ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 | 10 เรื่องเหลือเชื่อ จากคนที่น่าเชื่อถือระดับโลก !!!



หลาย ๆ ครั้งที่เราได้ฟังเรื่องราวเหลือเชื่อ บางครั้งเราก็ต้องมาดูว่าเรื่องพวกนั้นมันออกมาจากปากของใคร ? เพื่ออย่างน้อยเราจะได้ทำใจกันก่อนว่าจะเชื่อหมดใจหรือฟังแค่ขำ ๆ ดี !

กดเพื่อดูคลิปที่นี่

มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะไปฟังเรื่องราวเหลือเชื่อ 10 แบบ จากบุคคลสำคัญที่น่าเชื่อถือ 10 ท่าน ว่าแต่ละเรื่องนั้นมันจะเหลือเชื่อจริง ๆ หรือเป็นเพียงเรื่องราวจากจินตนาการของพวกเขากันแน่ !?


ชาลส์ ลินด์เบิร์ก กับเกรมลิน

ชาลส์ ลินด์เบิร์ก
(ภาพจาก: ABC News)
สมัยก่อนใครที่เคยชมรายการสยองขวัญชื่อทไวไลท์โซน ก็ต้องจำได้ว่ามีตัวหน้าตาเหมือนกับเกรมลิน (Gremlin) เป็นตัวดำเนินรายการอยู่ในนั้น เกรมลินเป็นสัตว์ประหลาดลึกลับปริศนา ที่ทั้งซนและมีอะไรผูกพันธ์กับเครื่องบิน เรื่องราวของเกรมลินในแบบต้นฉบับนั้น มันถูกเล่าออกมาจากปากนักบินของกองทัพอังกฤษคนหนึ่งที่ได้รายงานว่าเคยพบมัน เจ้าสัตว์ประหลาดตัวเล็ก ๆ พวกนั้นมันอยู่ในที่นั่ง หรือไม่ก็เกาะอยู่ที่บริเวณปีกของเครื่องบินในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1

ภาพตัวอย่างเจ้าเกรมลินสุดน่ารัก


การรายงานถึงเรื่องพวกนี้ก็ยังดำเนินต่อมา จนถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ระบุว่าเจ้าเกรมลินนั้นทั้งใจดีและชอบช่วยเหลือ โดยมันจะคอยช่วยนำทางไม่ให้นักบินต้องประสบอุบัติเหตุอยู่หลายครั้ง แต่มีบางรายงานระบุว่า พวกมันอันตรายและโหดร้าย ชอบดื่มน้ำมัน กัดสายท่อต่าง ๆ และเจาะปีกเครื่องบินจนเป็นรู ซึ่งทั้งหมดนั้นมันก็คือเรื่องเล่าจากรายการทไวไลท์โซน ที่ตอนนั้นดำเนินรายการโดยวิลเลี่ยม แชทเนอร์


แต่ก่อนหน้าที่เรื่องราวของเกรมลินจะถูกนำมาเล่าในรายการทีวีนั้น มีนักบินระดับโลกท่านหนึ่งชื่อ ชาลส์ ลินด์เบิร์ก ได้เขียนบอกเล่าประสบการณ์ของเขาในการพบกับเจ้าเกรมลินเอาไว้ในหนังสือชื่อ The Spirit of St. Louis (ที่ออกวางจำหน่ายเมื่อ ค.ศ. 1953) เขาระบุว่า เจ้าพวกเกรมลินพวกนี้มันไม่สามารถมองเห็นรูปร่างได้ชัด ลำตัวของมันโปร่งใส เคลื่อนที่รวดเร็ว น้ำหนักตัวเบา และพวกมันก็อยู่กับเขาบนเครื่องบินตลอดเวลา


ชาลส์ ลินเบิร์กเล่าว่า ตอนเขาเห็นพวกมันก็ไม่ได้โวยวายอะไร สิ่งที่ทำได้ก็มีเพียงความพยายามเรียกขวัญตัวเองให้กลับมา และเล่าอีกว่า

“เจ้าพวกนี้มันพูดภาษามนุษย์ได้ และดูเป็นมิตร มีรูปร่างเหมือนกับไอน้ำ ไม่มีมวลสาร สามารถหายตัว หรือปรากฏตัวตามต้องการ สามารถเดินทะลุลำตัวเครื่องบินได้ ราวกับว่าไม่มีอะไรขวางอยู่เลย”


