ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 เปิดปมปริศนา Flatwoods monster ตำนานสิ่งลึกลับแห่งเมืองแฟลตวูด !!!




ในเวสต์เวอร์จิเนียของประเทศสหรัฐอเมริกานั้น มีเรื่องเล่าน่ากลัวเรื่องหนึ่งที่รู้จักกันในชื่อ "แบร็กซ์ตันเคาน์ตี้มอนส์เตอร์" หรือ "ปีศาจแห่งเมืองแฟลตวูด" ที่ถูกพบเห็นในวันที่ 12 กันยายน ค.ศ. 1952 ในเรื่องราวนี้มีการพูดถึงสิ่งมีชีวิตลึกลับรูปร่างแปลกประหลาด ที่พวกเขาได้วาดรูปของมันไว้ให้คนรุ่นหลังดู โดยยืนยันว่าพวกเขาได้เห็นเจ้าสิ่งนี้ในระยะใกล้ชิดมาแล้ว

กดที่นี่เพื่อดูคลิป

มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาคุณไปพบกับปริศนาเรื่องหนึ่ง เรื่องราวของการเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตลึกลับจากฟากฟ้า พร้อมกับคำอธิบายทุก ๆ ด้านที่เราจะต้องใช้วิจารณญาณกันว่า ในคืนวันนั้นพวกเขาได้พบกับอะไรกันแน่ !?


The Flatwoods Monster

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม ค.ศ. 2010 มีเรื่องราวเรื่องหนึ่ง ได้ถูกบอกเล่าและนำเสนอไว้ในรายการมอนส์เตอร์เควสต์ ในรายการได้พบกับพยานจำนวนมากมาย ล้วนบอกว่าได้เห็นวัตถุทรงกลมเรืองแสงสีแดง ลอยอยู่เหนือพื้นดินในบริเวณที่เชื่อว่าพบเห็นมัน นักยูเอฟโอวิทยาต่างก็เชื่อว่า มันจะต้องเป็นพลังงานที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากยานอวกาศ ส่วนเจ้าสิ่งมีชีวิตลึกลับนั่นก็น่าจะเป็นนักบินจากต่างดาวอย่างแน่นอน

เรื่องราวนี้มันเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 กันยายน ค.ศ. 1952 ช่วงเวลาประมาณ 17.15 น. เอ็ดเวิร์ดและเฟร็ดสองพี่น้องตระกูลเมย์ พร้อมกับเพื่อนชื่อทอมมี่ ไฮเออร์ ทั้งสามคนอายุ 13 ปี 12 ปี และ 11 ปี ตามลำดับ ได้พบกับวัตถุปริศนาลอยมาจากฟากฟ้าลงจอดบนที่ดินของนายจี เบลลี่ ฟิชเชอร์ พวกเขาจึงรีบวิ่งกลับไปที่บ้านของสองพี่น้องตระกูลเมย์ เพื่อบอกให้แคธลีน เมย์ แม่ของพวกเขาทราบว่าเพิ่งได้พบกับอะไรมา

"ยูจีน เลมอน และมารดาของเอ็ดเวิร์ด เมย์" ผู้พบสัตว์ประหลาดต่างดาว

ต่อมาก็มีเด็กชายอีกสามคนชื่อนีล นันลี่ อายุ 14 ปี รอนนี่ เชฟเวอร์ อายุ 10 ปี และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอายุ 17 ปี จากเวสต์เวอร์จิเนีย ชื่อยูจีน เลมอน ได้เดินทางมาที่ฟาร์มของฟิชเชอร์เพื่อพิสูจน์ความจริงในเรื่องนี้


สุนัขของยูจีนวิ่งนำหายไปพักหนึ่ง ก่อนที่จะเริ่มเห่าเสียงดังไปที่อะไรบางอย่าง เจ้าสิ่งลึกลับนั้นก็วิ่งอ้อมพวกเขาไปทางด้านหลังด้วยส่วนหางที่อยู่ระหว่างขาของมัน หลังจากที่พวกเขาเดินตามไปได้ประมาณ 400 เมตร ทุกคนก็มาอยู่ที่ยอดเชิงเขา ที่นี่ทุกคนได้อ้างว่าพวกเขาเห็นลูกไฟสีแดงอยู่ห่างออกไปประมาณ 15 เมตรจากทางด้านขวามือ ตอนนั้นทุกคนถูกหมอกปริศนาเข้าปกคลุม มันไม่ใช่หมอกปกติธรรมดา มันสามารถทำให้ดวงตาและจมูกของพวกเขาเป็นรอยไหม้

