ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 | เปิดปม 6 ปริศนาลึกลับจากป่าทั่วโลก ที่ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ !!!


ขึ้นชื่อว่า "ป่า" มันคือสถานที่ ๆ ธรรมชาติได้สรรสร้างเอาไว้ เหล่ามนุษย์ที่รู้เพียงว่ามันคือสถานที่ ๆ มีต้นไม้จำนวนมาก แต่น้อยคนนักที่จะสำนึกได้ว่าข้างในป่าแต่ละแห่งนั้น มันมีสิ่งลี้ลับอะไรอีกมากมายซ่อนอยู่ !


กดเพื่อดูคลิปที่นี่

มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาคุณไปพบกับเรื่องราวปริศนา สิ่งลี้ลับและเรื่องสยองขวัญที่เกิดขึ้นโดยมีผืนป่าแต่ละแห่งทั่วโลกเข้ามาเกี่ยวข้อง ว่าแต่ละแห่งนั้น... มันเคยมีอะไรเกิดขึ้นกันแน่ !?



คราเทโรคีโรดอนแห่งยุคไทรแอสสิก

ภาพจาก: Irmis and Parker 2005
ยุคไทรแอสสิก มันคือช่วงเวลาที่ถูกอ้างกันว่าเป็นยุครุ่งอรุณของพวกไดโนเสาร์ เป็นยุคเริ่มต้นของมหายุคเมโซโซอิก ที่เกิดขึ้นต่อมาจากยุคเพอร์เมียนและอยู่ก่อนยุคจูราสสิค ซึ่งถ้าเราจะมาเล่าว่าแต่ละยุคนั้นมีอะไรบ้าง มันอาจทำให้เราต้องใช้เวลากันหลายเดือน
ดังนั้นเราก็เลยจะขอสรุปเอาเพียงว่า ยุคไทรแอสสิก คือ ช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยเหล่าสัตว์ประหลาดของจริง และมันก็เป็นช่วงเวลาที่เกิดความเปลี่ยนแปลงทางด้านภูมิศาสตร์ครั้งใหญ่ มีผลทำให้วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตเดินออกจากยุคไดโนเสาร์ ก้าวเข้าสู่บรรพบุรุษของยุคจระเข้ และมันก็มีสิ่งมีชีวิตอยู่ชนิดหนึ่งที่ตอนนี้ก็ยังไม่สามารถระบุอัตลักษณ์ของมันได้ ซึ่งเรียกมันว่า คราเทโรคีโรดอน !

สันนิษฐานว่าคล้ายพันธุ์คราเทโรคีโรดอน


ปริศนาของคราเทโรคีโรดอนนั้น เกิดขึ้นหลังจากมีการสำรวจพบ "ซากฟัน" ในปี ค.ศ. 1946 ซึ่งฟันที่พบนั้นก็มีลักษณะแปลกคล้ายเปลือกหอย โดยนักชีววิทยาชื่อ เอ็ดวิน โคลเบิร์ท (เอดวิน เอช. กอลแบร์) ซึ่งตอนแรกเขาไม่ได้ข้อมูลอะไรจากมันเลย จนกระทั่งต่อมาโคลเบิร์ทก็เริ่มได้เบาะแสเพิ่มเติมจากการสำรวจพบซากฟัน ที่มีลักษณะคล้ายกันอีกชิ้นในอุทยานแห่งชาติเพทริไฟด์ หรืออุทยานแห่งชาติป่าหิน ที่อยู่ในรัฐอริโซน่าของประเทศสหรัฐ

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาโคลเบิร์ทก็ใช้ความพยายามทุกวิถีทาง เพื่อที่จะระบุรูปร่างของเจ้าสิ่งมีชีวิตชนิดนี้โดยอาศัยเพียงเศษซากฟันที่ค้นพบ จนถึงวันสุดท้ายของชีวิตในช่วงปี ค.ศ. 2001 กันเลยทีเดียว

"เอ็ดวิน โคลเบิร์ท" ค้นหาความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้

โดยสิ่งที่ค้นพบอันน้อยนิดกับฟันของคราเทโรคิโรดอนนั้น ดูไปมันก็น่าจะมีลักษณะคล้ายกับพวกไซโนดอนท์ เพียงแต่มันมีขนาดใหญ่กว่ามาก และถึงมันจะคล้ายแต่ก็ไม่มีอะไรที่บ่งบอกว่าทั้งสองชนิดนั้นมีความเกี่ยวข้องกัน ซึ่งนั่นก็รวมไปถึงลักษณะช่องปากที่แตกต่าง ไม่สามารถบอกได้ว่ามันเป็นสัตว์ตระกูลเดียวกัน
โดยสิ่งเดียวที่ทราบและสามารถยืนยันได้ตอนนี้ก็คือ คราเทโรคีโรดอนคือสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดใหญ่มาก ซึ่งเราก็คงต้องรอกันต่อไปว่า เหล่าผู้เชี่ยวชาญจะสามารถค้นหาชิ้นส่วนอื่น ๆ ของมัน เพื่อนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจในการระบุรูปร่างของมันให้เรารู้กันได้ในวันไหน ซึ่งเมื่อวันนั้นมาถึง ปริศนาของสัตว์ยุคดึกดำบรรพ์ตัวนี้ก็คงถูกเปิดเผยออกมาให้เราเห็นเป็นข่าวใหญ่อย่างแน่นอน เพียงแต่ตอนนี้เราลองมาดูปริศนาลึกลับชิ้นต่อไปกันดีกว่า