ส่วนเสียงของพวกมันเขาบอกว่า มันคอยให้คำปรึกษาและแนะนำในการบิน คอยบอกปัญหาของอุปกรณ์นำทางบนเครื่อง ซึ่งมันทำให้เขาเกิดความมั่นใจเพิ่มขึ้น และคอยบอกสิ่งสำคัญบางอย่างที่เขาไม่อาจหาใครมาบอกได้ในชีวิตจริง
ซึ่งมันก็อาจเป็นไปได้ว่าความเหนื่อยล้าในช่วงการบินอันยาวนานของเขา มันไปทำให้เขาพบเจอกับประสบการณ์ประหลาดแบบนี้ แต่อย่างไรก็ดีมันก็ถือเป็นสิ่งที่ทำให้เขาสามารถมีชีวิตรอด จนได้มาเป็นสุดยอดนักบินคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ ก็นับว่าควรค่าแก่การรับฟังพอสมควร

--------


โรเบิร์ต สเตซี่ จัดด์ กับผู้วิเศษแห่งโลลตัน

"โรเบิร์ต สเตซี่ จัดด์"
(ภาพจาก: Jacques Chirac)
โรเบิร์ต สเตซี่ จัดด์ เขาคือสถาปนิกผู้ชำนาญในการออกแบบตึกสวย ๆ อย่างโรงแรมแอสเทคในมอนโรเวีย รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เขาเติบโตและจบการศึกษามาจากประเทศอังกฤษ ผ่านงานด้านสถาปัตยกรรมมาอย่างโชกโชน
โรงแรมแอซเทคสร้างนั้นถูกตั้งโจทย์ให้ออกแบบโดยใช้ศิลปะของชาวมายัน โดยสร้างมาตั้งแต่ช่วงยุคสมัยปี ค.ศ. 1920 ซึ่งมันก็น่าจะทำให้เขาตั้งชื่อโรงแรมว่ามายัน แต่เขากลับมองว่าคนอเมริกานั้นน่าจะคุ้นเคยกับคำว่าแอซเทคมากกว่า ก็เลยตั้งชื่อโรงแรมว่าแอซเทคไปแบบดื้อ ๆ ซะอย่างนั้น
โดยเรื่องเล่าแปลกประหลาดของสเตซี่นั้น มันถูกบันทึกเอาไว้โดยตัวของเขาเอง โดยต้นฉบับถูกตั้งชื่อเอาไว้ว่า The Hermit of Loltun หรือผู้วิเศษแห่งโลลตัน ซึ่งเขาได้เล่าเอาไว้ว่า
ในช่วงที่สำรวจบริเวณใต้ดินของถ้ำโลลตันที่อยู่ในยูคาทานประเทศเม็กซิโก เขากับผู้ร่วมทีมกำลังจะสิ้นหวังในภาระกิจและคิดจะถอยหลังกลับบ้าน ตอนนั้นบันทึกเอาไว้ว่า
พวกเขาได้พบกับชายชราคนหนึ่งที่คาดว่าน่าจะมีอายุมากกว่าหนึ่งรอยปีเลยทีเดียว และสเตซี่ได้เน้นว่า มันเป็นไปไม่ได้ที่จะมีคนอาศัยอยู่ลึกเข้าไปในถ้ำใต้ดินแบบนี้ ซึ่งมันลึกมาถึง 30 เมตรจากพื้นดิน เพราะมันมากเกินกว่าที่คนทั่วไปคิดอยากลงมาอาศัยอยู่ที่นี่ได้

ถ้ำโลลตัน (Loltun Cave)
(ภาพจาก: mysteriousuniverse.org)
แล้วที่พวกเขาเจอชายชราในที่แบบนี้ ก็ต้องยืนยันกันว่าเขาคือผู้วิเศษแน่ ๆ หน้าที่ของเขาคือผู้พิทักษ์รักษาสมบัติของชาวมายัน และผู้วิเศษผู้ใจดีคนนี้ก็ได้นำทางสเตซี่และทีมให้ออกจากถ้ำไปได้ ก่อนที่จะโบกมือลาและหายกลับเข้าไปภายในถ้ำเหมือนเดิม
--------
ธีโอดอร์ รูสเวลท์ กับเยติ

ธีโอดอร์ รูสเวลท์
(ภาพจาก: history.com)

