ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 | เปิดปม 15 ตำนานพญานาค ความเชื่ออันยิ่งใหญ่มากกว่าที่เราเคยรู้ !!! - ตำนานโลก



ในโลกใบนี้ ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่เราไม่เคยรู้ บางเรื่องก็มีคำตอบ บางเรื่องก็ไม่สามารถหาคำตอบได้ ซึ่งทุกอย่างมันก็ขึ้นอยู่กับเราว่าเลือกจะเชื่อกันไปในทิศทางไหน !

กดเพื่อดูคลิปที่นี่


มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาท่านผู้ชมไปรู้จักกับอีกหนึ่งตำนานอันยิ่งใหญ่ คนบางกลุ่มเชื่อว่ามันเคยมีจริง แต่คนอีกกลุ่มก็พยายามจะสรุปไปในทิศทางตรงกันข้าม แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าตำนานเรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องเล่าท้องถิ่น แต่มันคือตำนานอันยิ่งใหญ่ที่ยิ่งสืบย้อนกลับไปเท่าไหร่ มันก็ยิ่งทำให้เรารู้ว่า ความเชื่อบางอย่างมันมีค่ามากเกินกว่าจะก้าวล่วงจริง ๆ !!!


นาค คำนี้มาจากภาษาบาลีและสันสกฤตว่า นากาเดวะนาการี ใช้เรียกกลุ่มเทพสายหนึ่งที่หมายถึงงูผู้ยิ่งใหญ่ เจาะจงไปที่งูเห่าและงูจงอาง โดยพบว่านาคนั้นถูกเรียกใช้กันในกลุ่มลัทธิจากประเทศอินเดียของศาสนาฮินดูและพุทธ โดย "นาค" หรือ "นาคา" เป็นคำที่ใช้เรียกกับเทพฝ่ายชาย ส่วนเทพฝ่ายหญิงจะเรียกว่า "นาคี"


ในประเทศอินเดียทุกวันนี้คำว่างูเห่าจะใช้คำว่า "นาจา" ที่มีความหมายเช่นเดียวกันกับคำว่า "ฟานีน (Phaṇin)" ซึ่งถือเป็นหนึ่งในหลาย ๆ คำ ที่ใช้เรียกสัตว์ประเภทงูเช่นกัน


ในมหากาพย์เรื่องมหาภารตะเองได้นำเสนอตำนานของนาคาเอาไว้ในแง่ลบ โดยระบุว่านาคานั้นเปรียบเสมือนผู้ทำลายสรรพสิ่งมีชีวิต และบอกกับเราว่ามันคืองูที่มีพิษร้ายแรง มีความดุร้ายโหดเหี้ยมต่อสัตว์ต่าง ๆ และในบางจุดของเรื่องนั้นนาคาจะมีบทบาทสำคัญในการเดินเรื่อง ที่คอยออกมาหลอกลวงตัวละครสำคัญอื่น ๆ ซึ่งก็มีบางครั้งที่นาคในมหาภารตะจะได้รับบทเป็นคนดีอยู่บ้าง


โดยในมหากาพย์เรื่องนี้ได้บรรยายลักษณะของนาคาเอาไว้ว่าเป็นครึ่งคนครึ่งงู หลายครั้งก็ระบุว่ามีรูปร่างเป็นมนุษย์ บางครั้งก็บอกว่าเป็นงูไปตรง ๆ ยกตัวอย่างเช่น เรื่องราวของเจ้าชายนาคาที่ชื่อเชชา ผู้ออกมาโอบอุ้มโลกทั้งใบด้วยศีรษะ จะเริ่มปรากฏตัวตอนแรกในร่างของนักพรตผู้ฝึกตน ซึ่งผู้ที่ร้องขอให้เจ้าชายเชชาออกมาทำเช่นนี้ก็คือพระพรหมนั่นเอง


และในมหาภารตะนี้ได้ระบุศัตรูคู่อาฆาตของนาคาเอาไว้ก็คือ "พญาเหยี่ยวการุด้า" หรือ "พญาครุฑ" ที่เริ่มต้นนั้นเกิดจากเมื่อครั้ง "พระกัศนมุนี" หรือ "พระกัศยปเทพบิดร" ผู้ให้กำเนิดเทพมากมายหลายองค์ โดยมีชายา 13 นาง

"พระกัศยปเทพบิดร" และชายา 13 องค์
สองพระนางจากชายาทั้งหมดนั้นมีนามว่า วินตา และกัทรุ ได้ขอพรกำเนิดบุตรแก่พระกัศยป โดยนางกัทรุที่เป็นนาคได้ขอบุตรเป็นนาคจำนวนหนึ่งพันตัว และนางก็ได้บุตรไปตามความปรารถนานั้น ส่วนนางวินตานั้นเป็นครุฑ ก็ขอบุตรที่มีอำนาจวาสนาสององค์ ซึ่งต่อมานางก็คลอดบุตรออกมาเป็นไข่สองฟอง
แต่ด้วยความที่ตัวเองใจร้อนจึงชิงทุบไข่ฟองหนึ่งให้แตกออก นั่นจึงทำให้นางพบว่าเทพบุตรองค์นี้เพิ่งจะได้ร่างเป็นคนเพียงครึ่งตัว นางจึงตั้งชื่อบุตรองค์นี้ว่า อรุณ แต่อรุณกลับไม่พอใจที่มารดาทำให้ตัวเองต้องคลอดก่อนกำหนดจนต้องมีสภาพผิดปกติเช่นนี้ นั่นจึงทำให้อรุณสาปแช่งมารดาของตัวเองให้ไปเป็นทาสของนางกัทรุ แล้วบอกว่าถ้าอยากจะพ้นสภาพนี้ ก็ให้รอไข่ใบที่สองฟักออกมาเสียก่อน ส่วนตัวอรุณเทพบุตรเองนั้น ก็จากไปทำหน้าที่สารถีให้กับสุริยเทพ


พอถูกสาปเอาไว้นางวินตาจึงไม่กล้าทุบไข่ใบที่สองและรอจนถึงกำหนดวันฟัก พอถึงเวลาไข่ใบนั้นได้แตกออกมาเป็นพญาครุฑ ร่างกายใหญ่โตเทียมฟ้า กระพริบตาทีเหมือนกับฟ้าแลบแปรบปราบ และทุกครั้งที่พญาครุฑขยับปีกก็จะเกิดลมรุนแรงถึงขั้นพัดภูเขาหายไปได้ทั้งลูก และยังมีรัศมีพวยพุ่งออกมาจากร่างเป็นไฟลามลุกไหม้ไปทั่วทุกสารทิศด้วย


ต่อมานางกัทรุและนางวินตาได้พนันทายสีของม้าทรงของพระสุริยะว่า ใครทายผิดจะต้องเป็นทาสของอีกฝ่ายไป 500 ปี โดยนางวินตาทายว่าม้าตัวนี้ต้องเป็น "สีขาว" ส่วนนางกัทรุบอกว่ามันต้องเป็น "สีดำ" ซึ่งจริง ๆ ม้าตัวนี้ก็เป็นสีขาวตามคำทายของนางวินตา แต่นางกัทรุกลับวางอุบายใช้ให้ลูก ๆ ของตนแปลงกายเป็นเส้นขนสีดำ (ซึ่งบางตำนานบอกว่านางใช้ให้ลูก ๆ ไปพ่นพิษใส่ม้าจนกลายเป็นสีดำก็มี) นั่นจึงทำให้นางวินตาเข้าใจว่าตัวเองทายผิด จนมีผลทำให้ต้องกลายเป็นทาสนางกัทรุไปอีก 500 ปี !


ต่อมาพญาครุฑทราบความจริงที่มารดาถูกโกง จึงไปพูดคุยกับกลุ่มนาคของนางกัทรุ ให้ปล่อยมารดาของตนเป็นอิสระ แต่พวกนาคกลับขอให้พญาครุฑไปเอาน้ำอัมฤตมาแลกเปลี่ยนกับคำขอครั้งนี้ พญาครุฑจึงบินขึ้นไปบนสวรรค์ เพราะทราบว่าน้ำอัมฤตนั้นอยู่กับพระจันทร์ พอไปถึงที่หมายพญาครุฑก็นำพระจันทร์มาเก็บเอาไว้ที่ตรงใต้ปีก นั่นจึงทำให้พญาครุฑต้องถูกพระอินทร์และเหล่าทวยเทพ ไล่ติดตามมาเอาคืนจนเกิดต่อสู้กัน
ด้วยฤทธิ์เดชอันแข็งกล้าของพญาครุฑ จึงทำให้เหล่าเทพต้องพ่ายแพ้อย่างหมดท่า เดือดร้อนไปถึงพระวิษณุต้องรีบเข้ามาขวางจนเกิดปะทะกันอีก แต่ด้วยพลังที่ทัดเทียมกันทำให้ไม่มีใครเอาชนะใครได้ จนสุดท้ายต้องกลับมาพูดคุยสงบศึก โดยพระวิษณุให้พรแก่พญาครุฑด้วยความเป็นอมตะ และยกย่องให้ศักดิ์เหนือกว่าพระองค์ ส่วนครุฑเองก็สัญญาว่าจะเป็นพาหนะและสัญลักษณ์รถศึกให้กับพระวิษณุเช่นกัน เพื่อแสดงให้เห็นว่าพระวิษณุนั้นมีศักดิ์สูงกว่าครุฑ


พอศึกใหญ่จบลงด้วยดี พญาครุฑจึงแอบเอาหม้อใส่น้ำอัมฤตกลับมา แต่พระอินทร์ก็ไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น ท่านจึงตามพญาครุฑมาขอของคืนอีก พญาครุฑจึงบอกความจริงว่าตนต้องนำน้ำอัมฤตไปให้เหล่านาคเพื่อแลกกับอิสรภาพของมารดา อย่างไรแล้วตนก็ต้องรักษาสัจจะวาจาที่รับคำไปแล้ว และถ้าพระอินทร์อยากได้คืนก็จงไปเอาคืนกับเหล่านาคจะดีกว่า นั่นจึงทำให้พญาครุฑสามารถนำน้ำอมฤตกลับไปยังโลกเบื้องล่างได้สำเร็จ


พญาครุฑนั้นวางหม้อน้ำอมฤตไว้บนกอหญ้าคา และนำมาหยดแสดงให้นาคดูสองสามหยด ซึ่งแน่นอนว่าหยดน้ำเหล่านั้นก็ตกลงไปบนหญ้าคาเช่นกัน เหล่านาคเห็นว่าเป็นของจริงก็ดีใจจึงยอมปล่อยตัวนางวินตาให้เป็นอิสระทันที


เมื่อพญาครุฑกับมารดาจากไป เหล่านาคก็พากันลงไปอาบน้ำในสระ กะว่าขึ้นมาก็จะดื่มน้ำอมฤตฉลองกัน และในขณะนั้นพระอินทร์ก็เสด็จมาและนำหม้อน้ำกลับไปดื้อ ๆ นั่นจึงทำให้พวกนาคถึงกับเงิบ ทำได้แต่พากันไปเลียตามใบหญ้าคาที่จำได้ว่าพญาครุฑหยดน้ำอมฤตให้ดูเมื่อสักครู่นั้น แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเลียกันดุเดือดเกินไปหรือเปล่า ทำให้เหล่านาคถูกหญ้าคาบาดกลางลิ้นเป็นทางยาว จนเป็นที่มาว่าทำไมงูถึงมีลิ้นสองแฉกในปัจจุบันนั่นเอง


