ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันศุกร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ | ตำนานเปรต ผีผู้หิวโหยแห่งภาคพื้นเอเชีย !!!



บนโลกนี้มีข้อห้ามมากมาย ที่ว่ากันว่าหากใครได้ล่วงละเมิด ไม่ว่าจะเป็นการทำร้ายบิดามารดา ใช้วาจาลบหลู่ผู้มีพระคุณ ล่วงเกินพระสงฆ์องค์เจ้า แอบขโมยของเซ่นของถวาย และอีกหลายอย่างที่เราได้กระทำลงไปทั้ง ๆ ที่รู้ว่าผิด บาปกรรมเหล่านั้นมันจะส่งผลให้เราต้องพบกับความทรมานในโลกหน้า

กดเพื่อดูคลิปที่นี่

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญกับเรื่องราวเบา ๆ ในวันศุกร์สะดวกสัปดาห์นี้ เราจะนำท่านไปรู้จักกับตำนานผีระดับนานาชาติอีกประเภทหนึ่ง ที่เกิดจากบาปกรรมหรือการกระทำที่ไม่รู้สำนึกในบุญคุณของผู้ให้ผู้ยิ่งใหญ่ ที่จะทำให้การกลับมาจากโลกความตายของเรา ต้องพบกับความทุกข์ทรมานไปชั่วกัปชั่วกัลป์ ว่าผีตัวนั้น... มันคืออะไรกันแน่ !?



โดยเรื่องราวนั้นมีอยู่ว่า



เปรต เป็นคำที่มีรากศัพท์มาจากภาษาสันสกฤตว่า "เปรตา" (प्रेत) หมายถึง “คนตายและความตาย” มีความหมายตามตัวอักษรว่า “การจากไป และการออกเดินทาง” ซึ่งมันก็เน้นไปที่เรื่องราวของจิตวิญญาณของคนตายที่จากไปแล้วไม่สามารถกลับมาเกิดใหม่ได้


ตามปกติแล้วมนุษย์ธรรมดาจะไม่สามารถมองเห็นเปรตได้ด้วยตาเปล่า นั่นก็หมายความว่าการที่เราจะเห็นเปรตได้นั้น เราจะต้องอยู่ในสภาพที่เหมาะสม ซึ่งตามคำบอกเล่านั้นเปรตในทุกประเทศที่มีตำนานของมันจะระบุว่ามันมีรูปร่างเหมือนกับมนุษย์ แต่ดูผอมแห้ง ผิวหนังไร้ชีวิต ไม่มีน้ำมีนวล แขนขาลีบ พุงโร ลำตัวเล็กยาว คอเล็กลีบ

ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็มีผลมาจากบาปกรรมที่มันเคยก่อเอาไว้ ทำให้ไม่สามารถพ้นทุกข์ได้ง่าย ๆ อย่างพุงโรที่ต้องการอาหารจำนวนมากแบบนั้น มันกลับมีคออันเรียวเล็กและปากที่เท่ากับรูเข็ม นอกจากจะทำให้มันกินอะไรได้ยากแล้ว มันก็ยังไม่สามารถร้องขออาหารเป็นภาษาพูด จะทำได้ก็เพียงส่งเสียงแหลมเล็กเหมือนคนผิวปากออกมาให้ได้ยินเท่านั้น


ในประเทศญี่ปุ่นมีภาพวาดของเปรตออกมาให้เห็นกันตั้งแต่ในสมัยเฮอัน ในรูปลักษณ์เหมือนมนุษย์พุงโร มีปากและลำคอลีบเล็กเช่นกัน พวกมันมักจะปรากฏตัวออกมาเพื่อเลียน้ำภายในวัดกิน ไม่ก็ปรากฏตัวออกมาในรูปลักษณ์ของปีศาจผู้หิวโหย บางทีก็ปรากฏตัวออกมาเป็นลูกไฟ ไม่ก็เห็นเป็นควันของวิญญาณ

ผีเปรตของญี่ปุ่น (กาคิ) มีลักษณะพุงโร ปากและลำคอเล็ก

เปรตมีแหล่งพักพิงอยู่ในสถานที่แห้งแล้ง ซึ่งจะเป็นที่แห่งไหนบ้างก็แล้วแต่กรรมที่มันได้ก่อเอาไว้ บางตัวแม้จะไม่ได้เป็นพวกเห็นแก่กิน แต่ที่ ๆ มันอยู่ก็จะแร้นแค้นเกินกว่าที่มันจะทน และถึงแม้มันจะหาอาหารมาได้ แต่มันก็จะไม่สามารถกินเข้าไปได้ง่าย ๆ เลย ดังนั้นถึงมันจะเห็นอาหารอยู่ตรงหน้า มันก็จะต้องใช้เวลากินอย่างยาวนาน นานจนอาหารเน่าเสียไปต่อหน้าต่อตา และสุดท้ายก็ต้องทนหิวโหยต่อไป
 
นอกจากมันจะหิวโหยแล้ว เปรตก็จะต้องทนทุกข์ทรมานจากอากาศร้อนและหนาว เพราะถึงแม้จะเป็นตอนกลางคืน ดวงจันทร์ในหน้าร้อนก็สามารถทำให้มันไหม้เกรียม หากเป็นหน้าหนาวแม้แต่แสงแดดยามกลางวันก็สามารถทำให้ตัวของมันถูกแช่แข็งได้ ซึ่งความทุกข์ทรมานเหล่านี้ก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกับนรกอเวจี จนบางทีก็มีคนมองว่าการเป็นเปรตมันก็เหมือนกับตกนรก แต่จริง ๆ แล้วมันก็มีบางอย่างที่ต่างกันเล็กน้อย นั่นก็คือในนรกนั้นวิญญาณคนบาปจะต้องถูกชำระอยู่ภายในภิภพแห่งนั้น แต่กับเปรตแล้วก็ถือว่ามันมีอิสระจะไปที่แห่งไหนก็ได้


การพบเห็นเปรตนั้นถือเป็นเรื่องน่ารำคาญใจสำหรับมนุษย์ เพราะเมื่อเห็นมันขึ้นมาทีไร นั่นก็หมายความว่ามันต้องการจะขออะไรบางอย่างจากเรา ซึ่งก็มีบางแห่งบอกว่ามันต้องการเลือด บางแห่งก็บอกว่าเปรตจะสามารถดลใจเราด้วยการสร้างภาพหลอน ไม่ก็ปลอมตัวเป็นคนที่เรารู้จักเพื่อพูดขอให้เรามอบสิ่งที่มันต้องการ บางตัวก็สามารถหายตัวและเปลี่ยนใบหน้าของมันให้ดูน่ากลัวและน่ารักก็ได้
แต่ไม่ว่ามันจะมีอิทธิฤทธิ์มากมายแค่ไหน เปรตก็ยังถูกจัดอยู่ในกลุ่มของผีที่น่าสงสารอยู่ดี เพราะในวัดของชาวพุทธนั้น พระมักจะมอบอาหาร เงินทอง และดอกไม้ให้กับพวกมันก่อนที่ท่านจะฉันท์ภัตตาหาร เพื่อทำให้พวกมันไม่ต้องทนหิวโหยจนต้องออกไปรบกวนใครนั่นเอง


ในประเทศญี่ปุ่นนั้น เขาจะเรียกชื่อเปรตว่า กาคิ (餓鬼, Gaki) ซึ่งก็แปลว่าผีผู้หิวโหยเช่นกัน โดยคำศัพท์คำนี้มาจากภาษาจีนที่ออกเสียงว่า เอ้อก่วย ที่ถึงแม้จะออกเสียงต่างกัน แต่ก็ใช้ตัวอักษรและให้ความหมายเอาไว้ในรูปแบบเดียวกัน