ธีโอดอร์ รูสเวลท์ เขาคือประธานาธิบดีคนที่ 26 ของประเทศสหรัฐอเมริกา และรู้จักกันดีในฐานะนักล่า และนักรักในชีวิตส่วนตัว ในหนังสือชื่อ The Wilderness Hunter เขาพูดถึงเรื่องราวของชายคนหนึ่ง กับประสบการณ์อันสุดเหลือเชื่อที่เขาเรียกตัวเอกในเรื่องว่า "บาวแมน"

หนังสือ The Wilderness Hunter
ซึ่งบาวแมนของเท็ด รูสเวลท์นั้น เป็นชายที่ทำให้ท่านประธานาธิบดีรู้สึกประทับใจมาก บาวแมนเป็นนายพราน เขาเป็นนักล่าที่ต้องไปเจอกับบางสิ่งบางอย่างที่ท่านประธานยืนยันว่า มันเป็นสิ่งลึกลับที่ไม่มีใครสามารถให้คำตอบได้ เพียงแต่เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเรื่องราวของบาวแมนนั้นมันเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งกันแน่


โดยท่านประธานาธิบดีเล่าว่าบาวแมนกับเพื่อนที่เขาไม่รู้จักชื่อ มักจะออกป่าเพื่อไปล่าตัวบีเวอร์ พอเสร็จงานพวกเขาทั้งสองก็กลับไปแคมป์เพื่อพัก และที่นี่พวกเขาพบว่ามันมีร่องรอยของหมี หรือไม่ก็อะไรสักอย่างแวะมาเยี่ยมพวกเขาถึงถิ่น


ในขณะที่ทั้งสองเข้านอน บาวแมนก็ต้องตื่นขึ้นมาเพราะเสียงดัง เขามองเห็นเงาร่างอันใหญ่โตอยู่ในความมืด และก่อนที่เขาจะได้ตกใจกลัว บาวแมนก็ใช้ปืนไรเฟิลยิงเข้าไปตรงที่ตัวของมัน
และทั้งคืนนั้น ทั้งสองก็ไม่ยอมห่างจากกันจนกระทั่งถึงรุ่งเช้า และหลังจากการออกป่าล่าสัตว์ในตอนกลางวันจบลง พวกเขาก็กลับมาที่แคมป์เหมือนเดิม และที่เหมือนเดิมมันก็คือเจ้าตัวอะไรสักอย่างของเมื่อคืน แวะกลับมาที่นี่อีกครั้งนั่นเอง

(ภาพจาก: SharpWriter)

และคืนนั้นพวกเขาได้ก่อไฟกองใหญ่ขึ้นมา เพื่อให้ตัวเองรู้สึกอุ่นใจก่อนที่จะเข้านอน และในช่วงประมาณเที่ยงคืนพวกเขาก็ได้ยินเสียงคำรามดังขึ้น และสังเกตได้ว่าเจ้าสิ่งนั้นมันกำลังเฝ้ามองพวกเขาอยู่จากฝั่งตรงข้ามของลำธารเป็นเวลาเกือบชั่วโมง พอถึงตอนเช้าชายทั้งสองจึงตัดสินใจออกไปเก็บกับดักทั้งหมดกลับมา ซึ่งมันก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ทั้งสองต้องแยกกันทำงานเป็นครั้งสุดท้าย
เพราะประมาณหนึ่งชั่วโมงต่อมา บาวแมนก็พบคู่หูของเขากลายเป็นศพ สภาพศพเพื่อนรักยังอุ่น ๆ ที่คอเหมือนถูกอะไรบางอย่างทำให้มันหักและมีรอยกัด เห็นแบบนี้บาวแมนจึงทิ้งทุกอย่างไม่เว้นแม่กระทั่งปืนของตัวเอง รีบเผ่นหนีออกจากที่เกิดเหตุตรงนั้นทันที

--------

เดกี้ สเลตัน กับยูเอฟโอ

โดนัล เคนท์ สเตตัน
(ภาพจาก: NASA)

โดนัล เคนท์ สเตตัน เขาเคยเป็นนักบินอยู่ในสมรภูมิถึง 56 ครั้งในยุโรป และ 7 ครั้งในญี่ปุ่นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2  ก่อนที่ต่อมาเขาจะได้มาเป็นวิศวกรการบิน และได้มาเป็นนักบินอวกาศในที่สุด


