ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

27 ธันวาคม 2560

มิติที่ 6 พิเศษ !!! ตอบคำถามสิ้นปี 2017 ระดับเจาะลึก !!!



มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เรามาตอบคำถามท่านผู้ชมแบบเจาะลึกสุด ๆ !!!  กับคำถามที่ถามกันมาในแท็บชุมชนในยูทูปช่อง "มิติที่ 6" ที่เรียกว่า... พลาดไม่ได้ !!! เพราะมันอาจเป็นครั้งสุดท้ายที่ตอบทุกปัญหาคาใจเกี่ยวกับพวกเรา เชิญรับชมครับ !
-----------
อยากชมเรื่องอะไร แนะนำได้ที่นี่ครับ
-----------
-----------
ดำเนินรายการโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
-----------

22 ธันวาคม 2560

มิติที่ 6 | รวม 10 ตำนานแวมไพร์และผีดูดเลือดจากทั่วโลก ที่อย่าได้เจอจะดีกว่า !!!



"ผีดูดเลือด" หรือ "แวมไพร์" มันเป็นตำนานที่ถูกเล่าขานกันทั่วโลก ทุกประเทศที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับมัน ต่างก็มีรายละเอียดระบุกันเอาไว้ว่า แวมไพร์ของพวกเขานั้นจะมีเอกลักษณ์ของตัวเองด้วยกันทั้งสิ้น !

กดเพื่อดูคลิปที่นี่


มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ ในวันศุกร์สะดวกสัปดาห์นี้ เราจะพูดถึงตำนานผีดูดเลือดจากทั่วโลก แวมไพร์ท้องถิ่นของประเทศต่าง ๆ ว่าแต่ละอย่างที่ถูกเล่านั้น... มันคืออะไรกันแน่ !?


มันดุรุโก (Mandurugo)
Photo credit: Cryptid Wiki
ความสัมพันธ์ของคุณเคยจืดจางลงบ้างไหม ? ในประเทศฟิลิปปินส์จะมีกลุ่มหญิงสาวหน้าตาสะสวยมีปีก ที่ถูกเรียกชื่อในท้องถิ่นว่า "กินรี" พวกเธอมีลักษณะอ่อนหวานที่เหล่าชายหนุ่มไปจนถึงชายชราก็ล้วนอยากได้มาเป็นคนรัก แต่ถ้าพวกเขาได้พวกเธอมาร่วมเรียงเคียงหมอนเมื่อใด แล้วเกิดไปทำอะไรให้เธอรู้สึกว่าถูกหักอกขึ้นมาล่ะก็ จากสาวสวยอ่อนหวานที่เห็นอยู่ตรงหน้าจะกลายสภาพเป็น มันดุรุโก อันน่ากลัวขึ้นมาทันที !
โดยมันดุรุโกที่ว่านี้ ตอนกลางวันพวกเธอจะพยายามทำตัวอ่อนหวานเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่พอกลางคืนได้ย่างกรายเข้ามา เธอจะเริ่มแสดงความต้องการที่แท้จริง โดยเธอจะทำเป็นนอนกับชายหนุ่มจนแน่ใจว่าเขาหลับสนิทไปแล้ว จากนั้นก็จะใช้ลิ้นอันแหลมคมค่อย ๆ เจาะเข้าไปที่ลำคอจนลึก ตามด้วยใช้ลิ้นที่ทำหน้าที่เหมือนหลอดกาแฟ ค่อย ๆ ดูดกลืนเลือดของคนทรยศในความรักจนแห้งเหือด
โดยในตำนานนั้นเล่าว่า มันดุรุโกจะค่อย ๆ ดูดเลือดของสามีผู้โชคร้ายไปวันละนิด จนแม้แต่ตัวของชายหนุ่มเองก็ไม่รู้เลยว่า ทำไมอยู่ดี ๆ ตัวเองถึงค่อย ๆ ซุบผอมลงอย่างไร้สาเหตุ จนกระทั่งตัวเองตายไปก็ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของตน โดยในหลาย ๆ เรื่องเล่าก็จะมีชายหนุ่มเพียงไม่กี่คน ที่มีความฉลาดมากพอที่จะสงสัยว่าภรรยาคนใหม่ของเขานั้นก็คือมันดุรุโก !
ซึ่งในทุกเรื่องเล่าก็จะพูดเหมือน ๆ กันว่า เหล่าชายหนุ่มที่รู้ตัวพวกนี้จะแอบซ่อนมีดเอาไว้ในมือ จากนั้นก็แกล้งทำเป็นเข้านอน จนกระทั่งรู้สึกตัวว่าลิ้นของภรรยาสาวกำลังชอนไชเข้ามาที่ลำคอ ชายหนุ่มก็จะใช้มีดแทงเข้าไปที่หัวใจของปีศาจสาวทันที ซึ่งพอถึงตรงนี้ท่านผู้ชมก็ลองนึกภาพตามกันดูเอาเองจะดีกว่าว่า ถ้าพวกสาว ๆ ไม่ได้เป็นมันดุรุโกจริง ๆ ขึ้นมา แล้วชายหนุ่มเอามีดแทงเข้าไปจัง ๆ แบบนั้น งานนี้คงได้มีคนต้องติดคุกเพื่อสังเวยตำนานเรื่องนี้กันแน่ ๆ

ที่มา: Books.google.co.uk


---------

อิมพุนดูลู (Impundulu)

ภาพจาก: Mizanpublishing
ในอัฟริกาใต้นั้นมีตำนานเกี่ยวกับนกชนิดหนึ่ง พวกเขาเรียกชื่อมันว่า อิมพุนดูลู มันเป็นนกสายฟ้าที่หิวกระหายโลหิต โดยนายของนกพวกนี้ก็คือเหล่าแม่มด ที่จะคอยส่งมันไปสังหารผู้คนที่เธอต้องการ ซึ่งถ้าพวกเธอไม่คิดจะทำแบบนั้น เหยื่อของอิมพุนดูลูก็จะกลายเป็นพวกเธอแทนนั่นเอง
โดยในตำนานก็ระบุเอาไว้ว่า เมื่อวันใดที่แม่มดเหล่านี้เริ่มแก่ชราลงจนดูแลไม่ไหว พวกเธอก็จะโอนกรรมสิทธิ์ในการดูแลเจ้านกชนิดนี้ให้กับลูกสาวต่อไปเป็นรุ่น ๆ ซึ่งก็ถือเป็นวิธีการอันชอบธรรมเหมือนกับการมอบมรดก ให้ตกทอดไปสู่ลูกหลานเหมือนกับคนทั่วไปเช่นนั้น
 
โดยในบางครั้งนกอิมพุนดูลูจะแปลงร่างของตัวเองให้อยู่ในรูปลักษณ์ของสาวสวยไม่ก็หนุ่มหล่อ และก็อย่าลืมว่านามเรียกขานอีกชื่อของมันนั้นก็คือ "นกสายฟ้า" ที่จะปรากฏให้เห็นกับตาก็เฉพาะยามที่มันอยู่ในร่างนก และยามใดที่มันกระพรือปีกแรง ๆ ขึ้นมา ก็จะเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวเหมือนกับฟ้าผ่า และเมื่อยามที่มันทำให้เกิดสายฟ้าฟาดลงมา ก็จะส่งผลทำให้พื้นดินถูกขุดลงไปเป็นหลุ่มลึก
โดยมันจะทำแบบนี้ก็เพื่อที่จะวางไข่เท่านั้น ซึ่งแหล่งวางไข่ของนกสายฟ้าเหล่านี้ก็จะมีเพียงแต่พวกชาแมนหรือเหล่าพ่อมด ที่จะสามารถค้นหาได้ว่าไข่พวกนี้มันอยู่ที่ไหน ซึ่งพ่อมดจะคอยทำลายไข่ของอิมพุนดูลูก่อนที่มันจะเกิดขึ้นมา เพื่อให้โลกใบนี้ไม่ต้องถูกเหล่านกสายฟ้าคอยรุกรานในอนาคตนั่นเอง
ถึงแม้นกอิมพุนดูลูจะชอบดื่มเลือดของมนุษย์ ก็ยังมีบางแห่งบอกว่ามันยังชอบดื่มเลือดของวัวด้วยเช่นกัน ซึ่งถ้าวัวพวกนั้นมันยังมีลมหายใจอยู่ต่อ แล้วมีใครซักคนนำน้ำนมของวัวไปดื่มกินต่อ คน ๆ นั้นก็จะมีอันต้องป่วยเป็นวัณโรคไปเสียทุกราย และก็มีบางตำนานระบุเอาไว้เช่นกันว่า พวกนกอิมพุนดูลูเองก็ชอบดื่มน้ำนมวัวเหมือนกัน ซึ่งเราจะสามารถสังหารมันให้ตายได้ง่าย ๆ ด้วยการแอบวางยาพิษในน้ำนมที่มันจะดื่ม

ที่มา: Abookofcreatures


---------

ยารา-มา-ยฮา-ฮู (Yara-Ma-Yha-Who)
Photo credit: Cryptid Wiki


เป็นที่รู้กันดีว่าประเทศออสเตรเลียก็คือประเทศบ้านเกิดของเหล่าสัตว์ร้ายจำนวนมากมาย และหนึ่งในสิ่งที่ทำให้ชาวบ้านที่นั่นต้องวิ่งหนีทุกครั้งที่พบก็คือ ยารา-มา-ยฮา-ฮู ! 