โดยในสมัยโบราณ ชาวพุทธบางนิกายในประเทศญี่ปุ่นจะตั้งวันพิเศษในช่วงกลางเดือนสิงหาคมเพื่อระลึกถึงกาคิ ซึ่งเทศกาลดังกล่าวนั้นมีชื่อเรียกว่า "เทศกาลเซกาคิ" โดยเชื่อกันว่ากิจกรรมนี้จะทำให้เหล่ากาคิผู้หิวโหยสามารถหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานนี้ได้


"พิธีเซกาคิ" หรือพิธีให้อาหารผีเปรตของญี่ปุ่น


ในภาษาญี่ปุ่นยุคปัจจุบันคำว่า "กาคิ" จะถูกใช้เรียกพวกเด็ก ๆ ที่ถูกเลี้ยงอย่างตามใจ ไม่ก็พวกเด็กซนคล้าย ๆ กับที่ในบ้านเราที่เรียกเด็ก ๆ สายนี้ว่า "พวกเด็กเปรต"


ทางลัทธิฮินดูนั้น จะเชื่อว่าเปรตมีจริงและมีตัวตนให้เห็นอยู่ในอากาศยามค่ำคืน เพียงแต่รูปร่างของมันจะแตกต่างกันไปตามกรรมที่มันได้ก่อเอาไว้ แต่ไม่ว่ามันจะถูกวางตัวไว้ที่ตำแหน่งใดของโลกใบนี้ เปรตของฮินดูก็ไม่ได้ต่างจากของใคร เพราะมันก็ไม่สามารถดื่มกินอาหาร เป็นวิญญาณผีผู้หิวโหยดังเช่นของประเทศอื่น ๆ อยู่ดี

 

ในประเทศไทยนั้น เปรตก็ไม่ได้ต่างจากที่อื่น ๆ มันเป็นผีผู้หิวกระหายตามความเชื่อของคนไทยพุทธ โดยบรรยายลักษณะเด่นเอาไว้ว่า มันเป็นผีตัวสูงใหญ่ มือเท่าใบลาน ปากเท่ารูเข็ม ผอมแห้งพุงโร ส่งเสียงเหมือนคนผิวปากในเวลาค่ำคืนเพื่อร้องเรียกขอส่วนบุญ


มีการบอกเล่าจากปากต่อปากแต่โบราณว่า หากเราพูดจาดูหมิ่นเหยียดหยามอาฆาตมาตร้ายแก่บิดามารดา หรือทำร้ายพวกท่านให้ได้รับบาดเจ็บ รวมไปจนถึงการลบหลู่พระสงฆ์องค์เจ้า แอบกินของถวายโดยตั้งใจ สิ่งเหล่านี้ก็สามารถทำให้เราต้องกลายเป็นเปรตได้เช่นกัน


แต่ในทางพุทธศาสนานั้นกลับระบุเอาไว้อีกอย่างว่า การที่คนจะกลับมาเกิดเป็นเปรตได้นั้นพวกเขาจะต้องเป็นผู้ประพฤติชั่วทั้งทางกายวาจาและใจ ที่เรียกกันว่า "อกุศลกรรมบท 10 ประการ" ได้แก่การฆ่าสัตว์ตัดชิวิต ลักขโมยทรัพย์สิน ประพฤติผิดในเรื่องกามตัณหา พูดจาโกหก ส่อเสียด หยาบคาย เพ้อเจ้อ ไปจนถึงโลภมากอยากได้ของคนอื่น คิดหมายจะทำร้าย มองเห็นสิ่งผิดเป็นเรื่องที่ควรกระทำ


โดยในประเทศไทยนั้นได้แบ่งชนิดของเปรตไว้ถึง 12 ตระกูล 19 จำพวก ตามลักษณะพิกลพิการที่ถูกพบเห็นกันมาแต่โบราณ ไม่ว่าจะเป็นเปรตที่มีขนเป็นเข็ม บางตัวมีขนเป็นกรด บ้างมีเท้าข้างเดียว บ้างมีเท้าหลายเท้า บางตัวมีมือข้างเดียว บางตัวก็มีมือหลายข้าง บางตัวมีดวงตาดวงเดียว ในขณะที่บางตัวจะมีดวงตาหลายดวง บ้างก็กินของแสลง บ้างก็มีผมหยิกหยอง บางตัวเอาแต่นอนกลิ้งไปมา บางพวกก็โผล่จากพื้นมาเพียงครึ่งตัว ช่วงล่างถูกไฟนรกเผาไหม้ บางตัวก็เอาแต่ไถนาทั้งวันทั้งคืน บางตัวมีกลิ่นเหม็น บางตัวก็มีต้นไม้เหล็กไฟลุกโชนรัดอยู่บนศีรษะ บางพวกก็ไม่สวมเสื้อผ้าอาภรณ์ บางพวกเนื้อตัวก็เต็มไปด้วยเส้นเอ็นและความสกปรก บางตัวมีร่างกายสีดำ ซึ่งทั้งหมดก็ล้วนแล้วแต่เกิดจากกรรมที่มันได้ก่อเอาไว้ทั้งสิ้น

ผีเปรตไทย

โดยเปรตของไทยนั้นเกิดจากผู้คนในสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่ ได้ก่อบาปสร้างกรรมเอาไว้ต่าง ๆ นา ๆ ดังเช่นในเรื่องเล่าขุนช้างขุนแผนนั้น มีตอนหนึ่งพูดถึงคราวที่พระพันวษาสั่งประหารชีวิตนางวันทอง พอนางตายไปก็กลายมาเป็นผีเปรตหัวขาด พอเวลาผ่านไปผีเปรตนางวันทองก็ทราบข่าวว่าลูกชายของนางที่ถือบรรดาศักดิ์เป็นพระไวยวรนาถ กำลังจะต้องไปรบกับขุนแผนพ่อของตัวเอง ผีเปรตนางวันทองก็กลัวว่าสองพ่อลูกจะต้องฆ่าฟันกัน นางจึงตัดสินใจแปลงกายเป็นสาวงาม โดยทำทีเป็นนั่งเล่นชิงช้าดักอยู่ตรงช่วงระหว่างทาง เพราะรู้ดีว่าพระไวยวรนาถนั้นมีเชื้อสายชีกอเหมือนขุนแผนผู้เป็นพ่อ และมั่นใจว่าถ้าเขาเดินทางมาพบหญิงงามที่ไหนก็จะต้องหยุดทักทายแน่ ๆ

"ผีเปรตนางวันทอง" แปลงร่างมาดักรอลูกชาย
ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ เมื่อพระไวยวรนาถมาเห็นร่างจำแลงของเปรตนางวันทอง เขาก็หยุดพักการเดินทางเพื่อแวะจีบหญิงงามตามนิสัยที่ฝังอยู่ในเมตาบอลิซึ่ม พอพระไวยเดินเข้ามาถึงตัว นางวันทองจึงบอกความจริงว่าตัวเองเป็นแม่ที่จำแลงกายมา แต่พระไวยก็ไม่เชื่อพยายามจะจีบหญิงสาวต่อ จนเปรตแม่นางวันทองต้องตัดสินใจคืนร่างเดิม ซึ่งลักษณะของเปรตไร้หัวแบบนั้นก็ทำให้พระไวยวรนาถถึงกับสลดใจ เพราะนอกจากจะเห็นแม่ของตัวเองกลายเป็นผีเปรตตัวสูงใหญ่ ร่างกายผอมโซจนเป็นโครงกระดูกแล้ว แม่ของตัวเองก็ยังเป็นผีไม่มีหัว ซึ่งถ้าใครสนใจรายละเอียดมากกว่านี้ มิติที่ 6 ขอแนะนำให้ไปลองหาอ่านในหนังสือเรื่องขุนช้างขุนแผน