กลับมาที่ฝ่ายพญาครุฑ ที่แม้ตัวเองจะได้มารดากลับมาแล้ว ก็ยังเจ็บแค้นที่ถูกพวกนาครังแกครอบครัวของตน จนทำให้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาพญาครุฑจึงไม่ถูกกับนาคอีกต่อไป ทั้ง ๆ ที่เคยเป็นญาติมีต้นเชื้อพันธุ์ร่วมกันมาก่อน โดยว่ากันว่ารุ่นลูกหลานของครุฑและนาคเจอกันทีไรจะมีเหตุทำให้ต้องเกิดเรื่องบาดหมางเพิ่มขึ้นเสมอมา


นอกจากตำนานที่กล่าวไปนั้น เรื่องราวของนาคก็ยังเป็นส่วนหนึ่งในประเพณีของชาวฮินดูและเอเชีย

ประเทศอินเดีย นาคถือเป็นผู้ปกปักษ์รักษาฤดูฝน บ่อน้ำและแม่น้ำต่าง ๆ โดยเชื่อกันว่าพวกมันจะเป็นผู้นำฝนไปจนถึงพายุมาให้กับชาวบ้าน นั่นจึงทำให้นอกจากเรื่องดี ๆ อย่างน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ว่ามาจากนาคแล้ว นาคก็ยังนำพาหายนะอย่างพายุฝนฟ้าคะนองมาสู่ชาวบ้านอย่างแสนสาหัสด้วยเช่นกัน

นาคอินเดีย

ด้วยความเชื่อว่านาคก็คืองูที่จำแลงกายเป็นมนุษย์ จึงทำให้พวกมันมีลักษณะนิสัยอยากรู้อยากเห็นมากเกินไป และนอกจากนี้ยังว่ากันว่าเมื่อมนุษย์ทำอะไรให้นาคไม่พอใจ นาคก็จะลงโทษพวกเขาเหล่านั้นด้วยความ
โหดเหี้ยม
โดยชาวอินเดียทางตอนใต้จะให้ความเคารพต่อนาคเป็นอย่างมาก พวกเขาเชื่อว่านาคคือผู้นำความอุดมสมบูรณ์มาให้พวกเขา  


ศาสนาพุทธ กล่าวกันว่านาคก็คืองูใหญ่ที่บางครั้งมีศีรษะเดียว บางครั้งก็มีหลายศีรษะ สามารถใช้เวทย์มนต์จำแลงกายเป็นมนุษย์ได้ โดยมีหลักฐานปรากฏอยู่ในงานภาพวาดตามโบสถ์ของชาวพุทธ ที่แสดงให้เห็นว่านาคสามารถแปลงร่างเป็นมนุษย์ สวมมาลารูปงูหรือมังกรไว้บนศีรษะ


โดยครั้งหนึ่งมีเรื่องเล่าพูดถึงนาคตัวหนึ่ง จำแลงกายมาเป็นมนุษย์เพื่อขอบวชกับพระพุทธเจ้า แต่พระองค์ท่านปฎิเสธว่าทรงบวชให้ไม่ได้ โดยสัญญาว่าถ้านาคได้กลับชาติมาเกิดเป็นมนุษย์เมื่อใด วันนั้นจึงจะสามารถบวชเป็นพระได้ตามที่ต้องการ โดยตำนานนี้ในประเทศไทยบอกว่า นาคได้ขอให้ตัวเองเป็นสัญลักษณ์ในขั้นก่อนการบวชเป็นพระ โดยให้ใช้คำว่านาคกับคนที่จะบวช ซึ่งเรื่องนี้ก็แล้วแต่เรื่องเล่าของในแต่ละท้องถิ่น


ชาวพุทธเชื่อกันว่า นาคนั้นอาศัยอยู่บนเขาพระสุเมรุร่วมกับเทพองค์อื่น ๆ มีตำนานเล่าว่าเหล่านาคนั้นเป็นบริวารของท้าววิรูปักษ์ หนึ่งในท้าวจตุโลกบาลแห่งทิศตะวันตก โดยนาคจะคอยคุ้มกันเหล่าเทพอยู่บนเขาพระสุเมรุ จากพวกอสูรร้ายที่จะบุกเข้ามาอยู่เสมอ


และก็มีบางส่วนเชื่อว่านาคนั้นอาศัยอยู่บนโลกมนุษย์ โดยกลุ่มหลังนี้เชื่อว่านาคจะอาศัยอยู่ตามแนวแม่น้ำลำธาร ไม่ก็อาศัยอยู่ในมหาสมุทร บ้างก็เชื่อว่าอาศัยอยู่ในถ้ำใต้พื้นดินก็มี


หนึ่งในตำนานที่ถูกบันทึกไว้ก็คือ เรื่องราวของพญานาคชื่อ "ท้าวพญามุจลินท์นาคราช" ผู้ทำหน้าที่คอยปกป้องพระพุทธเจ้าอยู่ในตำราวินายาสูตร กล่าวถึงช่วงหลังจากที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ไม่นาน พระองค์ได้มานั่งบำเพ็ญศีลภาวนาอยู่ในป่าท่ามกลางพายุใหญ่กำลังโหมกระหน่ำ

"ท้าวพญามุจลินท์นาคราช" แผ่คุ้มครองพระพุทธเจ้า

ในขณะนั้น
ท้าวมุจลินทร์ราชาแห่งนาคทั้งมวลก็ได้มาพบ และมีความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระพุทธเจ้าเป็นอย่างมาก ท้าวมุจลินทร์จึงแผ่ศีรษะและขยายร่างของตนออกเป็นนาค 7 หัว แผ่ปกคลุมคุ้มกันพายุให้กับพระพุทธเจ้า ตลอดช่วงเวลาที่เกิดพายุนั้น พอพายุจบลงท้าวมุจลินทร์จึงแปลงกายเป็นมนุษย์ เพื่อถวายความเคารพต่อพระพุทธเจ้าด้วยความนอบน้อม ตำนานนี้ก็คือที่มาของพระพุทธรูปปางนาคปรก ที่เราเห็นกันในปัจจุบันนั่นเอง

และอีกตำนานที่โด่งดังในทางพระพุทธศาสนาก็คือ เรื่องของพระโมคคัลลานะกับพระสารีบุตร โดยมีความเชื่อกันว่าทั้งสองท่านนี้ก็คือพญานาคกลับชาติมาเกิดด้วย


ประเทศลาว ก็มีความเชื่อเกี่ยวกับนาคอยู่ทั่วบริเวณลุ่มน้ำโขง โดยเชื่อกันว่านาคนั้นคือผู้ปกปักษ์รักษาเมืองเวียงจันทน์ ไปจนถึงเมืองต่าง ๆ อีกหลายแห่ง ซึ่งในหลาย ๆ ตำนานก็ใกล้เคียงกันกับภาคอีสานของประเทศไทย เพราะทั้งสองประเทศนี้อยู่ติดกันความเชื่อและประเพณีเกี่ยวกับนาคจึงถูกฝังรากลึกมาคล้ายคลึงกัน

นาคลาว

ประเทศอินโดนีเซีย ก็มีเรื่องราวเกี่ยวกับพญานาคปรากฏให้เห็นในแถบชวาและบาหลี ที่นี่เชื่อกันว่า นาคนั้นคืองูใหญ่ที่มีอาคมกล้าแกร่ง สามารถบินได้ด้วยปีก คล้ายกับเรื่องเล่าสัตว์ตำนานของฮินดู

นาคอินโดนีเซีย

และถ้าจะสังเกตให้ดีรูปร่างของนาคในแถบอินโดนีเซียนั้น จะมีลักษณะคล้ายกับมังกรของประเทศจีน เพียงแต่ของอินโดนีเซียนั้น นาคจะมีปีกแต่ไม่มีขาเหมือนมังกร ซึ่งความเชื่อเกี่ยวกับนาคในประเทศนี้ ถือว่ามีมาก่อนที่ศาสนาอิสลามจะเข้ามายิ่งใหญ่ และถือว่านาคนั้นคือผู้มีอำนาจในการควบคุมแหล่งน้ำ และถือเป็นสัญลักษณ์แห่งแผ่นดินไปจนถึงใต้พิภพอีกด้วย


ประเทศฟิลิปปินส์ ก็มีตำนานเกี่ยวกับนาคในช่วงก่อนถูกสเปนรุกราน โดยลวดลายของนาคจะถูกเขียนประดับเอาไว้ที่ด้ามดาบยาวของชาวพื้นเมืองที่เรียกว่า "คัมพิลันส์"

ดาบ "คัมพิลันส์"

ประเทศไทย มีตำนานพื้นบ้านพูดถึงพญานาคคล้ายคลึงกับประเทศลาว โดยเล่ากันว่านาคจะอยู่ในแม่น้ำโขง โดยทางภาคเหนือมีตำนานพูดถึงเจ้าเมืองสิงหนวัติ ที่ต้องอพยพผู้คนลงมาจากทางเหนือ และได้พญานาคแปลงกายมาช่วยชี้บอกที่ตั้งเมืองแห่งใหม่ พอตกกลางคืนนาคก็คืนร่างเลื้อยไปรอบเมืองจนเป็นร่องคูน้ำ เพื่อกำหนดอาณาบริเวณของเมืองให้เห็นได้ชัด
นั่นจึงทำให้เมืองใหม่ถูกตั้งชื่อว่า "เมืองนาคพันธุ์สิงหนวัติ" ในเวลาต่อมาเจ้าเมืองก็ออกทัพปราบเมืองรอบ ๆ รวบรวมหัวเมืองต่าง ๆ จนกลายเป็นเมืองใหญ่ และเปลี่ยนชื่อเมืองเป็น "แคว้นโยนกนคร" ถือเป็น "ต้นตระกูลของพญามังราย" ผู้ก่อตั้งอาณาจักรล้านนาในเวลาต่อมา

เจ้าเมืองสิงหนวัติ
ส่วนในภาคอีสานของไทยนั้น มีความเชื่อกันว่าแม่น้ำโขงเกิดจากการแถตัวของพญานาค 2 ตน ได้แก่ "พญาศรีสุทโธนาค" และ "พญาสุวรรณนาค" ที่มีเรื่องต้องผิดใจกันอย่างแรง จนต้องรบพุ่งติดต่อกันมานานถึง 7 ปี จนพระยาแถนผู้ยิ่งใหญ่บนสวรรค์ต้องออกคำสั่งให้ทั้งสองหยุดรบพุ่งกัน จนทำให้ทั้งสองต้องหยุดรบอย่างเสียมิได้ สุดท้ายก็เลื้อยจากกันไปแบบตั้งใจให้เกิดเป็นร่องทางน้ำอันคดเคี้ยวและกว้างใหญ่ ที่มีชื่อเรียกในครั้งนั้นว่า "แม่น้ำโค้ง" และเพี้ยนกลายมาเป็น "แม่น้ำโขง" ในปัจจุบันนั่นเอง

"พญาศรีสุทโธนาค" และ "พญาสุวรรณนาค" กำเนิดตำนานแม่น้ำโขง


นอกจากนี้ก็ยังมีตำนาน "บั้งไฟพญานาค" ที่ว่ากันว่าในวันออกพรรษาถือเป็นวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จกลับมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เหล่าพญานาคแห่งแม่น้ำโขงจึงพากันแสดงความยินดี ด้วยการจุดบั้งไฟให้พุ่งขึ้นสู้ท้องฟ้า เพื่อถวายแด่การเสด็จกลับมาของพระองค์ท่าน จนได้กลายมาเป็นประเพณีถึงทุกวันนี้

ภาพจำลองดวงไฟที่พุ่งขึ้นกลางลำน้ำโขง หรือ "บั้งไฟพญานาค"
(ภาพจาก: Manager)

และกับคำถามว่าบั้งไฟพญานาคมีจริงหรือเปล่านั้น มิติที่ 6 ขอตอบเพียงว่า ประเพณีที่มีมาอย่างยาวนานนี้ มันได้กลายเป็นวิถีชีวิตและเศรษฐกิจของชาวบ้านท้องถิ่นไปแล้ว จะมีประโยชน์อันใดกับการเปิดเผยว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ให้กระทบกับการท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของภาคอีสานเรา

นาคไทย

นาคจีน

นาคกัมพูชา

นาคสะดุ้ง

และการส่งเสริมการท่องเที่ยวแนวนี้ในต่างประเทศก็มีอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นประเพณีไปดูจุดเกิดเหตุจานบินตกที่รอสเวลล์ บ้านผีสิงวินเชสเตอร์ ทัวร์ปราสาทพระนางแอนโบลีน ไปจนถึงปราสาทของอลิซเบธบาธอรี่ หรือที่อื่น ๆ ไม่เว้นแม้แต่ทัวร์แอบมองแอเรีย 51 มันก็คือเศรษฐกิจคนพื้นที่ของพวกเขาเช่นกันนะครับ !