มันคือแวมไพร์ที่มีรูปร่างหน้าตาเข้าใจยากไม่แพ้กับชื่อของมัน แถมยังสามารถออกล่าเหยื่อได้ในเวลากลางวันอีกต่างหาก ซึ่งถ้าใครอยากจะได้พบกับเจ้ายารา-มา-ยฮา-ฮู ล่ะก็  ว่ากันว่าเราจะต้องไปรอมันอยู่ที่ใต้ต้นมะเดื่อที่ออสเตรเลียนั่นเอง


โดยในบันทึกของชาวพื้นเมืองระบุว่า เจ้ายารา-มา-ยฮา-ฮู มันสูงประมาณ 120 เซ็นติเมตร ชอบแอบซุ่มอยู่ตามต้นไม้เพื่อรอคอยเหยื่อมนุษย์หลงเดินมาอยู่ข้างใต้ และเมื่อได้ระยะที่เหมาะสมมันก็จะทิ้งตัวลงมาจากทางด้านบนและเริ่มลงมือดูดเลือดเหยื่อทันที
ซึ่งสาเหตุที่เราใช้คำว่าลงมือนั้น ก็เพราะมันจะใช้มือที่มีฟันอันแหลมคมกัดเข้ามาไปที่ร่างของเหยื่อ เพื่อสูบอาหารอันโอชะมากินจนกว่าจะพอใจ ซึ่งในตำนานเองก็ไม่มีการระบุว่า เจ้า ยารา-มา-ยฮา-ฮู จะเคยจับเหยื่อกินทันทีเลยสักครั้ง เพราะสิ่งที่มันต้องการไม่ใช่การกินจนอิ่มท้องในทันที โดยมันจะสวาปามเหยื่อเหมือนกับอมเข้าไปก่อน จากนั้นมันก็จะคายร่างที่ยังคงมีชีวิตของเหยื่อออกมา แล้วค่อยจัดการจับเหยื่ออีกครั้งด้วยการกินเข้าไปอีกรอบอย่างเอร็ดอร่อยในครั้งที่สองนี้นั่นเอง
โดยผู้ที่อ้างว่าเคยต่อสู้กับเจ้ายารา-มา-ยฮา-ฮู ต่างก็บอกว่าในบางครั้งมันจะปรากฏตัวขึ้นมาในลักษณะเหมือนไม่มีพลังพอที่จะทำร้ายใครได้ และในชั่วพริบตามันก็จะเผยความน่ากลัวที่แท้จริงให้เห็น ผ่านร่างกายที่มีผิวหนังสีแดงระเรื่อของมัน และจากการต่อสู้มาแล้วหลายหน พวกเขาก็อ้างว่าเจ้ายารา-มา-ยฮา-ฮู จะสามารถเรียกพวกออกมารวมร่างกลายเป็นหนึ่งเดียวได้อีกด้วย
ที่มา: Vampire Underworld
---------

กัปปะ (Kappa)

ภาพจาก: cooboo.cocolog-nifty
ถ้าใครพอจะจำได้ มิติที่ 6 เคยพูดถึงเจ้ากัปปะเอาไว้ในคลิป 10 เรื่องผีที่ไม่ค่อยจะน่ากลัวของประเทศญี่ปุ่น กันมาแล้วครั้งหนึ่ง กัปปะ นั้นเป็นอสุรกายที่ไม่เหมือนใคร เพราะไม่เพียงแต่มันจะดูดเลือดจากผู้คนแล้ว มันยังสามารถกระชากเอาวิญญาณของเหยื่อออกมาได้จากทางรูทวารด้วย

โดยเจ้าอสุรกายตัวนี้จะคอยดำผุดดำว่ายอยู่ในน้ำ มีรูปร่างคล้ายเต่า มีแขนขายาว ๆ งอกออกมาจากลำตัวที่มีิผิวหนังเหมือนเรปทิลเลี่ยน โดยหลังของมันจะมีกระดองสีดำที่ทำให้คนทั่วไปนึกว่ามันอาจจะเป็นแค่เต่า และเมื่อมันได้พบกับเหยื่อมนุษย์ในที่ ๆ เหมาะสม มันก็จะใช้แขนยาว ๆ ของมันกระชากร่างของเหยื่อให้เซถลาตกลงมาในท้องน้ำ จากนั้นมันก็จะสูบเลือดของเหยื่อออกมากินนั่นเอง


หน้าตาของมันก็ดูเหมือนกับลิง มีแอ่งเหมือนกะลาครอบอยู่ด้านบนของศีรษะ ที่ว่ากันว่าภายในนั้นจะมีลักษณะกลวงเพื่อกักเก็บของเหลวที่เป็นดังแหล่งพลังงานของมัน
โดยวิธีปราบเจ้ากัปปะนี้สามารถทำได้ง่าย ๆ เพียงแค่เราทำท่าโค้งคำนับให้กับมันก่อน ซึ่งพอเจ้ากัปปะเห็นแบบนั้นมันก็จะโค้งคำนับเรากลับตามธรรมเนียมของชาวญี่ปุ่น แล้วทีนี้ของเหลวที่อยู่บนศีรษะของมันก็จะไหลร่วงออกมาทันที และเมื่อถึงตอนนี้เจ้ากัปปะก็จะค่อย ๆ ตายไปง่าย ๆ อย่างไม่น่าเชื่อ
ซึ่งเราก็ควรจะจำวิธีการปราบเจ้ากัปปะนี้กันเอาไว้ เพราะถ้าเราไม่ทำแบบนี้ เราก็จะถูกเจ้ากัปปะลากลงไปในน้ำ จากนั้นมันก็จะสังหารเราด้วยการควักเครื่องในพร้อมกับวิญญาณของเราออกมาทางก้น ซึ่งสิ่งหนึ่งที่จะต้องรู้เอาไว้ก็คือ อย่าลืมโค้งคำนับมันให้ได้มากที่สุดนั่นเอง
ที่มา: Exemplore

---------

เจียงฉี (Jiangshi)

ภาพจาก: Historiasperdidaseneltiempo
เจียงฉี หรือ เจียงซือ ก็คือแวมไพร์อสูรร้ายจากตำนานของประเทศจีน ที่รู้จักกันดีในฉายาว่า ผีกระโดดกองกอย มันก็คือชีวิตหลังความตายของมนุษย์ธรรมดา ที่กลายเป็นศพแบบที่บ้านเราเรียกกันว่าผีดิบ พวกมันล้วนเคยถูกใครสักคนสังหารไปด้วยความเหี้ยมโหด ซึ่งในบางรายก็ฆ่าตัวตายด้วยสาเหตุที่ยอมรับไม่ได้ แล้วพอตายไปวิญญาณของพวกมันกลับไม่ยอมออกจากร่าง กลับฟื้นขึ้นมากลายเป็นเจียงฉีอย่างที่เราเคยเห็นในหนังจีนสมัยก่อน


มีบางคนเชื่อกันว่าการทำพิธีศพแบบไม่กลบหลุมฝังร่าง ก็คือการทำให้คนตายกลับฟื้นขึ้นมาเป็นเจียงฉี และในบางกรณีเจียงฉีก็สามารถเกิดขึ้นมาได้ เพราะมีแมวดำกระโดดข้ามศพของคนตายจนเกิดอาถรรพ์ฟื้นขึ้นมา


โดยสิ่งที่ทำให้เจียงฉีดูคล้ายกับแวมไพร์ของชาวตะวันตกนั้นก็คือ พวกมันเป็นร่างของคนตาย และส่วนที่ไม่เหมือนกันนั้นก็คือเจียงฉีจะเดินทางด้วยวิธีการไม่ปกติ เพราะมันคือศพคนที่ตายไปแล้วจนตัวแข็งทื่อ นั่นจึงทำให้เวลาเดินแต่ละก้าวมันจะใช้การกระโดดดึ๋ง ๆ แทนการเดิน ซึ่งจะกระโดดไปหาเหยื่อได้อย่างรวดเร็วและตามหาเหยื่อด้วยการดมกลิ่น


ส่วนวิธีการปราบเจียงฉีเราไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง เพราะผู้ที่จะปราบมันได้นั้นล้วนเป็นหมอผี ที่จะมีกระจกส่องมารพร้อมกิ่งต้นพีชสำหรับพรมน้ำมนต์ โดยน้ำมนต์ที่ว่านี้ก็ไม่ใช่น้ำมนต์แบบที่เราเข้าใจ เพราะพวกหมอผีจีนจะนำปัสสาวะของเด็กชายบริสุทธิ์มาใช้ปลุกเสกปราบผี พร้อมกับทำเสียงเรียกผีเหมือนกับเรียกไก่ ที่อย่างไรแล้วก็ลองไปไล่หาข้อมูลได้จากหนังผีจีนสมัยก่อนกันดูนะครับ


โดยตำนานผีเจียงฉีน่าจะเกิดจากกรณีการเคลื่อนย้ายศพ ที่สัปเหร่อจะใช้ไม้ไผ่ยาวเสียบผ่านเข้าไปที่บริเวณแขนเสื้อของร่างผู้เสียชีวิต เรียงต่อกันยาวออกไปจนเหมือนกับต่อแถว โดยการเคลื่อนย้ายจะมีลักษณะเหมือนกับศพกำลังกระโดดต่อเป็นแถวเรียงกัน และนั่นก็อาจทำให้ชาวบ้านนำมาพัฒนาต่อให้กลายเป็นเรื่องเล่า เพื่อไม่ให้พวกเด็ก ๆ วัยอยากรู้อยากเห็นแอบหนีออกไปเที่ยวนอกบ้านในยามวิกาลก็เป็นได้

