคาชิ, Ghost Story of Yotsuya, ผีพยาบาท, เรื่องสยองขวัญของโยทสึยะ, ผีญี่ปุ่น, Japanese ghosts, Japanese folklore, Japanese horror fiction, Kabuki plays, 1825 plays, Japanese films, Female legendary creatures

วันพุธที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 เปิดปมปริศนา Flatwoods monster ตำนานสิ่งลึกลับแห่งเมืองแฟลตวูด !!!




ในเวสต์เวอร์จิเนียของประเทศสหรัฐอเมริกานั้น มีเรื่องเล่าน่ากลัวเรื่องหนึ่งที่รู้จักกันในชื่อ "แบร็กซ์ตันเคาน์ตี้มอนส์เตอร์" หรือ "ปีศาจแห่งเมืองแฟลตวูด" ที่ถูกพบเห็นในวันที่ 12 กันยายน ค.ศ. 1952 ในเรื่องราวนี้มีการพูดถึงสิ่งมีชีวิตลึกลับรูปร่างแปลกประหลาด ที่พวกเขาได้วาดรูปของมันไว้ให้คนรุ่นหลังดู โดยยืนยันว่าพวกเขาได้เห็นเจ้าสิ่งนี้ในระยะใกล้ชิดมาแล้ว

กดที่นี่เพื่อดูคลิป

มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาคุณไปพบกับปริศนาเรื่องหนึ่ง เรื่องราวของการเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตลึกลับจากฟากฟ้า พร้อมกับคำอธิบายทุก ๆ ด้านที่เราจะต้องใช้วิจารณญาณกันว่า ในคืนวันนั้นพวกเขาได้พบกับอะไรกันแน่ !?


The Flatwoods Monster

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม ค.ศ. 2010 มีเรื่องราวเรื่องหนึ่ง ได้ถูกบอกเล่าและนำเสนอไว้ในรายการมอนส์เตอร์เควสต์ ในรายการได้พบกับพยานจำนวนมากมาย ล้วนบอกว่าได้เห็นวัตถุทรงกลมเรืองแสงสีแดง ลอยอยู่เหนือพื้นดินในบริเวณที่เชื่อว่าพบเห็นมัน นักยูเอฟโอวิทยาต่างก็เชื่อว่า มันจะต้องเป็นพลังงานที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากยานอวกาศ ส่วนเจ้าสิ่งมีชีวิตลึกลับนั่นก็น่าจะเป็นนักบินจากต่างดาวอย่างแน่นอน

เรื่องราวนี้มันเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 กันยายน ค.ศ. 1952 ช่วงเวลาประมาณ 17.15 น. เอ็ดเวิร์ดและเฟร็ดสองพี่น้องตระกูลเมย์ พร้อมกับเพื่อนชื่อทอมมี่ ไฮเออร์ ทั้งสามคนอายุ 13 ปี 12 ปี และ 11 ปี ตามลำดับ ได้พบกับวัตถุปริศนาลอยมาจากฟากฟ้าลงจอดบนที่ดินของนายจี เบลลี่ ฟิชเชอร์ พวกเขาจึงรีบวิ่งกลับไปที่บ้านของสองพี่น้องตระกูลเมย์ เพื่อบอกให้แคธลีน เมย์ แม่ของพวกเขาทราบว่าเพิ่งได้พบกับอะไรมา

"ยูจีน เลมอน และมารดาของเอ็ดเวิร์ด เมย์" ผู้พบสัตว์ประหลาดต่างดาว

ต่อมาก็มีเด็กชายอีกสามคนชื่อนีล นันลี่ อายุ 14 ปี รอนนี่ เชฟเวอร์ อายุ 10 ปี และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอายุ 17 ปี จากเวสต์เวอร์จิเนีย ชื่อยูจีน เลมอน ได้เดินทางมาที่ฟาร์มของฟิชเชอร์เพื่อพิสูจน์ความจริงในเรื่องนี้


