ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

23 กุมภาพันธ์ 2561

มิติที่ 6 | The Mothman Cometh ไขปริศนาม็อธแมนทำนายอนาคต !!!



สัปเหร่อของสุสาน คือคนแรกที่ได้พบกับเรื่องราวแปลกประหลาดเรื่องนี้ มันบินลอยขึ้นมาจากต้นไม้ใหญ่ เหมือนนกยักษ์กำลังทำการออกบิน แต่เมื่อเจ้าสิ่งนี้บินผ่านเหนือศีรษะของเขา มันก็ทำให้เขามองเห็นรูปร่างเป็นเงามืดคล้ายกับแองเจลหรือผู้ชายมีปีก แต่ผิวกายกลับมีสีน้ำตาลเข้ม รูปร่างแปลกประหลาดมากกว่าจะเป็นเทวดา !
จริง ๆ เขาบอกว่ามันดูเหมือนปีศาจเสียมากกว่า และข่าวนี้ก็ถูกแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว ตามมาด้วยเหตุร้ายครั้งใหญ่ที่เป็นเสมือนภัยพิบัติของคนในท้องที่นั้น !


กดเพื่อชมบนยูทูป

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ ในวันศุกร์สะดวกสัปดาห์นี้ เราจะไปหาคำตอบจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง อมุนษย์ที่ปรากฏตัวขึ้นมาเพื่อบอกเหตุร้าย ผู้คนที่ได้พบล้วนยืนยันว่า มันคือตัวแทนจากนรกอเวจี ! มันคือข้ารับใช้ซาตาน ! ว่าเรื่องนี้... มันคืออะไรกันแน่ !?

สิ่งแปลกประหลาดที่ถูกพบเห็นครั้งนี้ ก็ได้ถูกพบอีกครั้งในคืนวันถัดมา มีคู่รักชายหญิงคู่หนึ่งบอกว่า พวกเขาเห็นใบหน้าของมันมีดวงตาสีแดงเป็นประกาย อยู่ในพุ่มไม้ใหญ่ข้างถนนตอนช่วงกลางดึก ตอนนั้นพวกเขากำลังขับรถด้วยความเร็ว แต่สิ่งประหลาดรูปร่างเหมือนผู้ชายผิวสีเข้ม มันก็สามารถบินไล่ตามเขามาได้อย่างไม่ลดละ และเรื่องราวทั้งหมดนี้ก็ได้ทำให้พวกเขาตัดสินใจแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และก็เช่นกัน ข่าวนี้ก็ได้ถูกร่ำลือออกไปทันที !
ตอนนั้นมันคือช่วงเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1966 เหตุการณ์เกิดขึ้นในย่านชุมชนพอยท์พลีเซนท์ของรัฐเวสต์เวอร์จิเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งสิบวันต่อมาหลังจากการพบเห็นครั้งแรก เจ้าปีศาจตัวนี้ก็ปรากฏตัวให้เห็นกันอย่างน้อยอีก 4 ครั้ง พวกเขาพูดถึงชายตัวสีดำ มีดวงตาสีแดงฉาน และปีกเหมือนขนนก เที่ยวมาบินด้อม ๆ มอง ๆ อยู่ข้างนอกบ้าน
ซึ่งข่าวนี้ก็ถูกนำไปลงตีพิมพ์พาดหัวหน้าหนึ่งทันที แมรี่ ไฮร์ คือนักข่าวที่เล่นข่าวนี้อยู่หลายครั้ง ผ่านทางหนังสือพิมพ์และการพูดปากต่อปาก ซึ่งเธอก็ได้นำเรื่องราวการพบเห็นจากทุกข่าว มาใช้พิจารณาร่วมกับตัวละครทางทีวีสุดดังอย่างแบทแมน เพื่อคิดหาชื่อดีที่สุดที่จะนำมาใช้เรียกเจ้าตัวประหลาดตัวนี้ จนในที่สุดเธอก็ได้ชื่อดี ๆ ที่เหมาะสมกับมัน !


