ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันศุกร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2559

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ "ฮาจิชาคุซามะ" ตำนานสยองขวัญปีศาจสาวสูง 8 ฟุต !!!




ตอนเด็ก ๆ คุณเคยได้ยินคำเตือนจากผู้เฒ่าผู้แก่เรื่องนี้กันบ้างไหม ? ตอนกลางคืนอย่าได้ส่งเสียงอะไรออกมา เพราะถ้าไม่เชื่อฟังระวังจะถูกปีศาจพาตัวไปอยู่ด้วย ซึ่งปกติเราก็จะยอมสงบปากสงบคำ แล้วเข้านอนไปแต่โดยดี แต่ในใจก็อยากรู้เหมือนกันใช่ไหมว่า ถ้าเราส่งเสียงออกไปมันจะมีอะไรเกิดขึ้นจริง ๆ หรือเปล่า ?

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญกับเรื่องราวเบา ๆ ในวันศุกร์สะดวกสัปดาห์นี้ เราจะพาท่านผู้ชมไปพบกับเรื่องราววัยเด็กของชายคนหนึ่ง ที่ได้พบกับเหตุการณ์แปลกประหลาด กับหญิงสาวที่มีขนาดสูงใหญ่กว่าคนทั่วไป ซึ่งถ้าใครโชคร้ายได้พบเจอกับเธอเข้า มันจะทำให้คนผู้นั้นถูกลักพาตัวไป โดยไม่มีใครสามารถพาตัวกลับมาได้อีกตลอดกาล !!!
เปิดชมบนยูทูป

โดยเรื่องราวนั้นมีอยู่ว่า...


ประมาณปี ค.ศ. 2008 ชายวัยรุ่นคนหนึ่งได้โพสต์เล่าถึงประสบการณ์ที่เขาได้พบในช่วงวัยเด็ก วันนั้นคุณพ่อของเขาได้ขับรถพาเขาไปยังหมู่บ้านเล็ก ๆ ทางชนบท เพื่อจะได้ไปเยี่ยมคุณปู่และคุณย่าอย่างที่เคยทำเสมอมาในช่วงวันหยุดปิดเทอม เขาบอกว่าทุก ๆ ครั้งที่ไปคุณปู่และคุณย่าจะคอยต้อนรับขับสู้ และมีอะไรดี ๆ ให้เขารู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่ได้แวะมาเยี่ยมพวกท่านอยู่เสมอ



เพียงแต่ในครั้งสุดท้ายที่เขาแวะไปเยี่ยมนี้มันเป็นช่วงที่เขาเรียนอยู่ในชั้นปีสาม ทั้ง ๆ ที่ทุกอย่าง มันก็ดูจะเหมือนทุก ๆ ครั้งที่แวะมาที่นี่ บรรยายกาศดี ๆ อย่างที่เป็น และในขณะที่เขากำลังขี่จักรยานเล่นไปรอบ ๆ บ้านของคุณปู่อยู่นั้น


เขาได้พบกับบางสิ่งบางอย่าง ที่มันทำให้เขารู้สึกหนาววูบเสียวสันหลังไปทั่ว ทั้ง ๆ ที่แสงแดดอันร้อนแรงยังคงทำหน้าที่ของมันอยู่อย่างแข็งขัน ซึ่งทุกสิ่งอย่างมันก็เกิดขึ้น หลังจากที่เขาได้ยินเสียงแปลก ๆ บางอย่างดังขึ้นมา

“โพโพ, โพโพโพพโพ, โพ, โพพ…..”


