ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันศุกร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 | MR. WIDEMOUTH ตัวประหลาดปริศนาในห้องนอน !!!




มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ ในวันศุกร์สะดวกสัปดาห์นี้ เราจะพาคุณไปรู้จักเรื่องราวของมัน "Mr.Widemouth" ว่าเรื่องราวนี้... มันคืออะไรกันแน่ !!!
ตอนช่วงที่ผมยังเป็นเด็ก ครอบครัวของผมชอบไปเล่นน้ำกันที่แม่น้ำแห่งหนึ่ง ซึ่งผมเองก็จำไม่ได้ว่าเป็นจุดไหน เพราะพวกเราไม่ได้เล่นกันเป็นที่เป็นทางเอาเสียเลย
โดยในส่วนที่จำได้ก็เป็นช่วงตอนที่ผมอายุ 8 ขวบ ตอนนั้นพวกเราอาศัยอยู่กันที่โรดไอร์แลนด์ แล้วก็อยู่ที่นี่กันมาจนถึงช่วงที่ผมไปเรียนวิทยาลัยในรัฐโคโลราโดสปริงส์ ความทรงจำส่วนใหญ่ของผมก็เลยเริ่มต้นที่โรดไอร์แลนด์นั่นเอง ซึ่งก็มีบางส่วนจากความทรงจำของผม ที่บอกให้รู้ว่าพวกเราเคยอยู่ในบ้านหลาย ๆ แห่ง ก่อนที่จะเริ่มจำความได้เหมือนกัน


ความทรงจำที่ว่ามันก็ไม่ค่อยชัดเจน แถมยังจับต้นชนปลายอะไรไม่ได้ อย่างเช่นช่วงที่ผมวิ่งไล่จับกับเด็กอีกคนในสวนหลังบ้านที่นอร์ธคาโรไลนา ความพยายามจะสร้างแพเพื่อนำไปลอยเล่นในน้ำ ที่อยู่หลังอพาร์เมนท์ในเพ็นซิลเวเนีย และก็ยังมีเรื่องอื่นอีกหลายเรื่องด้วย
แต่มันก็มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ยังคงติดตรึงอยู่ในความทรงจำของผมตลอดมา มันชัดเจนราวกับว่า พวกเขาเพิ่งทำมันกันไปเมื่อวานก็ไม่ปาน ซึ่งผมเองก็ค่อนข้างจะสนใจความทรงจำตรงนี้ เพราะมันให้ความรู้สึกเหมือนกับความฝัน ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผมกำลังป่วยหนักอย่างยาวนานในช่วงฤดูใบไม้ผลิ แต่ถึงจะเหมือนฝันไป ในใจของผมกลับบอกในสิ่งที่ตรงกันข้ามว่า ทุกอย่างในตอนนั้นมันเคยเกิดขึ้นมาแล้วจริง ๆ


พวกเราอาศัยอยู่ในบ้านหลังหนึ่ง ที่อยู่ห่างออกไปนอกเขตตัวเมืองนิววินยาร์ดของรัฐเมน ที่แห่งนี้มีคนอาศัยอยู่ร่วมกันประมาณ 643 คน ส่วนเรื่องบ้านก็ถือเป็นบ้านที่ค่อนข้างใหญ่สำหรับ 3 ครอบครัว ทุกห้องมีเบอร์ติดเอาไว้ แต่ผมไม่ได้สังเกตเห็นจนเรามาอยู่กันไปแล้วตั้ง 5 เดือน และบ้านหลังนี้ก็เป็นเพียงหลังเดียวที่มีร้านตลาดอยู่ใกล้ ๆ ในช่วงยุคสมัยนั้น และมันก็ใช้เวลาเพียงชั่วโมงเดียวสำหรับการเดินทางไปที่ทำงานของคุณพ่อ