---------

ศิลาปริศนาแห่งนิวเม็กซิโก
ภาพจาก: The Mountain Voice


นักประวัติศาสตร์ชื่อ หลุยซ์ เซอร์น่า ได้เข้ามาสืบหาความจริงเกี่ยวกับ แท่งศิลาปริศนาแห่งนิวเม็กซิโก ที่อยู่ในบริเวณล็อบบี้ของโรงแรม(ไม่ขอระบุชื่อ) โดยโรงแรมแห่งนี้ตั้งอยู่ในรัฐนิวเม็กซิโกของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งสิ่งที่เขาสงสัยนั้นมันก็คือสัญลักษณ์ที่ถูกแกะสลักอยู่บนแท่งศิลาชิ้นนี้

"หลุยซ์ เซอร์น่า" ตามหาความจริง !
เซอร์น่าพยายามหาข้อมูลเพิ่มเติมจากคนงานของโรงแรม หลังจากที่ได้รับการบอกเล่าว่ามันคือของที่สร้างขึ้นมาเพื่อไว้ใช้สำหรับกำหนดพิกัดอะไรบางอย่าง แล้วเขาก็ได้เงื่อนงำเพิ่มขึ้นมาก็คือ เจ้าของโรงแรมนั้นน่าจะเป็นคนที่สามารถให้รายละเอียดทุกอย่างกับเขาได้ ซึ่งเซอร์น่านั้นก็คิดถูกจริง ๆ เพราะหลังจากที่เขาสามารถพบกับบุคคลดังกล่าว เซอร์น่าก็ได้ข้อมูลเพิ่มขึ้นมาว่าเจ้าสิ่งนี้ มันถูกพบโดยเจ้าของฟาร์มอีกแห่ง ที่อยู่ในบริเวณป่าแห่งหนึ่งในรัฐนิวเม็กซิโก ซึ่งชายคนนั้นก็ได้นำมันมาให้กับทางโรงแรมในเวลาต่อมานั่นเอง


ส่วนเรื่องราวที่ตามมาเพิ่มเติมนั้น เซอร์น่าก็ได้รีบเดินทางไปยังหน่วยดูแลป่าแห่งชาติ และพบว่าแท้ที่จริงแล้ว เจ้าแท่งศิลามันไม่ได้มีอยู่เพียงชิ้นเดียว มันมีอยู่สองชิ้น ถูกพบอยู่ในอุทยานแห่งชาติคาร์สัน โดยชิ้นที่สองนี้ มันตั้งอยู่ท่ามกลางก้อนหินอื่น ๆ ที่ทำให้พวกเจ้าหน้าที่คาดกันว่า บางทีมันคงจะเป็นแท่งป้ายหินหลุมศพของใครบางคน


เซอร์น่าเองได้ข้อมูลมาแบบนี้ก็ยิ่งติดใจสงสัย และเชื่อว่าแท่งศิลาพวกนี้มันน่าจะเป็นตัวบอกพิกัดที่ถูกใช้โดยนักสำรวจยุคโบราณ เพื่อระบุอาณาเขตที่พวกเขาครอบครองได้เสียมากกว่า ซึ่งเขาก็ยังหวังเอาไว้อีกว่า เหล่านักโบราณคดีจะสนใจในทฤษฎีที่เขาตั้งขึ้นนี้ และช่วยกันค้นหาคำตอบมาอธิบายว่าแท้ที่จริงแล้ว เจ้าแท่งศิลาทั้งสองนี้มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ทำอะไรกันแน่ !?


---------


ป่าเด็กหายในแคลิฟอร์เนีย

ภาพจาก: Unknown Source


ดิแองเจลิสเนชันแนลฟอเรสท์ (The Angeles National Forest) มันคืออุทยานแห่งชาติที่อยู่ทางตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนียประเทศสหรัฐอเมริกา จดทะเบียนตั้งแต่ปี ค.ศ. 1908 ประกอบไปด้วยพื้นที่อันรกร้างว่างเปล่ารวมกันถึง 5 แห่ง มันคือสถานที่ทางประวัติศาสตร์ของรัฐแคลิฟอร์เนีย และก็ยังเป็นสถานที่สำหรับเข้าค่ายพักแรมอันมีชื่อเสียง แต่ถึงมันจะดูเป็นสถานที่น่าอภิรมย์กันขนาดไหน มันก็ยังมีพื้นที่หลายจุดที่ถูกระบุว่ามีคนหายไปแบบไร้ร่องรอย ให้เราต้องประเมินความปลอดภัยในการท่องเที่ยวใน ดิแองเจลิสเนชันแนลฟอเรสท์ แห่งนี้กันใหม่ดีกว่า