เขาแน่ใจว่ามันไม่ใช่เสียงเครื่องยนต์จากไหนแน่ ๆ เสียงแปลก ๆ นั่นมันเป็นเสียงของคนชัด ๆ เขาจึงค่อย ๆ มองหาที่มาเสียงประหลาดนี้ ว่ามันดังมาจากทางไหน และในที่สุดเขาก็เห็นหมวกสีขาวใบหนึ่ง กำลังขยับไปมาลอยอยู่เหนือพุ่มไม้ ราวกับว่ามันกำลังพยายามจะทำลายพุ่มไม้นั้นอยู่ และเมื่อพยายามมองดูดี ๆ ตรงพุ่มไม้นั้น เขาก็สังเกตเห็นว่าแท้ที่จริงแล้วเจ้าหมวกนั้นมันสวมอยู่บนศีรษะของหญิงสาวคนหนึ่ง
หญิงสาวในชุดสีขาว ตัวของเธอสูงมาก น่าจะสูงกว่าสองเมตรเสียอีก แต่ยังไม่ทันที่เขาจะคิดอะไรได้มากไปกว่านี้ หญิงสาวคนนั้นก็หายไป เธอหายตัวไปพร้อมกับเจ้าเสียงประหลาดนั่น ซึ่งในตอนนั้นเขาเองก็ได้แต่สงสัยว่า สิ่งที่เขาเห็นเมื่อสักครู่นี้ แท้ที่จริงอาจจะไม่ใช่ผู้หญิงตัวสูงอย่างที่คิดก็ได้ บางทีเขาอาจจะแค่เห็นผู้ชายตัวสูง ที่แต่งตัวให้ดูเหมือนผู้หญิงอย่างที่ผู้ชายบางคนเขานิยมทำกัน แต่ถึงจะคิดแบบนั้น มันก็ยังทำให้เขารู้สึกแปลก ๆ กับประสบการณ์ครั้งนี้อยู่ดี


ในเวลาต่อมา หลังจากที่เขากลับมาที่บ้านพักและนั่งดื่มชากับคูณปู่และคุณย่า เขาก็ได้เล่าถึงประสบการณ์ประหลาดเรื่องนี้ให้กับพวกท่านฟัง และคาดเดาไปว่าบางทีเขาอาจจะพบกับสาวประเภทสองก็เป็นได้ และก็บอกไปว่าบางทีเขาอาจจะคิดมากไป จนเขาเล่ามาถึงช่วงที่เขาได้ยินเสียงประหลาด มันก็ทำให้คุณปู่และคุณย่าของเขา ออกอาการตกใจขึ้นมาจนเขาเองก็รู้สึกได้ ทันใดนั้นคุณปู่ก็ถามคำถามกับเขาว่า เขาไปเห็นหญิงสาวคนนี้ตอนไหน ? และถามถึงความสูงของหญิงสาวที่เขาได้พบ ตามด้วยคำถามว่า มันมองมาทางเขาด้วยหรือเปล่า ?



เมื่อเขาให้คำตอบทั้งหมดไปแล้ว คุณตาก็รีบลุกเดินไปยังโทรศัพท์ที่ตั้งอยู่ในห้องโถงถัดไป จากนั้นก็ปิดประตู ทำให้เขาไม่รู้ว่าท่านไปคุยอะไรกับใคร บรรยากาศในห้องตอนนี้เริ่มเงียบงัน คุณย่ายิ้มออกมาเล็กน้อย แต่เขาก็สังเกตได้ว่าตอนนี้คุณย่ามีอาการตัวสั่นเหมือนกำลังกังวลอะไรบางอย่าง


ในที่สุดคุณปู่ก็กลับมาและบอกกับเขาว่า คืนนี้เขาจะต้องนอนอยู่กันทั้งคืน ซึ่งเขาเองก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไร เพียงแต่รู้สึกแปลก ๆ นิดหน่อย ซึ่งความรู้สึกนี้มันก็ได้ทำให้เขาตัดสินใจถามพวกท่านไปว่า สาเหตุที่ต้องทำแบบนี้ มันเป็นเพราะเขาไปพบหญิงสาวคนนั้นใช่หรือเปล่า ? คุณปู่ของเขากลับโยนไปให้คุณย่าเป็นผู้ตอบแทนคำถามนี้ โดยอ้างว่าเดี๋ยวคุณปู่จะต้องไปรับเคซังก่อนที่จะเดินออกไป


คุณย่าของเขาตอบเรื่องนี้ด้วยน้ำเสียงอันสั่นเครือว่า ดูเหมือนว่าท่านฮาจิชาคุน่าจะกำลังสนใจตัวของเขาอยู่ แต่ไม่ต้องกังวลอะไรมากไป เพราะต้อนนี้คุณปู่กำลังเดินเรื่องแก้ไขให้ และคุณย่าก็ได้อธิบายว่า ท่านฮาจิชาคุนั้นไม่ใช่มนุษย์ แต่ท่านเป็นปีศาจในร่างของหญิงสาว และสาเหตุที่ทำให้ต้องเรียกเธอว่า ท่านฮาจิชาคุนั้นก็เพราะความสูงกว่า 8 ฟุต ของเธอนั่นเอง เพราะคำว่า "ฮะจิ" ก็คือเลขแปด ส่วน "ชาคุ" ก็คือหน่วยวัดเป็นฟุต และ "ซามะ" ที่แปลว่าท่าน ก็หมายถึงร่างมนุษย์