สุนัขของยูจีนวิ่งนำหายไปพักหนึ่ง ก่อนที่จะเริ่มเห่าเสียงดังไปที่อะไรบางอย่าง เจ้าสิ่งลึกลับนั้นก็วิ่งอ้อมพวกเขาไปทางด้านหลังด้วยส่วนหางที่อยู่ระหว่างขาของมัน หลังจากที่พวกเขาเดินตามไปได้ประมาณ 400 เมตร ทุกคนก็มาอยู่ที่ยอดเชิงเขา ที่นี่ทุกคนได้อ้างว่าพวกเขาเห็นลูกไฟสีแดงอยู่ห่างออกไปประมาณ 15 เมตรจากทางด้านขวามือ ตอนนั้นทุกคนถูกหมอกปริศนาเข้าปกคลุม มันไม่ใช่หมอกปกติธรรมดา มันสามารถทำให้ดวงตาและจมูกของพวกเขาเป็นรอยไหม้

ภาพจากจินตนาการ

ยูจีนเห็นแสงไฟเล็ก ๆ สองดวงส่องสว่างออกมาจากทางด้านซ้ายของวัตถุลึกลับนั้น มันอยู่บริเวณใต้ต้นโอ๊คกำลังสาดแสงไฟมาที่พวกเขา จากนั้นมันก็หันหน้าไปยังทิศทางที่ลูกไฟสีแดงนั้นปรากฏอยู่ และทันทีที่มันหันไป ทุกคนก็อาศัยช่วงจังหวะนี้หลบหนีกลับมาด้วยความตื่นตะลึง

กลับมาที่บ้านของครอบครัวเมย์ แม่ของเด็ก ๆ ได้แจ้งให้นายอำเภอโรเบิร์ต คาร์ และนายเอ. ลี สจ็วต ผู้ร่วมก่อตั้งหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นชื่อแบร็กซ์ดันเดโมแคร็ท วันนั้นสจ๊วตได้สอบถามรายละเอียดจากทุก ๆ คน

โดยในบันทึกนั้นแต่ละคนอธิบายรูปร่างของมันแตกต่างกันออกไป แต่ส่วนใหญ่ผู้คนที่ได้พบเห็นเจ้าสิ่งนี้ก็ล้วนเล่าขานกันว่ามันสูงอย่างน้อย 7 ฟุต หรือประมาณ 2.1 เมตร ร่างกายสีดำผิวหนังบนใบหน้าสามารถเรืองแสงได้ เหล่าพยานได้ระบุรายละเอียดตรงส่วนหัวของมันว่าดูเหมือนกับเพชรกลับหัว ดวงตาของมันไม่เหมือนมนุษย์อย่างสิ้นเชิง ด้านหลังของศีรษะมีแผ่นวงกลมชิ้นหนึ่งรองรับอยู่ และที่ร่างกายของมันมีวัสดุบางอย่างปกคลุมเหมือนเกราะ โดยทุกคนระบุว่ามันไม่มีอะไรดูเหมือนมนุษย์แม้แต่น้อย

ผู้ที่ได้พบเห็นมันบางคนระบุว่า เจ้าสิ่งนี้มันไม่มีแขนและมีความเร็วว่องไว แต่บางคนกลับบอกว่ามันมีแขนยาว ๆ ยื่นออกมาที่บริเวณส่วนด้านหน้าของร่างกาย และมีนิ้วมือยาวเหมือนกรงเล็บ บางคนให้นิยามเรียกมันว่า "ลิซาร์ดมอนส์เตอร์"

จากนั้นพวกนายอำเภอก็ให้ยูจีนพาเขาไปยังสถานที่เกิดเหตุ โดยสจ็วตได้รายงานว่าที่นั่นมีกลิ่นไหม้อย่างรุนแรงผสมกับกลิ่นโลหะคละคลุ้งไปทั่ว ส่วนทางนายอำเภอและผู้ช่วยเบอร์เนล ลอง ได้ตรวจสอบทั่วบริเวณแล้วก็พบว่า มีร่องรอยบางอย่างยังคงหลงเหลืออยู่บนโคลนเป็นทางยาว 2 รอย ในรอยที่ว่ามีของเหลวสีดำปรากฏอยู่และยืนยันว่ามันต้องเป็นร่องรอยการลงจอดของวัตถุที่ไม่สามารถระบุเอกลักษณ์ หรือที่เราเรียกกันว่ายูเอฟโอแน่ ๆ เพราะที่แห่งนี้ไม่เคยมียานพาหนะใดสัญจรผ่านมาหลายปีแล้ว