ในปี ค.ศ. 1956 มีเด็กหญิงวัย 11 ปีคนหนึ่งชื่อ เบร็นดา ฮาเวลล์ และเพื่อนของเธอชื่อ โดนัลด์ ลี เบเกอร์ อายุ 13 ปี ได้ปั่นจักรยานเข้ามาเที่ยวเล่นแถวบริเวณซานแกเบรียลแคนยอนที่เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งนี้ พวกเธอไม่เคยกลับออกมา ! ซึ่งการออกตามหาก็พบแต่จักรยานสองคัน รวมไปถึงเสื้อแจ็คเก็ตของโดนัลเพียงเท่านั้น  


ต่อมาในปี ค.ศ. 1957 สองพี่น้องร่วมสามบานคู่หนึ่ง ก็ได้พาลูก ๆ มาไต่เขาเล่นกันในบริเวณที่ชื่อว่า "อาโรโยเซโค" และเมื่อลูกคนโตชื่อทอมมี่ บาวแมน อายุ 8 ขวบ ตัดสินใจวิ่งเล่นตรงไปตามเส้นทางในป่า เขาก็หายตัวไปจนคนที่เหลือต้องออกตามหา ซึ่งมันก็เลยกลายเป็นเรื่องเศร้าตามมา เพราะสุดท้ายทอมมี่ก็หายไปอย่างปริศนาเช่นกัน !

"ทอมมี่ บาวแมน" หนูน้อยผู้โชคร้าย


ต่อมาในปี ค.ศ. 1960 บรูซ ฮาวเวิร์ด อายุ 6 ปี ได้เดินทางมาเข้าค่ายพักแรมพร้อมกับเด็กคนอื่น ๆ อีก 80 คน ร่วมกับผู้ใหญ่อีกหลายคนในบริเวณ "ที่ราบบัคฮอร์น" ในขณะที่ทุกคนกำลังออกเดินทางไกล จนทิ้งระยะห่างจากจุดตั้งแคมป์ไปเพียงประมาณ 275 เมตร บรูซก็เกิดอาการเหนื่อยขึ้นมา ซึ่งทางหัวหน้ากลุ่มก็เลยบอกให้เขาเดินทางกลับไปรอที่แคมป์ดีกว่า
ด้วยระยะทางที่ไม่ได้ไกลอะไรมาก หัวหน้ากลุ่มจึงเลือกที่จะยืนมองดูบรูซค่อย ๆ เดินกลับไปจนถึงจุดที่พักจนแน่ใจ จากนั้นทุกคนจึงออกเดินทางกันต่อโดยไม่ได้คิดอะไร จนเวลาผ่านไปทุกคนก็กลับมายังแคมป์ และในตอนนั้นทุกคนถึงได้รู้ว่าบรูซไม่ได้กลับมาที่แคมป์อย่างที่คิด และตั้งแต่นั้นมาบรูซก็ไม่ได้กลับมาให้ใครเห็นอีกเลย !


โดยเหตุที่เกิดขึ้นนั้นก็มีการตั้งข้อสงสัยกันว่า บางทีมันอาจจะเป็นฝีมือของอาชญากรล่วงละเมิดทางเพศและลวนลามเด็กชื่อ แม็กซ์ เรย์ เอ็ดเวิร์ด โดยกลุ่มที่ตั้งข้อสงสัยนี้ได้กล่าวว่า บางทีชายคนนี้อาจมีส่วนในการหายตัวไปของเด็กบางคน ซึ่งในเวลาต่อมาแม็คก็ถูกจับกุม และสารภาพว่าเขาได้ฆาตกรรมเบร็นด้าฮาเวลล์กับโดนัล เบเกอร์จริง แต่ถึงเขาจะยอมรับผิด ทางการก็ไม่สามารถหาหลักฐานมาปรักปรำเขาในศาลได้สักที ซึ่งทางแม็กซ์เองก็เกิดความเครียดในระหว่างถูกคุมขัง จนในที่ที่สุดเขาก็ชิงฆ่าตัวตาย ปล่อยทิ้งให้คดีฆาตกรรมของเขาต้องปิดไปโดยไม่ได้รับการพิพากษา