โดยการปรากฏตัวของท่านฮาจิชาคุในแต่ละครั้งนั้น จะมีลักษณะแตกต่างกันออกไป บางทีก็เป็นเด็ก บางทีก็เป็นคนแก่ แต่ทุกครั้งที่เห็นเหมือน ๆ กันก็คือความสูงที่สูงเกินกว่ามนุษย์ทั่วไป และเสียงประหลาดที่เขาได้ยินนั้น มันก็คือเสียงหัวเราะของเธอนั่นเอง


คุณย่าเล่าว่า เวลาที่ท่านฮาจิชาคุสนใจใครเข้าล่ะก็ คน ๆ นั้นจะต้องถูกตามล่าจนเสียชีวิตไปภายในเวลาไม่กี่วัน และเหยื่อคนล่าสุดของท่านฮาจิชาคุนั้น น่าจะมีอายุประมาณ 15 ปี เท่านั้นเอง


โดยท่านฮาจิชาคุนั้น เป็นปีศาจที่ถูกขังอยู่ในศาลเจ้าของหมู่บ้าน และใช้พระพุทธรูปปูนปั้นชื่อจิโซ ผนึกวิญญาณล้อมไว้ทั้ง 4 ทิศ เพื่อคอยปกป้องเหล่าเด็ก ๆ ไม่ให้ถูกมันทำร้าย และในสมัยก่อนนั้นชาวบ้านต่างก็ได้ทำการตกลงกันว่า ทุก ๆ คนจะช่วยกันสอดส่องดูแลไม่ให้ปีศาจตนนี้หลุดออกมา ซึ่งเรื่องนี้มันก็เกิดขึ้นมานานมากแล้ว และก็มีเพียงแต่ผู้เฒ่าผู้แก่ของหมู่บ้านเท่านั้นที่พอจะรู้วิธีจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้

แต่เรื่องเล่าของคุณย่าก็ไม่ได้ทำให้เขาปักใจเชื่ออะไรสักเท่าไหร่ จนเวลาผ่านไปพักหนึ่ง คุณปู่ก็เดินทางกลับมาพร้อมกับหญิงชราอีกคน ซึ่งเธอก็คือเคซังนั่นเอง หญิงชราคนนี้ได้ส่งเศษกระดาษชิ้นเล็ก ๆ ให้ และกำชับเขากำมันเอาไว้ในมือตลอดเวลา และเคซังกับคุณปู่จึงเดินขึ้นไปชั้นบน โดยสั่งให้เขาหลบเข้าไปเตรียมตัวในห้องน้ำ โดยมีคุณย่าคอยเฝ้าระวังที่ประตูเอาไว้ ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างมันได้ทำให้เขารู้สึกได้ว่า ทุก ๆ ไม่ได้ล้อเล่นกับเหตุการณ์ในครั้งนี้เลย


ในเวลาต่อมาเขาก็กลับมาที่ห้องนอน เขาพบว่าหน้าต่างในห้องถูกกระดาษหนังสือพิมพ์ปิดทับเอาไว้อีกชั้น ที่มุมห้องก็มีเกลือกองหนึ่งอยู่ในจานใบเล็ก มันเรียกว่าโมริชิโอ คุณปู่และเคซังคงทำมันเอาไว้เพื่อเป็นเครื่องรางช่วยคุ้มกัน  และข้าง ๆ นั้นก็มีพระพุทธรูปตั้งอยู่ด้วย โดยคุณปู่บอกว่า เขาจะต้องอยู่ในห้องนอนแบบนี้ไปจนกว่าจะถึงเจ็ดโมงเช้าของวันรุ่งขึ้น และไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม จงห้ามส่งเสียง และห้ามออกนอกห้องไปไหนเป็นอันขาด และทุกคนก็จะไม่มีใครพูดอะไรกับเขาเช่นกัน ส่วนเคซังบอกกับเขาว่า ถ้าเขารู้สึกกลัวขึ้นมาก็ให้รีบสวดมนต์ทันที



