ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันศุกร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ โยทสึยะ ไคดัง ตำนานผีพยาบาทจากเรื่องจริงของญี่ปุ่น !!!




"รักมากก็แค้นมาก" คำคุ้นหูคำนี้เป็นสิ่งที่เราจะได้ยิน หลังจากที่เกิดเหตุน่าสลดใจระหว่างชายหญิงที่ล้มเหลวในการใช้ชีวิตร่วมกัน ซึ่งบทสรุปสุดท้ายของมัน ย่อมไม่ใช่เรื่องที่ใคร ๆ อยากให้เกิดแน่ ๆ

กดที่นี่เพื่อดูคลิป

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ ในวันศุกร์สะดวกสัปดาห์นี้ เราจะเล่าตำนานของผีสาวตนหนึ่ง ผีสาวที่ต้องกลับมาแก้แค้นคนทรยศ กับเรื่องจริงที่ถูกซ่อนอยู่เบื้องหลัง ว่าเรื่องนี้... มันคืออะไรกันแน่ ?


โดยเรื่องราวนั้นมีอยู่ว่า


ภาพจาก: Utagawa Kuniyoshi  

ในเอโดะนั้นมีเรื่องเล่าของชายคนหนึ่ง เขาชื่อทามิยะ อิเอม่อน เขาถูกโยทสึยะ ซาม่อน เก็บมาเลี้ยงในฐานะเด็กรับใช้ จนเมื่อเขาโตขึ้นอิเอม่อนจึงได้กลายมาเป็นซามุไรรับใช้ของตระกูล และได้สนิทสนมกับโออิวะลูกสาวของเจ้าบ้าน

ด้วยเพราะทั้งสองเติบโตมาด้วยกันจึงทำให้โออิวะเองก็แอบหลงรักซามุไรหนุ่ม แต่ความสัมพันธ์นี้กลับไม่ได้รับการยอมรับจากเจ้าบ้านซาม่อน เพราะความรักระหว่างนายกับบ่าวในบ้านมันถือเป็นเรื่องน่าอับอายของตระกูล นั่นจึงทำให้ทั้งสองต้องถูกสั่งให้เลิกคบหากันทันที

เมื่อความรักถูกกีดกัน ทำให้ซามุไรหนุ่มถึงกับขาดสติ ซุ่มวางแผนลอบสังหารเจ้านายตัวเองจนสำเร็จ ในขณะที่แม่ของโออิวะเองก็ถูกซามุไรอีกคนลอบสังหารตายไปพร้อม ๆ กัน นั่นจึงทำให้โออิวะและน้องสาวของเธอต้องใช้ชีวิตกันต่อไปตามลำพังสองพี่น้อง โดยไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น

อิเอม่อนจึงอาศัยโอกาสนี้โกหกโออิวะว่า พ่อของเธอถูกซามุไรจากฝ่ายศัตรูฆ่าตาย และออกปากอาสาจะขอเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบชีวิตของเธอตลอดไป ในขณะที่น้องสาวของเธอก็ได้ซามุไรอีกคนพาไปอยู่ด้วย

จากเรื่องดังกล่าวจึงทำให้ทั้งสองได้แต่งงานและอยู่กินด้วยกันจนมีลูกขึ้นมา 1 คน แต่ในขณะที่ชีวิตของโออิวะกำลังเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข อิเอม่อนกลับเริ่มเบื่อชีวิตคู่ แอบไปติดพันอยู่กับโออุเมะลูกสาวของคฤหาสถ์อิโต คิเฮย์ ซึ่งความสัมพันธ์นี้ก็ไม่ได้รับการยอมรับจากพ่อของเธอเช่นกัน เพราะเขามองว่าอิเอม่อนเป็นซามุไรที่แต่งงานจนมีลูกแล้ว การยอมให้อิเอม่อนมาวุ่นวายกับลูกสาวของตนนั้นถือเป็นเรื่องน่าอับอาย แต่เขาก็มองว่าโออุเมะนั้นรักกับอิเอม่อนเป็นอย่างมาก จึงบอกกับซามุไรหนุ่มว่าถ้าจะมาแต่งเป็นเขยบ้านนี้อิเอม่อนจะต้องเลิกกับภรรยาของตัวเองก่อน

จากนั้นอิโตก็ออกอุบายนำยาพิษมามอบให้กับอิเอม่อนเพื่อการนี้ อิเอม่อนเองก็ตกลงทำตามและนำยาพิษไปผสมกับน้ำชาส่งให้ภรรยาดื่ม พอดื่มเสร็จโออิวะก็ล้มป่วยลงในทันที จากนั้นอิเอม่อนจึงได้ว่าจ้างให้คนรับใช้ของตัวเองบุกเข้าไปข่มขืนเมียที่กำลังป่วยของตน แต่พอเอาเข้าจริง ๆ ด้วยศักดิ์ศรีของโออิวะที่สูงกว่า ก็ทำให้คนรับใช้เกิดหวาดกลัวและสารภาพความจริงออกมาว่าเขาถูกอิเอม่อนว่าจ้างให้มาทำเช่นนี้กับเธอ

โออิวะได้ยินเข้าก็เสียใจเป็นอย่างมาก แต่สิ่งที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ ยาพิษที่เธอดื่มเข้าไปในตอนแรกนั้นมันเพิ่งจะเริ่มออกฤทธิ์ตอนนี้พอดี นั่นจึงส่งผลให้ใบหน้าของโออิวะตอนนี้ เกิดเป็นรอยแผลเหมือนถูกไฟไหม้อย่างรุนแรง ผิวหนังบนใบหน้าหลุดลอกออกมาทุกที่ ที่มือของเธอไปสัมผัสโดนเข้า

พอเธอเห็นใบหน้าของตัวเองในกระจกก็ยิ่งเสียใจ จนไปหยิบเอาลิ่มเหล็กแกะสลักงานฝีมือที่วางไว้ เดินเข้าไปหาคนรับใช้เพื่อจะเค้นความจริง คนรับใช้ที่เกิดความกลัวเพราะเห็นสภาพของเธอตอนนี้ ก็สารภาพความจริงออกมาอีกว่า คนที่ทำให้เธอเป็นแบบนี้ก็คือเจ้าบ้านของคฤหาสถ์อิโต พ่อของโออุเมะที่สามีของเธอไปติดพัน และเขายังสารภาพอีกว่าคนที่ฆ่าพ่อของโออิวะนั้นก็คืออิเอม่อนนั่นเอง

ยิ่งได้รู้ความจริงโออิวะก็ยิ่งโกรธแค้นที่เสียรู้ให้กับคนชั่ว เธอกำลิ่มแกะสลักจ่อที่คอของตัวเอง แล้ววิ่งชนกับกำแพงให้มันทิ่มทะลุคอหอยจนเลือดไหลออกมาไม่หยุด คนรับใช้เห็นท่าไม่ดีจึงรีบหนีกลับไปหาอิเอม่อน ทิ้งโออิวะที่ร่างเต็มไปด้วยเลือด อุ้มลูกน้อยพร้อมกับเอ่ยวาจาสาปแช่งสามีของตนว่า

"ฉันจะกลับมาแก้แค้น !!!"

คนรับใช้รีบวิ่งมารายงานกับอิเอม่อนว่า โออิวะนั้นน่าจะเสียชีวิตเพราะยาพิษไปแล้ว และออกปากขอค่าจ้างเพื่อใช้หลบหนี แต่กลับกลายเป็นว่าอิเอม่อนจ่ายค่าจ้างด้วยการใช้ดาบซามุไร ฟันเข้าไปที่กลางแสกหน้าของเขาจนเสียชีวิต ก่อนที่จะเดินทางกลับมาที่บ้าน เพื่อให้เห็นกับตาว่าตอนนี้โออิวะเสียชีวิตจริง ๆ หรือเปล่า

พอกลับมาถึงเขาก็พบกับศพของเธอนอนคว่ำหน้า พอพลิกศพให้หงายขึ้นมาก็ตกใจกับใบหน้าของเธอที่ตอนนี้ดูน่าเกลียดน่ากลัวเป็นอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตามถึงทุกอย่างจะผิดแผนไปบ้าง แต่ผลที่ได้ก็คือตอนนี้ไม่มีโออิวะอยู่ในโลกนี้แล้ว เขาจึงนำร่างของเธอตอกติดกับแผ่นกระดาน แล้วแบกร่างของเธอนำไปลอยทิ้งในคลองแถวท้ายหมู่บ้าน ก่อนที่จะเดินทางไปคฤหาสถ์อิโตเพื่อแจ้งข่าวดีกับพ่อตาคนใหม่

ภาพจาก: Utagawa Kuniyoshi       

ทุกอย่างสำเร็จตามเป้าหมายเช่นนี้ เจ้าบ้านอิโตจึงได้จัดพิธีแต่งงานให้กับลูกสาวสมความตั้งใจ และยกห้องให้ทั้งสองอยู่กินด้วยกันภายในคฤหาสถ์ของเขา

พองานแต่งงานจบลง อิเอม่อนก็พาภรรยาใหม่ของตัวเองเข้าห้องนอน โออุเมะผู้เขินอายกับชีวิตคู่ในคืนแรกก็หันหน้าหนีหลบสามีไปดื้อ ๆ อิเอม่อนจึงสะกิดเรียกให้เธอหันหน้ากลับมาเพื่อจะเชยชม แต่พอโออุเมะหันหน้ากลับมา มันก็ทำให้อิเอม่อนตกใจกระโดดตัวลอยออกมาจากที่นอนในทันที เพราะใบหน้าของโออุเมะตอนนี้ ได้กลายเป็นใบหน้าเสียโฉมของโออิวะไปแล้ว ใบหน้าอันอัปลักษณ์ของเมียเก่า ค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาหาสามีและพูดว่า


"อิเอม่อน... ไหนสัญญาว่าจะไม่ทิ้งกัน เจ้าคนทรยศ !!!"

สิ่งที่อยู่ตรงหน้าอิเอม่อนตอนนี้ ทำให้เขากลัวจนลนลาน คว้าดาบซามุไรออกมาฟันที่คอของผีภรรยาเก่าทันที พอผีโออิวะล้มลงร่างนั้นก็กลับมาเป็นโออุเมะที่เสียชีวิตเพราะถูกซามุไรของเขาฟันคอจนเป็นแผลลึก

เห็นแบบนั้นอิเอม่อนก็รีบเข้าไปดูอาการของเธอ แต่ทุกอย่างก็สายเกินไป เพราะโออุเมะขาดใจตายไปแล้ว ขณะที่อิเอม่อนกำลังเสียใจอยู่นั้น สายตาของเขาก็พลันไปเห็นลูกไฟวิญญาณของโออิวะ กำลังลอยไปมาอยู่เหนือศพของโออุเมะ อิเอม่อนเห็นเข้าก็ตกใจกลัว ถึงขนาดวิ่งทะลุประตูออกไปอย่างเสียสติ

อิเอม่อนรีบวิ่งไปยังห้องนอนของพ่อตา แล้วตะโกนเรียกให้เขาเปิดประตูเพื่อขอหลบซ่อน แต่เมื่อประตูห้องถูกเปิดออก อิเอม่อนก็พบกับร่างของคนรับใช้ที่ตายไปนั่งอยู่ ที่ใบหน้ายังมีรอยแผลจากดาบซามุไรของเขาถูกบากเป็นรอยลึก ใช่แล้ว ! นอกจากวิญญาณของโออิวะ ก็ยังมีวิญญาณของคนรับใช้ที่ต้องการจะแก้แค้น ผีคนรับใช้ได้เอ่ยปากพูดกับเขาว่า


“จ่ายค่าจ้างมาเสียทีสิเจ้านาย !!!”

จนอิเอม่อนที่ตกใจอยู่แล้วถึงกับขาดสติคว้าดาบซามุไรออกมา ฟันซ้ำเข้าไปที่ใบหน้าของคนรับใช้จนล้มลงไป พอทุกอย่างจบลงอิเอม่อนถึงได้รู้ว่า คนที่เขาเพิ่งใช้ซามุไรฟันไปนั้นคือพ่อตาของเขานั่นเอง

อิเอม่อนถึงกับขวัญผวา รีบวิ่งหนีออกมานอกคฤหาสถ์พ่อตาเข้าไปหลบอยู่ในบริเวณวัดใกล้ ๆ แต่วิญญาณของโออิวะก็ยังคงตามมาหลอกหลอนจนเขาเสียสติ วิ่งหนีกลับมาที่คฤหาสถ์ก็เจอแต่ภาพหลอน คนรับใช้ที่วิ่งออกมาสอบถามด้วยความเป็นห่วงก็ถูกอิเอม่อนฆ่าทิ้งไปทีละคน

นั่นก็เป็นเพราะว่าตอนนี้ในสายตาของอิเอม่อนเห็นใบหน้าทุกคนเป็นหน้าของเมียเก่าที่ตายไป พอใครเดินเข้ามาใกล้ อิเอม่อนก็ใช้ดาบซามุไรสังหารพวกเขาจนตายทันที คนที่หนีรอดไปได้ก็รีบวิ่งไปแจ้งเจ้าหน้าที่บ้านเมืองให้เข้ามาช่วย อิเอม่อนที่เป็นบ้าไปแล้วก็พยายามต่อสู้ฝ่าวงล้อมเจ้าหน้าที่หนีออกมาจนถึงริมคลอง แห่งเดียวกันกับที่ ๆ เขาลอยศพของโออิวะทิ้งไปนั่นเอง

อิเอม่อนสงบสติอารมณ์ลงแล้วจ้องมองไปในลำคลอง เขาเห็นศพของโออิวะลอยขึ้นมา พร้อมพูดกับเขาด้วยประโยคเดิม


“อิเอม่อน... ไหนว่าจะไม่ทิ้งกัน เจ้าคนทรยศ !!!”

ถึงตรงนี้อิเอม่อนก็สำนึกขึ้นมาแต่ทุกอย่างมันก็สายเกินไป เขาล้มลงหัวใจวายตายที่ตรงริมคลองแห่งนั้น ท่ามกลางสายตาของผีโออิวะที่มองดูสามีของตัวเองตายไปอย่างมีความสุข


--จบ--


โยทสึยะ ไคดัง หรือ เรื่องสยองขวัญของโยทสึยะ เป็นเรื่องราวความพยาบาทระหว่างสองสามีภรรยาที่ถูกยกให้เป็นเรื่องเล่าน่ากลัวแนวสยองขวัญตลอดกาลของประเทศญี่ปุ่น โด่งดังจนเคยถูกนำมาดัดแปลงเป็นภาพยนต์มาแล้วมากกว่า 30 ครั้ง และยังคงนิยมนำมาดัดแปลงเล่าใหม่มาจนถึงทุกวันนี้

โดยเรื่องราวนี้ถูกแต่งขึ้นโดยสึรุยะ นันโบคุ ที่ 4 เพื่อนำมาใช้เป็นบทละครคาบุกิ โดยใช้ชื่อเดิมว่า โทไคโด โยทสึยะ ไคดั และถูกนำมาย่อให้ชื่อสั้นลงเป็น โยทสึยะ ไคดัง ในภายหลัง

"สึรุยะ นันโบคุ ที่ 4" ผู้แต่งเรื่องโยทสึยะ ไคดัง

ซึ่งที่มาของเรื่องน่ากลัวเรื่องนี้ สึรุยะ นันโบคุได้ดัดแปลงมาจากเรื่องที่เกิดขึ้นจริงของคดีฆาตกรรมสองราย โดยรายแรกเป็นคดีซามุไรคนหนึ่ง พลั้งมือสังหารเจ้านายของตัวเองด้วยสาเหตุบางอย่าง ก่อนที่จะถูกนำตัวไปประหารภายในวันนั้น ผสมกับอีกคดีที่คนร้ายเป็นซามุไร ผู้แอบไปหลงรักกับนางสนมในวังคนหนึ่ง พอความแตกขึ้นมาทั้งสองก็ถูกจับมัดตรึงไว้กับท่อนซุง แล้วนำไปลอยในแม่น้ำคันดะ จากนั้นเขาก็เพิ่มจินตนาการเกี่ยวกับภูติผีพยาบาทเข้าไปจนได้เป็นบทละครเรื่องนี้ขึ้นมา

โดยหลังจากเรื่องดังกล่าวถูกนำไปแสดงบนเวทีครั้งแรกเมื่อช่วงเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1825 ที่โรงละครนาคามุราสะเธียร์เตอร์ ในกรุงเอโดะหรือโตเกียวในปัจจุบัน ด้วยเนื้อหาที่ดูสมจริงและสนุกสนาน มันก็ได้ทำให้การแสดงในครั้งนั้นประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก จนแม้จะหมดรอบแสดงกันไปแล้ว ทางผู้ควบคุมการแสดงก็ยังคงถูกบังคับให้ทำการแสดงต่อเพื่อสนองความต้องการของผู้ชมจำนวนมาก