ไม่ว่านาคจะเคยมีจริงหรือไม่ ทุกวันนี้ก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมและวิถีชีวิตของคนในแต่ละพื้นที่ไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นมังกรหรือเป็นเพียงตำนาน หรือถูกสร้างขึ้นเพื่อเสริมอำนาจบารมีให้กับใคร ทุกอย่างมันก็ขึ้นอยู่กับเราว่าจะวางนาคเอาไว้ที่ส่วนไหนของความคิด มันไม่ใช่เรื่องถูกหรือผิดที่คนจะกราบไหว้บูชา


ตราบใดที่นาคยังไม่ถูกใครนำมาใช้หาประโยชน์ใส่ตัวจนเกินเหตุ มันก็จะเป็นตำนานด้วยความศรัทธาอย่างบริสุทธิ์ใจ และตราบใดที่ยังไม่มีใครเดือดร้อนจากความเชื่อเหล่านี้ คนที่ไม่เชื่อก็ไม่ควรไปดูถูกดูแคลนจะดีเป็นที่สุด เพราะความศรัทธานั้นสำคัญ ดังนั้นก็ควรเช็คบารมีของตัวเองให้ดีก่อนจะเข้าไปขัดขวาง มิฉะนั้นเกิดอะไรขึ้นมา จะหาว่ามิติที่ 6 ไม่เตือน..ไม่ได้นะครับ !


หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ และอย่าลืมทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี

แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา: Wikipedia
ภาพปกจาก: อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์

แท็ก: นาค, Nāga, Naja, Naag, serpent, Nagas นากา, นาจา,  นาคา, พญานาค


วันศุกร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 เล่าเรื่อง Five Nights at Freddy's !!!






มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ ในวันศุกร์สะดวกสัปดาห์นี้ เราจะเล่าเรื่องที่ถูกขอกันมามากมาย กับเจ้าหุ่นหมีพร้อมสหายในร้านพิซซ่าแห่งนั้น ว่ามัน... คืออะไรกันแน่ !!!
ใคร ๆ ก็มีวัยเด็กอันล้ำค่าอยู่ในความทรงจำ แต่มันจะไม่เป็นแบบนั้นเมื่อถึงวันที่คุณเติบโต แล้วคุณมารู้ความจริงทีหลังว่า "ทุกอย่างมันคือฝันร้าย !" ผมเพิ่งจะเรียนจบปีสุดท้ายจากสถานศึกษา และตัดสินใจจะใช้ความสุขในฤดูร้อนสุดท้ายที่เมืองเกิดแห่งนี้ !
มันคงดูแปลกนิดหน่อย เพราะจริง ๆ แล้วสถานที่ให้ความบันเทิงทุกแบบมันควรจะเป็นมหาวิทยาลัย กิจกรรมสารพัดสารเพมันก็จะจัดที่นี่ ซึ่งปีสุดท้ายผมควรจะได้สนุกสุด ๆ กับมัน แต่ผมกลับคิดว่าทุก ๆ อย่างนั้นผมได้สัมผัสไปหมดแล้วตั้งแต่ปีก่อน แถมมันก็ไม่ได้เป็นความสนุกแบบที่ผมชอบ และพ่อแม่ของผมเองก็ไม่ค่อยจะกลับมาที่บ้านเกิดสักเท่าไหร่ พวกเขาจะกลับมาก็แค่ช่วงต้นปี ปีละเดือนสองเดือน ดังนั้นผมเลยตัดสินใจมาอาศัยอยู่ที่นี่สักระยะ

คุณพ่อคุณแม่ของผมคุยทางโทรศัพท์บอกว่า ตราบใดที่ผมจ่ายค่าน้ำค่าไฟก็ไม่มีปัญหาอะไร ซึ่งผมก็ยินดี จะว่าไปผมเองก็ไม่ได้กลับมาที่บ้านเกิดเกือบปี จริง ๆ อยากจะบอกว่ากลับมาอยู่ที่นี่ก็เพราะผมเพิ่งตกงานจากร้านขายของนั่นเอง

ผมตัดสินใจหางานจากโฆษณาในหนังสือพิมพ์ เพราะตัวเองก็ขี้เกียจจะเดินไปทั่วเมืองหรือค้นหางานจากทางอินเตอร์เน็ต พอผมเปิดไปที่หน้าจัดหางานมันก็จำเป็นจะต้องเลือกงานกันบ้าง พี่เลี้ยงเด็ก..ไม่เอาล่ะ!! พนักงานกำจัดปลวก..อืมมม!! หรือเด็กส่งหนังสือพิมพ์..ผ่าน ๆ!!
แล้วผมก็ใช้เวลาห้านาทีอันมีค่าหมดไปกับการค้นหางาน จนในที่สุดผมก็มาเจองานหนึ่งที่น่าสนใจ มันคืองานในฝันวัยเด็กของผมเลย นั่นก็คืองานที่ร้านเฟร็ดดี้แฟซแบร์ส์พิซซ่า



ร้านของเฟร็ดดี้เป็นสุดยอดร้านอาหารที่คุณแม่ของผมเคยพาไปกินตอนช่วงที่คุณพ่อไม่อยู่ในเมือง ไม่ก็ช่วงที่ผมทำตัวดีมากพอจะได้รับรางวัล แต่ก็น่าเสียดายที่ตำแหน่งงานที่นั่นเขาอยากได้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกะดึก
มันไม่ใช่งานที่ผมหวังเลย แต่ผมก็ไม่อยากจะปิดโอกาสที่จะได้ทำงานที่นี่ ว่าแล้วผมจึงหยิบปากกาขึ้นมา แล้ววงไปที่โฆษณารับสมัครงานนี้ทันที ตามด้วยการโทรศัพท์ไปที่ร้านพิซซ่าแห่งนี้ ซึ่งพวกเขาก็ตอบมาว่าผมน่าจะได้ทำงานโดยไม่ต้องสัมภาษณ์ พวกเขาถามผมแค่ชื่อ ใช่ !.. ผมชื่อไมค์ ชมิดท์ อายุ 23 ปีไง
ผมบอกไปว่าตัวเองพร้อมจะเริ่มงานช่วงฤดูใบไม้ร่วง น่าจะประมาณเดือนพฤศจิกายน ผมแปลกใจนิดนึง ฤดูใบไม้ร่วงนี้เหรอ ? ให้ผมกลับมาคิดอีกทีจะดีไหม ? แต่ผมก็จำได้ว่าเงินสดในกระเป๋าที่เคยได้จากการทำงานในวิทยาลัยมันน่าจะพอใช้แค่สองเดือน ไม่น่าจะเกินเดือนพฤศจิกายนเสียด้วยซ้ำ ผมจึงตัดสินใจที่จะตอบรับในการทำงานครั้งนี้ ว่าแล้วก็ตอบรับงานทันที อย่างน้อยผมก็ควรจะดีใจ ที่รู้ว่าตัวเองได้งานทำ และที่ทำงานมันก็เป็นที่ตัวเองชอบตอนเด็ก ๆ ด้วย แถมตัวงานก็ไม่ได้ใช้เวลาตอนกลางวันอันมีค่าของผม ก็เรียกได้ว่าไม่ได้มีอะไรแย่ใช่ไหม ?

ผมเดินขึ้นไปที่ห้องนอนเพื่อพักผ่อน ตอนนี้อย่างน้อยผมก็รู้แล้วว่าตัวเองน่าจะไปได้สวยตั้งแต่ฤดูร้อนไปจนถึงฤดูหนาว จนวันต่อมาผมตัดสินใจจะเข้าไปเที่ยวในเมืองสักนิด ผมเดินอย่างสบายอารมณ์ไปตามถนนหลัก ทะลุผ่านสวนสาธารณะ และได้ผ่านมาที่ร้านเฟร็ดดี้ด้วย รู้สึกดีจริง ๆ ที่ได้มองสถานที่นี้อีกครั้ง ผมไม่ได้เดินเข้าไปข้างใน เพราะผมแน่ใจว่าผู้คนคงจะรู้สึกแปลก ถ้าอยู่ดี ๆ จะมีผู้ใหญ่เดินเข้าไปในสถานที่ของเด็กเพียงคนเดียว โดยไม่ได้จูงเด็กมาสักคน

เอาจริง ๆ ผมว่าตัวเองดูเหมือนตาเฒ่าหัวงูเลยล่ะ ผมจึงเดินเลาะลงไปตามถนนอันวุ่นวายของเมือง และเห็นพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์บอกว่า “คดีฆาตกรรม 5 เด็กน้อยกลับมาแล้ว !” ผมไม่ได้อยากจะใส่ใจกับข่าวนี้สักเท่าไหร่ แต่สายตาของผมก็ดันไปเห็นภาพในข่าวว่ามันเกิดขึ้นที่ร้านเฟร็ดดี้ แฟสแบร์ ผมจึงเริ่มสับสนและตัดสินใจจะซื้อมันมาอ่านให้รู้ความจริงทันที


ผมนึกภาพตามข่าวไปว่ามันมีชายคนนึงแต่งตัวเป็นเฟร็ดดี้แฟซแบร์ กำลังหลอกล่อเด็ก ๆ ให้ออกมาห่างจากพ่อแม่ จากนั้นก็ลงมือสังหาร ผมถึงกับช็อคและเซ็งเป็ดว่าใครกันนะที่ทำเรื่องแบบนี้
จนกระทั้งผ่านไป 2 เดือน เรื่องนี้ก็ถูกลืมไป ไม่มีเพื่อนตอนเด็กคนไหนกลับมาอยู่ที่บ้านเหมือนผม ทั้ง ๆ ที่เขาก็รู้ว่าผมกลับมาอยู่นี่แล้ว จะเห็นก็แต่แฟนเก่ากับพ่อแม่ของผมที่คิดจะแวะมาหา ที่บทจะมาก็มาบทจะกลับก็กลับกันไปเลย แต่ไอ้ที่มันทำให้ผมรู้สึกงี่เง่าที่สุดก็คือผมต้องออกไปเดทกับสาวสวย ที่ผมเองก็รู้ดีว่าเธอกำลังใช้ผมเป็นเครื่องมือในการเรียกร้องความสนใจจากแฟนตัวจริงของเธอ ให้ตายเถอะพงษ์พัฒน์ ! นี่เรามันก็แค่ตัวสำรองคนหนึ่งใช่ไหม !