ภาพจากจินตนาการ

ยูจีนเห็นแสงไฟเล็ก ๆ สองดวงส่องสว่างออกมาจากทางด้านซ้ายของวัตถุลึกลับนั้น มันอยู่บริเวณใต้ต้นโอ๊คกำลังสาดแสงไฟมาที่พวกเขา จากนั้นมันก็หันหน้าไปยังทิศทางที่ลูกไฟสีแดงนั้นปรากฏอยู่ และทันทีที่มันหันไป ทุกคนก็อาศัยช่วงจังหวะนี้หลบหนีกลับมาด้วยความตื่นตะลึง

กลับมาที่บ้านของครอบครัวเมย์ แม่ของเด็ก ๆ ได้แจ้งให้นายอำเภอโรเบิร์ต คาร์ และนายเอ. ลี สจ็วต ผู้ร่วมก่อตั้งหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นชื่อแบร็กซ์ดันเดโมแคร็ท วันนั้นสจ๊วตได้สอบถามรายละเอียดจากทุก ๆ คน

โดยในบันทึกนั้นแต่ละคนอธิบายรูปร่างของมันแตกต่างกันออกไป แต่ส่วนใหญ่ผู้คนที่ได้พบเห็นเจ้าสิ่งนี้ก็ล้วนเล่าขานกันว่ามันสูงอย่างน้อย 7 ฟุต หรือประมาณ 2.1 เมตร ร่างกายสีดำผิวหนังบนใบหน้าสามารถเรืองแสงได้ เหล่าพยานได้ระบุรายละเอียดตรงส่วนหัวของมันว่าดูเหมือนกับเพชรกลับหัว ดวงตาของมันไม่เหมือนมนุษย์อย่างสิ้นเชิง ด้านหลังของศีรษะมีแผ่นวงกลมชิ้นหนึ่งรองรับอยู่ และที่ร่างกายของมันมีวัสดุบางอย่างปกคลุมเหมือนเกราะ โดยทุกคนระบุว่ามันไม่มีอะไรดูเหมือนมนุษย์แม้แต่น้อย

ผู้ที่ได้พบเห็นมันบางคนระบุว่า เจ้าสิ่งนี้มันไม่มีแขนและมีความเร็วว่องไว แต่บางคนกลับบอกว่ามันมีแขนยาว ๆ ยื่นออกมาที่บริเวณส่วนด้านหน้าของร่างกาย และมีนิ้วมือยาวเหมือนกรงเล็บ บางคนให้นิยามเรียกมันว่า "ลิซาร์ดมอนส์เตอร์"

จากนั้นพวกนายอำเภอก็ให้ยูจีนพาเขาไปยังสถานที่เกิดเหตุ โดยสจ็วตได้รายงานว่าที่นั่นมีกลิ่นไหม้อย่างรุนแรงผสมกับกลิ่นโลหะคละคลุ้งไปทั่ว ส่วนทางนายอำเภอและผู้ช่วยเบอร์เนล ลอง ได้ตรวจสอบทั่วบริเวณแล้วก็พบว่า มีร่องรอยบางอย่างยังคงหลงเหลืออยู่บนโคลนเป็นทางยาว 2 รอย ในรอยที่ว่ามีของเหลวสีดำปรากฏอยู่และยืนยันว่ามันต้องเป็นร่องรอยการลงจอดของวัตถุที่ไม่สามารถระบุเอกลักษณ์ หรือที่เราเรียกกันว่ายูเอฟโอแน่ ๆ เพราะที่แห่งนี้ไม่เคยมียานพาหนะใดสัญจรผ่านมาหลายปีแล้ว

แต่ในเวลาไม่นานข้อสันนิษฐานนี้ก็เป็นอันต้องตกไป เพราะมีผู้สามารถพิสูจน์ได้ว่าแท้ที่จริงแล้วร่องรอยดังกล่าวมันคือรอยล้อของรถบรรทุกยี่ห้อเชฟโรเล็ท รุ่นปี ค.ศ. 1942 ของนายแม็กซ์ ล็อคเคิร์ด ที่เขาเองก็เคยเดินทางไปยังจุดเกิดเหตุนี้ เพื่อไปดูเจ้าสิ่งลึกลับช่วงก่อนหน้าที่นายอำเภอจะเดินทางไปถึงเพียงเท่านั้น