จนสุดท้ายมันก็ได้กลายเป็นสุดยอดเรื่องเล่าน่ากลัวสยองขวัญที่ไม่ว่าใคร ๆ ในสมัยนั้นก็ต้องพูดถึง ส่งผลให้ผู้คนที่จำเป็นจะต้องสัญจรผ่านเข้าออกในวัดหรือศาลเจ้า ไม่มียกเว้นตั้งแต่ชนชั้นสูงไปถึงชนนั้นล่าง ต้องเกิดอาการหวาดผวากลัวเห็นผีโออิวะราวกับว่าเธอมีตัวตนจริง ๆ

จากกระแสความนิยมที่ถูกเล่าสืบต่อกันมาเกือบแปดสิบแปดปี โยทสึยะ ไคดังก็ได้ถูกนำมาดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์ออกฉายมากถึง 18 เวอร์ชั่น ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1913 จนถึง ค.ศ. 1937 และยังถูกนำมาสร้างเป็น ภาพยนตร์ ในยุคถัดมาอีกหลายเวอร์ชั่น เรื่อยไปจนถึงนำบทมาขยายความเป็นภาคต่อ ให้ได้ดูกันเหมือนกับซีรีย์บ้านผีปอบของเรา



จนมาถึงปี ค.ศ. 2006 โยทสึยะ ไคดังก็ถูกนำมาดัดแปลงทำเป็นบทการ์ตูนอะนิเมะความยาว 4 ตอน ในชื่อเรื่อง อายาคาชิ

"อายาคาชิ" [Ayakashi - Samurai Horror Tales]

ด้วยความที่มันโด่งดังมาก จนคนญี่ปุ่นในท้องที่ที่เรื่องนี้ได้ถูกอ้างถึงได้ร่วมใจกันสร้าง สุสาน ให้กับโออิวะผีสาวผู้น่าสงสาร ให้เธอได้มีสุสานที่อยู่จริง ๆ ภายในวัดเมียวเกียวจิ ตำบลสุงาโมะ อำเภอโทชิมาคุ จังหวัดโตเกียว ซึ่งเป็นสถานที่ ๆ ถูกอ้างอิงในเรื่อง ไว้เพื่อแสดงความเคารพและยกให้เป็นเรื่องน่ากลัวประจำท้องที่กันเลยทีเดียว ดังนั้นถ้าหากใครได้มีโอกาสไปเยี่ยมสุสานของโออิวะก็อย่าลืมถ่ายภาพสุสานของเธอมาฝากมิติที่ 6 กันด้วยนะครับ

สุสานโออิวะในปัจจุบัน
(ภาพจาก: Odigo.jp)

แล้วอย่าลืมติดตามรายการมิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ พร้อมกับที่มาของมันกันได้ทุกวันศุกร์สะดวก อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี


แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา: Wikipedia

แท็ก: Myogyoji Temple, Sugamo, Tōkaidō, Yotsuya, Kaidan, โยทสึยะ, ไคดัง, Ayakashi, อายาคาชิ, Ghost Story of Yotsuya, ผีพยาบาท, เรื่องสยองขวัญของโยทสึยะ, ผีญี่ปุ่น, Japanese ghosts, Japanese folklore, Japanese horror fiction, Kabuki plays, 1825 plays, Japanese films, Female legendary creatures

วันพุธที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 เปิดปมปริศนา Flatwoods monster ตำนานสิ่งลึกลับแห่งเมืองแฟลตวูด !!!




ในเวสต์เวอร์จิเนียของประเทศสหรัฐอเมริกานั้น มีเรื่องเล่าน่ากลัวเรื่องหนึ่งที่รู้จักกันในชื่อ "แบร็กซ์ตันเคาน์ตี้มอนส์เตอร์" หรือ "ปีศาจแห่งเมืองแฟลตวูด" ที่ถูกพบเห็นในวันที่ 12 กันยายน ค.ศ. 1952 ในเรื่องราวนี้มีการพูดถึงสิ่งมีชีวิตลึกลับรูปร่างแปลกประหลาด ที่พวกเขาได้วาดรูปของมันไว้ให้คนรุ่นหลังดู โดยยืนยันว่าพวกเขาได้เห็นเจ้าสิ่งนี้ในระยะใกล้ชิดมาแล้ว

กดที่นี่เพื่อดูคลิป

มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาคุณไปพบกับปริศนาเรื่องหนึ่ง เรื่องราวของการเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตลึกลับจากฟากฟ้า พร้อมกับคำอธิบายทุก ๆ ด้านที่เราจะต้องใช้วิจารณญาณกันว่า ในคืนวันนั้นพวกเขาได้พบกับอะไรกันแน่ !?


The Flatwoods Monster

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม ค.ศ. 2010 มีเรื่องราวเรื่องหนึ่ง ได้ถูกบอกเล่าและนำเสนอไว้ในรายการมอนส์เตอร์เควสต์ ในรายการได้พบกับพยานจำนวนมากมาย ล้วนบอกว่าได้เห็นวัตถุทรงกลมเรืองแสงสีแดง ลอยอยู่เหนือพื้นดินในบริเวณที่เชื่อว่าพบเห็นมัน นักยูเอฟโอวิทยาต่างก็เชื่อว่า มันจะต้องเป็นพลังงานที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากยานอวกาศ ส่วนเจ้าสิ่งมีชีวิตลึกลับนั่นก็น่าจะเป็นนักบินจากต่างดาวอย่างแน่นอน

เรื่องราวนี้มันเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 กันยายน ค.ศ. 1952 ช่วงเวลาประมาณ 17.15 น. เอ็ดเวิร์ดและเฟร็ดสองพี่น้องตระกูลเมย์ พร้อมกับเพื่อนชื่อทอมมี่ ไฮเออร์ ทั้งสามคนอายุ 13 ปี 12 ปี และ 11 ปี ตามลำดับ ได้พบกับวัตถุปริศนาลอยมาจากฟากฟ้าลงจอดบนที่ดินของนายจี เบลลี่ ฟิชเชอร์ พวกเขาจึงรีบวิ่งกลับไปที่บ้านของสองพี่น้องตระกูลเมย์ เพื่อบอกให้แคธลีน เมย์ แม่ของพวกเขาทราบว่าเพิ่งได้พบกับอะไรมา

"ยูจีน เลมอน และมารดาของเอ็ดเวิร์ด เมย์" ผู้พบสัตว์ประหลาดต่างดาว

ต่อมาก็มีเด็กชายอีกสามคนชื่อนีล นันลี่ อายุ 14 ปี รอนนี่ เชฟเวอร์ อายุ 10 ปี และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอายุ 17 ปี จากเวสต์เวอร์จิเนีย ชื่อยูจีน เลมอน ได้เดินทางมาที่ฟาร์มของฟิชเชอร์เพื่อพิสูจน์ความจริงในเรื่องนี้


สุนัขของยูจีนวิ่งนำหายไปพักหนึ่ง ก่อนที่จะเริ่มเห่าเสียงดังไปที่อะไรบางอย่าง เจ้าสิ่งลึกลับนั้นก็วิ่งอ้อมพวกเขาไปทางด้านหลังด้วยส่วนหางที่อยู่ระหว่างขาของมัน หลังจากที่พวกเขาเดินตามไปได้ประมาณ 400 เมตร ทุกคนก็มาอยู่ที่ยอดเชิงเขา ที่นี่ทุกคนได้อ้างว่าพวกเขาเห็นลูกไฟสีแดงอยู่ห่างออกไปประมาณ 15 เมตรจากทางด้านขวามือ ตอนนั้นทุกคนถูกหมอกปริศนาเข้าปกคลุม มันไม่ใช่หมอกปกติธรรมดา มันสามารถทำให้ดวงตาและจมูกของพวกเขาเป็นรอยไหม้

ภาพจากจินตนาการ

ยูจีนเห็นแสงไฟเล็ก ๆ สองดวงส่องสว่างออกมาจากทางด้านซ้ายของวัตถุลึกลับนั้น มันอยู่บริเวณใต้ต้นโอ๊คกำลังสาดแสงไฟมาที่พวกเขา จากนั้นมันก็หันหน้าไปยังทิศทางที่ลูกไฟสีแดงนั้นปรากฏอยู่ และทันทีที่มันหันไป ทุกคนก็อาศัยช่วงจังหวะนี้หลบหนีกลับมาด้วยความตื่นตะลึง

กลับมาที่บ้านของครอบครัวเมย์ แม่ของเด็ก ๆ ได้แจ้งให้นายอำเภอโรเบิร์ต คาร์ และนายเอ. ลี สจ็วต ผู้ร่วมก่อตั้งหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นชื่อแบร็กซ์ดันเดโมแคร็ท วันนั้นสจ๊วตได้สอบถามรายละเอียดจากทุก ๆ คน

โดยในบันทึกนั้นแต่ละคนอธิบายรูปร่างของมันแตกต่างกันออกไป แต่ส่วนใหญ่ผู้คนที่ได้พบเห็นเจ้าสิ่งนี้ก็ล้วนเล่าขานกันว่ามันสูงอย่างน้อย 7 ฟุต หรือประมาณ 2.1 เมตร ร่างกายสีดำผิวหนังบนใบหน้าสามารถเรืองแสงได้ เหล่าพยานได้ระบุรายละเอียดตรงส่วนหัวของมันว่าดูเหมือนกับเพชรกลับหัว ดวงตาของมันไม่เหมือนมนุษย์อย่างสิ้นเชิง ด้านหลังของศีรษะมีแผ่นวงกลมชิ้นหนึ่งรองรับอยู่ และที่ร่างกายของมันมีวัสดุบางอย่างปกคลุมเหมือนเกราะ โดยทุกคนระบุว่ามันไม่มีอะไรดูเหมือนมนุษย์แม้แต่น้อย

ผู้ที่ได้พบเห็นมันบางคนระบุว่า เจ้าสิ่งนี้มันไม่มีแขนและมีความเร็วว่องไว แต่บางคนกลับบอกว่ามันมีแขนยาว ๆ ยื่นออกมาที่บริเวณส่วนด้านหน้าของร่างกาย และมีนิ้วมือยาวเหมือนกรงเล็บ บางคนให้นิยามเรียกมันว่า "ลิซาร์ดมอนส์เตอร์"

จากนั้นพวกนายอำเภอก็ให้ยูจีนพาเขาไปยังสถานที่เกิดเหตุ โดยสจ็วตได้รายงานว่าที่นั่นมีกลิ่นไหม้อย่างรุนแรงผสมกับกลิ่นโลหะคละคลุ้งไปทั่ว ส่วนทางนายอำเภอและผู้ช่วยเบอร์เนล ลอง ได้ตรวจสอบทั่วบริเวณแล้วก็พบว่า มีร่องรอยบางอย่างยังคงหลงเหลืออยู่บนโคลนเป็นทางยาว 2 รอย ในรอยที่ว่ามีของเหลวสีดำปรากฏอยู่และยืนยันว่ามันต้องเป็นร่องรอยการลงจอดของวัตถุที่ไม่สามารถระบุเอกลักษณ์ หรือที่เราเรียกกันว่ายูเอฟโอแน่ ๆ เพราะที่แห่งนี้ไม่เคยมียานพาหนะใดสัญจรผ่านมาหลายปีแล้ว

แต่ในเวลาไม่นานข้อสันนิษฐานนี้ก็เป็นอันต้องตกไป เพราะมีผู้สามารถพิสูจน์ได้ว่าแท้ที่จริงแล้วร่องรอยดังกล่าวมันคือรอยล้อของรถบรรทุกยี่ห้อเชฟโรเล็ท รุ่นปี ค.ศ. 1942 ของนายแม็กซ์ ล็อคเคิร์ด ที่เขาเองก็เคยเดินทางไปยังจุดเกิดเหตุนี้ เพื่อไปดูเจ้าสิ่งลึกลับช่วงก่อนหน้าที่นายอำเภอจะเดินทางไปถึงเพียงเท่านั้น

พอเหตุการณ์จบลงนายวิลเลียม และดอนน่า สมิธ นักสืบจากสมาคมซิวิลเลียนซอร์เซอร์อินเวสติเกชั่น (Civilian Saucer Investigation, LA) หรือสมาคมนักสืบจานบินพลเรือนจากลอสแองเจลิส ก็ได้เดินทางเข้ามาสืบสวนพบพยานอีกเป็นจำนวนมากที่ยืนยันว่าพวกเขาพบกับเหตุการณ์คล้าย ๆ กันนี้ โดยมีอยู่ครอบครัวหนึ่งให้การว่าพวกเขาทั้งสองได้เคยพบกับสิ่งมีชีวิตลึกลับที่มีรูปร่างลักษณะและกลิ่นเหมือนกัน ก่อนที่เด็ก ๆ กลุ่มแรกจะพบถึงประมาณ 1 สัปดาห์ ซึ่งการพบในครั้งนี้ได้ส่งผลกระทบต่อลูกสาวของเธอถึงขั้นต้องนอนอยู่ในโรงพยาบาลไฮแลนด์คลาคส์เบิร์กถึง 3 สัปดาห์

อีกทั้งยังได้รับคำยืนยันจากแม่ของยูจีนที่เล่าว่า ตอนช่วงเวลาที่เกิดเหตุตอนนั้นบ้านของเธอเกิดสั่นไหวขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ ส่วนวิทยุก็ถูกอะไรบางอย่างตัดสัญญาณไปถึง 45 นาที และมีรายงานจากผู้อำนวยการของคณะกรรมการการศึกษายืนยันว่า เขาเคยเห็นจานบินบินขึ้นในช่วงเวลาประมาณ 6.30น. ของวันที่ 13 กันยายนปีเดียวกันนั้นด้วย ซึ่งเช้าวันดังกล่าวเป็นวันหลังจากคืนเกิดเหตุที่สองแม่ลูกคู่นี้พบเหตุการณ์ประหลาด

หลังจากการเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตลึกลับ สมาชิกบางคนของกลุ่มวันที่ 12 กันยายนได้มีอาการล้มป่วยคล้าย ๆ กัน บางคนก็ยังมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ ซึ่งบางที่คนที่ว่านี้ก็คือพวกในกลุ่มที่อ้างว่าได้สัมผัสกับหมอกประหลาดในคืนนั้น อาการป่วยที่ว่านั้นก็ได้แก่ การระคายเคืองที่เยื่อบุจมูกและคอบวม โดยในรายของยูจีนเขาต้องทนทุกข์ทรมานกับการอาเจียนและชักตลอดทั้งคืน อีกทั้งยังมีอาการระคายเคืองที่คออีกตลอดสัปดาห์

แพทย์ที่ได้ดูแลพยานบางคนได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับอาการเหล่านี้ว่า มันดูคล้ายกับอาการของเหยื่อที่ถูกแก๊สมัสตาร์ดหรือไม่ก็เป็นอาการของผู้ป่วยโรคฮิสทีเรีย แต่มันก็เป็นไปได้ที่สาเหตุจะเกิดจากผู้ป่วยไปประสบกับเหตุการณ์ที่น่าตกใจหรือสะเทือนใจเป็นอย่างมากเช่นกัน

จนเวลาผ่านมา 48 ปี เหตุการณ์นี้ก็ได้รับการพิสูจน์อีกครั้งจากโจเซฟ นิเคล แห่งกลุ่มสืบสวนสิ่งลี้ลับที่เรียกย่อ ๆ ว่า CSI หรือ CSICOP  ซึ่งเรื่องนี้ได้ถูกสรุปไว้ในปี ค.ศ. 2000 ว่า... ลำแสงสีฟ้าที่ถูกพบโดยพยานหลายคนในวันที่ 12 กันยายน ค.ศ. 1952 นั้นน่าจะเป็นอุกาบาต ส่วนแสงสีแดงที่พบนั้นน่าจะเป็นไฟนำทาง หรือไม่ก็เป็นไฟสัญญาณเตือนทางอากาศ ส่วนสิ่งมีชีวิตลึกลับที่พยานได้พบนั้น มันดูใกล้เคียงกับนกฮูก นกเค้าแมว หรือไม่ก็นกแสกเป็นอย่างมาก

"โจเซฟ นิเคล"

ซึ่งนิคเคลได้ยืนยันว่า สาเหตุที่พวกเขาเห็นนกแสกผิดเพี้ยนไปมันก็เป็นเพราะความเครียดและความกังวลที่มากจนเกินเหตุ โดยนิเคลได้ยกข้อสรุปที่ได้มาจากนักสืบคนอื่น ๆ ว่า มันอาจจะเกี่ยวข้องกับกองทัพอากาศก็เป็นได้ แต่ก็ยังมีบางคนที่เข้าใจว่ามันอาจจะไม่ใช่นกฮูกแต่เป็นมนุษย์ผีเสื้อกลางคืน ไม่ก็อาจจะเป็นอะไรที่คล้าย ๆ กับเหตุการณ์การเผชิญหน้ากับสิ่งลึกลับที่คริสเตียนเคาน์ตี้ของกลุ่มเคลลี่ และหมู่บ้านฮ็อพกินส์วิลล์ในรัฐเคนตักกี้ก็เป็นได้