ที่มา: Ancient Origins

---------

อาซานโบซัม และซาซาโบซัม (Asanbosam และ Sasabonsam)


อาซานโบซัม และซาซาโบซัม

อาซานโบซัม
คือแวมไพร์ที่สามารถพบได้บนต้นไม้แถวประเทศโทโก้และกาน่า มันจะเฝ้าคอยเหยื่ออยู่เงียบ ๆ ตามกิ่งไม้ ห้อยเกี่ยวร่างกายเอาไว้ด้วยขาอันบิดงอ และเมื่อมีใครหลงเดินผ่านเข้ามาแถวใต้ต้นไม้ ก็จะได้พบพวกมันห้อยตัวลงมาทำร้าย โดยอาซานโบซัมจะมีใบหน้าที่น่ากลัวสมเป็นอสุรกาย มีฟันเหล็กอันแข็งแกร่งแหลมคมที่สามารถกัดเข้าไปที่คอของเหยื่อเพื่อดูดเลือดอย่างง่ายดาย
รูปร่างของมันดูคล้ายมนุษย์เกือบทุกอย่าง ยกเว้นก็แต่ช่วงขาที่บิดโค้ง ซึ่งอาซานโบซัมจะมีสายพันธุ์ใกล้เคียงกันอีกชนิดที่เรียกว่า ซาซาโบซัม โดยอย่างหลังนี้จะคอยหลบซ่อนตัวอยู่ตามต้นไม้เพื่อดักจับเหยื่อเช่นกัน เพียงแต่รูปร่างของมันจะดูห่างไกลจากมนุษย์มากกว่าอาซานโบซัมเล็กน้อย
ซาซาโบนซัม จะมีลักษณะคล้ายกับค้างคาวมากกว่า ใบหน้าของมันอาจดูคล้ายกับมนุษย์อยู่บ้าง มีเขี้ยวเป็นเหล็กเหมือนกัน เพียงแต่แขนของซาซาโบนซัมจะมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับขนาดของปีก และอาหารของมันก็คือเลือดของมนุษย์เพียงอย่างเดียว

ที่มา: Vampires.com


---------

อาเซม่า (Asema)
Unknown Source


“อย่าไว้ใจพวกคนชราโดยเด็ดขาด !” ภาษิตประโยคนี้ก็คือบทเรียนสำคัญที่เจ้า อาเซม่า จะสอนเราให้จำจนวันตาย เพราะในตอนกลางวันอาเซม่าแห่งประเทศสุรินามจะทำตัวเหมือนกับชายแกที่ไม่มีพิษภัย แต่พอตอนกลางคืนอาเซม่าจะสลัดผิวกายอันเหี่ยวย่นออกไป แล้วแปลงร่างมาเป็นผีดูดเลือดทันที
นอกจากจะมีลักษณะแบบเดียวกับแวมไพร์แล้ว ร่างกายของอาเซม่าจะเป็นลูกไฟสีน้ำเงิน โดยลูกไฟสีน้ำเงินที่ว่านี้ จะคอยล่องลอยไปในอากาศเพื่อค้นหาเหยื่อไปเรื่อย ๆ ซึ่งสิ่งที่มากกว่าความเป็นแค่ลูกไฟนั้นก็คือ มันสามารถแทรกตัวเองเข้าไปในบ้านของใครก็ได้ จนเมื่อมันได้พบกับเหยื่อที่กำลังหลับไหล อาเซม่าก็จะค่อย ๆ ละเลียดดูดเลือดเหยื่อไปทีละนิด และจะดูดไปเรื่อย ๆ จนกว่าเลือดจะแห้งเหือดหมดตัว และถ้าเลือดของเหยื่อมีรสชาติหอมหวานล่ะก็ มันก็จะดูดเลือดของเหยื่อไปทีละนิด จากนั้นก็จะจากไปเพื่อทิ้งระยะให้เหยื่อกลับฟื้นคืนพลังมาอีกครั้ง มันถึงจะค่อยกลับมาดูดเลือดใหม่


วิธีป้องกันไม่ให้ถูกอาเซม่าทำร้ายนั้น เราสามารถทำได้ที่บ้านด้วยวิธีเดิม ๆ เพราะเป็นที่รู้กันว่าแวมไพร์นั้นกลัวกระเทียมเป็นปกติ ซึ่งถ้าเราอยากจะป้องกันให้ให้ดีกว่านั้น ก็เพียงนำกระเทียมมารับประทานเข้าไปในมื้ออาหาร เพื่อจะได้ทำให้เลือดของเราอยู่ในสภาวะไม่น่ากินสำหรับอาเซม่า เพียงเท่านี้มันก็จะไม่มายุ่งกับเลือดของเราอย่างแน่นอน


อีกอย่างหนึ่งที่เราควรจะรู้ก็คือ อาเซม่านั้นไร้สมรรถนะในการนับสิ่งของ ดังนั้นเราจะต้องนำเมล็ดพันธ์ุพืชมาผสมกับกงเล็บของนกอฮูกก่อน จากนั้นก็นำสิ่งที่ได้นี้มาโรยไว้ให้รอบตัวบ้าน เพราะการทำแบบนี้จะทำให้เจ้าอาเซม่าเกิดอาการสับสน ราวกับถูกบังคับให้ตัวเองต้องมานั่งนับเมล็ดพันธุ์ดังกล่าว และเมื่อมันสับสนจนไม่สามารถนับจำนวนสิ่งนี้ได้ มันก็จะพยายามกลับไปนับกันใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า และด้วยเหตุนี้มันก็จะทำให้ค่ำคืนอันยาวนานของคุณปลอดภัยขึ้นมาได้อย่าง งง ๆ
ที่มา: Vampires.com
---------

สุคุยองท์ (Soucouyant)

ภาพจาก: Capturethesoulcreations
สุคุยองท์ มันก็คือแวมไพร์แห่งแคริเบียนที่มีลักษณะใกล้เคียงกันกับอาเซม่า จะแตกต่างกันก็ตรงที่สุคุยองท์จะเป็นหญิงชรา ผู้สามารถแปลงร่างด้วยการถอดร่าง เพื่อกลายเป็นลูกไฟลอยได้ในยามวิกาล โดยลูกไฟปีศาจดวงนี้จะสามารถแทรกตัวเองเข้าไปตามร่องตามรู ไม่ก็ช่องเสียบกุญแจห้องของเหยื่อได้ไม่ยาก และเมื่อเธอได้พบกับเหยื่อสักราย ก็แน่นอนว่าพวกเขาจะต้องถูกดูดเลือดแบบไม่ได้รับการยกเว้นแม้แต่รายเดียว


เมื่อเธออิ่มหนำสำราญเรียบร้อย สุคุยองท์ก็จะลอยกลับบ้านเพื่อจะได้คืนสู่ร่างเดิมกันอีกครั้ง ซึ่งตอนนี้ก็จะเป็นโอกาสทองของเหล่าผู้ที่ตามล่าหาตัวเธอเช่นกัน ซึ่งถ้าเราได้พบกับร่างเนื้อของสุคุยองท์ในช่วงเวลานี้ ก็จงรีบนำเกลือมาโรยลงไปให้ทั่วร่าง จนกระทั่งสุคุยองท์ลอยกลับเข้ามาในร่าง เธอก็จะได้รับความแสบซ่านจากฤทธิ์ของเกลือที่ถูกโรยรอเอาไว้นั่นเอง


ซึ่งสุคุยองท์สำหรับประเทศไฮตินั้น ชาวบ้านจะเรียกชื่อของเธอว่า ลูการู ที่ต่างจากสุคุยองท์อยู่นิดหน่อยตรงที่ ลูการูจะไม่ได้ดื่มเลือดของเหยื่อเอง แต่เธอจะนำเลือดที่ได้มาส่งต่อไปให้กับเจ้านายที่บังคับเธออยู่ ซึ่งนายของเธอนั้นก็ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาทั่วไป เพราะในตำนานนั้นระบุว่านายของลูการูก็คือพวกปีศาจนั่นเอง

ที่มา: Gothic.stir.ac.uk

---------

สตริโกย (Strigoi)