แต่ในเวลาไม่นานข้อสันนิษฐานนี้ก็เป็นอันต้องตกไป เพราะมีผู้สามารถพิสูจน์ได้ว่าแท้ที่จริงแล้วร่องรอยดังกล่าวมันคือรอยล้อของรถบรรทุกยี่ห้อเชฟโรเล็ท รุ่นปี ค.ศ. 1942 ของนายแม็กซ์ ล็อคเคิร์ด ที่เขาเองก็เคยเดินทางไปยังจุดเกิดเหตุนี้ เพื่อไปดูเจ้าสิ่งลึกลับช่วงก่อนหน้าที่นายอำเภอจะเดินทางไปถึงเพียงเท่านั้น

พอเหตุการณ์จบลงนายวิลเลียม และดอนน่า สมิธ นักสืบจากสมาคมซิวิลเลียนซอร์เซอร์อินเวสติเกชั่น (Civilian Saucer Investigation, LA) หรือสมาคมนักสืบจานบินพลเรือนจากลอสแองเจลิส ก็ได้เดินทางเข้ามาสืบสวนพบพยานอีกเป็นจำนวนมากที่ยืนยันว่าพวกเขาพบกับเหตุการณ์คล้าย ๆ กันนี้ โดยมีอยู่ครอบครัวหนึ่งให้การว่าพวกเขาทั้งสองได้เคยพบกับสิ่งมีชีวิตลึกลับที่มีรูปร่างลักษณะและกลิ่นเหมือนกัน ก่อนที่เด็ก ๆ กลุ่มแรกจะพบถึงประมาณ 1 สัปดาห์ ซึ่งการพบในครั้งนี้ได้ส่งผลกระทบต่อลูกสาวของเธอถึงขั้นต้องนอนอยู่ในโรงพยาบาลไฮแลนด์คลาคส์เบิร์กถึง 3 สัปดาห์

อีกทั้งยังได้รับคำยืนยันจากแม่ของยูจีนที่เล่าว่า ตอนช่วงเวลาที่เกิดเหตุตอนนั้นบ้านของเธอเกิดสั่นไหวขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ ส่วนวิทยุก็ถูกอะไรบางอย่างตัดสัญญาณไปถึง 45 นาที และมีรายงานจากผู้อำนวยการของคณะกรรมการการศึกษายืนยันว่า เขาเคยเห็นจานบินบินขึ้นในช่วงเวลาประมาณ 6.30น. ของวันที่ 13 กันยายนปีเดียวกันนั้นด้วย ซึ่งเช้าวันดังกล่าวเป็นวันหลังจากคืนเกิดเหตุที่สองแม่ลูกคู่นี้พบเหตุการณ์ประหลาด

หลังจากการเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตลึกลับ สมาชิกบางคนของกลุ่มวันที่ 12 กันยายนได้มีอาการล้มป่วยคล้าย ๆ กัน บางคนก็ยังมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ ซึ่งบางที่คนที่ว่านี้ก็คือพวกในกลุ่มที่อ้างว่าได้สัมผัสกับหมอกประหลาดในคืนนั้น อาการป่วยที่ว่านั้นก็ได้แก่ การระคายเคืองที่เยื่อบุจมูกและคอบวม โดยในรายของยูจีนเขาต้องทนทุกข์ทรมานกับการอาเจียนและชักตลอดทั้งคืน อีกทั้งยังมีอาการระคายเคืองที่คออีกตลอดสัปดาห์

แพทย์ที่ได้ดูแลพยานบางคนได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับอาการเหล่านี้ว่า มันดูคล้ายกับอาการของเหยื่อที่ถูกแก๊สมัสตาร์ดหรือไม่ก็เป็นอาการของผู้ป่วยโรคฮิสทีเรีย แต่มันก็เป็นไปได้ที่สาเหตุจะเกิดจากผู้ป่วยไปประสบกับเหตุการณ์ที่น่าตกใจหรือสะเทือนใจเป็นอย่างมากเช่นกัน

จนเวลาผ่านมา 48 ปี เหตุการณ์นี้ก็ได้รับการพิสูจน์อีกครั้งจากโจเซฟ นิเคล แห่งกลุ่มสืบสวนสิ่งลี้ลับที่เรียกย่อ ๆ ว่า CSI หรือ CSICOP  ซึ่งเรื่องนี้ได้ถูกสรุปไว้ในปี ค.ศ. 2000 ว่า... ลำแสงสีฟ้าที่ถูกพบโดยพยานหลายคนในวันที่ 12 กันยายน ค.ศ. 1952 นั้นน่าจะเป็นอุกาบาต ส่วนแสงสีแดงที่พบนั้นน่าจะเป็นไฟนำทาง หรือไม่ก็เป็นไฟสัญญาณเตือนทางอากาศ ส่วนสิ่งมีชีวิตลึกลับที่พยานได้พบนั้น มันดูใกล้เคียงกับนกฮูก นกเค้าแมว หรือไม่ก็นกแสกเป็นอย่างมาก