โดยในคืนวันที่ 12 กันยายนของปีนั้น มีรายงานระบุถึงอุกาบาตที่ตกลงมาจนมีผู้พบเห็นมากมายถึง 3 รัฐ นั่นก็คือในแมรี่แลนด์ เพ็นซิลวาเนีย และเวสต์เวอจิเนีย และก็มีรายงานเครื่องบินตกในแถบหุบเขาเอลค์ริเวอร์ที่อยู่ห่างออกไปจากเมืองแฟลตวูดประมาณ 11 ไมล์ โดยมีผู้พบเห็นไฟสีแดงสามดวงกระพริบจากไฟนำทางของเครื่องบินออกมาจากบริเวณที่เกิดเหตุนั้นด้วย และมันก็เป็นไปได้ว่าสิ่งที่พยานเข้าใจว่าเป็นใบหน้าของสิ่งมีชีวิตลึกลับมันก็อาจจะเป็นนกแสก

นกแสก

ส่วนที่เห็นเหมือนกับมือและกงเล็บกับรูปร่างของใบหน้าที่ดูเหมือนกับรูปทรงโพธิ์ดำของไพ่นั้น นิคเคลสรุปว่าทุก ๆ อย่างนั้นมันเหมือนกับพวกเขาจะเห็นเงาของนกแสกนั่นเอง โดยลักษณะการลอยได้ของมันก็น่าจะเป็นนกแสกตัวใหญ่ที่กำลังเกาะกิ่งไม้อยู่ ซึ่งนักวิจัยผู้นี้ได้สรุปอีกว่าใบไม้ที่ติดอยู่กับกิ่งตรงจุดนกแสกเกาะอยู่นั้นมันสามารถเกิดเป็นภาพลวงตา เหมือนกับว่ามันมีลำตัวส่วนล่างเป็นแบบนั้น
และเขาก็ได้สรุปปัจจัยเหล่านี้มันคือสาเหตุที่ทำให้พยานแต่ละคนเห็นเจ้าสิ่งนี้ไม่เหมือนกัน บางคนก็เห็นเป็นมือกงเล็บเล็ก ๆ บางคนก็เห็นเป็นมืองอกออกมาข้างหน้า ซึ่งมันตรงกับลักษณะของนกแสกที่กำลังเกาะอยู่บนกิ่งไม้เป็นอย่างมาก

มีคำอธิบายอื่น ๆ ได้ถูกนำเสนอออกทางสื่อเช่นกันว่า กลุ่มพยานในวันที่ 12 กันยายนดังกล่าวน่าจะประสบกับเหตุอุกาบาตตก ซึ่งมันส่งผลทำให้เกิดกลุ่มเมฆรูปร่างเหมือนคนได้เช่นกัน และในส่วนของแคธลีน เมย์กับลูกชายนั้น พวกเขาน่าจะมองเห็นเครื่องบินของทางการที่บินไปยังจุดเกิดเหตุมากกว่า

แต่ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาในทุก ๆ ปีที่เมืองแฟลตวูดก็จะจัดนิทรรศการงานฉลองสัตว์ประหลาดตัวสีเขียว โดยในงานจะมีคอนเสิร์ตให้ชมต่อเนื่องตลอดสามวัน ซึ่งทางพิพิธภัณฑ์กรีนมอนส์เตอร์ก็จะจัดงานท่องเที่ยวไปยังจุดเกิดเหตุด้วย


ในส่วนเจ้าสิ่งมีชีวิตลึกลับที่ถูกตั้งชื่อว่าเป็นสัตว์ประหลาดแห่งแฟลตวูดนั้น ก็ได้ถูกนำมาทำเป็นบอสใหญ่ของเครื่องเล่นเกมแฟมิลี่ชื่ออามาก้อน และถูกใช้เป็นบอสในด่านสองของเกมชื่อสเปซแฮริเออร์(ภาค 2) ส่วนเกมอื่น ๆ ที่ใช้มันเป็นสัตว์ประหลาดต่างดาว เช่น
  • ตัว Gimme ของเกมเดอะวันเดอร์ฟูล 101 บนเครื่องเกม Wii U
  • ถูกใช้สรรพนามเรียกแทนตัวว่า “พวกมัน” ในเกมเดอะลีเจนด์ออฟเซลด้า ตอนเมเจอร่าส์มาสค์
  • เคยได้เป็นเป็นบอส ในเกมทัมเบิลป็อบ
  • เคยเป็นตัว “ฮาโยคอนตัน” ในเกมไวด์อาร์มส์
  • เป็นศัตรูประกอบอยู่ในฉากลาสเวกัส ของเกมนินจาเบสบอลแบทแมน
  • ถูกทำเป็นตัวผู้เล่นสายเวทย์มนต์ อยู่ในซีรีย์เกมสไครปเบิลเนาท์
  • และก็ยังมีอีกหลายเกมที่ใช้คาแรกเตอร์ของมันมาทำเป็นตัวประกอบ ซึ่งถ้าใครเคยเล่นเกมไหน แล้วพบกับตัวอะไรที่มีหน้าตาแบบนี้ ก็แสดงว่ามันถูกนำมาจากเรื่องราวนี้นั่นเอง
ตัวอย่างสัตว์ประหลาดแห่งแฟลตวูดในเกมอามาก้อน, สไครปเบิลเนาท์Ninja Baseball Batman และ Tumble pop

เรื่องราวของมันก็ได้ถูกนำมาเล่าอยู่ในเพลงชื่อ The Being ของวงร็อคชื่ออาร์กายกูลซ์บี้แอนด์เดอะร็อฟวิ่งมิดไนท์ ซึ่งท่านผู้ชมสามารถลองหาฟังได้จากเว็บไซต์ยูทูป โดยการพิมพ์ชื่อเพลงในช่องค้นหานะครับ

กดที่นี่เพื่อฟังเพลง The Being

ล่าสุดเมื่อปี ค.ศ. 2014 ที่ผ่านมา ในแบร็กซ์ตันเคาน์ตี้ก็ได้เกิดโครงการสร้างเก้าอี้ยักษ์ที่ใช้รูปร่างลักษณะของสัตว์ประหลาดแห่งแฟลตวูดตัวนี้ มาวางไว้ให้ผู้คนที่ชื่นชอบในตัวมันได้เข้ามานั่งเล่นและถ่ายรูปกันได้อย่างอิสระ ซึ่งถ้าใครได้มีโอกาสไปเที่ยวยังเมืองแฟลตวูดก็อย่าลืมแวะไปถ่ายภาพกันไว้เป็นที่ระลึกนะครับ

ภาพจาก: Cafe Cimino Country Inn  

อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี

ภาพจาก: Killb94   

เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา: Wikipedia และ Ufoevidence.org

แท็ก: flatwoods, แฟลตวูด, monster, ufo, ยูเอฟโอ, มนุษย์ต่างดาว, สัตว์ประหลาดต่างดาว, ปีศาจแห่งเมืองแฟลตวูด, Braxton County Monster, แบร็กซ์ตันเคาน์ตี้, มอนส์เตอร์, lizard monster, ลิซาร์ดมอนส์เตอร์, Phantom of Flatwoods, mustard gas, owl, นกเค้าแมว

วันศุกร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ ไขปริศนาทำไมนางสงกรานต์ปี พ.ศ. 2560 ถึงนอนบนหลังช้าง !?



ปีนี้น้ำมากเสี่ยงจะท่วมใหญ่ บ้านเมืองจะเกิดยุทธสงครามฆ่าฟันกัน คำทำนายบ้านเมืองชุดนี้เกิดขึ้นมาจากการทำนายทายทักของสมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ พูดถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นหลังจากวันสงกรานต์ปี พ.ศ. 2560 นี้ โดยกรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งได้ระบุชื่อนางสงกรานต์ประจำปีว่าปีนี้คือวาระของนาง ซึ่งถือเป็นเทวีฝ่ายร้าย !!!

กดเพื่อดูคลิปที่นี่

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ ในวันศุกร์สะดวกสัปดาห์นี้ เราจะพาคุณไปรู้จักกับเธอนางสงกรานต์ฝ่ายร้ายผู้ห้าวหาญ ที่ในปีนี้แม้มันจะถึงเวลาที่เธอจะต้องเข้ามารับหน้าที่สำคัญ แต่เธอกลับเดินทางมาด้วยอิริยาบถที่ผิดปกติ ที่เป็นเช่นนี้... มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ !?


โดยเรื่องราวนั้นมีอยู่ว่า


ตามจารึกที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม(วัดโพธิ์) มีตำนานเรื่องเล่าพูดถึงเศรษฐีผู้ร่ำรวยแต่กลับไร้ทายาทคนหนึ่ง ได้ไปมีเรื่องทะเลาะกับคนขี้เมาที่ปลูกบ้านอยู่ใกล้ ๆ กัน เถียงไปเถียงมาเศรษฐีก็ถูกขี้เมาจี้ใจดำเรื่องไม่มีลูก แถมยังถูกเยาะเย้ยว่าสู้ตนไม่ได้เพราะขี้เมาแต่มีลูกตั้ง 2 คน นั่นจึงทำให้เศรษฐีถึงกับสะอึก เดินหลบหน้าเข้าบ้านไปนั่งน้อยใจอยู่เพียงคนเดียว

ด้วยเหตุนี้เศรษฐีจึงทำพิธีบวงสรวงต่อดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ทุกวัน จนเวลาผ่านไปสามปีเศรษฐีก็ยังไม่ได้ลูกกับเขาสักที จนถึงช่วงเข้าสู่ราศีเมษเศรษฐีจึงตัดสินใจไปอธิษฐานขอลูกกับรุกขเทวาที่สิงสถิตย์อยู่ในต้นไทรริมน้ำ


ซึ่งรุกขเทวาได้ฟังคำอธิษฐานของเศรษฐีแล้วก็เห็นใจ เหาะขึ้นสวรรค์นำเรื่องนี้ไปเล่าให้พระอินทร์ฟัง และทั้งหมดนั้นจึงทำให้พระอินทร์เกิดเมตตาประทานลูกชายให้เศรษฐีได้สมปรารถนา ซึ่งต่อมาเศรษฐีก็ได้ลูกชายและตั้งชื่อเด็กคนนี้ว่า ธรรมบาลกุมาร และปลูกคฤหาสถ์หลังใหญ่ให้เป็นของรับขวัญแก่บุตรของตน

จนเวลาผ่านไปธรรมบาลกุมารก็อายุได้เจ็ดปี เติบโตมาเป็นเด็กฉลาดสามารถรู้ภาษานก จบวิชาไตรเภทจนได้รับการยกย่องให้เป็นอาจารย์ คอยบอกมงคลต่าง ๆ ให้กับผู้คนทั่วไป จนชื่อเสียงเลื่องลือไปไกลขึ้นไปถึงพรหมโลกชั้นที่สาม และมันก็ได้ทำให้ท้าวกบิลพรหมผู้มีหน้าที่ดูแลความเป็นไปของมนุษย์และสัตว์โลก ที่มีพระธิดาเจ็ดพระองค์คอยช่วยเหลือในการทำงานตลอดมา คิดนึกสนุกเกิดอยากจะประลองปัญญากับธรรมบาลกุมาร ถึงขั้นเสด็จลงมาหาเพื่อทายปัญหากับเด็กน้อยผู้นี้

โดยพระองค์ตั้งคำถามกับธรรมบาลกุมารว่า ตอนเช้าศิริอยู่ที่ใด ? ตอนเที่ยงอยู่ที่ใด ? และตอนค่ำศิริจะไปอยู่ที่ใด ? โดยเดิมพันกับธรรมบาลกุมารว่า ถ้าตอบคำถามนี้ได้ท้าวกบิลพรหมจะบั่นเศียรตัวเองส่งมาให้เป็นเครื่องบูชา แต่ถ้าธรรมบาลกุมารตอบไม่ได้ล่ะก็ เด็กน้อยจะต้องมอบศีรษะของตนให้เป็นเครื่องสังเวยแทน ซึ่งธรรมบาลกุมารเองก็ยังคิดไม่ออกว่าจะตอบอะไรในตอนนั้น จึงได้ขอเวลา 7 วัน เพื่อจะได้ค้นหาคำตอบที่ถูกต้องมาให้

ธรรมบาลกุมารพยายามคิดหาคำตอบอยู่นาน จนเวลาผ่านเข้าวันที่ 6 ก็ยังคิดไม่ออก นั่นจึงทำให้เขาท้อใจเดินลงไปนอนเล่นที่ใต้ต้นตาล พอดีบนต้นไม้นั้นมีนกอินทรี 2 ตัวผัวเมียคุยกันอยู่ ธรรมบาลกุมารนั้นรู้ภาษานกเป็นอย่างดี จึงแอบนอนฟังพวกมันคุยกัน
นางนกอินทรีถามสามีว่า... "พรุ่งนี้จะกินอะไรกันดี ?"
สามีตอบว่า... "รอกินศพเจ้าธรรมบาลกุมารก็ดีนะ พรุ่งนี้มันจะต้องตายเพราะตอบคำถามของท้าวกบิลพรหมไม่ได้แน่ ๆ"
นางนกอินทรีจึงถามต่อว่า... "แล้วคำถามของท้าวกบิลพรหมคืออะไร ?
 สามีก็เล่าให้ฟังและเฉลยว่า...
 "ตอนเช้าสิริจะอยู่ที่หน้า เพราะมนุษย์ตื่นขึ้นมาจะต้องล้างหน้าทุกเช้า
ตอนเที่ยงสิริจะอยู่ที่อก เพราะมนุษย์จะใช้น้ำหอมประพรมร่างกายบริเวณอก
ส่วนตอนค่ำสิริจะอยู่ที่เท้า เพราะก่อนเข้านอนมนุษย์จะต้องล้างเท้านั่นเอง"

ธรรมบาลกุมารได้ยินคำตอบจากนกอินทรีก็จดจำจนขึ้นใจ พอถึงวันสุดท้ายท้าวกบิลพรหมก็มาตามสัญญา ซึ่งธรรมบาลกุมารก็ได้นำคำที่ได้ยินจากนกมาตอบ จนท้าวกบิลพรหมถึงกับอึ้งเพราะคำตอบที่ตอบมานั้นเป็นคำตอบที่ถูกต้อง นั่นจึงทำให้ท้าวกบิลพรหมต้องเรียกพระธิดาทั้งเจ็ดให้มาประชุมเพื่อจะบอกว่าตอนนี้ท่านได้แพ้เดิมพันกับธรรมบาลกุมารแล้ว

แต่การตัดเศียรบูชาในครั้งนี้จะสร้างปัญหาใหญ่ขึ้นมาอย่างมาก เพราะถ้าตั้งศีรษะของท่านไว้บนพื้นดินก็จะเกิดไฟจะลุกไหม้ไปทั่วปฐพี ถ้าโยนขึ้นฟ้าก็จะส่งผลทำให้สภาพอากาศแห้งแล้ง ครั้นจะโยนลงทะเลน้ำก็จะแห้งเหือดหายในทันที

นั่นจึงทำให้ท้าวกบิลพรหมสั่งธิดาทั้งเจ็ดว่า จงนำพานมารองรับเศียรของท่าน แล้วเวียนให้ธิดาแต่ละองค์ผลัดเปลี่ยนกันนำพานใส่เศียรนี้ แห่เวียนขวารอบเขาพระสุเมรุเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง จากนั้นก็ให้นำไปเก็บรักษาไว้ในถ้ำคันธุลีที่อยู่ในเขาไกรลาศ

และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทุก ๆ ปีเหล่าธิดาของท้าวกบิลพรหมทั้งเจ็ดจะมาผลัดเปลี่ยนกันทำหน้าที่นี้ในวันมหาสงกรานต์ และทั้งหมดนี้ก็คือประวัติที่มาของวันสงกรานต์และนางสงกรานต์อย่างย่อ ๆ


โดยในปี พ.ศ. 2560 นี้ วันมหาสงกรานต์จะตรงกับวันที่ 14 เมษายน และธิดาผู้ทำหน้าที่อัญเชิญเศียรเท้ากบิลพรหมไปวนรอบเขาพระสุเมรุนั้นก็คือ พระนางกิริณีเทวี ซึ่งบางแห่งก็เรียกว่า พระนางกาฬกิณี เทวี (อ่านว่า กาฬ-กิ-ณี-เท-วี)


พระนางกาฬกิณีเทวีองค์นี้ จะมีผลกับบ้านเมืองของเราอย่างไรบ้าง ?