แมรี่ ไฮร์ เรียกมันว่า... ม็อธแมน !
(ภาพจาก: Coast to Coast AM)
"ม็อธแมน" จึงได้กลายเป็นนามเรียกขานเจ้าสิ่งมีชีวิต ที่มีรูปร่างเหมือนหมุษย์มีปีกตัวนี้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เหตุการณ์แปลก ๆ ก็ค่อย ๆ เงียบลง ความสนใจเกี่ยวกับมันก็ค่อย ๆ หายไป เรื่องราวของม็อธแมน จึงได้ถูกลืมเลือนไปจนไม่มีใครพูดถึงอีก
ต่อมาในเดือนธันวาคม ปี ค.ศ. 1967 ซึ่งก็เรียกได้ว่าผ่านมาแค่หนึ่งปีกับอีกหนึ่งเดือน หลังจากเรื่องราวของม็อธแมนหายจากหน้าหนังสือพิมพ์ มีชายวัย 40 ปี ที่กำลังขับรถอยู่บนแถวสะพานแขวนซิลเวอร์บริดจ์ จุดเชื่อมต่อระหว่างชุมชนพอยท์พลีเซนต์ และแกลลิโพลิสของรัฐโอไฮโอ ตอนนั้นเขาอยู่บนรถและกำลังจะข้ามสะพานแห่งนี้ อยู่ดี ๆ ตัวสะพานก็เกิดทรุดลง เนื่องจากปัญหาการจราจรอันคับคั่ง เหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิต 46 ราย นั่นก็ยิ่งทำให้เรื่องราวของม็อธแมนได้ถูกนำมาพูดถึงกันอีกครั้ง


ภาพเหตุการณ์สะพานซิลเวอร์บริดจ์ถล่ม มีผู้เสียชีวิต 46 ราย

อยู่ ๆ ก็มีข่าวร่ำลือออกมาบอกว่า การปรากฏตัวของม็อธแมนเมื่อปี
ค.ศ. 1966 มันก็คือลางบอกเหตุว่า สะพานซิลเวอร์บริดจ์จะถล่มในปีต่อมานั่นเอง ซึ่งเรื่องนี้ได้กลายมาเป็นหัวข้อที่ถูกยกมาพูดคุยในโลกอินเตอร์เน็ตของประเทศสหรัฐอเมริกาว่า เหตุการณ์ทั้งสองนีี้จะต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกันแน่ ๆ
แต่เอาเข้าจริง ๆ ด้วยระยะเวลาที่ห่างกันในระดับเกิน 1 ปีแบบนี้ คนทั่วไปไม่น่าจะสามารถคิดเพื่อเอาเรื่องสองเรื่องมาผูกร่วมกันได้อย่างเป็นเป็นผล เพราะอะไรกันแน่ที่ทำให้กว่า 50 ปีต่อมา ยังมีผู้คนนำเรื่องม็อธแมนกลับมานำเสนอทั้งหนังสือและภาพยนตร์ ไม่เว้นแม้แต่ในเว็บไซต์บันเทิงมากมาย ทำไมยังมีผู้คนเชื่อว่าม็อธแมนคือลางร้ายแห่งภัยพิบัติกันมาจนถึงทุกวันนี้ ? ทั้ง ๆ ที่ทุกเร่ืองเล่าในอดีตก็ล้วนไม่เคยมีเรื่องราวของใคร ที่ระบุเลยว่าม็อธแมนเคยทำร้ายคน หรือแม้แต่หลักฐานเกี่ยวกับมันก็ไม่เคยมีใครสามารถนำมายืนยันได้ว่ามันมีอยู่จริง จะมีก็แต่รายงานจากผู้คนผ่านทางหนังสือพิมพ์บอกว่า พวกเขาเคยเจอม็อธแมนมาแล้วกับตา
คำบอกเล่าเหล่านี้เชื่อถือได้แค่ไหน ? ม็อธแมนคือเหล่าแฟรี่ชั้นสูงจากตำนานเมืองยุคใหม่จริงหรือไม่ ? พวกมันเคยมีอยู่จริง ๆ หรือ ? แล้วมันจะไปเกี่ยวข้องอะไรกับอุบัติเหตุสะพานข้ามแม่น้ำซิลเวอร์บริดจ์ถล่ม ทั้ง ๆ ที่ในรายงานข่าวก็ไม่เคยบอกว่ามันเกี่ยวข้องกัน ?
แล้วท่านผู้ชมคิดยังไงเมื่อได้ยินเรื่องราวแบบนี้ ? จะมีกี่คนที่เป็นผู้ชื่นชอบตำนานเมือง กล้ายืนยันว่ามันเคยมีอยู่จริง ท่านผู้ชมเลือกที่จะเชื่อหรือเปล่าว่ามันเป็นเช่นนั้น ? หรือว่าท่านผู้ชมเชื่อเพราะกำลังบังคับให้ตัวเองยอมรับเหตุการณ์แนวนี้ เพราะเราไม่สามารถหาคำตอบที่ดี ๆ ได้ ? หรือแท้ที่จริงแล้วมันมีคำตอบ แต่เราเลือกที่จะไม่สนใจคำอธิบายเหล่านั้นหรือเปล่า ?
ดังนั้นเราก็ควรจะมองเหตุการณ์แปลกประหลาดเหล่านี้ ด้วยวิธีการคิดวิเคราะห์และแยกแยะ ให้สมกับเป็นผู้ที่ชื่นชอบในการค้นหาความจริงจากตำนานท้องถิ่น เพราะจริง ๆ แล้ว เรื่องราวมันอาจจะไม่ได้น่าตื่นเต้นมากมาย จนกระทั่งมีสื่อต่าง ๆ เริ่มนำมาเสนอพร้อมกับจินตนาการของนักเขียน ที่เขียนหนังสือขึ้นมาพร้อมกับความหวังที่จะสบายจากลิขสิทธิ์ในอนาคต


