ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

19 มีนาคม 2560

ตำนานเรือนกาหลง เรื่องจริงที่น่าขนลุก !!!


คำเตือน : เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อ โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม


"เรือนกาหลง" เรื่องจริงที่มีประวัติอันน่าขนลุก ! ของผีเปรตในบ้านเรือนไทยหลังหนึ่ง มีผู้คนมากมายที่พบกับเหตุการณ์ประหลาด ไม่ว่าจะเป็นการปรากฏตัวในรูปแบบต่างๆ กับเหตุการณ์เหนือธรรมชาติที่เกิดขึ้นในบ้านหลังนี้ !
"แม่กาหลง"


วันนี้มิติที่ 6 จะพาท่านไปรู้จักกับตำนานของหญิงสาวที่ต้องกลายเป็นเปรตเพื่อรอการกลับมาของคนรัก กับเรื่องเล่าเกี่ยวกับเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้น !!!
เมื่อปี พ.ศ. 2499  มีหลวงพ่อท่านหนึ่งได้รับหน้าที่ให้มารักษาการตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดในจังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งแรกๆ วัดแห่งนี้มีพระภิกษุสามเณรจำพรรษาเพียง 15 รูป

ในเวลาต่อมาวัดเจริญขึ้น จำนวนพระภิกษุและสามเณรก็เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ นั่นจึงทำให้หลวงพ่อต้องสร้างโรงครัวขึ้นมาเพื่อรองรับจำนวนพระและเหล่าชาวบ้านที่เพิ่มขึ้นทุกวัน เพียงแต่ขณะนั้นท่านเองก็มีปัจจัยส่วนตัวเพียง 3,000 บาท ถ้าจะสร้างโรงครัวหลังใหม่ด้วยเงินจำนวนนี้ก็เป็นไปยาก

ด้วยเหตุนี้หลวงพ่อจึงปรึกษากับนางพิน บำเรอจิต เพราะคิดที่จะซื้อบ้านเก่ามาทำโรงครัวเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย และให้นางพินช่วยหาว่ามีใครจะขายบ้าง ซึ่งนางพินก็ได้แนะนำให้หลวงพ่อซื้อบ้านเรือนไทยหลังหนึ่ง มันเป็นบ้านเก่าของนายอำเภอ ซึ่งขณะนั้นนายอำเภอได้ย้ายไปอยู่กรุงเทพฯ แล้ว

พอหลวงพ่อเดินทางไปถึงที่เรือนไทยหลังดังกล่าว ท่านก็ลองขึ้นไปสำรวจบนตัวบ้าน โดยท่านเล่าว่าพอขึ้นไปบนบ้านไม่ทันไร ตัวบ้านก็สั่นราวกับเกิดแผ่นดินไหว ท่านรู้สึกผิดปกติจึงได้ทำการแผ่เมตตา และตัดสินใจซื้อบ้านหลังนี้ในเวลาต่อมา

เมื่อถึงวันย้ายหลวงพ่อได้ขึ้นไปบนเรือน ก็รู้สึกสั่นไหวไปมาเหมือนเช่นเคย แล้วท่านก็กล่าวว่า...
“นี่พี่น้องทุกคนที่อยู่บ้านนี้ เจ้าของบ้านก็ดีนะ ที่อยู่ที่นี่น่ะ มาอยู่ทำไมเล่า ไปอยู่ด้วยกันนะ ไปอยู่วัดเจริญวิปัสสนากรรมฐานกันดีกว่านะ จะมาหลงอยู่ที่นี่ทำไม อยู่ในอบายเป็นเปรตวิสัยไม่ดีแน่ ช่วยกันรื้อ ช่วยปลูกเป็นโรงครัว เพื่อทำอาหารถวายแด่พระภิกษุสงฆ์องค์เณร และช่วยเลี้ยงพุทธศาสนิกชนที่มาวัดให้ได้รับความสะดวกในการบำเพ็ญกุศลของเขาต่อไป”
พอหลวงพ่อกล่าวจบ จากบ้านที่โยนก็สงบลงทันที หลังจากนั้นท่านก็ให้คนงานรื้อ แล้วย้ายไปปลูกใหม่ในวัดโดยใช้เวลาปลูกเพียงวันเดียว