ตามรายละเอียดที่ทราบมา พระนางกาฬกิณีเทวีองค์นี้เป็นพระธิดาองค์ที่ 5 ประจำวันพฤหัส มีดอกไม้ประจำพระองค์เป็นดอกมณฑา สวมเสื้อผ้าประดับด้วยมรกต อาหารโปรดเป็นถั่วงา มือขวาถือขอช้าง มือซ้ายถือปืนสั้น ซึ่งบางแห่งก็บอกว่าเป็นปืนยาว มีช้างเป็นพาหนะคู่กาย

นางสงกรานต์องค์นี้มีผู้วิเคราะห์ว่าเป็นหนึ่งในนางสงกรานต์ฝ่ายร้ายจากฝ่ายร้ายทั้งหมดสองพระองค์ แต่ถึงนางจะเป็นฝ่ายร้ายนางก็มีศีลธรรมไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตกินแต่มังสวิรัติ ดังนั้นคำว่าร้ายที่นางได้มาก็คือการมอบความเลวร้ายให้กับพวกมารและคนชั่วแต่จะทำดีกับคนที่มีศีลธรรม เรียกได้ว่าพระนางก็เหมือนกับหน่วยปราบปรามที่คอยกำจัดคนพาลอภิบาลคนดีนั่นเอง

และเวรผลัดเปลี่ยนของพระนางกาฬกิณีเทวีก็จะไม่ค่อยได้มาทำหน้าที่กันบ่อย ๆ บางครั้งก็ 5 ปี บางครั้งก็ 6 ปี บางทีก็ล่วงเลยมาถึง 7 ปี ถึงจะได้มาทำหน้าที่กันสักครั้ง ซึ่งถ้าจะดูจากเหตุการณ์บ้านเมืองในประเทศไทยช่วงที่พระนางมาทำหน้าที่ ก็มักจะเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงถึงขั้นแผ่นดินลุกเป็นไฟอยู่เสมอ ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเพียงการนำความเชื่อมาผูกเข้ากับการเมือง เพราะมันอาจจะเป็นเพียงเรื่องบังเอิญก็ได้เช่นกัน

เพราะในสมัยก่อนในช่วงเวลาที่พระนางกาฬกิณีเทวีมาเข้าเวรนั้น ไม่ได้มีการระบุว่าจะเกิดเหตุร้ายแรงเหมือนกับที่โหราจารย์ทำนายกันไว้ เนื่องจากคำทำนายปกตินั้นมักจะพูดถึงแต่ความอุดมสมบูรณ์ค้าขายคล่องตัว ไม่ตรงกับคำทำนายที่บอกว่าบ้านเมืองจะเกิดการฆ่าฟัน หรือเกิดน้ำท่วมใหญ่ แล้วทำไมปีนี้คำทำนายถึงได้ออกมาดูเลวร้าย ขนาดน้ำท่วมไฟไหม้ ราวกับบ้านเมืองจะเกิดเภทภัยถึงขั้นล้มตายกันเป็นเบือแบบนี้

ยิ่งอิริยาบถของพระนางกาฬกิณีเทวีในปีนี้ ก็ดูจะผิดปกติกว่าที่เคยเป็น เพราะทุกครั้งการมาของพระนาง ถ้าไม่ยืนบนหลังช้างก็จะนั่ง ซึ่งบางครั้งแม้จะนอนมาก็เพียงนอนเล่นไม่ถึงกับหลับตาเหมือนกับปีนี้

ซึ่งคำตอบของข้อสงสัยทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นคำทำนายหรืออิริยาบถที่ผิดแปลกกว่าทุกปีนั้น ทางหนังสือพิมพ์บ้านเมืองได้อธิบายให้เราได้ทราบกันว่า แท้ที่จริงแล้วในมหาสงกรานต์ปีนี้ ซึ่งตรงกับวันศุกร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2560 นั้น

สาเหตุที่นอนหลับตาบนหลังช้างเพราะพระนางกาฬกิณีเทวีจะต้องเดินทางมาเข้าเวรทำหน้าที่อัญเชิญพระเศียรของท้าวกบิลพรหมในตอนดึก คือช่วงเวลาตีสองสี่สิบเก้านาทีสิบสองวินาที ซึ่งเป็นเวลาพักผ่อนนอนหลับของมนุษย์และเทพ พระนางกาฬกิณีเทวีก็คงอ่อนล้าจนง่วงหลับบ้างเป็นธรรมดา


ดังนั้นสิ่งนี้มันก็อาจจะเป็นที่มาของคำทำนายว่าน้ำจะท่วม ไฟจะลุกแผ่นดิน เพราะลองนางสงกรานต์สายบู๊นอนหลับอยู่แบบนั้น พวกเหล่ามารร้ายเห็นเข้าก็อาจจะฮึกเหิมแอบฉวยโอกาสในขณะที่พระนางกำลังพักผ่อน ทำให้บ้านเมืองต้องเดือดร้อนลุกเป็นไฟได้นั่นเอง

แต่ถึงแม้พระนางกาฬกิณีเทวีจะนอนหลับในปีนี้ก็ตาม เทพพาหะของพระองค์ก็ยังคงเป็นช้างทรง ซึ่งถือเป็นเครื่องช่วยค้ำชูต่อต้านสิ่งไม่ดีที่อาจจะเกิดขึ้นกันได้อยู่บ้าง นั่นจึงทำให้เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นอาจไม่เลวร้ายอย่างที่เคยเกิดขึ้นมากับบ้านเมืองของเราในอดีต ซึ่งก็ต้องเน้นกับท่านผู้ชมว่าทุกอย่างมันเป็นเพียงการทำนายเท่านั้น ดังนั้นเราจะขอข้ามเหตุการณ์บ้านเมืองที่เคยเกิดขึ้นกันไปเพื่อความอยู่รอดปลอดภัยของรายการเช่นกันนะครับ

การมาของพระนางกาฬกิณีเทวีในปีนี้ จึงถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะใช้คำทำนายต่าง ๆ ในทางที่ถูกต้อง เพราะเหตุร้ายจะเกิดหรือไม่เกิด น้ำจะท่วมหรือไฟลุกท่วมแผ่นดินมันก็ขึ้นอยู่กับความคิดของคนใหญ่คนโตที่เราไม่สามารถจะทำนายทายใจของพวกเขาได้ ซึ่งสิ่งที่ทำได้จริง ๆ ก็มีเพียงสนุกกับสงกรานต์วันปีใหม่ไทย โดยไม่ก่อความเดือดร้อนรำคาญให้กับผู้คนรอบข้างจนเกินงามน่าจะดีที่สุดครับ

และมิติที่ 6 ขอถือโอกาสนี้ อธิษฐานขอให้ท่านผู้ชมพบกับความสุขกายสบายใจ ไร้โรคภัยเบียดเบียน ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ไม่ดีเข้าสู่ชีวิตที่ดีกว่าตลอดปีตลอดไป อยากให้ชีวิตเป็นอย่างไรก็ขอให้สมหวังกันถ้วนหน้านะครับ

พบกับรายการมิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ พร้อมกับที่มาของมันได้ทุกวันศุกร์สะดวก แล้วอย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี

เรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา: วิกิพีเดียหนังสือพิมพ์บ้านเมือง และ เวลาประเทศไทย
ภาพประกอบจาก: กระทรวงวัฒนธรรม

แท็ก: Kirinee Devi, กิริณีเทวี, กาฬกิณีเทวี, คำทำนาย, วันสงกรานต์, นางสงกรานต์, สงกรานต์, สงกรานต์ 2560, นางสงกรานต์ 2560, วันสงกรานต์ 2560, ประเพณี, ปีใหม่ไทย, ประเพณีสงกรานต์, ไสยาสน์หลับเนตร, ขี่ช้าง, 14 เม.ย. 2560, 2 นาฬิกา 49 นาที 12 วินาที

วันพุธที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 | เปิดปมชีวิต 5 ฆาตกร ที่แปลกจนไม่มีใครกล้าเอาไปสร้างเป็นภาพยนตร์ !!!




"ละครคือชีวิต ชีวิตคือละคร" วลีติดหูที่เรามักจะใช้มันเพื่อปลงกับเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาในชีวิต แต่จะมีสักกี่คนที่จะมีชีวิตโลดแล่นอยู่บนเคราะห์กรรมและความตายตลอดเวลา !?

กดเพื่อดูคลิปที่นี่

มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาคุณไปรู้จักกับ 5 ชีวิตฆาตกรที่ล้วนเรียกได้ว่าถ้าจะมีใครนำเรื่องราวของพวกเขาไปสร้างเป็นภาพยนตร์แล้วล่ะก็ คนดูจะต้องไม่เชื่อและหาว่าโกหก ทั้งฆาตกรผู้มากเสน่ห์ ฆาตกรนักวรรณกรรม ฆาตกรก้ามกุ้ง ฆาตกรโรคระบาด และฆาตกรผู้มีน้ำใจนักกีฬา ว่าพวกเขาเป็นใคร ? ไปทำอะไรกันไว้ ? ชีวิตของพวกเขาถึงได้เป็นยิ่งกว่าละครน้ำเน่าที่เราเคยดูจากโทรทัศน์ !!!


ร็อดนีย์ อัลคาลา - ฆาตกรเจ้าเสน่ห์

เรามาเปิดตัวกันด้วยชีวิตของฆาตกรคนหนึ่งที่ได้รับโทษประหารชีวิต ในคดีฆาตกรรมหญิงสาว 5 ราย ในช่วงปี ค.ศ. 1970 ที่จริง ๆ แล้ว 5 รายที่ว่านั้น เป็นเพียงเหยื่อที่ทางการสามารถหาหลักฐานเอาผิดกับเขาได้ เนื่องจากจริง ๆ แล้วเขายอมรับว่าตัวเองได้สังหารเหยื่อไปถึง 30 ราย เพียงแต่ศาลนิวยอร์คพิจารณาคดีให้ไม่ทัน จนทุกวันนี้ก็ยังปิดคดีกันไม่หมด ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่าจริง ๆ แล้ว เขาน่าจะฆ่าหญิงสาวไปมากกว่า 130 รายทั่วประเทศ บรรยายมาขนาดนี้ก็ต้องบอกชื่อให้ทราบกันก่อนว่าเขาคือ "ร็อดนีย์ อัลคาล่า" และหน้าตาของเขาก็เป็นเช่นนี้

 "ร็อดนีย์ อัลคาล่า"

แต่ถ้าจะให้เล่าถึงรูปคดีว่าเขาไปสังหารใคร ? ที่ไหน ? อย่างไร ? มันก็คงจะไม่ได้ทำให้เขาต้องถูกยกมาเล่าในครั้งนี้แน่ ๆ เพราะสิ่งที่เราจะนำเสนอให้ท่านผู้ชมทราบก็คือ ในช่วงที่เขาเที่ยวก่อคดีในแคลิฟอร์เนียนั้น อัลคาลากลับเคยได้ไปออกรายการเกมโชว์ในสถานีโทรทัศน์ ABC ชื่อรายการ The Dating Game ที่เคยออกอากาศในช่วงปี ค.ศ. 1978 ดำเนินรายการโดยจิม แลงก์ พิธีกรชื่อดังของสหรัฐอเมริกาเลยทีเดียว

รูปแบบรายการจะคล้าย ๆ กับรายการเทคมีเอาท์ที่จะมีคนหาคู่มาออกรายการเพื่อเลือกคนที่ตัวเองคิดว่าน่าจะไปเดทด้วยกัน จะต่างกันก็ตรงที่รายการนี้จะเชิญผู้ถูกเลือกมาให้ 3 คน และผู้เลือกจะต้องตั้งคำถามถามทุกคน จากนั้นก็ต้องตัดสินใจว่าจะเลือกใครไปเดทดี

โดยรายการในวันนั้นทางฝ่ายเลือกเป็นหญิงสาวอาชีพครูสอนการแสดงชื่อเชอรีล แบรดชอว์ โดยทางรายการได้แนะนำชายหนุ่ม 3 คนให้เธอรู้จัก แต่ให้พวกเขานั่งหลบอยู่ในเงามืด จากนั้นก็จะเรียกแต่ละคนออกมาตอบคำถามของเชอรีลทีละคำถาม

ใครจะไปคิดว่าในบรรดาชายหนุ่มทั้ง 3 คน ที่มานั่งตอบคำถามสาวสวยคนนี้ก็คือร็อดนีย์ อัลคาลา ที่ตอนนั้นเพิ่งจะได้รับโทษจนมีประวัติอาชญากรในคดีข่มขืนมาหมาด ๆ ดันมาปรากฏตัวเป็นชายหนุ่มให้หญิงสาวเลือก แต่งตัวภูมิฐานในเสื้อสูทสีน้ำตาลเข้ม ทับเสื้อเชิ้ตสีขาวปกกว้างถึง 3 ฟุต

โดยพิธีกรรายการได้แนะนำตัวร็อดนีย์ว่าทำงานเป็นช่างภาพมืออาชีพ ซึ่งในภายหลังที่เขาถูกจับนั้น ร็อดนีย์สารภาพว่าทุกครั้งที่เขาหลอกล่อเหยื่อไปฆ่า เขาจะบอกว่าตัวเองเป็นช่างภาพมืออาชีพ โดยพบภาพถ่ายของเหยื่อจำนวนหลายพันใบในที่เกิดเหตุบ้านของเขา แถมมีรูปถ่ายหญิงสาวอีกนับร้อยที่ทางการยังระบุตัวตนคนในรูปไม่ได้ ซึ่งก็แน่นอนว่าเชอรีลครูสอนการแสดงจากเมืองฟีนิกซ์คนนี้ เธอยังไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วนายอัลคาลาเป็นใคร เพราะในรายการก็ยังไม่ได้เปิดไฟให้เธอเห็นหน้าเลยด้วยซ้ำ

พอถึงเวลาที่เชอรีลตั้งคำถามให้ร็อดนีย์ตอบ เธอก็เลือกจะถามเกี่ยวกับเรื่องบนเตียง ร็อดนีย์ก็ตอบเธอด้วยกิริยาของพวกหื่นกามอย่างเปิดเผยราวกับว่าเป็นคนตลก พอเธอถามคำถามทุกอย่างจบ พิธีกรก็ขอให้เธอต้องเลือกชายหนุ่มมาเดท 1 คน โดยเธอจะต้องใช้เพียงความรู้สึกว่า ใครกันแน่ที่เหมาะจะไปเดทกับเธอ

แล้วเธอก็ตัดสินใจเลือกคนที่ตลกที่สุดนั่นก็คือร็อดนีย์ให้มาเป็นคู่เดทของเธอ ที่ทางรายการได้จัดไว้ให้แล้วว่าทั้งสองจะได้ไปเดทกันในโรงเรียนสอนเทนนิส และได้ไปขึ้นรถไฟเหาะที่สวนสนุก

เรียกได้ว่าอีกนิดเดียวเชอรีลก็จะได้ไปเดทกับฆาตกรฆ่าข่มขืน ที่ในช่วงเวลาที่เขาออกทีวีในรายการนี้ เขากำลังก่อเหตุสังหารหญิงสาวไปเรื่อย ๆ อยู่เลย ซึ่งก็นับว่าดวงของเชอรีลยังไม่ถึงฆาต เพราะหลังจากจบรายการเธอได้พบความจริงว่า คู่เดทของเธอนั้นน่ากลัวขนาดไหน และนั่นจึงทำให้เชอรีลขอปฏิเสธที่จะออกเดทตามที่รายการได้จัดเตรียมไว้ให้ ต่อมาอัลคาลาก็ถูกตำรวจจับตัวเข้าคุกไปในข้อหาเป็นฆาตกรฆ่าข่มขืน

เรียกได้ว่าเธอรอดไปได้อย่างปาฏิหารย์ ในขณะที่โปรดิวเซอร์ก็น่าจะโดนเรียกไปอบรมการคัดคนมาร่วมรายการ


คลิป "เชอรีล แบรดชอว์" ตอนออกรายการหาคู่เดท


-------------------

โยฮัน “แจ็ค” อันเทอร์เวเกอร์ - ฆาตกรนักวรรณกรรม


ชื่อของเขาก็คือโยฮันน์ หรือ “แจ็ค” อันเทอร์เวเกอร์ เขาเกิดในประเทศออสเตรียเมื่อปี ค.ศ. 1950 มีชีวิตในวัยเด็กที่ต้องเดินเข้าออกประตูเรือนจำด้วยคดีเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบไม่ต้องนับ จนถึงปี ค.ศ. 1974 แจ็คก็ได้พบกับความชอบที่แท้จริงของขีวิต นั่นก็คือการฆ่ารัดคอเหยื่อหญิงสาวที่เขาหมายตา โดยมีอุปกรณ์เป็นเสื้อชั้นในของพวกเธอนั่นเอง

ในที่สุดเขาก็ถูกจับได้ และต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตอยู่ในคุกของประเทศออสเตรีย โดยในช่วงเวลาการพักผ่อนอันยาวนานนี้ แจ็คก็ได้พบกับทักษะใหม่ของเขา ที่ดูแล้วมันน่าจะดีกว่าการสังหารหญิงสาวเป็นอย่างมาก นั่นก็คือความสามารถในการเขียน ไม่ว่าจะเป็นบันทึกความคิดอันยอดเยี่ยม ทั้งเรื่องราวชีวิตที่น่าสนใจ บทกวีอันแสนจะไพเราะ ไปจนถึงการเล่าเรื่องที่ถูกใจกลุ่มปัญญาชน ไม่เว้นแม้แต่จินตนาการเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตหลังความตายของตัวเอง

โดยผลงานเด่นของเขาก็คือ "หนทางสู่คุก" ได้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนต์ออกฉายในสถานีโทรทัศน์แห่งชาติออสเตรีย ซึ่งทุกผลงานก็ล้วนแล้วแต่เป็นที่ถูกอกถูกใจเหล่าวัยรุ่นนักศึกษา จนทำให้แฟน ๆ ผลงานของเขาสร้างกระแสจัดแคมเปญรวบรวมรายชื่อเรียกร้องขอให้ทางการปล่อยตัวเขาออกมา บางคนให้เหตุผลว่าคนที่มีทักษะการประพันธ์ยอดเยี่ยมขนาดนี้ไม่น่าจะเป็นฆาตกรฆ่าใครได้แน่ ๆ และลงความเห็นกันว่า แจ็คสมควรจะได้รับการบำบัดทางจิตให้หายขาด มากกว่าที่จะปล่อยให้ติดคุกตลอดชีวิตไปจนตาย

หนังสือ "หนทางสู่คุก"

แล้วกระแสการผลักดันดังกล่าวก็ส่งผลให้แจ็คได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระหลังจากถูกคุมขังอยู่ 15 ปี ทุกอย่างนี้แจ็คคงต้องขอบคุณเหล่าแฟน ๆ ของเขาที่ทำให้เกิดวาระอันมหัศจรรย์นี้ขึ้น ซึ่งหลังจากที่เขาออกจากคุก งานโชว์ตัวไปให้สัมภาษณ์ตามทีวีก็มีเข้ามาไม่ขาด แจ็คได้รับโอกาสให้ขึ้นเวทีสัมนาพูดถึงวิตในคุกของเขา ซึ่งเขาเองก็ได้ปรับบุคลิกเสื้อผ้าให้ดูเหมือนศิลปินใส่เสื้อผ้าในสไตล์แปลก ๆ ที่แฟน ๆ ตั้งให้ว่าเป็น “กากบาทระหว่างคนใช้กับบาทหลวงของมิสซิสซิปปี้” ดูเป็นคนเซอร์ ๆ มีเสน่ห์น่าหลงไหลกลายเป็นคนที่อยู่ถูกที่ถูกทาง สมกับมีมันสมองอันเป็นเลิศในด้านงานวรรณกรรม

ชีวิตของแจ็คตอนนี้ มันน่าจะเป็นอะไรที่ดูจะดีไปหมดเสียทุกอย่าง แต่แล้วอาการเสพติดการฆาตกรรมของเขาก็กลับมา เขายังคงหลงไหลในการหลอกหญิงบริการมาฆ่าทิ้ง ซึ่งหลังจากที่เขาออกมาจากคุกได้ 1 ปี แจ็คก็ได้สังหารเหยื่อด้วยวิธีการฆ่ารัดคอไปถึง 6 ราย ซึ่งอาวุธที่ใช้ก็ยังคงเหมือนเดิม นั่นก็คือเสื้อชั้นในของเหยื่อนั่นเอง

และก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะรู้ว่าใครเป็นคนร้าย แจ็คก็ฉวยจังหวะนี้หนีขึ้นเครื่องบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาอยู่ที่ลอสแองเจลิสประเทศสหรัฐอเมริกา พอมาอยู่ที่นี่เขาก็เขียนบทความเกี่ยวกับการค้าประเวณีส่งให้กับทางนิตยสารออสเตรียของที่นั่น แถมยังเคยถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจพาไปนั่งรถเล่น เพราะถูกต้องสงสัยว่าน่าจะก่อคดีฆ่ารัดคอเหยื่อในพื้นที่ 3 ราย ในช่วงที่เขายังอยู่ลอสแองเจลิส แต่สุดท้ายก็ถูกปล่อยตัวเพราะไม่พบหลักฐานอะไร

แต่อยู่ไปสักพักตำรวจแอลเอก็เริ่มจะสืบเข้ามาถึงตัวเขาเรื่อย ๆ แต่แจ็คก็รู้ตัวชิงหนีไปเรื่อย ๆ เช่นกัน โดยในช่วงที่เขากำลังหลบหนีไปทั่วประเทศอยู่นั้น เขาได้โทรศัพท์กลับไปหาเพื่อนที่เคยร่วมงานกันตอนออกรายการทีวี ที่เป็นแฟนผลงานตอนอยู่ในประเทศบ้านเกิด โดยบอกเพื่อน ๆ ว่าเขาบริสุทธิ์ ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับคดีที่เกิดขึ้นทั้งหมดเลย แต่ยังไม่ทันที่เพื่อน ๆ ของเขาจะเริ่มดำเนินการเรียกร้องกับทางการสหรัฐฯ ทางตำรวจออสเตรียก็ตอกย้ำความผิดของแจ็คด้วยการแจ้งข้อหาฆาตกรรม 6 ศพที่เขาหนีมา ให้ทางการของลอสแองเจลิสทราบ

นั่นจึงทำให้แจ็ค อันเทอร์เวเกอร์ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจไล่ล่าต่อไป และสุดท้ายก็ถูกจับตัวได้ที่ไมอามี่รัฐฟลอริด้า จากนั้นก็ถูกทางการส่งตัวกลับมาดำเนินคดีที่ประเทศออสเตรีย กลับเข้าไปอยู่ในคุกได้ไม่นานเขาก็ฆ่าตัวตายด้วยการแขวนคอในห้องขัง โดยใช้กางเกงลายทางผู้ต้องขังเป็นอุปกรณ์ในการฆ่าตัวคายครั้งนี้ โดยมีการคาดกันว่าเขาฆ่าตัวตายเพราะไม่ได้รับอนุญาตให้เขียนหนังสือแล้วนั่นเอง


อุตส่าห์ได้โอกาสดี ๆ แต่กลับไม่รักษาเอาไว้ ช่างน่าเสียดายจริง ๆ คราวนี้เรามาดูเรื่องราวของชีวิตฆาตกรที่มีอะไรมากกว่านั้นอีกคดี


-------------------


เกรดี้ แฟรงกิ้น สไตล์ จูเนียร์ - ฆาตกรก้ามกุ้ง



นั่นก็คือเรื่องราวของฆาตกรคนนี้ "เกรดี้แฟรงกิ้นสไตล์จูเนียร์" หรือชายผู้มีสมญานาม "เดอะล็อปสเตอร์บอย" เขาเกิดเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ค.ศ. 1937 ในเมืองพิทส์เบอร์ก รัฐเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เขาเกิดมามีอาการบกพร่องทางกายภาพที่เรียกว่าเอ็คโทรแดคทีลี มีมือและเท้าเหมือนกับก้ามกุ้ง ซึ่งเป็นกรรมพันธ์ุที่เขาได้รับมาจากบรรพบุรุษ

ถึงแม้เขาจะเป็นคนมีกรรมแต่เขาก็ไม่เคยทำให้คนในครอบครัวต้องเดือดร้อน เพราะทุกคนได้ร่วมกันก่อตั้งคณะฟรีกโชว์ หรือโชว์ของแปลกที่สมบูรณ์แบบที่สุดขึ้นมา และเกรดี้ผู้มีลักษณะบกพร่องที่สุด ก็กลายเป็นความงดงามในสายตาของคนในบ้าน

ซึ่งความพิการของเกรดี้นั้นไม่ใช่จะมีแค่มือที่กลายเป็นง่าม แต่เท้าของเขาก็มีปัญหาจนไม่มีรองเท้าจะใส่เช่นกัน เกรดี้เดินไม่ได้ก็จริงแต่แขนของเขายังพอใช้งานได้ ซึ่งมันก็ได้ทำให้เขาเสริมสร้างร่างกายส่วนบนจนแข็งแรงไร้เทียมทาน สามารถชกต่อยหรือเอาหัวโขกใส่คนที่มาดูถูกเขาจนสลบได้สบาย

พ่อของเขาได้พาทุกคนออกเดินทางเพื่อโชว์ลักษณะพิเศษนี้ไปทั่วตั้งแต่เกรดี้อายุเพียง 7 ปี โดยนำเสนอว่าเขาคือเด็กชายก้ามกุ้งมหัศจรรย์ ซึ่งมันได้กลายเป็นชื่อเล่นถาวรของเขาไปตลอดชีวิต

พอเขาโตขึ้น เกรดี้ก็ได้แต่งงานกับนักแสดงของคณะโชว์อีกคณะ เธอชื่อว่าแมรี่ เทเรซา เฮอร์ซอก แต่งไปได้ไม่นานเขาก็กลายมาเป็นขี้เมา ทำตัวน่ารังเกียจเพราะมัวแต่คิดวนเวียนว่าตัวเองนั้นไม่มีอะไรที่จะเหมาะสมกับภรรยาและลูกทั้งสี่ที่เกิดมาเลย ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วลูกสองคนสองคนของเขามีอาการบกพร่องที่มือและเท้าเป็นก้ามกุ้งเหมือนกันแท้ ๆ

จะว่าไปเกรดี้ภูมิใจในก้ามกุ้งของเขามาก โดยเขาเคยพูดอวดว่า “ทุกท่าน ผมเคยโป๊งชึ่งกับคนที่อยากโป๊งชึ่งกับมือผมด้วยล่ะ” ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเกรดี้นั้นไม่ได้เป็นคนแปลกประหลาดอย่างเพียงลำพัง แต่คนที่มีอะไรกับมือเขาเนี่ย น่าจะแปลกประหลาดกว่ากันเยอะ !

ต่อมาลูกสาวคนที่ร่างกายปกติของเกรดี้ก็ได้เข้าพิธีหมั้น แต่แทนที่เขาจะดีใจกลับกลายเป็นว่าเกรดี้เกิดอิจฉาพวกเขา ถึงขั้นพาลไปล้มงานแต่งงานด้วยการยิงคู่หมั้นของลูกสาวจนเสียชีวิตในคืนก่อนวันแต่ง เมื่อปี ค.ศ. 1978 ซึ่งเขาจะใช้เทคนิคไหนจับปืนมายิงมันก็ไม่ได้มีใครจดบันทึกเอาไว้ และแม้เกรดี้จะยืดอกรับผิดทุกอย่าง แต่เขาก็ไม่เคยแสดงอาการเสียใจออกมาเลย และเขาก็ได้รับอิสระออกมาหลังจากติดคุกอยู่ในนั้น 15 ปี

เกรดี้และครอบครัว

ออกมาจากคุกเขาก็เสียภรรยาไป เธอทิ้งเขาไปแต่งงานใหม่จนมีลูกกับชายคนนั้น แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างมันก็ได้ทำให้เธอต้องกลับมาหาเกรดี้เพื่อแต่งงานกันอีกรอบ แต่เกรดี้ก็ยังคงเหมือนเดิม เขายังคงดุร้ายถึงขั้นขู่ว่าจะฆ่าแมรี่และครอบครัวของเธอ ซึ่งความกดดันเหล่านี้มันก็ได้ทำให้เธอกับเกลนน์ที่เป็นลูกชายของเธอแท้ ๆ ติดต่อว่าจ้างคนงานของคณะโชว์อีกคณะเป็นเงิน 1,500 เหรียญ ให้มายิงสามีก้ามกุ้งจอมโหดเข้าที่ศีรษะไปถึง 4 นัด ในช่วงที่เกรดี้นั่งดื่มสุราและดูทีวีอยู่ในห้องนั่งเล่นนั่นเอง

ซึ่งในความเป็นจริงเกรดี้ แฟรงคลิน สไตล์ จูเนียร์ นั้นเป็นที่รังเกียจของคนในชุมชนอยู่แล้ว นั่นจึงทำให้ไม่มีใครอาสาจะทำพิธีศพให้เลย เขาถูกฝังไว้ในสุสานโดยมีเพียงป้ายหลุ่มที่ทำแบบเรียบ ๆ ไร้ซึ่งคำอาลัยใด ๆ จารึกไว้ แต่ก็ยังดีที่เหนือชื่อของเขายังมีการสลักรูปมือทำท่าสวดภาวนาอยู่

หลุมฝังศพของฆาตกรก้ามกุ้ง

เราก็คงต้องขอไว้อาลัยให้กับเกรดี้ แทนภรรยาและครอบครัวของเขามา ณ ที่นี้


-------------------

แมรี่ มอลลอน - ฆาตกรโรคระบาด



ฆาตกรอย่างเกรดี้ว่าแปลกแล้ว เรามาดูคดีที่ไม่น่าจะเรียกว่าคดีฆาตกรรม หรือจะเป็นคดีก็คงต้องให้ท่านผู้ชมตัดสินใจแทนสักนิด นั่นคือเรื่องของ "แมรี่ มอลอน" หรือ "ไทฟอยด์ แมรี่" จัดได้ว่าเป็นคดีฆาตกรรมโดยไม่ได้ตั้งใจที่โลกควรต้องจดจำไว้ตลอดกาล ถึงแม้ว่าจะมีบางคนเห็นต่างอยากให้เธอได้รับโทษสักนิดบ้างก็ยังดี

แมรี่ มอลอน เกิดเมื่อวันที่ 23 กันยายน ค.ศ. 1869 ที่ประเทศไอร์แลนด์ แล้วอพยพมาใช้ชีวิตอยู่ในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่อายุ 15 ปี ด้วยการเป็นคนรับใช้ตามบ้าน เธอมีทักษะในการทำอาหารค่อนข้างดี ซึ่งมันก็ดีพอจนทำให้ความสามารถนี้ดึงเธอขึ้นมาจนมีชีวิตที่ดีกว่าเดิมตอนอยู่ในนิวยอร์ค

ซึ่งเธอก็ได้ทำงานแม่ครัวของเธอเรื่อยมาจนถึงปี ค.ศ. 1900 เธอก็ย้ายที่ทำงานเข้ามาเป็นคนรับใช้อยู่ในบ้านตระกูลมามาโรเนค แต่สองสัปดาห์ต่อมาในชุมชนนั้นก็เกิดโรคระบาดร้ายแรงขึ้น แมรี่ก็เลยอพยพไปอยู่ที่แมนฮัทตั้นและได้งานทำอยู่ในครอบครัวเศรษฐีด้วยตำแหน่งแม่ครัวเช่นเดิม

แต่ทำงานอยู่ที่นี่ได้ไม่นานคนในครอบครัวของนายจ้างก็เริ่มจะล้มป่วยด้วยอาการเป็นไข้และท้องเสีย แถมคนใช้ในบ้านอีกคนก็มาตายไปอีก แมรี่จึงต้องเปลี่ยนที่ทำงานไปอยู่ในบ้านของนักกฏหมายผู้มีอันจะกินแทน แล้วเวลาก็ผ่านไปสมาชิกในบ้านนั้นทั้ง 8 คน ก็ต้องมีอันล้มป่วยด้วยโรคภัยเหมือนกับบ้านที่ผ่านมา

มาถึงตรงนี้ก็น่าจะเดาได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของเธอที่ดูเหมือนกับเป็นแพทเทิร์นตายตัวแปลก ๆ นี้ มันก็ได้ทำให้ดร. ซาร่า โจเซฟิน เบเกอร์ สงสัยและอยากจะตรวจสอบ แต่แมรี่กลับไม่ยอมเข้าไปพูดคุยกับหมอ เพราะเธอไม่อยากจะได้ยินหมอพูดว่าคนที่ป่วยและตายไปนั้นมันมีสาเหตุมาจากเธอ

ซึ่งต่อมาดร. จอร์จ โซเปอร์ นักวิจับโรคระบาดก็พยายามเกลี้ยกล่อมให้แมรี่นำปัสสาวะมาตรวจสักหน่อยซึ่งก็ถูกแม่รี่ปฏิเสธอีก แถมยังต่อว่าให้ได้อายว่า เป็นผู้ชายภาษาอะไรมาขอปัสสาวะจากผู้หญิงไปนั่งดู

แต่สิ่งที่เห็นกันอยู่ก็คือ แมรี่น่าจะมีเชื้อซาลโมเนลลาไทฟีมาซิลี หรือเชื้อไทฟอยด์ฟูมฟักอยู่ในร่าง
กายของเธอโดยไม่แสดงอาการออกมา ซึ่งเธอปฏิเสธเพราะเชื่อว่าเธอมีสุขภาพแข็งแรงกว่าคนรอบ ๆ ตัว ซึ่งมันก็ทำให้คนที่อยู่ในความดูแลของเธอล้วนต้องล้มป่วย ไม่ก็เสียชีวิตไป

ในที่สุดแมรี่ก็ถูกบังคับให้ไปรักษาที่คลีนิคพักฟื้นบนเกาะอันห่างไกล จนถึงปี ค.ศ. 1910 เธอก็ถูกพาตัวกลับมาให้ทางสาธารณสุขของรัฐนิวยอร์กตรวจสอบผลอีกที ว่าเชื้อโรคที่อาศัยอยู่ในตัวเธอมันจากไปหรือยัง โดยต่อมาแมรี่ก็ได้รับทางเลือกว่าเธอจะถูกปล่อยตัวเป็นอิสระก็ต่อเมื่อ เธอสัญญาว่าจะไม่กลับไปทำงานเดิม นั่นก็คืองานแม่ครัวหรืองานที่เกี่ยวข้องกับอาหารทุกอย่าง ซึ่งแมรี่ก็ยินดีตกลงทำตาม และได้กลับมาใช้ชีวิตในสังคมอีกครั้ง ก็คงต้องหวังเอาไว้ว่างานใหม่ของเธอคงจะไม่ส่งใครมาที่โรงพยาบาลอีก