ซึ่งมันก็เหมือนกับเรื่องราวของม็อธแมนเช่นกัน เรื่องนี้มันดังขึ้นมาก็เพราะหนังสือจากปลายปากกาของจอห์น คีล (John A. Keel) ในผลงานชื่อ The Mothman Prophecies หรือ ม็อธแมนเสี่ยงทาย ที่ออกพิมพ์จำหน่ายมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1975 เก้าปีหลังจากมีข่าวการพบเห็นมัน รวมไปถึงการนำคำทำนายในหนังสือของเขาไปสร้างเป็นภาพยนตร์ในชื่อเดียวกัน


ซึ่งจริง ๆ แล้ว มันไม่ได้มาจากจอห์น คีลเพียงคนเดียว เพราะคนที่ปั่นกระแสม็อธแมนให้โด่งดังจริง ๆ นั้นก็ไม่ใช่ใคร เขาคือ เกรย์ บาร์เกอร์ ที่เราเคยพูดถึงประวัติอันยิ่งใหญ่ของเขาในคลิป ไขปริศนาเมนอินแบล็ค กันมาแล้ว ชายคนนี้นำเรื่องราวของม็อธแมนมาต่อยอดในปี ค.ศ. 1970 ชื่อว่า The Silver Bridge ซึ่งถือเป็นงานเขียนครั้งแรกที่นำเรื่องราวอุบัติเหตุสะพานซิลเวอร์บริดจ์ถล่ม มาเชื่อมโยงกับม็อธแมนให้ผู้คนได้ตกใจกันอีกครั้ง


"จอห์น คีล" และ "เกรย์ บาร์เกอร์" ปลุกกระแสให้ม็อธแมนโด่งดังขึ้นมา
ทั้งจอห์น คีล และเกรย์ บาร์เกอร์นั้น คือนักเขียนที่อยู่ในหมวดเรื่องราวเหนือธรรมชาติ ที่เน้นหนักไปในเรื่องเอเลี่ยนและมนุษย์ต่างดาว ทั้งสองได้สร้างกระแสให้ผู้คนมองว่าม็อธแมนอาจจะเป็นเอเลี่ยน เขาไม่เคยตั้งคำถามที่น่าสนใจอย่างเช่น ทำไมพวกมนุษย์ต่างดาวถึงเลือกออกไปทักทายกับมนุษย์โลกแบบม็อธแมน แต่กลับพยายามโปรยคำถามเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในพอยท์พลีเซนต์ว่า ช่วงที่มีคนพบเห็นม็อธแมนนั้น จะต้องมียูเอฟโอปรากฏขึ้นมาให้เห็นเสมอ ทั้ง ๆ ที่ในแต่ละเหตุการณ์จากผู้พบเห็น ไม่เคยมีใครพูดหรือกล่าวคำว่ายูเอฟโอให้กับสื่อต่าง ๆ เลยสักครั้ง
และกับเรื่องราวที่พูดถึงกันในรัฐอินเตอร์เน็ตของอเมริกา ที่ระบุว่ามีผู้เห็นม็อธแมนมากกว่า 100 ครั้ง ในช่วงที่เกิดอุบัติเหตุสะพานซิลเวอร์บริดจ์ถล่ม มันก็ถือว่าเป็นการสร้างเรื่องขึ้นมาในยุคสมัยใหม่ เพราะเรื่องนี้ทางนักไขปริศนาชื่อ ไบรอัน ดันนิ่ง ได้เข้าไปค้นหาข้อมูลจากหนังสือพิมพ์เก่า แล้วค้นหารายงานข่าวเรื่องม็อธแมนในปี ค.ศ. 1966 แล้วก็พบว่ามันน่าจะมีข่าวการพบเห็นม็อธแมน ถูกนำเสนอออกสื่ออยู่เพียง 6 ครั้งเท่านั้น นั่นหมายความว่ามันก็มีข่าวพบม็อธแมนจริง ๆ เพียงแต่มันไม่ได้มากมายเป็นร้อยอย่างที่สื่อสมัยใหม่นำกลับมาเล่า ซึ่งมันก็อาจเป็นไปได้ว่านักสืบท่านนี้ อาจค้นหาข่าวไม่พบจนครบ 100 เรื่องก็ได้เช่นกัน อย่างไรแล้วเราก็ต้องมาดูกันต่อไป