แต่ผมก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรกับเรื่องนี้มากนัก หลังจากกลับมาถึงบ้านผมก็ทอดตัวนอนลงบนโซฟา แล้วเปิดทีวีดูอะไรเรื่อยเปื่อย ก็แค่ฆ่าเวลาไปจนกว่าเดือนพฤศจิกายนจะมาถึง วันที่แปดนั่นแหละถึงจะได้เวลาทำงาน ผมมีเงินเหลืออยู่นิดหน่อยซึ่งมันก็พอดีจนกว่าจะมีรายรับเข้ามาอีกครั้งแน่ ๆ


- คืนที่ 1 -
มันเป็นคืนวันจันทร์ ผมมุ่งหน้าไปยังร้านพิซซ่าเพื่อทำงาน ผมตื่นเต้นและกังวลอยู่ในเวลาเดียวกัน ที่ตื่นเต้นก็เพราะผมเพิ่งเข้าทำงานใหม่ในที่ ๆ ผมชอบตอนสมัยเด็ก ส่วนความกังวลก็เพราะผมต้องอยู่ที่นี่ตลอดทั้งคืน ผมวางแผนการนอนหลับทั้งวันเพื่อเตรียมตัวในคืนนี้ แต่เอาเข้าจริง ๆ ผมก็ตื่นเต้นจนนอนไม่หลับและต้องบอกตัวเองไม่ให้กังวลจะดีกว่า


พอผมเดินทางมาถึงที่ร้านเฟร็ดดี้ก็มีชายคนหนึ่งกำลังยืนรอผมอยู่ข้างนอก ผมทักชายคนนั้นไปและแนะนำตัวเองว่าชื่อ "ไมค์ ชมิตท์" กำลังจะมาเข้าทำงาน เขาแนะนำตัวเองว่าเป็นเจ้าของร้านและบอกกับผมว่ากะทำงานของผมจะเริ่มต้นเวลาเที่ยงคืน และจะต้องอยู่ต่อไปจนถึง 6 โมงเช้า ผมเองก็รับคำตามหน้าที่ ก่อนที่นายจ้างจะบอกราตรีสวัสดิ์แล้วขึ้นรถจากไป
จากนั้นผมจึงเปิดประตูเข้าไปในร้าน โชคดีที่เขาไม่ได้ล็อคประตูไว้ นี่ถ้าไม่ได้เป็นแบบนี้คงแย่แน่ ๆ ตอนนี้ผมได้กุญแจร้านมาแล้ว ผมเดินสำรวจไปทั่ว ๆ ความรู้สึกเหมือนได้กลับบ้านมันรุนแรงจริง ๆ ผมนั่งระลึกความหลังถึงงานปาร์ตี้อยู่บนโต๊ะ ที่ตอนนั้นผมอยู่กับแม่และเพื่อน ๆ กินพิซซ่าและนั่งดูวงดนตรีของเฟร็ดดี้ พอผมมองไปที่เวทีพวกมันยังอยู่ที่นั่น เฟร็ดดี้ ชิก้า และบอนนี่ มันช่างรู้สึกดีมาก ๆ กับการได้นึกถึงพวกมันอีกครั้ง

"เฟร็ดดี้ ชิก้า และบอนนี่"

หลังจากระลึกความหลังสมัยเด็กจบ ผมจึงเริ่มเดินสำรวจไปทั่วอาคารเพื่อมองหาห้องทำงานของ รปภ. ซึ่งผมคิดว่ามันน่าจะอยู่ด้านหลังของที่นี่ และมันก็ใช่จริง ๆ ผมแอบมองเข้าไปดูก็ไม่มีใครอยู่ข้างใน ผมจึงเดินเข้าไปในห้อง มันมีเสียงพัดลมตั้งโต๊ะดังออกมาจนผมกังวล ซึ่งผมก็คิดจะปิดมันอยู่ แต่พอรู้ว่ามันทำให้ห้องนี้อบอุ่นผมเลยต้องเลือกให้มันทำงานต่อไป



ผมได้ยินเสียงเตือนดังออกมาเบา ๆ ทุกสองวินาที พอตรวจดูแล้วมันน่าจะเป็นเครื่องรับส่งข้อความ ผมจึงกดปุ่มเพื่อเล่นมันแล้วก็ได้ยินเสียงดังออกมา ผมสงสัยว่ามันเป็นเสียงของใคร มันจะใช่เสียงของพี่เลี้ยงของผมหรือเปล่านะ ?

เสียงจากเครื่องบันทึกกล่าวคำทักทายและแนะนำตัวว่าเขาคือ รปภ. คนเก่าของร้านเฟร็ดดี้แฟซแบร์พิซซ่า เขาบอกว่าผมน่าจะได้มาฟังข้อความพวกนี้ เสียงนั้นอธิบายสิ่งที่ผมจะต้องทำต่อ หลังจากที่เขาหมดหน้าที่ลงไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งผมที่เป็นพนักงานใหม่ก็ควรจะรู้เอาไว้ เขาบอกว่าก่อนอื่นให้ผมลองมองไปบนโต๊ะทำงาน

พอผมมองตามไปจึงได้เห็นหน้าตาเจ้าของเสียงในเครื่องบันทึกนี้ นอกจากนี้ยังมีแทบเบล็ตสีเทาวางอยู่ด้วย ผมจึงหยิบมันขึ้นมาแล้วเปิดเครื่อง

เสียง รปภ. คนเก่าบอกกับผมว่า ถ้าเปิดเครื่องแล้วจะเห็นมุมมองจากกล้องหลักที่จับภาพบนเวทีของร้านอยู่ นอกจากนี้ผมจะเห็นปุ่มสี่เหลี่ยมหลายปุ่มบนแผนที่ โดยแต่ละปุ่มก็คือสวิตช์ที่จะตัดไปยังกล้องวงจรปิดตัวอื่น ๆ ที่ผมจะต้องตรวจสอบตลอดเวลา เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีอะไรมาทำอันตรายกับที่ทำงานอของผม


และแผนที่ที่เห็นก็คือพื้นที่ทั้งหมดของร้านเฟร็ดดี้แฟสแบร์พิซซ่า ซึ่งผมควรจะรู้ว่าอะไรมันอยู่ตรงไหน แต่พอถึงจุดนี้พี่เลี้ยงตามสายของผมก็บอกว่า ผมไม่ควรจะคิดว่ามันเป็นแค่สถานที่สำหรับเด็ก เพราะถึงคนทั่วไปจะไม่คิดอะไรแต่จริง ๆ เจ้าหุ่นพวกนั้นมันมีกลไกแบบอนิเมทรอนิค ซึ่งเขาหมายถึงเจ้าเฟร็ดดี้กับเพื่อนของมันนั่นไง

ผมฟังแล้วก็งง แต่ก็ใช้ปลายนิ้วสัมผัสลงไปตามตำแหน่งกล้องต่าง ๆ เพื่อดูไปรอบ ๆ สถานที่ทุกจุด มันก็ไม่มีอะไรผิดปกติ
แล้วเสียงของอดีต รปภ. ก็พูดต่อว่า เขาหมายถึงเจ้าหุ่นพวกนั้นมันจะออกเดินเล่นตอนกลางคืนเพราะพวกมันถูกตั้งโปรแกรมให้อยู่ในโหมดอิสระ ซึ่งเขาก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน แต่มันจะคอยเดินไปรอบ ๆ ร้าน และจะเดินต่อไปเรื่อย ๆ แบบนั้นจนถึงเช้า และนั่นก็คือที่มาของ "เดอะไบท์ 87" หรือ "จอมกัดปี 87" ซึ่งเขาเองก็ไม่อยากจะพูดอะไรไปมากกว่านี้ นอกจากอยากจะบอกผมว่าเหตุการณ์ตอนนั้นมันน่าตกใจมาก ที่ได้เห็นสภาพคนที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ทั้ง ๆ ที่ไม่มีหน้าผาก

ผมเริ่มจะกลัวขึ้นมานิดนึงแล้วสิ แต่เมื่อตรวจสอบกล้องทุกตัวอีกครั้ง มันก็ยังไม่มีอะไรผิดปกติ !

เสียงบันทึกพูดต่อว่าเขาต้องไปแล้ว แต่เจ้าหุ่นพวกนั้นยังอยู่ ถ้าพวกมันเจอผมมันจะไม่รู้ว่าผมเป็นคนงาน เพราะเป็นตอนกลางคืนมันจะมองไม่เห็นเสื้อผ้าที่ผมใส่ โดยเห็นผมแค่โครงกระดูกเดินได้เท่านั้น และยังบอกกฏให้ผมรู้ว่าที่ร้านเฟร็ดดี้แฟสแบร์พิซซ่าแห่งนี้ พวกมันจะจับผมยัดเข้าไปในชุดของเฟร็ดดี้แฟสแบร์ และมันคงจะไม่มีเรื่องร้ายแรงอะไรเกิดขึ้นมาถ้าไอ้ที่จะยัดผมเข้าไปมันไม่มีกลไกอะไรอยู่ และหวังว่าผมคงจะอยู่รอดไปจนแสงอาทิตย์ขึ้น

ผมเกิดกลัวขึ้นมาจริง ๆ แล้ว ผมไม่รู้ว่าต้องทำอะไรต่อนอกจากตรวจที่กล้องวงจรปิดอีกครั้ง แล้วตอนนี้ผมก็เริ่มเห็นบอนนี่ขยับออกมาจากเวทีไปแล้ว ผมทั้งกลัวและกังวล ในมือก็รีบกดปุ่มตรวจกล้องวงจรปิดต่อ ตอนนี้บอนนี่มายืนอยู่ตรงที่นั่งคนดูแล้ว ! แล้วเสียงบันทึกจากอดีต รปภ. ก็พูดแนะนำต่อขึ้นมาให้ผมต้องตั้งใจฟังอีก


ตอนนี้เขาแนะนำว่าถ้ามีหุ่นตัวไหนเริ่มเข้ามาใกล้ห้องนี้ ผมจะต้องกดปุ่มปิดประตูทันที และที่ใกล้ ๆ กันนั้นมันก็คือปุ่มปิดเปิดไฟ และอย่าลืมว่าห้องนี้มีประตูเข้าออกอยู่ทั้งทางซ้ายและขวา

ผมจึงลองกดดูมันก็เป็นแบบนั้น ประตูและไฟจะเปิดปิดตามคำสั่ง ผมจึงกลับไปตรวจที่กล้องอีกครั้ง รอบนี้ผมเห็นบอนนี่เข้ามาอยู่ที่ห้องโถงด้านขวามือของผมแล้ว ผมต้องรีบปิดประตูถ้ามันใกล้มาถึงใช่ไหม ?