"เรือนกาหลง" ของจริงในปัจจุบัน

พอเวลาผ่านไปไม่นานก็เกิดเหตุประหลาดขึ้น ว่ากันว่าวันนั้นนางบุญชูซึ่งมาช่วยงานเป็นแม่ครัววัด กำลังทำงานอยู่ดีๆ ก็มีอาการผิดปกติ เกิดอาการสั่นเกร็งและพูดขึ้นว่า
“น้อยไป ! พวกเรานี่บาปกรรมเหลือเกิน ! เราอยู่บ้านหลังนี้..เรามากับบ้านหลังนี้ !!!”
ทุกคนที่มายืนมุงดูต่างตกใจ และถามขึ้นว่า
“มาทำไม ? ผีเข้ามาอยู่กุฏิหลังนี้ได้อย่างไร ?”
นางบุญชูที่กำลังสั่นเกร็งไปทั้งตัวก็ตอบกลับเสียงดังทันที ซึ่งคำตอบทำให้ทุกคนถึงกับต้องขนลุก !
“พวกเอ็งไม่ต้องมายุ่ง !!! ท่านเชิญเรามา ให้มานั่งเจริญวิปัสสนาที่วัดนี้ เราก็ตามมาและช่วยท่านดูแลโรงครัว...
เราดูไม่ได้เลย ดูมาหลายวันแล้ว พวกเราทำครัวแล้วก็ลักของวัด เอากะปิ หอม กระเทียมติดไปบ้าน เอาปลาติดไปบ้านทุกวัน เราทนดูอยู่ไม่ได้จึงมาบอกเล่า 
เจ้าอย่าเอาไปนะจะเป็นเปรต ! เราเคยเป็นเปรตในบ้านหลังนี้ ! เราตายแล้ววิญญาณอยู่เป็นเปรตที่บ้านหลังนี้ !
“เราได้ผลกรรมของเปรตผูกใจอำนาจของโลภะ โทสะ โมหะ สามีของเราเจ้าชู้มาก ชอบเที่ยวผู้หญิงยิงเรือมากหน้าหลายตา...
ตลอดจนเหตุการณ์เบื้องหน้าที่เราเฝ้าอยู่ที่บ้านนี้ เป็นบ้านของนายอำเภอ สามีของเราก็เจ้าชู้ ก่อนที่เราจะตาย เรามีอำนาจโลภะห่วงใยสมบัติ ห่วงใยสามี เราตายแล้ววิญญาณจึงต้องมาอยู่ที่เรือนหลังนี้ !
แต่เราก็โชคดีเหลือเกินที่ท่านไปซื้อบ้านหลังนี้มา ท่านก็บอกกับเราว่าอย่ามาเฝ้าอยู่เลย... 
ท่านก็พูดอย่างนั้น เรารับทราบแต่ท่านไม่ทราบว่าเรานั่งอยู่ใกล้ท่านที่บ้านหลังนั้น เราตามบ้านนี้มา ช่วยท่านรื้อช่วยปลูกจนสำเร็จ
เหล่าคนทำครัวก็พอจะสรุปได้ว่า ผีเปรตแม่กาหลง หญิงสาวที่รอสามีจนตรอมใจตายติดมากับบ้านหลังนี้นั่นเอง ! และตั้งแต่นั้นมาก็ไม่มีใครกล้าเอาพวกกะปิ หอม กระเทียมของวัดไปอีกเลย

ภาพเหมือน "แม่กาหลง" หน้าตาคมขำ

นอกจากเหล่าคนทำงานในโรงครัวมีเรื่องเล่าให้ต้องขนลุกแล้ว แม้แต่คนที่มานั่งกรรมฐานที่วัดก็ยังพูดถึงหญิงสาวลึกลับที่ขึ้นมาบนศาลาในตอนเช้ามืด คอยปลุกผู้ปฏิบัติธรรมให้ตื่นมาทำกรรมฐานและหุงหาอาหาร โดยเล่าว่าหญิงคนนั้นเป็นคนมีรูปร่างหน้าตาดี ผิวพรรณละเอียดคมขำ พูดจาไพเราะ และยังมาช่วยแนะแนวทางในการนั่งกรรมฐานอีกด้วย

อยู่มาวันหนึ่งมีกลุ่มข้าราชการเดินทางมาขอพักค้างแรมที่วัด คืนวันนั้นเป็นวันพระแม่ครัวแอบไปดูมหรสพกันหมด ส่วนพระทุกองค์ก็ล้วนเข้าโบสถ์จนดึกเพื่อลงปาฏิโมกข์ จึงไม่มีใครอยู่ต้อนรับ
พอรุ่งเช้าหลวงพ่อทราบเรื่องจึงรีบมาพูดคุยกับข้าราชการกลุ่มนี้ เพราะทราบว่าไม่มีใครอยู่ต้อนรับแขกของท่าน พอจะเอ่ยถามคนในกลุ่มก็พูดขึ้นว่า

 “หลวงพ่อไม่ต้องห่วงเจ้าค่ะ เขาเลี้ยงอย่างดี อาหารเมื่อคืนอร่อยมากเจ้าค่ะ”

แถมยังเล่าถึงความประทับใจว่าตอนเดินไปเข้าห้องน้ำก็ยังมาเปิดไฟให้ อีกทั้งข้าวปลาอาหารคาวหวาน น้ำร้อน น้ำชา กาแฟ ก็ไม่มีขาดตกบกพร่องแม้แต่น้อย


หลวงพ่อท่านได้ยินแบบนั้นก็เกิดสงสัย เพราะท่านทราบว่าเมื่อคืนไม่มีใครอยู่เลยสักคน ท่านจึงลองถามกลุ่มข้าราชการว่า

“ขอเจริญพร.... เมื่อคืนรับประทานอะไรกันหล่ะ ?”