"แม็กซ์ เรย์ เอ็ดเวิร์ด" ฆาตกรโรคจิต


---------

ซากฟอสซิลป่าในแอนตาร์กติกา

ภาพจาก: University of Wisconsin-Milwaukee

ก่อนที่โลกนี้จะมีไดโนเสาร์ มันก็น่าจะอยู่ในช่วงเวลา 260 ล้านปีก่อน ในตอนนั้นทางทวีปแอนตาร์คติกาอันหนาวเย็นก็ยังไม่ได้มีลักษณะภูมิประเทศเป็นเหมือนกับที่เราเห็นในทุกวันนี้ ที่นั่นยังคงอบอุ่นและมีต้นไม้ใบหญ้าขึ้นปกคลุมเขียวขจี โดยแนวคิดนี้ได้บอกให้เรารู้ว่าเคยมีป่าปกคลุมไปทั่วผืนแผ่นดินที่ปัจจุบันมีแต่น้ำแข็งไปแล้ว ซึ่งพอเราได้รู้แบบนั้น มันก็น่าเสียดายกับความอุดมสมบูรณ์ที่ต้องสูญเสียไปตั้งแต่ยุคบรรพกาล


ความเชื่อเรื่องยุคเพอร์เมียนไทรแอสสิกนั้น มันเกิดขึ้นมาเพราะปฎิกิริยาของก๊าซเรือนกระจก จากการระเบิดของภูเขาไฟครั้งใหญ่ในไซบีเรีย โดยผู้เชี่ยวชาญก็คาดหวังกันว่า ซากฟอสซิลของป่าแอนตาร์กติกา ที่พวกเขาเชื่อว่ามันเคยมีอยู่นั้น น่าจะยังมีหลงเหลืออยู่ให้พวกเขาได้พบเพื่อยืนยันแนวคิดนี้

ตัวอย่างซากฟอสซิลที่พบในป่าแอนตาร์กติกา



นักสำรวจและนักวิทยาศาสตร์จำนวนมาก สามารถค้นพบว่ามีฟอสซิลของพืชพันธุ์ในป่าแอนตาร์กติก้าอยู่จริงตั้งแต่ปี ค.ศ. 1910 แต่ถึงจะพบกันมานานขนาดนั้น มันก็มีปริศนาลึกลับอีกหลายอย่างที่พวกเขายังไม่สามารถหาคำตอบได้เสียที ซึ่งสิ่งที่พวกเขาไม่เข้าใจนั้นก็คือ ลักษณะของพืชในซากฟอสซิลนั้น มันกลับให้ข้อมูลว่ามีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละฤดูอย่างฉับพลัน
แล้วเหล่าต้นไม้ใบหญ้าพวกนี้มันสามารถเอาตัวรอดมาจากช่วงเวลาที่ทั้งหนาวและมืดของหน้าหนาวกันมาได้อย่างไร ? และมันสามารถปรับตัวเองให้มีชีวิตอยู่ได้ จากฤดูหนาวไปถึงฤดูร้อนที่มาแบบกระทันหันได้อย่างไร ? ซึ่งก็มีการตั้งทฤษฎีเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้บ้างเหมือนกันอย่างเช่น บางทีพืชเหล่านี้อาจจะสามารถปรับตัวให้อยู่ในสภาวะจำศีลในช่วงหน้าหนาว และกลับมาเจริญเติบโตต่อไปในช่วงหน้าร้อนก็เป็นไปได้


เพียงแต่การวิจัยในเรื่องนี้ก็ยังคงดำเนินต่อไป อย่างน้อยก็จนกว่าจะถึงปี ค.ศ. 2018 พวกเขาถึงจะหยุดการหาคำตอบในเรื่องนี้


---------

หินปริศนาในป่าโพคายนี่

ภาพจาก: www.latvia.travel

ป่าโพคายนี่ของประเทศลัตเวีย ป่าที่เต็มไปด้วยเรื่องลี้ลับมากมาย โดยมีอยู่ตำนานหนึ่งพูดถึงเรื่องราวของคนโบราณที่เข้ามายังป่าแห่งนี้ พวกเขาไม่ได้แค่เข้ามาแล้วก็กลับออกไปตามที่ควร แต่กลับนำก้อนหินจำนวนมากมายมากองรวมกันเป็นหย่อม ๆ ซึ่งก้อนหินทั้งหมดก็ไม่ได้เป็นของที่อยู่ในป่าแห่งนี้แต่อย่างใด พวกเขาแบกมันมาจากที่ไหนสักแห่งเพื่อเอามากองไว้
ซึ่งนักโบราณคดีคาดกันว่า "ก้อนหินแต่ละก้อนก็คือตัวแทนของบาปกรรม ที่เหล่าคนโบราณแถวนั้นได้เคยก่อเอาไว้ !" การนำมาวางไว้ในป่า ก็คือการนำบาปกรรมเหล่านั้นมาทิ้ง ซึ่งพอคาดกันไปแบบนั้น นักโบราณคดีก็ยิ่งไม่เข้าใจว่าพวกเขานำก้อนหินเหล่านี้มาจากไหน แล้วปริมาณเยอะแยะขนาดนี้ มันหมายความว่าพวกเขาต้องไปทำอะไรไม่ดีเอาไว้มากมายกันหรือเปล่า ?