หลังวันเกิดอายุ 5 ปีของผมตอนนั้น ผมตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการไข้ขึ้นสูง คุณหมอบอกว่าผมน่าจะป่วยเพราะติดเชื้ออะไรบางอย่าง นั่นมันก็เลยหมายความได้ว่า ผมจะไม่ได้รับสิทธิ์ให้ออกไปเล่นซนข้างนอกถึง 3 สัปดาห์ และมันก็เลยกลายเป็นช่วงเวลาอันแสนทรมาน กับการที่ต้องนอนติดอยู่กับเตียงตลอดเวลาแบบนั้น
ครอบครัวของเราก็กำลังเตรียมการจะย้ายบ้านไปอยู่ที่เพ็นซิลเวเนีย แม่ของผมท่านก็เอาแต่ป้อนขิงผงสำเร็จรูป และหนังสืออ่านเล่นให้กับผมทั้งวัน ซึ่งก็ถือเป็นงานหลักของผมก่อนที่จะได้กลับมาสนุกสนานในสองสามสัปดาห์ต่อมา แต่ตอนนี้ความน่าเบื่อมันรุมล้อมรอบตัวผมไปหมด ซึ่งผมก็ทำได้แค่เพียงเฝ้ารอวันที่ตัวเองจะได้หายป่วย แต่นอกจากทุกสิ่งที่ผมต้องทนกันในตอนนี้ มันยังมีอะไรบางอย่างที่เข้ามาปนอยู่ในความทรมานของผมครั้งนี้ด้วย


ผมจำไม่ได้จริง ๆ ว่าตัวเองไปเจอเจ้ามิสเตอร์ไวด์เมาธ์ได้ยังไง ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นช่วงประมาณหนึ่งสัปดาห์ หลังจากที่รู้ว่าตัวเองป่วยเป็นไข้ติดเชื้อ ความทรงจำแรกที่นึกออกนั้น ก็คือร่างสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ที่ผมถามเขาว่าชื่ออะไร ? เขาก็ให้ผมเรียกเขาว่า "มิสเตอร์ไวด์เมาธ์"


Mr.  Widemouth: "แอ่แฮ้ !"

ซึ่งมันก็อาจจะเป็นเพราะปากของเขากว้างมากหรือเปล่านะ จริง ๆ แล้วทุกสิ่งที่ประทับอยู่บนตัวของเขา มันก็ดูใหญ่เกินสัดส่วนที่ควรจะเป็น ทั้งศีรษะ ดวงตา ใบหูที่บิดเบี้ยว แต่ที่ชัดเจนมากที่สุดก็คือ "ปากของเขาดูจะกว้างใหญ่" กว่าทุกอย่างที่เห็นเลย


ผมพูดขึ้นในขณะที่เขากำลังพลิกหน้าหนังสือของผมอยู่ว่า...
“นายดูเหมือนตัวเฟอร์บี้เลยนะ !”
มิสเตอร์ไวด์เมาธ์หยุดดูแล้วหันมามองหน้าผมด้วยสายตาอันสงสัยแล้วถามว่า...
“เฟอร์บี้ ? อะไรคือเฟอร์บี้ ?”
ผมยักไหล่แล้วตอบกลับไปว่า...
“นายต้องรู้จักสิ ของเล่นไง หุ่นตัวเล็ก ๆ ที่มีหูใหญ่ ๆ นายสามารถเลี้ยงและให้อาหารมันได้เหมือนกับสัตว์จริง ๆ”
มิสเตอร์ไวด์เมาธ์ถึงกับอุทาน และกลับไปทำกิจกรรมของเขาต่อ จากนั้นก็พูดขึ้นว่า...
“นายไม่ต้องการมันหรอก พวกมันไม่มีทางเป็นเพื่อนจริง ๆ ได้อยู่แล้ว”
ผมจำได้เสมอว่ามิสเตอร์ไวด์เมาธ์ จะหายไปทุกครั้งที่คุณแม่เข้ามาตรวจอาการของผม ซึ่งเขาก็บอกผมทีหลังว่า ตอนนั้นเขาแอบนอนอยู่ที่ใต้เตียง เพราะเขาเองก็ไม่อยากให้พ่อแม่ของผมมองเห็น ไม่งั้นก็จะไม่ได้กลับมาเล่นด้วยกันอีกแน่ ๆ