Unknown Source

มันคือเสียงแซ่ซ้องจากประเทศโรมาเนียที่ยืนยันว่า สตริโกย ก็คือ "ต้นฉบับที่แท้จริงของแดร็กคิวล่า" รวมไปถึงเหล่าผีดูดเลือดทั้งหมดทั้งมวลในดินแดนโลกตะวันตก
เพราะสตริโกยนั้นเกิดขึ้นมาก่อนใคร ๆ มันก็คือร่างของผู้ตายที่ไม่อยากไปโลกหน้า พวกมันจึงต้องคืนชีพขึ้นมาจากหลุมฝังศพ ซึ่งสาเหตุที่ทำให้พวกมันกลายมาเป็นสตริโกยนั้น ก็คือวันดีคืนดีเกิดมีแมวเหมียวสักตัวมากระโดดข้ามศพคนตาย บางรายก็ถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมกับเส้นผมต้องสาป และในบางรายก็แค่โชคร้ายที่ได้เกิดมาเป็นลูกคนที่ 7 ของครอบครัวเพียงเท่านั้น
โดยในช่วง 40 วันแรกหลังจากเสียชีวิตไปนั้น สตริโกยจะเริ่มออกจากหลุมศพเพื่อหาเลือดมาดื่มกิน ซึ่งพวกมันจะกลับมาในร่างที่ยังดูเหมือนกับมนุษย์ปกติ โดยจะย้อนกลับไปหาครอบครัวที่เคยจากมา เพื่อที่จะได้ทำร้ายพวกเขาก่อนเป็นสิ่งแรก และในบางรายเองก็จะปรากฏตัวขึ้นมาในลักษณะเหมือนผีที่น่ากลัว จนเมื่อ 40 วันแรกผ่านไป สตริโกยก็จะเริ่มกลายสภาพเป็น โมโรย ที่อธิบายเป็นภาษาง่าย ๆ ก็คือ "ร่างไร้วิญญาณที่เหมือนซอมบี้" คอยเดินออกทำร้ายสิ่งมีชีวิตทุกสิ่งอย่าง
ในปี ค.ศ. 2003 มีชายชาวโรมาเนียคนหนึ่งได้เสียชีวิตไป เขามีชื่อว่า ปีเดอร์ โทมา โดยหลานสาวของเขาก็เกิดป่วยขึ้นมาหลังจากที่ได้ฝันเห็นคุณลุงกลับมาเยี่ยมเธอแทบทุกคืน ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวถือเป็นลักษณะเฉพาะในการโจมตีของสตริโกย
โดยน้องชายของปีเตอร์ซึ่งก็หมายถึงพ่อของเด็กหญิงก็ได้รวมกำลังกับเพื่อนอีก 5 คน เพื่อไปช่วยกันขุดศพของพี่ชายกลับขึ้นมา จากนั้นก็ควักหัวใจของเจ้าผีร้าย ตบท้ายด้วยการนำไฟมาเผาร่างให้มอดไหม้จนสิ้น เศษขี้เถ้าที่เหลือจากการเผาก็จะถูกนำไปให้หลานสาวรับประทานจนหมด เพราะการทำแบบนี้ก็เพื่อจะได้รักษาอาการป่วยที่เกิดขึ้นกับเด็กหญิงนั่นเอง

ที่มา:  Ancient Origins

---------

ปีนังกาลัน (Penanggalan)

ภาพจาก: ZylAeryel


ปีนังกาลัน ก็คือตัวแทนแวมไพร์จากแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เธอมีลักษณะไม่เหมือนกับตัวไหน ๆ เพราะในตอนกลางวันมันเป็นหญิงมีทุกสิ่งธรรมด๊าธรรมดา ยิ้มแย้มช่างเจรจา ดูสง่าน่าชิดเชยชม ตกกลางคืนมีหัวกับไส้ ทิ้งร่างไปเที่ยวดูดกินเลือดของเหยื่อ
ซึ่งท่านผู้ชมก็อย่าเพิ่งสงสัยกับสิ่งที่เราเพิ่งเล่าไป ว่ามันฟังคุ้นหูเหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน เพราะเรากำลังจะบอกว่า ปีนังกาลันที่แปลกไม่เหมือนใครนั้น มันก็คือผีที่คนไทยเรียกขานกันว่า กระสือ นั่นเอง ซึ่งความเหมือนนั้นก็มีเพียงแค่รูปร่างลักษณะ แต่กับรายละเอียดหลาย ๆ อย่างนั้น จะดูต่างออกไปบ้างพอสมควร
ร่างที่มีแต่หัวกับไส้ของเธอจะเที่ยวออกหาเหยื่อแบบเฉพาะทาง ตั้งแต่เหยื่อหญิงสาวที่กำลังตั้งครรภ์ ไปจนถึงเด็ก ๆ ทารกที่พึ่งได้ลืมตาดูโลก


โดยปีนังกาลันจะลอยขึ้นไปบนหลังคาบ้านที่มีเด็กกำลังจะเกิด จากนั้นก็จะใช้ลิ้นอันยาวเหยียดที่มองไม่เห็น ค่อย ๆ ละเลียดเลียลงไปบนกองเลือด ที่กำลังไหลออกมาจากครรภ์พร้อมกับทารก จนเมื่อเด็กน้อยออกมาลืมตาดูโลกปีนังกาลันก็จะกรีดร้องออกมาอย่างสะใจ ส่วนเหยื่อที่ถูกดูดเลือดออกไปนั้น ก็จะได้ล้มป่วยลงไปเรื่อย ๆ จนเสียชีวิต ซึ่งปีนังกาลันที่อิ่มหนำสำราญก็จะค่อย ๆ ลอยกลับไปที่บ้านเพื่อเข้าร่าง แล้วฟื้นขึ้นมาเพื่อใช้ชีวิตเหมือนคนปกติกันต่อไป
วิธีการป้องกันไม่ให้เหล่าคุณแม่ต้องถูกปีนังกาลันลักลอบเข้ามาทำร้ายนั้น ก็คือการใช้กิ่งต้นตะบองเพชร หรือใบไม้ที่มีหนามแหลมโรยเอาไว้ให้ทั่วพื้น ซึ่งสิ่งนี้จะสามารถทำให้ลิ้นของปีนังกาลันได้รับบาดเจ็บ

ส่วนการปราบผีดูดเลือดชนิดนี้สามารถทำได้โดยการตามหาร่างของมันให้พบในช่วงก่อนที่มันจะกลับมาเข้าร่าง จากนั้นก็ใช้เศษแก้วโรยลงไปที่บริเวณคอให้มากที่สุด ซึ่งพอหัวของมันลอยกลับมาเข้าร่าง แก้วที่โรยเอาไว้ก็จะบาดไปตามเครื่องในของมันทันที และสิ่งนี้ก็จะทำให้เลือดของปีนังกาลันไหลทะลักออกมาจนสามารถทำให้มันตายลงไปในเวลาไม่นาน
ที่มา:  Books.google.co.uk

----------


แล้วอย่าลืมติดตามรายการมิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ พร้อมกับที่มาของมันกันได้ทุกวันศุกร์สะดวก และหลังจากจบรายการแล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ และอย่าลืมทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี !
แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา: Listverse

แท็ก: ผีดูดเลือด

20 ธันวาคม 2560

มิติที่ 6 | เปิดปม 10 การระลึกชาติ ที่อ้างกันว่าต้องเป็นเรื่องจริงแน่ ๆ !!!



บนโลกใบนี้... ยังมีปริศนาอีกมากมายที่เรายังไม่เคยรู้ บางเรื่องก็มีคำตอบ บางเรื่องก็ไม่ใช่ ซึ่งคำตอบในแต่ละเรื่องนั้น มันก็แล้วแต่เราว่าจะเลือกเชื่อกันไปในทิศทางไหน !

กดเพื่อดูคลิปที่นี่

มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาคุณไปรู้จักกับบุคคลที่อ้างว่า สามารถระลึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชาติก่อนได้ ซึ่งเราก็ต้องขอบอกก่อนว่า เราอยากให้ทุกท่านเก็บวิจารณญาณไปยัดใส่ตู้กันเอาไว้ก่อน จากนั้นก็ทำใจเตรียมรับชม แล้วค่อยกลับมาสงสัยกันหลังคลิปจบจะดีที่สุด !



เอ็ดเวิร์ด ออสเทรียน (Edward Austrian)
WWII
Unknown Source
เอ็ดเวิร์ด ออสเทรียน เขาคือลูกชายวัย 4 ขวบของแพทริเซีย ออสเทรียน เอ็ดเวิร์ดป่วยเป็นโรคหวาดกลัวระดับโฟเบียกับสิ่งที่คนทั่วไปไม่น่าจะต้องกลัว อย่างเช่น กลัวสายฝน รวมไปถึงวันที่ไม่มีแดดออก จนนานวันผ่านไปปัญหาที่พบนี้ก็ยิ่งลุกลามไปยังร่างกายของเขา

เอ็ดเวิร์ดเริ่มมีอาการเจ็บคอจนต้องบ่นขึ้นมาบ่อย ๆ ซึ่งวลีที่เขาบ่นให้ฟังก็ไม่ใช่คำที่เด็กทั่วไปจะสรรหามาใช้ เขาพูดว่า...

“ผมโดนยิง... เจ็บ !!!”

ในที่สุดคุณแม่ก็เลยตัดสินใจขอให้เอ็ดเวิร์ดช่วยอธิบายว่าหมายถึงอะไร แล้วสิ่งที่แพทรีเซียได้รับฟังจากปากลูกชายก็ยิ่งทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจเพิ่มขึ้นมาอีก


เอ็ดเวิร์ด ออสเทรียน และคุณแม่

เอ็ดเวิร์ดเริ่มเล่าเรื่องราวความเป็นมาก่อนที่เขาจะได้เกิดเป็นเด้กชายเอ็ดเวิร์ด เขาบอกว่าทุกอย่างมันเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยเอ็ดเวิร์ดบอกว่า "เขาถูกปืนยิงเข้าที่คอจนเสียชีวิต !"