กองก้อนหินจำนวนมากมายเหล่านี้ หลังจากทำการนับแล้วก็พบว่า มันมีจำนวนมากมายถึงประมาณ 30 กอง ซึ่งคนยุคปัจจุบันบางคนต่างก็ล่ำลือกันไปว่า พวกมันมีอำนาจในการฟื้นพลังชีวิตให้กับใครก็ตาม ที่ได้มีโอกาสเข้าไปสัมผัสความอบอุ่นจากมัน ซึ่งก็แน่นอนว่าหลังจากที่ข่าวลือแพร่สะพัดออกไป ก็มีผู้คนมากมายคิดอยากจะเดินทางมาที่นี่ เพื่อจะได้นำก้อนหินสักก้อนกลับไปใช้บำบัดส่วนตัวกันที่บ้านสักหน่อย ซึ่งก็ต้องขอแสดงความเสียใจกับคนเหล่านี้ด้วย เพราะชาวท้องถิ่นได้ยื่นคำขาดกันไว้แล้วว่า ได้โปรดอย่าทำแบบนั้น เพราะถ้าไม่เชื่อกันระวังจะได้พบกับเรื่องเลวร้ายกันไปตลอดชีวิต !


ในส่วนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพลังความร้อนที่แผ่ออกมาจากหิน ทั้ง ๆ ที่มันอยู่บริเวณแสงแดดส่องเข้ามาได้ไม่มากนั้น ก็เป็นเพราะพลังงานความร้อนดังกล่าวได้ถูกถ่ายทอดผ่านต้นสนโบราณต้นหนึ่ง โดยต้นสนต้นนี้ก็มีความร้อนแผ่ออกมาสูงกว่าต้นอื่น ๆ ที่อยู่บริเวณโดยรอบเช่นกัน ซึ่งพอมีการเปิดเผยเรื่องนี้ขึ้นมา พวกชาวบ้านก็ยิ่งมีเรื่องเล่าออกมากันอีกเรื่องว่า บางทีในป่าโพคายนี่แห่งนี้อาจจะมีประตูมิติที่ไปสู่จักรวาลคู่ขนานอีกแห่ง !

---------


การหายตัวไปของลารส์ มิตแทงค์



เดือนช่วงเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2014 ที่ผ่านมา ลารส์ มิตแทงค์ ชายชาวเยอรมณีวัย 28 ปีและเพื่อน ได้นั่งเครื่องบินมายังประเทศบัลเกเรีย เพื่อจะใช้ชีวิตในช่วงวันหยุดที่หาดโกลเด้นแซนด์ โดยในช่วงเวลาดังกล่าวลารส์ที่กำลังดูฟุตบอลชายหาดอยู่ดี ๆ ก็เกิดไปมีปากเสียงกับคนท้องถิ่นขึ้นมา ซึ่งผลของการทะเลาะกันครั้งนี้ก็จบลงที่เขาได้รับบาดเจ็บที่หูไปโดยปริยาย

หลังจากที่คุณหมอแนะนำให้เขาเลื่อนกำหนดการเดินทางกลับออกไปสองวันเพื่อรักษาตัว ลารส์ก็ตัดสินใจที่จะพักอยู่ในบัลแกเรียต่อ เพื่อจะได้บำบัดรักษาให้หายดีก่อนไปขึ้นเครื่องกลับบ้าน นั่นจึงทำให้เขาบอกกับเพื่อนให้กลับไปก่อน ส่วนตัวเองก็ได้ไปเช่าห้องพักโรงแรมที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลจากสนามบินนัก ซึ่งมิตแทงค์ก็ได้เข้าพักในโรงแรมดังกล่าวอยู่เพียงคืนเดียว และได้ส่งข้อความหาคุณแม่บอกให้ช่วยยกเลิกบัตรเครดิตของเขา และหลังจากนั้นลารส์ก็พยายามหลบซ่อนตัวจากกลุ่มชายลึกลับ 4 คน ที่เคยได้เข้ามาสอบถามเกี่ยวกับยาที่เขาใช้รักษาอาการบาดเจ็บ


คลิปสุดท้ายของ "ลารส์ มิตแทงค์"


โดยในวันต่อมาลารส์ก็ได้กลับไปยังคลีนิค แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้พบกับคุณหมอ อยู่ดี ๆ ลารส์ก็รีบผลุนผลันวิ่งออกไปเสียดื้อ ๆ โดยเขารีบวิ่งไปยังสนามบินและก็หายไปจากกล้อง CCTV ที่วางไว้ทั่วบริเวณ โดยภาพสุดท้ายจากกล้องรักษาความปลอดภัยนั้น แสดงให้เห็นว่าชายหนุ่มคนนี้ กระโดดปีนข้ามรั้วของสนามบินแล้ววิ่งหายเข้าไปในป่า และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็ไม่มีใครได้พบกับลารส์ มิตแทงค์อีกเลย !