ช่วงสองสามวันแรกนั้น พวกเราก็ยังไม่ค่อยได้ทำอะไรด้วยกันมากสักเท่าไหร่ มิสเตอร์ไวด์เมาธ์เข้ามาดูแต่หนังสือ ซึ่งเขาคงชอบเนื้อเรื่องและภาพที่อยู่ในเล่มกระมัง หลังจากนั้นในเช้าวันที่ 3 หรือ 4 นี่แหละ พอเราพบกันแล้ว เขาจึงเริ่มพูดทักทายผมด้วยรอยยิ้มอันกว้างใหญ่เต็มใบหน้า วันนั้นเขาพูดว่า...
“ฉันมีเกมใหม่ที่เราจะเล่นด้วยกันได้” 
“เราจะต้องรอจนกว่าคุณแม่เข้ามาเยี่ยมนายจนเสร็จ เธอจะต้องไม่เห็นพวกเราเล่นเกมนี้ด้วยกัน เพราะมันเป็นความลับ”
จนกระทั่งคุณแม่ของผมส่งหนังสือและโซดามาวางเอาไว้ให้แล้วเดินออกไป มิสเตอร์ไวด์เมาธ์จึงค่อย ๆ ไถลตัวออกมาจากใต้เตียง ดึงมือผมแล้วบอกว่า
“พวกเราจะต้องไปที่ห้องตรงสุดทางเดินตรงนั้น”
ซึ่งผมเองก็ปฏิเสธไปในตอนแรก เพราะมันคงจะไม่ดีแน่ ๆ ถ้าผมหายตัวไปจากที่นอนโดยไม่ได้ขออนุญาตพวกท่านเสียก่อน แต่มิสเตอร์ไวด์เมาธ์ก็ยังคงคะยั้นคะยอจนกระทั้งผมยอมเข้าไปจนได้


ในห้องปริศนาที่ว่านี้มันไม่มีอะไรเลย ไม่มีทั้งเฟอร์นิเจอร์และภาพติดฝาผนัง จะมีก็แต่หน้าต่างหนึ่งบานอยู่ฝั่งตรงข้ามกับประตูที่เป็นลักษณะเด่น มิสเตอร์ไวด์เมาธ์กระโจนเข้าไปในห้อง แล้วผลักหน้าต่างให้เปิดออกอย่างแรง จากนั้นเขาก็กวักมือเรียก บอกให้ผมลองมองออกไปที่พื้นดินข้างล่าง


บ้านหลังนี้ของเรามีอยู่สองชั้น มันตั้งอยู่ที่ชายเขา และจากชั้นสองเราสามารถกระโดดออกไปได้ไม่ยากนัก
มิสเตอร์ไวด์เมาธ์พูด...
“ฉันชอบเล่นที่ตรงนั้น” 
“ฉันรับรองเลยว่า ที่ข้างล่างนั่นจะมีตาข่ายทรัมโพลินนุ่ม ๆ ขนาดใหญ่รออยู่ ฉันเคยกระโดดมาแล้ว ซึ่งถ้านายทิ้งตัวลงไปแรงพอ นายก็จะกระเด้งลอยขึ้นมาเหมือนกับขนนกเลยล่ะ ฉันอยากให้นายลองดู”
ตอนนั้นผมอายุ 5 ขวบ และกำลังเป็นไข้ขึ้นสูง ดังนั้นสิ่งเดียวที่จะไขข้อสงสัย ที่พุ่งเข้ามาในความคิดตัวเองได้ก็คือ ผมควรจะลองมองลงไปให้เห็นได้ไกลที่สุด ซึ่งผมก็บอกกับมิสเตอร์ไวด์เมาธ์ไปว่า
“มันคงสูงมากเลยนะเนี่ย !”
มิสเตอร์ไวด์เมาธ์จึงตอบกลับมาว่า...
“แต่มันก็ถือเป็นจุดที่สนุกที่สุดแล้ว มันจะสนุกได้ยังไงถ้ามันไม่สูงขนาดนี้ ทางที่ดีนายควรจะกระโดดลงไปที่ทรัมโพลินข้างล่างนั้น”
ผมจึงคิดดูเล่นๆ นึกภาพว่าตัวเองกำลังลอยละล่องตกลงไปข้างล่าง จากนั้นก็กระเด้งลอยกลับขึ้นมาที่หน้าต่าง มันคงเป็นอะไรที่มนุษย์เราไม่เคยทำมาก่อนแน่ ๆ แต่กับความเป็นจริงนั้นผมตอบกลับไปว่า
“เอาไว้วันหลังดีกว่านะ เพราะกลัวว่ามันจะต้องเจ็บตัวแหง ๆ เลย”
นั่นจึงทำให้ตอนนี้ใบหน้าของมิสเตอร์ไวด์เมาธ์ดูบิดเบี้ยวส่งเสียงคำรามออกมา แต่มันก็แค่เพียงชั่วครู่เท่านั้น เพราะตอนนี้เขาทำหน้าตาเหมือนคนผิดหวังอย่างแรงแล้วบอกผมว่า
“ถ้านายพูดแบบนั้นก็ได้นะ !”
พอพูดจบ มิสเตอร์ไวด์เมาธ์ก็ใช้เวลาทั้งวันอยู่ที่ใต้เตียงของผม ไม่พูดไม่จาอะไรให้ได้ยินราวกับเป็นหนูตัวหนึ่ง