ไบรอัน ดันนิ่ง... "ทั้ง 6 ข่าวที่เขาพบนั้น มันก็ไม่ได้มีอะไรยืนยันได้ชัดเจนว่า มันจะใช่ม็อธแมนจริง ๆ"
  • ข่าวแรก ก็คือเรื่องราวของสัปเหร่อกลุ่มหนึ่ง ที่อาศัยอยู่ในเมืองเคลนเดนิน ที่อยู่ห่างจากตัวชุมชนพอยท์พลีเซนท์ไปประมาณ 50 ไมล์ รายละเอียดตามเรื่องที่เราเล่าเอาไว้แล้วในตอนต้น
  • ข่าวที่สอง เกิดขึ้นในชาร์ลสตัน ออกไป 45 ไมล์จากพอยท์พลีเซนท์ โดยคู่รักคู่หนึ่งเป็นผู้รายงานว่าพบชายสวมชุดสีดำ เดินผ่านเข้ามามองในหน้าต่างรถยนต์ของพวกเขา มีบางรายงานบอกว่าม็อธแมนมีปีกเหมือนค้างคาว บางคนพบเงาของมันกำลังยืนอยู่ในบริเวณรอบ ๆ มีดวงตาสีแดงราวกับสัตว์ป่า
ส่วนการพบครั้งที่สองนั้น มาจากเด็กวัยรุ่นสี่คนที่กำลังอยู่ในรถ ซึ่งเรื่องนี้ค่อนข้างจะโด่งดังมาก พวกเขาอาศัยอยู่ในเมืองเล็ก ๆ จากพอยท์พลีเซนท์ รัฐเวสต์เวอร์จิเนีย พวกเขากำลังขับรถในช่วงกลางดึก แถวถนนท้องถิ่นชื่อเลิฟเวอร์สเลน ที่นั่นคืออดีตสถานที่ตั้งโรงงานทำระเบิด TNT มีโกดังจัดเก็บอยู่ในป่าห่างจากพอยท์พลีเซนท์ไป 7 ไมล์
โดยในขณะที่กำลังขับรถอยู่แถวนั้น รถของพวกเขาได้แล่นผ่านไปเห็นดวงตาสีแดงอยู่ที่ข้างทาง พวกเขาตกใจและพยายามขับรถหนี แต่เจ้าดวงตาสีแดงคู่นั้นก็ยังคงไล่ตามทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นรถกำลังวิ่งด้วยความเร็วกว่า 100 ไมล์เลยทีเดียว ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ มันคือสิ่งที่พวกเขาได้รายงานกับตำรวจท้องที่ ที่เจ้าหน้าที่เองก็คิดว่าคำพูดของเด็ก ๆ นั้นน่าเชื่อถือ โดยเขาบอกว่าเด็ก ๆ เห็นชายเจ้าของดวงตาสีแดงคู่นั้น มีความสูง 7 ฟุต และมีปีกอยู่ที่หลังด้วย