พอถึงเวลานอน เขาก็นั่งดูทีวีไปเรื่อย ๆ คุณย่าได้ทิ้งของขบเคี้ยวไว้ให้นิดหน่อย พอดูทีวีไปได้สักพักเขาก็เผลอหลับไป ปล่อยให้ทีวีเปิดทิ้งไว้แบบนั้น จนมารู้สึกตัวอีกทีเวลาก็ผ่านมาถึงตอนตี 1 แล้วจู่ ๆ ก็มีเสียงอะไรบางอย่างเคาะที่หน้าต่างที่ถูกปิดไว้นั้น

เขาพยายามนั่งดูทีวีต่อโดยทำเป็นไม่สนใจเสียงดังกล่าว และตอนนั้นเสียงคุณปู่ที่อยู่ห้องข้างล่างก็ตะโกนถามขึ้นมาว่าเป็นอย่างไรบ้าง ถ้ากลัวมากก็ให้รีบลงมาที่ห้องโถงนี้ซะ พอได้ยินแบบนั้นเขาก็แทบจะลุกออกไปทันที แต่ก็นึกได้ว่าเมื่อตอนเย็นคุณปู่และเคซังได้กำชับเอาไว้ว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทุกคนจะไม่พูดกับเขาจนถึงเช้าไม่ใช่หรือ ?  แล้วเขาก็ได้ยินเสียงคุณปู่เรียกมาอีกครั้งว่า ไม่เป็นไรหรอก ลงมาสิ นั่นจึงทำให้เขารู้สึกระแวงว่า บางทีมันอาจจะไม่ใช่เสียงของคุณปู่ก็ได้ พอมองไปที่จานใส่เกลือมุมห้อง เขาก็เห็นเม็ดเกลือเริ่มกลายสภาพเป็นสีดำขึ้นมาทีละนิด


เขาจึงรีบหันหน้าไปยังพระพุทธรูป พนมมือขึ้นพร้อมกับสวดมนต์ด้วยความกลัว แล้วเสียงร้องที่เขาเคยได้ยินมาก่อนนั้นก็ดังขึ้น
“โพโพ….. โพ….” 
พร้อมกับเสียงเคาะหน้าต่างอีกครั้ง คราวนี้มันดังขึ้นเรื่อย ๆ จากเสียงเคาะในตอนแรกก็กลายมาเป็นเสียงมือคนทุบตีที่กระจกอย่างแรง แต่ว่าตอนนี้เขาคงทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการสวดมนต์แล้ว



ทำไมคืนนี้มันถึงได้ยาวนานจังนะ เขาพยายามสวดมนต์ต่อไปจนกระทั่งโทรทัศน์มีรายการข่าวตอนเช้า ซึ่งมันหมายความว่าตอนนี้ก็คือเวลาเจ็ดโมงเช้าแล้วใช่ไหม ? พอมองไปที่จอทีวีตรงมุมบนของจอภาพก็บอกเวลา 7.13 นาฬิกา ตอนนี้เสียงทุบมันก็หายไปแล้ว เกลือที่อยู่ในจานกลายเป็นสีดำสนิท  เขาจึงรีบเปิดประตูออกไปทันที และที่หน้าประตูนั้นเขาก็พบทั้งคุณย่ากับเคซังกำลังนั่งเฝ้าอยู่ ใบหน้าของทั้งคู่ดูกังวลใจเป็นอย่างมาก พอคุณย่าหันมาเห็นหน้าเขา ท่านก็ร้องไห้ออกมาบอกเขาว่าทุกอย่างมันผ่านไปเรียบร้อยแล้ว
พอเดินลงบันไดไป เขาก็เห็นคุณพ่อกำลังนั่งรออยู่ ส่วนคุณปู่เพิ่งเดินกลับมาจากข้างนอก คุณพ่อบอกกับเขาว่า ตอนนี้ก็ได้เวลาต้องรีบเดินทางกลับกันแล้ว และพอเขามองออกไปที่หน้าบ้าน เขาก็เห็นผู้ชายกลุ่มหนึ่งยืนอยู่ใกล้ ๆ รถตู้ ส่วนรถของคุณปู่จอดอยู่ข้างหน้า และรถของคุณพ่อก็จอดประกบท้ายรถตู้คันนั้นอยู่


เขาถูกเรียกให้เข้าไปนั่งในรถตู้ จากนั้นชายกลุ่มดังกล่าวมานั่งล้อมที่นั่งของเขาไว้ ส่วนเคซังก็นั่งอยู่ที่เบาะหน้าข้าง ๆ คนขับ และก่อนที่เคซังจะบอกให้คนขับรถขับออกไป เคซังก็หันกลับมาบอกเขาว่า เขาจะเป็นคนเดียวที่สามารถมองเห็นท่านฮาจิชาคุได้ และกำชับว่า จงห้ามมองไปที่ตัวท่านโดยเด็ดขาด