เสียงจากเครื่องบันทึกดังขึ้นบอกกับผมว่า ทุกอย่างจะราบรื่นต่อไปเพียงแค่ผม "ปิดประตูให้ทัน" ทุกครั้งที่เห็นเจ้าหุ่นนั่น
แต่อย่ามัวกดปุ่มดูกล้องวงจรปิดจนเพลิน เพราะผมจะต้อง คอยตรวจสอบ "แบตเตอร์รี่" ของระบบด้วย การกดปุ่มทุกอย่างจะส่งผลทำให้พลังงานหมดลงเรื่อย ๆ และถ้าพลังงานหมดขึ้นจริง ๆ ผมคงจะต้องแย่แน่ ๆ
แต่ตอนนี้ยังไม่เป็นไรเพราะนี่มันแค่วันแรก ยังไงก็ คอยจับตาดูตอนเจ้าหุ่นมันมาอยู่ตรง "อ่าวโจรสลัด" ด้วย และอย่าปล่อยให้สถานะแบตเตอรี่ที่ขึ้นบอกบนแทบเบลตมันหมดก็พอ เพราะยังไงผมก็ต้องอยู่ที่นี่ทั้งคืน แล้วเสียงพูดนั้นก็บอกลาและนัดผมว่าวันพรุ่งนี้จะมาใหม่

หลังจากข้อความจบลงผมจึงตรวจที่กล้องทุกตัวอีกครั้ง มันมีพลังงานเหลือยู่ 80 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งยี่สิบเปอร์เซนต์แรกมันหมดไปเมื่อห้านาทีก่อนใช่ไหม ? ดังนั้นการเปิดหน้าจอเอาไว้ตลอดเวลาคงไม่ใช่สิ่งที่ควรทำแน่ ๆ
แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่อดีต รปภ. พูดถึงนั่นก็คือที่ "อ่าวโจรสลัด" ผมไม่เคยจำได้ว่าตอนเด็ก ๆ มันจะมีที่แบบนั้นเลย นั่นจึงทำให้ผมต้องเปิดหน้าจอขึ้นมาเพื่อหามัน และแล้วผมก็หามันพบ ! ที่นั่นมีผ้าม่านปิดอยู่ ซึ่งก็ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี

ผมมาตรวจที่ห้องโถง ผมควรจะเห็นบอนนี่ถ้าเธออยู่ที่นี่ ก็แล้วแต่นะ ! ผมเรียกว่าเธอเพราะบอนนี่น่าจะเป็นชื่อของผู้หญิงไง แต่ตอนนี้เธอไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว ผมจึงต้องตรวจที่กล้องตัวต่อไปที่อยู่ใกล้ ๆ ซึ่งผมก็ไม่เห็นเธออีกเช่นกัน


ผมเริ่มกังวลขึ้นมา ก็เธอน่าจะอยู่แถว ๆ นี้ไม่ใช่หรือ !? ผมจึงตัดสินใจเปิดไฟตรงประตูดู ไม่มีอะไรที่ประตูด้านขวา แต่พอมองไปที่ประตูด้านซ้ายผมถึงกับไม่เชื่อสายตา ! ตอนนี้บอนนี่กำลังจ้องมองมาที่ผม ! ผมจึงรีบกดไปที่ปุ่มปิดประตูทันที ตอนนี้ผมกลัวจนขนหัวลุก ! พวกมันไม่ใช่มนุษย์และกำลังจะเข้ามาทำร้ายผม ! พวกมันเป็นแค่หุ่นยนต์ไม่ใช่หรือ !?

พอผมเริ่มสงบสติอารมณ์ได้จึงกดปุ่มเปิดไฟหน้าประตูดู ซึ่งถ้าผมยังเห็นเงาของบอนนี่อยู่จะได้ปิดประตูมันไว้แบบนั้นก่อน แต่ตอนนี้ไม่เห็นบอนนี่แล้วผมจึงตัดสินใจเปิดประตูขึ้น แล้วก็เป็นแบบนั้น ตอนนี้บอนนี่ไปแล้ว !

คืนนี้น่าจะผ่านไปได้สวย บอนนี่เกือบจะเข้ามาใกล้ผมถึง 2 ครั้ง ส่วนผ้าม่านที่อ่าวโจรสลัดมันถูกเปิดขึ้นมานิดหน่อย แต่ก็ยังดีที่ผมไม่เห็นว่าจะมีอะไรอยู่ที่นั่น

ชิก้ากับเฟร็ดดี้ยังคงอยู่บนเวที ขอบคุณพระเจ้า ! งานในคืนนี้จบลงพร้อมกับพลังงานบนแทบเบล็ตที่เหลืออยู่ 14 เปอร์เซนต์ ผมเพิ่งจะเอาชนะความน่ากลัวของพวกมันที่พยายามบุกเข้ามาเล่นงานผมได้จริง ๆ แต่บางทีสำหรับพวกมันก็คงแค่อยากจะเล่นสนุกกันเองเท่านั้นหรือเปล่า คิดมากไปก็เท่านั้น ตอนนี้คิดว่าผมควรรีบออกจากร้านเฟร็ดดี้ แล้วกลับบ้านไปนอนน่าจะดีที่สุด... ให้ตายสิ !


- คืนที่ 2 -
หลังจากที่ผมหาอะไรกินที่ร้านแมคโดนัลด์เสร็จ ผมก็ขับรถตรงมาที่ร้านเฟร็ดดี้ และเมื่อผมไปถึงมันก็พอดีกับช่วงที่มีรถคันหนึ่งเพิ่งจะวิ่งออกไป เจ้าของรถคันนั้นเป็นใครกันนะ มันไม่ใช่คันเดียวกันกับรถของเจ้านายที่ผมเห็นเมื่อคืนด้วย แต่ช่างเถอะ คิดได้แบบนั้นผมจึงออกมาจากรถของตัวเอง ไขกุญแจหน้าประตูร้านแล้วเข้าไปทำงานดีกว่า
ผมจ้องมองไปที่เจ้าหุ่นพวกนั้นด้วยความรู้สึกเหมือนกับพวกมันก็กำลังจ้องมองผมเช่นกัน นั่นจึงทำให้ผมถึงกับบ่ายหน้าหลบตาพวกมัน แล้วเดินออกไปจากจุดนั้นเหมือนกับคนหนีหมีใหญ่ พอไปถึงห้องทำงานประจำตำแหน่ง ผมก็ได้ยินเสียงเตือนจากเครื่องฝากข้อความอีกแล้ว ซึ่งมันก็ไม่มีทางเลือกอะไร นอกจากจะต้องกดฟังข้อความที่มาใหม่วันนี้

เสียงที่บันทึกไว้พูดทักทายกับผม แสดงความยินดีที่ผมยังคงมาทำงานต่อ เขาบอกว่าในคืนนี้จะมีปัญหาบางอย่างแน่ ๆ ถ้าผมพยายามเปิดไฟที่ประตูทั้งสองข้าง เพราะมันอาจทำให้กล้องบางตัวทำงานขัดข้องไม่สามารถส่งภาพกลับมาเห็นได้ ซึ่งกล้องตัวที่ว่ามันก็คือตัวที่อยู่ใกล้กับห้องนี้ ดังนั้นผมจะต้องตรวจสอบสถานะกล้องทุกตัวให้ละเอียดกว่าเดิม ซึ่งพอเสียงนั้นพูดจบเขาก็บอกราตรีสวัสดิ์จากไป

และด้วยคำเตือนนั้น จึงทำให้ผมรีบออกไปตรวจสอบทุกสิ่งทุกอย่างตามที่พี่เลี้ยงอดีต รปภ. ได้บอกเอาไว้ ทั้งไฟประตูและกล้องทุกตัว ตอนนี้มันก็ดูไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ผมจึงกลับมาที่ห้องทำงานเพื่อตรวจกล้องต่าง ๆ

ผมยังเห็นแก๊งเจ้าหุ่นทั้งสามยังอยู่เวทีของมัน พอไปดูที่อ่าวโจรสลัดก็พบว่าผ้าม่านมันเปิดเพิ่มขึ้นมาอีก จนผมสามารถเห็นตัวอะไรบางอย่างอยู่หลังผ้าม่านนั้น "นั่นมันใช่สุนัขหรือเปล่านะ ?" แต่ผมก็ต้องปิดกล้องไปก่อนเพื่อประหยัดพลังงานไม่ให้หมดเร็วเกินไป และพอมาคิดดูอีกทีทำไมร้านพิซซ่าที่นี่ถึงได้งกค่าไฟจัง นี่กะจะให้ใช้แต่ไฟจากแบตเตอรี่กันทั้งคืนจริง ๆ หรือ !?


จนเวลาผ่านไปพักหนึ่ง ผมจึงกลับมาเปิดกล้องตรวจสอบที่อ่าวโจรสลัดอีกครั้ง ตอนนี้ผมเห็นเจ้าหุ่นตัวนั้นออกมายืนข้างนอกแล้ว และผมก็ได้เห็นหน้าตาของมันอย่างชัดเจน มันคือหุ่นยนต์หมาจิ้งจอกนั่นเอง !

พอผมกลับมาตรวจสอบที่เวที ตอนนี้บอนนี่หายตัวไปแล้ว ชิก้ากับเฟร็ดดี้ยังคงอยู่ที่นั่น พอไล่ตรวจไปตามกล้องต่าง ๆ ผมจึงได้พบกับบอนนี่ที่ตอนนี้มาอยู่ตรงบริเวณที่นั่งคนดูเหมือนเมื่อคืน พอกลับไปตรวจที่อ่าวโจรสลัด ตอนนี้ก็ไม่มีตัวอะไรยืนอยู่แล้ว ผ้าม่านถูกเปิดกว้างจนแน่ใจว่าเป็นแบบนั้นจริง ๆ นั่นจึงทำให้ผมตรวจสอบที่กล้องใกล้ ๆ กัน แล้วผมก็ได้เห็นเจ้าหมาจิ้งจอกตัวนั้นกำลังวิ่งลงมาตามทางเดินด้วยความเร็วสูง พอเห็นแบบนั้นผมถึงกับขนลุกซู่เพราะความกลัวเลยทีเดียว


ผมรีบกดปุ่มปิดประตูอย่างแม่นยำด้วยความว่องไวยิ่งกว่าเมื่อคืน มีเสียงกระแทกดังขึ้นอย่างแรงที่ประตูด้านนอก ราวกับว่ามีใครสักคนอยากจะเข้ามาอยู่เป็นเพื่อนกับผม ต่อจากนั้นผมก็ได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งจากไป

พอผมกลับไปตรวจที่อ่าวโจรสลัด ก็พบว่าผ้าม่านมันถูกปิดไปแล้ว มันคงจะกลับไปอยู่ในที่ของมันใช่ไหม ? เพื่อความมั่นใจผมจึงลองเปิดประตูแล้วเปิดไฟดูทั้งสองฝั่ง เพื่อตรวจสอบว่ามันไปแล้วจริง ๆ แล้วผมก็พบกับบอนนี่กำลังยืนอยู่ทางประตูด้านซ้าย สายตาของมันจ้องมองมาที่ผมจนน่าขนลุก

ด้วยความตกใจผมถึงกับใช้มือทุบไปที่ปุ่มปิดประตูอย่างแรง และรอจนได้ยินเสียงบอนนี่เดินจากไปถึงได้เปิดประตูขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ซึ่งมันก็เป็นแบบนี้อยู่สองรอบที่เจ้าหมาจิ้งจอกกับบอนนี่ ผลัดเปลี่ยนแวะเวียนกันมาที่ห้องทำงานเพื่อจะกินหัวผม แต่ก็ยังดีที่ชิก้ากับเฟร็ดดี้ยังไม่คิดจะทำเหมือนเจ้าสองตัวนี้
ซึ่งมันก็ทำให้ผมตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมเฟร็ดดี้กับชิก้าถึงยังไม่ออกมาเดินเล่น ?