"โจเซฟ นิเคล"

ซึ่งนิคเคลได้ยืนยันว่า สาเหตุที่พวกเขาเห็นนกแสกผิดเพี้ยนไปมันก็เป็นเพราะความเครียดและความกังวลที่มากจนเกินเหตุ โดยนิเคลได้ยกข้อสรุปที่ได้มาจากนักสืบคนอื่น ๆ ว่า มันอาจจะเกี่ยวข้องกับกองทัพอากาศก็เป็นได้ แต่ก็ยังมีบางคนที่เข้าใจว่ามันอาจจะไม่ใช่นกฮูกแต่เป็นมนุษย์ผีเสื้อกลางคืน ไม่ก็อาจจะเป็นอะไรที่คล้าย ๆ กับเหตุการณ์การเผชิญหน้ากับสิ่งลึกลับที่คริสเตียนเคาน์ตี้ของกลุ่มเคลลี่ และหมู่บ้านฮ็อพกินส์วิลล์ในรัฐเคนตักกี้ก็เป็นได้

โดยในคืนวันที่ 12 กันยายนของปีนั้น มีรายงานระบุถึงอุกาบาตที่ตกลงมาจนมีผู้พบเห็นมากมายถึง 3 รัฐ นั่นก็คือในแมรี่แลนด์ เพ็นซิลวาเนีย และเวสต์เวอจิเนีย และก็มีรายงานเครื่องบินตกในแถบหุบเขาเอลค์ริเวอร์ที่อยู่ห่างออกไปจากเมืองแฟลตวูดประมาณ 11 ไมล์ โดยมีผู้พบเห็นไฟสีแดงสามดวงกระพริบจากไฟนำทางของเครื่องบินออกมาจากบริเวณที่เกิดเหตุนั้นด้วย และมันก็เป็นไปได้ว่าสิ่งที่พยานเข้าใจว่าเป็นใบหน้าของสิ่งมีชีวิตลึกลับมันก็อาจจะเป็นนกแสก

นกแสก... แกว๊ก แกว๊ก!

ส่วนที่เห็นเหมือนกับมือและกงเล็บกับรูปร่างของใบหน้าที่ดูเหมือนกับรูปทรงโพธิ์ดำของไพ่นั้น นิคเคลสรุปว่าทุก ๆ อย่างนั้นมันเหมือนกับพวกเขาจะเห็นเงาของนกแสกนั่นเอง โดยลักษณะการลอยได้ของมันก็น่าจะเป็นนกแสกตัวใหญ่ที่กำลังเกาะกิ่งไม้อยู่ ซึ่งนักวิจัยผู้นี้ได้สรุปอีกว่าใบไม้ที่ติดอยู่กับกิ่งตรงจุดนกแสกเกาะอยู่นั้นมันสามารถเกิดเป็นภาพลวงตา เหมือนกับว่ามันมีลำตัวส่วนล่างเป็นแบบนั้น
และเขาก็ได้สรุปปัจจัยเหล่านี้มันคือสาเหตุที่ทำให้พยานแต่ละคนเห็นเจ้าสิ่งนี้ไม่เหมือนกัน บางคนก็เห็นเป็นมือกงเล็บเล็ก ๆ บางคนก็เห็นเป็นมืองอกออกมาข้างหน้า ซึ่งมันตรงกับลักษณะของนกแสกที่กำลังเกาะอยู่บนกิ่งไม้เป็นอย่างมาก

มีคำอธิบายอื่น ๆ ได้ถูกนำเสนอออกทางสื่อเช่นกันว่า กลุ่มพยานในวันที่ 12 กันยายนดังกล่าวน่าจะประสบกับเหตุอุกาบาตตก ซึ่งมันส่งผลทำให้เกิดกลุ่มเมฆรูปร่างเหมือนคนได้เช่นกัน และในส่วนของแคธลีน เมย์กับลูกชายนั้น พวกเขาน่าจะมองเห็นเครื่องบินของทางการที่บินไปยังจุดเกิดเหตุมากกว่า