และก็มีตำนานที่ว่ากันว่า เมื่อถึงเวลาที่เปรตจะได้ไปเกิด ตอนนั้นจะต้องมีเปรตตัวใหม่มาสืบทอดก่อน โดยเรื่องราวนั้นเล่าเอาไว้ว่า


ในสมัยก่อนมีชายหนุ่มชื่อว่ามิตตวินทุก เกิดอยากจะออกท่องเที่ยวทางทะเลไปกับพ่อค้าเรือสำเภา จึงได้ไปขอเงินจากมารดาของตน ซึ่งมารดานั้นก็เป็นห่วงลูกชายมาก นางจึงไม่ยอมอนุญาตให้มิตตวินทุกเดินทางไปไหน นั่นจึงทำให้ชายหนุ่มเกิดบันดาลโทสะ ใช้เท้าถีบแม่ของตนจนล้มลงแล้วหนีออกไป แต่ในขณะที่กำลังล่องเรือสำเภาอยู่กลางทะเล ก็เกิดเหตุพายุพัดจนเรือแตก มิตตวินทุกรีบว่ายน้ำไปยังเกาะแห่งหนึ่ง เขาไม่ได้รู้เลยว่าบนเกาะแห่งนั้นเป็นที่อยู่ของเปรต พอขึ้นฝั่งไปเขากลับเห็นพวกมันเป็นชาวเกาะที่มีความสุข บนศีรษะของพวกมันมีมงกุฎดอกบัวสวมประดับเอาไว้ ตามร่างกายสวมสายสร้อยสังวาล กำลังล้อมวงร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนาน


เห็นแบบนั้นมิตตวินทุก จึงตัดสินใจเดินเข้าไปพูดคุยกับชาวเกาะ เพื่อขอสวมใส่มงกุฎดอกไม้และสายสร้อยสังวาลบ้าง ชาวเกาะได้ยินแบบนั้นเข้าก็ดีใจ รีบยกเครื่องประดับต่าง ๆ ให้กับมิตตวินทุกสวมใส่ทันที แต่พอเขาสวมใส่ทุกอย่างเสร็จ ภาพลวงตาตรงหน้าก็สลายหายไป มงกุฎดอกบัวกลายเป็นกงจักรบั่นหัวชายหนุ่มทันที สายสร้อยสังวาลเครื่องประดับ ที่แท้ก็คือเลือดที่ไหลลงมาอาบตามร่างกาย ส่วนชาวเกาะก็กลายเป็นพวกเปรต ที่กำลังทำท่าดีอกดีใจเพราะตัวเองได้หมดเคราะห์กรรมกันแล้ว ดังเช่นคำพังเพยที่ว่า คนชั่วนั้นจะเห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นของน่ากลัวเป็นของน่ารัก สุดท้าย ผีเปรตกลุ่มเก่าก็จากไปเกิดใหม่ เหลือทิ้งไว้แต่เปรตมิตตวินทุกต้องถูกกงจักรบั่นหัวต่อไป เพื่อรอคอยให้มีเปรตตัวใหม่มารับตำแหน่งแทน


กลับมาที่พวกเรา ถ้าใครได้พบเจอหรือได้ยินเสียงของเปรต ก็จงอย่าได้หวาดกลัวจนทำอะไรไม่ถูก เพราะทุกอย่างที่มันกระทำล้วนบอกเจตนาเพียงเพื่อขอให้เราช่วยอุทิศส่วนกุศล ให้มันได้พ้นจากความทุกข์ทรมานจากบาปกรรมที่มันได้เคยก่อเอาไว้


และกับผู้คนสมัยใหม่ เปรตก็เป็นเพียงตำนานเรื่องเล่าของคนโบราณ ที่มีบางคนระบุว่าเปรตนั้นมันไม่ใช่ภูตผีที่ไหน มันเป็นเพียงเงาร่างของต้นไม้สูงใหญ่ บ้างก็ว่าเป็นเงาของต้นตาลผสมกับจินตนาการของคนสมัยก่อน ที่ต้องเห็นอะไรผิดปกติในยามค่ำคืนกันอยู่เสมอ


เพราะสมัยก่อนนั้นยังไม่มีไฟส่องทางหรือยังไม่มีไฟฟ้าเข้าถึงทุกบ้าน ดังนั้นการเห็นอะไรแปลก ๆ ในที่มืด ๆ มันก็ทำให้พวกเขาต้องหวาดกลัวจนจับไข้ บางคนทนไม่ไหวก็ต้องมุ่งหน้าเข้าหาวัด ไปสอบถามกับพระว่ามันคืออะไร ? ซึ่งมันก็เป็นไปได้ว่าพระท่านเองก็พยายามอธิบายแบบวิทยาศาสตร์ไปแล้ว แต่ชาวบ้านนี่แหละที่ไม่ยอมเชื่อ สุดท้ายเพื่อความสบายใจ พระท่านจึงต้องสรุปว่ามันคือเปรตตามตำนาน ดีกว่าจะไปนั่งเถียงกันโดยไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ และแนะนำให้ผู้คนที่พบมันรีบทำบุญอุทิศส่วนกุศล แผ่เมตตาเพื่อความสบายใจหมดเคราะห์หมดโศก จบเรื่องราวไปเหลือแต่เพียงเรื่องเล่าจะดีกว่า

"เปรตกู้ คำชะโนด"

ภาพถ่ายอ้างว่าติดผีเปรตในเหมืองแร่

ผีเปรตปรากฏหน้าประตูโบสถ์ วัดจันทาราม จ.ปทุมธานี

ภาพถ่ายมือถือติดวิญญาณที่ปัตตานี

ไม่ว่าเปรตมันจะมีจริงหรือไม่ เราที่เป็นคนกันอยู่ทุกวันนี้ก็จงอย่าได้ลืมกระทำความดีกันบ้าง อย่าเถียงพ่อแม่ให้ท่านเสียใจ อย่าทำร้ายผู้มีอุปการะคุณ ตอบแทนเลี้ยงดูพวกท่านตามที่ควรกระทำ เพราะอย่างน้อยวันใดที่เราตายไป จะได้ไม่ต้องมานั่งลุ้นว่าจะได้ไปผุดไปเกิดหรือจะต้องกลับมาเวียนว่ายกลายเป็นเปรต ออกเที่ยวร้องเรียกขอส่วนบุญกันไปตลอดกาล เหมือนกับตำนานเรื่องเล่าก็น่าจะดี


อย่าลืมติดตามรายการมิตที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ พร้อมกับที่มาของมันกันได้ทุกวันศุกร์สะดวก และหลังจากจบรายการแล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี


เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ที่มา: Wikipedia และ Drama XP

แท็ก: Preta, प्रेत, เปรต, ผีเปรต, เปรตา, กาคิ, 餓鬼, Gaki, Slender Man

วันพุธที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 คลิปพิเศษ EP. 3 | ไข 6 ปริศนา ที่ถูกสอบถามมาจากทางบ้าน (พ.ค. 2560)




มาแล้ววววว!!! ครั้งนี้เรามาพูดคุยอัปเดตเรื่องราวต่าง ๆ รวมถึงตอบคำถามจากทางบ้านกันครับ !