เกาะที่แมรี่ถูกพาตัวไปรักษา

แต่มันก็ไม่ใช่แบบนั้น เพราะหลังจากนั้นก็มีคนป่วยเข้าไปรักษาในโรงพยาบาลพร้อม ๆ กันถึง 25 คน ซึ่งสาเหตุมันก็ไม่ใช่อะไรที่ไหนไกล ไทฟอยด์ แมรี่นั่นเอง เธอกลับมาและก็โดนส่งไปรักษาตัวในเกาะอันห่างไกลอีกครั้งเช่นกัน แต่คราวนี้เธอต้องอยู่ที่นั้นตลอดชีวิต ซึ่งมันก็คงไม่มีใครเคยถามเธอว่า หลังจากที่พวกเขาตรวจพบว่าแมรี่มีเชื้อไทฟอยด์ในปัสสาวะและอุจจาระ เธอมีสูตรเด็ดในการทำอาหารยังไงถึงได้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วนิวยอร์คได้

ก็คงต้องเรียกว่าไทฟอยด์ แมรี่คนนี้ น่าจะเป็นฆาตกรเพราะเธอรู้ทั้งรู้แต่ก็ยังคงเลือกที่จะทำอาหารต่อไป จนมีผู้คนล้มตายไปมากมายนั่นเอง


-------------------

โซวฟลิก้า - ฆาตกรมือเปล่าผู้มีน้ำใจนักกีฬา

"โซวฟลิก้า"

ปิดท้ายด้วยคำถามง่าย ๆ ว่า “คน ๆ เดียวจะสามารถสังหารคนได้ถึง 5,000 คน โดยไม่ใช้ยาหรืออาวุธร้ายแรงได้อย่างไร ?” ซึ่งคำถามแบบนี้เราควรจะเอาไปถามใครดี ถ้าไม่ถามกับชายคนนี้... "โซวฟลิก้า"

โซวฟลิก้าคือเพชรฆาตที่ทำงานอยู่ภายในกิจการงานปกครองของสุลต่านมาโฮเมท(ที่ 4) ผู้ปกครองแห่งจักรวรรดิ์อ็อตโตมาน งานของโซวฟลิก้าก็คือการสังหารคนวันละ 3 ศพ ต่อเนื่องติดกัน 5 ปี มีผลงานรวมแล้ว 5,000 ศพ ที่ล้วนมีชื่อของเขาการันตี ซึ่งถ้าจะถามว่าคนที่ตายไปทุกคนล้วนถูกเขาสังหารไปด้วยวิธีใดบ้าง ก็เรียกได้ว่าถ้ารู้แล้วคงต้องไม่เชื่อกันแน่ ๆ

สุลต่านมาโฮเมท (ที่ 4)

โซลฟลิก้าไม่เคยใช้เครื่องมืออย่างเชือกแขวนคอหรือขวานไปสับชีวิตใคร และไม่เคยใช้อะไรสักอย่างเลย เขาแทงเหยื่อของเขาจนถึงชีวิตด้วยมือเปล่า และก็ไม่เคยเอาเปรียบเหยื่อสักครั้งเพราะเขามีน้ำใจนักกีฬาเปิดโอกาสให้เหยื่อได้ต่อสู้เสมอ ซึ่งถ้าเหยื่อชนะพวกเขาก็จะได้รับการอภัยโทษและปล่อยตัวไป แต่ถ้าโซลฟลิก้าชนะ เขาก็จะกระชากวิญาณของเหยื่อออกมาจากร่างทันที

และขอบอกเลยว่าโซลฟลิก้านั้นไม่เคยแพ้ จนเวลาผ่านไปนานแม้สุลต่านมาโฮเมท (ที่ 4) จะป่วยเป็นโรคอ้วนจนขยับตัวไม่ได้ แต่โซลฟลิก้านั้นก็ยังคงมีกำลังวังชามากมายเกินกว่าจะบรรยายได้อยู่ดี แต่พอไปดูว่าหน้าที่อันโหดเหี้ยมของเขานี้ จะมีชื่อต่ำแหน่งเท่ห์ ๆ อย่างเพชรฆาตมือทมิฬหรือเปล่า มันก็กลายเป็นว่าโซวฟลิก้ากลับก็ไม่เคยได้รับตำแหน่งอะไรที่จะมีชื่อเรียกใกล้เคียงแบบนั้นเลย เพราะตำแหน่งที่เขาดำรงอยู่ในช่วงที่รับราชการช่วงนั้นก็คือ คนสวนของวัง !

ซึ่งมิติที่ 6 ได้หยิบยกแง่มุมชีวิตแปลก ๆ ของพวกเขาทั้ง 5 คนขึ้นมา เพื่อให้เรารู้ว่าในชิวิตของคนทุกคนนั้นล้วนมีเรื่องราวเป็นของตัวเองต่างกัน ไม่มีใครจะเป็นคนดีหรือจะเป็นคนไม่ดีได้ตลอดหัวจรดเท้า เราทุกคนล้วนมีความดีและความชั่วปะปนกันอยู่ในตัว ซึ่งมันก็แล้วแต่ว่าเราจะเลือกเอาด้านไหนออกมาใช้ ให้เป็นตัวตนหลักในการดำเนินชีวิต เพราะถ้าเราเลือกด้านถูกมันก็ดีไป แต่ถ้าไม่ใช่เราก็คงไม่ต่างอะไรกับฆาตกรที่ไม่สามารถยับยั้งความต้องการอันเลวร้าย ที่ถูกซ่อนอยู่ภายในตัวตนได้นั่นเอง

หลังจากจบรายการแล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้ สวัสดี

เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอขอบคุณที่มา: Cracked.com

แท็ก: ร็อดนีย์ อัลคาลา, Rodney Alcala, โยฮัน แจ็ค อันเทอร์เวเกอร์, Johann "Jack" Unterweger, เกรดี้ แฟรงกิ้น สไตล์ จูเนียร์, Grady Franklin Stiles Jr., แมรี่ มอลลอน, Mary Mallon, โซวฟลิก้า, Souflikar 

วันศุกร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 ไขปริศนาตู้อาถรรพ์เก็บวิญญาณ Dybbuk box !!!



บนโลกใบนี้มีเรื่องราวลึกลับมากมายที่เรายังไม่รู้ บางเรื่องก็บอกว่าเป็นเรื่องจริง บางเรื่องก็ไม่ใช่ และหลายเรื่องที่เราไม่สามารถหาคำตอบได้ว่ามันคืออะไร ?

เปิดดูบนยูทูป


มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ ในวันศุกร์สะดวกสัปดาห์นี้ เราจะพาคุณไปพบกับเรื่องราวที่ถูกเล่าขานจากเว็บไซต์อีเบย์เรื่องหนึ่ง เรื่องของตู้เก็บไวน์อาถรรพ์ที่ถูกอ้างว่าเป็นเรื่องจริง ว่าเรื่องนี้... มันคืออะไรกันแน่ ?

โดยเรื่องราวนั้นมีอยู่ว่า
ภาพจาก: The Possession  

นี่คือเรื่องราวของตู้เก็บไวน์สยองขวัญ ที่ถูกวางขายในเว็บไซต์ อีเบย์ โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม


ผู้ซื้อรายแรกเขาคือนักค้าของเก่า โดยเขาได้โพสต์เรื่องราวของเขาไว้ที่หน้าประมูลของเว็บไซต์อีเบย์ว่า เหตุการณ์ทั้งหมดนี้มันคือเรื่องจริงที่ผมจะบรรยายให้รู้ เพื่อคัดกรองผู้ชนะในการประมูล โดยจะมีสำเนาของทางโรงพยาบาลและคำสาบานเพื่อรับรองว่า ผมจะขายตู้ใบนี้ทั้งใบรวมถึงของที่อยู่ข้างในทุกชิ้น


ในช่วงเดือนกันยายน ค.ศ. 2001 ผมเข้าร่วมการประมูลแห่งหนึ่งที่จัดขึ้นในเมืองพอร์ตแลนด์รัฐโอเรกอน ของชิ้นนี้มันถูกนำมาเข้าร่วมการประมูล โดยหญิงคนหนึ่งที่อ้างว่าเธอเป็นหลานของเจ้าของสิ่งนี้ ตัวผู้ครอบครองที่แท้จริงนั้นเป็นหญิงชราที่เสียชีวิตไปเมื่ออายุ 103 ปี เธอบอกกับผมว่ายายของเธอเกิดที่โปแลนด์ เติบโตและแต่งงานมีครอบครัวอยู่ที่นั่น
จนกระทั่งวันหนึ่งครอบครัวของเธอถูกพวกนาซีจับตัวไปขังอยู่ในค่ายกักกันเมื่อช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งยายของเธอเป็นผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียว ส่วนคนอื่น ๆ ได้เสียชีวิตทั้งหมดเพราะถูกสังหารอยู่ในค่าย โดยคุณยายรอดออกมาได้เพราะความช่วยเหลือจากนักโทษคนอื่น ๆ พวกเขาพาเธอหนีมายังประเทศสเปน และเธอก็ได้อาศัยอยู่ที่นี่จนกระทั่งสงครามจบ


และเจ้าตู้เก็บไวน์เล็ก ๆ ตู้นี้มันได้ถูกมาร่วมประมูลจากของทั้งหมด 3 ชิ้น ที่คุณยายของเธอนำมันติดตัวมายังสหรัฐอเมริกาด้วย โดยสิ่งของอีก 2 ชิ้นนั้นก็คือหีบกลไกและกล่องเก็บด้ายเย็บผ้า


ผมตัดสินใจซื้อตู้เก็บไวน์มา รวมถึงเจ้ากล่องเก็บด้ายและเฟอร์นิเจอร์อื่น ๆ หลังจากการซื้อขายจบลง หลานสาวคุณยายเจ้าของสิ่งที่ผมซื้อได้เดินมาบอกกับผมว่า เจ้าตู้นี้มันชื่อว่า "ดิบบุค" ผมจึงถามเธอกลับไปว่ามันหมายถึงอะไร ? เธอก็ตอบว่าสมัยที่เธออยู่กับคุณยาย คุณยายจะเก็บตู้ใบนี้ไว้ในห้องเย็บผ้าของท่าน มันถูกปิดไว้ตลอดเวลาและวางอยู่ที่เดิมไม่เคยถูกเคลื่อนย้ายไปไหน พอเธอถามคุณยายว่าข้างในมีอะไร ท่านก็ชี้ไปที่มันและบอกว่านั่นคือดิบบุกเป็นแท่นบูชา และกำชับเธอว่าห้ามเปิดตู้ไวน์ใบนี้ออกโดยเด็ดขาด


หญิงสาวหลานอดีตเจ้าของตู้ใบนี้ยังเล่าอีกว่า คุณยายของเธอได้ขอให้นำกล่องใบนี้ไปฝังไว้ในหลุมศพเมื่อวันที่ท่านเสียชีวิตด้วย แต่คำขอของท่านมันไปขัดกับพิธีฝังศพของชาวยิวผู้นับถือนิกายออร์โธด็อกซ์ นั่นจึงทำให้คำขอนี้ต้องถูกปฏิเสธไป ผมจึงถามเธอต่อว่า แล้วดิบบุคมันคืออะไร ? แล้วไหนล่ะแท่นบูชา ? เธอก็ตอบกลับมาว่าไม่รู้ ผมจึงถามต่อว่า ถ้าเราจะลองมาเปิดดูข้างในพร้อม ๆ กันจะดีไหม ? เธอก็ตอบกลับว่าเธอไม่ต้องการเช่นนั้น เพราะเธอไม่อยากผิดต่อคำขอของคุณยายที่เสียไป


และนั่นจึงทำให้ผมต้องจบการสนทนาและบอกกับเธอว่าจะคืนมันให้ เพื่อเธอจะได้รักษาสัจจะต่อคุณยายต่อไป เธอก็ตอบกลับมาด้วยเสียงที่ดูจริงจังเป็นอย่างมากว่า "ไม่... คุณซื้อมันไปแล้ว"


ผมจึงต้องอธิบายว่าผมไม่ได้อยากได้เงินคืน และผมน่าจะรู้สึกดีกว่าถ้าจะคืนมันให้เธอ เพราะคิดว่ามันเป็นน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ จากผมเท่านั้น พอเธอได้ยินแบบนั้นก็ออกอาการไม่สบายใจ ซึ่งพอผมกลับไปนึกถึงตอนนั้นทีไรผมก็อดคิดไม่ได้ว่าทีท่าของเธอในวันนั้นมันแปลก ๆ เพราะตอนนั้นเธอยังคงยืนกรานด้วยเสียงอันหนักแน่นว่า คุณซื้อมันไปแล้ว มันเป็นของคุณ


พอผมพยายามจะพูดอะไรต่อเธอก็ตวาดกลับมาว่า "พวกเราไม่ต้องการมันแล้ว !!!" จากนั้นเธอก็ร้องไห้และพูดขอให้ผมออกไป พูดจบเธอก็เดินจากไปด้วยความรวดเร็ว ซึ่งผมคิดว่าทั้งหมดมันน่าจะมาจากความเครียดสะสม จากประสบการณ์ชีวิตอันน่าเศร้าที่ผ่านมาก็เป็นได้ คิดได้แบบนั้นผมจึงขนของที่ซื้อมาทั้งหมดขึ้นรถ


ผมนำเจ้าตู้ใบนี้มาเก็บไว้ที่ร้านของผมก่อน ผมเก็บมันไว้ในห้องใต้ดิน โดยกะว่าจะนำเจ้าสิ่งนี้มาทำเป็นของขวัญให้กับคุณแม่ของผม ซึ่งผมก็ไม่ได้วางแผนอะไรไปมากกว่านี้ และวันนั้นผมก็เปิดร้านแต่หัววันแล้วออกไปทำธุระ ปล่อยให้พนักงานหญิงของผมดูแลร้านให้


ผ่านไปเพียงครึ่งชั่วโมงพนักงานที่ร้านก็โทรเข้ามือถือ เธอบอกว่าได้ยินเสียงใครบางคนกรีดร้อง และได้ยินเสียงกระจกแตกดังออกมาจากห้องใต้ดินของผม และยิ่งไปกว่านั้นผู้บุกรุกยังได้แอบล็อคประตูนิรภัยและประตูทางออกฉุกเฉินเพื่อขังเธอเอาไว้ ผมจึงบอกให้เธอรีบโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะโทรศัพท์ของผมตอนนี้แบตกำลังจะหมด จากนั้นผมก็รีบขับรถกลับมาที่ร้านทันที
พอผมมาถึงประตูร้านยังคงถูกล็อคอยู่ ผมจึงรีบเปิดประตูเข้าไป แล้วก็พบว่าลูกจ้างของผมอยู่ในสภาพนั่งหมดแรงอยู่ตรงมุมห้องร้องห่มร้องไห้ออกมาไม่หยุด ผมจึงรีบวิ่งลงบันไดไปยังชั้นใต้ดิน พอเหยียบถึงบันไดขั้นสุดท้ายมันก็เหมือนมีพลังงานอะไรบางอย่าง โจมตีมาที่จมูกของผมอย่างรุนแรง


มันเป็นกลิ่นเหม็นเหมือนกับปัสสาวะของแมว ทั้ง ๆ ที่จำได้ว่าที่นี่ไม่เคยมีใครนำสัตว์ใด ๆ เข้ามาในร้านไฟก็ดับอีก พอลองหาสาเหตุผมก็พบว่า เสียงแก้วแตกที่ลูกจ้างของผมได้ยินมันก็น่าจะเป็นเสียงหลอดไฟแตกแน่ ๆ หลอดไส้แตกไปทั้งหมด 9 ดวง ทั้ง ๆ ที่มันไม่ได้หล่นลงมาเลยสักดวง

และหลอดฟลูออเรสเซนส์อีก 10 ดวง ต่างก็หล่นลงมากองอยู่บนพื้น ผมไม่พบใครอยู่ที่นี่ แล้วผมก็นึกได้ว่าที่ห้องใต้ดินนี้มันมีทางเข้าออกอยู่เพียงทางเดียว ถ้ามันยังอยู่ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีใครเดินสวนออกมา ผมจึงเดินกลับไปหาพนักงานของผมเพื่อสอบถาม แต่ปรากฏว่าเธอหายตัวไปแล้ว


เธอไม่เคยกลับมาทำงานอีกเลย ทั้ง ๆ ที่ทำงานด้วยกันมากว่า 2 ปี เธอไม่ยอมพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น ซึ่งผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าเรื่องนี้มันจะเกี่ยวข้องกับตู้ที่ผมซื้อมา

แล้วทุกอย่างก็เลวร้ายลงไป...