ภาพประกอบเท่านั้น

กรมสรรพาวุธของเวสต์เวอร์จิเนียนั้น คือหน่วยงานปกปิดมีฐานที่ตั้งอยู่ในป่า มันไม่ใช่สถานที่ ๆ ใคร ๆ จะขับรถเข้าไป มันไม่มีอะไรนอกจากเส้นทางของถนนอันขรุขระ ที่ทางการได้สั่งปิดเพื่อคืนพื้นที่ให้กับป่า มันมีบ้านหลังเล็ก ๆ ถูกปลูกกระจัดกระจายอยู่บ้าง โดยหลังที่อยู่ใกล้ที่สุดอยู่ห่างจากถนนเส้นนี้ไปเกือบ 0.25 ไมล์ ในโกดังก็แทบจะไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่ ปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตการจัดการของบริษัทแมคคลินติคสเตทไวด์ไลฟ์แมเนจเมนท์แอเรีย มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1945 ซึ่งก็เป็นช่วงเวลาที่โรงงานทำระเบิดได้ถูกยกเลิกไปเรียบร้อยแล้ว
ซึ่งเรื่องจริง ๆ ที่มากกว่านั้นก็คือ มีการระดมเงินทุนในปี ค.ศ. 1983 เพื่อทำการจัดเก็บพื้นที่ดังกล่าวในปี ค.ศ. 2000 มีการบันทึกระบุไว้ชัดเจนว่า ที่นั่นไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่เลยนอกจากซากสิ่งก่อสร้าง และมันก็เป็นป่าแบบนี้มานานแล้วตั้งแต่ ค.ศ. 1966 ซึ่งถ้ากลุ่มเด็กวัยรุ่นทั้งสี่เห็นม็อธแมนกันที่นี่ ก็หมายความว่า พวกเขาไม่น่าจะแค่มองเห็นม็อธแมนจากนอกหน้าต่าง แต่พวกเขาได้ลักลอบเข้าไปในสถานที่รกร้างในเขตป่าดังกล่าวด้วยแน่ ๆ แล้วพวกเขาจะขับรถเข้าไปในป่าตอนดึก ๆ ทำไม ถ้าไม่ใช่เข้าไปมั่วสุมทำอะไรสักอย่างในป่าแห่งนั้น ? หรือไม่ก็อาจมีคำอธิบายดีกว่านี้ อย่างเช่นพวกเขาขับรถหลงทางเข้าไป แต่ถนนมืด ๆ ที่ไม่มีแม้แต่ไฟส่องทางในป่า มันไม่สามารถจะทำให้พวกเขารู้ตัวว่าวิ่งไปผิดทางได้จริงหรือ ? ซึ่งตรงนี้เราก็อยากให้ท่านผู้ชมลองหาเหตุผลอื่นมาพูดคุยกันได้นะครับ ว่าพวกเขาเข้าไปทำไม ? และเข้าไปทำอะไร ?
ทางด้านนักสืบเรื่องราวลี้ลับอย่าง โจ นิเคลล์ ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับ กรณีเด็กวัยรุ่นทั้งสี่เห็นดวงตาสีแดงว่า


โจ นิเคลล์... "พวกเขาอาจจะไปเห็นนกแสกหรือไม่ก็นกฮูก ที่ออกหากินในช่วงเวลากลางดึก"

โดยจากข้อมูลที่เด็กวัยรุ่นบอกนั้น พวกเขากำลังขับรถกันด้วยความเร็วสูง และพวกเขาก็น่าจะพอรู้ข่าวการปรากฏตัวของปีศาจมีปีกในเคลนเดนินด้วยแน่ ๆ นั่นก็เลยทำให้พวกเขาน่าจะเข้าใจว่า นกแสกหรือนกฮูกเป็นม็อธแมนได้หรือเปล่า ?

โดยโจ นิเคลล์ค่อนข้างมั่นใจว่า สิ่งที่พวกเด็กวัยรุ่นเห็นนั้นสามารถอธิบายได้ด้วยหลักเหตุผลแบบธรรมชาติ และก็แน่นอนว่าเหตุที่เกิดขึ้นนั้นมันเป็นเรื่องเล็กมาก ๆ มันเป็นแค่ปัญหาในความเชื่อมั่นที่กำลังสับสน เมื่อพวกเขาได้ไปเห็นอะไรอยู่ในสถานที่มืดมิดแบบนั้น ซึ่งมันจะเป็นนกแสกหรือนกฮูกหรือม็อธแมน ก็ลองพิจารณากันดู เวลาคนเราตกอยู่ในความสับสนก็มักจะไม่สามารถแยกออกได้ และการขับรถด้วยความเร็วกว่า 100 ไมล์ต่อชั่วโมง มันก็คือหนึ่งในสิ่งที่ต้องพิจารณาร่วมด้วย ว่าคนทั่วไปเขาจะขับรถเร็วขนาดนี้บนถนนได้ยังไง ถ้าไม่ใช่เพราะกลัวจนลนลานไปหมดแล้ว