โดยก่อนที่เอ็ดเวิร์ดจะเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง แพทริเซียได้เคยพาเขาไปหาหมอที่คลินิค ซึ่งคุณหมอเองก็ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดจึงรักษาด้วยการผ่าเอาต่อมทอลซิลออก เพื่อป้องกันไม่ให้อาการดังกล่าวลุกลามใหญ่โต นั่นจึงทำให้เขาพบว่าในคอของเอ็ดเวิร์ดมีก้อนซิสต์ก้อนหนึ่ง ซึ่งคุณหมอเองก็ยังอยู่ในช่วงตัดสินใจว่าจะลงมือรักษาในรูปแบบใด

เอ็ดเวิร์ดได้เล่าชีวิตในช่วงอดีตของเขาให้กับคุณพ่อคุณแม่ฟัง จนรู้ว่าชาติก่อนเขาโดนอะไรมา และในที่สุดเจ้าก้อนซิสต์ก้อนนั้นมันก็อันตรธานหายไป ซึ่งทางคุณหมอที่ทำการรักษาก็ยืนยันว่า ก้อนซีสต์ก้อนนั้นมันหายไปเอง แต่สาเหตุที่หายก็ไม่สามารถอธิบายได้เช่นกัน

ที่มา: Riseearth และ Seektruthandwisdom/Youtube

----------
นาฬิกาของบรูซ (The Dutch Clock)

"บรูซ วิทเทีย"

บรูซ วิทเทีย ต้องพบกับความฝันซ้ำ ๆ เกี่ยวกับชายชาวยิวคนหนึ่งที่เข้ามาซ่อนตัวอยู่ในบ้าน ในความฝันเขารู้สึกว่าตนเป็นชายคนดังกล่าว โดยในความฝันเห็นเขาเข้ามาหลบซ่อนอยู่ในบ้านไม่นาน ก็ถูกเจ้าหน้าที่ของหน่วยไหนสักหน่วยจับตัวไปคุมขังที่ค่ายกักกันจนกระทั่งเสียชีวิต

โดยหลังจากความฝันจบลง บรูซก็รู้สึกไม่สบายใจและกระวนกระวายไปทุกครั้ง นั่นจึงทำให้เขาเริ่มเขียนบันทึกทุกอย่างที่เห็นในความฝันแต่ละคืนเอาไว้โดยละเอียด

จนกระทั่งคืนหนึ่งเขาก็ได้ฝันเห็นนาฬิกา ซึ่งพอตื่นขึ้นมาเขาก็รีบวาดภาพของมันเอาไว้ทันที มีอะไรบางอย่างบอกบรูซว่า เจ้านาฬิกาเรือนนั้นมันจะต้องมีเงื่อนงำอะไรแน่ ๆ นั่นจึงทำให้เขาเริ่มออกค้นหานาฬิกาเรือนนี้ ไปตามร้านขายของเก่าที่เขาพอจะสืบได้

จนกระทั่งมาถึงร้านหนึ่ง บรูซก็ได้พบนาฬิกาเรือนดังกล่าววางตั้งโชว์อยู่ ซึ่งเขาเองก็พินิจพิเคราะห์อย่างละเอียดจนมั่นใจว่า มันจะต้องเป็นนาฬิกาเรือนเดียวกันกับในฝันของเขาแน่ ๆ นั่นจึงทำให้บรูซตัดสินใจเดินเข้าไปถามพนักงานขาย ว่าทางร้านได้นาฬิกาเรือนนี้มาจากที่ไหน


แล้วคำตอบที่บรูซได้รับนั้น มันก็ทำให้เขาถึงกับอึ้งไปพักใหญ่ เพราะนาฬิกาเรือนนี้ทางร้านได้มาจากอดีตผู้การทหารเยอรมันคนหนึ่ง ที่ตอนนี้ปลดเกษียณมาอาศัยอยู่ในเนเธอแลนด์ ซึ่งมันก็ทำให้บรูซเชื่อว่า ตัวของเขาน่าจะมองเห็นอดีตชาติของตัวเองได้จากความฝันแน่ ๆ


ทางเดียวที่จะทำให้ทุกอย่างกระจ่างขึ้นมาได้ก็คือ บรูซจะต้องเข้ารับการสะกดจิตเพื่อระลึกชาติ และในขณะที่บรูซอยู่ในภวังค์เต็มที่แล้ว เขาก็ได้เล่าช่วงเวลาที่เกิดขึ้นในฝันออกมาให้เราทราบกันว่า

"เมื่อชาติก่อนเขาชื่อ สเตฟาน โฮโรวิซ เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายโทรสารชาวยิวที่กำลังถูกตามล่า ซึ่งเขาและครอบครัวก็ได้หลบซ่อนตัวอยู่ในห้องใต้หลังคาอยู่สองสัปดาห์ ก่อนที่จะถูกทางการมาจับตัวไปคุมขัง จนกระทั่งต้องเสียชีวิตไปเท่านั้นเอง"

"บรูซ วิทเทีย" เข้ารับการสะกดจิต

ซึ่งจริง ๆ รายละเอียดบางอย่างเราจำเป็นต้องตัดทิ้งออกไป เพราะเราเองก็ไม่สามารถยืนยันได้เช่นกันว่า ในช่วงภาวะถูกสะกดจิตอยู่นั้น บรูซได้เล่าสิ่งที่เคยพบเมื่อชาติก่อนจริง ๆ หรือว่ามันจะเป็นเพียงภาพความทรงจำในความฝัน ที่ได้มาจากรายการสารคดีผสมกับจินตนาการหรือเปล่า ซึ่งก็อย่างที่บอก เรายังต้องวางวิจารณญาณเอาไว้ที่เดิมกันก่อน แล้วมาดูเรื่องของรายต่อไปกันจะดีกว่า


ที่มา: Mindbodyspiritcanada และ Books.google.co.uk


----------


จอห์น ราฟาเอล (John Raphael And The Tower Tree)

ปีเตอร์ ฮิวม์ (จอห์น ราฟาเอล)
ปีเตอร์ ฮีวม์ เจ้าหน้าที่ขานแต้มเกมบิงโกจากเมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ เขาเริ่มฝันเห็นอะไรแปลก ๆ เกี่ยวกับช่วงชีวิตที่เขาไม่เคยเป็น โดยในความฝันนั้นเขากำลังปฏิบัติหน้าที่เป็นยามรักษาความปลอดภัยอยู่แถวชายแดนแห่งหนึ่งที่ติดกับสก็อตแลนด์ แถมยังรู้อีกว่าช่วงนั้นก็คือปี ค.ศ. 1646 ในความฝันเขาเป็นทหารอยู่ในกองทัพชื่อหน่วยครอมเวลล์ และชื่อ จอห์น ราฟาเอล ก็คือชื่อที่ปีเตอร์ ฮิวม์ใช้เรียกแทนตัวเองอยู่ในความฝันนั้น
นั่นจึงทำให้ปีเตอร์ตัดสินใจเดินทางไปหานักสะกดจิต ซึ่งในช่วงเวลาที่เขาตกอยู่ในภวังค์นั้น ปีเตอร์ก็เริ่มจำรายละเอียดและสถานที่ทุกอย่างชัดเจนขึ้นมา และได้ตัดสินใจเดินทางไปยังสถานที่ดังกล่าวกับน้องชายของเขา และในที่สุดเขาก็ได้พบกับสิ่งของชิ้นเล็ก ๆ ชิ้นหนึ่ง ที่น่าจะเป็นของที่อยู่มาตั้งแต่ยุคชาติก่อนของเขา ซึ่งของที่ว่านั้นก็คือเดือยรูปเกือกม้าสำหรับติดกับรองเท้าบู๊ตนั่นเอง

ปีเตอร์เข้ารับการสะกดจิต
และด้วยความช่วยเหลือจากนักประวัติศาสตร์ในเมืองคัลม์สต็อกที่อยู่ทางใต้ของประเทศอังกฤษ ปีเตอร์จึงได้รับทราบรายละเอียดเพิ่มเติม เกี่ยวกับโบสถ์แห่งหนึ่งที่เคยรู้จักในอดีตชาติ ซึ่งปีเตอร์ก็สามารถบอกได้ว่าสมัยก่อนนั้นมันเคยมีหอคอยและยังเคยมีต้นยูปลูกอยู่ในบริเวณนั้น

ซึ่งรายละเอียดนี้ทางนักประวัติศาสตร์เองก็แปลกใจว่าปีเตอร์ทราบได้อย่างไร เพราะในสมัยก่อนนั้นมีบันทึกเอาไว้ว่าที่โบสถ์แห่งนั้นเคยมีหอคอยอยู่จริง ๆ ซึ่งมันได้ถูกรื้อถอนออกไปในช่วงปี ค.ศ. 1676

"โรนัลด์ ฮัตตัน" นักประวัติศาสตร์สงครามโลก

ในบันทึกประวัติทะเบียนราษฎร์ของเมืองนี้ ก็ยังพบว่ามีคนชื่อจอห์น ราฟาเอล เคยเข้ามาทำพิธีแต่งงานกันที่โบสถ์แห่งนี้ด้วย ซึ่งเรื่องนี้มีนักประวัติศาสตร์สงครามโลกชื่อว่า โรนัลด์ ฮัตตัน ได้เข้ามาสืบสวนและสอบถามในกรณีของปีเตอร์ ฮิว์ม โดยโรนัลได้พาปีเตอร์ ไปเข้ารับการสะกดจิตระลึกชาติกันอีกครั้ง โดยครั้งนี้ปรากฏว่าปีเตอร์ไม่สามารถตอบคำถามของโรนัลด์ได้ทุกข้อ ที่จะทำให้นักประวัติศาสตร์ท่านนี้สามารถยอมรับได้ว่าปีเตอร์สามารถระลึกชาติได้จริง