แต่คิดอีกทีมันก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ ? นี่ก็ได้เวลาเลิกงานแล้ว ผมจึงออกมาจากห้อง รปภ. และเห็นบอนนี่กลับไปยืนที่เวทีเหมือนเดิม ส่วนที่อ่าวโจรสลัดนั่นผมว่าอย่าไปดูเลยจะดีกว่านะ ผมชักสงสัยแล้วว่า ทำไมเจ้าหุ่นอนิเมทรอนิคพวกนี้ ถึงได้ออกมาทำเรื่องแปลก ๆ ตลอดทั้งคืนได้แบบนั้น แต่ก็ช่างมันเถอะเพราะผมควรจะกลับบ้านไปนอนได้แล้ว


- คืนที่ 3 -

คืนนี้ผมไปถึงร้านเฟร็ดดี้ก่อนเวลานิดหน่อย เพื่ออย่างน้อยผมอาจจะได้เจอ รปภ. ผลัดก่อนหน้า และจะได้สอบถามใครคนนั้นสักนิดว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นกับผมกันแน่ แต่พอไปถึงผมก็พบแต่เจ้าของร้านอยู่ที่นั่น ผมเลยทำได้แค่กล่าวทักทายออกไป ซึ่งเขาก็ตอบกลับมาด้วยเสียงฮัมโทนต่ำ ๆ ราวกับจะบอกผมว่า ตอนนี้ฉันไม่มีอารมณ์จะคุยกับนายหรอกนะ

ผมเข้าไปนั่งในห้อง รปภ. เช่นเคย นั่งเล่นเกมในโทรศัพท์มือถือจนแบตหมด ตอนนี้เวลาประมาณ 11:57 น. ผมลืมไปเลยว่าคืนนี้มันน่าจะมีข้อความจาก รปภ. คนเก่าทิ้งไว้หรือเปล่า เพราะตอนเล่นเกมอยู่ผมก็เสียบหูฟังจนไม่ได้ยินเสียงข้างนอกเลย ซึ่งพอมองไปดูที่เครื่องฝากข้อความ ผมก็พบว่ามันมีข้อความใหม่เข้ามาจริง ๆ

เสียงพี่เลี้ยงคนเดิมกล่าวทักทายผม และแสดงความยินดีกับงานในคืนที่สาม เพราะเขาไม่คิดว่าจะมีใครอยู่มาได้ถึงคืนนี้จริง ๆ ซึ่งคำว่าอยู่มาได้นี้ เขาก็ไม่ได้ถึงว่าผมน่าจะตายไปแล้วหรอกนะ

ผมขำกับมุกตลกฝืดของเขานิดหน่อย แล้วฟังข้อความต่อไปว่าตัวเขาไม่อยากจะเล่าเลย ว่าเฟร็ดดี้กับเพื่อน ๆ ของมันกลายเป็นแบบนี้มาหลายสัปดาห์แล้ว และก่อนที่จะเล่าอะไรต่อ เขาก็เตือนว่าผมไม่ควรที่จะลืมตรวจสอบตามกล้องต่าง ๆ ให้ดีไปด้วย อย่างน้อยก็เพื่อความปลอดภัยในการทำงานของตัวเอง

นั่นจึงทำให้ผมเริ่มตรวจสอบกล้องทุกตัวทันทีในขณะที่เสียงในเครื่องบันทึกเริ่มพูดต่อ

พี่เลี้ยงของผมบอกเคล็ดลับว่า ถ้ามีเจ้าหุ่นอนิเมทรอนิคตัวไหนมาพบกับผม แล้วตอนนั้นผมไม่สามารถปิดประตูได้เพราะอะไรบางอย่าง ก็จงรีบทำเป็นแกล้งตายหรือทำเป็นหมดแรงไปกองกับพื้นทันที และที่สำคัญถ้ามันมาขยับตัวเราก็อย่าได้ไปขัดขืนเด็ดขาด จงไหลไปตามแรงขยับนั้นเพราะมันจะเข้าใจว่าผมเป็นเพียงแค่เสื้อผ้าหรือชุดหุ่นวางทิ้งไว้
แต่ก็นั่นแหละถ้าผมทำขนาดนั้นแล้ว มันกลับพยายามจะเอาอะไรมายัดใส่ในร่างของผม ก็ต้องตัวใครตัวมันจริง ๆ ยังไงก็อย่าให้มันจับตัวผมได้เด็ดขาด แล้วเสียงนั้นก็บอกลาไป ทิ้งให้ผมต้องอยู่กับเสียงพัดลมเก่า ๆ บนโต๊ะเช่นเคย

ผมกลับมาตรวจสอบกล้องต่าง ๆ แล้วก็พบว่ากล้องทุกตัวเกิดมาเสียพร้อม ๆ กันทั้งห้องฝั่งตะวันตก ตะวันออก และอ่าวโจรสลัด ผมจึงรีบออกไปดูกล้องตัวที่อยู่ใกล้ที่สุด เพื่ออย่างน้อยก็ขอให้มันมีแค่กล้องสองตัวนี้ใช้ได้อยู่ก็พอ แต่ไหน ๆ ก็ออกมาแล้ว ผมก็อยากจะตรวจกล้องทุกตัวจนแน่ใจว่ามันกลับมาทำงานได้ตามปกติ ผมจึงเริ่มทำงานของผมต่อ แล้วผมก็พบว่าตอนนี้ชิก้าหายไปแล้ว แต่บอนนี่กับเฟร็ดดี้ยังคงอยู่บนเวทีเช่นเดิม


พอตรวจต่อไปเรื่อย ๆ ผมก็พบกับชิก้ากำลังยืนอยู่ที่บริเวณคนดู สายตาของเธอก็จ้องเขม็งตรงมาที่กล้อง จนดูเหมือนกับเธอกำลังมองผมอยู่ และสาเหตุที่ผมเรียกชิก้าว่าเธอ มันก็เป็นเพราะชื่อนั่นแหละ แต่จริง ๆ ที่ผมคิดว่าเธอกำลังมองผมอยู่นั้นเพราะว่ากำลังจ้องมองมาที่กล้องตรง ๆ มากกว่า พวกมันจะรู้ได้อย่างไรว่าผมกำลังเฝ้ามองอยู่ ระบบปัญญาประดิษฐ์ของมันคงไม่ได้ฉลาดขนาดนั้น แล้วอยู่ดี ๆ กล้องก็ดับลงไปอีก ผมจึงต้องรีบกลับมาเปิดไฟที่ประตูห้อง เพื่อให้แน่ใจว่ายังไม่มีใครเดินเข้ามาถึงตรงนี้

ทุกอย่างยังปกติดี ตอนนี้บอนนี่ก็เริ่มออกเดินแล้ว ขอบคุณพระเจ้า เฟร็ดดี้ยังไม่ขยับไปไหน พอผมมาตรวจที่อ่าวโจรสลัดที่ผ้าม่านก็ยังคงปิดอยู่ แล้วผมก็พบบอนนี่กับชิก้าอยู่ในห้องตัวละฝั่ง ชิก้าอยู่ห้องฝั่งตะวันออกในขณะที่บอนนี่อยู่ทางตะวันตก เห็นแบบนี้ผมก็เริ่มจะกลัวขึ้นมา เพราะมันกำลังล้อมผมอยู่ ในขณะที่ผมไม่มีหนทางจะทำอะไรได้เลย นอกจากเปิดไฟหน้าประตูทั้งสองฝั่งไปเรื่อย ๆ

ประตูทางซ้ายยังไม่มีอะไร แต่พอมาดูที่ประตูฝั่งขวา ผมก็เห็นชิก้ากำลังจ้องมองผมอยู่ เธอจ้องเขม็งมาที่ผมผ่านกระจกหน้าต่างบานนั้น ตัวของเธอสั่นราวกับหุ่นยนต์พัง ๆ เห็นแบบนั้นก็ยิ่งทำให้ผมตะลึงไปสองสามวินาที ก่อนที่จะได้สติรีบกระโดดไปกดสวิตช์ที่ประตูราวกับกบเคโระ พอประตูปิดลงผมจึงเปิดไฟดูข้างนอกหน้าต่างนั้น ชิก้าก็ยังคงจ้องมองผมอยู่เช่นเดิม


พอหันมาเปิดไฟหน้าประตูอีกฝั่ง บอนนี่ก็มายืนจ้องมองผมอยู่เช่นกัน ผมสาบานเลยว่า ผมมองเห็นปากของบอนนี่กำลังขยับขึ้นลงราวกับกำลังกินอะไรอยู่

นั่นจึงทำให้ผมรีบปิดประตูบานที่เหลือทันทีเช่นกัน ตอนนี้ผมกำลังถูกล้อมในสถานการณ์ที่ทำได้เพียงแค่การสวดภาวนาเท่านั้น ผมไม่กล้าเปิดประตูตลอดทั้งคืน จนกระทั่งพลังงานที่มีหมดลงไปก่อน 6 โมงเช้า โชคดีที่ไม่มีใครบุกเข้ามาอีกแล้ว แต่ผมต่างหากที่ไม่กล้าจะออกไปข้างนอกเพราะความกลัว จนกระทั่งเจ้าของร้านมาถึง ผมจึงโล่งใจว่าทุกอย่างจบลงแล้ว

แต่ที่รู้สึกแย่มาก ๆ ก็คือ เจ้าของร้านไม่สนใจเลยว่าผมเจออะไรมาตลอดการทำงานเมื่อคืน แถมยังบอกให้ผมกลับบ้านเพราะได้เวลาเลิกงานแล้ว นั่นจึงทำให้ผมรีบเดินทางกลับมาที่บ้านทันที ผมนั่งดูทีวีไปเรื่อย ๆ เพราะนอนไม่หลับ ในหัวก็คิดอยู่ว่าทุกอย่างมันคือฝันร้าย ซึ่งเวลามันก็ผ่านไปจนได้เวลาทำงานอีกครั้ง


- คืนที่ 4 -

ผมมาถึงที่ทำงานก่อนเวลา 10 นาที พอเข้าไปที่ร้านผมก็รีบวิ่งไปทางด้านหลังของตึกทันที เพราะผมไม่กล้ามากพอที่จะไปยืนมองตาเจ้าอนิเมทรอนิคทั้งสามอีกต่อไป มันอาจฟังดูงี่เง่าแต่ผมก็กลัวจริง ๆ
พอผมมาถึงห้องทำงาน รปภ. ก็พบว่าทุกอย่างมันรกไปหมด มีเศษกระดาษเกลื่อนอยู่บนพื้น พัดลมตัวนั้นก็ถูกโยนออกไปนอกห้อง พอตรวจไปที่แทบเบล็ตก็พบว่าจอมันแตกไปเล็กน้อยด้วย

ผมรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างแปลก ๆ เกิดขึ้นที่นี่ แต่ผมก็ไม่ลืมที่จะไปกดเปิดเครื่องบันทึกข้อความอีกครั้ง คราวนี้พี่เลี้ยงของผมกล่าวทักทายที่ผมยังยืนหยัดทำงานได้เป็นวันที่ 4 แต่รอบนี้น้ำเสียงของเขาฟังดูไม่ค่อยสดใสเหมือนสามคืนแรก เขาบอกกับผมว่าคืนนี้เขาไม่มีอะไรจะบอก เนื่องจากเขาเองก็ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่ดีนัก
ซึ่งมันก็น่าจะเป็นแบบนั้นจริง ๆ เพราะผมได้ยินเสียงกระแทกดังแทรกตลอดการบันทึก ความรู้สึกบอกผมว่าเขากำลังลำบาก แล้วผมก็ได้ยินเสียงของเขาพูดต่อว่า ถ้าพอจะมีเวลาก็อยากจะให้ผมช่วยไปตรวจดูชุดที่อยู่ด้านหลังด้วย แล้วเสียงก็ถูกตัดหายไปราวกับว่ามีใครปิดระบบบันทึกกลางคันแบบนั้น

หรือบางทีเฟร็ดดี้จะเป็นคนทำเรื่องนี้ทั้งหมดกันแน่ ? แล้วผมก็ได้ยินเสียงจากอดีต รปภ.ร้องขึ้นมาด้วยความตกใจ เสียงของเขาดังมากจนน่ากลัว เขากำลังเจอกับอะไรกันแน่ ผมถึงกับสติหลุดตัวชาแข็งทื่อ หรือเมื่อกี้เขาเสียชีวิตไปแล้ว !?