1. อัปเดตภาพการทดลองอดนอนของรัสเซีย จากคุณ Korn Tangna


เฉลย
มีท่านผู้ชมช่วยหาคำตอบมาให้นั่นก็คือคุณ Korn Tangna มาเฉลยว่ามันเป็นภาพที่นำมาจากปกอัลบั้มเพลงของศิลปินวง "Song for the Sick" ชื่ออัลบั้มคือ "I Declare War" ครับ

แท้ที่จริงแล้วมันเป็นภาพถ่ายที่ถูกถ่ายไว้เมื่อช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ส่วนชื่อภาพนั้นถูกระบุด้วยการเขียนเอาไว้เหนือภาพก็คือ "หน้ากากของอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมัน" ซึ่งถือได้ว่าเป็นภาพที่เก่ามากครับ เก่ากว่าปีจากเรื่องเล่าการทดลองการนอนหลับที่อ้างไว้ว่าอยู่ในปี ค.ศ. 1940 ด้วย นั่นก็คือช่วงปี ค.ศ. 1915 ที่สงครามโลกครั้งที่ 1 ยังคุกรุ่นเลยครับ
2. ภาพหญิงชรากำลังให้อาหารไดโนเสาร์ในไซบีเรีย ช่วงปี ค.ศ. 1890 ?

คำถามจากทางบ้าน

เฉลย มันไม่ใช่ภาพถ่ายหรือตัดต่อครับ มันเป็นภาพจริงๆ เพียงแต่มันเป็นภาพวาดครับ ซึ่งภาพนี้ชื่อว่า "ฟวีพาเก" หรือแปลว่า “ในสวนสาธารณะ” โดยมันเป็นภาพที่เพิ่งถูกวาดไว้ในปี ค.ศ. 2012 ด้วยเทคนิคสีน้ำมันบนผ้าใบ โดยฝีมือของคุณ Rinat Voligamsi อายุประมาณ 49 ปี เป็นชาวรัสเซียครับ บอกตรง ๆ ว่าถ้าไม่เจอที่มาของภาพ เราก็มองกันแทบไม่ออกเลยว่าเป็นภาพวาด เพราะว่าฝีมือของคุณรินาทเขาสุดยอดจริง ๆ ครับ

--------------

3. ปริศนาวงแหวนสีดำบนท้องฟ้า !!!

คำถามจากทางบ้าน

เฉลย ควันวงแหวนสีขาวในคลิปถ่ายมาจากยอดภูเขาไฟเอ็ทน่าประเทศอิตาลี


ส่วนสีดำเป็นส่วนที่ถูกตัดมาจากคลิปข้างล่างนี้  



และคลิปนี้คือเครื่องสร้างควันวงแหวนสีขาวโดยฝีมือมนุษย์


--------------

4. คลิป "Who Killed Jane Doe #59" คืออะไร ?

คำถามจากทางบ้าน

เฉลย เธอคือ "รีท เจอร์เวทสัน" เหยื่อฆาตกรรมปริศนาที่ถูกแทงถึง 157 แผล ถูกทิ้งอยู่ในป่าแถวมาฮอลแลนแคนยอนของรัฐแคลิฟอร์เนียตั้งแต่ปี ค.ศ. 1969 ซึ่งสุดท้ายทางหน่วยสืบสวนก็สามารถหาชื่อของเธอพบเมื่อปีที่แล้ว (2016) แต่ในคลิปยังไม่สามารถหาตัวคนร้ายพบนะครับ

แต่ทีนี้กับคำถามว่าทำไมตอนแรกถึงเรียกเธอว่า "เจนโดว์" ซึ่งเรื่องนี้ขออธิบายสั้น ๆ ไว้ก่อนว่ามันเป็นการตั้งชื่อศพนิรนามของทางฝรั่งเขาครับ โดยศพผู้หญิงนี่จะเรียกว่าเจนโดว์ ผู้ชายจะเรียกว่าจอห์นโดว์ ส่วนถ้าเป็นเด็กก็เรียกว่าเบบี้โดว์ครับ

--------------

คำถามจากทางบ้าน

เฉลย เว็บไซต์ปราวาด้าได้อ้างถึงอดีตรัฐมนตรีกระทรวงป้องกันประเทศชื่อ "อเล็กซี ซาวิน" ได้เปิดเผยว่าในปี ค.ศ. 1980 เคยมีกลุ่มนักวิจัยจากหน่วยบริหารผู้เชี่ยวชาญทั่วไปของประเทศเขา สามารถติดต่อกับแหล่งอารยธรรมจากโลกอื่นได้ ซึ่งก็ได้ขยายความเพิ่มเติมว่าทางหน่วยนี้ดูแลงานด้านเรื่องลึกลับกันแบบภาพใหญ่ มีการฝึกทหารอย่างเฉพาะเจาะจง เพื่อให้มีความชำนาญ ซึ่งสำหรับเหตุการณ์ในคลิปตัวนี้เขาก็สรุปว่า... มันเป็นคลิปที่ถ่ายจากการฝึกของทหารหน่วยนี้ ในกรณีที่สมมุติว่าไปเจอยูเอฟโอตกจริง ๆ

--------------

6. ของแถมท้ายเรื่อง "ภาพวาดเด็กประหลาดในยุคเรเนซองค์" (Ugly Renaissance Babies)

เด็กน้อยหน้าเหวี่ยง !

มีกล้ามด้วย แข็งแรงมากๆ

แอบหลอนเบาๆ

สายตาคู่นั้น...

มีความมองบน

พี่วัวก็มองแรง


-----------
พบกับมิติที่ 6 ทุกวันพุธ เวลา 17.00 น. และวันศุกร์ เวลา 22.00 น. 
-----------
Website : http://www.mitithee6.com/
Twitter : https://twitter.com/mitithee6
Google+ :https://goo.gl/DFmJmz
Facebook : https://facebook.com/Mitithee6/
(Search คำว่า mitithee6 ไม่ต้องเว้นวรรค)
------------
ดนตรีประกอบโดย
Echo of Time
Dreams Become Real โดย Kevin MacLeod
ได้รับอนุญาตภายใต้ ใบอนุญาต Creative Commons Attribution(https://creativecommons.org/licenses/...)
ที่มา: http://incompetech.com/music/royalty-...
ศิลปิน: http://incompetech.com/
-----------
ภาพประกอบโดย
Google, Petmaya, Youtube และอื่นๆ
-----------
แท็ก:
มิติที่ 6, สยองขวัญ, ฆาตกรรม, ฆาตกร, เรื่องเล่า, เรื่องจริง, เรื่องน่ากลัว, เรื่องลึกลับ,  ลี้ลับ, เหลือเชื่อ, ไขปริศนา, เรื่องลี้ลับ , ลึกลับ, ตอบคำถามท่านผู้ชม, ฟังก่อนนอน, หญิงชราให้อาหารไดโนเสาร์, วงแหวนสีดำบนท้องฟ้า, Who Killed Jane Doe #59, ยูเอฟโอตกในรัสเซีย, ภาพวาดเด็กยุคเรเนซองค์

วันศุกร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ 10 ตำนานสยองขวัญ จากยุคคริสตวรรษที่ 19 ของประเทศอังกฤษ !!!


บนโลกใบนี้มีเรื่องลึกลับจริงหรือ ? หรือว่าทุกอย่างล้วนมีคำอธิบาย แล้วถ้าสมมุติว่าบนโลกใบนี้ไม่มีปริศนาเลย มันจะทำให้โลกเราน่าอยู่ขึ้นได้หรือไม่ ?