ซึ่งคำอธิบายของโจ นิเคลล์นี้ ก็น่าจะสามารถใช้อธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า อย่างเช่นกรณีสัปเหร่อของสุสาน พบกับม็อธแมนในครั้งแรกที่เมืองเคลนเดนินได้เช่นกัน ก็ต้องลองพิจารณาต่อกันดูนะครับ
ส่วนความพยายามในการเชื่อมโยงเหตุการณ์ของม็อธแมนกับเหตุการสะพานซิลเวอร์บริดจ์ถล่ม ก็ถือเป็นความพยายามในการพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคนละเรื่อง ให้มาเกี่ยวข้องกันด้วยความจงใจหรือเปล่า เราลองเอาใจเขามาใส่ใจเราดูสักนิด ว่าถ้าเราเป็นม็อธแมน แล้วอยากจะบอกให้ชาวบ้านรู้ว่าสะพานจะถล่ม ทำไมไม่ไปปรากฏตัวให้มันใกล้ ๆ สะพานไปเลย หรือไม่ก็ให้ปรากฏตัวให้มันใกล้กับช่วงเหตุการณ์เกิดจะดีกว่าไหม ?
แต่จะให้เป็นแบบนั้นมันก็คงจะไม่ได้ เพราะการผูกเหตุการณ์ทั้งสองเข้าด้วยกันนี้ ก็ล้วนมาจากนิยายของทั้งเกรย์ บาร์เกอร์และ จอห์น คีล ที่เขาอยากจะให้มันเกี่ยวข้องกัน เพราะถ้าไม่ทำแบบนั้น พวกเขาก็คงไม่รู้จะเอาเรื่องไหน มาเพิ่มความน่าสนใจให้กับเรื่องราวของม็อธแมนให้มันขายได้หรือเปล่า ? เพราะอย่างน้อยทั้งสองเหตุการณ์มันก็เกิดขึ้น โดยมีชุมชนพอยท์พลีเซนท์เป็นสถานที่เกิดร่วมกัน ถึงมันจะอยู่กันคนละฝั่งแต่มันก็มากพอที่จะขายได้
และก็มีอีกเหตุการณ์ที่นำม็อธแมนให้เกี่ยวข้องกับข่าวที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ เมื่อสะพานหมายเลข I-35 ที่พาดผ่านแม่น้ำมิสซิสซิบปี้ของมินเนียโพลิสในรัฐมินนิโซต้า เกิดอุบัติเหตุถล่มพังลงมาในปี ค.ศ. 2007 สังหารประชาชนไปถึง 13 ราย

ภาพเหตุการณ์สะพาน I-35 ถล่ม

โดยหลังจากเหตุการณ์จบลง มีประชากรของรัฐอินเตอร์เน็ตในชุมชนกระดานข่าว ได้นำเหตุการณ์จากผู้โทรศัพท์เข้าไปในรายการวิทยุชื่อ Coast to Coast AM Radio ซึ่งเป็นรายการแนวเรื่องเหนือธรรมชาติ และเป็นรายการเดียวกันกับที่เป็นเจ้าของเว็บไซต์นักท่องกาลเวลา จอห์น ไตเตอร์ ที่มิติที่ 6 เคยเปิดเผยไปแล้ว ว่ามันคือเรื่องราวที่ถูกแต่งขึ้นเพื่อระดมเงินบริจาค


มีผู้โทรไปแจ้งรายการวิทยุ Coast to Coast AM Radio ว่า... "มันคือเรื่องราวที่ถูกแต่งขึ้นเพื่อระดมเงินบริจาค !"

โดยในการโทรศัพท์จากบุคคลที่ไม่รู้ว่ามีตัวตนจริงครั้งนั้น ได้รายงานว่าเขาเห็นม็อธแมนปรากฏตัวขึ้นก่อนช่วงเวลาที่สะพานดังกล่าวจะถล่ม ซึ่งก็ถือว่าเป็นการรายงานที่มีข้อสงสัยค่อนข้างมาก เพราะนอกจากในรายการนี้แล้ว ก็ไม่มีสื่อที่ไหนพูดถึงม็อธแมนเลยแม้แต่แห่งเดียว
ซึ่งถ้าเราจำเหตุการณ์สะพานซิลเวอร์บริดจ์ถล่ม กับภาพยนตร์เรื่อง The Mothman Prophecies ที่เพิ่งเล่าไปได้ ก็น่าจะทราบได้ทันที่ว่าเรื่อง สะพาน I-35 ถล่ม กับการปรากฏตัวของม็อธแมนในครั้งนี้ มันก็คงไม่พ้นการใช้จินตนาการจากนิยาย มาผูกให้เป็นเรื่องที่ดูคล้ายคลึงกันเพื่อสร้างกระแสหรือเปล่า ?