พอเหตุการณ์จบลงนายวิลเลียม และดอนน่า สมิธ นักสืบจากสมาคมซิวิลเลียนซอร์เซอร์อินเวสติเกชั่น (Civilian Saucer Investigation, LA) หรือสมาคมนักสืบจานบินพลเรือนจากลอสแองเจลิส ก็ได้เดินทางเข้ามาสืบสวนพบพยานอีกเป็นจำนวนมากที่ยืนยันว่าพวกเขาพบกับเหตุการณ์คล้าย ๆ กันนี้ โดยมีอยู่ครอบครัวหนึ่งให้การว่าพวกเขาทั้งสองได้เคยพบกับสิ่งมีชีวิตลึกลับที่มีรูปร่างลักษณะและกลิ่นเหมือนกัน ก่อนที่เด็ก ๆ กลุ่มแรกจะพบถึงประมาณ 1 สัปดาห์ ซึ่งการพบในครั้งนี้ได้ส่งผลกระทบต่อลูกสาวของเธอถึงขั้นต้องนอนอยู่ในโรงพยาบาลไฮแลนด์คลาคส์เบิร์กถึง 3 สัปดาห์

อีกทั้งยังได้รับคำยืนยันจากแม่ของยูจีนที่เล่าว่า ตอนช่วงเวลาที่เกิดเหตุตอนนั้นบ้านของเธอเกิดสั่นไหวขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ ส่วนวิทยุก็ถูกอะไรบางอย่างตัดสัญญาณไปถึง 45 นาที และมีรายงานจากผู้อำนวยการของคณะกรรมการการศึกษายืนยันว่า เขาเคยเห็นจานบินบินขึ้นในช่วงเวลาประมาณ 6.30น. ของวันที่ 13 กันยายนปีเดียวกันนั้นด้วย ซึ่งเช้าวันดังกล่าวเป็นวันหลังจากคืนเกิดเหตุที่สองแม่ลูกคู่นี้พบเหตุการณ์ประหลาด

หลังจากการเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตลึกลับ สมาชิกบางคนของกลุ่มวันที่ 12 กันยายนได้มีอาการล้มป่วยคล้าย ๆ กัน บางคนก็ยังมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ ซึ่งบางที่คนที่ว่านี้ก็คือพวกในกลุ่มที่อ้างว่าได้สัมผัสกับหมอกประหลาดในคืนนั้น อาการป่วยที่ว่านั้นก็ได้แก่ การระคายเคืองที่เยื่อบุจมูกและคอบวม โดยในรายของยูจีนเขาต้องทนทุกข์ทรมานกับการอาเจียนและชักตลอดทั้งคืน อีกทั้งยังมีอาการระคายเคืองที่คออีกตลอดสัปดาห์

แพทย์ที่ได้ดูแลพยานบางคนได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับอาการเหล่านี้ว่า มันดูคล้ายกับอาการของเหยื่อที่ถูกแก๊สมัสตาร์ดหรือไม่ก็เป็นอาการของผู้ป่วยโรคฮิสทีเรีย แต่มันก็เป็นไปได้ที่สาเหตุจะเกิดจากผู้ป่วยไปประสบกับเหตุการณ์ที่น่าตกใจหรือสะเทือนใจเป็นอย่างมากเช่นกัน

จนเวลาผ่านมา 48 ปี เหตุการณ์นี้ก็ได้รับการพิสูจน์อีกครั้งจากโจเซฟ นิเคล แห่งกลุ่มสืบสวนสิ่งลี้ลับที่เรียกย่อ ๆ ว่า CSI หรือ CSICOP  ซึ่งเรื่องนี้ได้ถูกสรุปไว้ในปี ค.ศ. 2000 ว่า... ลำแสงสีฟ้าที่ถูกพบโดยพยานหลายคนในวันที่ 12 กันยายน ค.ศ. 1952 นั้นน่าจะเป็นอุกาบาต ส่วนแสงสีแดงที่พบนั้นน่าจะเป็นไฟนำทาง หรือไม่ก็เป็นไฟสัญญาณเตือนทางอากาศ ส่วนสิ่งมีชีวิตลึกลับที่พยานได้พบนั้น มันดูใกล้เคียงกับนกฮูก นกเค้าแมว หรือไม่ก็นกแสกเป็นอย่างมาก