ในปี ค.ศ. 1975 สเตตันรับหน้าที่เป็นนักบินอวกาศในยานอพอลโลในภาระกิจที่ระบุว่า เป็นความสำเร็จครั้งแรกในการทดสอบระบบเชื่อมต่อของยาน และเป็นภารกิจแรกที่สหรัฐอเมริกาต้องทำงานกับนักบินอวกาศของสหภาพโซเวียต


ด้วยภารกิจนี้ร่วมกับเรื่องอื่น ๆ ทำให้สเตตันได้รับเหรียญเกียรติยศ รวมไปถึงเหรียญรางวัลพิเศษจากนาซ่า นั่นก็คือเหรียญผู้นำยอดเยี่ยม และรางวัลพี่น้องตระกูลไรท์ สาขาการบินอวกาศ
นอกจากนี้สเตตันก็ยังปรากฏตัวอยู่ในเหตุการณ์แปลกประหลาดครั้งหนึ่ง ตอนนั้นอยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1951 ระหว่างที่เขากำลังทดสอบการบิน ตอนนั้นเขาเห็นอะไรบางอย่างที่ดูแล้วก็น่าจะเป็นบอลลูนตรวจสภาพอากาศ แต่สเตตันบินผ่านไปมาที่เจ้าวัตถุนี้อยู่สองรอบ และบอกว่า เจ้าวัตถุชิ้นนี้มันดูไม่เหมือนบอลลูนเลย แต่มันเหมือนกับจานบินมากกว่า !
สเตตันบอกว่าเจ้าวัตถุนั้นบินไต่ระดับขึ้นไป 45 องศา จากนั้นมันก็เร่งความเร็วขึ้นก่อนที่จะหายตัวไป ซึ่งเขาเองก็ไม่สามารถจะบินตามต่อได้ มันบินเร็วอย่างกับกระสุนปืน เขาจึงตัดสินใจหันหน้าเดินทางกลับบ้านแทน ซึ่งเรื่องนี้สเตตันได้บันทึกเอาไว้ในหนังสือของเขาชื่อ Deke ! U.S. Manned Space: From Mercury To the Shuttle (เดกี้ยูเอสแมนด์สเปซ ฟรอมเมอร์คิวรี ทูเดอะชัทเทิล)

หนังสือ Deke ! U.S. Manned Space: From Mercury To the Shuttle


ซึ่งมันก็อาจจะเป็นจานบินจริง ๆ ก็ได้ แต่เราก็ไม่ทราบเช่นกันว่าจริงหรือเปล่า ? เพราะสหรัฐอเมริกาในยุคนั้นมีผู้คนมากมายแต่งหนังสือแนวเหลือเชื่อขายดีกันเป็นเทน้ำเทท่า ดังนั้นเราจึงต้องขอให้มาฟังเรื่องจากนักปรัชญาแห่งยุคท่านนี้กันบ้าง


--------


เรเน่ เดสคาร์ทส์ กับ 3 โลกทัศน์

เรเน่ เดสคาร์ทส์
(ภาพจาก: Frans Franchoisz Hals)

เรเน่ เดสคาร์ทส์ ชายผู้ถือกำเนิดในช่วงปี ค.ศ. 1596 เขาเป็นนักคณิตศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ และนักปรัชญาชาวฝรั่งเศษ เจ้าของวลีที่ว่า “ผมเชื่อว่าตัวเองเป็นเช่นนั้น”
แต่ถึงแม้คุณเดสคาร์ทจะใช้หลักปรัชญา คณิตศาสตร์ และตรรกะในการเข้าใจทุกสิ่งบนโลกก็ตาม บางสิ่งบางอย่างเขาก็เข้าใจผิดได้อยู่ดี ยกตัวอย่างเช่น เขาเข้าใจว่าหัวใจทำหน้าที่ให้ความอบอุ่นแก่เม็ดเลือดเพื่อให้เลือดสามารถวิ่งไปตามเส้นเลือดได้

แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าความน่าเชื่อถือของเดสคาร์ทส์จะดูด้อยลงในด้านที่เขาถนัด เพราะเขาคือผู้คิดค้นระบบการวิเคราะห์รูปทรงเรขาคณิต ไปจนถึงได้รับการขนานนามจากคนยุคนั้นว่าเป็นบิดาแห่งปรัชญาสมัยใหม่ เน้นการหาคำตอบจากข้อสงสัยด้วยการสังเกตและการทดลอง
ดังนั้นทุกสิ่งที่เขาเป็นมันเลยทำให้เราต้องสนใจในสิ่งที่เขาฝันเห็นเช่นกัน โดยตอนที่เขาไปเที่ยวในเมืองนูเร็มเบิร์กของประเทศเยอรมัน เมื่อปี ค.ศ. 1619 เดสคาร์ทส์เล่าว่า เขาฝันเห็นสามสิ่ง นั่นคือ ฟ้าผ่า ฟ้าร้อง และเห็นวิญญาณของพระผู้พระเจ้า และยังบอกอีกว่าการเผชิญหน้ากับพระองค์ในครั้งนั้น ทำให้จิตใจของเขาเติมเต็มและปราดเปรื่องในด้านเรขาคณิตอย่างที่เห็นกันเลยทีเดียว



--------


ชาลี แชปลิน กับมนุษย์กบ

ชาลี แชปลิน
ชาลี แชปลิน เขาได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางในฐานะของบุคลสำคัญด้านประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ เขาเป็นทั้งโปรดิวเซอร์ ผู้เขียนบท ผู้กำกับ นักแต่งเพลง นักแสดง และตัวตลก ที่เริ่มต้นทุกอย่างจากการสร้างคาแร็กเตอร์ให้เป็นแบบที่เราเห็นกัน แต่ถึงอย่างนั้นก็มีรายงานว่าชาลี แชปลิน มีความกลัวมากเกี่ยวกับการมาของภาพยนตร์เสียงในฟิล์ม

จนเวลาผ่านไปกับการเรียนรู้ก็ทำให้ชาลี แชบปลินกลับมาประสบความสำเร็จได้อยู่ดี โดยหลักฐานของเรื่องนี้ก็คือรูปปูนปั้นอนุสาวรีย์ของเขา ที่คนรุ่นหลังยกให้ชายคนนี้เป็นตำนานแห่งจอเงินนั่นเอง
ตามอัตชีวประวัติของชาลี แชปลินเคยพูดเกี่ยวกับประสบการณ์แปลก ๆ ในช่วงที่เขายังท่องเที่ยวไปตามคณะละครเร่ตอนวัยรุ่น ช่วงหนึ่งเขาต้องค้างแรมอยู่ในบ้านพักคนงานเหมืองที่เอ็บเบวเวล์ ที่อยู่ในเมืองเวลส์ ประเทศอังกฤษ (Ebbw Vale in Wales) เขาเล่าว่าทางที่พักเสนอการแสดงจากคนที่พวกเขาเรียกชื่อว่ากิลเบิร์ท โดยบอกว่าคน ๆ นี้คือ “มนุษย์กบ”

ภาพประกอบ "มนุษย์กบ"
ชาลี แชปลินบรรยายลักษณะของกิลเบิร์ทว่า เขาดูเหมือนมนุษย์ครึ่งตัว ไม่มีขา ตัวใหญ่ ผมสีบลอนด์ หัวแบน ใบหน้าสีขาวซีด จมูกบุ๋ม ปากกว้าง แขนทรงพลัง มีกล้ามเนื้อมัดใหญ่ คลานไปมาอยู่บนพื้น และถูกยกขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะ มาถึงตรงนี้จากที่ตอนแรกชาลีคิดว่าชายคนนี้ไม่มีขา เขาก็พบว่ามีนิ้วเท้าเล็ก ๆ สิบนิ้วงอกออกมาสั้น ๆ ทะลุออกมาจากกางเกงชั้นในที่กิลเบิร์ทสวมใส่อยู่


กิลเบิร์ทยิ้มให้ชาลีซึ่งตรงนี้เขาก็บรรยายว่า ฟันของกิลเบิร์ททั้งใหญ่ทั้งเหลือง จากนั้นกิลเบิร์ทก็ลอยตัวขึ้นไปในอากาศด้วยการผลักจากแรงแขนของตัวเอง ชาลีบอกว่ากิลเบิร์ทลอยสูงเกือบเท่าหัวของเขาเลย โดยเรื่องราวอันเกินจะเชื่อได้ของชาลี แชปลินเรื่องนี้ ก็น่ากลัวมากพอที่ต่อมาอีกหลายปีซีรีย์ภาพยนตร์เรื่องดิเอ็กซ์ไฟล์ ก็นำพล็อตมาสร้างเป็นตอนที่ชื่อว่าโฮม เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ในครั้งนั้นของเขา