---------

แอนตัน พิลิพา

ภาพจาก: News Cult

แอนตัน พิลิพา เขาหายตัวไปจากเมืองโทรอนโตประเทศคานาดาในปี ค.ศ. 2012 โดยช่วงเวลาก่อนที่จะหายตัวไปไม่นาน เคยมีผู้พบว่าชายคนนี้ถูกควบคุมตัวไปขึ้นศาลข้อหาทำร้ายร่างกายและพกพาอาวุธปืน และถ้าสืบย้อนกลับไปแอนตันก็เคยมีประวัติไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ เขาเคยได้รับการบำบัดรักษาอาการจิตเภท ซึ่งเราเองก็ไม่ทราบว่ามันจะเกี่ยวข้องอะไรกับการหายตัวไปครั้งนี้หรือเปล่า ?


แต่อย่างไรก็ดีในช่วงต้นปี ค.ศ. 2017 ที่ผ่านมา มีผู้พบชายคนนี้กำลังเดินไปมาอยู่แถว ๆ เมืองมาเนาส์ โดยระบุว่าพบเขาอยู่ในป่าอาเมซอนของประเทศบราซิล ซึ่งก็ถือว่ามันเป็นเรื่องเหลือเชื่อเป็นอย่างมาก เพราะเขาสามารถเดินทางข้ามเส้นพรมแดนกว่า 10 แห่ง โดยไม่มีเอกสารการระบุตัวตนอะไรเลย และในเวลาต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจก็นำตัวเขากลับไปส่งที่โรงพยาบาล ซึ่งก็อยู่ที่นี่ได้เพียงไม่นานแอนตันก็หลบหนีหายตัวเข้าไปในป่าอีกครั้ง แล้วต่อมาเขาก็ถูกพบตัวซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ได้พาเขากลับออกมาจากป่าอีก ซึ่งครั้งหลังนี้ก็ได้ทางครอบครัวของแอนตันเอง ที่บอกว่าพวกเขาได้รับแจ้งการพบเจอผ่านทางโซเชียลมีเดีย


ซึ่งเรื่องนี้มันก็มีปริศนาให้เราได้ขบคิดกันว่า แอนตัน พิลิพาคนนี้ สามารถดูแลตัวเองให้อยู่รอดปลอดภัย จากการเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในป่าอย่างไรถึงหลายครั้งหลายหน แถมยังรอดออกมาได้แบบมีคนไปพบ และที่แน่ ๆ เขาคิดอะไรถึงได้หายตัวเข้าไปในป่าแบบนั้นตั้งแต่แรก !?

---------

ต้นไม้สวัสดิกะในเยอรมนี

ภาพจาก: AtomicFact/Twitter
ในปี ค.ศ. 1992 พนักงานฝึกหัดจากบริษัทรับจัดสวนแห่งหนึ่งของประเทศเยอรมนี ได้ถ่ายภาพพื้นดินจากทางอากาศเอาไว้จำนวนหลายใบ ซึ่งหลังจากที่นำภาพกลับมาดู เขาก็พบว่าในภาพจำนวนหนึ่งนั้น มีอะไรบางอย่างแปลก ๆ ที่ไม่ใช่ว่าจะพบกันได้ง่าย ๆ โดยจุดดังกล่าวอยู่ทางตอนเหนือของย่านเซอร์นิโคว (Zernikow) ตำบลอุคามาร์ค (Uckermark) รัฐบรันเดนบวร์ก โดยภาพนี้เห็นได้ชัดเจนว่าต้นสนหย่อมหนึ่งมีลักษณะผิดปกติออกไปจากจุดอื่น ๆ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าทำไมพวกมันถึงได้เรียงตัวคล้ายเครื่องหมาย สวัสดิกะ ของลัทธินาซีได้ชัดเจนเช่นนั้น


โดยสีที่เราเห็นแปลกออกไปนี้ มันก็เป็นเพียงสิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นได้ทั่วไปตอนช่วงฤดูใบไม้ร่วง แต่กับลักษณะที่ทำให้เราเห็นก็นึกถึงเครื่องหมายของนาซีอยู่กลางป่า ถือเป็นปริศนาที่ต้องหาคำตอบให้ได้ เพราะมันก็มีความเป็นไปได้สูงว่าต้นสนเหล่านี้ถูกปลูกเอาไว้ตั้งแต่ช่วงยุคปี ค.ศ. 1938 ที่ตอนนั้นฮิตเลอร์ยังคงเรืองอำนาจอยู่ในเยอรมันก็เป็นไปได้ !