เช้าวันต่อมามิสเตอร์ไวด์เมาธ์ก็ออกมาพร้อมกับถือกล่องใบเล็กใบหนึ่ง เขาพูดว่า...
“ฉันอยากจะสอนนายให้เล่นจักเกิล นี่คืออะไรบางอย่างที่นายควรจะเอาไว้ใช้ฝึกฝน ก่อนที่ฉันจะเริ่มสอนนายอย่างจริงจัง”
ผมมองดูข้างในกล่องใบนั้น มันเต็มไปด้วยใบมีดเยอะแยะไปหมด ผมเลยตะโกนขึ้นมาว่า...
“แบบนี้พ่อกับแม่ต้องฆ่าฉันแน่ ๆ”
มันน่ากลัวมากที่มิสเตอร์ไวด์เมาธ์เอามีดจำนวนมากเข้ามาในห้องของผม ของพวกนี้พ่อกับแม่ไม่เคยยอมให้ผมแตะต้องเลยด้วยซ้ำ


มิสเตอร์ไวด์เมาธ์เลยทำหน้าตาขึงขัง แล้วพูดกับผมว่า...
“มันต้องสนุกแน่ ๆ ถ้าได้หยิบมันขึ้นมาโยนเล่น มาสิ !ฉันอยากจะให้นายลองดู !”
ผมผลักกล่องใบนั้นออกแล้วพูดว่า...
“ฉันทำไม่ได้ ฉันต้องมีปัญหาแหง ๆ มีดพวกนี้มันไม่ปลอดภัยถ้าจะโยนขึ้นไปในอากาศ”
มิสเตอร์ไวด์เมาธ์จึงทำหน้านิ่วคิ้วขมวด จากนั้นก็นำกล่องใส่มีดเก็บไว้ที่ใต้เตียง แล้วก็ทิ้งผมแบบนั้นตลอดทั้งวัน จนผมสงสัยว่าเขาอยู่ที่ใต้เตียงของผมมานานแค่ไหนแล้ว

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาผมก็เริ่มมีปัญหากับการนอน เมื่อมิสเตอร์ไวด์เมาธ์มักจะตื่นขึ้นมากลางดึก แล้วพูดบอกผมว่าเขาเอาทรัมโพลีนของจริง ไปวางเอาไว้ที่นอกหน้าต่างข้างล่างแล้ว มันอันใหญ่มาก ๆ เพียงแต่ผมจะมองไม่เห็น เพราะว่ามันเป็นตอนกลางคืนเท่านั้น ซึ่งผมก็จะบอกปฏิเสธแล้วกลับเข้าไปนอนทุกครั้ง ซึ่งมิสเตอร์ไวด์เมาธ์ก็จะไม่ยอม บางครั้งเขาจะขึ้นมานอนอยู่ข้าง ๆ ผมจนกระทั่งเช้า โดยกระซิบที่ข้างหูตลอดเวลาให้ผมกระโดดลงไปให้ได้

ภาพประกอบเท่านั้น


ตอนนี้ผมชักรู้สึก เขาดูไม่น่าจะเล่นด้วยกันสนุกอีกต่อไปแล้ว !


คุณแม่ของผมเข้ามาหาในตอนเช้า แล้วพูดกับผมว่าเธออนุญาตให้ผมออกไปเดินเล่นข้างนอกได้ เธอคิดว่าอากาศบริสุทธิ์ข้างนอกน่าจะดีสำหรับผมอย่างยิ่ง หลังจากที่ต้องถูกขังอยู่ในห้องตัวเองมานานแสนนาน และด้วยความดีใจผมก็เลยหยิบรองเท้าผ้าใบมาใส่ แล้วรีบวิ่งออกไปทางระเบียงด้านหลัง ด้วยความรู้สึกโหยหาแสงแดดให้สาดส่องมาที่ใบหน้า


