ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

29 กรกฎาคม 2559

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ ไขปริศนาเด็กนัยน์ตาสีดำ Black Eyed Kids




บนโลกออนไลน์นั้น มีเรื่องเล่าน่ากลัวมากมาย และหลาย ๆ เรื่องนั้น มักจะมีการพูดถึงการได้เผชิญหน้ากับสิ่งที่เราไม่เข้าใจ

 เปิดดูบนยูทูป
เปิดชมบน Youtube

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ ในวันศุกร์สะดวกสัปดาห์นี้ เราจะขอนำท่านผู้ชมไปพบกับเรื่องราวตำนานการเผชิญหน้ากับคนลึกลับกลุ่มหนึ่ง ที่สามารถใช้พลังจิตบังคับให้เราต้องเปิดประตูบ้าน เพื่อนำพวกเขาเข้ามาทำอะไรบางอย่าง โดยไม่รู้ว่าแท้ที่จริงแล้ว มันคืออะไรกันแน่ ?

โดยก่อนที่เราจะไปดูที่มาของเรื่องราวนี้ มิติที่ 6 จะขอเล่าตำนานของพวกเขา ที่ได้มีการบอกเล่าต่อ ๆ กันมาให้ท่านผู้ชมได้รับทราบกันก่อน โดยเรื่องราวมีอยู่ว่า

พวกนัยน์ตาสีดำ(Black Eyed People) ที่บางครั้งก็ถูกเรียกว่า พวกเด็กนัยน์ตาสีดำ หรือเด็กตาดำ(Black Eyed Children หรือ Black Eyed Kids) หรือเรียกย่อ ๆ ว่า "บีอีเค" หรือ "เบค(Bek)" นั้น ส่วนมากจะเป็นวัยรุ่นและเด็ก ๆ โดยพวกเขาล้วนมีลูกนัยน์ตา ม่านตา และส่วนที่น่าจะเป็นสีขาวนั้นเป็นสีดำสนิททั้งหมด และในบางครั้งก็มีรายงานว่า ผิวหนังของพวกเขานั้นเป็นสีฟ้าซีดเหมือนกับศพ โดยผู้คนที่ได้เผชิญหน้ากับพวกนัยน์ตาสีดำนั้น มักจะได้สัมผัสกับประสบการเหนือธรรมชาติอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ล้วนแล้วแต่ส่อถึงความเป็นอันตราย ที่ไม่สามารถจะอธิบายได้ว่ามันคืออะไร

มีบ่อยครั้งที่ผู้คนจะพบเหล่าเด็กตาสีดำพวกนี้ กำลังเล่นเกมอะไรสักอย่าง พร้อม ๆ กับร้องเพลงสำหรับเด็กที่ชื่อว่า "คุณลุงขายาว(Old Man Long Legs)" ไม่ก็เพลง "A Man in Our Town" ที่มีท่อนหนึ่งร้องว่า "เขากระโดดเข้าไปในพุ่มไม้หนาม... "

พวกเด็กตาดำนี้ มักจะอาศัยอยู่ในพื้นที่รกร้างที่ถูกทอดทิ้งไม่มีคนอาศัย และในบางครั้งก็มีข่าวลือกันว่า พวกเขามักจะปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตูบ้านของเรา บางทีก็มาคนเดียว บางทีก็มากันเป็นคู่ ด้วยใบหน้าและท่าทางที่ดูมาดมั่นผิดผู้คนทั่วไป ซึ่งเด็ก ๆ พวกนี้มักแสดงอาการก้มหน้า ซ่อนดวงตาสีดำสนิทของพวกเขาเอาไว้ราวกับว่าพวเขาเป็นคนขี้อาย แต่น้ำเสียงของเขานั้นกลับฟังดูเกินอายุ

โดยน้ำเสียงและสำนวนภาษาการพูดจาที่ดูเป็นผู้ใหญ่จนเกินตัวของพวกเขานั้น มักจะพูดหว่านล้อมเหยื่อให้ช่วยนำพวกเขาเข้าไปในบ้าน เพื่อจะขอใช้โทรศัพท์หรือไม่ก็เพื่อขอหลบภัยอันตรายอะไรบางอย่างที่พวกเขาไม่ได้ระบุให้เรารู้ และจะมีบางกรณี ที่เวลาคนในบ้านมองออกมานอกหน้าต่าง แล้วไปเห็นพวกเขากำลังเล่นอยู่ข้างนอก พวกเขาก็จะหยุดกิจกรรมนั้นทันที แล้วก็หันมาจ้อง ไม่ก็พยายามหลอกล่อเราด้วยการพูดจาหว่านล้อม ขอให้เราเปิดประตูพาพวกเขาเข้าไปในบ้านอีกด้วย

มีหลายครั้งที่ผู้คนหลงเชื่อทำตาม ทั้ง ๆ ที่เหตุผลของพวกเด็กตาดำนั้น มันก็ดูจะไม่เป็นเหตุเป็นผลเลย นั่นก็เป็นเพราะว่าสายตาของเหยื่อได้จ้องมองไปที่ดวงตาคู่สีดำสนิทจากพวกเขาไปแล้วนั่นเอง โดยถ้าเรายังไม่ยอมทำตามที่พวกเด็กตาดำขอ พวกเขาจะเริ่มแสดงทีท่าเกรี้ยวกราดและจ้องเขม็งมาที่เรา เพื่อบังคับให้เราทำตามคำขอของพวกเขาให้ได้ โดยมีบางคนที่ได้บอกเล่าว่า สิ่งที่พวกเด็กตาดำเหล่านี้กำลังทำนั้นก็คือ การพยายามใช้พลังจิตควบคุมจิตใจของเราอยู่นั่นเอง


โดยที่มาของพวกเบค หรือเด็กตาสีดำนั้น ไม่ได้มีการบันทึกเอาไว้เลยว่าพวกเขาคือใคร มีต้นกำเนิดมาจากไหน ซึ่งก็มีบางคนเข้าใจว่า พวกเขานั้นก็คือเหล่าดวงวิญญาณของเด็ก ๆ ที่เคยหายตัวไป หรือไม่ก็ถูกฆ่าตาย และเข้าใจว่าพวกเขานั้นก็คือลางร้ายแห่งโรคภัยที่เข้ามาเพื่อพิพากษาพวกเรา

ซึ่งก็มีบางกรณีที่พวกเด็ก ๆ เหล่านั้น จะชักชวนให้พวกเราเข้าร่วมเป็นพวกเด็กตาดำด้วย ซึ่งพวกเขาจะทำแบบนั้นก็ต่อเมื่อ พวกเขาสามารถเข้ามาในบ้าน หรือในรถของเราได้สำเร็จ ซึ่งมันก็ทำให้เรานึกถึงตำนานเกี่ยวกับพวกแวมไพร์ หรือผีดูดเลือด แต่เด็กตาดำจะไม่สามารถทำอะไรเราได้เลย ถ้าเราสามารถปฏิเสธความต้องการแรกของพวกเด็กตาดำได้ ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่มีรายงานว่า พวกเด็กตาดำจะทำร้ายเราจนถึงขั้นเสียชีวิต เพียงเพราะว่าเราปฏิเสธคำขอของพวกเขาแต่อย่างใด


-----จบ-----


เรื่องราวของเด็กนัยน์ตาสีดำนั้น เป็นเรื่องราวที่ถูกเล่าต่อกันมาอย่างมากมายในโลกอินเตอร์เน็ต โดยมันเริ่มต้นจากกลุ่มข่าวเล็ก ๆ ในช่วงปี 90 และได้มีเรื่องเล่าขานแยกย่อยออกมาเป็นกรณีต่าง ๆ มากมาย จนเริ่มจะบานปลายกลายเป็นตำนานแพร่หลายไปในหลาย ๆ ประเทศ ถึงขั้นไม่เว้นแม้แต่ในบ้านเรา ที่เคยมีหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่หัวเขียว ก็ได้เคยเอาข่าวนี้มานำเสนอ จนเป็นที่พูดถึงกันเป็นวงกว้างว่า แท้ที่จริงแล้วเรื่องราวของพวกเด็กตาดำนั้น มันเป็นเรื่องจริงแน่หรือเปล่า

ข่าวเด็กตาดำ หนังสือพิมพ์นักข่าวหัวเขียวในไทย

โดยต้นเรื่องที่แท้จริงนั้น เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 มกราคม ค.ศ. 1998 เมื่อนักเขียนและผู้รายงานข่าวของหนังสือพิมพ์รายวันประจำเมืองเอบิลีน ในรัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ชื่อว่า "ไบรอัน บีเธล" ได้โพสต์เรื่องยาวเรื่องหนึ่งเอาไว้ในกลุ่มข่าวของยูสเน็ตชื่อกลุ่มว่า alt.folklore.ghost-stories ที่เล่าเรื่องราวที่เขาได้เคยพบเมื่อ 2 ปีก่อน ของสมัยนั้น โดยระบุว่าสิ่งที่เขาได้พบนั้นก็คือเด็กตาดำสองคน ได้เดินเข้ามาขอขึ้นรถ ช่วงที่เขาจอดรถอยู่หน้าโรงหนังแห่งหนึ่งในเมืองเอบิลีน ในรัฐเท็กซัสนั่นเอง

"ไบรอัน บีเธล" ผู้เปิดประเด็นเรื่องเด็กตาดำคนแรก

ข่าวการพบเด็กตาดำของ "ไบรอัน บีเธล"


และต่อมาในวันที่ 14 พฤศจิกายน ค.ศ. 1998 ไบรอันก็ได้เข้ากลุ่ม "ไออาร์ซี" และนำเรื่องราวคล้าย ๆ กันนี้ไปโพสต์ลงในแชท โดยคราวนี้มีเนื้อเรื่องพูดถึง การพบกับเด็กชายหญิงตาสีดำในพอร์ตแลนด์ โอเรกอนในช่วงปีนั้น และอีกสามปีต่อมาในวันที่ 14 มิถุนายน ค.ศ. 2001 ก็ได้มียูสเซอร์ชื่อ "ฮาร์เวสต์วินด์" ได้ตอบกลับโพสต์ดังกล่าว ด้วยการเล่าเหตุการณ์ที่คล้าย ๆ กันในพอร์ตแลนด์ปี ค.ศ. 2000 อีกด้วย

โพสต์ของ ฮาร์เวสต์วินด์

โดยเรื่องราวในตอนนั้น ก็ไม่ได้เป็นที่แพร่หลายมากมายสักเท่าไหร่ แต่เรื่องราวของเด็กตาสีดำนี้ เริ่มโด่งดังจนกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตขึ้นมาก็เพราะในวันที่ 22 เมษายน ค.ศ. 2004 ได้มีผู้เปิดกระทู้ลงในเวบกระดานข่าว เดโมเครติคอันเดอร์กราวด์ เล่าเรื่องราวในหัวข้อ “เด็กปีศาจ” ที่นำมาจากเวบไซต์ Ghost.org ซึ่งเรื่องราวนี้ มันก็คือเรื่องราวเดียวกันกับที่ไบรอัน บีเธล ได้เคยเขียนเอาไว้มาก่อนนั่นเอง โดยในวันที่ 23 ตุลาคม ค.ศ. 2004 ลิงค์ของโพสต์นี้ ก็ได้ถูกนำไปโพสต์ไว้ในเวบบอร์ด Paranormal Soup forums จนมีผู้คนเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างมากมายกว่า 29 หน้า และก็ได้ถูกนำไปโพสต์ในกระดานข่าวของเวบไซต์ Snopes เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ค.ศ. 2005 และได้วิเคราะห์เรื่องราวนี้กันอย่างมากมายไปต่าง ๆ นา ๆ

และในช่วงเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2004 ก็ได้มีผู้ใช้ชื่อว่า “ที” อ้างว่าเป็นผู้หญิงอายุ 47 ปี ซึ่งชื่อทีดังกล่าว น่าจะหมายถึงทีใน ลัทธิประตูสู่สวรรค์(Heaven’s Gate) ที่มิติที่ 6 ได้เคยนำเสนอมาก่อน โดยเธอได้โพสต์เรื่องราวเกี่ยวกับเด็กตาดำไว้อีกแนวที่เวบไซต์ About.com ในหมวดเรื่องน่ากลัว



ในปี ค.ศ. 2008 ก็มีเวบไซต์ข่าวทางเลือกชื่อว่า Rensee.com โดย “เท็ด ทเว็ตเมเยอร์” ได้เขียนเรื่องราวการพบเห็นเด็กตาดำออกมาอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเรื่องคราวนี้ก็ไม่ได้เหมือนกับต้นฉบับคนอื่น ๆ ราวกับว่าเขาเป็นอีกคนที่ได้เคยพบเจอเด็กตาดำจริง ๆ มาแล้ว

ซึ่งต่อมา ก็ได้เกิดเรื่องราวเกี่ยวกับการพบเด็กตาดำ มาโพสต์กันอีกมากมาย โดยมันได้ถูกรวบรวมไว้บนเวบบล็อกแนวสยองขวัญทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา

ในปี ค.ศ. 2013 รายการ Weekly Strange ของ MSN ก็ได้ทำสารคดีสั้น ๆ เกี่ยวกับเด็กตาดำออกมา โดยปัจจุบันเราก็ยังสามารถหาชมได้บนเวบไซต์ Vimeo.com ซึ่งในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน เว็บไซต์ Reddit ก็ได้มีผู้โพสต์เรื่องราวที่เขาได้พบกับเด็กตาดำอีกครั้ง

สารคดีเด็กตาดำของ MSN ใน Vimeo

ในปี ค.ศ. 2014 ก็ได้มีผู้สร้างเวบไซต์เพื่อรวบรวมรายงานการพบกับเด็กตาดำขึ้นมาในเว็บไซต์ Blackeyedchildrenreports

โดยในวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 2008 นั้น เรื่องราวของเด็กตาดำที่มิติที่ 6 ได้นำมาเล่าตอนต้นเรื่อง ก็ได้ถูกโพสต์ไว้ที่เวบไซต์ ครีบปี้พาสต้า โดยเรื่องนี้ก็ได้คะแนนความน่าสนใจค่อนข้างสูงมาก

จนวันที่ 21 เมษายน ค.ศ. 2011 ก็ได้เริ่มมีเรื่องราวที่ถูกเขียนขึ้นมาใหม่ เกี่ยวกับเด็กตาดำบนเวบไซต์ ครีบปี้พาสต้าวิเกีย คราวนี้ได้พูดถึงการพบกับพวกเขาในเขตแคนซัส

โดยเรื่องราวของเด็กตาดำนี้ ก็ได้ถูกนักสร้างหนังสมัครเล่นชื่อ “แมทท์ แมทเซน” นำมาสร้างเป็นหนังสั้นความยาว 15 นาที โดยใช้ชื่อเรื่องว่า Black Eyed Children และในปี ค.ศ. 2012 ก็ได้มีภาพยนต์เรื่อง Sunshine Girl and the Hunt for Black Eyed Kids ที่กำกับโดย “นิโคลาส เจ ฮาเกน” โดยมันได้ถูกฉายในโรงภาพยนต์คิกกินส์ ในแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม ค.ศ. 2012 และในปี ค.ศ. 2015 ก็มีภาพยนต์อินดี้ออกมาอีกเรื่องชื่อว่า Black Eyed Children: Let Me In ออกมาให้ชมกันด้วย

โดยในวันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ. 2013 นั้น ได้มีงานเขียนของนักเขียนเรื่องราวสยองขวัญชื่อ “ลี บริคลีย์” (Lee Brickley) ออกเผยแพร่บนบล็อกแนวสยองขวัญที่เกี่ยวข้องกับย่านแคนน็อคเชส ในสแตฟอร์ดเชียร์ ประเทศอังกฤษ โดยเขาได้นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับคุณอาของเขา ที่ได้เผชิญหน้ากับเด็กตาดำ ที่ป่าของคืนหนึ่งในช่วงหน้าร้อนของปี ค.ศ. 1982 โดยในบล็อกนั้นได้มีการเพิ่มเติมลิงค์วิดีโอที่สัมภาษณ์เขาเอาไว้ด้วย ซึ่งตัวของลีนั้นก็ได้นำเสนอตัวเองเอาไว้ในฐานะนักสืบเรื่องลึกลับสยองขวัญ ที่นอกจากจะพูดถึงเด็กตาดำแล้ว เขาก็ยังพูดถึงรายงานการพบยูเอฟโอและมนุษย์ต่างดาว หรือพวกอมนุษย์ในตำนานอีกด้วย

"ลี บริคลีย์" ผู้นำเรื่องเด็กตาดำมาเผยแพร่จนเป็นข่าวไปทั่วโลก

งานเขียนการค้นพบเด็กตาดำของ "ลี บริคลีย์"

แต่การเล่าเรื่องมันก็ต้องมีการพิสูจน์ เพราะในเดือนเมษายน ค.ศ. 2013 เรื่องราวของเด็กตาดำนั้นได้ถูกเวบไซต์ Snopes ที่เป็นเวบไซต์แนวแฉความจริงบนโลกออนไลน์ได้ออกมาระบุว่า ตำนานของเด็กตาดำนั้นก็เป็นหนึ่งในเรื่องราวหลอกลวง ที่ถูกนำมาเล่ากันมากมาย โดยไม่มีใครสามารถระบุหลักฐานได้ว่า มีเรื่องไหนเกิดขึ้นจริงเลยสักครั้ง โดยเวบไซต์แห่งนี้ ได้ย้อนกลับไปดูเรื่องราวที่เคยถูกโพสต์ไว้ในอดีต ไล่ย้อนไปจนถึงโพสต์แรกที่ถูกโพสต์โดยไบรอัน บีเธล ซึ่งสุดท้ายก็พบว่า มันเป็นเพียงเรื่องเล่าน่ากลัวเรื่องหนึ่ง ที่ถูกเล่าลือออกไปกันเป็นวงกว้างเท่านั้นเอง

และสิ่งที่เราอาจจะไม่ค่อยทราบกันอีกเรื่องหนึ่งก็คือ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม ค.ศ. 2013 นั้น ได้เคยมีเรื่องราวพูดถึงบางคน ที่ได้เปิดประตูรับเด็กตาดำเข้ามาในบ้าน แล้วเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้น โดยต่อมาก็มียูทูบเบอร์ที่ใช้ชื่อว่า “Spirit” โพสต์คำถามเกี่ยวกับเด็กตาขาว หรือไวท์อายด์คิดส์ขึ้นมา โดยเรียกย่อ ๆ ว่า “เวค” ซึ่งเรื่องนี้ก็ได้กลายเป็นการจุดประเด็นเกี่ยวกับตำนานใหม่ขึ้นมา เกี่ยวกับเด็กตาขาวที่ไม่ได้ขี้ขลาดตาขาวอย่างที่บ้านเรานิยามกันเอาไว้เลย โดยท่านผู้ชมสามารถติดตามเรื่องราวของเด็กตาขาวได้ ด้วยการพิมพ์คำว่า White Eyed Kids ในช่องค้นหาบนเวบไซต์ยูทูปได้นะครับ

โดยในประเทศไทยนั้น ได้มีสำนักพิมพ์ข่าวระดับยักษ์ใหญ่ของไทย เข้าใจว่าเรื่องราวของเด็กตาดำนั้นเป็นเรื่องจริงหรือเปล่าก็ไม่อาจทราบได้ เพราะทางเวบไซต์ข่าวสำนักนี้ ได้เคยนำเรื่องราวการพบเด็กตาดำที่เคยถูกแต่งขึ้นมาในต่างประเทศ มานำเสนอเป็นข่าวบนเวบไซต์ว่า มีผู้พบเห็นเด็กตาดำขึ้นมา ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าเรื่องราวเด็กตาดำนั้น จะอยู่ในเวบข่าวของสำนักข่าวนี้ได้ ซึ่งก็เป็นไปได้ว่า มันเกิดจากความผิดพลาดในข้อมูลข่าวสารอะไรบางอย่าง ที่ต่างประเทศได้นำเสนอกันอย่างมากมายในช่วงนั้น และนั่นก็กลายเป็นบ่อเกิดเรื่องเล่าของเด็กตาดำในประเทศไทยอีกหลาย ๆ แห่ง โดยมิติที่ 6 เอง ก็เพิ่งทราบที่มาที่ไปของเรื่องนี้ ก็ตอนที่เราได้ลงมือค้นหาเรื่องราวที่แท้จริงของเด็กตาดำเช่นกัน


เมื่อเรารู้เรื่องราวที่แท้จริงของเด็กตาดำกันแล้ว มิติที่ 6 ก็อยากจะบอกว่า เวลาที่มีใครนำเรื่องราวของเด็กตาดำมาเล่าสู่กันฟังในวงสนทนา ก็จงอย่าได้ไปทำอะไร ที่จะทำให้การเล่าเรื่องนั้นต้องหยุดชะงักลงไปจะดีกว่านะครับ เพราะว่าความจริงนั้น มันช่างไม่มีเสน่ห์ เอาเสียเลย


พบกับรายการมิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ ที่จะพาท่านไปพบกับเรื่องราวเบา ๆ พร้อมกับค้นหาที่มา ให้ท่านผู้ชมได้รับทราบกันทุกวันศุกร์สะดวกนะครับ หลังจากจบรายการแล้วอย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลค์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนท์กันไว้นะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้ สวัสดี

แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา
[1] Google Groups Archive – The Black Eyed Kids of Portland, Oregon
[3] Paranormal Soup – The Black eyed kids
[4] Snopes – Black Eyed Kids?
[4] About.com – The Black-Eyed Kids
[5] Rensee.com – Are Black-Eyed Beings
[8] Creepypasta.com – The Black Eyed Kids
[9] Creepypasta wikia – Black-Eyed People
[10] Creepypasta wikia – Black-Eyed Kids in Kansas
[18] Google Groups archive – Some questions from a novice.
[19] Google Groups archive – Black-eyed children

22 กรกฎาคม 2559

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ ไขปริศนา The Rake อสูรกายแห่งนิวยอร์ก




ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา มีเรื่องราวปริศนาลึกลับเรื่องหนึ่ง มันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอสูรร้ายน่ากลัวที่ปรากฎตัวออกมาทำร้ายผู้คนในยามค่ำคืน มีผู้คนมากมายต่างได้พบเห็นมันมาแล้ว ซึ่งพวกเขาก็ได้ออกมาเล่าเรื่องราวที่พวกเขาได้ประสบพบเจอด้วยความหวาดกลัว จนแทบไม่น่าเชื่อว่า พวกเขาเหล่านั้น ได้พบเจอกับมันมาแล้วจริง ๆ !!



มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญกับเรื่องราวเบา ๆ ในวันศุกร์สะดวกสัปดาห์นี้ เราจะขอพาท่านผู้ชมไปพบกับเรื่องราวเรื่องหนึ่ง เรื่องราวของการพบกับสัตว์ประหลาดปริศนารูปร่างคล้ายมนุษย์ ที่ออกมาทำร้ายผู้คนในยามที่พวกเขากำลังนอนหลับ ว่าแท้ที่จริงแล้ว มันคืออะไรกันแน่ !!?

ในช่วงหน้าร้อนของปี ค.ศ. 2003 ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่นั่นได้มีข่าวลือเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตลึกลับ ที่มีคนหลายคนได้พบเห็นมัน แต่ไม่รู้ว่าทำไมข้อมูลของมันถึงกลับถูกลบออกไปจากอินเตอร์เน็ตจนหมด ราวกับมีใครสักคนต้องการที่จะลบมันทิ้งไป

สถานที่ ๆ มักจะพบกับมันบ่อย ๆ นั้น ก็มักจะเป็นย่านชานเมืองนิวยอร์ก และก็มีอยู่ครั้งนึงที่พบมันในไอดาโฮ โดยพยานแต่ละคนล้วนให้ข้อมูลเหมือน ๆ กัน เกี่ยวกับการพบสิ่งมีชีวิตประหลาดตัวนี้ โดยแต่ละคนก็ล้วนอยู่ในอาการคล้ายกับว่า พวกเขาถูกอะไรบางอย่างทำร้ายจนบาดเจ็บ หรือไม่ก็รู้สึกหวาดกลัวกันจนถึงขั้นไม่สบาย ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ มันดูเหมือนกับเรื่องเล่าหลอกเด็กทั้งนั้น แต่กลายเป็นว่า เรื่องพวกนี้กลับถูกลบทิ้งออกไปจากเวบที่พวกเขาได้ทำการบันทึกเอาไว้ แต่ความทรงจำของพวกเขา ก็มีพลังมากพอที่จะเล่าเรื่องของมัน เพื่อให้เราได้ช่วยกันหาคำตอบว่า ในปีนั้นมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

ในช่วงต้นปี ค.ศ. 2006 ข่าวการพบเห็นเจ้าสิ่งมีชีวิตตัวนี้ ก็ได้เริ่มแพร่กระจายออกไปเป็นวงกว้าง โดยผมได้ติดต่อกับผู้คนที่เคยพบมันบางคน และยังได้ขอสิ่งที่พวกเขาบันทึกเรื่องราวของมันมาดูด้วย

จดหมายลาตายในปี ค.ศ. 1964...

“ในเช้าของวันใหม่วันนั้น ขณะที่ผมกำลังจะลืมตาตื่น สายตาอันเลือนลางของผมก็ได้มองเห็นมันเข้า ซึ่งมันทำให้ผมไม่สามารถจะนอนหลับได้ เพราะทุกครั้งที่หลับตา ผมก็จะนึกถึงดวงตาของมัน และตอนนี้ ผมก็ไม่อยากจะตื่นลืมตาขึ้นมาอีกแล้ว… ลาก่อน”

ยังพบซองจดหมายอีก 2 ฉบับในกล่องไม้ โดยมันจ่าหน้าซองถึงวิลเลี่ยมและโรส กับกระดาษจดหมายเขียนถึงใครบางคนอีกฉบับ โดยมันเขียนเอาไว้ว่า...

“ถึงเลนนี่... ผมขอสวดภาวนาให้กับคุณนะ เพราะมันเอ่ยชื่อของคุณออกมา”

บทความหนึ่ง ที่แปลจากภาษาสเปนในปี ค.ศ. 1880...

“ผมได้สัมผัสถึงมัน มันคือความน่ากลัวที่เกินกว่าจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ ดวงตาของมันดำสนิท และดูกลวงโบ๋จนทะลุเข้าไปถึงข้างใน มือของมันชุ่มไปด้วยเลือด และเสียงของมันก็..” ต่อท้ายด้วยข้อความที่ไม่สามารถจะอ่านได้


บันทึกของทหารเรือคนหนึ่งในปี ค.ศ. 1691...

“มันโผล่ขึ้นมาตอนที่ผมกำลังนอนหลับ ตอนนั้นผมรู้สึกถึงอะไรบางอย่างอยู่ที่ปลายเท้า พวกเราต้องรีบกลับอังกฤษทันที และเราจะต้องไม่กลับมาที่นี่อีก ตามที่เจ้าเดอะเรคมันบอก”


จากปากคำของพยานคนหนึ่งในปี ค.ศ. 2006...

“สามปีก่อน ตอนนั้นฉันกลับมาจากเที่ยวน้ำตกเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พวกเราต่างก็เหนื่อยล้าจากการเดินทางอันยาวนาน พอกลับมาถึงบ้าน ทั้งสามี ลูก ๆ และตัวฉันเอง ต่างก็เข้านอนบนเตียงเดียวกันด้วยความเหนื่อยอ่อน จนประมาณตีสี่ ฉันก็ถูกสามีที่นอนอยู่ข้าง ๆ ปลุกขึ้นมา ใบหน้าของเขาดูราวกับกำลังหวาดกลัวอะไรบางอย่าง บางอย่างที่อยู่ตรงปลายเตียง แต่มันมืดมากจนฉันมองเห็นมันไม่ชัดสักเท่าไหร่ รูปร่างหน้าตาของมันดูเหมือนกับคนมีดวงตาสีดำ ไม่ก็กลวงโบ๋ กรงเล็บยาว มีผิวหนังสีเทา และอยู่ในสภาพเปลือยเปล่า ฉันเริ่มกลัวเมื่อเริ่มเห็นตัวมันชัดขึ้นเรื่อย ๆ จากนั้นมันก็ใช้กรงเล็บของมัน แทงลงไปที่ตัวของลูกสาวฉัน ที่กำลังนอนอยู่ระหว่างตัวฉันกับสามี จนเธอร้องด้วยความเจ็บปวด แล้วมันก็หนีไป”

“ท่ามกลางความตกใจอยู่นั้น สามีของฉันก็รีบประคองลูกสาวที่กำลังบาดเจ็บสาหัส ตัวฉันเองก็ช็อคจนทำอะไรไม่ถูก ตอนนั้นลูกสาวของฉันได้กระซิบมาที่ข้างหูก่อนที่เธอจะสิ้นใจว่า... มันคือ เดอะเรค !!” ในคืนนั้น สามีของฉันก็ขับรถพุ่งลงแม่น้ำโดยไร้สาเหตุ

มันเป็นเมืองเล็ก ๆ ข่าวนี้มันก็เลยแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว พวกตำรวจต่างก็ช่วยเหลือเป็นอย่างดี และพวกหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ก็ดูให้ความสนใจเป็นอย่างมาก แต่กลับกลายเป็นว่า พวกเขากลับไม่เคยนำเสนอข่าวนี้เลย และโทรทัศน์ท้องถิ่นก็ไม่ได้ติดตามข่าวให้เราด้วย

ต่อมาฉันและจัสตินลูกชายคนที่เหลือ ก็ย้ายไปอยู่ในโรงแรมใกล้บ้านคุณพ่อคุณแม่ของฉัน และก่อนที่จะตัดสินใจกลับไปบ้าน ฉันก็ได้ลองหาข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่ฉันเจอ ซึ่งฉันก็พบว่ามีหลายคน ที่เคยพบเจอเหตุการณ์แบบเดียวกันนี้ โดยพวกเขาล้วนเรียกมันว่า...เดอะเรค


มันทำให้พวกเราใช้ชีวิตสองปีนี้หมดไปกับการตามหาเรื่องราวบนอินเตอร์เน็ต และเขียนจดหมายส่งไปถึงผู้คน ที่เราเชื่อว่าพวกเขานั้นรู้จักตัวตนของเดอะเรค แต่พวกเขาเหล่านั้นต่างก็ไม่เคยให้ข้อมูลอะไรเลย ทั้งประวัติ และการติดตาม ก็มีเพียงนิตยสารฉบับเดียวที่เขียนถึงมัน โดยเขียนเอาไว้แค่ 3 หน้า เพียงเท่านั้น แล้วก็ไม่มีการพูดถึงกันอีก โดยบันทึกนั้นก็ไม่ได้พูดถึงการพบมันเอาไว้เลย แถมยังบอกเอาไว้ในบรรทัดสุดท้ายว่า ให้ลืมเรื่องของเดอะเรคไปจะดีกว่าอีกด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม มันก็ยังมีบางคนได้บันทึกสถานที่ ๆ พบกับมัน โดยหลาย ๆ คนระบุว่า พวกเขาได้พบกับเดอะเรคในช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่พวกเราได้เจออีกด้วย

ฉันได้ติดตั้งกล้องเอาไว้รอบที่นอน เพื่อให้มันบันทึกทุกอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงที่ฉันกำลังหลับ โดยช่วงปลายสัปดาห์ที่สอง ฉันได้ตรวจดูคลิปช่วงเวลาที่ผ่านมาเหล่านั้น ก็พบว่ามีบางช่วงที่ภาพในวิดีโอเกิดเลือนลาย แต่ยังไงแล้วฉันก็ขอตั้งกล้องทิ้งเอาไว้แบบเดิมจะดีกว่า

จนถึงช่วงต้นสัปดาห์ที่สาม กล้องมันก็สามารถบันทึกเสียงผิดปกติบางอย่างได้ ฉันว่าเสียงแหลมนั้นมันต้องเป็นเสียงของเจ้าเดอะเรค แน่ ๆ ซึ่งฉันเองก็ไม่สามารถทนฟังเสียงของมันจนจบได้เลย และหลังจากที่มันทำลายชีวิตของฉัน ด้วยการพรากสามีและลูกสาวไปแล้ว ตั้งแต่นั้นมาฉันก็ไม่ได้พบกับเดอะเรคอีกเลย และฉันก็ยังคงกลัว ที่จะต้องตื่นมาเจอกับเจ้าสัตว์ร้ายตากลวงโบ๋ตัวนั้นอีก ถึงจะรู้ว่ามันคอยจ้องมองฉันอยู่ในห้องทุกคืน ยามที่ฉันกำลังหลับอยู่ก็ตาม

นอกจากบันทึกของพยานคนนี้ ก็ยังพบว่ามีคนได้อัพโหลดคลิปของมันเอาไว้อีกด้วย โดยคลิปต่าง ๆ ก็ได้ถูกอัพโหลดเอาไว้บนเวบไซต์ยูทูป เช่น

คลิป "THE RAKE - Found Footage Horror Film"



ยูทูปเบอร์ "Ryan Murphy" รู้จักกันในชื่อ "Vicious516" ก็ได้อัพโหลดคลิปเกี่ยวกับมันเอาไว้เช่นกัน


-------------------


เรื่องราวของเดอะเรคนั้น เป็นเรื่องราวที่มีเวบไซต์หลายแห่งพูดถึง โดยแต่ละแห่งก็ได้หยิบยกคลิปหลาย ๆ คลิป ที่อ้างว่าเป็นหลักฐานถึงการมีอยู่จริงของมัน ซึ่งแน่นอนว่าเวบไซต์ในเมืองไทยหลายแห่ง ก็ได้เคยนำเรื่องราวการพบเจอเดอะเรค มาเขียนเป็นข่าวแนวลึกลับ แต่ไม่ได้มีการนำเสนอเรื่องราวต้นฉบับ ที่มิติที่ 6 ได้นำมาเล่าให้ฟังแต่อย่างใด

โดยเรื่องราวของเดอะเรคนั้น ตัวต้นฉบับที่แท้จริงได้ถูกโพสต์เอาไว้ในบล็อกส่วนตัวของสมาชิกเวบไซต์ Something Awful ที่ใช้ชื่อว่า ไบรอัน โซเมอร์วิลล์ โดยเขาได้อัพเรื่องราวนี้เอาไว้เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ. 2006 โดยมันเป็นเรื่องแรกจากซีรีย์ เฮอเรอร์เธียเตอร์ ของเขานั่นเอง ซึ่งตัวของไบรอันนั้น ก็ไม่ได้ระบุเอาไว้ว่าเขาเป็นผู้เขียนเอง หรือไปเอาเรื่องราวนี้มาจากที่ไหน โดยเขาบอกเพียงว่า เขาเอาเรื่องนี้มาโพสต์ไว้เท่านั้น

เว็บบอร์ดข่าวเดอะเรคในเว็บไซต์ Something Awful

โดยในภายหลังเรื่องราวของเดอะเรคก็ได้ถูกนำไปโพสต์ไว้อีกครั้งที่เวบไซต์ LiveJournal ในช่วงเดือนธันวาคม ค.ศ. 2008 และต่อมา มันก็ได้ถูกนำไปโพสต์ไว้ที่เวบไซต์ 4chan หมวด /x/ paranormal ในเดือนเมษายน ปี ค.ศ. 2009 และถูกโพสต์บนเวบไซต์ Something Awful อีกครั้ง ในเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน และต่อมาในเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. 2010 มันก็ได้ถูกนำไปโพสต์ไว้ที่เวบไซต์ Reddit ในหมวดสยองขวัญ ซึ่งทำให้เรื่องราวของเดอะเรคนี้ ได้ถูกนำไปบันทึกไว้บนเวบไซต์ครีบปี้พาสต้าในเวลาต่อมานั่นเอง

เดอะเรคในเว็บไซต์ LiveJournal

ในช่วงเดือนธันวาคม ค.ศ. 2010 ก็ได้มีผู้นำเรื่องราวของเดอะเรคไปโพสต์ไว้ที่เวบบล็อกแบบซิงเกิลท้อปปิคชื่อว่า Fuck Yeah The Rake (ใช่ มันคือเดอะเรค) และได้ถูกนำไปโพสต์ไว้ในรูปแบบเดียวกันที่เวบไซต์ Tumblr โดยพูดถึงภาพวาดที่ระบุว่าเป็นฝีมือของพยานเอาไว้ด้วย โดยในเดือนเดียวกันนั้นเอง ก็มีภาพของเดอะเรคภาพหนึ่ง โดยแท้จริงแล้วมันเป็นภาพสัตว์ประหลาดจาก เกมรีซิสแทนซ์ ภาค 3 ที่ชื่อว่า “กริม” ที่ปรากฏอยู่ในช่วงข่าวของสถานีหลุยเซียน่า แล้วก็กลายเป็นว่ามีผู้คนมากมายที่เห็นภาพนี้ในยูทูปต่างก็ระบุว่ากริมก็คือเดอะเรคนั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่าสมัยนั้นมีเวบไซต์ข่าวและสถานีข่าวในไทยก็ได้นำภาพจากเกมภาพนี้มานำเสนอ โดยเขียนข่าวว่า ที่สหรัฐอเมริกานั้นมีการพบสัตว์ประหลาดลึกลับ ให้คนไทยได้ตกใจกันมากมาย โดยไม่รู้ว่าแท้ที่จริงมันก็เป็นเพียงภาพที่ถูกนำมาจากเกมเท่านั้นเอง

ซึ่งแน่นอนว่าในช่วงนั้นขณะที่คนไทยกำลังฮือฮากับข่าวนี้ ที่อเมริกาก็มีผู้คนมากมายเริ่มวาดภาพแฟนอาร์ตเดอะเรคกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งถ้าหากลองนับ ๆ กันดูจากผลการค้นหาก็จะพบว่า มีผู้คนวาดภาพของมันเอาไว้ที่เวบไซต์ เดเวียนอาร์ต และ ทัมบเลอร์ ถึงสองหมื่นกว่าภาพเลยทีเดียว

แฟนอาร์ตเดอะเรคในเว็บไซต์ "เดเวี่ยนอาร์ต"


โดยต่อมาซีรีย์สเลนเดอร์แมน ซึ่งเป็นเรื่องราวที่มิติที่ 6 ได้เคยนำมาเล่าให้ฟังไว้แล้วนั้น ก็เริ่มจะโด่งดังขึ้นมาก และก็ได้มีบางคนเริ่มสร้างเรื่องราวเพิ่มเติมขึ้นมา โดยนำเดอะเรคมารวมอยู่ในจักรวาลของสเลนเดอร์แมนอีกด้วย โดยพวกเขาได้ตั้งชื่อช่องเป็นซีรีย์ในยูทูปว่า EverymanHYBRID ซึ่งมันก็ได้ปรากฏตัวอยู่ในตอน Cops Checked, No Body (ตำรวจตรวจแล้วไม่พบใคร) โดยให้เดอะเรควิ่งอยู่ในป่านั่นเอง และต่อมาเวบไซต์ครีปปี้พาสต้าวิกิจึงนำมันมาใช้ประกอบการเล่าเรื่องราวของเดอะเรคให้ดูสมจริงยิ่งขึ้นนั่นเอง


คลิป Cops Checked, No Body (ดูที่ 7.19 Sec. )



พอเรารู้ความจริงเกี่ยวกับเจ้าเดอะเรคกันแล้ว มิติที่ 6 ก็อยากจะบอกกับท่านผู้ชมว่า เวลาที่มีใครนำเรื่องเดอะเรคนี้มาเล่ากันในวงสนทนา ก็ขอให้พวกเราจงอย่าได้ไปทำอะไร ที่จะทำให้การเล่าเรื่องราวนั้น ต้องหยุดชะงักไปกลางครันจะดีกว่านะครับ ก็เพราะว่าความจริงนั้น มันช่างไม่มีสเน่ห์เอาเสียเลย




พบกับรายการมิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ ที่จะพาท่านผู้ชมไปพบกับเรื่องราวเบา ๆ พร้อมกับพาไปหาที่มาของมันทุกวันศุกร์สะดวกนะครับ หลังจากจบเรื่องราวแล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลค์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนท์กันไว้นะครับ

แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา
Creepypasta Wiki - The Rake
Know Your Meme - The Rake
[1] Panda6.net – Horror Theater – The Rake / 7-20-2006
[2] Live Journal – The Rake / 12-20-2008
[3] 4chanarchive [Caution: NSFW content ahead] – The Rake / 4-23-2009
[4] Creepypasta.com – The Rake
[5] Creepypasta Wikia – The Rake
[6] Creepypasta Index – The Rake
[7] Unexplained Mysteries – The Rake… What is it?
[8] Slender Nation – The Rake is better than Slenderman
[9] Deviant Art – Results for The Rake
[10] Tumblr – Fuck Yeah The Rake
[11] Youtube – EverymanHYBRID channel
[12] Youtube – Cops Checked, No Body / 9-26-2010
[13] EverymanHYBRID Wikia – The Rake
[14] SomethingAwful – Create Paranormal Images
[15] Something Awful – SLOSifl’s Profile
[16] Tumblr – Posts tagged “the rake”
[17] Reddit – The Rake: One of my favorite ghost-stories for those who have never read it.

20 กรกฎาคม 2559

มิติที่ 6 บันทึกสด!! ครั้งที่ 4 เล่าเรื่องกันสด ๆ (19 ก.ค. 59 สี่ทุ่ม)




Live Streaming เล่าเรื่องสดครั้งที่ 4!! รอบนี้เรามีเรื่องที่ท่านผู้ชมขอมาเล่ากันแบบสดๆ ครับ
  • ตอบคำถาม คลิปยืนยันว่ายักษ์มีอยู่จริง, ผู้หญิงคุยมือถือในปี ค.ศ. 1938 และตำนานยักษ์แบกเสาดอนเมืองโทลเวย์
  • อัพเดต The Expressionless, โจเบนเน็ตแรมซี่ และเจฟเดอะคิลเลอร์
  • เรื่องเล่าสยองขวัญ "พระนอนกินเณร"
โดยผู้บรรยายรายการ มิติที่ 6 นิวัฒน์ อ่ำแสง !!!
-----------
Facebook : https://facebook.com/Mitithee6/
Website : http://mitithee6.blogspot.com/
Twitter : https://twitter.com/mitithee6
Google+ :https://goo.gl/DFmJmz
-----------
ดนตรีประกอบโดย
Dreams Become Real โดย Kevin MacLeod
ได้รับอนุญาตภายใต้ ใบอนุญาต Creative Commons Attribution
(https://creativecommons.org/licenses/...)
ที่มา: http://incompetech.com/music/royalty-...
ศิลปิน: http://incompetech.com/

15 กรกฎาคม 2559

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ ไขปริศนาตำนานผีสาวปากฉีก "คุจิซะเกะ อนนะ"




ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1979 เป็นต้นมา ในประเทศญี่ปุ่นได้เกิดเรื่องราวที่เล่าขานถึงตำนานความน่ากลัว ที่ทำให้ผู้คนที่เดินอยู่ตามท้องถนนต้องอกสั่นขวัญผวา กับประสบการณ์ที่พวกเขาจะต้องได้พบเจอกับผีสาว ที่ใบหน้าของเธอมีรอยฉีกยิ้มยาวเกือบจรดรูหู

ภาพประกอบทั้งหมดไม่เกี่ยวกับเนื้อหา

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญกับเรื่องราวเบา ๆ ในวันศุกร์สะดวกสัปดาห์นี้ เราจะพาท่านผู้ชมไปพบกับเรื่องราวที่อ้างว่า มีชาวญี่ปุ่นมากมายได้พบเจอ "ผีสาวปากฉีก" ว่าแท้ที่จริงมันคืออะไรกันแน่ ?

ตำนานของผีสาวปากฉีกนั้น เป็นเรื่องราวตำนานที่ถูกเล่าขานกันมาจากประเทศญี่ปุ่น ที่พูดถึงหญิงสาวคนหนึ่ง หญิงสาวที่ถูกสามีที่เป็นซามูไรใช้มีดดาบของเขาฟันเข้าไปที่บริเวณปาก จนเป็นรอยแผลฉีกยาวตั้งแต่ปากไปจนถึงใบหู แล้วปล่อยให้สิ้นใจตายไปต่อหน้าต่อตา ด้วยสาเหตุเพียงเพราะความหึงหวงกลัวว่าเธอจะปันใจให้ชายอื่น


ตั้งแต่นั้นมา วิญญาณของเธอก็ยังคงวนเวียนคอยหลอกหลอนชาวบ้านละแวกนั้น วิญญาณที่ยังเต็มไปด้วยความคลั่งแคล้น และอิจฉาผู้คนทั่วไป ที่ไม่ได้ประสบพบกับชะตากรรมเช่นเดียวกับเธอ


โดยทุก ๆ ค่ำคืนที่มีหมอกลงจัด มักจะมีผู้คนเล่าขานกันว่า เธอสวมหน้ากากปิดบังใบหน้าครึ่งล่างคอยยืนดักคนที่โชคร้ายเดินผ่านมา และเมื่อถึงตอนนั้นเธอก็จะปรากฏตัวแล้วเข้าไปถามว่า

ฉันสวยไหม ?"
ถ้าเราตอบไปว่า “สวย” เธอก็จะดึงหน้ากากที่เธอใส่ออก เพื่อให้เห็นใบหน้าที่แท้จริง ใบหน้าที่มีแผลบริเวณปากฉีกเป็นทางยาวไปจนเกือบจะถึงใบหู ซึ่งเหมือนรอยยิ้มอันน่าสยดสยอง บาดแผลที่สามีเธอได้จารึกมันเอาไว้บนใบหน้าของเธอ พร้อมด้วยคำถามต่อไป

“แล้วแบบนี้ล่ะ ?”
ถ้าเราตอบว่า “ไม่สวย” เธอก็จะใช้กรรไกรของเธอ ตัดปากของเราให้กลายเป็นแผลเช่นเดียวเหมือนกับเธอ แต่ถ้าเราตอบว่า “สวย” เธอก็จะหายตัวไป จนเมื่อเราเดินทางกลับมาถึงหน้าบ้าน วิญญาณของเธอก็จะปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับใช้กรรไกรของเธอ ทำในสิ่งเดียวกัน นั่นก็คือตัดปากของเราจนเป็นรูปรอยยิ้มฉีกยาวไปจนถึงใบหูจนเสร็จ แล้วเธอก็ค่อยๆ หายตัวไป


วิธีที่จะสามารถรอดจากเธอได้นั้น เราต้องตอบเธอไปว่า “ก็ดูปกติดีนะ” มันก็จะทำให้เธอเกิดสับสนขึ้นมา จากนั้นเราก็ต้องรีบหนีให้พ้น ไม่ก็ส่งลูกอมสีสวย ๆ ให้ แล้วพูดว่า “โพมาเดะ” หรือ งหายไป เป็นจำนวนหกครั้ง มันจะทำให้เธอหนีไปเอง


เรื่องราวการพบกับผีสาวปากฉีกนี้ มีผู้พบเห็นเธอมากมายตั้งแต่ช่วงปลายยุคปี ค.ศ. 1970 มาจนถึงช่วงปี ค.ศ. 2000 โดยเธอมักจะปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าเด็ก ๆ ที่ยังไร้เดียงสาที่ไม่ว่าจะตอบว่าสวย หรือไม่สวย ก็จะถูกเธอสังหารด้วยกรรไกรคู่นั้นของเธออยู่ดี

-----จบ-----
หลังจากอ่านเรื่องราวนี้จบ มิติที่ 6 ก็เดาได้ทันทีว่าเรื่องราวนี้เป็นเรื่องที่ถูกใช้ในการเล่าให้เด็ก ๆ ชาวญี่ปุ่น ที่ชอบเถลไถลหรือหนีเที่ยวเล่นอยู่นอกบ้านจนมืดค่ำ ให้หวาดกลัวจนไม่กล้าจะทำแบบนั้นกันอีกเสียมากกว่า แต่ไหน ๆ เราก็รู้จักเธอกันแล้ว มิติที่ 6 ก็เลยลองค้นหาที่มาเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ท่านผู้ชมรับทราบว่า ตำนานของผีสาวปากฉีกนี้ ว่ามันเริ่มต้นขึ้นจริง ๆ เมื่อไหร่กันแน่ ?


และจากการตรวจสอบเรื่องราวผีสาวปากฉีก ว่ามันได้ถูกพูดถึงขึ้นมาเป็นอย่างมากเมื่อไหร่นั้น มิติที่ 6 ได้พบว่า ที่ประเทศญี่ปุ่นนั้นได้มีการพูดถึงเรื่องนี้กันอย่างมากมายในแถบเมืองโกริยาม่า จังหวัดฟุกุชิมะ, เมืองฮิระสุกะ จังหวัดคานากาวา, เมืองคุชิโร จังหวัดฮอกไกโด และเมืองนีซา จังหวัดไซตามะ โดยมันถูกเล่ากันอยู่ในกลุ่มชาวบ้าน ซึ่งมันก็ได้สร้างความน่ากลัวเป็นอย่างมาก

ซึ่งครั้งแรกที่เรื่องราวของผีสาวปากฉีก ได้ถูกนำมาเผยแพร่เป็นลายลักษณ์อักษรนั้น มันได้ถูกเขียนลงในหนังสือพิมพ์ อาซาฮีรายวัน ฉบับวันที่ 26 มกราคม ค.ศ. 1979 และ วารสารอาซาฮีรายสัปดาห์ ฉบับวันที่ 29 มิถุนายน ปีเดียวกัน โดยอ้างถึงข่าวลือในปี ค.ศ. 1978 ของหญิงชราคนหนึ่ง ที่ได้พบเจอกับสาวปากฉีกในช่วงระหว่างเดินทางกลับบ้าน

ต่อมาในวันที่ 21 มิถุนายน ค.ศ. 1979 ก็ได้มีหญิงสาวคนหนึ่ง แต่งตัวเป็นสาวปากฉีกเที่ยวไล่หลอกหลอนชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาบนถนนในเมืองฮิเมะ จังหวัดเฮียวโกะ แถบคันไซ และสุดท้ายเธอก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับตัวได้ในข้อหาพบอาวุธของมีคมในที่สาธารณะ ซึ่งอาวุธที่ว่านั่นก็คือกรรไกรนั่นเอง และต่อมาในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1979 เรื่องราวของผีสาวปากฉีกก็ยังคงถูกลือกันไปอย่างมากมาย


ซึ่งเรื่องราวจริง ๆ มันก็น่าจะเกิดขึ้นมาจากหลาย ๆ ที่มา โดยตั้งแต่สมัยปี ค.ศ. 1754 ยุคที่ซามูไรยังเรืองอำนาจของ ตระกูลโกโจ ซึ่งปัจจุบันก็คือจังหวัดกุโจ ยุคสมัยที่ชาวบ้านมักจะถูกเหล่าซามูไรกดขี่ข่มเหง ไล่ฆ่าอย่างโหดร้ายทารุณ โดยมีเหยื่อซามูไรบางคน ถูกสังหารด้วยดาบซามูไรที่บริเวณปาก และมันถูกนำมาเล่าขานกันต่อ เพื่อไม่ให้เด็ก ๆ แอบหนีออกไปเที่ยวนอกบ้านเวลาพลบค่ำ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พวกซามูไรออกมาเที่ยวดื่มกินตามสถานที่ต่าง ๆ นั่นเอง


เพราะต้นฉบับของเรื่องเล่านี้จริง ๆ นั้น ได้ถูกเล่าไว้สั้น ๆ คล้ายกับเรื่องที่มิติที่ 6 ได้นำมาเล่า เพียงแต่มีการเพิ่มสิ่งที่จะทำให้ผีสาวรู้สึกสับสนด้วยลูกอมเป็นการโยนเงินใส่เธอ จากนั้นก็ให้รีบวิ่งหนีไป


โดยนอกจากเรื่องเล่าแล้ว ในปี ค.ศ. 1970 หนังสือพิมพ์อาซาฮีก็ยังเคยทำข่าวเกี่ยวกับกรณีเด็ก ๆ ที่เดินกลับจากเรียนกวดวิชาในย่านกิฟูจนมืดค่ำ แล้วได้กลับมาเล่าเรื่องราวที่พวกเด็กถูกผีสาวปากฉีกไล่ทำร้าย โดยข่าวดังกล่าวทำให้เหล่าพ่อแม่ของเด็ก ๆ ได้พูดลือกันไปเป็นวงกว้าง ซึ่งนักข่าวในสมัยนั้นก็ได้ติดตามสืบข่าวจนพบว่า แท้ที่จริงแล้วหญิงสาวคนดังกล่าว เป็นคนไข้ในโรงพยาบาลบ้า ที่หลบหนีออกมาเที่ยวทำร้ายผู้คนนั่นเอง โดยพฤติกรรมของหญิงคนดังกล่าวได้ถูกอธิบายไว้ว่า ในทุกคืนก่อนที่เธอจะออกอาละวาดนั้น เธอจะทาลิปสติกที่บริเวณปากจนเลอะเทอะไปทั่วใบหน้าครึ่งล่าง ซึ่งนั่นก็ทำให้ผู้คนที่ได้พบเจอกับเธอต่างก็ตระหนกตกใจกลัวขวัญกระเจิง และจดจำใบหน้าในยามค่ำคืนนั้นกลับมาเล่าจนผิดเพี้ยนไปจากความจริง


และในปี ค.ศ. 1990 เรื่องราวของผีสาวปากฉีก ก็กลับมาเป็นที่ร่ำลืออีกครั้ง โดยในยุคนี้เป็นยุคของการทำศัลยกรรมพลาสติกบนใบหน้า ซึ่งก็เคยมีข่าวในญี่ปุ่นที่พูดถึงหญิงสาวที่เสียโฉมจากการทำศัลยกรรมจนมีลักษณะปากที่ฉีกขาดยาวเช่นเดียวกับสาวปากฉีก แต่มันก็เป็นเพียงข่าวลือเท่านั้น


และในกิฟุ ก็ยังมีข่าวอุบัติเหตุในวันที่ 18 สิงหาคม ค.ศ. 1968 เกิดเหตุรถบัสวิ่งตกลงไปในแม่นำฮิดะ โดยมีหญิงผู้เคราะห์ร้ายคนหนึ่ง เสียชีวิตในลักษณะเดียวกันกับสาวปากฉีก และประชาชนที่อยู่ในที่เกิดเหตุได้นำเรื่องนี้กลับมาเล่าต่อที่บ้าน จนถูกนำไปผูกกับเรื่องของวิญญาณสาวปากฉีกกันอีกครั้ง


ส่วนที่มีบางแห่งได้อ้างถึงการพบตัวผีสาวปากฉีก ที่อุตส่าห์บินข้ามน้ำข้ามทะเลไปถึงดินแดนกิมจิได้นั้น เป็นเพราะว่าในสมัยก่อนประเทศเกาหลีเคยเป็นประเทศอาณานิคมของญี่ปุ่น จึงได้มีเรื่องเล่าเดียวกันนี้เกิดขึ้น และเรื่องราวเดียวกันนี้ก็ได้ถูกพูดถึงกันในยุคปี ค.ศ. 2001 เพราะอินเตอร์เน็ตนั่นเอง


โดยภายหลังด้วยพลังอิมเมจิ้นของชาวญี่ปุ่น ก็ได้นำเรื่องราวของสาวปากฉีกจากข่าวต่าง ๆ ไม่ว่าจะถูกมีดกรีด ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทำศัลยกรรมผิดพลาด นำมารวมมิตรกันเป็นเรื่องเล่าเรื่องใหม่ ซึ่งในบ้านเรายังไม่มีใครนำเรื่องนี้มาเล่ากัน



ส่วนความนิยมของผีสาวปากฉีกในยุคปัจจุบันนั้น มันก็เกิดมาจากการที่มีผู้แปลเรื่องราวของเธอ นำไปลงไว้ที่เวบไซต์วิกิครีบปี้พาสต้า ในช่วงประมาณกลางปี ค.ศ. 2008 นั่นเอง ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวนั้น เป็นช่วงหลังจากที่ประเทศญี่ปุ่น ได้ออกฉายละครทีวีซีรีย์และภาพยนต์เกี่ยวกับเธอถึงหลายเรื่องมาก นั่นก็คือ

คันโนะ เบียวโตะ นูเรตะ อาคาอิ คุจิบิรุ ในปี ค.ศ. 2005
คุจิซาเกะ อนนะ ภาค 1 ในปี ค.ศ. 2007
คาอิคิ โทชิ เดนเซ็ตสึ ตอน คุจิซาเกะ อนนะ ในปี ค.ศ. 2008

คุจิซาเกะ อนนะ ภาค 2 ในปี ค.ศ. 2008 เช่นเดียวกัน
คุจิซาเกะ อนนะ ภาค 0 หรือ บิกินริงกุ ในปี ค.ศ. 2008
คุจิซาเกะ อนนะ รีเทิร์น ในปี ค.ศ. 2012 ซึ่งเป็นปีที่เธอโด่งดังมาถึงประเทศไทยครั้งแรก


และเรื่องราวของเธอก็เคยถูกนำเสนอในซีรีย์เรื่องคอนสแตนติน ในตอนที่ 5 ชื่อ ดันเสะ โบอุโดว อีกด้วย ส่วนในการ์ตูนและภาพยนต์อนิเมะ ก็ได้นำเรื่องราวของเธอไปใช้อยู่หลายเรื่องเช่นกัน แม้แต่ในซีรีย์ของนักสืบจิ๋วโคนั้น ก็ยังได้เธอไปเป็นพล็อตเรื่องด้วย

และเรื่องราวของผีสาวปากฉีกก็ได้ถูกดัดแปลงไปอีกมากมาย โดยปรากฏอยู่ในหลาย ๆ เรื่อง  เช่นคุณครูมือปีศาจนูเบ, ฮานาโกะโตะกูอุวะโนะเทระ ตอนที่ 2, แฟรงเกนฟรานสาวน้อยหมอผีดิบ และอื่น ๆ อีกมากมาย

โดยมาถึงตรงนี้ มิติที่ 6 ก็อยากจะบอกกับท่านผู้ชมว่า เวลาที่มีใครนำเรื่องราวของผีสาวปากฉีกมาเล่ากันในวงสนทนา ก็จงอย่าได้ไปทำอะไรที่จะทำให้เรื่องเล่านี้ต้องหยุดเล่าไประหว่างทางจะดีกว่านะครับ เพราะว่าความจริงนั้น มันช่างไม่มีเสน่ห์เอาเสียเลย


อย่าลืมพบกับเรื่องราวเบา ๆ จากรายการมิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ ที่จะนำเรื่องราวน่ากลัวจากที่ต่าง ๆ มาเล่าให้ฟัง พร้อมกับค้นหาที่มาให้ท่านผู้ชมได้รับชมกันทุกวันศุกร์สะดวก หลังจากจบรายการแล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลค์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนท์กันไว้นะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้ สวัสดี


แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ที่มา
Creepypasta -  Kuchisake-onna MAY 18, 2008
Wiki English - Kuchisake-onna
Wiki Japan - 口裂け女