ที่มา: Culmkirks.co.uk และ Ancient Yew

ซึ่งเราเองก็ต้องคิดตามกันสักนิดเหมือนกัน เพราะในช่วงยุคปี 2000 นั้น ฝรั่งเขากำลังฮิตเรื่องระลึกชาติได้จากความฝันกันเยอะมาก และก่อนที่จะเลือกเชื่อหรือไม่เชื่อนั้น เรายังอยากให้ชมเรื่องของเด็กน้อยคนนี้กันต่อ
----------
กัส เทเลอร์ (Who’s Your Grandad?)
"กัส เทเลอร์"

โดยเรื่องนี้เกิดขึ้นที่ซานฟรานซิสโกประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อ กัส เทเลอร์ หนูน้อยอายุ 1 ขวบ 6 เดือน เริ่มหัดพูดขึ้นมาได้ก็บอกกับคนในบ้านว่า เขาเคยเป็นคุณปู่ของตัวเอง ซึ่งจริง ๆ มันก็มีความเป็นไปได้ว่า เด็กเล็ก ๆ จะเกิดอาการสับสนเกี่ยวกับตัวตนและความสัมพันธ์ในครอบครัวให้ได้เห็นกันเป็นปกติ

แต่สำหรับกรณีของน้องกัสมันแปลกกว่านั้น เพราะคุณปู่ของน้องกัสได้เสียชีวิตไป ก่อนที่เขาจะได้เกิดขึ้นมาประมาณ 1 ปี และตัวของเด็กชายเองก็เชื่ออย่างสนิทใจว่าเขาเคยเป็นคุณปู่ของตัวเองมาก่อน ซึ่งเมื่อเวลาผ่านอีกไปสามปี คนในบ้านก็นำภาพถ่ายของครอบครัวในอดีตมาให้หนูน้อยดู ซึ่งก็ปรากฏว่าน้องกัสสามารถระบุว่าใครคือคุณปู่ออกี้ ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นเขามีอายุได้เพียงแค่ 4 ขวบเท่านั้น

กัสเคยเป็นคุณปู่ชาติที่แล้วครับ !
มีความลับบางอย่างที่ไม่เคยมีใครพูดให้น้องกัสฟังมาก่อน นั่นก็คือน้องสาวของคุณปู่ออกี้นั้น ถูกฆาตกรรมแล้วทิ้งร่างไว้ในอ่าวซานฟรานซิสโก ซึ่งครอบครัวของน้องกัสก็ถึงกับตะลึง เมื่อเด็กคนนี้เริ่มพูดถึงการตายของญาติผู้ใหญ่ท่านดังกล่าว และมันก็เลยทำให้ทุกคนเชื่อกันว่า บางทีน้องกัสอาจจะเป็นคุณปู่กลับมาเกิดใหม่จริง ๆ

หลังจากที่มีการสอบถามว่า แล้วคุณปู่ไปทำอีท่าไหนถึงได้กลับมาเกิดใหม่อยู่ในร่างของหลานชายคนนี้ เขาก็ให้คำตอบที่ดูจะมหัศจรรย์สำหรับเราว่า ตอนนั้นมันเป็นไปได้ที่เทวดาได้ให้ตั๋วพิเศษกับเขามาใบหนึ่ง ซึ่งมันก็น่าจะเป็นตั๋วเดินทางข้ามผ่านภพชาติจากอดีตของคุณปู่ ให้เขาลอดอุโมงค์อันดำมืดแล้วออกมาเกิดใหม่ อยู่ในร่างของหลานชายชื่อน้องกัสในชาตินี้นั่นเอง

ที่มา: Wikipedia และ Mystera Magazine

----------

อิมาด อีลาวา (The Case Of Imad Elawar)

Unknown Source

เมื่อปี ค.ศ. 1994 เด็กชายอายุ 5 ปีชาวเลบานอนชื่อ อิมาด อีลาวา เริ่มพูดจาเล่าเรื่องแปลก ๆ ให้พ่อแม่ของเขาฟังว่า จริง ๆ แล้วเขาเคยใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านที่อยู่ใกล้ ๆ กันนี้ ซึ่ง 2 คำแรกที่หนูน้อยอิมาดพูดได้ตั้งแต่เด็กนั้นก็คือ ชื่อของคนสองคนซึ่งได้แก่ จามิลเล และมาฮ์มูด โดยหนูน้อยระบุว่าพวกเขานั้นก็คือคนสำคัญที่เคยรู้จัก

พอพูดรายละเอียดออกมาได้แบบนี้ ทางพ่อแม่ของอิมาดจึงได้พาเด็กชายไปพบกับ นายแพทย์เอียน สตีเวนสัน เพื่อสืบสวนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันคืออะไรกันแน่ ซึ่งหลังจากการทดสอบจบลง อิมาดสามารถยืนยันเกี่ยวกับชาติก่อนของตัวเองได้ถึง 55 เรื่อง

นายแพทย์เอียน สตีเวนสัน
จึงทำให้ครอบครัวนี้ต้องเดินทางไปยังหมู่บ้านที่อิมาดอ้างว่าตนเองเคยมีชีวิตอยู่ ซึ่งก็แน่นอนว่าหมอเอียนเองก็ได้ตามไปพิสูจน์ความจริงนี้ด้วย ซึ่งผลก็ออกมาว่าหนูน้อยอิมาดสามารถพาไปยังบ้านที่ตัวเองอ้างว่าเคยมีชีวิตอยู่ และยังสามารถนำเรื่องในอดีตมาเล่ายืนยันให้ทุกคนได้อึ้งกันอีกถึง 13 เรื่อง

ซึ่งเราก็ขอยกตัวอย่างมาให้ทราบกันเช่น หลังจากที่คนในบ้านดังกล่าวได้นำภาพถ่ายของครอบครัวมาให้เด็กน้อยลองดู อิมาดก็จำคุณลุงในชาติก่อนของตัวเองได้ทันที และระบุชื่อของลุงคนนั้นก็คือมาฮ์มุด ส่วนชื่อจามิลเลฮ์นั้น ก็คืออดีตภรรยาในชาติก่อนของหนู่น้อยนั่นเอง  
นอกจากนี้หนูน้อยอิมาดยังสามารถจำสถานที่ที่เขาเคยเก็บปืนเอาไว้ในชาติก่อนได้ ซึ่งก็ได้คำยืนยันมาจากคนอื่น ๆ ในบ้านว่าถูกต้อง และอิมาดยังได้พูดคุยกับคนแปลกหน้าเกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิต ในช่วงที่เคยเป็นทหารในกองทัพมาด้วยกัน ซึ่งประสบการณ์ที่ว่านั้น ก็ได้รับการยืนยันว่าถูกต้องถึง 51 เรื่อง จากทั้งหมด 57 เรื่องเลยทีเดียว

ซึ่งก็ถือว่าเป็นอีกเคสที่เรียกได้ว่าน่าจะเป็นเรื่องจริงเป็นอย่างมาก แต่ทีนี้เราก็ยังมีอีกการระลึกชาติมาให้ได้รับทราบกันต่อ

ที่มา: Mindlight.info และ Criticandokardec

----------

นักบินแห่งกองทัพเรือ (The Navy Fighter Pilot)

เจมส์ เอ็ม ฮูสตัน (เจมส์ ลีนนิงเกอร์ ชาติปัจจุบัน)
ในช่วงวัยเด็กของ เจมส์ ลีนนิงเกอร์ เขาเริ่มจดจำช่วงชีวิตที่ไม่เคยเป็นมาก่อนขึ้นมาได้ ซึ่งสิ่งที่เขาจำได้นั้นคือตนเองเคยเป็นนักบินประจัญบาญของกองทัพเรือ ซึ่งก่อนที่เขาจะจำเรื่องนี้ได้ ของเล่นแบบเดียวที่เจมส์จะหยิบมาเล่นคือเครื่องบิน แต่พอจำเรื่องอดีตชาติได้ขึ้นมา เครื่องบินของเล่นก็กลายเป็นฝันร้ายขึ้นมาทันที

เพราะแทบจะทุกเช้าที่เจมส์ลืมตาตื่น เขาจะต้องเล่าฝันร้ายของตัวเองให้พ่อแม่ฟังว่า ในความฝันนั้นเขากำลังขับเครื่องบิน แถมมันยังเป็นเครื่องบินรบ ซึ่งหลังจากที่บังคับเครื่องเข้าไปยิงใส่ศัตรูพักหนึ่ง เครื่องของเขาก็ประสบอุบัติเหตุจนต้องสะดุ้งตื่นไปทุกครั้ง