แต่ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาในทุก ๆ ปีที่เมืองแฟลตวูดก็จะจัดนิทรรศการงานฉลองสัตว์ประหลาดตัวสีเขียว โดยในงานจะมีคอนเสิร์ตให้ชมต่อเนื่องตลอดสามวัน ซึ่งทางพิพิธภัณฑ์กรีนมอนส์เตอร์ก็จะจัดงานท่องเที่ยวไปยังจุดเกิดเหตุด้วย


ในส่วนเจ้าสิ่งมีชีวิตลึกลับที่ถูกตั้งชื่อว่าเป็นสัตว์ประหลาดแห่งแฟลตวูดนั้น ก็ได้ถูกนำมาทำเป็นบอสใหญ่ของเครื่องเล่นเกมแฟมิลี่ชื่ออามาก้อน และถูกใช้เป็นบอสในด่านสองของเกมชื่อสเปซแฮริเออร์(ภาค 2) ส่วนเกมอื่น ๆ ที่ใช้มันเป็นสัตว์ประหลาดต่างดาว เช่น
  • ตัว Gimme ของเกมเดอะวันเดอร์ฟูล 101 บนเครื่องเกม Wii U
  • ถูกใช้สรรพนามเรียกแทนตัวว่า “พวกมัน” ในเกมเดอะลีเจนด์ออฟเซลด้า ตอนเมเจอร่าส์มาสค์
  • เคยได้เป็นเป็นบอส ในเกมทัมเบิลป็อบ
  • เคยเป็นตัว “ฮาโยคอนตัน” ในเกมไวด์อาร์มส์
  • เป็นศัตรูประกอบอยู่ในฉากลาสเวกัส ของเกมนินจาเบสบอลแบทแมน
  • ถูกทำเป็นตัวผู้เล่นสายเวทย์มนต์ อยู่ในซีรีย์เกมสไครปเบิลเนาท์
  • และก็ยังมีอีกหลายเกมที่ใช้คาแรกเตอร์ของมันมาทำเป็นตัวประกอบ ซึ่งถ้าใครเคยเล่นเกมไหน แล้วพบกับตัวอะไรที่มีหน้าตาแบบนี้ ก็แสดงว่ามันถูกนำมาจากเรื่องราวนี้นั่นเอง
ตัวอย่างสัตว์ประหลาดแห่งแฟลตวูดในเกมอามาก้อน, สไครปเบิลเนาท์Ninja Baseball Batman และ Tumble pop

เรื่องราวของมันก็ได้ถูกนำมาเล่าอยู่ในเพลงชื่อ The Being ของวงร็อคชื่ออาร์กายกูลซ์บี้แอนด์เดอะร็อฟวิ่งมิดไนท์ ซึ่งท่านผู้ชมสามารถลองหาฟังได้จากเว็บไซต์ยูทูป โดยการพิมพ์ชื่อเพลงในช่องค้นหานะครับ

กดที่นี่เพื่อฟังเพลง The Being

ล่าสุดเมื่อปี ค.ศ. 2014 ที่ผ่านมา ในแบร็กซ์ตันเคาน์ตี้ก็ได้เกิดโครงการสร้างเก้าอี้ยักษ์ที่ใช้รูปร่างลักษณะของสัตว์ประหลาดแห่งแฟลตวูดตัวนี้ มาวางไว้ให้ผู้คนที่ชื่นชอบในตัวมันได้เข้ามานั่งเล่นและถ่ายรูปกันได้อย่างอิสระ ซึ่งถ้าใครได้มีโอกาสไปเที่ยวยังเมืองแฟลตวูดก็อย่าลืมแวะไปถ่ายภาพกันไว้เป็นที่ระลึกนะครับ

ภาพจาก: Cafe Cimino Country Inn  

อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี

ภาพจาก: Killb94   

เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา: Wikipedia และ Ufoevidence.org

แท็ก: flatwoods, แฟลตวูด, monster, ufo, ยูเอฟโอ, มนุษย์ต่างดาว, สัตว์ประหลาดต่างดาว, ปีศาจแห่งเมืองแฟลตวูด, Braxton County Monster, แบร็กซ์ตันเคาน์ตี้, มอนส์เตอร์, lizard monster, ลิซาร์ดมอนส์เตอร์, Phantom of Flatwoods, mustard gas, owl, นกเค้าแมว