--------


พระเจ้าจอร์จที่ 5 กับเรือฟลายอิงดัชแมน

"พระเจ้าจอร์จที่ 5"
พระเจ้าจอร์จที่ 5 กษัตริย์ในราชวงศ์ของประเทศอังกฤษ ทรงครองราชย์อยู่ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 1
ในปี ค.ศ. 1881 พระเจ้าจอร์จที่ 5 และพระเชษฐาชื่อเจ้าชายอัลเบิร์ท ได้เสด็จพยุหาดยาตราทางชลมาคด้วยเรือพระที่นั่ง HMS Inconstant ไปยังชายหาดของประเทศออสเตรเลีย ในภายหลังปรากฏบันทึกจากราชเลขาส่วนพระองค์มีใจความบอกให้พวกเรารู้ว่า


เมื่อวันที่ 11 กรกฏาคม ตอนนั้นเวลาประมาณตี 4 เรือฟลายอิงดัทช์แมนแล่นข้ามผ่านกองเรือธนูของพวกเรา ไฟสีแดงอันแปลกประหลาดจากเรือปีศาจฉาดฉายไปทั่วตรงกลางระหว่างเสากระโดง และมีใบเรือสูงใหญ่ที่มองเห็นได้ไกลกว่า 200 หลา ต้นหนรายงานว่ามันเข้ามาใกล้กราบเรือจนเห็นได้ชัดแล้ว นั่นจึงทำให้เขาสั่งเรือให้เร่งความเร็วขึ้นจนอยู่ในระยะประชิด แต่พอเข้าไปใกล้จริง ๆ มันกลับหายไปไร้สัญญาณใด ๆ บ่งบอกว่ามันเคยมีเรือที่ว่าอยู่ตรงนั้น

(ภาพจาก: Ancient Origins)
ต่อมาทั้งพระเจ้าจอร์จและเจ้าชายอัลเบิร์ตทรงเพิ่มเติมว่า หนึ่งชั่วโมงต่อมาก็มีลูกเรือคนหนึ่งบอกว่าเขาเห็นเรือปีศาจลำนั้น กำลังค่อย ๆ จมลงสู่ใต้ท้องทะเลด้วย


--------


อับราฮัม ลินคอล์น กับเงาสะท้อนสองบุคคลิก

อับราฮัม ลินคอล์น
(ภาพจาก: Alexander Gardner)

เรื่องราวอันน่าเหลือเชื่อของ อับราฮัม ลินคอล์น ถูกอ้างอิงไว้ในหนังสือชื่อ Recollections of Abraham Lincoln ที่ออกพิมพ์เมื่อช่วงปี ค.ศ. 1847 ถึง ค.ศ. 1865 เขียนโดยเพื่อนสนิทและบอดี้การ์ดของเขาชื่อ เวิร์ด ฮิล แลมอน ซึ่งแลมอนคนนี้เป็นชายผู้หนึ่งที่ลินคอล์นไว้ใจ และได้มีโอกาสรับฟังเรื่องราวประสบการณ์แปลก ๆ จากท่านประธานในคืนวันสำคัญ ที่เขาได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐอเมริกา

หนังสือ Recollections of Abraham Lincoln
ลินคอล์นเล่าว่า ตอนนั้นเขาอยู่ในห้องเพียงคนเดียว สายตาเขามองไปที่กระจกบานหนึ่งในห้อง แล้วเห็นใบหน้าของตัวเองออกมาถึงสองแบบ ลินคอล์นบอกว่าเงาในกระจกแบบแรกนั้นเต็มไปด้วยพลังชีวิตและความหวัง ส่วนอีกแบบนั้นดูเหมือนผีจนน่ากลัว

ต่อมาลินคอล์นได้กลับมารับตำแหน่งอีกครั้งในปี ค.ศ. 1864 เขาก็จำประสบการณ์ครั้งนี้ได้และบอกว่า ใบหน้าที่ดูเหมือนผีตอนนั้นมันน่าจะหมายถึงในอนาคตของเขา ที่จะต้องได้ยินเสียงสาปแช่งมาจากฝั่งด้านมืดก่อนที่จะหมดวาระครั้งที่ 2 แน่ ๆ
โดยในหนังสือเล่มที่บอกว่าลินคอล์นเห็นอะไรแบบนี้ก็แค่ในกระจกห้องของตัวเองเท่านั้น ซึ่งในปัจจุบันก็คาดกันว่ามันน่าจะมาจากตัวกระจกบานนั้นมีปัญหามากกว่า แต่ถึงจะบอกแบบนั้นการที่เพื่อนสนิทของท่านอดีตผู้นำเชื่อเรื่องนี้ มันก็ย่อมหมายความว่าลินคอล์นต้องอยู่กับกระจกหลอนบานนี้มาตลอดชีวิตกันเลยใช่ไหม ?