และจากหนูน้อยเจมส์ที่เคยดูแต่รายการทีวีสำหรับเด็ก ก็เริ่มหันมาดูรายการเกี่ยวกับสงคราม โดยเขาบอกกับคุณแม่ว่า เครื่องบินลำในโทรทัศน์จะต้องตกแน่ ๆ และพวกเขาควรจะต้องตรวจสอบ ทั้งตัวเครื่องกับนักบินให้พร้อมก่อนขึ้นบิน ซึ่งเราก็ต้องไม่ลืมว่าสิ่งที่พูดออกมาอย่างเป็นเหตุผลแบบนี้ มันกำลังออกมาจากปากของเด็กอายุเพียง 3 ขวบเท่านั้น


เด็กชายได้เล่าให้กับคุณพ่อของเขาฟังว่า เขาเคยขึ้นบินจากเรือชื่อ "นาโทม่า" รวมไปถึงระบุชื่อของนักบินคู่หูของเขาที่ชื่อว่า แจ็ค ลาร์สัน ซึ่งเรือนาโทม่านั้นก็คือคือเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดใหญ่ที่มีอยู่จริง แถมคนที่ชื่อว่าแจ็ค ลาร์สันนั้นก็ยังคงมีชีวิตอยู่ และหนูน้อยเจมส์ยังเล่ากับคุณพ่อต่ออีกว่า เขาเสียชีวิตในช่วงที่กำลังขับเครื่องบินอยู่แถวหมู่เกาะอิโวจิมะประเทศญี่ปุ่น

เจมส์และนักบินคู่หู "แจ็ค ลาร์สัน"

ซึ่งหลังจากที่คุณพ่อของเด็กน้อยตรวจสอบแล้ว เขาก็พบว่านักบินที่เสียชีวิตไปในบริเวณนั้นมีคนหนึ่งชื่อว่า เจมส์ เอ็ม ฮูสตัน ซึ่งก็ถือว่าแปลกมากเพราะหนูน้อยเจมส์ได้วาดภาพสัญลักษณ์เขียนว่า “เจมส์ 3” เพื่อยืนยันว่าตัวเองในชาติที่แล้วก็ใช้ชื่อนี้

"เจมส์ ลีนนิงเกอร์" ในปัจจุบัน

และนั่นจึงทำให้ทั้งครอบครัวนี้ ตัดสินใจติดต่อกับน้องสาวของเจมส์ ฮูสตัน ทันที และในเวลาต่อมาน้องสาวของเจมส์ ฮูสตัน ก็ได้ส่งเหรียญตราและแบบจำลองเครื่องบินส่งกลับมาให้หนูน้อยเจมส์ พร้อมกับระบุว่า เธอได้ของเหล่านี้มาจากทางกองทัพเรือ ในช่วงหลังจากที่พี่ชายของเธอเสียชีวิตไปแล้ว

ที่มา: Itsourearthtoo.com.au
----------
รูธ ซิมมอนส์ (Ruth Simmons)

บริเดย์ เมอร์ฟี่ (รูธ ซิมมอนส์)


หนึ่งในกรณีการระลึกชาติที่โด่งดังนั้น ก็คือเรื่องราวของหญิงสาวชื่อ รูธ ซิมมอนส์ โดยในปี ค.ศ. 1952 เธอได้เข้ารับการสะกดจิตเพื่อรักษาอาการป่วยบางอย่าง โดยแพทย์เฉพาะทางชื่อ มอเรย์ เบิร์นสไตน์ ซึ่งเหตุการณ์นี้ก็ทำให้รูธ ซิมมอนส์ได้ย้อนความทรงจำกลับไปไกล ไปยังชาติที่แล้วของเธอโดยไม่ทันได้เตรียมตัว อยู่ดี ๆ รูธก็เกิดพูดภาษาไอร์แลนด์ได้ระดับเชี่ยวชาญ แถมยังจดจำรายละเอียดช่วงชีวิตของตัวเองในชาติก่อนได้

โดยเธอบอกว่าตัวเองในตอนนั้นชื่อว่า บริเดย์ เมอร์ฟี่ เคยอาศัยอยู่ในกรุงเบลฟาสต์ ประเทศไอร์แลนด์ ในช่วงยุคคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งเรื่องที่เธอเล่าออกมานั้น ก็มีไม่กี่เรื่องที่สามารถยืนยันได้ว่าเคยเกิดขึ้นจริง เพียงแต่บางสิ่งที่เธอจำได้นั้น ก็คือบุคคล 2 คน ที่เธอเคยได้ไปซื้ออาหารเมื่อชาติก่อน

ซึ่งสองคนที่ว่านั้นก็คือ จอห์น คาริแกน และฟารร์ ซึ่งมันเป็นสองชื่อที่ถูกระบุว่า พวกเขาเคยมีชีวิตอยู่จริงจากประวัติทะเบียนราษฎร์ปี ค.ศ. 1865 และ ค.ศ. 1866 ซึ่งเรื่องราวของเธอก็ได้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี ค.ศ. 1956 ในชื่อเรื่องว่า "The Search for Bridey Murphy" หรือที่แปลเป็นไทยได้ก็คือ การค้นหาบริเดย์ เมอร์ฟี่นั่นเอง

ภาพยนตร์เรื่อง "The Search for Bridey Murphy"

ที่มา: Straightdope และ Socrates.berkeley.edu

----------


หนุ่มน้อยแห่งเกาะบาร์ร่า (The Barra Boy)

"คาเมรอน แม็คคอลีย์"
คาเมรอน แม็คคอลีย์ เกิดมาเป็นประชากรของเมืองกลาสโกว ประเทศสก็อตแลนด์ ตอนที่อายุได้ 2 ขวบนั้น คาเมรอนมักจะเล่าให้คุณแม่ฟังอยู่เสมอว่า ตัวเองจริง ๆ แล้วเป็นชาวเกาะ ซึ่งเกาะที่ว่านั้นก็ชื่อว่า บาร์ร่า อยู่ทางแถบชายฝั่งตะวันตกของประเทศสก็อตแลนด์

และยังเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับม้าสีขาว กับชายหาดที่มีเครื่องบินหลายลำแวะมาลงจอด แถมยังเคยเลี้ยงสุนัขลายสีขาวดำ พร้อมกับระบุว่าเคยมีพ่อชื่อว่าเชน โรเบิร์ตสัน โดยคาเมรอนบอกว่า...
"ชาติก่อนผมเสียชีวิตจากรถยนต์ และยังได้วาดภาพบ้านสีขาวที่อยู่แถวชายหาด พร้อมกับบ่นว่าคิดถึงคุณแม่อีกคนให้คุณแม่ในปัจจุบันฟังด้วย"

คุณแม่ในชาติปัจจุบัน

และด้วยการบอกเล่าที่ดูผิดปกติอย่างมากสำหรับเด็กคนหนึ่ง มันก็ได้ทำให้คุณแม่ของคาเมรอนตัดสินใจ พาลูกของเธอไปยังเกาะบาร์ร่า ด้วยการเดินทางโดยเครื่องบิน ซึ่งพอถึงที่หมาย เครื่องบินลำดังกล่าวก็ได้ร่อนลงจอดที่ชายหาดเหมือนกับที่คาเมรอนเล่าเอาไว้ทุกประการ
ครอบครัวของหนูน้อยช่วยกันตามหาจนพบบ้านสีขาว ที่ได้รับการยืนยันว่าเจ้าของบ้านคือครอบครัวโรเบิร์ตสัน พอได้พูดคุยกับคนในบ้านดังกล่าว พวกเขาก็ได้นำภาพถ่ายครอบครัวหลายใบมาให้หนู่น้อยกับผู้ปกครองของเขาดู ซึ่งมันก็มีภาพถ่ายอยู่ใบหนึ่งที่มีสุนัขลายขาวดำ รวมถึงรถยนตร์ที่คาเมรอนบอกว่าจำได้


แต่กับสมาชิกในบ้านที่ชื่อว่าเชน ที่คาเมรอนอ้างว่าเป็นพ่อในอดีตชาตินั้น คนในครอบครัวโรเบิร์ตสัน กลับไม่มีใครเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน ซึ่งนั่นก็เป็นเพียงเรื่องเดียวจริง ๆ เพราะหลังจากที่ทุกคน ได้พาหนูน้อยเดินสำรวจไปทั่วบ้านสีขาวหลังนี้ พวกเขาก็พบว่า หนูน้อยสามารถเดินบรรยายรายละเอียดทุกสิ่งที่เขาเห็นได้อย่างถูกต้อง
จนเมื่อเขาค่อย ๆ เติบโตขึ้น ความทรงจำในอดีตชาติของคาเมรอนก็ค่อย ๆ หายไป เหลือเพียงสาเหตุการตายของเขาเท่านั้น ที่เขายังจำมันได้ดีอยู่เสมอ และก็เหมือนกับกรณีของน้องกัส เทย์เลอร์ ก็คือหนูน้อยคาเมรอนยืนยันว่า ก่อนที่เขาจะได้เข้ามาอยู่ในท้องของคุณแม่ในชาติภพปัจจุบัน เขาจำได้ว่าตัวเองตกลงไปในหลุมลึก ๆ แห่งหนึ่งมาก่อน ซึ่งเรื่องราวของหนูน้อยคาเมรอน แมคคอลีย์เรื่องนี้ ได้ถูกนำเสนอไว้ในรายการสารคดีสุดยอดการระลึกชาติ โดยโทรทัศน์ของประเทศอังกฤษมาแล้ว

ที่มา: Roy Spray/Youtube และ Pureinsight
----------

ปาร์โมด ชาร์มา (Parmod Sharma)

ภาพประกอบเท่านั้น
ปาร์โมด ชาร์มา ถือกำเนิดในประเทศอินเดียเมื่อช่วงปี ค.ศ. 1944 โดยในช่วงที่เขาอายุประมาณ 2 ปีนั้น เขาเองก็ได้เล่าเรื่องแปลก ๆ ให้คุณแม่ของเขาฟังว่า...