"โจเซฟ นิเคล"

ซึ่งนิคเคลได้ยืนยันว่า สาเหตุที่พวกเขาเห็นนกแสกผิดเพี้ยนไปมันก็เป็นเพราะความเครียดและความกังวลที่มากจนเกินเหตุ โดยนิเคลได้ยกข้อสรุปที่ได้มาจากนักสืบคนอื่น ๆ ว่า มันอาจจะเกี่ยวข้องกับกองทัพอากาศก็เป็นได้ แต่ก็ยังมีบางคนที่เข้าใจว่ามันอาจจะไม่ใช่นกฮูกแต่เป็นมนุษย์ผีเสื้อกลางคืน ไม่ก็อาจจะเป็นอะไรที่คล้าย ๆ กับเหตุการณ์การเผชิญหน้ากับสิ่งลึกลับที่คริสเตียนเคาน์ตี้ของกลุ่มเคลลี่ และหมู่บ้านฮ็อพกินส์วิลล์ในรัฐเคนตักกี้ก็เป็นได้

โดยในคืนวันที่ 12 กันยายนของปีนั้น มีรายงานระบุถึงอุกาบาตที่ตกลงมาจนมีผู้พบเห็นมากมายถึง 3 รัฐ นั่นก็คือในแมรี่แลนด์ เพ็นซิลวาเนีย และเวสต์เวอจิเนีย และก็มีรายงานเครื่องบินตกในแถบหุบเขาเอลค์ริเวอร์ที่อยู่ห่างออกไปจากเมืองแฟลตวูดประมาณ 11 ไมล์ โดยมีผู้พบเห็นไฟสีแดงสามดวงกระพริบจากไฟนำทางของเครื่องบินออกมาจากบริเวณที่เกิดเหตุนั้นด้วย และมันก็เป็นไปได้ว่าสิ่งที่พยานเข้าใจว่าเป็นใบหน้าของสิ่งมีชีวิตลึกลับมันก็อาจจะเป็นนกแสก

นกแสก

ส่วนที่เห็นเหมือนกับมือและกงเล็บกับรูปร่างของใบหน้าที่ดูเหมือนกับรูปทรงโพธิ์ดำของไพ่นั้น นิคเคลสรุปว่าทุก ๆ อย่างนั้นมันเหมือนกับพวกเขาจะเห็นเงาของนกแสกนั่นเอง โดยลักษณะการลอยได้ของมันก็น่าจะเป็นนกแสกตัวใหญ่ที่กำลังเกาะกิ่งไม้อยู่ ซึ่งนักวิจัยผู้นี้ได้สรุปอีกว่าใบไม้ที่ติดอยู่กับกิ่งตรงจุดนกแสกเกาะอยู่นั้นมันสามารถเกิดเป็นภาพลวงตา เหมือนกับว่ามันมีลำตัวส่วนล่างเป็นแบบนั้น
และเขาก็ได้สรุปปัจจัยเหล่านี้มันคือสาเหตุที่ทำให้พยานแต่ละคนเห็นเจ้าสิ่งนี้ไม่เหมือนกัน บางคนก็เห็นเป็นมือกงเล็บเล็ก ๆ บางคนก็เห็นเป็นมืองอกออกมาข้างหน้า ซึ่งมันตรงกับลักษณะของนกแสกที่กำลังเกาะอยู่บนกิ่งไม้เป็นอย่างมาก

มีคำอธิบายอื่น ๆ ได้ถูกนำเสนอออกทางสื่อเช่นกันว่า กลุ่มพยานในวันที่ 12 กันยายนดังกล่าวน่าจะประสบกับเหตุอุกาบาตตก ซึ่งมันส่งผลทำให้เกิดกลุ่มเมฆรูปร่างเหมือนคนได้เช่นกัน และในส่วนของแคธลีน เมย์กับลูกชายนั้น พวกเขาน่าจะมองเห็นเครื่องบินของทางการที่บินไปยังจุดเกิดเหตุมากกว่า