--------


เซอร์เอ็ดมันด์ ฮิลลารี่ กับเยติ

เซอร์เอ็ดมันด์ ฮิลารี่
(ภาพจาก: TimofKingsland)

ในปี ค.ศ. 1953 เซอร์เอ็ดมันด์ ฮิลารี่ และเทนซิง นอร์เกย์ ได้เป็นคนกลุ่มแรกที่ไปถึงยอดเขาเอเวอร์เรสต์ซึ่งถือเป็นจุดสูงที่สุดของโลกใบนี้ และก็เป็นที่แน่นอนว่าการจะทำแบบนี้ได้ฮิลารี่จะต้องเคยมีประสบการณ์ปีนเขาอย่างโชกโชนมาก่อน ซึ่งมันก็คือการปีนสู่ยอดเขาสูงสุดของประเทศนิวซีแลนด์ในปี ค.ศ. 1948 นั่นเอง

"เซอร์เอ็ดมันด์ ฮิลารี่" และ "เทนซิง นอร์เกย์" ผู้พิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสต์คนแรก
โดยในหนังสือของเขาชื่อไฮแอดเวนเจอร์นั้น ฮิลารี่ได้บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิตเหนือน้ำทะเล 5,800 เมตร แถบเทือกเขาหิมาลัยในปี ค.ศ. 1952 หนึ่งปีก่อนการปีนเขาครั้งประวัติศาสตร์

เขาเล่าเอาไว้ว่าพวกเราปีนเขาที่ค่อนข้างสูงชัน อยู่ดี ๆ เพ็มบา เชอร์ปาคนนำทางของเราก็หยุดขยับตัว และหยิบอะไรบางอย่างออกมาจากก้อนหิน มันน่าตื่นเต้นมาก เพ็มบาส่งมันให้กับอังเพ็มบาดู และทำสีหน้าเคร่งเครียด

ผมถามพวกเขาว่ามันคืออะไร ? พวกเขาจึงส่งมันใส่มือมาให้ผมดู มันเป็นกระจุกเส้นผมทั้งหนาและหยาบ มันเหมือนขนแปรงมากกว่าจะเป็นขนของสัตว์ด้วยซ้ำ จากนั้นพวกเขาก็ตะโกนขึ้นมาว่า “เยติ ซาฮิบ เยติ !” ผมไม่สามารถจะดึงสติของพวกเขากลับมาจากการพบเส้นขนในสถานที่ ๆ ไม่ควรพบแบบนี้ได้เลย

“เยติ ซาฮิบ เยติ !”
ต่อมาในขณะที่ฮิลารี่กำลังจะอ้าปากคุยกับนักสำรวจอีกคนชื่อจอร์จ โลว์ อยู่ดี ๆ เพ็มบ้าก็คว้าเจ้ากระจุกขนนี้กลับไป แล้วรีบปามันทิ้งทันที
ซึ่งประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้ฮิลารี่ผันตัวมาเป็นหนึ่งในผู้ค้นหาเยติอย่างจริงจัง แต่ในภายหลังฮิลารี่ก็ออกมายืนยันว่า มันไม่น่าจะมีเจ้าตัวประหลาดแบบนั้นอยู่จริง ๆ หรอก


โดยฮิลารี่ได้แบ่งปันประสบการณ์ครั้งนี้ลงในนิตยสารไลฟ์แม็กกาซีน ปี ค.ศ. 1961 เพื่อบอกเล่าการพบเยติอีกครั้ง โดยในตอนจบเขาได้พูดยืนยันว่าในมุมของสายจินตนาการแล้ว มันไม่มีอะไรต้องสงสัยเลยว่าเยตินั้นมีอยู่จริง