กดเพื่อดูคลิปที่นี่


มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ ในวันศุกร์สะดวกสัปดาห์นี้ เราจึงได้รวบรวมเรื่องราวปริศนาน่ากลัวสยองขวัญจากสถานที่ต่าง ๆ ในยุคคริสตวรรษที่ 19 ที่ถูกเล่าไว้ตามบันทึกต่าง ๆ ที่ในปัจจุบันนี้มันก็ยังคงเป็นปริศนาน่ากลัวสยองขวัญ ไร้ซึ่งคำตอบใด ๆ มาทำให้มันหมดค่า ว่าทั้งหมดต่อไปนี้... มันจะทำให้เรารู้สึกยังไงกันแน่ !?



คฤหาสน์หลอนสยองขวัญฮ็อตเวลส์


ภาพโดย: John Hassell

เรามาเริ่มกันด้วยเรื่องแรกซึ่งเป็นเรื่องเล่าจากช่วงเดือนเมษายน ค.ศ. 1831 มีอดีตนักกฏหมาย ลูกสาว และคนรับใช้ 3 คน ได้ย้ายเข้ามาอยู่ในคฤหาสน์เก่า ๆ หลังหนึ่งที่รู้จักกันในชื่อ "ฮ็อตเวลส์" ที่อยู่ใกล้กับเมืองบริสตัล ประมาณ 2 สัปดาห์ต่อมาคนรับใช้สองคนก็ลาออกพร้อมกับบ่นว่า ที่แห่งนี้มันมีปีศาจหมาดำและลิงยักษ์สิงสู่อยู่ พวกเขามักจะได้ยินเสียงแปลก ๆ ที่ฟังแล้วน่ากลัวดังมาจากห้องใต้หลังคาและสวนหลังบ้าน และคิดว่าจะต้องมีใครถูกทำร้ายและถูกรัดคอที่นี่มาก่อนด้วย


จนเวลาผ่านไปคฤหาสน์หลังนี้ก็มีคนรับใช้ที่เข้ามาใหม่และลาออกไปหลายคน ซึ่งตอนแรกนั้นเจ้าของคฤหาสน์กลับไม่เคยพบเห็นหรือได้ยินเสียงอะไรผิดปกติเลย มาจนกระทั่งถึงเดือนพฤศจิกายน ปีนั้นเขาก็ต้องตกใจตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะเสียงกรีดร้องดังลั่นมาจากบนหลังคา จากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงเหมือนกับผู้ชายราว 20 ถึง 30 คน รื้อกระเบื้องมุงหลังคาแล้วโยนทิ้งออกไปทางสวน
พอเจ้าของบ้านรีบออกมาดูข้างนอกเขากล้บไม่พบว่ามีอะไรตกอยู่ในสวนหรือบนหลังคาเลย และหลังจากนั้นมาเขาก็ยังพบกับเหตุการณ์คล้าย ๆ กันนี้อยู่เป็นพัก ๆ จนในที่สุดเจ้าของบ้านก็ทนอยู่ต่อไม่ไหว ตัดสินใจขายบ้านหลังนี้ในปี ค.ศ. 1832 พอเจ้าของคฤหาสน์ถ์คนใหม่ย้ายเข้ามาอยู่ เขาก็ต้องมาเจอกับเหตุการณ์แปลกประหลาดเหมือน ๆ กันอีก จนสุดท้ายคฤหาสน์หลังนี้ก็ได้ถูกรื้อถอนไป


----------



ผีพระนางแอนโบลีน


ภาพจาก: National Portrait Gallery

จากเรื่องสยองในบ้านหลังใหญ่เรามาลองดูเรื่องสยองระดับวังกันบ้าง ที่แห่งนี้ก็คือ หอคอยแห่งลอนดอน (Tower of London) มันคือสถานที่สยองขวัญขึ้นชื่อแห่งหนึ่งของประเทศอังกฤษ เรื่องราวของพระนางแอนโบลีนพระมเหสีองค์ที่สองของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 หลังจากราชพิธีอภิเษกสมรสจบลง พระนางก็พยายามที่จะยึดการปกครองภายในมาไว้กับตัวเอง ซึ่งผลมันก็แน่นอนว่าทุกอย่างจบลงด้วยความพ่ายแพ้ พระนางถูกพระสวามีสั่งจองจำและถูกลงโทษประหารชีวิตด้วยการตัดศีรษะภายในหอคอยแห่งนั้น


ทีนี้มันก็เกิดเรื่องสยองขวัญตามมา โดยในช่วงเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1535 มีรายงานว่าผีพระนางแอนโบลีนเที่ยวออกอาละวาดในแถบปราสาท ซึ่งมันก็คือสถานที่ ๆ พระนางเคยพำนักอาศัยอยู่ในช่วงก่อนที่จะถูกประหารชีวิต


ตอนแรกเรื่องดังกล่าวมันก็ดูเหมือนจะเป็นเพียงข่าวลือ จนมาถึงปี ค.ศ. 1864 เหล่าทหารยามรักษาการของปราสาทดังกล่าวได้พบกับเงาร่างสีขาวลอยผ่านไปมาให้เห็น พวกเขาเชื่อกันว่าสิ่งนั้นมันก็คือวิญญาณของพระนางแอนโบลีน ซึ่งทหารยามรายแรกที่ได้พบกับสิ่งนี้ถึงกับตกใจกลัวจนตัวสั่น แต่ถึงจะสั่นแค่ไหนเขาก็เตรียมหยิบดาบประจำตัวขึ้นมาสู้ทั้ง ๆ ที่สวมใจสิงห์ขนาดนั้น แต่จริง ๆ แล้วเขากลัวจนทำอะไรไม่ถูก ยิ่งเงาร่างสีขาวนั้นไม่กลัวดาบและยังคงลอยอยู่ตรงหน้าแบบนั้น มันก็ทำให้ทหารยามผู้ขวัญกระเจิงถึงกับช็อคจนหมดสติคาที่ ฟื้นขึ้นมาอีกทีก็ตอนที่ผู้บังคับบัญชามาเรียก

พอทหารพยายามจะอธิบายว่าตัวเองเจออะไรมา ผู้บังคับบัญชาก็ไม่เชื่อและหาว่าเขาแอบหลับยามแล้วมาทำตีเนียนว่าถูกผีหลอกจนสลบแบบนี้ ก็เลยถูกส่งตัวไปขึ้นศาลทหารเพื่อลงโทษ ซึ่งก็ยังถือว่าโชคของเขายังดีที่ไม่ได้ถูกลงโทษร้ายแรงอะไรเลย นั่นมันก็เป็นเพราะว่านอกจากเขาแล้วมันก็ยังมีทหารยามนายอื่น ๆ ที่ต้องมาเข้ายามต่อจากทหารนายนี้อีกหลายคน ต่างก็ล้วนรายงานว่าพวกเขาเห็นวิญญาณของพระนางแอนโบลีน ปรากฏกายขึ้นมาให้เห็นเหมือนกันทุกนายนั่นเอง

หอคอยแห่งลอนดอนในปัจจุบัน
(ภาพจาก: Stephan Brunker)


----------


สิ่งลึกลับภายในบ้านเลขที่ 50 จตุรัสเบิร์กลีย์


ภาพจาก: Theflyawayamerican

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม ค.ศ. 1887 กะลาสีเรือชื่อเอ็ดเวิร์ด บลันเด็น และโรเบิร์ต มาร์ติน ตัดสินใจที่จะใช้เวลาในยามค่ำคืนนั้น เพื่อพักผ่อนหลับนอนกันที่บ้านเลขที่ 50 แถวจตุรัสเบิร์กลีย์ มันคือบ้านร้างหลังใหญ่หลังหนึ่งในประเทศอังกฤษที่ว่ากันว่ามีผีทุกประเภทสิงสู่มาตั้งแต่ยุคสมัยวิคตอเรีย บลันเด็นและมาร์ตินเพิ่งเดินทางมาจากเวสต์อินดี้ ทั้งสองไม่มีเงินเหลือติดตัวกันเลย