มีผู้ตั้งข้อสังเกตกันว่า ต้นไม้สวัสดิกะกลุ่มนี้อาจจะถูกปลูกขึ้นมาเพื่อใช้เป็นของขวัญวันเกิดแก่ฮิตเลอร์ หรือไม่ก็ปลูกขึ้นมาโดยคนท้องที่เซอร์นิโคว เพื่อโชว์ความสามารถในการตัดแต่งพันธุกรรม และก็มีบางคนคาดว่าเจ้าต้นสนลายสวัสดิกะที่เห็น ถูกสร้างขึ้นเพื่อแสดงความจงรักภักดีต่ออดีตผู้นำเผด็จการ หลังจากที่เขาจับตัวชาวบ้านไปกักขังยังค่ายกักกันแห่งหนึ่ง โดยในปัจจุบันก็ยังไม่มีใครสามารถให้คำตอบที่ดีที่สุดกันเลยว่า ต้นสนพวกนี้มันคืออะไรกันแน่ ? นอกจากความจริงเดียวที่น่าจะยืนยันได้ก็คือ มันเป็นสิ่งที่มนุษย์ผู้สร้างขึ้นมาแน่ๆ !


ในเวลาต่อมาต้นสนสวัสดิกะนี้ก็ถูกรื้อทำลายไปในช่วงหลังปี ค.ศ. 1995 โดยทางการตัดสินใจสั่งรื้อถอนต้นไม้ทั้งหมด แต่ถึงจะทำกันไปจนเรียบร้อยดีแล้ว เหล่าต้นสนที่งอกขึ้นมาใหม่ก็ยังคงผลัดใบออกมาเป็นรูปร่างสวัสดิกะเหมือนเดิมอยู่ดี และนั่นจึงทำให้ในเวลาต่อมาทางรัฐบาลจึงได้ให้เจ้าหน้าที่และชาวบ้าน มาช่วยกันตัดรากถอนโคนกันอีกรอบ ซึ่งเราเองก็ต้องรอดูกันต่อไปว่า ในอนาคตต้นสนพวกนี้จะกลับงอกขึ้นมาเป็นรูปสวัสดิกะเหมือนเดิมอีกหรือไม่


---------


ซากโบราณสถานเกดี


ภาพจาก: The Daily Beast

ซากโบราณสถานเกดี ถูกพบอยู่ในป่าลึกแห่งหนึ่งของประเทศเคนยาที่อยู่ใกล้กับมหาสมุทรอินเดีย สถานที่แห่งนี้มีบางคนเชื่อกันว่ามันถูกทิ้งร้าง เพราะประชากรของที่นี่เริ่มเข้าถึงอารยธรรมสมัยใหม่ นั่นจึงทำให้พวกเขาค่อย ๆ อพยพออกไปใช้ชีวิตแบบคนเมืองกันเรื่อย ๆ ซึ่งสิ่งที่ยืนยันในแนวคิดนี้ก็คือ ห้องน้ำ เพราะที่แห่งนี้มีการใช้โถส้วมกันแล้ว อีกทั้งยังมีีร่องรอยของแหล่งน้ำและถนนที่ถูกสร้างอยู่ในเมือง ซึ่งน่าจะเป็นช่วงระยะเวลาที่มีผู้คนอาศัยอยู่กันมาตั้งแต่ช่วงยุคคริสต์ศตวรรษที่ 13

หลาย ๆ สิ่งที่พบในซากเมืองแห่งนี้บอกให้เรารู้ได้ว่า กลุ่มประชากรหลักที่เคยอาศัยอยู่ที่นี่ก็คือชาวมุสลิม และนอกจากนี้ก็น่าจะยังมีชาวจีนกับชนชาติอื่น ๆ เคยอาศัยอยู่ที่นี่ด้วย โดยหลังจากเกิดเหตุบางอย่างที่ไม่คาดคิด มันก็ทำให้เมืองทั้งเมืองถูกทิ้งร้างไปในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 ซึ่งถ้าไม่นับแนวคิดที่มีนักโบราณคดีเดาเอาไว้ในตอนต้น ก็เรียกได้ว่ายังไม่มีอะไรที่บอกเราได้เลยว่า พวกเขาอพยพออกจากเมืองนี้ไปด้วยสาเหตุใดกันแน่ ?

ภาพจาก: Swahili.hypotheses.org

พอเป็นแบบนั้นก็เลยเกิดทฤษฎีขึ้นมาเพื่ออธิบายกันว่า บางทีเมืองนี้อาจถูกรุกรานโดยข้าศึก ซึ่งพวกเขาเองก็ไม่สามารถระบุได้เช่นกันว่าข้าศึกที่ว่านั้นคือพวกไหน บางท่านก็คิดว่าชาวเมืองเกดีอาจจะประสบกับสภาวะขาดแคลนน้ำและอาหาร จนในที่สุดก็จำเป็นจะต้องอพยพทิ้งบ้านเมืองไปหรือเปล่า ? แต่ทุกอย่างมันก็ล้วนแต่เป็นการคาดเดาทั้งสิ้น จนกว่าจะมีใครค้นหาบันทึกหรือเอกสารสักฉบับพบ เพื่อยืนยันสมมติฐานเหล่านี้กันสักวันเพียงเท่านั้น