ตามที่ได้เคยบอกเอาไว้ ผมตัดสินใจว่าจะนำเจ้าตู้เก็บไวน์ใบนี้ให้เป็นของขวัญกับคุณแม่ โดยหลังจากที่ซื้อมันมาได้ 2 สัปดาห์ ผมก็ตัดสินใจจะนำมันออกมาทำความสะอาด แล้วผมก็ต้องตกตะลึง เมื่อพบว่ามันมีกลไกแปลก ๆ บางอย่างติดตั้งอยู่ มันเป็นกลไกที่อยู่ด้านหลังของประตูและใต้ลิ้นชักเล็ก ๆ ที่พอเปิดประตูออกแล้วลิ้นชักก็จะยื่นออกมาด้วยพร้อม ๆ กัน มันถูกออกแบบมาค่อนข้างดีมาก
ภายในตู้ไม้ใบนี้ผมพบของอย่างเช่น เหรียญเพ็นนีของปี ค.ศ. 1928 และเหรียญของปี ค.ศ. 1925 อย่างละ 1 เหรียญ เชือกที่ทำจากเส้นผมสีบลอนด์พันกับเชือก 1 เส้น และทำจากเส้นผมสีดำอีก 1 เส้น รูปสลักบนหินแกรนิตอีก 1 ชิ้น ส่วนอีกชิ้นสลักเป็นตัวอักษรภาษาฮิบรู เท่าที่สอบถามมามันอ่านว่าชาลอม (SHALOM) มีดอกกุหลาบแห้ง 1 ดอก มีถ้วยใส่ไวน์สีทอง 1 ถ้วย และมีเชิงเทียนรูปร่างแปลก ๆ ที่ขามีรูปร่างคล้ายหนวดปลาหมึกอีก 1 ชิ้น


ผมจดบันทึกรายการทั้งหมดเสร็จก็นำทุกอย่างกลับไปวางไว้ที่เดิม ครอบครัวเจ้าของเดิมน่าจะไม่ชอบของที่อยู่ในนี้เลยเอามายัดใส่ตู้แล้วขายทิ้งแน่ ๆ


หลังจากเปิดตู้ดูแล้วผมก็ไม่คิดอยากจะดัดแปลงอะไรอีก แค่ทำควาามสะอาดและเช็ดมันด้วยน้ำมันเลมอนก็พอ ตอนนี้ผมเพิ่งจะสังเกตเห็นว่ามีอักษรฮิบรูสลักอยู่ที่หลังตู้ด้วย ผมไม่รู้เหมือนกันว่ามันคืออะไร ซึ่งผมก็ได้ถ่ายภาพมาลงไว้ให้ดูไว้เช่นกัน


พอถึงวันเกิดของคุณแม่ในวันที่ 28 ตุลาคม ค.ศ. 2001 คุณแม่โทรหาผมว่า เธอจะออกมานอกเมืองกับน้องสาวของผมสามวัน นั่นจึงทำให้เราต้องเลื่อนงานฉลองวันเกิดไปจนกว่าคุณแม่จะกลับมา

พอถึงวันที่ 31 ตุลาคม คุณแม่ก็เข้ามาที่ร้านของผม เราก็เลยจะออกไปทานอาหารมื้อเที่ยงด้วยกัน แต่ก่อนที่จะออกไปผมก็นำตู้ใบนี้มามอบให้กับคุณแม่ ดูเหมือนแม่จะชอบมันมาก ในช่วงที่แม่กำลังตรวจสอบเจ้าตู้ใบนี้อยู่ ผมก็ออกไปโทรศัพท์ครู่หนึ่ง คลาดสายตาจากในร้านไปแค่ 5 นาที ลูกจ้างคนหนึ่งก็วิ่งออกมาเรียกผม บอกว่าคุณแม่มีอาการผิดปกติบางอย่าง


พอผมรีบกลับไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น ผมก็พบว่าคุณแม่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ข้าง ๆ ตู้ใบนั้น ใบหน้าของเธอนิ่งเฉยแต่น้ำตากลับไหลอาบแก้มไปทั่ว ไม่ว่าผมจะทำอย่างไรแม่ก็ไม่ตอบสนองอะไรกลับมา จริง ๆ แล้วดูเหมือนกับว่าเธออยากจะทำแต่ทำไม่ได้มากกว่า ผมรีบพาแม่ส่งขึ้นรถพยาบาล ทุกอย่างจบลงที่แม่กลายเป็นอัมพาต มีผลทำให้แม่ไม่สามารถพูดออกมาเป็นคำได้ แต่ยังดีที่แม่ยังสามารถเข้าใจในสิ่งที่เธอได้ยิน

"เควิน และไอด้า แมนนิส" (คนลงขายตู้ในอีเบย์ และมารดาที่เป็นอัมพาต)
พอผมถามว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้น น้ำตาของเธอก็ไหลออกมาแล้วพยายามสะกดคำว่า "ไม่ใช่ของขวัญ" หรือ "ไม่มีของขวัญ" ซึ่งผมก็มั่นใจว่าตัวเองเพิ่งให้ของขวัญวันเกิดแม่ไป บางทีแม่อาจจะจำไม่ได้ แต่แล้วแม่ก็แสดงอาการไม่สบายใจออกมา แล้วพยายามสะกดคำว่า "เกลียดของขวัญ" ผมได้ยินถึงกับหัวเราะแล้วบอกให้แม่ไม่ต้องห่วง ผมบอกแม่ว่าผมขอโทษที่แม่ไม่ชอบเจ้าตู้ใบนั้น แล้วยังไงจะหาอย่างอื่นที่แม่อยากได้มาให้อีกที เพียงแค่แม่สัญญากับผมว่าแม่จะหายดีก็พอ


แต่ผมก็ยังไม่เข้าใจว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนี้มันจะเกี่ยวอะไรกับเจ้าตู้ใบนั้น หรือจะเกี่ยวข้องกับอาถรรพ์อะไรเลย เอาตรง ๆ เลยก็คือผมไม่เคยคิดเลยว่ามันเป็นอาถรรพ์ จนกระทั่งเมื่อเดือนที่ผ่านมา


ผมพยายามเล่าสั้น ๆ ละกันว่า ผมได้มอบตู้ใบนั้นให้กับน้องสาว เธอนำมันไปเก็บไว้ประมาณหนึ่งสัปดาห์แล้วก็รีบส่งมันคืน เธอบ่นว่าเธอไม่สามารถปิดประตูตู้ใบนี้ได้เลย พอปิดลงไปมันก็จะกลับมาเปิดใหม่ตลอด ผมรู้ว่ามันไม่ได้ติดตั้งสปริงหรือกลไกอะไรแบบนั้นไว้ และผมเองก็ไม่เคยเห็นประตูมันจะเปิดเองได้สักครั้ง ผมเลยนำมันไปให้พี่ชายกับแฟนของเขา
เอาไปได้แค่สามวันพวกเขาก็นำมันกลับมาคืน พี่ชายบอกว่ามันมีกลิ่นเหมือนกับดอกมะลิโชยออกมา ในขณะที่แฟนของพี่บอกว่ากลิ่นมันเหมือนกับปัสสาวะแมว ผมก็เลยต้องนำมันมาให้กับเพื่อนหญิงของผมที่เคยออกปากว่าอยากได้มันมาก แต่ก็กลายเป็นว่าเธอนำมันมาคืนหลังจากเอาไปเพียง 2 วัน

แล้วในวันนั้นก็มีคู่รักวัยกลางคนคู่หนึ่งมาซื้อมัน แล้วสามวันต่อมาในตอนที่ผมเดินทางมาเปิดร้าน ผมก็พบเจ้าตู้ใบนี้กลับมาวางอยู่ที่หน้าประตูร้านพร้อมกับกระดาษโน้ตเขียนว่า "สิ่งนี้มันดำมืด" ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจว่ามันหมายถึงอะไร สุดท้ายผมก็เลยต้องนำมันกลับมาไว้ที่บ้านแทน


แล้วมันก็เกิดเรื่องเลวร้ายขึ้นมาอีก...

ในวันที่ผมนำมันกลับมาที่บ้านผมก็เริ่มจะฝันร้าย ตลอดความฝันนั้นเหมือนกับว่าผมพบตัวเองกำลังเดินอยู่กับเพื่อนคนหนึ่ง ทุกอย่างดูเหมือนปกติ และสิ่งที่ผมจำได้ในฝันคือตัวเองกำลังมองไปที่ดวงตาของคนนั้น แล้วก็พบว่ามันมีบางอย่างผิดแปลกไป เหมือนมีอะไรบางอย่างที่เลวร้ายกำลังมองกลับมาหาผม และที่ตรงจุดนี้คน ๆ นั้นก็เปลี่ยนสภาพไป
มันคือใบหน้าของหญิงชราที่เหมือนกับปีศาจอันน่ากลัว จากนั้นหญิงชราคนนี้ก็สาดน้ำมันดินร้อน ๆ ใส่ผม จนผมต้องสะดุ้งตื่นเพราะเรื่องนี้อยู่หลายหน เพื่อมองหารอบตัวว่ามีบาดแผลจากการถูกทำร้ายบ้างหรือเปล่า มาจนถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่รู้ว่าความฝันของผมมันจะเกี่ยวข้องอะไรกับตู้ใบนี้เลย ผมไม่ได้คิดถึงมันเลยด้วยซ้ำ


จนประมาณเมื่อเดือนที่แล้วน้องสาว และพี่ชายกับแฟนของเขาได้มาหาผมที่บ้านเพื่อพูดคุยกัน พอถึงรุ่งเช้าในช่วงระหว่างรับประทานอาหาร น้องสาวของผมก็บ่นว่าเมื่อคืนเธอฝันร้าย เธอเล่าว่าเธอเคยฝันแบบนี้มาก่อนสองสามครั้ง และเล่าถึงรายละเอียดตอนท้ายเหมือนกับที่ผมเคยฝันเห็น พี่ชายกับแฟนของเขาต่างก็นั่งนิ่งไม่พูดอะไรอยู่พักหนึ่ง แล้วก็เริ่มพูดขึ้นบ้างว่า พวกเขาเองก็เคยฝันเหมือนกันกับพวกเรา


พอถึงตอนนี้ขนที่หลังของผมถึงกับลุกชัน และจากการพูดคุยครั้งนี้มันก็ได้ทำให้กระจ่างขึ้นมาอย่างหนึ่งก็คือ พวกเราเริ่มฝันร้ายกันเมื่อตอนที่นำเจ้าตู้ใบนี้มาวางไว้ในบ้าน ผมเลยโทรศัพท์หาเพื่อนหญิงที่เคยให้ตู้นี้ไป เพื่อถามว่าเธอเคยฝันเห็นอะไรแบบนี้บ้างหรือเปล่า ซึ่งเธอก็ตอบกลับมาว่าเคยฝันเช่นกัน หญิงชราใบหน้าปีศาจและทุก ๆ อย่าง พอผมถามว่าจำได้ไหมว่าฝันแบบนั้นตอนไหน เธอก็ตอบกลับมาว่าจำไม่ได้ ผมก็เลยถามต่อว่ามันใช่ช่วงก่อนที่จะเอาตู้ใบนี้มาคืนหรือเปล่า ? เธอก็ตอบว่าใช่เลย เธอจึงถามผมกลับมาว่าผมรู้ได้อย่างไร ?


ตอนนี้ครอบครัวของเราก็เริ่มได้เงื่อนงำ มันเหมือนสิ่งเลวร้ายกำลังจะคลี่คลาย โดยสัปดาห์ก่อนหน้านี้ผมเริ่มมองเห็นว่าน่าจะเป็นเพียงคนเดียวที่เห็นเงาดำปกคลุมอยู่รอบ ๆ บ้าน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วคนที่แวะมาเยี่ยมบ้านของผมก็ล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ามันมีอะไรบางอย่าง

ผมจึงนำเจ้าตู้ใบนี้ไปไว้ในห้องเก็บของนอกบ้าน แล้วกลางดึกคืนนั้นผมก็ได้กลิ่นควันไฟโชยมา พอออกมาหาว่ามันเป็นกลิ่นไหม้ของอะไร เปิดประตูออกไปดูนอกบ้านก็ไม่เห็นมีควันไฟแม้แต่นิดเดียว แล้วผมก็ได้กลิ่นเหมือนปัสสาวะแมวอีกครั้ง พอกลับเข้ามาในบ้านเจ้ากลิ่นนี้ก็ตลบอบอวนไปทั่ว ผมไม่ได้เลี้ยงแมวและไม่เคยมี ผมจึงกลับออกไปนอกบ้านอีกครั้งเพื่อที่จะนำเจ้าตู้ใบนั้นกลับมาวางไว้ในบ้าน จากนั้นก็พยายามค้นหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต
ในขณะที่กำลังค้นหาข้อมูลอยู่ ผมก็เผลอหลับแล้วก็ฝันร้ายแบบเดิมอีก ผมตื่นขึ้นมาตอนตีสี่ครึ่งเพราะรู้สึกว่ามีใครกำลังหายใจรดต้นคออยู่ ตอนนี้ผมได้กลิ่นหอมเหมือนดอกมะลิลอยอบอวลอยู่ในบ้าน นั่นจึงทำให้ผมเดินตามหาที่มาของมัน พอเดินหามาจนถึงทางเดินกลางบ้าน ผมก็เห็นเงาสีดำขนาดใหญ่กำลังลอยลงมาที่พื้นทางเดินต่อหน้าต่อตาของผม


ผมเกือบจะทำลายเจ้าสิ่งนี้ไปแล้ว ผมไม่รู้ว่าเจ้าสิ่งนี้มันคืออะไร ? ผมไม่รู้ว่าทำไมถึงต้องเสียเวลาให้กับมันอีก ผมโกรธมาก ถ้าผมทำลายเจ้าตู้ไม้ใบนี้สิ่งนี้มันจะอยู่กับผมต่ออีกหรือไม่ ? ผมจึงอยากจะบอกให้กับทุกคนในอีเบย์ว่า เมื่อได้รู้รายละเอียดของมัน หรือพบอะไรที่มีหน้าตาแบบนี้ ข้างในที่มีอะไรแบบนี้ วางประมูลขายอยู่ในอีเบย์แล้วล่ะก็ ได้โปรดซื้อมันเอาไปทำอะไรก็ได้


ช่วยผมด้วย !!!


คุณจะเห็นเลยว่าผมไม่ได้ตั้งราคาขั้นต่ำเอาไว้ ถ้ามีอะไรที่มันง่ายกว่านี้ก็จงบอกผม ผมยอมทุกอย่าง


มีอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ในวันเดียวกันนั้นคุณแม่ของผมก็เกิดช็อคจนหมดสติ สัญญาเช่าร้านของผมก็ถูกยกเลิกโดยไม่มีเหตุผลอีก


เจ้าของสิ่งนี้มีขนาดกว้าง 12.5 นิ้ว ยาว 7.5 นิ้ว สูง 16.25 นิ้ว

ของที่อยู่ข้างในเป็นของดั้งเดิมที่ผมเจอในตู้ ทุก ๆ อย่างจะถูกส่งมอบพร้อมกับตู้อย่างแน่นอน


ในวันที่ 12 มิถุนายน ค.ศ. 2003 เวลาบ่ายสองโมงครึ่ง ผู้ขายได้เพิ่มรายละเอียดเข้ามาว่า :

มันแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะตอบอีเมล์จากพวกคุณทุกฉบับ ดังนั้นผมจะลงอัพเดตคำตอบจากทุกคนไว้บนเว็บไซต์แห่งนี้แทน จะได้ไม่ต้องเสียเวลาสอบถามให้มากความ

  1. ผมไม่มีศาสนา
  2. ผมไม่ต้องการเข้าไปวุ่นวายกับพิธีไล่ผีใด ๆ ไม่ต้องชักแม่น้ำทั้ง 5 หรือส่งภาพกิจกรรมอะไรมาที่บ้านผม
  3. ผมจะไม่ส่งหรือขายแยกสินค้าจากในตู้ใบนี้ เพราะมันควรไปทั้งตู้
  4. ผมไม่รู้ภาษาฮิบรู และไม่รู้ว่าเคเซลลิมมันแปลว่าอะไร คำอื่น ๆ ผมก็ไม่รู้เช่นกัน
  5. เมื่อจบการประมูลแล้ว ผมตัดสินใจว่าจะขอโอกาสพูดคุยกับคนที่ชนะการประมูลด้วยสองเหตุผล หนึ่งก็คือ เพื่อให้ความมั่นใจว่าผู้ชนะโตพอที่จะเข้าใจและยอมรับว่าได้อะไรไป ซึ่งผมจะไม่ตัดสินอะไรเอง คุณแค่ทำในสิ่งที่คุณต้องทำหลังจากซื้อมันไปก็พอ และอย่างที่สองก็คือ เพื่อจะได้บอกรายละเอียดทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้น หลังจากนั้นผมก็จะไม่สนใจอะไรอีก และหลังจากได้รับเงินแล้ว ผมจะส่งเจ้าตู้ใบนี้พร้อมกับของภายในให้คุณทางพัสดุภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นไปรษณีไทย เฟดเอ็กซ์ ไม่ก็ยูพีเอส และเมื่อถึงตอนนั้นผมจะไม่รับรู้และไม่สนว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นตามมาตลอดไป
  6. สำหรับทุกคนที่แนะนำบทสวดบูชามาให้ อยากจะบอกว่าผมไม่มีศาสนา แต่ผมก็ไม่ได้ปิดกั้นความเชื่ออะไร ไม่ว่าคุณจะนับถือศาสนาอะไรก็แล้วแต่ ผมอยากจะตอบว่า “ขอบคุณ”

------------------------------------------------------------------
ในวันที่ 14 มิถุนายน ค.ศ. 2003 เวลาห้าโมงเย็น ผู้ขายได้เพิ่มรายละเอียดว่า :

นี่เป็นการอัพเดตสำหรับทุกท่าน...