เมื่อขบวนรถทุกคันวิ่งออกไป เขาเองก็ไม่ได้คิดว่าจะมีอะไรน่ากลัวเกิดขึ้นอีก แต่แล้วเคซังก็เริ่มสวดมนต์ออกมาด้วยเสียงที่ดังมาก และตอนนี้เขาก็เริ่มได้ยินเสียงหัวเราะประหลาดนั้นดังขึ้นมาอีกครั้ง
“โพ…..โพ…...โพพ….โพ….”
นั่นจึงทำให้เขารู้สึกเสียววูบขึ้นมาที่กระดูกสันหลัง กอดอกซุกหัวตัวเองลงไปด้วยความกลัว ไม่กล้ามองออกไปที่หน้าต่างรถแม้แต่ปลายสายตา ชายที่นั่งมาด้วยข้าง ๆ เขาก็ช่วยปิดตาให้อีกแรง

จนรถตู้วิ่งไปได้พักใหญ่ เคซังก็หยุดสวดมนต์และบอกกับทุกคนว่า ตอนนี้น่าจะปลอดภัยแล้ว ขบวนรถจึงได้จอดให้เขาย้ายไปนั่งที่รถของคุณพ่อตาปกติ





หลังจากที่คุณพ่อขอบคุณคุณปู่และเคซังเสร็จ เคซังก็บอกว่า สาเหตุที่ให้เขานั่งรถตู้ไปกับกลุ่มผู้ชายที่มาด้วยกันนั้น ก็เพื่อให้ท่านฮาจิชาคุรู้สึกสับสน เพราะชายทุกคนบนรถคันนั้น ล้วนเป็นญาติ ๆ ที่เกณฑ์ให้มาช่วยเหลือนั่นเอง


เคซังถามถึงเศษกระดาษที่ให้เขากำเอาไว้ในตอนแรก ซึ่งตัวเขาเองก็กำมันเอาไว้ตลอดเวลาจนลืมไปแล้วว่ากำมันอยู่ พอแบมือออกทุกคนก็พบว่าเศษกระดาษแผ่นนั้นกลายเป็นสีดำไปหมดแล้ว และเคซังก็ได้พูดทิ้งท้ายเอาไว้ว่า
"ทุกอย่างน่าจะเรียบร้อยแล้วนะ จะเหลือก็เพียงแต่... " 

แล้วเคซังก็หยุดพูดไป พร้อมกับส่งเศษกระดาษอีกแผ่นให้เขากำเอาไว้ โดยกำชับว่าถึงบ้านแล้วค่อยแบมือออก ตลอดเส้นทางที่เขากับพ่อขับรถกลับไปนั้น คุณพ่อบอกกับเขาว่า ในสมัยเด็ก ๆ เพื่อนของคุณพ่อคนหนึ่งก็เคยถูกท่านฮาจิชาคุมาเอาตัวไปเช่นกัน


หลังจากนั้นเขาก็ได้คุยโทรศัพท์กับคุณปู่ ท่านบอกว่าเสียงเรียกที่ได้ยินตอนกลางคืนวันนั้น มันไม่ใช่เสียงของท่านแต่อย่างใด ซึ่งสิ่งนี้มันเป็นวิธีการหลอกล่อเหยื่อของท่านฮาจิชาคุ ให้เหยื่อตายใจด้วยการปลอมเสียงเป็นคนที่เขาเชื่อใจนั่นเอง



จนสิบปีต่อมาเขาเองก็ลืมเรื่องราวนี้ไปหมดแล้ว วันหนึ่งคุณย่าได้โทรศัพท์มาบอกว่า ที่แท้พระพุทธรูปจิโซที่ทำหน้าที่ผนึกวิญญาณของท่านฮาจิชาคุนั้น ได้ถูกใครบางคนมาทำลายจนแตกเสียหายไป โดยองค์ที่ถูกทำลายนั้นเป็นองค์ที่อยู่ทางถนนมุ่งสู่บ้านของคุณปู่และคุณย่าของเขานั้นเอง