(ภาพจาก: 1.bp.blogspot.com)

พอมาถึงบ้านร้างหลังนี้พวกเขาจึงไม่สนใจอะไร เข้าไปนอนหลับพักผ่อนภายในบ้านหลังนี้กันดื้อ ๆ และในคืนนั้นเองในขณะที่ทั้งสองกำลังนั่งพักกันอยู่บนทางเดินริมบันไดใกล้ ๆ หน้าห้องนอนที่อยู่บนชั้นสอง อยู่ดี ๆ ทั้งสองก็ได้ยินเสียงใครบางคนดังมาจากเหนือศีรษะ จากนั้นก็เห็นอะไรบางอย่างที่ดูไม่ออกว่ามันคืออะไรกันแน่ ลอยขึ้นมาจากทางบันไดแล้วหายเข้าไปในห้องข้างบนอย่างรวดเร็ว
เห็นแบบนั้นมาร์ตินก็รีบเผ่นออกไปนอกตัวบ้านทันที พอออกมามาร์ตินก็พบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เขาจึงรีบเล่าว่าเมื่อสักครู่มันเกิดอะไรขึ้น แต่พอเขาพาตำรวจกลับเข้าไปดูในบ้านเขาก็พบว่าในช่วงที่หนีโดยไม่คิดชีวิตนั้น บลันเดลเพื่อนเขากลับหนีจากจุดนั้นด้วยการกระโดดออกไปทางหน้าต่าง  ร่างของเขาตกลงไปเสียบกับเหล็กแหลมของรั้วที่อยู่ด้านล่างเสียชีวิตคาที่ไปอย่างน่าอนาถ


ปัจจุบันบ้านหลังนี้ยังคงอยู่ดีมีสุข เจ้าของคนใหม่คือพี่น้องตระกูลแม็กซ์ได้ดัดแปลงให้มันกลายเป็นคลังเก็บหนังสือและของเก่า ซึ่งทั้งสองเองก็บอกว่าพวกเขาไม่เคยพบเจอเหตุการณ์สยองขวัญใด ๆ เลย แต่กับเหล่าคนงานที่ทำงานในที่แห่งนี้พวกเขามักจะได้ยินเสียงแปลก ๆ ดังมาจากทางบันได พอแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาช่วยตรวจสอบ ตำรวจก็บอกว่าบางทีพวกเขาอาจจะแค่ระแวงมากเกินไป เพราะเคยได้ยินได้ฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีตมาเท่านั้นเอง

บ้านเลขที่ 50 ปัจจุบันกลายเป็นคลังเก็บหนังสือและของเก่า
(ภาพจาก: Theparanormalguide)


----------




ผีเพื่อนมาเยี่ยมตามสัญญา


(ภาพจาก: Book jacket)

ในตอนกลางดึกของวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1856 เคนเนธ อาร์.เอช. แม็คเคนซี นักภาษาศาสตร์วรรณกรรมผู้เขียนหนังสือชื่อดัง ได้พยายามที่จะข่มตานอนหลับอยู่ในคืนนั้นจู่ ๆ เขาก็รู้สึกได้ว่ามีไอเย็นลอยมาปกคลุมอยู่ตรงหน้า พอแม็กเคนซีลืมตาขึ้นมาเขาก็เห็นบัคลีย์เพื่อนของเขาซึ่งเป็นนักเขียนเหมือนกันกำลังยืนมองอยู่ที่ปลายเตียง แต่ยังไม่ทันได้พูดจาไต่ถามอะไร บัคลีย์ก็เดินไปทางหน้าต่างแล้วหยุดยืนอยู่ที่นั่นสักครู่หนึ่งก็หายตัวไป ซึ่งในเวลานั้นแม็คเคนซียังไม่รู้ว่าเพื่อนคนนี้ของเขาเสียชีวิตไปตั้งแต่สามวันก่อนแล้ว !

ย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1850 ตอนนั้นบัคลีย์เคยสัญญากับแม็คเคนซีว่า ถ้าใครคนใดตายไปก่อนก็ต้องเป็นผีแล้วแวะมาหาอีกคนด้วย และเมื่อถึงคราวของบัคลีย์ที่ต้องจากไปเขาจึงมาตามคำสัญญา ทีนี้สองคืนต่อมาบัคลีย์ก็แวะกลับมาหาเพื่อนรักของเขาอีกครั้ง รอบนี้บัคลีย์นำกล่องใบหนึ่งที่ภายในนั้นใส่จดหมายเก่า ๆ ที่ตัวเองเคยเขียนไว้เอามาฝากด้วย ซึ่งเราเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าจดหมายในกล่องใบนั้นมันเขียนอะไรไว้บ้าง แต่บันทึกเรื่องราวนี้กลับไม่ได้บอกไว้เลยว่าจดหมายฉบับที่ว่านั้นเขียนอะไรไว้ บอกเพียงว่ามันมีจดหมายอยู่ในกล่องให้เราได้คาใจกันต่อไปนั่นเอง


----------




ห้องเรืองแสงแห่งทอว์นตัน


ภาพจาก: Wikimedia

มีบันทึกจากปี ค.ศ. 1873 ฉบับหนึ่ง มันถูกเขียนไว้โดยผู้ที่ใช้ชื่อว่ามิสเตอร์ ที. เวสต์วูด พูดถึงเรื่องราวปริศนาเรื่องหนึ่งที่เขาเคยได้ยินมาเมื่อ 30 ปีก่อน จากเจ้านายคนหนึ่งที่อยู่ในเมืองทอว์นตัน ว่าในทุกคืนขณะที่เขาเดินทางกลับบ้านเขาจะต้องได้พบกับบางสิ่งบางอย่างเสมอ เจ้านายคนนั้นสังเกตว่ามีบ้านร้างอยู่ตรงนั้น และก็มักจะเห็นว่าที่หน้าต่างบานตรงกลางของบ้านจะมีแสงสว่างส่องออกมาทุกคืน เจ้านายคนนั้นเลยตั้งชื่อให้ห้องนั้นว่า “ห้องเรืองแสง”


ในคืนหนึ่งเจ้านายคนนั้นจึงชวนเพื่อนอีกคนไปร่วมกันหาคำตอบ ว่าเจ้าแสงนั้นมันคืออะไรกันแน่ !? พอเข้าไปในบ้าน ทั้งสองก็เดินค้นไปทั่วทุกห้อง โดยกะว่าจะเข้าไปตรวจสอบในห้องเรืองแสงเป็นที่สุดท้าย จนในที่สุดพวกเขาก็ต้องมาเปิดประตูห้องนี้ แล้วก็ต้องตกใจเพราะภายในห้องนั้นมีข้าวของวางอยู่แค่สองสามชิ้น แสงสว่างนั้นดูเหมือนจะเกิดจากธรรมชาติ มันเรืองแสงปกคลุมไปทั่วทุกจุดภายในห้อง พอทั้งสองเดินกลับออกมาผู้ดูแลบ้านที่ยอมให้พวกเขาเข้าไปดูข้างในก็เล่าว่า ครอบครัวของเขาเป็นเจ้าของตึกหลังนี้ และไม่เคยเข้าไปใช้งานห้องนั้นเลย ซึ่งเขาเชื่อว่ามันไม่น่าจะเป็นภูติผีวิญญาณอะไร ส่วนแสงสว่างที่เห็นนั้นมันก็น่าเป็นเพียงแค่สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเท่านั้นเอง
----------