"เขาเคยมีภรรยาอาศัยอยู่ในเมืองโมราดาบัด ที่จะมาช่วยทำอาหารให้แทน ถ้าคุณแม่ยังคงทำอาหารที่ไม่ถูกปากแบบนี้ !"

ซึ่งเมืองโมราดาบัดที่ปาร์โมดบอกนั้น มันอยู่ห่างจากเมืองบิซอลี ที่ปาร์โมดมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันไกลถึง 145 กิโลเมตรเลยทีเดียว
จนปาร์โมดมีอายุย่างเข้าปีที่สามและสี่ เขาก็พูดถึงธุรกิจที่เคยทำชื่อ “โมฮันบราเดอร์ส” ขึ้นมาอีกเรื่อง โดยบอกว่าเขาเคยทำงานร่วมกับครอบครัวอยู่ที่นั่น ซึ่งสิ่งที่เขาขายนั้นก็คือน้ำและขนมคุกกี้ เคยมีร้านเล็ก ๆ เอาไว้ให้ทุกคนมาช่วยกันผลิตของออกมาขาย อีกทั้งยังพูดด้วยว่าตัวเองเคยเป็นพ่อค้าที่เก่งกาจ แล้วมาบ่นว่าครอบครัวปัจจุบันตอนนี้ไม่ค่อยมีจะกินเอาเสียเลย

เท่านั้นยังไม่พอ ปาร์โมดยังบอกให้พ่อแม่ของเขาเลิกทานนมเปรี้ยว และสั่งห้ามไม่ให้พวกเขาเข้ามาแตะเนื้อต้องตัว โดยให้เหตุผลว่าเขาเคยป่วยหนัก หลังจากกินนมเปรี้ยวมาแล้วเมื่อชาติก่อน และสิ่งที่ทำให้ทุกคนในบ้านต้องเป็นกังวลมากที่สุดก็คือ ปาร์โมดเกลียดการดำน้ำเล่นในอ่างน้ำ โดยบอกกับพ่อแม่ว่า เขาเคยเสียชีวิตอยู่ในอ่างอาบน้ำมาก่อน !
นั่นจึงทำให้พ่อแม่ของปาร์โมดสัญญากับเขาว่า ทุกคนจะแวะไปที่เมืองโมราดาบัดสักครั้ง ถ้าเขายอมไปเข้าโรงเรียนเหมือนกับเด็กคนอื่น ๆ และในที่สุดทุกคนก็ได้เดินทางมายังโมราดาบัด และตามหาจนพบครอบครัวที่มีชื่อว่า เมหรา ผู้เคยดำเนินธุรกิจเปิดร้านเล็ก ๆ เพื่อขายน้ำโซดาและคุกกี้
ซึ่งชื่อของร้านนี้ก็เคยใช้ชื่อว่า “โมฮานบราเดอร์ส” เคยมีผู้จัดการชื่อ ปาร์มนันด์ เมหรา ที่เสียชีวิตไปตั้งแต่ปี ค.ศ. 1943 ภายหลังจากที่ได้ทานนมเปรี้ยวแล้วล้มป่วย ด้วยอาการของโรคทางเดินอาหารกับเยื่อบุกระเพาะอักเสบ

โดยในช่วงก่อนที่เขาจะเสียชีวิตนั้น ปาร์มนันด์เคยลงไปในอ่างอาบน้ำยาสมุนไพร แล้วเกิดเสียชีวิตไปในช่วงขณะอาบน้ำอย่างกระทันหัน เหมือนกับเรื่องราวที่ปาร์โมดได้เคยเล่าเอาไว้ทุกประการ

ที่มา: Stanislavgrof และ Beliefnet

----------
สตีฟ จ็อปส์ (Steve Jobs)


โทนี่ เจียง เขาคือเจ้าหน้าที่วิศวกรซอฟท์แวร์ของบริษัทแอบเปิ้ล โทนี่ได้ส่งอีเมล์ฉบับหนึ่งไปยังกลุ่มผู้นับถือศาสนาแห่งหนึ่งในประเทศไทย ซึ่งเราเองต้องขออนุญาตปิดบังที่อยู่ปลายทางว่าเป็นที่ไหน เพื่อไม่ให้กลุ่มดังกล่าวได้รับความไม่สบายใจจะดีที่สุด
โดยจดหมายของโทนี่นั้นถามพวกเขาว่า ตอนนี้อดีตผู้ก่อตั้งบริษัทแอบเปิ้ลที่เพิ่งเสียชีวิตไป เขามีสถานะในโลกภูมิใหม่อย่างไรบ้าง ? โดยทางกลุ่มศาสนาดังกล่าว ก็ได้ให้คำตอบแก่นายโทนี่ไปว่า ตอนนี้อดีตผู้ก่อตั้งคนดังกล่าวได้เกิดใหม่ อยู่ในสถานะใหม่ที่เรียกกันว่า
"เทพบุตรภุมมะเทวาระดับกลางสายวิทยาธรกึ่งยักษ์"

อาศัยอยู่ในโลกอีกระดับที่มีมิติซ้อนทับอยู่ใกล้กับบริษัทแม่ของแอบเปิ้ล อยู่เหนือเมืองคูเปอร์ทิโน รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกานั่นเอง ซึ่งเรื่องนี้เคยโด่งดังไปทั่วโลก และน่าจะส่งผลกระทบกับกลุ่มผู้ศรัทธาเป็นจำนวนมาก ดังนั้นเนื้อหาของเรื่องนี้เราจำเป็นจะต้องปิดบังชื่อบุคคลและรายละเอียดบางอย่างที่ไม่จำเป็นเอาไว้บ้าง


โดยรายละเอียดนั้นระบุว่า ประเทศมาเลเซียก็มีกลุ่มผู้ชื่นชอบอดีตผู้ก่อตั้งท่านนี้ ได้ร่วมจัดงานเฉลิมฉลองให้กับเขากันใหญ่โต โดยในช่วงพิธีนั้นก็มีบางคนนำผลแอบเปิ้ลมากัดไปคนละหนึ่งคำจากนั้นก็พากันโยนลงไปในทะเล โดยเชื่อกันว่าการทำสิ่งนี้จะช่วยให้ผู้ที่ตายไป สามารถกลับชาติมาเกิดใหม่ได้เร็วที่สุดนั่นเอง


ซึ่งในข่าวนั้นระบุว่านายไชยบูล หรือพระธรรมชโยอดีตเจ้าอาวาสวัดธรรมกายนั้น ก็คือผู้ที่ระบุว่าตอนนี้อดีตผู้ก่อตั้งบริษัทแอบเปิ้ลท่านดังกล่าวได้เกิดใหม่เป็นเทพบุตรไปแล้วจริง ๆ โดยยังคงไว้ซึ่งบุคคลิกของผู้สนใจวิทยาการสมัยใหม่เหมือนเมื่อครั้งที่เขายังมีชีวิตอยู่


ซึ่งเรื่องนี้แม้ในภายหลังทางกลุ่มศาสนาได้ออกมาอธิบายแล้วว่า เรื่องราวทั้งหมดเป็นเพียงสิ่งที่สร้างขึ้นมา เพื่อใช้ประกอบในการเผยแผ่ธรรมและศาสนาของพวกเขา แต่ข่าวมันก็โด่งดังออกไปแล้วแบบนั้น นั่นจึงทำให้มีผู้คนมากมาย รอติดตามข้อมูลเพิ่มเติมกันต่อว่า อดีตผู้ก่อตั้งบริษัทที่เกิดใหม่ไปแล้วท่านนี้ จะติดต่อกลับมาหาพวกเขาในวันใดหรือเปล่า ?

ที่มา: Religiondispatches และ Asiancorrespondent


----------
ซึ่งเรื่องราวระลึกชาติที่เราเล่าให้ได้รับทราบไปทั้งหมดนั้นมีบางเรื่องที่ฟังแล้วน่าเชื่อ แต่บางเรื่องก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องจริง เพราะก็เป็นไปได้เหมือนกันว่า ความทรงจำในสมองของเรานั้น บางทีมันก็ไม่สามารถเชื่อถืออะไรได้มากมาย บางอย่างมันเกิดขึ้นจากความฝันที่สมองได้จดจำมาจากสิ่งแวดล้อมในช่วงที่เรากำลังตื่นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นรายการโทรทัศน์ ไปจนถึงคำบอกเล่าประสบการณ์จากคนรอบข้าง
ซึ่งทุกอย่างมันก็คงต้องอยู่ที่เราว่า จะเลือกเชื่อเรื่องราวไหนกันบ้าง แต่ที่แน่ ๆ ตอนนี้มีท่านผู้ชมท่านใดที่จำเรื่องราวแปลก ๆ จากชาติก่อนขึ้นมาได้บ้าง อย่างไรแล้วก็อย่าลืมมาเล่าให้เราได้รับทราบกันนะครับ


หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ และอย่าลืมทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี !

แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา: Listverse
แท็ก: ระลึกชาติ