แต่ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาในทุก ๆ ปีที่เมืองแฟลตวูดก็จะจัดนิทรรศการงานฉลองสัตว์ประหลาดตัวสีเขียว โดยในงานจะมีคอนเสิร์ตให้ชมต่อเนื่องตลอดสามวัน ซึ่งทางพิพิธภัณฑ์กรีนมอนส์เตอร์ก็จะจัดงานท่องเที่ยวไปยังจุดเกิดเหตุด้วย


ในส่วนเจ้าสิ่งมีชีวิตลึกลับที่ถูกตั้งชื่อว่าเป็นสัตว์ประหลาดแห่งแฟลตวูดนั้น ก็ได้ถูกนำมาทำเป็นบอสใหญ่ของเครื่องเล่นเกมแฟมิลี่ชื่ออามาก้อน และถูกใช้เป็นบอสในด่านสองของเกมชื่อสเปซแฮริเออร์(ภาค 2) ส่วนเกมอื่น ๆ ที่ใช้มันเป็นสัตว์ประหลาดต่างดาว เช่น
  • ตัว Gimme ของเกมเดอะวันเดอร์ฟูล 101 บนเครื่องเกม Wii U
  • ถูกใช้สรรพนามเรียกแทนตัวว่า “พวกมัน” ในเกมเดอะลีเจนด์ออฟเซลด้า ตอนเมเจอร่าส์มาสค์
  • เคยได้เป็นเป็นบอส ในเกมทัมเบิลป็อบ
  • เคยเป็นตัว “ฮาโยคอนตัน” ในเกมไวด์อาร์มส์
  • เป็นศัตรูประกอบอยู่ในฉากลาสเวกัส ของเกมนินจาเบสบอลแบทแมน
  • ถูกทำเป็นตัวผู้เล่นสายเวทย์มนต์ อยู่ในซีรีย์เกมสไครปเบิลเนาท์
  • และก็ยังมีอีกหลายเกมที่ใช้คาแรกเตอร์ของมันมาทำเป็นตัวประกอบ ซึ่งถ้าใครเคยเล่นเกมไหน แล้วพบกับตัวอะไรที่มีหน้าตาแบบนี้ ก็แสดงว่ามันถูกนำมาจากเรื่องราวนี้นั่นเอง
ตัวอย่างสัตว์ประหลาดแห่งแฟลตวูดในเกมอามาก้อน, สไครปเบิลเนาท์Ninja Baseball Batman และ Tumble pop

เรื่องราวของมันก็ได้ถูกนำมาเล่าอยู่ในเพลงชื่อ The Being ของวงร็อคชื่ออาร์กายกูลซ์บี้แอนด์เดอะร็อฟวิ่งมิดไนท์ ซึ่งท่านผู้ชมสามารถลองหาฟังได้จากเว็บไซต์ยูทูป โดยการพิมพ์ชื่อเพลงในช่องค้นหานะครับ

กดที่นี่เพื่อฟังเพลง The Being

ล่าสุดเมื่อปี ค.ศ. 2014 ที่ผ่านมา ในแบร็กซ์ตันเคาน์ตี้ก็ได้เกิดโครงการสร้างเก้าอี้ยักษ์ที่ใช้รูปร่างลักษณะของสัตว์ประหลาดแห่งแฟลตวูดตัวนี้ มาวางไว้ให้ผู้คนที่ชื่นชอบในตัวมันได้เข้ามานั่งเล่นและถ่ายรูปกันได้อย่างอิสระ ซึ่งถ้าใครได้มีโอกาสไปเที่ยวยังเมืองแฟลตวูดก็อย่าลืมแวะไปถ่ายภาพกันไว้เป็นที่ระลึกนะครับ

ภาพจาก: Cafe Cimino Country Inn  

อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี

ภาพจาก: Killb94   

เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา: Wikipedia และ Ufoevidence.org

แท็ก: flatwoods, แฟลตวูด, monster, ufo, ยูเอฟโอ, มนุษย์ต่างดาว, สัตว์ประหลาดต่างดาว, ปีศาจแห่งเมืองแฟลตวูด, Braxton County Monster, แบร็กซ์ตันเคาน์ตี้, มอนส์เตอร์, lizard monster, ลิซาร์ดมอนส์เตอร์, Phantom of Flatwoods, mustard gas, owl, นกเค้าแมว