มันเป็นไปไม่ได้ ใครมันจะโปรแกรมระบบคอมพิวเตอร์ให้มาก่อเหตุร้ายแบบนี้ หรือว่าระบบมันจะชำรุด ผมนั่งนิ่งอยู่เป็นชั่วโมง ไม่ได้ตรวจดูทั้งที่กล้องและไฟหน้าประตู ผมกลัวจนทำอะไรไม่ถูกแล้ว !
จนในที่สุดสติทุกอย่างของผมก็กลับมาเพราะเริ่มได้ยินเสียงฝีเท้าอันหนักอึ้งดังมาจากด้านขวา ตอนนี้ผมไม่สนไฟหน้าประตู ไม่สนใจกล้องรักษาความปลอดภัย แล้ววิ่งออกไปทางประตูฝั่งขวาเพื่อจะได้ประจันหน้ากับเจ้าของเสียงฝีเท้านั้น เพราะตอนนี้ผมทั้งบ้า ทั้งโกรธ และหวาดกลัวปนเปกันไปเพราะขาดสติยั้งคิดไปหมดแล้วนั่นเอง


ในที่สุดผมก็มาอยู่ที่ห้องฝั่งตะวันออก ความรู้สึกเมื่อสักครู่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง และมันกำลังจ้องมองผมอยู่ ผมจ้องกลับแล้วเห็นสิ่งนั้นเริ่มขยับตัว ตามด้วยเสียงหัวเราะของมันก็ดังขึ้นมา ผมคิดว่ามันต้องเป็นเสียงของเจ้าเฟร็ดดี้แน่ ๆ แล้วความสงสัยของผมก็หมดไป เพราะตอนนี้สิ่งที่เห็นอยู่เบื้องหน้าก็คือเฟร็ดดี้จริง ๆ ผมจึงรีบเผ่นกลับมาที่ห้อง รปภ. อย่างรวดเร็ว พอกลับมาถึงผมก็ยังได้ยินเสียงฝีเท้าของมันกำลังวิ่งไล่ตามมา นั่นจึงทำให้ผมรีบปิดประตูก่อนที่เฟร็ดดี้จะเข้ามาถึงทันที

พอประตูปิดลงผมก็เห็นเจ้าหมาจิ้งจอกวิ่งตรงมาอีก ปากของมันเปิดกว้างจนแทบจะฉีก ผมจึงรีบปิดประตูอีกฝั่งก่อนที่มันจะเข้ามาถึงเช่นกัน แล้วผมก็ต้องนั่งอยู่แบบนั้น เผาผลาญพลังงานไฟฟ้าของระบบไปเรื่อย ๆ

ตอนตี 2 มันยังอยู่ที่ 72 % จนตี 3 ก็เหลือ 49% มาตี 4 ก็ลดลงมาที่ 28% และตี 5 ก็เหลือแค่ 12% เพียงเท่านั้น ผมไม่เห็นทางรอดอะไรเลย ตอนนี้ผมไม่สนอะไรอีกแล้ว ไอ้เจ้าความทรงจำดี ๆ สมัยเด็กที่ตอนนี้มันกลายเป็นฝันร้ายอยู่ตรงหน้า จนมารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่หัวหน้า รปภ. เข้ามาเขย่าตัวผมนั่นเอง

เขาบอกว่าตอนนี้มัน 7 โมงเช้าแล้ว และผมก็ควรจะกลับบ้านได้เสียทีเพราะมีอุบัติเหตุบางอย่างเกิดขึ้น พอผมถามว่าเกิดอะไร เขาก็ตอบว่าไม่ต้องเป็นห่วง และบอกให้ผมรีบกลับบ้านไปพักผ่อนดีกว่า ดูเหมือนเขาจะไม่สนใจเรื่องที่ผมแอบหลับในเวลางาน กลับปล่อยให้ผมออกไปโดยไม่บอกว่ามันมีอะไรเกิดขึ้น และในช่วงที่ผมกำลังจะออกจากร้านก็ได้กลิ่นเหม็นไหม้อย่างแรงออกมาจากทางเวที และสิ่งที่ผมเห็นตรงนั้นก็คือ เจ้าหุ่นทุกตัวมีสัญลักษณ์สีแดงปรากฏอยู่รอบดวงตาของพวกมันด้วย !


ผมคิดว่าสิ่งที่เห็นนั้นมันอาจจะเป็นจินตนาการจากสมองของผมหรือเปล่า บางทีมันอาจจะเป็นภาพหลอนก็เป็นได้ แต่สมองอีกส่วนมันก็บอกผมว่า เจ้าสัญลักษณ์รอบดวงตานั้นมันเป็นของจริง พอผมเดินออกมาถึงนอกร้าน ผมก็เห็นว่ามีรถตำรวจจอดอยู่เต็มไปหมด ผมเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังพูดกับเจ้าของร้านอยู่ ในมือก็กำลังจดอะไรบางอย่างด้วย

และผมก็จำรถคันนั้นได้ มันเป็นคันเดียวกันกับที่เห็นมาตลอดสองคืนก่อน พอมาถึงที่จอดรถผมก็พบกับแถบกั้นห้ามเข้าล้อมรอบอยู่ ผมเชื่อว่ามันจะต้องเกี่ยวกับพี่เลี้ยงของผมแน่ ๆ จนกระทั่งกลับมาถึงบ้าน ผมจึงรีบค้นหาข้อมูลของเจ้าหน้าที่ รปภ.คนเก่าทันที จนเวลาผ่านไป 2 ชั่วโมง ผมก็พบกับชื่อ "ท็อดด์ สมิธ" ที่คิดว่าน่าจะเป็นคนที่ผมกำลังตามหาอยู่ แต่ผมเองก็ยังไม่แน่ใจและกะว่าจะไปถามหัวหน้าในวันพรุ่งนี้จะดีกว่า แต่ตอนนี้ผมควรจะเข้านอนได้แล้ว

- คืนที่ 5 -

ผมไม่อยากไปทำงานเลย ผมกลัวมากแต่ก็ไม่มีทางเลือก ผมต้องการเงินและมันก็น่าจะคุ้มกับเวลาที่เสียไป พอผมมาถึงที่ทำงานก็พบกับหัวหน้ากำลังรอผมอยู่หน้าร้าน

พอผมกล่าวทักทาย หัวหน้าก็บอกให้ผมหยุดพูดอะไรต่อ ผมไม่เข้าใจจึงถามว่ามันมีปัญหาอะไรหรือเปล่า หัวหน้าจึงเริ่มเล่าทุกอย่างออกมา

เขาบอกว่า รปภ. คนเก่าที่ผมมาทำงานแทนนั้น เขาได้ตายไปแล้วเมื่อคืน ซึ่งสิ่งนี้ก็ทำให้ผมตกใจทั้ง ๆ ที่คิดไว้แบบนั้นเช่นนั้น เพราะมันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะรับรู้ และหัวหน้ายังบอกอีกว่าสิ่งที่ตลกกว่านั้นก็คือ ผมเป็นเพียงคนเดียวที่อยู่กับผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุนั้นด้วย ซึ่งนั่นยิ่งทำให้ผมไม่เข้าใจมากขึ้นไปอีก

หัวหน้าพูดกับผมว่าอย่าทำเป็นไม่รู้เรื่องแบบนี้ และบอกว่าผมนี่แหละเป็นคนลงมือสังหารอดีต รปภ. คนนั้น เพียงแต่เขาก็ยังไม่มีหลักฐานอะไรมาปรักปรำผมได้ และหัวหน้ายังบอกว่าเขาจะต้องหาหลักฐานที่ว่านั้นจนเจอ เพื่อจะได้ส่งผมเข้าคุกไปชดใช้กรรมที่ก่อเอาไว้ให้จงได้

นี่มันอะไรกัน ผมพยายามอธิบายกับหัวหน้าไปว่า ผมไม่เคยเจอกับชายคนนี้มาก่อนเลย แล้วผมจะฆาตกรรมเขาได้อย่างไร ?

แล้วหัวหน้าก็ตอกหน้าผมกลับมาว่า ถ้าไม่ใช่ผมแล้วจะเป็นใคร ! จะเป็นพวกหัวขโมยหรือกำลังจะบอกว่าเป็นฝีมือของเจ้าหุ่นพวกนั้น ?

พอพูดจบหัวหน้าก็เดินไปขึ้นรถแล้วขับมันออกไปทันที ผมเดินเข้าร้านกลับเข้าไปทำงานในห้องดีกว่า ผมอยากให้คืนนี้มันจบลงไปเร็ว ๆ จริง ๆ แต่ที่แน่ ๆ ตอนนี้ผมยังเห็นสัญญาณจากเครื่องฝากข้อความติดอยู่ ใครเป็นคนส่งมากันนะ ?

บางทีมันอาจจะมาจากหัวหน้าของผมก็ได้ ผมจึงกดปุ่มเปิดฟังข้อความ แล้วก็ได้ยินเสียงต่ำ ๆ พูดจาฟังไม่ได้ศัพท์ หรือว่ามันคือเสียงของเจ้าเฟร็ดดี้ !?

ผมแปลกใจเพราะไม่คิดว่าหุ่นยนต์พวกนั้นจะสามารถพูดออกเสียงได้จริง ซึ่งมันพูดว่าอะไรผมก็ฟังไม่ออก และท่ามกลางความหวาดกลัวผมจึงรีบหยิบแทบเบล็ตขึ้นมาตรวจไปที่อ่าวโจรสลัด แล้วก็พบว่าภาพในกล้องมันมืดทั้งหมด

ผมเริ่มได้ยินเสียงเหล็กกระทบดังอยู่รอบ ๆ มันทำให้ผมเครียดเพิ่มขึ้น เพราะผมรู้ดีว่ามันเป็นเสียงของอะไรนั่นเอง สักพักกล้องก็กลับมาทำงานอีกครั้ง ผมจึงรีบตรวจไปจนทั่วทุกห้อง แล้วก็พบว่าเจ้าเฟร็ดดี้ยังคงอยู่บนเวทีแต่บอนนี่กับชิก้าหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ ส่วนผ้าม่านที่อ่าวโจรสลัดก็ถูกเปิดออกมาครึ่งหนึ่ง นั่นจึงทำให้ความกังวลทั้งหมดของผมตกไปอยู่ที่การค้นหาเจ้าบอนนี่กับชิก้าให้เจอ

ผมพบอนนี่อยู่ที่กล้อง 3 เธอกำลังจ้องมองมาที่ผมผ่านกล้องรักษาความปลอดภัย ใบหน้าของเธอเข้ามาใกล้มากพอที่จะเห็นโครงสร้างรายละเอียดในดวงตากันเลยทีเดียว


ผมจึงหาต่อว่าตอนนี้ชิก้าอยู่ที่ไหนแต่ก็หาเธอไม่พบ นั่นจึงทำให้ผมลองเปิดไฟที่หน้าประตูดู แล้วก็เห็นชิก้ากำลังยืนอ้าปากกว้างอยู่ที่ด้านนอกนั้น ผมจึงรีบปิดประตูเพื่อไม่ให้เธอเข้ามาที่นี่ได้ และทันใดนั้นผมก็เริ่มได้ยินเสียงเพลงประจำตัวของเฟร็ดดี้ดังขึ้น


ผมตรวจสอบไปที่กล้องหน้าเวที ก็พบว่าตอนนี้เฟร็ดดี้กำลังยืนอยู่ที่บริเวณคนดูแล้ว ผมมองเห็นดวงตาสีขาวของมันอย่างชัดเจน พอกลับมาตรวจที่หน้าประตูก็พบว่าชิก้าจากไปแล้ว ผมจึงเปิดประตูแล้วเช็คกล้องทุกตัวต่อ จนในที่สุดก็พบว่าบอนนี่กับชิก้ากำลังยืนอยู่ที่ฝั่งตรงข้ามกับจุดที่เฟร็ดดี้อยู่

พอตรวจดูที่อ่าวโจรสลัด ตอนนี้ผ้าม่านถูกเปิดกว้างออกแล้ว ผมจึงรีบปิดประตูห้องทันทีเพราะรู้ดีว่าเดี๋ยวเจ้าหมาจิ้งจอกมันจะต้องวิ่งมาหาแน่ ๆ จากนั้นก็กลับไปตรวจที่กล้องอีกครั้ง จึงได้พบว่าเจ้าหมาจิ้งจอกตัวนั้นกำลังยืนอยู่ข้าง ๆ บอนนี่ ดวงตาของมันเบิกโพลงพร้อมกับปากที่เปิดอ้าจนน่ากลัว แล้วจู่ ๆ กล้องตัวนั้นก็ดับหายไป ตามด้วยเสียงเพลงประจำตัวเฟร็ดดี้ที่เล่นช้าลงเรื่อย ๆ
ตอนนี้เสียงของมันเหมือนกับที่ได้ยินในหนังผี แล้วกล้องก็กลับติดขึ้นมาอีกครั้ง ผมจึงพบว่าเจ้าตัวที่อยู่ด้านหน้าสุดตอนนี้ก็คือเฟร็ดดี้แฟชแบร์ กับดวงตาที่ถลนจนแทบจะหลุดออกมาจากเบ้า แถมยังมีคราบเลือดเกรอะกรังไปทั่วดวงตาอีกด้วย !!!