ไบรอันได้สรุปว่า ทั้งเกรย์ บาร์เกอร์และจอห์น คีล ต่างก็เคยเดินทางไปที่พอยท์พลีเซนท์เพื่อหาข้อมูลทำหนังสือ โดยในขณะที่พวกเขามองขึ้นไปบนท้องฟ้าหา UFO และจินตนาการเรื่องราวของเม็นอินแบล็คร่วมกับทฤษฎีสมคบคิดเกี่ยวกับรัฐบาล ไปจนถึงสายโทรศัพท์ปริศนากับคำเตือนแปลก ๆ และเรื่องราวที่ถูกเล่าจากปากของเด็กวัยรุ่นขวัญกระเจิง ตอนนั้นก็ยังมีนักข่าวสาวที่ไม่เคยปิดกั้นโอกาสในการสร้างกระแส ในการชิงพื้นที่ข่าวไปพาดหัวอย่างแมรี่ ไฮร์ พวกเขาคือที่มาของภัยพิบัติข่าวลือเกี่ยวกับม็อธแมนตัวจริงทั้งสิ้น !
พวกเขาทำให้ชีวิตของประชาชนที่อยู่อาศัยในย่านดังกล่าว ต้องตกอยู่ในความคลางแคลงใจกันเป็นปี ซึ่งทั้งเกรย์ บาร์เกอร์และจอห์น คีล ต่างก็มีทางเลือกอื่นในการเขียนเรื่องนี้ให้น่าสนใจเยอะแยะ แต่พวกเขากลับนำโศกนาฏกรรมมาเล่นกับเรื่องม็อธแมน

ส่วนในภาพยนต์เรื่อง เดอะม็อธแมนโพรฟิซีส์ ก็พยายามนำเรื่องในนิยายมาเล่าใหม่ให้เหมือนกับเป็นการบอกเล่า เพื่อให้คนดูให้เข้าใจว่ามันเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริง !

ภาพยนต์เรื่อง "เดอะม็อธแมนโพรฟิซีส์" จากปลายปากกาของ "จอห์น คีล"

ไบรอัน ดันนิ่ง ได้สรุปว่า เขาไม่เชื่อเรื่องนี้แม้แต่น้อย เหตุการณ์สะพานถล่มกับม็อธแมนเกิดขึ้นห่างกันเป็นปี มันคือการผูกเอาสองเหตุการณ์ที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน มาเป็นเรื่องเดียวกันเพียงเท่านั้น !


ซึ่งมิติที่ 6 เอง ก็อยากให้ท่านผู้ชมใช้วิจารณญาณ กับเรื่องราวเหนือธรรมชาติแนวนี้กันให้มาก ๆ จริงอยู่ ที่อะไรมันก็สามารถเกิดขึ้นได้บนโลกใบนี้ ม็อธแมนอาจมีตัวตนหรือไม่มีจริง ทุกอย่างมันก็ขึ้นอยู่กับการใช้วิจารณญาณของตัวเองให้เกิดประโยชน์
ซึ่งหลังจากที่เราได้นำเสนอข้อมูลทั้งหมดไปแล้ว ทางมิติที่ 6 เอง ก็อยากทราบความเห็นจากท่านผู้ชมเหมือนกันว่า ท่านคิดว่าม็อธแมน คืออะไรกันแน่ ?
  • เรื่องแต่งจากนักเขียน
  • ม็อธแมนมีจริง

อย่างไรแล้วท่านผู้ชมสามารถโหวตความเห็นกันได้ ผ่านทางแบบสอบถามของยูทูป ด้วยการกดที่เครื่องหมาย ( i ) หรือถ้าหากท่านผู้ชมมีความคิดเห็นอื่น ๆ ก็สามารถบอกให้ทุกคนทราบได้ในส่วนของคอมเมนต์ใต้คลิปนะครับ


แฟนอาร์ตม็อธแมน


แล้วอย่าลืมติดตามรายการมิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ พร้อมกับที่มาของมันกันได้ทุกวันศุกร์สะดวก และหลังจากจบรายการแล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ และอย่าลืมทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี !

แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง

ขอบคุณที่มา: Skeptoid

แท็ก: The Mothman Cometh

21 กุมภาพันธ์ 2561

มิติที่ 6 | 9 กลุ่มอาการทางจิตสุดแปลก ที่ใช้ชื่อสถานที่มาเป็นชื่อเรียก !!!