“ยำเล็ก ยำใหญ่... แหม ! อาหารอร่อย มีกาแฟ โอวัลติน มีหลายอย่างเจ้าค่ะ”

“ใครมาเลี้ยงคุณหรือ ?”

“เป็นผู้หญิงลักษณะดำขำ รูปร่างสวย ยิ้มแย้มอัธยาศัยดี เอาอาหาร ชา กาแฟมาบริการ บอกว่าไม่ต้องห่วงยินดีต้อนรับเพราะเป็นแขกหลวงพ่อ ที่วัดนี้มาไม่ให้อดอยากปากแห้ง ขาดตกบกพร่องประการใดขออภัยด้วย”

เอ๊ะ! หลวงพ่อบอกว่าไม่มีใครอยู่ แล้วใครกันหละที่มาต้อนรับเมื่อคืนนี้ ? กลุ่มข้าราชการเกิดสงสัยว่าทำไมหลวงพ่อจึงพูดเช่นนั้น เพราะทั้งๆ ที่เมื่อคืนก็มีคนดูแลเป็นอย่างดี จึงเกิดอยากพบหญิงสาวคนดังกล่าว

พอหลวงพ่อเรียกเหล่าแม่ครัวทั้งหมดมา กลุ่มข้าราชการกลับบอกว่าไม่ใช่เลยสักคน หลวงพ่อท่านก็ยืนยันว่าทางวัดมีแม่ครัวเพียงสี่ถึงห้าคนเท่านั้น


นั่นจึงทำให้ทุกคนถึงกับเงียบไม่พูดอะไร รีบเดินกลับไปที่พักเก็บข้าวของลากลับบ้านทันที โดยคณะนี้ไม่เคยหวลกลับมาขอพักที่วัดอีกเลย


"ทางขึ้นกุฏิ" ชั้นบนเป็นไม้ของเก่า ชั้นล่างเป็นปูนสร้างขึ้นใหม่


หลังจากนั้นก็มีคนพบและเล่าถึงแม่กาหลงในลักษณะต่างๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะมาเป็นกลิ่นหอมเหมือนดอกไม้ บ้างก็เล่าว่ามีคนเห็นแม่กาหลงลงมาทำครัว หรือออกมานั่งกรรมฐานแสดงภาพและเสียงออกมาให้เห็นเป็นรูปเป็นร่างชัดเจน

ว่ากันว่าในปัจจุบันสิ่งที่แม่กาหลงได้ทำเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นการออกมาช่วยงานของวัด ไปจนถึงออกมานั่งวิปัสสนา ทุกอย่างนี้ก็ได้ทำให้เธอได้พ้นสภาพจากเปรต ไปสู่เทพธิดาตามบุญกุศลที่ได้สร้างเอาไว้
ถึงแม้ตำนานเรือนแม่กาหลงเรื่องนี้จะไม่สามารถพิสูจน์ได้ แต่มันก็ขึ้นอยู่กับการตีความของเราว่า เลือกจะมองถึงสาระสำคัญในเรื่องนี้อย่างไร ?
หากใครสนใจอยากไปสัมผัสบรรยากาศจริงก็สามารถไปเยี่ยมชมเรือนแม่กาหลงได้ที่วัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี ส่วนใครที่อยากทราบประวัติเพิ่มเติม ก็สามารถอ่านฉบับเต็มได้ที่นี่ค่ะ >> Rulesofkarma.wordpress.com

 
เดินขึ้นไปชั้น 2 เดินตรงเข้าไปจะเป็นแท่นสักการะ


เรียบเรียงโดย มิติที่ ๖
ที่มา : พระธรรมสิงหบุราจารย์. (๒๕๓๑). จังหวัดสิงห์บุรี. หนังสือกฎแห่งกรรม เล่มที่ ๒ (ภาคกฎแห่งกรรม "วิญญาณ")(หน้า ๑๕-๒๓). แหล่งที่มา : http://www.dhammathai.org/karma/dbview.php?No=31. (๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐).