ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

30 กันยายน 2560

อัพเดตล่าสุดจากมิติที่ 6 !!!

อัพเดตล่าสุดจากมิติที่ 6 ครับ

จากการตรวจสอบเนื้อหาโดยละเอียดของยูทูปที่ผ่านมา ตอนนี้น่าจะได้ผลสรุปมาแล้วว่า ในปัจจุบันการทำเนื้อหาบางแบบของมิติที่ 6 อาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนอีกครั้งเพื่อให้เหมาะสมกับกฏหมายนานาชาติ และกฏหมายชุมชนของโซเชียลเน็ตเวิร์กในปัจจุบัน ตามรายละเอียดดังนี้ครับ
1. เนื้อหาบรรยาย และรูปภาพที่แสดงถึงกิจกรรมรุนแรงทุกรูปแบบอย่างชัดเจน
2. เนื้อหาที่พาดพิงเกี่ยวกับประเด็นการเมือง สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการเมืองในทางลบ *ของทุกประเทศ*
3. เนื้อหาที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในด้านจริยธรรม เช่น เรื่องราวของคนทำชั่วแล้วได้ดี ฆาตกรที่ทำผิดแล้วเด่นดัง ฯลฯ
4. เนื้อหาพูดถึงการก่อการร้ายในทุกรูปแบบ

โดยเบื้องต้นน่าจะมี 4 ข้อนะครับ ซึ่งเราจะของดการนำเสนอแม้จะเป็นประเด็นในสังคม เพราะในปัจจุบันนี้ ไม่ว่าจะเป็นทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก ยูทูป ทวิตช์ทีวี ฯลฯ กำลังพยายามผลักดันมาตรฐานของการนำเสนอให้อยู่ในกรอบของกฏหมายของทุกประเทศ ซึ่งจริง ๆ เป็นที่ทราบกันดีกว่า แม้แต่สหรัฐอเมริกาเอง ก็พยายามผลักดันเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง นั่นหมายความว่า ไม่ว่าเราจะย้ายไปทำคลิปที่ไหน ก็ต้องยึดหลักตามนี้อยู่ดีครับ ดังนั้นเราก็จะอยู่ที่ Youtube กันต่อ *** โดยในเฟซบุ๊กเอง อาจมีการลงคลิปเพื่อทดสอบกันเร็ว ๆ นี้เช่นกันครับ ***

ดังนั้น ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2560 เป็นต้นไป มิติที่ 6 ในวันพุธและศุกร์ จะเริ่มปรับปรุงการนำเสนอดังนี้ครับ

มิติที่ 6 วันพุธ - 17:00น. เล่าเรื่องเปิดปมตำนาน เรื่องเล่าโบราณ เรื่องแปลกที่เกิดขึ้นจริง ทั้งแบบพิสูจน์ได้และไม่ได้ และเรื่องราวอื่น ๆ ที่ไม่ขัดต่อกฏชุมชนของทุกที่ โดยเน้นไปที่เรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง ว่ามันคืออะไร มีที่มาอย่างไร

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ - 19:00น. ไขปริศนาจากตำนานเมือง (Urban Legend) , Creepypasta ที่ไม่ขัดต่อกฏชุมชน พร้อมที่มาของมัน (อันนี้น่าจะปกติของเราอยู่แล้วครับ) โดยเน้นไปที่เรื่องเบา ๆ ที่เป็นประเด็นตามโลกออนไลน์ หรือเรื่องเล่าตำนานที่เกิดขึ้นมาใหม่

สุดท้ายนี้ มิติที่ 6 จะพยายามศึกษาเรื่องของกฏหมายบ้านเมือง และกฏหมายชุมชนให้ละเอียด เพื่อจะได้ไม่ทำให้เนื้อหาแนวไหนต้องหายไปอีก และขอขอบพระคุณท่านผู้ชม ที่ให้ความสนับสนุนกับ มิติที่ 6 ตลอดมา และเราจะยังคงทำงานด้วยความตั้งใจต่อไปครับ
มิติที่ 6

29 กันยายน 2560

มิติที่ 6 ไขปริศนา SCP Foundation - องค์กรลับที่คอยดูแลสิ่งประหลาดอันตรายบนโลกใบนี้ !!!




มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ ในวันศุกร์สะดวกสัปดาห์นี้ เราจะพาคุณไปรู้จักกับประวัติขององค์กรลับองค์กรหนึ่ง ที่ถูกขอกันมาอย่างมากมาย ว่ามัน คืออะไรกันแน่ !!!

กดเพื่อดูคลิปที่นี่

ย้อนกลับไปเมื่อสมัยปี ค.ศ. 2007 ในปีนั้นที่เว็บไซต์ 4chan ได้มีเรื่องราวพูดถึงองค์กรลับพิเศษ SCP ตอนนั้นองค์กรนี้ถูกนิยามให้อักษรย่อทั้งสาม มาจากคำว่า Special Containment Procedure หรือที่น่าจะแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า การปฎิบัติการจำกัดพิเศษ ด้วยการระบุสิ่งลึกลับเป็นรหัสในครั้งแรกว่า SCP-173 หรือ The Sculpture

สิ่งลึกลับแรก "SCP-173"
(ภาพจาก: GREGORY BURKART)
โดยมันถูกโพสต์อยู่ในส่วนกระดานข่าวหมวดเรื่องลึกลับของที่นั่น บรรยายถึงตัวประหลาดที่เห็นอยู่ในภาพ ที่ดูด้วยตาเปล่าก็สามารถรู้ได้ทันทีว่ามันไม่น่าจะใช้สิ่งมีชีวิตที่เกิดจากธรรมชาติ มันดูไม่ปลอดภัย มันไม่เคลื่อนที่ และที่ดวงตาของมันก็ดูเหมือนจะมีอะไรบางอย่างที่น่ากลัวซ่อนอยู่
และตั้งแต่ตอนนั้นเรื่องราวของ SCP-173 จึงได้ถูกพูดถึงกันในกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบ มีนักวาดภาพจำนวนมากมายวาดภาพมันออกมาจนเป็นที่นิยม เลยเถิดออกไปจนมีรูปปั้น ไปจนถึงนิยายออนไลน์ที่พูดถึงมันอีกหลายเรื่อง และการมาของมันก็ได้เป็นแรงบันดาลใจให้กับเกมแนวใหม่อย่าง Spore และ Minecraft กันตั้งแต่ช่วงนั้น


ภายในปีนั้นเรื่องราวของ SCP จึงได้ถูกปรับเปลี่ยนใหม่เป็น SCP Foundation ที่ย่อมาจาก Secure, Contain และ Protect หรือ หน่วยความปลอดภัย จำกัด และป้องกัน โดยเว็บไซต์ SCP Wiki ได้ถูกจดทะเบียนตามมาในวันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ. 2008

SCP_Logo

โดยข้อมูลล่าสุดจาก SCP วิกินั้น อ้างถึงการจัดแยกโดยหน่วย SCP เอาไว้ภายใต้การเรียกขานสามประเภทหลัก ได้แก่
  1. Safe หมายถึงกลุ่มที่ถูกจำกัดโดยสมบูรณ์แล้ว
  2. Euclid หมายถึงประเภทที่ยังไม่มีฐานข้อมูลระบุอย่างถูกต้อง
  3. Keter ที่ระบุถึงพวกอันตรายร้ายแรง ซึ่งมีหมวดย่อยออกไปเป็น
  • Neutralized ที่ระบุว่าถูกทำลายทิ้งไปแล้ว
  • Explained หมายถึงกลุ่มที่สามารถใช้วิทยาศาสตร์มาอธิบายได้
  • Thaumiel ซึ่งหมายถึงกลุ่มที่ทาง SCP Foundation จะนำมาใช้ต่อต้านพวกที่อยู่ในกลุ่มอื่น ๆ โดยเฉพาะพวกที่อยู่ในหมวด Keter

นอกจาก SCP-173 แล้ว ในภายหลังได้มีการบันทึกสิ่งลึกลับที่น่าสนใจขึ้นมาอีกมากมาย โดยตัวที่น่าจะเป็นที่รู้จัก ได้แก่

"SCP-072" (ภาพประกอบเท่านั้น)

SCP-072 ที่มีชื่อเรียกทั่วไปว่า The Foot of the Bed หรือขาแห่งที่นอน มันมีความสามารถระบุไว้ใกล้เคียงกับชื่อ นั่นก็คือสามารถแทรกซึมเข้าไปตามโครงสร้างต่าง ๆ ของที่นอน คอยแอบซ่อนตัวไปเรื่อย ๆ จนกว่ามนุษย์จะนอนหลับบนเตียง

และเมื่อเวลานั้นมาถึงมันจะเริ่มใช้กงเล็บอันแหลมคม มาแตะที่ปลายเท้าและสร้างรอยขีดข่วนลากเป็นทางยาวที่ขาของเหยื่อ เมื่อเหยื่อตื่นขึ้นมาก็จะพบว่าตัวเองนั้นกำลังอยู่ในภาวะถูกผีอำ นั่นก็คือรู้สึกตัวแต่ไม่สามารถขยับได้อย่างอิสระ ในขณะที่เจ้าสิ่งนี้มันจะค่อย ๆ ใช้เล็บของมันสร้างความเจ็บปวดไปที่ปลายเท้า จนสุดท้ายแม้แต่เนื้อหนังก็จะถูกมันขูดออกไปจนหมดไม่มีเหลือ


-------

<i>Image Credit: SCP Foundation</i>
"SCP-087" หรือ "The Stairwell"

SCP-087 หรือ The Stairwell มันคือบันไดที่อยู่ในส่วนลึกของตึกแห่งหนึ่ง ไม่มีการระบุชื่อของตึกแห่งนี้ โดยสิ่งลึกลับนี้จะปรากฏตัวขึ้นที่บันไดขั้นล่างสุด ไม่ก็จะไปอยู่ในจุดที่ลึกที่สุดของอาคาร โดยเจ้าสแดร์เวลจะคอยดูดซับความสว่างอันน้อยนิดของจุดอับแสงตรงนี้ ทำให้เหยื่อไม่สามารถมองอะไรในระยะที่ไกลออกไปมาก ๆ ในขณะที่จุดสว่างมากจะถูกจำกัดไม่ให้สว่างได้ไกลออกไปจากที่ควรเป็น


โดยมีหลักฐานการบันทึกเสียงที่จุดเกิดเหตุ ได้ยินเสียงเหมือนกับเด็กร้องไห้ ซึ่งเมื่อส่งหน่วยตรวจสอบเข้าไปค้นหา กลับไม่สามารถพบที่มาของแหล่งกำเนิดเสียงนี้ และจากภาพถ่ายที่ได้จากหน่วยสำรวจ จะสามารถมองเห็นเจ้าสแตร์เวลอยู่ในสภาพจาง ๆ มีใบหน้าเหมือนมนุษย์แต่ไร้ดวงตา เห็นเป็นเงาตะคุ่ม ๆ อยู่ในระยะไกล

-------

<i>Image Credit: SCP Foundation</i>
"SCP-106" หรือ "The Old Man"


SCP-106 ถูกเรียกว่า The Old Man หรือชายชรา มันจะปรากฏตัวออกมาในสภาพมนุษย์ผู้ชาย ร่างกายเน่าเฟะ ออกหากินในลักษณะเดียวกับแมงมุม มีรายงานว่ามันสามารถปีนป่ายไปตามกำแพง ห้อยตัวเองลงมาจากเพดานเพื่อดักรอเหยื่อ มีความอันตรายในระดับต่ำ แต่ไม่สามารถจะจับตัวได้ง่าย ๆ น้ำมูกของมันมีฤทธิ์เป็นกรดรุนแรง สามารถหลอมละลายได้ทั้งประตูเหล็กและกำแพง ซึ่งก็คงไม่แปลกถ้ามันสั่งน้ำมูกมาถูกเนื้อของเรา ก็จะทำให้เนื้อส่วนนั้นถูกกรดกัดกร่อนหลอมละลายไปได้ง่าย ๆ มีรายงานหลายครั้งว่ามันจะออกมาลักพาตัวเหยื่อ ตั้งแต่เด็ก ๆ ไปจนถึงวัยรุ่น ไปใส่ไว้ในกระเป๋ามิติของมัน โดยคาดกันว่ามันจะกินพวกเขาในกระเป๋ามิติใบนี้

-------

"SCP-122" หรือ "No More Monsters"

SCP-122
หรือถูกเรียกในชื่อปกติว่า No More Monsters มันมีรูปร่างเหมือนกับโคมไฟเล็ก ๆ ถูกพบได้บ่อยตามโรงพยาบาลเด็ก เมื่อเรานำมันไปเสียบปลั๊กไฟก็จะมีแสงสลัว ๆ ส่องออกมาเพื่อทำให้คนที่อยู่ในรัศมีนั้นเข้าสู่ภาวะหลับลึก พอมันถูกชักปลั๊กออกคนที่หลับก็จะตกอยู่ในสภาวะโคม่า โดยมันจะคอยทำแบบนี้กับมนุษย์ทุกคนที่มันพบไปเรื่อย ๆ

-------

<i>Image Credit: SCP Foundation</i>
"SCP-455" หรือ "The Cargo Ship"


SCP-455 มันคือ The Cargo Ship หรือเรือขนส่ง มันเป็นเรือใหญ่ที่รกร้างถูกจอดทิ้งไว้แถวชายฝั่งของประเทศชิลี โดยผลการสำรวจเปิดเผยว่า สภาพภายในของมันจะกว้างใหญ่กว่าที่เห็นจากภายนอกอย่างมาก โครงสร้างของตัวเรือดูผิดเพี้ยนไปจากพื้นฐานที่ควรเป็น มีรายงานระบุถึงห้องโดยสารที่ทำจากฟันของมนุษย์ จุดของเครื่องยนต์ถูกเปลี่ยนเป็นโครงกระดูกและเส้นเอ็น ทางเดินภายในทอดยาวและเปลี่ยนที่ตลอดเวลา กลุ่มสำรวจก็พบกับอาการประสาทหลอนอย่างรุนแรงในขณะตรวจสอบ และหนึ่งในทีมกู้ภัยก็หายไปตอนช่วงที่พวกเขาเดินเข้าไปตามเสียงคนกรีดร้องข้างในอีกด้วย

-------

"SCP-604" (ภาพประกอบเท่านั้น)


SCP-604 หรือ The Cannibal’s Banquet หรือโต๊ะอาหารของตัวกินคน มันคือชุดโต๊ะอาหารอันสวยงามวิจิตรบรรจง มีจานขอบทองและแก้วไวน์คริสตัลอันเลิศหรู ประดับประดาไปด้วยอัญมณีแสนล้ำค่า โดยในรายงานนั้นอาหารและเครื่องดื่มใด ๆ ที่ถูกจัดวางในภาชนะบนโต๊ะตัวนี้ จะเปลี่ยนสภาพกลายเป็นเลือดและเนื้อมนุษย์ทันที และถ้ามีสิ่งมีชีวิตถูกวางเอาไว้ในจาน มันจะแปรสภาพไปเป็นชิ้นส่วนร่างกายของมนุษย์ แถมยังอยู่ในสภาพขยับไปมาราวกับมีชีวิต โดยภาชนะบนโต๊ะตัวนี้ถูกรายงานว่านำมาจากหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ที่มีประเพณีเกี่ยวกับการเฉลิมฉลองด้วยการกินเนื้อมนุษย์จากยุคอดีต
-------

SCP-610 หรือ The Flesh That Hates หรือก้อนเนื้ออันน่าเกลียด มันคือหนึ่งในสิ่งลึกลับกลุ่มสุดอันตราย ภายใต้หมวดหมู่ Keter ถูกระบุอัตลักษณ์โดยหน่วย SCP foundation ว่ามันมีความเกี่ยวข้องกับปศุสัตว์แห่งหนึ่งในไซบีเรีย มันถูกพบบนผิวหนังที่ติดเชื้ออย่างรุนแรงที่เกิดจากการระบาดของเชื้อโรคชนิดหนึ่ง โดยมันจะแพร่กระจายไปทั่วร่างของเหยื่อ และค่อย ๆ ซึมออกมาจากทางผิวหนังทีละนิด ในรายงานระบุว่ามันสามารถทำให้เหยื่อเสียชีวิตได้ เพราะเมื่อเหยื่อติดเชื้อเข้าไปแล้วมันจะสามารถขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว จนเมื่อการแพร่กระจายนั้นถึงจุดสมบูรณ์ มันก็จะกลายเป็นเชื้อราแพร่กระจายไปสู่เหยื่อรายใหม่ทันที
-------

SCP-682 หรือ Hard to Destroy Reptile มันคือเรปทิลเลี่ยนดัดแปลง มีพลังในการทำลายล้างสูง และด้วยเหตุนี้จึงทำให้มันถูกจัดอยู่ในหมวด Keter ที่ต้องทำลายทิ้งทันทีเมื่อพบ โดยมีบันทึกเกี่ยวกับวิธีการทำลายสิ่งนี้ไว้มากมายหลายแบบ ไม่เว้นแม้แต่การใช้ SCP ตัวอื่นมาเป็นอาวุธทำลายมัน แต่หลังจากมิติที่ 6 ตรวจสอบที่มาของภาพแล้ว ก็พบว่ามันเป็นภาพที่ถูกนำมาจากข่าว ช่วงการพบซากสัตว์ในแถบชายหาดซัคคาลีน ของประเทศรัสเซียเพียงเท่านั้น
-------

"SCP-231" (ภาพถูกลบโดย O5-██)


SCP-231-7 หรือ Special Personnel Requirements เธอคือเด็กหญิงไร้เดียงสาคนที่ 7 จากกลุ่มที่ถูกระบว่าได้ฟื้นคืนชีพมาจากความตายโดยสัตว์ร้ายอมตะ การจัดการเด็กคนนี้ทำได้เพียงใช้โพรซิเจอร์ฮันเดร็ดเท็นมอนท็อก ซึ่งก็คือหน่วยจัดการ ในรูปร่างของชายท่าทางแปลก ๆ ถือปืนเพนท์บอลอยู่ในห้องกักกัน SCP หมวด 231 โดยเขาคนนี้จะทำทุกอย่างที่ไม่ควรเปิดเผยต่อสาธารณะชน จนทำให้ทั้งภาพใบหน้าของ SCP-231-7 และชายคนนี้ ถูกร้องขอให้ปิดบังเอาไว้นั่นเอง

-------

"SCP-914" (บางชิ้นส่วน)


SCP-914 หรือ The Clockworks มันคือเครื่องจักรที่ยินยอมให้เจ้าของหยิบจับชิ้นส่วนต่าง ๆ ประกอบเข้าออกให้ทำงานได้อย่างใจหวัง และเมื่อมันถูกปรับแต่งให้เป็นเครื่องมือใด ๆ แล้ว ประสิทธิภาพการทำงานของมันจะสามารถตั้งค่าออกมาได้ 5 แบบ ตั้งแต่พอใช้ ใช้ได้ ปกติ ดี ไปจนถึงดีมาก ซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับความรู้ความชำนาญทางช่างจากเจ้าของ นั่นก็เลยทำให้มันถูกจับไปสร้างเป็นวัตถุต่าง ๆ อยู่เสมอ

-------

"SCP-426" (ภาพประกอบเท่านั้น)


SCP-426 หรือ I am a Toaster มันเรียกตัวเองว่าเป็นเครื่องปิ้งขนมปังที่ SCP Foundation ให้รหัสกำกับไว้ว่า SCP-426 ที่เวลามีมนุษย์คนไหนมาอยู่ใกล้ ๆ คนเหล่านั้นก็จะนึกว่าตัวเองเป็นเครื่องปิ้งขนมปังด้วยเช่นกัน และเมื่อถึงตอนนั้นเหยื่อก็จะพยายามเริ่มทำหน้าที่ของตน ด้วยการเอานิ้วไปจิ้มที่ปลั๊กไฟเพื่อเริ่มงานนั่นเอง นั่นจึงทำให้ SCP ชิ้นนี้ ถูกจัดอยู่ในหมวด Euclid เพราะไม่รู้จะระบุชนิดของมันได้อย่างไรนั่นเอง


-------
นอกจากสิ่งลึกลับแล้ว ก็ยังมีผู้คนมากมายสร้างเรื่องเล่าเกี่ยวกับ SCP Foudation อย่างเรื่องราวของสมุดบันทึกส่วนตัวของเจ้าหน้าที่ SCP Foundation ที่เล่าถึงความล้มเหลวในการทำงาน หรือขั้นตอนการทำงานที่ไม่สมบูรณ์ โดยในเรื่องเล่าต่าง ๆ จะถูกถ่ายทอดออกมาอย่างน่าตื่นตา และก็มีอีกหลายเรื่องที่จะทำให้เราต้องเข้าสู่ฝันร้าย


โดยงานเขียนหลายชิ้นในเว็บไซต์ SCP Foundation ถูกนำไปเผยแพร่ต่อในเว็บไซต์หลายแห่งจนโด่งดัง และในภายหลังก็มี SCP wiki ในประเทศต่าง ๆเปิดขึ้นตามมา ไม่เว้นแม้แต่ในประเทศไทยจนเป็นที่พูดถึงกันมากมายในกลุ่มเด็กและเยาวชน

SCP Foundation

SCP Thai


นอกจากนี้ทางเว็บไซต์ต้นฉบับยังได้ยืนยันเพิ่มเติมอีกว่า พวกเขาสร้าง SCP Foundation ขึ้นมา ด้วยจุดประสงค์ในการหาข้อมูลไปทำเกม และใครก็ตามที่นำข้อมูลจากที่นี่ไปสร้างประโยชน์ ก็สามารถทำได้ภายใต้ข้อตกลงสิทธิ์แบบครีเอทีฟคอมมอน ชนิด “ระบุที่มาของข้อมูลหรือไม่ก็ได้” นั่นจึงทำให้ในปัจจุบันมีเกมจำนวนหนึ่งถูกสร้างขึ้น โดยใช้ข้อมูลสิ่งลึกลับจากเว็บไซต์แห่งนี้ ได้แก่ SCP Containment Breach และ SCP-087 เป็นต้น


ตัวอย่าง "เกม SCP"






ตัวอย่าง "แฟนอาร์ต SCP"

"SCP - 682"
(ภาพจาก: Neutron-Quasar)

"SCP 049"
(ภาพจาก: KissOfNightFury)
"SCP - 1471"
(ภาพจาก: MolotovGTM)
"SCP-173"
(ภาพจาก: Riftress)

จุดสำคัญที่ทำให้มิติที่ 6 ตัดสินใจจัดทำเรื่อง SCP Foundation ขึ้นมา ก็เพราะเราอยากจะให้เด็กและเยาวชนที่ชื่นชอบเรื่องราวของมัน หันมาตรวจสอบวัยวุฒิและวุฒิภาวะของตัวเองกันสักนิด ว่าเราเหมาะสมที่จะเข้าถึงเนื้อหาเหล่านี้กันหรือไม่ ? เพราะทางผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ SCP นั้นบอกเราว่า


ถ้าคุณอายุไม่ถึงตามกำหนด คุณก็ไม่ควรเข้ามาวุ่นวายกับเรื่องราวเหล่านี้ และถ้าเราพบว่าคุณอายุยังไม่ถึง 15 ปี เราจะแบนคุณออกจากระบบทันที แต่ถ้าคุณเล่นตุกติกในเรื่องอายุ เราก็คงทำอะไรไม่ได้จนคุณอายุ 15 ปีจริง ๆ เช่นกัน ดังนั้นมิติที่ 6 ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านผู้ชมจะเป็นเด็กดีกันอย่างแน่นอนใช่ไหมครับ !?

"อิอิ"

แล้วอย่าลืมติดตามรายการมิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ พร้อมกับที่มาของมันกันได้ทุกวันศุกร์สะดวก และหลังจากจบรายการแล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ และอย่าลืมทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี !


แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา: Blumhouse และ SCP-TH
ภาพประกอบจาก: SCP Foundation


แท็ก: ศุกร์สยองขวัญ, ครีบปี้พาสต้า, SCP, Founddation, SCP-173, SCP-072, The Foot of the Bed, SCP-087, The Stairwell, SCP-106, The Old Man, SCP-122, No More Monsters, SCP-455, The Cargo Ship, SCP-604, The Cannibal’s Banquet, SCP-610, The Flesh That Hates, SCP-682, SCP-231-7, SCP-914, SCP-426

27 กันยายน 2560

มิติที่ 6 | 10 เรื่องแปลกประหลาด จากบันทึกของอังกฤษยุคคริสต์ศตวรรษที่ 17 !!!


ท่านผู้ชมเคยคิดว่าเหตุการณ์แปลกประหลาดเหนือธรรมชาตินั้น มันเริ่มมีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรตั้งแต่เมื่อไหร่ ? และท่านผู้ชมเคยคิดบ้างไหมว่าเรื่องราวทั้งหมดนั้น มันเคยเกิดขึ้นจริงหรือเปล่า ?

กดเพื่อดูคลิปที่นี่
มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะนำท่านไปรู้จักกับเรื่องเล่า 10 เรื่อง ที่ถูกบันทึกไว้ในหนังสือต่าง ๆ ของประเทศอังกฤษ ว่าเรื่องลึกลับของคนยุคนั้นเขาหมายถึงอะไรกันบ้าง ? ส่วนมันจะเป็นเรื่องจริงหรือเปล่านั้น ก็ต้องลองใช้วิจารณญาณในการรับชมกันให้ดี เพราะมิติที่ 6 วันนี้ เราไม่มีคำตอบใด ๆ ให้แม้แต่เรื่องเดียว !!!


วิญญาณของดันตี้ พอร์เทียส

ในช่วงยุคสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 17 นั้น มีเจ้าของโรงโม่หินชื่อ ดันตี้ พอร์เทียส ถูกจับตัวไปคุมขังโดยท่านเซอร์อเล็กซานเดอร์ จาร์ดีน เอาไว้ภายในคุกใต้หอคอยชื่อสเป็ดลินของท่าน ที่อยู่ในเมืองดัมฟรีสเชียร์ ประเทศสก็อตแลนด์

ภาพเหมือน "เซอร์อเล็กซานเดอร์ จาร์ดีน"

หอคอย "สเป็ดลิน"
ซึ่งสาเหตุที่คุณดันตี้ พอร์เทียสต้องถูกหิ้วเข้าตารางนั้น ก็เพราะเขาถูกต้องสงสัยในข้อหาวางเพลิง และเมื่อเวลาผ่านไปนานวัน ท่านเซอร์จาร์ดีนเอง ก็ดันลืมไปว่าเขาเคยจับใครไปขังอยู่ใต้ที่พัก จนกระทั่งวันหนึ่งท่านเซอร์จาร์ดีนได้ออกเดินทางไปเที่ยวที่เมืองเอดินเบิร์ก เขาก็นึกออกว่าน่าจะมีใครถูกขังอยู่ที่ห้องใต้ดินรึเปล่านะ ทำให้ทันทีที่เขากลับมาถึงบ้าน ก็รีบรุดลงไปดูทันทีว่าคนที่เขาลืมไปแล้วจะเป็นอย่างไรบ้าง และเมื่อเขาลงมาถึงห้องใต้ดินก็พบว่า นายดันตี้ พอร์เทียสได้กลายเป็นซากศพแห้ง ๆ ไปเสียแล้ว
แต่ทีนี้เรื่องมันก็ยังไม่จบ เพราะหลังจากพบศพของนายดันตี้ผู้โชคร้ายไปแล้ว หลังจากนั้นเป็นต้นมาก็มีข่าวลือเล่ากันหนาหูว่า ตอนนี้ผีของนายพอร์เทียสได้ออกอาละวาด กลายเป็นผีสิงหอคอยของท่านเซอร์จาร์ดีน มีผู้คนมากมายพูดถึงเสียงกรีดร้องโหยหวล ราวกับว่าพอร์เทียสนั้นได้รับความทรมานก่อนตายอย่างแสนสาหัส และต้นเหตุของข่าวลือมันก็ไม่ใช่ใคร ไม่พ้นคนในครอบครัวของท่านเซอร์นี่แหละ ที่เอาเรื่องในบ้านออกมาเล่าให้คนข้างนอกฟัง
ซึ่งต่อมาท่านเซอร์ก็ทนไม่ไหว ให้คนไปตามหมอผีมาช่วยไล่ผีนายพอร์เทียสให้หน่อย ซึ่งการทำพิธีมันก็ลุล่วงไปได้ด้วยดีแบบไม่มีปัญหา หมอผีสามารถสะกดวิญญาณของดันตี้ พอร์เทียสไว้ในคุกใต้ดินได้สบาย เพียงแต่ท่านหมอผีก็ได้บอกเอาไว้ว่า วิญญาณร้ายของนายพอร์เทียสจะถูกกักขังต่อไปก็ต่อเมื่อ คัมภีร์ไบเบิลของพ่อหมอยังอยู่ในหอคอยแห่งนี้เท่านั้น


จนเมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า คัมภีร์ไบเบิลเล่มดังกล่าวก็เสื่อมสภาพลง และก็เป็นที่แน่นอนว่าท่านเจ้าบ้านจะต้องรีบนำคัมภีร์ไปส่งซ่อมที่เอดินเบิร์ก และมันก็แน่นอนเช่นกันว่า พอไม่มีของสำคัญนี้อยู่ในหอคอย วิญญาณของดันตี้ พอร์เทียสก็สามารถทำลายที่สะกดวิญญาณออกมาได้ แล้วออกอาละวาดกับคนในครอบครัวของท่านเซอร์จาร์ดีนทันทีที่พวกเขานอนหลับ
ซึ่งในรายงานก็ยังระบุอีกว่า แม้ในตอนนั้นทุกคนในบ้านจะย้ายไปอยู่ที่ใหม่แล้ว พวกเขาก็ยังคงถูกวิญญาณร้ายตามราวีกันอย่างหนัก แต่ก็ยังดีที่หลังจากคัมภีร์ไบเบิลได้รับการซ่อมแซมแล้วนำกลับมาวางลงที่จุดเดิม เหตุการณ์ทุกอย่างก็สงบลงทันที
ที่มา: Books.Google

---------

ผีนายโรเบิร์ต เบตี้

โรเบิร์ต เบตี้ คือหนุ่มน้อยชาวอังกฤษคนหนึ่งที่ยืนยันมาตลอดชีวิตว่า เขาอยากถูกฝังอยู่ในสุสานของบรรพบุรุษตัวเองที่อยู่ในป่าช้าของโบสถ์อาร์เธอเรท์ เขตคัมเบรีย ประเทศอังกฤษ และในวันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ. 1680 ความปรารถนาของเขาก็มีอันต้องสูญสิ้น เพราะเขาเสียชีวิตไปในวันดังกล่าวด้วยอุบัติเหตุเมื่ออายุเพียง 23 ปี แล้วศพของเขาก็กลับถูกฝังอยู่ในบริเวณสุสานทั่วไป แทนที่จะเป็นสุสานของครอบครัว


นั่นจึงทำให้หลังจากพิธีฝังศพจบลงไม่ทันข้ามคืน วิญญาณของโรเบิร์ตก็ปรากฏตัวขึ้นในความฝันของคุณแมรี่ที่เป็นน้องสาวของตัวเองในคืนนั้นทันที โดยในฝันเขาบอกกับแมรี่ว่า ตัวเองนั้นไม่สบายใจจริง ๆ ที่ไม่ได้ถูกฝังให้ถูกที่ถูกทาง และขอสาบานว่าจะรังควาญเธอแบบนี้ต่อไป จนกว่าจะได้ย้ายศพไปฝังในพื้นที่ของครอบครัว นั่นจึงทำให้ในเช้าวันรุ่งขึ้น จุดฝังศพของโรเบิร์ตก็ถูกขุดขึ้นมาใหม่ ร่างภายในโลงยังคงนอนสงบนิ่ง เช่นเดียวกับสภาพโลงที่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์แบบ


พอญาติ ๆ เห็นแบบนั้นก็คิดว่าแมรี่อาจจะคิดมากไปเอง จึงตัดสินใจฝังศพของโรเบิร์ตกลับไปที่หลุมเดิมอีกรอบ นั่นจึงทำให้แมรี่ต้องฝันเห็นพี่ชายอีกถึง 3 ครั้ง จนสุดท้ายเธอก็ทนต่อไปไม่ไหว เล่าเรื่องความฝันของตัวเองให้ครอบครัวรู้อีกที คราวนี้ทางญาติ ๆ จึงต้องยอมไปขุดโลงศพของโรเบิร์ตอีกครั้ง แล้วย้ายร่างของเขาไปไว้ในสุสานของครอบครัว และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาวิญญาณของโรเบิร์ต เบตี้ ก็ไม่เคยออกมาอาละวาดในฝันของใครอีกเลย
ที่มา: Books.Google

---------

พลังพิเศษของ ดร.จอห์น แลมบ์

สมญานาม “The Duke’s Devil” หรือ "ปีศาจของท่านดยุค" มันเป็นของ ด็อกเตอร์จอห์น แลมบ์ นักมายากลผู้มอบเวทย์มนต์และคำแนะนำทางยาให้กับท่านจอร์จ วิลเลียซ์ ปฐมดยุคหรือท่านดยุคคนแรกแห่งบัคกิ้งแฮม นักปกครองที่ไม่ค่อยจะมีชื่อเสียงอะไรในยุคสมัยนั้น

ด็อกเตอร์จอห์น แลมบ์

ท่านดยุคจอร์จ วิลเลียซ์
ท่านดยุคแห่งบัคกิ้งแฮมท่านนี้ได้ถูกลอบสังหารจนเสียชีวิตไปในปี ค.ศ. 1628  ซึ่ง ดร. แลมบ์เอง ก็ไม่ได้ตกอยู่ในภาวะที่ดีไปกว่าท่านดยุคสักเท่าไหร่ เพราะที่ผ่านมาท่านดยุคจอร์จ วิลเลียซ์ผู้นี้ เคยช่วยเหลือท่าน ดร. ให้พ้นจากความผิดในข้อหาข่มขืนเด็กหญิงมาก่อน นั่นจึงทำให้ท่าน ดร. ถูกชาวบ้านจับตัวไปลงประชาทัณฑ์จนเสียชีวิต ไปก่อนท่านดยุคจะถูกลอบสังหารเป็นแรมเดือน
พอเรื่องราวมันเป็นแบบนี้ จึงทำให้เราพอจะเดาได้ทันทีว่า จริง ๆ แล้วชีวิตของ ดร. แลมบ์ผู้นี้ไม่น่าจะเป็นคนดีของสังคมกันสักเท่าไหร่ ซึ่งก็เป็นเช่นนั้น ดร.จอห์น แลมบ์ผู้นี้เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นผู้มีพลังเวทย์มนต์อันยิ่งใหญ่
โดยมีอยู่ครั้งหนึ่งเขาได้แนะนำให้ชายสองคนที่ชื่อว่าบาร์เบอร์ และแซนซ์ มาร่วมโต๊ะดื่มสุรากันภายในบ้านของท่านหมอ และในช่วงที่ทุกคนกำลังพูดคุยกันเรื่องมายาเวทมนต์กันอยู่นั้น ดร. แลมบ์ก็ได้เปิดฉากการแสดงของเขาแก่ผู้มาเยือน อยู่ดี ๆ ก็มีต้นไม้ต้นหนึ่งโผล่ขึ้นมากลางห้อง ตามด้วยชายตัวเล็กสามคน พร้อมขวานครบมือถูกเสกขึ้นมาให้ช่วยกันตัดต้นไม้ต้นนี้


พอเหล่าคนแคระโค่นต้นไม้เสร็จ พวกเขาก็ช่วยกันแบกมันออกไปจากห้อง และหนึ่งในแขกที่ชื่อว่าบาร์เบอร์ ก็ได้แอบเก็บเศษไม้ชิ้นหนึ่งเอาไว้ในเสื้อโค้ท และเมื่อเขากลับบ้านไปในคืนนั้น ช่วงเวลาที่นายบาร์เบอร์กำลังนอนหลับอยู่กับภรรยา อยู่ดี ๆ ประตูและหน้าต่างทุกบ้านในบ้านของเขา ก็พากันเปิดและปิดส่งเสียงดังลั่นไปทั่วได้เอง บาร์เบอร์เห็นแบบนั้นก็ไม่สบายใจ จึงเล่าสิ่งที่ตัวเองได้ทำลงไปให้ภรรยาทราบ
และนั่นจึงทำให้ภรรยาของเขารีบบอกทันทีว่า “คุณพี่ก็เอาเจ้าเศษไม้นั่นไปทิ้งเสียสิคะ !” บาร์เบอร์ได้ยินแบบนั้นก็ถึงกับตะลึง ทำไมเขาถึงคิดเรื่องนี้ไม่ได้ล่ะเนี่ย ว่าแล้วเขาก็รีบหยิบเศษไม้เจ้าปัญหานั้นโยนทิ้งไปข้างนอกทันที และในเวลาต่อมา ครอบครัวของเขาก็เข้านอนต่อไปโดยไม่มีอะไรรบกวนอีกเลย
ที่มา: Books.Google


---------

ผีโดโรธี ดูรันท์

ในปี ค.ศ. 1665 หนุ่มน้อยวัยใสอายุ 16 ปี ที่เรารู้เพียงแค่ชื่อของเขาว่า ไบลห์ (Bligh) เกิดอาการซึมเศร้าหลบหนีสังคมขึ้นมาดื้อ ๆ ไม่มีใครในครอบครัวสามารถอธิบายได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเขา ซึ่งในเวลาต่อมา ไบลห์เองก็บอกความจริงกับทุกคนในบ้านว่า วิญญาณพี่ชายที่ตายไปของเขานั่นแหละที่เป็นตัวการ
และสองวันต่อมาในขณะที่เขากำลังเดินจากโรงเรียนกลับมาบ้านทะลุผ่านทุ่งหญ้าในเมืองลอนเซสตัน ประเทศอังกฤษ เขาก็ถูกผีที่มารู้ชื่อกันภายหลังว่าโดโรธี ดูรันท์ ตามติดแนบชิดเขาอีกอย่างเงียบ ๆ


โดยเรื่องนี้ทางครอบครัวของไบลห์เองก็พากันตั้งข้อสงสัย ไปจนถึงพูดจาเยาะเย้าว่าเขาไปเอาอะไรมาพูดกัน ซึ่งก็มีคุณรุดเดิลหัวหน้าครอบครัวของบ้านนี้เพียงคนเดียว ที่ให้ราคากับคำพูดของเด็กหนุ่ม นั่นจึงทำให้เช้าวันรุ่งขึ้น ทั้งเขาและไบลห์จึงได้เดินไปทางทุ่งหญ้าดังกล่าวด้วยกัน
และที่นั่นรุดเดิลก็ถึงกับตะลึง เพราะเขาได้เห็นวิญญาณของโดโรธีลอยผ่านตัวพวกเขาไปต่อหน้าต่อตา และตั้งแต่วันนั้นรุดเดิลเองก็ยังได้เห็นวิญญาณดวงนี้อีกหลายครั้ง ในช่วงที่เขาจะต้องเดินผ่านทุ่งหญ้าแห่งนี้


จนมาถึงช่วงเช้าของเดือนกรกฎาคมปีนั้น คุณรุดเดิลก็ได้พบกับวิญญาณดวงนี้อีก และครั้งนี้เขาก็ตัดสินใจว่าจะต้องพูดคุยกับเธอให้จงได้ ซึ่งพอเอาเข้าจริง ๆ เขาก็พบว่าทางวิญญาณของโดโรธีเอง มาเป็นฝ่ายเริ่มต้นการสนทนาก่อนเสียอย่างนั้น โดยเขาเล่าว่า เสียงของเธอฟังไม่ค่อยชัด พูดจาฟังไม่ค่อยได้ศัพท์ แต่รุดเดิลก็ได้พูดคุยกับเธอไปนานถึงเกือบ 15 นาที
จนมาถึงตอนเย็นผีโดโรธีก็ได้แวะมาเยี่ยมท่านเจ้าของบ้านอีกครั้งในช่วงระหว่างทาง และครั้งนี้มันก็เป็นครั้งสุดท้ายที่เขาได้พบและพูดคุยกับเธอกันเพียงน้อยนิด เพราะหลังจากนั้นโดโรธี ดูรันท์ก็หายไป ไม่หวลกลับมาให้ใครเห็นอีกเลย
ที่มา: Books.Google


---------


เด็ก ๆ ครอบครัวเมอริเดธ

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณเดือนมกราคม ค.ศ. 1675 เด็กทั้งหมดของ ครอบครัวเมอริเดธ ที่อาศัยอยู่ในเมืองบริสทอล ประเทศอังกฤษ ต้องประสบเหตุการณ์ประหลาดขึ้นพร้อม ๆ กัน พวกเด็ก ๆ ต่างก็ฟ้องว่า พวกเขาเกิดอาการเจ็บปวดที่ศีรษะทั้งสองข้าง ต่อมาทั้งแขนและขาก็เริ่มสั่น ตามด้วยอาการหัวเราะและร้องไห้ยาวนานอยู่อย่างนั้นเป็นชั่วโมง


พวกเด็ก ๆ ต่างพากันคลานไปตามพื้นเหมือนกับแมว พยานที่เห็นเหตุการณ์ต่างก็ยืนยันว่า นอกจากอาการแบบนั้นแล้ว พวกเด็ก ๆ ยังสามารถเกาะตามเพดานได้ราวกับเป็นแมงมุมด้วย และหนึ่งในเด็กของครอบครัวนี้เธอเป็นลูกสาวของบ้าน ก็ยังบอกอีกว่าตัวเองสามารถทำนายอนาคตได้ จากการให้เด็กคนอื่น โรยเข็มลงบนพื้น
และถ้าเรื่องราวที่บอกนี้มันยังแปลกไม่พอ ก็ต้องขอบอกให้รู้กันว่า เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ถูกบันทึกไว้นี้ จะเกิดขึ้นเฉพาะในเวลากลางวันเท่านั้น โดยในตอนกลางคืนพวกเด็ก ๆ ทุกคนจะหลับไหลเหมือนเด็กทั่วไป ไม่มีเหตุการณ์แปลกประหลาดอะไรเกิดขึ้นกันเลย


และสิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็ก ๆ ในครอบครัวเมอริเดธนี้ พวกแพทย์ต่างก็ไม่สามารถหาคำอธิบายอะไรออกมาได้ โดยอาการที่เกิดขึ้นนั้นก็ดำเนินมาตลอดต่อเนื่องทุกวัน ยาวนานกันมาเป็นเดือน ๆ จนสุดท้ายทางบ้านก็เลยลองพาเด็ก ๆ ไปเข้าโบสถ์ เพื่อจะได้ไปเข้าพิธีกรรมกันบ้าง จนมาถึงเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน พวกเด็ก ๆ จึงกลับมาเป็นปกติทุกคน โดยไม่มีใครทำอะไรแปลก ๆ ให้เห็นกันอีกเลย
ที่มา: Quod.lib.umich.edu


---------

แอนน์ เจฟเฟอรี่ กับ เหล่านางฟ้าของเธอ

โดยเหตุของเรื่องนี้มันเกิดจากวันหนึ่งในช่วงยุคปี ค.ศ. 1645 ที่บ้านของของครอบครัวสกุลพิทท์ ที่อยู่ในเมืองคอร์นวอลล์ ประเทศอังกฤษ ตอนนั้นมีสาวใช้คนหนึ่งชื่อว่า แอนน์ เจฟเฟอรี่ อายุ 19 ปี เธอยืนยันว่าเธอเห็นนางฟ้า 6 ตน กำลังบินเล่นอยู่ในสวนของนายท่านเจ้าของบ้าน

"แอนน์ เจฟเฟอรี่" และเหล่านางฟ้าน้อยๆ
สิ่งที่เธอเห็นนั้นมีลักษณะเป็นคนตัวเล็กผิวเป็นสีเขียว ออกมาหลอกหลอนเธอให้ตกใจ จนเธอเป็นลมสลบไปเพราะความกลัว แถมยังต้องล้มป่วยกันไปอีกเป็นเดือนในสภาพอ่อนระโหยโรยแรงจนยืนขึ้นมาเองไม่ได้


หลังจากการเผชิญหน้าครั้งนั้น สาวใช้แอน เจฟเฟอรี่ก็เริ่มฟื้นคืนพลังกลับมา และเริ่มกลายเป็นที่รู้จักไปทั่วในฐานะผู้วิเศษ เธอบอกว่าสามารถติดต่อสื่อสารกับเหล่านางฟ้าได้ โดยจะมีเธอเพียงคนเดียวที่มองเห็นพวกนั้น และยังบอกอีกว่าพวกนางฟ้ายังได้มอบอาหารทิพย์ให้แก่เธออีกด้วย


จนเวลาผ่านมาถึงยุคเจ้าหน้าที่บ้านเมือง เริ่มเข้มงวดการตรวจสอบพวกมีพลังพิเศษกันอย่างจริงจัง มันก็ดันมาเป็นยุคเดียวกันกับช่วงที่แอน เจฟเฟอรี่มีพลังพิเศษนี้อีก นั่นจึงทำให้เธอต้องถูกจับตัวไปคุมขังในคุก
หลังจากที่มีนักบวชออกมากล่าวหาพวกที่ทำงานร่วมกับนางฟ้าว่า คนพวกนี้ทำงานให้กับพวกปีศาจร้าย ซึ่งเธอก็ถูกจับไปอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่จะได้รับอิสรภาพออกมาอีกครั้ง และตั้งแต่นั้นมาแอน เจฟเฟอรี่ก็เลิกทำตัวเป็นผู้วิเศษ หันไปแต่งงานมีครอบครัว และมีชีวิตอยู่จนถึงวันสุดท้ายอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว
ที่มา: Books.Google


---------

โพลเตอร์ไกส์ ของผีอิซาเบล เฮเรียท
เป็นเวลาหลายปีที่ อิซาเบล เฮเรียท ทำงานเป็นคนรับใช้ให้กับเทศมนตรีในเมืองออร์มิสตัน ประเทศสก็อตแลนด์ เฮเรียทเป็นคนทำงานดี แต่กลับถูกเจ้านายไล่ออกจากงานเพราะเธอเป็นคนเคร่งครัดในเรื่องศาสนา
จนมาถึงช่วงฤดูหนาวในปี ค.ศ. 1680 อิซาเบล เฮเรียทก็ล้มป่วยจนเสียชีวิตไป และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ก็มีผู้พบเห็นวิญญาณของเธอ คอยแวะวนเวียนไปมาอยู่แถวบ้านท่านเทศมนตรีคนนี้


สองคืนต่อมาหลังจากการพบครั้งนั้น บ้านของท่านเทศมนตรีก็มีอันต้องถูกก้อนหินลึกลับ ขว้างปาเข้ามาในบ้านจากทุกทิศทุกทาง ต่อเนื่องยาวนานถึงเกือบ 8 สัปดาห์ และเหตุการณ์นี้ก็ยังคงดำเนินต่อไป จนมีหินก้อนหนึ่งโชคดีได้กระทบเข้าที่ศีรษะของท่านเทศมนตรีอย่างจัง ข้าวของในบ้านสามารถเคลื่อนที่ไปมาได้เอง ตามด้วยเสียงแปลก ๆ ของอะไรก็ไม่รู้ ดังออกมาให้คนในบ้านต้องถึงกับขวัญผวา


จนเวลาผ่านไปสักพัก เหตุการณ์ทุกอย่างก็สงบลง และในวันนั้นก็มีคนในบ้านเห็นวิญญาณของอิซาเบล เฮเรียตเป็นครั้งสุดท้ายเช่นกัน โดยพยานคนดังกล่าวก็คือหญิงสาวคนเดียวกันกับที่เห็นเฮเรียทในครั้งแรก โดยเธอเล่าว่าพบผีสาวใช้ตนนั้นกำลังหยิบก้อนหินอยู่ในสวนของท่านเทศมนตรี ก่อนที่พยานจะวิ่งหนีไปเพราะความกลัว โดยเธอยังบอกอีกว่า วิญญาณของเฮเรียทพูดว่า ปีศาจต้องการให้เธอมาทำลายเจ้านายเก่านั่นเอง
ที่มา: Books.Google


---------

ดอพเพลแกงเกอร์ ของแมรี่ กอฟฟี่

เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ค.ศ. 1691 แมรี่ ก็อฟฟี่ ได้ทอดตัวลงนอนบนที่นอน ภายในบ้านของคุณพ่อที่เมืองเวสท์มอลลิ่ง ประเทศอังกฤษ โดยในคืนนั้นเธอร้องขอให้สามีช่วยนำม้าให้หน่อย เพราะเธออยากจะออกไปหาลูก ๆ ที่อยู่ห่างออกไป 14 กิโลเมตร ในเมืองโรเชสเตอร์ เพื่อจะได้อยู่กันพร้อมหน้าก่อนที่เธอจะจากไปในเวลาอันใกล้นี้ เพียงแต่ในช่วงเวลานั้นก็อฟฟี่เองก็อยู่ในสภาพย่ำแย่เต็มที เธอป่วยหนักเกินกว่าจะลุกขึ้นจากที่นอนได้ด้วยซ้ำ นั่นจึงทำให้ไม่มีใครไปตามม้ามาให้เธอ


และเมื่อถึงเวลาตีหนึ่ง แมรี่ ก็อฟฟี่ก็หยุดหายใจลง และฟื้นกลับมาใหม่ในสภาพเหมือนคนนอนละเมอ โดยในช่วงเวลานั้นเหล่าพยาบาลที่ดูแลลูก ๆ ของเธอในโรเชสเตอร์ ก็มีอันต้องตกใจไปถ้วนทั่ว เพราะพวกเธอเห็นแมรี่ กอฟฟี่มาถึงที่ห้องนอนของลูกสาวคนโต จนเวลาผ่านไป 15 นาที เธอก็ไปยืนอยู่ที่ข้างเตียงพยาบาลอีกเตียงที่ลูกสาวคนเล็กกำลังนอนหลับอยู่เช่นกัน


จนเสียงระฆังของนาฬิกาบอกเวลาตีสอง ก็อฟฟี่ก็ออกจากบ้านในโรเชสเตอร์ แล้วมารู้สึกตัวอีกทีตอนมาถึงที่เมืองเวสท์มอลลิ่งแล้ว โดยก่อนที่เธอจะเสียชีวิตในวันนั้น ก็อฟฟี่บอกกับแม่ของเธอว่า เธอออกไปเยี่ยมลูก ๆ ทั้งที่กำลังนอนหลับได้ยังไงก็ไม่รู้ ส่วนทางพยาบาลที่โรเชสเตอร์เอง ก็รายงานสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เช่นกัน จนมั่นใจได้ว่า แมรี่ กอฟฟี่ เธอมาที่นี่จริง ๆ ไม่ได้เป็นแค่ความฝันของใครแน่ ๆ
ที่มา: Books.Google

---------


ปีศาจแห่งสเปรย์ตัน
ย้อนกลับไปช่วงเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1682 คนรับใช้ชื่อ ฟรานซิส เฟย์ ได้พบว่าพ่อของเจ้านายที่เสียชีวิตไปแล้ว กำลังยืนอยู่กลางทุ่งนาในเมืองสเปรย์ตัน ประเทศอังกฤษ โดยวิญญาณนั้นร้องขอกับคนรับใช้หนุ่มว่า ให้ช่วยทำธุระที่ค้างคาเอาไว้ให้หน่อยจะได้ไหม ? พอฟรานซิสได้ยินแบบนั้น เขาก็รีบตอบตกลงโดยไม่รู้ว่ามันคืออะไร แล้วรีบจัดการงานที่ทำอยู่จนเสร็จสิ้น ก่อนที่จะเก็บข้าวของเดินทางกลับบ้านในวันถัดมา


ในช่วงการเดินทางกลับไปยังสเปรย์ตันนั้น ฟรานซิส เฟย์ก็ได้พบกับวิญญาณอีกดวง คราวนี้เป็นวิญญาณแม่เลี้ยงของนายท่าน ที่ต่อมาก็ได้รับสมญานามใหม่ ว่าเป็นปีศาจแห่งสเปรย์ตัน ออกมาทักทายด้วยการกระชากเขาลงจากหลังม้า และก็ไม่รู้ว่ามันจะเป็นเพราะอะไรเหมือนกัน ผีนางปีศาจตนนี้ก็ยังคงเฝ้าตามราวีชีวิตของฟรานซิส ให้เหมือนกับตกอยู่ในนรกมาตั้งแต่วันนั้น


เพราะในบางครั้ง นางปีศาจจะใช้ผ้าเช็ดหน้าของฟรานซิสมารัดคอเขา และอีกหลายครั้งเธอก็จะใช้วิกผมของเขามาเป็นเครื่องมือทรมานนี้ โดยมีอยู่ครั้งหนึ่ง เธอได้โยนร่างของฟรานซิสขึ้นไปบนอากาศ และบางครั้งเธอก็ไปเข้าสิงเชือกผูกรองเท้าของฟรานซิส ให้ขยับไปมาจนเขาต้องตกใจทำอะไรไม่ถูก และในบางบริบท ฟรานซิสก็ถูกนกจากไหนก็ไม่รู้ นำก้อนหินมาปาใส่หัวเขาอย่างไร้ความปราณี และเขาก็โดนแบบนี้เป็นประจำจนกลายเป็นชีวิตประจำวันไปเสียแล้ว
ที่มา: Books.Google

---------

ผีแอนน์ วอล์กเกอร์
วิลเลี่ยม วอล์เกอร์ เขาเป็นพ่อม่ายมหาเศรษฐีที่อาศัยอยู่ในเมืองลัมลีย์ ประเทศอังกฤษ และเพื่อทำให้ทุกอย่างในบ้านอยู่ในความต้องการ วิลเลี่ยมจึงว่าจ้างญาติที่ชื่อ แอนน์ วอล์เกอร์ มาเป็นแม่บ้าน ทั้งแอนน์และวิลเลี่ยมสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว จนสุดท้ายก็ข้ามเส้นพรมแดนญาติ เข้ามาอยู่ในแฟนโซนอย่างลับ ๆ จนถึงวันที่แอนน์ตั้งท้องขึ้นมา ทุก ๆ คนในบ้านเลยพยายามมองหาว่าใครกันแน่ที่เป็นพ่อเด็ก


จนมาถึงเดือนมีนาคม ค.ศ. 1632 วิลเลี่ยมจึงตัดสินใจนำแอนน์ออกจากบ้าน เพื่อจะได้ทำให้ข่าวลือต่าง ๆ หยุดลงเสียที โดยตอนแรกวิลเลี่ยมเก็บแอนน์เอาไว้ในบ้านของป้า แล้วค่อยตัดสินใจย้ายเธอไปอยู่ในเมืองเดอร์แรม จนเวลาผ่านไปสองอาทิตย์ก็ไม่มีใครได้รับข่าวคราวความเคลื่อนไหวจากแอนน์อีก แล้วอยู่ดี ๆ เธอก็ปรากฏตัวขึ้นมาในสภาพร่างกายชุ่มโชกไปด้วยเลือด อยู่ภายในโรงโม่ของนายเจมส์ กราแฮมที่เมืองลัมลีย์


ซึ่งคนที่เห็นแอนน์ในสภาพนี้ก็ไม่ใช่ใคร เขาคือนายเจมส์ กราแฮมเจ้าของโรงโม่นั่นแหละ กราแฮมเล่าว่า วิญญาณสาวออกมาบอกว่าเธอตายไปแล้ว วิลเลี่ยมไม่ได้ส่งเธอไปที่เมืองเดอแรมเลย เขาไปว่าจ้างชายคนหนึ่งชื่อ มาร์ค ชาร์พให้มาสังหารเธอ


ซึ่งเอาจริง ๆ ในตอนแรกนั้น กราแฮมไม่ได้คิดจะออกมาแจ้งความในคดีนี้เลย เพราะเขากลัวว่าตัวเองจะถูกต้องสงสัยมากกว่าใครด้วยซ้ำ แต่ยิ่งทำเป็นไม่สนใจ วิญญาณของแอนน์ก็ยิ่งออกมาปรากฏตัวให้เห็น แถมยังออกปากสาบานว่าเธอจะหลอกหลอนเขาต่อไปจนกว่าเขาจะตาย สุดท้ายก็เลยต้องยอมเสี่ยง แจ้งให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองมาสอบสวนตามหาความจริง


เหล่าเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ได้เข้าไปตรวจสอบในเหมืองถ่านหิน แล้วก็พบศพของแอนน์อยู่จริงตามคำบอกเล่าของกราแฮม นั่นจึงทำให้เรื่องราวจากปากของเขาถูกสอบสวนอย่างจริงจัง จนในที่สุดก็สามารถหาหลักฐานมัดตัวนายวิลเลี่ยมและชาร์พมาดำเนินคดีได้สำเร็จ และต่อมานายชาร์พฆาตกรเองก็ได้รับสารภาพทุกอย่างจนสิ้นไส้ ส่งผลทำให้เขากับนายจ้างได้รับโทษประหารชีวิตตายตกตามกัน ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1632 นั้นเอง
ที่มา: Books.Google


ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องราวที่ถูกบันทึกไว้ในหนังสือเล่าเรื่องลึกลับโบราณ ที่เราเองก็ไม่รู้ว่าจะสืบข้อเท็จจริงกันได้อย่างไร เพราะมันเกิดขึ้นมาเกือบ 400 ปี ที่น่าจะตรงกับยุคสมัยกรุงศรีอยุธยาของบ้านเรา โดยบันทึกต่าง ๆ ได้ถูกนำมาเรียบเรียงอีกครั้งในช่วงยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น
ดังนั้นทุกเรื่องราวจะเป็นเรื่องจริง หรือเป็นเพียงเรื่องเล่าใส่สีสันเพื่อกระตุ้นยอดขาย มันก็สามารถเป็นไปได้ทุกรูปแบบ นั่นจึงทำให้มิติที่ 6 เอง ก็อยากจะขอให้ท่านผู้ชมลองใช้วิจารณญาณกับเรื่องราวทุกเรื่อง แล้วบอกเราให้ทราบกันด้วยว่า ท่านผู้ชมชอบเรื่องไหนเพราะอะไรกันบ้าง ? ลงในความเห็นใต้คลิปนี้กันด้วยนะครับ


หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ และอย่าลืมทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี

แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา: Listverse

แท็ก: 10 bizarre, supernatural, stories, 17th century, britain, 10 เรื่องแปลกประหลาด, อังกฤษ, ยุคคริสต์ศตวรรษที่ 17,
ดันตี้ พอร์เทียส,  Dunty Porteous, โรเบิร์ต เบตี้, Robert Baty, ดร.จอห์น แลมบ์, Dr. John Lambe, the Duke’s Devil, โดโรธี ดูรันท์, Dorothy Durant, ครอบครัวเมอริเดธ, The Merideth Children, แอนน์ เจฟเฟอรี่, Ann Jefferies, โพลเตอร์ไกส์, อิซาเบล เฮเรียท, Poltergeist, Isabel Heriot, ดอพเพลแกงเกอร์, แมรี่ กอฟฟี่, Doppelganger, Mary Goffe, ปีศาจแห่งสเปรย์ตัน, Demon Of Spreyton, แอนน์ วอล์กเกอร์, Anne Walker