ผมไม่รับติดต่อซื้อขายนอกเว็บไซต์อีเบย์โดยเด็ดขาด ต่อให้คุณเสนอราคาสูงกว่าราคาประมูลก็ตาม !!! เพราะถ้าผมยอมแล้วพอถึงเวลาจริง ๆ คุณเกิดบิดพริ้วขึ้นมา มันน่าจะก็เป็นเหตุผลมากพอที่ทำให้คุณควรจะอยู่ในเกมการประมูลกันใช่ไหม ? ผมเชื่อว่าคุณเข้าใจว่าทำไมผมถึงไม่ไว้ใจข้อเสนอแบบนี้


นอกจากนี้....

สำหรับผู้ที่อยากจะรู้ว่า ถ้าผมยังคงพบเหตุการณ์อยู่ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีเจ้าสิ่งนี้แล้วผมจะทำยังไง ? ผมคิดว่าทุกอย่างมันน่าจะไปได้สวย จนกระทั่งกลับบ้านมาเมื่อวันศุกร์ที่ 13 เดือนมิถุนายน ผมพบว่าปลาที่อยู่ในตู้ใบใหม่ทั้ง 10 ตัวของผมตายเรียบ


ผมหวังว่ามันจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญเท่านั้น
------------------------------------------------------------------




ดิบบุกบ็อกซ์ เป็นเรื่องเล่าสยองขวัญที่ถูกเขียนเล่าเอาไว้บนหน้าประมูลสินค้าของเว็บไซต์ อีเบย์ โดยเควิน แมนนิส ที่อ้างว่าเขาและคนในครอบครัวล้วนต้องประสบกับเหตุการณ์ประหลาด ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นดอกมะลิ กลิ่นปัสสาวะแมว ไปจนถึงฝันร้ายเห็นปีศาจหญิงชราสาดน้ำมันดินร้อน ๆ ใส่จนเป็นแผลไปทั่วร่าง ในที่สุดเขาทนเก็บมันไว้ในบ้านไม่ได้อีกต่อไป จึงต้องนำมันมาวางประมูลขาย โดยไม่ยอมรับข้อเสนออื่นใด นอกจากการจ่ายเงินผ่านระบบของอีเบย์


ดิบบุกบ็อกซ์ที่วางขายในอีเบย์

ต่อมาเรื่องราวของเควิน แมนนิส เรื่องนี้ก็ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจถูกทางฮอลิวูดนำไปขยายผล สร้างเป็นภาพยนตร์ออกฉายในปี ค.ศ. 2012 ในชื่อ The Possession นำแสดงโดยคีรา เซดวิค กำกับการแสดงโดยแซม รายมี่ พูดถึงหญิงสาวคนหนึ่งได้ซื้อตู้เก็บไวน์นี้ไป แล้วต้องพบกับประสบการณ์อันน่าสยองขวัญตามมา

ภาพยนตร์เรื่อง The Possession (2012)

โดยแท้ที่จริงแล้วเรื่องราวของตู้เก็บไวน์อาถรรพ์ใบนี้ ได้นำคำว่า ดิบบุค (Dybbuk) ที่มีความหมายตามสารานุกรมมิธิก้าว่า "ร่างที่ถูกสิงสู่โดยวิญญาณของคนอื่น" ซึ่งมันได้ถูกเล่าขานกันมาแบบปากต่อปาก ตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1914 ชาวยิดดิชหรือชาวยิวได้พูดอธิบายไว้ว่า ดิบบุคก็คือวิญญาณหลังความตายของชายหนุ่มคนหนึ่ง ที่ได้เข้าไปสิงสู่ในร่างของหญิงสาวที่ตัวเองรัก จากนั้นก็ถูกทำพิธีไล่ผีออกไป โดยคำนี้มาจากคำกริยาของภาษาฮิบรูที่แปลว่ายึดมั่นถือมั่น

ซึ่งก็น่าจะสรุปได้ว่า ดิบบุคก็คือวิญญาณที่ยังคงยึดมั่นอยู่กับใครบางคน และสามารถยืนยันได้ว่าไม่เคยมีงานเขียนหรือเรื่องเล่าอาถรรพ์ใด ๆ บอกว่าดิบบุคมันคือวิญญาณร้ายที่สิงสู่อยู่ในกล่องหรือตู้เก็บไวน์

และสาเหตุที่มันถูกพูดถึงจนโด่งดังกลายมาเป็นภาพยนตร์สยองขวัญฮอลิวูดก็เพราะนักจิตวิทยาชื่อ คริสต์ เฟรนช์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาความเชื่อและประสบการณ์อาถรรพ์ของมหาวิทยาลัยลอนดอนประเทศอังกฤษ

ภาพยนตร์ "Dybbuk" (1937) ที่เอามาจากตำนานของปี 1914

และในฐานะหัวหน้าแผนกวิเคราะห์ความผิดปกติทางจิตของวิทยาลัยโกลด์สมิธ ได้เคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับตู้เก็บไวน์อาถรรพ์ใบนี้เอาไว้ว่า

“พวกเขาเคยบอกว่ามันเป็นของไม่ดี ซึ่งถ้าคุณเชื่อว่าคุณถูกสาป คุณก็จะบอกแต่ว่ามันเป็นของชั่วร้ายอยู่แล้ว ลองคิดแบบนี้ดีไหม ว่าผมมีความสุขมากที่ได้เป็นเจ้าของสิ่งนี้
"คริสต์ เฟรนช์"

ซึ่งหลังจากที่เควิน แมนนิสได้ลงประมูลตู้ใบนี้ไปไม่นาน มันก็ถูกสมาชิกเว็บไซต์อีเบย์ชื่อ "spasmolytic" (สแปซโมไลติค) ซื้อมันไปในราคา 140 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 5,000 บาท

เรียกได้ว่าเรื่องเล่าเรื่องนี้มีผลทำให้ราคาขายมีมูลค่าขึ้นมาเป็นอย่างมาก โดยทางผู้ที่ได้มันไปได้เล่าว่า หลังจากที่เขาชนะประมูลมา เควิน แมนนิสก็ไม่เคยติดต่อมาสอบถามอะไรอย่างที่เขาเขียนบอกเอาไว้เยอะแยะในเรื่องเลย
จากนั้นสแปซโมไลติคก็ได้มอบมันให้กับเด็กนักเรียนคนหนึ่งในรัฐมิซซูรี่ชื่อไอโอซิฟ นีทสกี้ แล้วนีทสกี้ก็นำมันกลับมาวางประมูลขายอีกครั้งในแปดเดือนถัดมา โดยบอกว่าเขาได้อธิบายสาเหตุที่นำมันมาประมูลอีกครั้งไว้ที่บล็อกของตัวเอง แต่พอลองค้นหาแล้วเราก็ไม่พบว่ามันเป็นบล็อกไหน

ซึ่งในอีเบย์เองนีทสกี้ได้เขียนเล่าถึงอาการเจ็บป่วยและนอนไม่หลับของเพื่อนร่วมห้อง และคิดว่ามันน่าจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญ แถมยังได้กลิ่นเหม็นโชยออกมาเป็นครั้งคราว และตัวเขาเองก็อยากจะซ่อมรถ ซึ่งถ้าไม่รวมถึงเรื่องซ่อมรถแล้ว เรื่องที่นีทสกี้เล่ามามันก็ดูคล้ายคลึงกับเรื่องที่เควิน แมนนิส เขียนไว้พอสมควร


ซึ่งถ้าจะพูดกันจริง ๆ ถ้าเป็นคนทั่วไปได้ของแบบนี้มาอยู่ในบ้านแล้วเกิดมีอาการผิดปกติ เราก็คงจะหาทางโยนมันทิ้งไปให้พ้น ๆ หรือไม่ก็เอาไปวางทิ้งไว้ใต้ต้นไม้ หรือรีบทำอะไรสักอย่างให้มันออกไปจากชีวิตโดยทันที ไม่ใช่เอามันไปโพสต์วางขายบนอีเบย์แล้วตั้งรอทิ้งไว้ในบ้านอย่างแน่นอน


และก็เป็นอย่างที่คิดเอาไว้ก็คือ นีทสกี้สามารถขายเจ้าตู้เก็บไวน์ใบนี้ได้ เมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2004 ในราคาสูงถึง 280 เหรียญ ซึ่งเรียกได้ว่าสูงกว่าตอนที่เควินขายได้ถึง 2 เท่า

โดยคนที่ซื้อมันไปก็คือเจสัน แฮ็กซ์ตัน ผู้อำนวยการแห่งพิพิธภัณฑ์ออสทีโอเพธิคเม็ดดิซินของมหาวิทยาลัยมิซซูรี่ ซึ่งเขาอาศัยอยู่ในเมืองเดียวกันกับนีทสกี้ โดยบอกว่าเขาทราบเรื่องราวที่เด็กคนนี้เล่ามาจากนักเรียนของเขา ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมห้องของนีทสกี้นั่นเอง โดยแฮ็กซ์ตันใช้ชื่อสมาชิกอีเบย์ว่า "agetron" (เอจทรอน) ที่ตัดสินใจซื้อมันไว้เพราะอยากได้มันมาเป็นของสะสม

ต่อมาแฮ็กซ์ตันเจ้าของคนล่าสุดก็ได้กลายเป็นเจ้าของที่ใช้ประโยชน์มันอย่างคุ้มค่า เมื่อเขาได้เขียนหนังสือเล็ก ๆ ขึ้นมาในปี ค.ศ. 2011 ชื่อดิบบุคบ็อกซ์ และเปิดเว็บไซต์ www.dibbukbox.com เพื่อส่งเสริมการขายหนังสือของเขาอีกทาง

"เจสัน แฮ็กซ์ตัน" ผู้เขียนหนังสือดิบบุคบ็อกซ์ และครอบครองกล่องล่าสุด

โดยต่อมาในปี ค.ศ. 2013 แฮ็กซ์ตันได้ไลฟ์ลงใน Youtube ประกาศว่าเขาเชื่อในเรื่องราวของตู้ใบนี้เป็นอย่างมาก โดยในหนังสือของเขาได้เล่าไว้ทั้งหมดว่าเขาต้องเจอกับอะไรมาบ้าง ไม่ว่าจะอาการเป็นลมพิษไปจนถึงไอออกมาเป็นเลือด ซึ่งเขาเองก็ไม่ได้พยายามเจาะจงว่าทุกอย่างมันเกิดขึ้นเพราะมีตู้ใบนี้เก็บอยู่กับตัว หรือเจาะจงว่าใครที่ครอบครองมันจะต้องป่วยแบบเขา


แต่มิติที่ 6 ก็อยากจะแถมท้ายไว้อีกนิดเพื่อให้เราได้มั่นใจว่าเรื่องนี้มันเป็นเพียงกระแสการขายของ ก็คือ หลังจากเรื่องราวของตู้อาถรรพ์ใบนี้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ ในช่วงท้ายของหนังจะเห็นชื่อของเควิน แมนนิส อยู่ในตำแหน่งผู้เขียนบทร่วมกับเจสัน แฮ็กซ์ตัน พวกเขามีเครดิตอยู่ในตำแหน่งที่ปรึกษาฝ่ายงานผลิตด้วย

และในปี ค.ศ. 2007 ตัวของ เควิน แมนนิส เองก็ได้มานั่งตำแหน่งผู้ควบคุมการผลิตในหนังสั้นเรื่อง The Miracle, The Pretty Pitchy Pine Tree แถมยังเคยร่วมแสดงอยู่ในภาพยนตร์เรื่อง Student Bodies อีกด้วย


เรื่องล่าสุดในปี ค.ศ. 2017 ก็คือ Shanghai Faders และมีบทบาทในส่วนต่าง ๆ ของภาพยนตร์ประเภทหนังสั้นอีกหลายเรื่อง ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเพราะอานิสงส์จากเรื่องดิบบุคบ็อกซ์ที่เขาแต่งขึ้นมานั่นเอง


และก็มีข้อสงสัยเกี่ยวกับเด็กนักเรียนที่ชื่อไอโอสีฟ นีทสกี้เช่นกัน โดยเลสลี่ กอร์นสเตน ก็พยายามค้นหาว่าเขามีตัวตนจริงหรือเปล่า ? เพราะชื่อไอโอสีพ นิทสกี้นี้ มันดูไม่น่าจะเป็นชื่อของคนทั่วไปบนโลกนี้เลย โดยหลังจากที่เธอพยายามค้นชื่อนี้ในอินเตอร์เน็ตแล้ว เธอก็พบว่านอกจากบนเว็บไซต์ของแฮ็กซ์ตันแล้ว ก็ไม่มีใครบนโลกนี้ใช้ชื่อไอโอสีพให้เธอพบที่ไหนเลย

ซึ่งมันก็ถือว่าแปลกมาก เพราะถ้าเด็กคนนี้มีตัวตนจริงเขาก็น่าจะมีชื่อเขียนไว้ที่ไหนสักแห่งบ้าง ยิ่งเป็นเด็กวัยรุ่นก็ยิ่งจะต้องมีให้เห็นแน่ ๆ อย่างน้อยก็น่าจะมีคนใช้ชื่อหรือนามสกุลเหมือน ๆ กันในที่อื่น ๆ บนโลกใบนี้

ซึ่งก็เป็นอีกสิ่งที่น่าสงสัยว่าบางที "ไอโอสีฟ นีทสกี้" อาจเป็นเพียงบุคคลสมมติขึ้นมา หรือไม่ก็อาจเป็นใครสักคนที่อยู่ในวงจรการซื้อขายตู้อาถรรพ์ใบนี้ก็เป็นได้


ดังนั้นเรื่องราวของตู้เก็บไวน์อาถรรพ์หรือดิบบุคบ็อกซ์ เรื่องนี้ ก็คือเรื่องที่ถูกแต่งขึ้นมาโดยนำคำจากภาษาฮิบรูมาใช้ โดยผู้แต่งไม่รู้เลยว่าแท้ที่จริงมันหมายถึงอะไร ? เพื่อให้เกิดกระแสปั่นราคาตัวสินค้าของเขา ซึ่งคนที่ซื้อไปก็อาจจะเป็นพวกเดียวกัน ไม่ก็น่าจะรู้ดีว่าตัวเองถูกหลอก

แต่ก็น่าจะหวังเอาไว้ว่าหลังจากที่ซื้อไปแล้ว เขาก็จะสามารถสร้างเรื่องเล่าที่อิงมาจากต้นฉบับ มาใช้ปั่นราคาให้สูงกว่าที่ตัวเองซื้อไปได้แน่ ๆ ซึ่งถ้าผลออกมาแล้วไม่เป็นไปอย่างที่คิด อย่างน้อยเขาก็ยังสามารถเก็บมันไว้ได้อีกสักพักใหญ่ จนเรื่องซาลงไปก็ค่อยนำมันกลับมาวางประมูลอีกกี่ครั้งก็ได้
และถ้ามีความสามารถสูงพอที่จะเขียนเรื่องราวของมันออกวางขายเป็นหนังสือ จนฮอลิวูดตัดสินใจซื้อพล็อตเรื่องแล้วนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ มันก็น่าจะมีคุณค่ามากพอที่จะซื้อมันเก็บเอาไว้หรือเปล่า ? ดีกว่าจะให้เรื่องจริงถูกเปิดเผยออกมาแล้วเรื่องเล่าต้องถูกลบเลือนไปตามกาลเวลา ซึ่งเหตุผลง่าย ๆ ที่จะสรุปเรื่องนี้ให้เข้าใจเหมือนที่ผ่านมาก็คือ


ถ้าเกิดเราได้ยินว่ามีใครกำลังจะเล่าเรื่องราวของตู้อาถรรพ์ดิบบุคบ็อกเรื่องนี้กันในวงสนทนา มิติที่ 6 ก็อยากจะบอกกับท่านผู้ชมว่า ขอพวกเราจงอย่าได้ไปทำอะไร ที่จะทำให้เรื่องเล่านี้ต้องหยุดชะงักไประหว่างทางจะดีเป็นที่สุด นั่นก็เป็นเพราะว่า ความจริงนั้น มันช่างไม่มีเสน่ห์... เอาเสียเลย !



อย่าลืมติดตามชมรายการมิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ พร้อมกับที่มาของมันกันได้ทุกวันศุกร์สะดวก และหลังจากจบรายการแล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรืออย่าลืมทิ้งคอมเมนต์กันไว้นะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้ สวัสดี


เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอขอบคุณที่มา