แล้วกล้องก็ดับวูบลงไปอีกครั้ง เสียงเพลงก็เริ่มกลับมาที่ความเร็วปกติ ผมเริ่มได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้ ๆ ในทุกทิศทาง ผมจึงรีบไปกดสวิทช์ปิดประตูทั้งสองข้างทันทีเท่าที่จะทำได้ แล้วสติของผมก็ดับวูบไป มารู้สึกตัวอีกครั้งเพราะเสียงดังที่ประตู ตอนนี้เวลาตี 5:55 น. แล้ว ตรวจดูที่กล้องก็ยังคงเห็นเจ้าอนิเมทรอนิคพวกนั้นกำลังอยู่ตามห้องต่าง ๆ เหมือนก่อนที่ผมจะวูบไป

บางทีคนที่เคาะประตูอาจจะเป็นหัวหน้าของผม ที่อาจจะเดินทางมาที่ร้านแต่เช้ามืด และอยากจะเข้ามาที่ห้องนี้หรือเปล่า ? นั่นจึงทำให้ผมเปิดประตูขึ้นมา และสิ่งที่ผมเห็นอยู่ตรงหน้าก็คือเจ้าเฟร็ดดี้แฟซแบร์ที่กำลังเบิกตาถลนออกมานอกเบ้าตัวนั้น ! ฟันของมันแทบจะชนกับหน้าของผมอยู่แล้ว ! ซึ่งสิ่งสุดท้ายที่ผมพอจะสังเกตเห็นนั้นก็คือเสื้อเอี๊ยมของมันที่เหมือนของชิก้า มีคราบเลือดแห้งเลอะอยู่บนชุด ตอนนี้ผมไม่คิดอะไรอีกแล้ว นอกจากออกตัววิ่งไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด ผมวิ่งหนีออกมาจนถึงนอกร้าน แล้วขับรถจากไปให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้ !

- 2 วันต่อมา -

สองวันต่อมาผมได้รับจดหมายจากทางไปรษณีย์ ที่ส่งมาพร้อมกับเช็คของร้านเฟร็ดดี้ โดยข้อความในจดหมายเขียนไว้สั้น ๆ ว่า “นายถูกไล่ออก !” ซึ่งผมก็ไม่ใส่ใจอะไรอีกต่อไป ผมต้องการงานใหม่ ผมไม่อยากกลับไปใช้ชีวิตทำงานในร้านนั้นอีกต่อไป โดยผมติดต่อกับทางเจ้าหน้าที่รัฐและบอกทุกสิ่งที่ผมได้พบจากร้านแห่งนั้น แต่พวกเขากลับตอบว่าให้ผมทำใจให้สบายจะดีกว่า


“นายถูกไล่ออก !”

ซึ่งมันก็ถูกของเขา สถานที่สำหรับเด็กแบบนั้นมันจะไปมีเรื่องบ้าบอแบบนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่จะบอกแบบนั้นไปก็คงจะไม่ถูก เพราะผมรู้มาว่าร้านเฟร็ดดี้พิซซ่ากำลังจะปิดตัวเร็ว ๆ นี้ เพื่อจะได้กลับมาเปิดใหม่อีกครั้งในปีถัดไป และสิ่งที่ผมพอจะรู้มาก็คือ สาเหตุที่ต้องปิดร้านมันก็เพราะเจ้าหุ่นพวกนั้น และอีกอย่างที่ผมรู้ก็คือ เจ้าสิ่งที่ผมเคยชอบในสมัยเด็กพวกนั้น มันคือฝันร้ายสำหรับผมในวันนี้ไปแล้ว


- จบ -


มายซัมเมอร์จ็อบ เป็นเรื่องสยองขวัญออนไลน์ที่รู้จักกันในภาษาทั่วไปว่าครีบปี้พาสต้า ใช้เค้าโครงเนื้อหามาจากเกมที่วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ค.ศ. 2014 ชื่อ ไฟฟ์ไนท์แอทเฟร็ดดี้ส์ ที่หยิบยก 5 คืน ที่เกิดขึ้นภายในเกม มาเล่าเป็นเรื่องโดยนักเขียนนิยายออนไลนรุ่นเยาว์ที่ใช้ชื่อว่า DaPuff712 ไว้บนเว็บไซต์กระดานข่าวเรดดิท (Part 1, Part 2 และ Part 3) โดยโพสต์เรื่องราวแยกไว้ทั้งหมด 3 ตอน

กดเพื่อดูต้นฉบับที่เรดดิท (Part 1Part 2 และ Part 3)
ตอนแรกโพสต์ไว้เมื่อวันที่ 30 กันยายน ค.ศ. 2014 พูดถึงช่วงก่อนเข้าทำงานไปจนถึงคืนที่ 1 และต่อมาในวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 2014 DaPuff712 จึงได้โพสต์ตอนที่ 2 และ 3 เล่าเรื่องราวตั้งแต่คืนที่ 2 ไปจนจบเรื่องตามมาพร้อม ๆ กัน

โดยในปัจจุบันสมาชิกภาพของ DaPuff712 ได้ถูกลบออกจากเว็บไซต์เรดดิทไปแล้วด้วยสาเหตุบางอย่าง จึงทำให้ไม่สามารถหาพบได้ว่า เขาจะแต่งนิยายเรื่องนี้ขึ้นมาทำไม แต่สิ่งที่เราพอจะทราบหลังจากค้นหาตัวตนของเขาก็คือ แท้ที่จริงแล้ว DaPuff712 น่าจะมีชื่อจริงว่า "Nick Bruno" โดยปรากฏหลักฐานชื่อของเขาอยู่บนเว็บไซต์ทวิตเตอร์และยูทูป

แชแนลยูทูปของ "DaPuff712"

หลังจากที่เรื่องราวของ DaPuff712 ถูกโพสต์ออกไปได้ไม่นาน มันก็ทำให้ผู้ชื่นชอบเกมไฟฟ์ไนท์แอทเฟร็ดดี้จำนวนมาก นำเรื่องราวทั้งหมดไปโพสต์ต่อตามเว็บไซต์กระดานข่าวอีกหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นครีบปี้พาสต้าวิกิ ที่ปัจจุบันถูกทางผู้ดูแลระบบลบทิ้งด้วยเหตุผลบางอย่าง และเว็บไซต์ Fanfiction, Quotev และ Some Ordinary Gamers เป็นต้น

ซึ่งนอกจากงานก็อปแปะตามเว็บไซต์ต่าง ๆ แล้ว ความนิยมของมายซัมเมอร์จ็อปก็ยังทำให้เหล่าเลเยอร์ หรือนักคอสเพลย์ แต่งกายเป็นไมค์ ชมิต และเจ้าหุ่นอนิเมทรอนิคทั้งสามอีกด้วย ซึ่งก็เรียกได้ว่านิยายเรื่องนี้ได้รับความนิยมอยู่ในระดับที่ดีมากเลยทีเดียว

ในเวลาต่อมาก็ได้มีนักเขียนนิยายออนไลน์อีกท่านใช้ชื่อว่า Lucky 13 [Binary Cheese] นำหัวข้อข่าวที่ปรากฏอยู่ในเรื่องนี้มาเล่าใหม่อีกครั้ง โดยตั้งชื่อว่า The Bite of 87 หรือจอมกัดแห่งปี 87 ไว้เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ค.ศ. 2014 เล่าถึงคดีฆาตกรรมเด็ก 5 ราย ที่เกิดจากฝีมือของเจ้าหุ่นอนิเมทรอนิคจากเกมไฟฟ์ไนท์แอทเฟร็ดดี้ ไว้ที่กระดานข่าวของเว็บไซต์สตรีม จนเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกเช่นกัน

เรื่อง "The Bite of 87 " ของ Lucky 13 
และเรื่อง The Bite of 87 ก็เป็นหนึ่งในเรื่องเล่าที่ถูกนำมาแปลเป็นภาษาไทย โดยยูทูปช่อง นานานิทาน ไว้เมื่อวันที่  27 มิ.ย. ค.ศ. 2015 ที่สนุกจนทำให้เด็กและเยาวชนไทยจำนวนมากเข้าใจว่าเป็นเรื่องจริง จนกลายเป็นหนึ่งในเรื่องราวระดับคลาสสิค สำหรับผู้ชื่นชอบเกมไฟฟ์ไนท์แอทเฟร็ดดี้ในประเทศไทยมาจนถึงทุกวันนี้

คลิป "The Bite of 87" ของนานานิทาน

และนั่นจึงทำให้มีผู้ชมจำนวนมากมายเข้ามาสอบถามกับมิติที่ 6 ว่า เรื่องราวคดี The Bite of 87 นั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ? มีที่มาที่ไปอย่างไร ? ทางมิติที่ 6 จึงตัดสินใจนำเรื่องราวต้นทางมาเล่าเพื่อจะได้ไม่ต้องเล่าเรื่อง The Bite of 87 ที่พี่นานาเล่าไว้ดีมากอยู่แล้วนั่นเอง

ดังนั้นถ้าหากมีใครบอกว่า "คดี The Bite of 87" หรือ "คดีจอมกัดปี 87" นั้นเป็นเรื่องจริง มิติที่ 6 ก็อยากจะบอกกับท่านผู้ชมว่า แท้ที่จริงแล้วเรื่องราวของมันได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่อง "My Summer Job" นั่นเอง และทุกอย่างก็เป็นเพียงเรื่องที่ถูกแต่งขึ้นมาทั้งสิ้น และก็อย่าลืมส่งคลิปนี้ไปให้กับผู้คนเหล่านั้นดู พร้อมกับให้เหตุผลดี ๆ จากเราว่า ความจริงนั้น..มันช่างไม่มีเสนห์... เอาเสียเลย !

"ต๊ะเอ๋ !!"

แล้วอย่าลืมติดตามรายการมิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ พร้อมกับที่มาของมันกันได้ทุกวันศุกร์สะดวก และหลังจากจบรายการแล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ และอย่าลืมทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี

แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา: Some Ordinary Gamers Wiki

แท็ก: ศุกร์สยองขวัญ, ครีปปี้พาสต้า, Five Nights at Freddy's, Creepypasta, ไฟว์ไนท์เฟร็ดดี้