---------

การหายตัวไปของโรซาลินด์ บอลิงกัล


ภาพจาก: Unknown Source

เมื่อปี ค.ศ. 1969 โรซาลินด์ บอลิงกัล เด็กสาวผมแดงฮิปปี้สัญชาติแอฟริกาใต้ อายุ 20 ปี ได้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวการ์เดนเราท์แห่งนี้ มันคือสวนพฤกษาทะเลทราย กินพื้นที่กว่า 300 ตารางกิโลเมตร มันอยู่ทางตะวันตกของจังหวัดคาเปประเทศอัฟริกาใต้

ภาพจาก: Paul Venter
โรซาลินด์กับเพื่อนอีก 2 คน ได้ตัดสินใจที่จะพักผ่อนในช่วงวันหยุดยาวกันที่นี่ ซึ่งมีข้อมูลรายงานเพิ่มเติมว่าจริง ๆ แล้ว พวกเธอใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการเสพสุราและยาเสพติดในสถานที่ ๆ เรียกว่า "ซูก้าเฮาส์" ซึ่งสิ่งนี้ก็อาจเป็นสาเหตุของเรื่องราวที่ทำให้เธอตัดสินใจออกไปเดินเล่นยังบริเวณใกล้กับป่าคนิสน่า โดยเธอได้นำคัมภีร์ไบเบิ้ลติดมือไปด้วยหนึ่งเล่ม ซึ่งหลังจากที่เธอออกไปก็ไม่มีใครได้พบเห็นโรซาลินด์กันอีกเลย


จนเวลาผ่านไป 24 ชั่วโมง ในช่วงที่ยังไม่มีใครนำเรื่องคนหายไปบอกกับเจ้าหน้าที่ ตอนนั้นก็เกิดฝนฟ้าคะนองอย่างหนัก จึงทำให้เส้นทางที่เธออาจจะทิ้งร่องรอยไว้ได้ถูกน้ำฝนชะล้างออกไป ซึ่งนั่นก็ยิ่งทำให้การตามหาตัวโรซาลินด์เป็นไปได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ และแทนที่จะมีแต่คนช่วยกันตามหาเธอ ก็ยังมีบางคนคิดทฤษฎีมาอธิบายการหายไปครั้งนี้ว่า บางทีโรซาลินด์อาจจะออกไปทำกิจกรรมเกี่ยวกับลัทธิหรือเปล่า ? เพราะมีบางคนบอกว่าจริง ๆ แล้ว โรซาลินด์เป็นส่วนหนึ่งของลัทธิที่ใช้ชื่อว่า "เดอะคอสมิคบัตเตอร์ฟลาย"
นั่นก็คือสาเหตุที่ทำให้เธอเดินทางมาปาร์ตี้ยาเสพติดกันอยู่ที่นี่ จนสุดท้ายเธอก็เลยหายสาปสูญไปแบบไร้ร่องรอย เพราะการออกไปเดินป่าช่วงเวลาที่กำลังเมายานั้น มันสามารถทำให้เธอหลงทางออกไปได้แบบคิดไม่ถึง และก็มีบางส่วนเชื่อว่าเธออาจจะประสบกับอุบัติเหตุ หรือไม่ก็ถูกสังหารโดยสมาชิกของลัทธิคนอื่น ๆ ก็เป็นได้เช่นกัน


และก็ยังมีข่าวลืออื่น ๆ ออกมาอย่างเช่น บางทีโรซาลินด์อาจจะแอบหนีออกนอกประเทศ พวกเขาร่ำลือกันว่ามีคนพบเห็นเธออยู่ตามที่ต่าง ๆ บนโลกใบนี้ โดยมีคนท้องถิ่นของที่ต่าง ๆ เป็นผู้ให้ข้อมูลบอกมา ซึ่งเรื่องนี้มันก็น่าจะเป็นเพียงแค่ข่าวลือ เพราะในความเป็นจริงที่เกิดขึ้นนั้นก็คือ ไม่มีใครพบเห็นเธออีกเลยตั้งแต่วันนั้น ไม่มีใครพบร่องรอยอะไรหรือแม้กระทั่งร่างไร้วิญญาณของเธอ


ซึ่งเรื่องราวที่เรานำเสนอไปทั้งหมดนั้น มันก็ถือเป็นเพียงเศษเสี้ยวของเรื่องลี้ลับที่เกิดขึ้นกับป่าทั้งหมด ซึ่งมิติที่ 6 เองก็อยากให้ท่านผู้ชมตระหนักว่า แม้ในป่าจะมีเรื่องลี้ลับมากมาย และมันก็ไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยสำหรับให้ใครเข้าไปเดินเล่น
แต่ก็ถือเป็นสถานที่ ๆ สมควรจะอนุรักษ์ให้มีอยู่เอาไว้ เพราะธรรมชาติไม่สมควรถูกใครทำลาย ซึ่งสุดท้ายถ้ามันหายไปจากโลกใบนี้วันใด เราก็อาจไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างสุขสบายได้เหมือนในทุกวันนี้ !

"อิอิ"


หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ และอย่าลืมทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี !

แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา: Listverse

แท็ก: ปริศนาลึกลับจากป่า