แล้วผมก็พบกับมิสเตอร์ไวด์เมาธ์กำลังนั่งรออยู่ เขาบอกกับผมว่า...
“ฉันมีบางสิ่งอยากให้นายมาดู ไม่ต้องห่วง มันปลอดภัย ฉันสาบาน !
ผมจึงเดินตามเขาไปบนเส้นทางเล็ก ๆ มันเป็นเส้นทางที่จะเข้าสู่ป่าที่อยู่ด้านหลังตัวบ้านของผม แล้วมิสเตอร์ไวด์เมาธ์ก็บอกผมว่า...
“ตรงนี้มันสำคัญมาก ฉันมีเพื่อนอีกหลายคนที่อายุเท่ากันกับนาย และเมื่อพวกเราพร้อม ฉันจะพานายลงไปตามเส้นทางนี้ มันเป็นสถานที่ ๆ พิเศษมาก ซึ่งตอนนี้นายยังไม่พร้อม แต่สักวันฉันจะพานายไปที่นั่น”
ผมจึงเดินกลับมาที่บ้าน โดยเก็บความสงสัยเอาไว้ว่าที่ดังกล่าวมันจะเป็นที่แบบไหนกันแน่


สองสัปดาห์ต่อมาผมได้พบกับมิสเตอร์ไวด์เมาธ์อีกครั้ง ซึ่งมันเป็นช่วงก่อนที่พวกเราจะช่วยกันขนของขึ้นรถบรรทุกก่อนย้ายออกจากที่นี่ ผมนั่งอยู่ตรงที่นั่งภายในรถบรรทุกโดยมีคุณพ่อนั่งอยู่ที่นั่งด้านหน้าคนขับ เพื่อเตรียมตัวสำหรับการเดินทางอันยาวนานไปยังเพ็นซิลเวเนีย
ผมคิดอยากจะบอกกับมิสเตอร์ไวด์เมาธ์ว่าพวกเรากำลังจะไปกันแล้ว แต่ด้วยเพราะผมอายุแค่ 5 ขวบ ก็เลยคิดว่าการให้ความสำคัญกับสัตว์ประหลาดสักตัวนั้นไม่ใช่สิ่งจำเป็น ถึงแม้เขาจะเคยพูดว่าอะไรสำคัญกับผมเอาไว้บ้างก็เถอะ และด้วยเหตุนี้ผมจึงตัดสินใจที่จะเก็บเรื่องการเดินทางนี้ไว้เป็นความลับ


คุณพ่อกับผมเข้าไปอยู่ในรถบรรทุกตั้งแต่ตีสี่ เขาหวังว่าจะขับมันไปถึงเพ็นซิลเวเนียก่อนมื้อกลางวันของพรุ่งนี้ โดยพึ่งพาเพียงแค่กาแฟจำนวนมากกับเครื่องดื่มให้กำลังงาน 6 แพ็ก คุณพ่อดูเหมือนกับนักกีฬาวิ่งมาราธอนจริง ๆ จะต่างกันก็แค่เขาต้องนั่งอยู่หลังพวงมาลัยตลอดเวลาสองวัน
“เช้าเกินไปไหมลูก ?” คุณพ่อถาม
ผมพยักหน้ารับแล้วหันหน้าไปทางหน้าต่าง ซึ่งผมก็กะจะนอนหลับสักนิดก่อนที่ดวงอาทิตย์จะโผล่ขึ้นมา ผมรู้สึกได้ว่ามือของคุณพ่อกำลังวางอยู่ไหล่ของผม เขาพูดกับผมว่า
“ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้วลูก พ่อสัญญา พ่อรู้ว่ามันไม่ง่ายสำหรับลูก สักวันที่พ่อได้บรรจุ พวกเราก็จะได้อยู่นิ่ง ๆ กันสักที และลูกเองก็จะได้มีเพื่อนสนิทกับเขาบ้าง”
ผมลืมตาขึ้นมาตอนที่รถถอยหลังออกไปยังถนน แล้วผมก็ได้มองเห็นเงาของมิสเตอร์ไวด์เมาธ์อยู่ในห้องนอนตรงหน้าต่าง เขายืนนิ่งไม่ขยับตัวจนกระทั่งรถบรรทุกบ่ายหน้าออกไปยังถนนใหญ่ แล้วเขาก็ยกมือขึ้นโบกมือลา โดยมีมีดหั่นสเต็กถืออยู่ในมือ นั่นจึงทำให้ผมไม่ได้โบกมือตอบกลับไป


หลายปีผ่านไป ผมก็ได้กลับมายังนิววินยาร์ดอีกครั้ง ชิ้นส่วนของตัวบ้านยังหลงเหลืออยู่ท่ามกลางความว่างเปล่าตรงนั้น มันถูกไฟเผาไปเมื่อสองสามปีหลังจากที่ครอบครัวของผมออกมา
และด้วยความอยากรู้อยากเห็นของผม ผมจึงลองเดินไปตามเส้นทางเล็ก ๆ ที่มิสเตอร์ไวด์เมาธ์เคยพาไป แล้วก็มาถึงตรงที่เขาเคยกระโดดไปหลังพุ่มไม้ แล้วทำให้ผมเคยกลัวมาก่อนเมื่อในตอนนั้น ซึ่งผมรู้สึกได้ว่าตอนนี้มิสเตอร์ไวด์เมาธ์ไม่อยู่ที่นี่แล้ว ซึ่งมันก็น่าจะเป็นเพราะบ้านหลังนั้นไม่มีอยู่แล้วก็เป็นได้


ผมเดินต่อไปจนสุดทางเดิน และที่ตรงนั้นมันก็คือ สุสานนิววินยาร์ดเมโมเรียล !


พอผมเข้าไปดูใกล้ ๆ ผมก็พบว่าหลุมศพเกือบทั้งหมดในนั้นเป็นหลุมศพของเด็ก ๆ นั่นเอง !

--จบ--
มิสเตอร์ไวด์เมาธ์ หรือ นายปากกว้าง เป็นเรื่องเล่าสยองขวัญออนไลน์ที่เรียกกันติดปากว่าครีบปี้พาสต้า ใช้เทคนิคการเล่าแบบบุคคลที่ 1 ที่เล่าถึงประสบการณ์ในวัยเด็กของผู้เล่า ที่ได้ไปพบกับตัวประหลาดปากกว้างมาชวนเล่นอะไรแผลง ๆ ที่น่าจะทำให้เขาเสียชีวิตได้หลายต่อหลายหน โดยไม่เข้าใจว่าเขาจะทำแบบนั้นไปทำไม
ซึ่งเรื่องนี้ถูกแต่งขึ้นมาโดยนักเขียนนิยายออนไลน์ที่ใช้ชื่อว่า perfectcircle35 เมื่อช่วงประมาณปลายปี ค.ศ. 2010 และได้ถูกนำขึ้นมาเสนอไว้ที่เว็บไซต์ Creepypasta เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2010 และในเวลาต่อมาเว็บไซต์ CreepypastaWiki ก็ได้บรรจุเรื่องนี้เอาไว้ให้อ่านโดยสมาชิกชื่อ XanCrews เอาไว้เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ค.ศ. 2010

กดเพื่อเข้าดูในครีบปี้พาสต้า

กดเพื่อเข้าดูในครีบปี้พาสต้าวิกิ


โดยเรื่องราวนี้เป็นหนึ่งในเรื่องสยองขวัญติดอันดับคลาสสิคไปแล้ว เพราะสามารถสื่อสารความน่ากลัวผ่านตัวอักษรออกมาได้ ทั้ง ๆ ที่ผู้อ่านทุกคนต่างก็รู้ว่ามันเป็นแค่เรื่องแต่ง
โดยมีท่านผู้ชมจำนวนหนึ่งได้ขอให้เรานำเรื่องนี้มาเล่า ซึ่งหลังจากที่เราเล่าจบ มิติที่ 6 เองก็รู้สึกได้ถึงความน่ากลัวทั้ง ๆ ที่มันก็เป็นเพียง "เรื่องแต่ง" ดังนั้นท่านผู้ชมก็ไม่ต้องหวาดวิตกว่ามันจะเป็นเรื่องจริงกันจะดีกว่านะครับ


แล้วอย่าลืมติดตามรายการมิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ พร้อมกับที่มาของมันกันได้ทุกวันศุกร์สะดวก และหลังจากจบรายการแล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ และอย่าลืมทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี !

แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา:
Creepypasta/Mr.Widemouth October 25, 2010
Creepypastawiki/Mr.Widemouth วิกินำมา 12:37, November 7, 2010‎ XanCrews
Credited to perfectcircle35.

แท็ก: MR. WIDEMOUTH, มิสเตอร์ไวด์เมาธ์, นายปากกว้าง