ผีแห่งสถานีดาร์ลิงตัน


ภาพจาก: Ben Brooksbank

ในช่วงฤดูหนาวของปี ค.ศ. 1890 ยามกะดึกของสถานีรถไฟดาร์ลิงตันชื่อว่าเจมส์ ดิวแรม ได้เดินลงไปยังห้องพักที่อยู่ชั้นใต้ดินเพื่อพักผ่อน ในขณะที่ดิวแรมกำลังอบอุ่นร่างกายอยู่ตรงหน้าเตาผิงนั้น มีชายสวมชุดโบราณคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับสุนัขสีดำตัวใหญ่ ชายคนนั้นยิ้มให้ดิวแรมแล้วอยู่ดี ๆ ก็บุกเข้ามาต่อย ดิวแรมพยายามจะสวนหมัดกลับ แต่ยังไม่ทันที่หมัดจะไปถึงร่างของชายลึกลับคนนั้น เขาก็เรียกเจ้าสุนัขตัวใหญ่ให้เข้ามาป้องกันตัว มันกัดดิวแรมเข้าที่น่อง จากนั้นทั้งชายลึกลับและหมาสีดำก็เดินกลับออกไปยังประตูบานที่พวกเขาเดินเข้ามา แต่พอดิวแรมรีบเดินตามไปเขาก็พบว่าที่หลังประตูบ้านนั้นมันไม่มีทางออกไปไหนได้เลย

"เจมส์ ดิวแรม" เจ้าหน้าที่สถานีผู้พบเหตุการณ์

จนเวลาผ่านไปประมาณ 2 สัปดาห์ เรื่องของดิวแรมก็ถูกเล่าลือออกไปทั่วเมือง มีชายชราชื่อเอ็ดเวิร์ด พีซให้ความสนใจกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ เขาจึงชวนดิวแรมให้มาที่บ้านและเล่าว่าเมื่อหลายปีก่อนที่สถานีแห่งนั้นมีคนงานฆ่าตัวตายไปคนนึง และไม่เพียงแต่รูปพรรณสัณฐานของเขาจะตรงกับชายลึกลับที่ติวแรมพบ เอ็ดเวิร์ดยังบอกอีกว่าชายคนนั้นก็มีสุนัขตัวใหญ่สีดำเหมือนกันด้วย !

----------




สาวหน้าหมูแห่งจตุรัสแมนเชสเตอร์


ภาพจาก: Illustrated Police News

ย้อนกลับไปในช่วงฤดูหนาวของปี ค.ศ. 1814 ช่วงนั้นมีข่าวลือออกไปทั่วลอนดอนว่า มีหญิงสาวหน้าหมูคนหนึ่ง อาศัยอยู่กับครอบครัวในเมืองแถวจตุรัสกรอสเวนอร์ ว่ากันว่าผู้คนแถวนั้นต่างขับไล่หญิงสาวทุกครั้งยามที่เธอนั่งรถม้าออกมานอกบ้าน และก็ยังบอกว่าตอนนั้นมีชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อเซอร์ วิลเลี่ยม เอเลียต ได้ออกมายืนยันว่าเขาเคยถูกหญิงคนนี้ทำร้ายมาก่อน



โดยปีต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1815 เรื่องราวนี้ก็กลายเป็นที่สนใจขึ้นมา มีผู้คนแสดงความเห็นกันมากมาย บางรายก็ไม่เชื่อว่ามันเป็นเรื่องจริง แต่ไม่ว่าจะจริงหรือไม่หลังจากที่มันเป็นข่าวก็มีชายคนหนึ่งได้ลงประกาศในหนังสือพิมพ์ เพื่อขอให้ช่วยกันตามหาหญิงสาวหน้าหมูคนนี้ จุดประสงค์ในการหาของเขานั้นก็เพื่อเขาจะได้ไปขอแต่งงานกับเธอ ซึ่งก็มีผู้ตั้งข้อสงสัยว่าหญิงสาวหน้าหมูคนนั้นมีตัวตนจริงหรือเปล่า ? และผู้คนก็ยังพูดกันอีกว่า “พวกคนชนบทไม่รู้หรอกว่าคนลอนดอนนั้นเบาปัญญาขนาดไหน”


----------




"วิลเลี่ยม ฟิลด์" ผีร้ายแห่งเซาธ์มอร์ตัน


ภาพจาก: Colin Bates
ในปี ค.ศ. 1804 ช่างทำล้อเกวียนชื่อวิลเลี่ยม ฟิลด์ ได้แขวนคอตายในบ้านตัวเองที่อยู่ในเซาท์มอร์ตัน จนเวลาผ่านไปกว่า 40 ปี ผีวิลเลี่ยมก็ยังคงออกอาละวาดไปทั่วบริเวณโรงนาสร้างความหวาดกลัวให้กับชาวบ้านละแวกนั้นตลอดมา จนถึงปี ค.ศ. 1850 ก็มีกลุ่มนักบวช 11 รูป ที่หมดความอดทนกับเจ้าผีร้ายตนนี้ และตัดสินใจที่จะเดินทางมาที่นี่เพื่อทำพิธีไล่ผีกัน


ในขณะที่เหล่านักบวชกำลังทำพิธีอยู่นั้น ก็มีสองพี่น้องชื่อจอห์น และเจมส์ พาร์คส์ มาแอบเฝ้ามองการทำพิธีอยู่ที่หลังกองฟาง และก่อนที่ผีจะถูกขับไล่วิญญาณของวิลเลียมก็ถามกับนักบวชว่า ตรงนั้นมันมีไก่หรือหนูสองตัวอยู่ ฉันขอจะได้ไหม ? นักบวชมองตามไปก็เห็นเด็กสองคนอยู่ตรงนั้นเขาจึงรีบไล่เด็ก ๆ ให้ออกไปก่อน จากนั้นก็ค่อยทำพิธีขับไล่ผีตาวิลเลียมให้ลงไปในบ่อน้ำ และเพื่อความแน่ใจว่าเจ้าผีจะถูกขังอยู่ที่นี่ตลอดกาล พวกเขาจึงตอกหมุดลงยันต์สะกดวิญญาณผีร้ายเอาไว้ที่นี่เสียเลย


----------




จุมพิษผีแห่งเรนิสชอว์ฮอลล์


ภาพจาก: Wikimedia

เมื่อปี ค.ศ. 1885 เซอร์จอร์จ รีเรสบี้ ซิทเวลล์ได้ฉลองวันเกิดครบรอบอายุ 25 ปี ด้วยการจัดปาร์ตี้ในคฤหาสน์ของบรรพบุรุษชื่อ "เรนิสชอว์ฮอลล์" หลังจากงานเลี้ยงจบลงซิทเวลล์ก็พยายามแอบไปเข้าห้องนอนของแขกหญิงสาวคนหนึ่ง แต่ยังไม่ทันจะได้ทำอะไรกันเธอบ่นกับซิทเวลล์ว่า เมื่อสักครู่นี้เธอรู้สึกเหมือนกับมีอะไรบางอย่างเย็น ๆ กำลังจูบเธออยู่ตอนที่เกือบจะหลับ ซึ่งซิทเวลล์เองก็ไม่ได้คิดใส่ใจอะไรสักเท่าไหร่ แต่กับเพื่อนของเขาที่ชื่อมิสเตอร์ เทิร์นบูลนั้นกลับรู้สึกตรงกันข้าม