โดยสองปีก่อนคุณปู่ของเขาก็เพิ่งจะเสียชีวิตไป เขาเองกลับไม่ได้รับอนุญาตให้ไปร่วมพิธีศพ ซึ่งตัวของเขาเองก็คอยบอกตัวเองเสมอมาว่า เหตุการณ์ทั้งหมดมันเป็นแค่ความเชื่อเท่านั้น แต่บางครั้งเขาก็ยังคงได้ยินเสียงประหลาดนั้นเรียกหาอยู่


-----จบ-----


เรื่องราวของท่านฮาจิชาคุหรือฮาจิชากุซามะ เป็นหนึ่งในเรื่องเล่าสยองขวัญของประเทศญี่ปุ่น ที่ดำเนินการเล่าเรื่องในแบบสมัยนิยม ซึ่งมันถูกเล่าครั้งแรกโดยสมาชิกของเว็บไซต์ 2ch โดยสมาชิกที่ใช้ชื่อว่า "VFtYjtRn0" เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ค.ศ. 2008 ในกระทู้ชื่อ "คุณมีเรื่องน่ากลัวจะเล่าไหม ?" และด้วยเรื่องราวที่เหล่าสมาชิกต่างก็บอกว่า "โมเอ้" จึงได้มีนักวาดมากมายช่วยกันวาดแฟนอาร์ตออกมากันอย่างมากมาย ยูทูปเบอร์ชาวญี่ปุ่นต่างก็นำเรื่องนี้มาอ่าน บานปลายต่อยอดออกมาเป็นหนังสั้นในเวอร์ชั่นต่าง ๆ อีกทั้งยังเคยถูกนำมาทำเป็นเกมมือถือ แต่ตอนนี้ตัวเกมก็ได้ถูกลบออกไปแล้ว 



ซึ่งต่อมามันก็ได้ถูกแปลออกมาเป็นภาษาอังกฤษ เผยแพร่ลงในเว็บไซต์ Scary For Kids โดยปรับปรุงแก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ค.ศ. 2015 และได้รับความนิยมขึ้นมาเนื่องจากเป็นเรื่องเล่าที่อ้างอิงความเชื่อของคนโบราณ ซึ่งในประเทศญี่ปุ่นนั้น แต่ละแห่งก็จะมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับภูตผีและวิญญาณ แตกต่างกันออกไปหลายแบบ



อย่างฮาจิชาคุซามะเรื่องนี้ มันก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องเล่า ที่ดูแล้วคล้ายคลึงกับสเลนเดอร์แมนที่มิติที่ 6 เคยนำมาเล่าไว้แล้วเช่นกัน นั่นหมายความว่า ผู้แต่งเรื่องฮาจิชาคุซามะ ก็น่าจะได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องสเลนเดอร์แมนนี้ โดยนำมาดัดแปลงให้เข้ากับวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่นในแถบต่างจังหวัด และเปลี่ยนจากปีศาจผู้ชายให้เป็นหญิงสาวร่างสูงใหญ่ ใส่หมวกน่ารัก ๆ และส่งเสียง “โพๆ” เหมือนกับตัวละครจากอนิเมะแนวสาวน้อย ที่คนญี่ปุ่นนิยมชมชอบกันอยู่นั่นเอง


ซึ่งแน่นอนว่าฮาจิชาคุซามะมันก็คือเรื่องราวที่ถูกแต่งขึ้นมา โดยหลังจากฟังเรื่องนี้จบ มิติที่ 6 ขอให้ท่านผู้ชมทุกท่านเตรียมตัวต้อนรับกับปีใหม่ พ.ศ. 2560 ที่จะถึงกันอีกไม่กี่วันนี้ ขอให้ท่านผู้ชมทุกท่านมีความสุข และพบความเจริญกันถ้วนหน้าตลอดทั้งปีใหม่นะครับ




อย่าลืมพบกับมิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญกับเรื่องราวเบา ๆ พร้อมกับที่มาของมันกันได้ทุกวันศุกร์สะดวก หลังจากจบรายการแล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนต์กันไว้นะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้สวัสดีปีใหม่ครับ
เรียเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ภาพประกอบจาก Pixiv.net และ 2ch.net
ที่มา
  • ต้นฉบับภาษาญี่ปุ่น: "八尺様 (Eight Feet like)," โดย VFtYjtRn0, ที่กระทู้ 死ぬ程洒落にならない話を集めてみない? [คุณมีเรื่องน่ากลัวจะเล่าไหม ?] website, posted 8-26-2008, viewed 8-26-2016. Online at [Japanese]: http://syarecowa.moo.jp/196-2/71.html