--------

วิลเลี่ยม ไลออน แม็คเคนซี คิง กับความเชื่อเรื่องวิญญาณ

วิลเลี่ยม ไลออน แม็กเคนซี คิง
วิลเลี่ยม ไลออน แม็กเคนซี คิง เขาคือนายกรัฐมนตรีของประเทศแคนาดาที่ดำรงตำแหน่งมาแล้วมากกว่า 20 ปี ผ่านมาหมดทั้งช่วงเศรษฐกิจโลกตกต่ำไปจนถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 ความเป็นผู้นำของเขา ชื่อเสียง และความประณีประนอม ถือเป็นสิ่งที่ทำให้โลกต้องยอมรับนายกแคนาดาผู้นี้
แต่ชื่อเสียงอีกด้านของเขาก็คือความเปิ่นที่ทำให้วิลเลี่ยมใช้ความเชื่อมาตัดสินใจแปลก ๆ ระดับชาติอยู่หลายครั้ง เขาชอบดูศพคนตาย ชอบจ้องมองไปที่ใบชาในถ้วย และใช้ครืมโกนหนวดเป็นแนวทางในการตัดสินใจขับเคลื่อนนโยบาย
วิลเลี่ยมเคยเขียนบันทึกเกี่ยวกับประสบการณ์ที่เขาได้พูดคุยกับวิญญาณตอนที่นั่งชุมนุมคนทรงและในความฝันของเขา โดยบันทึกคำบอกเล่าอ้างว่า เขาเคยพูดกับวิญญาณของคุณแม่ที่ตายไปในหัวข้ออดีตนายกรัฐมนตรีวิลฟริด ลอร์เรีย

อัลลัน ลาวีน
(ภาพจาก: Theglobeandmail)

ดังนั้นก็คงไม่แปลกที่จะมีเรื่องใหญ่กว่านี้ถูกบันทึกไว้ โดยผู้บันทึกประวัติของเขาชื่ออัลลัน ลาวีน เขียนระบายความอัดอั้นกับงานของเขาไว้ว่า มันเป็นไปไม่ได้ที่จะรู้ใจคนอื่น โดยเฉพาะจากชายที่ต้องอยู่เพียงลำพังตอนอายุ 60 ในฐานะผู้นำพรรคประชาธิปไตย ซึ่งผมต้องมาเสียเวลาเขียนเรื่องราวบ้า ๆ ที่ชายคนนี้ได้ก่อเอาไว้ นี่มันอะไรกัน !


จากเรื่องราวทั้งหมดก็น่าจะทำให้เราทราบกันว่า บางแง่มุมของบุคคลสำคัญระดับโลก ก็ต้องมีบ้างที่พวกเขาจะมีช่วงเวลาแปลก ๆ ที่ทำให้คนอย่างพวกเรารู้สึก ว่าพวกเขาไปเจออะไรมากันแน่ !

ซึ่งมิติที่ 6 เองก็อยากจะแนะนำท่านผู้ชมที่อาจจะกำลังคล้อยตามเรื่องราวต่าง ๆ นี้ว่า สุดท้ายแล้วจินตนาการสำคัญกว่าความรู้เพราะอะไร ? และทำไมหลาย ๆ คนถึงเลือกที่จะเชื่อเรื่องในหัวของเขา มากกว่าตรรกความเป็นจริง เพราะชีวิตนี้มันสั้นนัก หัดมีความสุขจากเรื่องเล่าแปลก ๆ กันบ้าง มันก็น่าจะดีนะครับ !


หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ และอย่าลืมทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี

แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา: Listverse

แท็ก: top10, incredible, stories, credible, people, เหลือเชื่อ, ชาลส์ ลินด์เบิร์ก, เกรมลิน, Gremlins, โรเบิร์ต สเตซี่ จัดด์, Robert Stacy Judd, ธีโอดอร์ รูสเวลท์, เยติ, Teddy Roosevelt, Bigfoot, เดกี้ สเลตัน, Deke Slayton, เรเน่ เดสคาร์ทส์, Rene Descartes, Three Visions, ชาลี แชปลิน, มนุษย์กบ, Charlie Chaplin, Human Frog, พระเจ้าจอร์จที่ 5, เรือฟลายอิงดัชแมน, Flying Dutchman, อับราฮัม ลินด์คอล์น, Two Faces In The Mirror, เซอร์ เอ็ดมันด์ ฮิลลารี่, เยติ, Sir Edmund Hillary, Yeti, วิลเลี่ยม ไลออน แม็คเคนซี คิง, ความเชื่อเรื่องวิญญาณ