"เซอร์จอร์จ รีเรสบี้ ซิทเวลล์" เจ้าของคฤหาสน์

นั่นก็เพราะเขาจำได้ว่าสองสามปีก่อนเคยมีหญิงสาวคนอื่นเข้ามาเข้าพักในห้องดังกล่าว แล้วรู้สึกแบบเดียวกับหญิงสาวคนนี้ นั่นก็คือจูบเย็น ๆ จากสิ่งที่มองไม่เห็น ส่วนทางซิทเวลล์นั้นเป็นพวกคนขี้สงสัย และเคยแฉพฤติกรรมคนทำผีหลอกแนวนี้จนตัวเองมีชื่อเสียงตามสื่อต่าง ๆ มาแล้ว เขาก็เลยตัดบทไล่ผีด้วยการบอกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้นมันเป็นเพียงความรู้สึกของผู้หญิงเท่านั้นเอง


ทีนี้หลายปีต่อมาก็มีเรื่องแปลกเกิดขึ้น มี การขุดลงไปยังใต้คฤหาสน์ และที่บริเวณใต้พื้นห้องนอนเกิดเหตุตรงนั้น ก็มีผู้พบโลงศพเปล่าใบหนึ่งถูกฝังเอาไว้ มันเป็นโลงศพของใคร ? แล้วทำไมมันถึงถูกฝังอยู่ที่นี่ ? ซึ่งปริศนาของเรื่องนี้ก็มีบางคนออกมาเล่าว่า มันน่าจะเป็นโลงศพของเด็กชายคนหนึ่ง ที่ได้จมน้ำเสียชีวิตไปเมื่อช่วงคริสตวรรษที่ 18 เพียงแต่ว่าทำไมมันถึงเป็นโลงเปล่าก็ยังไม่มีใครให้คำตอบนี้กันได้เลย


ที่ฝังศพปริศนาภายในคฤหาสน์

คฤหาสน์ "เรนิสชอว์" ในปัจจุบัน
(ภาพจาก: Jibberjabberuk.co.uk)


----------


"วิลลิงตันมิลล์" บ้านกังหันวิดน้ำสยองขวัญ


ภาพจาก: bedsarchives.bedford.gov.uk

ในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1831 ถึง ค.ศ. 1847 มีนักธุรกิจชื่อโจเซฟ พร็อคเตอร์ จูเนียร์และครอบครัว ได้เข้ามาอาศัยอยู่ในวิลลิงตันมิลล์ซึ่งเป็นอาคารกังหันวิดน้ำที่ว่ากันว่าถูกสร้างโดยแม่มด ในช่วงปีแรก ๆ มันก็ยังไม่มีอะไร แต่พอถึงปี ค.ศ. 1835 นายพร็อคเตอร์กับเหล่าคนรับใช้ก็เริ่มจะได้ยินเสียงฝีเท้าลึกลับจำนวนมากเดินข้ามไปมาตามห้องว่างต่าง ๆ ที่เขาใช้ทำเป็นสถานเลี้ยงเด็กอยู่ภายในบ้านหลังนั้น


มีเสียงประหลาดต่าง ๆ เช่น เสียงเคาะ เสียงกดกระดิ่ง และเสียงคนได้ยินกันไปทั่วทั้งบ้าน เรียกได้ว่าไม่มีใครในบ้านที่จะรอดไปจากเหตุการณ์ประหลาดนี้ เปลของเด็กไม่เพียงแต่จะไกวได้เอง มันยังมีเสียงฝีเท้าคนเดินไปรอบ ๆ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น และในช่วงเวลากลางคืนมีเด็กหญิงคนหนึ่งเล่าว่า เธอเห็นศีรษะของหญิงชราลอยไปมาเหนือที่นอนของเธอ ในขณะที่คนอื่น ๆ เห็นเป็นร่างของหญิงคนหนึ่ง เธอไม่มีดวงตากำลังนั่งอยู่บนที่นอนของคุณแม่


ปรากฏการณ์เหล่านี้ล้วนถูกคนในครอบครัวพร็อคเตอร์เห็นกันเรื่อยมา โดยไม่มีทีท่าว่ามันจะจบลงเมื่อไหร่ บางครั้งก็มีคนเห็นแมวสีขาวตัวใหญ่เดินหายเข้าไปในเตาผิง บางทีก็เห็นผีมายืนมองคนในบ้านผ่านทางหน้าต่างที่อยู่ชั้นบน และก็ยังเคยมีคนเห็นอะไรบางอย่างที่ดูเหมือนผ้าเช็ดตัวกำลังเต้นลอยไปมาอยู่ทางนอกบ้าน ซึ่งมันก็ไม่ได้มีเพียงคนในครอบครัวพร็อคเตอร์ที่เห็น เพราะเหล่าเพื่อนบ้านหรือแขกที่แวะมาเยี่ยมเยียนก็ล้วนเคยเจออะไรแบบนี้กันอยู่เสมอเช่นกัน


และเหตุการณ์ประหลาดนี้ก็ยังคงเกิดขึ้น ต่อมาจนถึงปี ค.ศ. 1847 ครอบครัวพร็อคจึงไม่ทนอีกต่อไป พวกเขาตัดสินใจขายบ้านหลังนี้ทิ้งแล้วย้ายไปอยู่ที่อื่น และเมื่อครอบครัวใหม่ย้ายเข้ามาพวกเขาก็ยังคงพบกับเหตุการณ์สยองขวัญสั่นประสาทไม่ต่างจากที่ครอบครัวก่อนหน้าพบเจอ จนในที่สุดก็ต้องขายบ้านทิ้งแล้วย้ายออกไป
ต่อมาครอบครัวแมนน์ก็หลงเข้ามาอาศัยอยู่ได้ไม่นานก็ได้เจอกับเรื่องประหลาดแบบเดียวกัน ซึ่งสุดท้ายพวกเขาก็อยู่ไม่ได้และย้ายหนีออกไปไม่ต่างกับคนอื่น ทีนี้พอไม่มีใครอยู่ได้ บ้านหลังนี้จึงถูกดัดแปลงมาทำเป็นห้องเช่าแทน กลายสภาพจากบ้านดี ๆ มาเป็นชุมชนแออัด

จนย่างเข้าศตวรรษที่ 20 ก็มีหญิงสาวคนหนึ่งชื่อแคทเธอลีน เดเวอร์ มาเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตที่บริเวณกังหันวิดน้ำอีก ทำให้ต่อมาทางการจึงสั่งให้รื้อถอนมันออก และปัจจุบันที่แห่งนี้ก็กลายสภาพมาเป็นโรงงานผลิตเชือก ซึ่งคนในโรงงานก็ยังล้วนเล่าว่าพวกเขาเห็นวิญญาณของแคทเธอลีน ยังคงออกมาอาละวาดหลอกพวกเขากันอยู่เสมอ

"วิลลิงตันมิลล์" ปัจจุบันกลายเป็นโรงงานผลิตเชือก
(ภาพจาก: Newcastlephotos)


จากเรื่องราวสยองขวัญที่เล่ามาให้ฟังทั้งหมดนี้ มันก็ถือเป็นเรื่องที่ยังไม่มีใครสามารถหาคำตอบได้ว่ามันเกิดขึ้นจากอะไร ? แต่ที่รู้แน่ ๆ ก็คือ เรื่องราวทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องเล่าสถานที่น่ากลัวที่ถูกบันทึกเก็บไว้ในประวัติศาสตร์ของประเทศอังกฤษ ซึ่งมันจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่เราก็มิอาจทราบได้ ซึ่งมิติที่ 6 เองก็คิดอยู่ว่ามันก็ดีเหมือนกันที่ยังมีที่ว่างสำหรับเรื่องราวปริศนาน่ากลัวสยองขวัญให้เราได้มาเล่าสู่กันฟัง !


พบกับรายการมิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ แบบนี้กันได้ทุกวันศุกร์สะดวก แล้วอย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี


เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา: ListverseSjhstrangetales และ Theparanormalguide