"Syndrome" มันคือกลุ่มอาการ และอาการแสดงออกในหลายลักษณะ ที่สามารถพบได้พร้อมกันหลายคน และสามารถอธิบายกลไกที่เป็นสาเหตุได้


รับชมบนยูทูป


มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาท่านผู้ชมไปรู้จักกับกลุ่มอาการแปลก ๆ ที่เกิดขึ้นกับกลุ่มคนหลายท้องที่ อาการแปลก ๆ ที่แสดงให้เห็นออกมาทางกาย ที่ถูกตั้งชื่อไว้โดยมีชื่อเมืองต่าง ๆ เป็นสถานที่อ้างอิง ว่าทั้งหมดนั้น... มันคืออะไรกันแน่ !?


India Syndrome
ภาพจาก: Dialogueireland

"อินเดีย" หรือชื่อทางการว่า "สาธารณรัฐอินเดีย" ตั้งอยู่ในทวีปเอเชียใต้ มีประชากรมากเป็นอันดับสองของโลก ที่นี่นอกจากจะมีประชากรเยอะเป็นพันล้านแล้ว ยังมีวัฒนธรรมอันเก่าแก่มากมาย รวมไปถึงเป็นแหล่งกำเนิดของลัทธิและศาสนาสำคัญ


นั่นจึงทำให้ทุก ๆ ปี ชาวตะวันตกจำนวนนับพัน จะแห่แหนกันมาแสวงบุญยังประเทศอินเดีย หลายคนมีความตั้งใจอันแรงกล้า ที่จะไปค้นหาความจริงของการมีชีวิต และก็มีบางคนที่ไปแล้วก็ไปเลย ไม่ได้หวลกลับมายังบ้านเกิดตลอดชีวิต พวกเขากลายเป็นคนเหนือคน อยู่กับขนบวัฒนธรรมแปลกใหม่ เกิดความแปลกแยกทางอารมณ์ บ้างก็ติดยาเสพติดผิดกฏหมาย ไม่ก็เข้าถึงทางอารมณ์กับการเข้าฌานอันลึกล้ำเหนือกว่าใคร ซึ่งอาการแบบนี้ทางแพทย์เรียกว่าเป็น "อาการทางจิต" โดยระบุชื่อโรคของมันไว้ตามประเทศแห่งนี้ว่า อินเดียซินโดรม
ในปี ค.ศ. 2008 มีนักจิตวิทยาชาวฝรั่งเศสชื่อ เรจีส เอโรลท์ ได้เขียนหนังสืออธิบายปรากฏการณ์แปลกประหลาดนี้ในชื่อ ฟูส์เดอลันด์ ที่น่าจะแปลว่า คนคลั่งอินเดีย มีใจความพูดถึงประสบการณ์ของเขาในช่วงการทำงานเป็นจิตแพทย์อยู่ในประเทศนี้ โดยบอกว่าตอนนั้นเขาได้ทำงานร่วมกับคนไข้ชาวตะวันตกที่เดินทางมาค้นหาชีวิต แล้วต้องพบกับความผันแปรอันน่าเศร้า

"เรจีส เอโรลท์" และหนังสือ "ฟูส์เดอลันด์" ของเขา

โดยเขาอธิบายว่าประเทศนี้ มีวัฒนธรรมที่แปลกและแตกต่าง มันดูราวกับเป็นโลกแห่งจินตนาการ และคนที่ป่วยเป็นโรคอินเดียซินโดรม จะเข้าถึงเหล่าผู้คนที่เดินทางมาจากประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งนั่นก็ไม่พ้นพวกชาวตะวันตกนี่แหละ ผู้คนเหล่านี้ล้วนเดินทางมาที่อินเดียเพื่อแสวงหาวัฒนธรรมอันบริสุทธิ์และแปลกใหม่ ที่ในอินเดียยังคงรักษาเอาไว้อย่างดี ราวกับถูกพาย้อนเวลากลับไปยังอดีตนั่นเอง
นายแพทย์เรจีสยังกล่าวอีกว่า เหล่าผู้คนดี ๆ ที่ไม่เคยมีประวัติป่วยทางจิตมาก่อน ก็ล้วนยืนยันว่าพวกเขาได้เริ่มเข้าถึงสมาธิชั้นสูงกันแล้ว หรือไม่ก็บอกว่าตอนนี้มันใกล้ถึงวันพิพากษาเข้าไปเรื่อย ๆ ซึ่งส่วนใหญ่ที่รักษาหายก็จะรีบเดินทางกลับบ้านทันทีที่มีโอกาส แต่มันก็มีบางคนที่เข้าสู่ภวังค์จนเสียสติกันไปแบบถาวร ซึ่งคนกลุ่มนี้จะหายตัวไม่ก็เสียชีวิตไปเลยก็มี

ที่มา: Culteducation และ CNN

-----------
Stockholm Syndrome
ภาพจาก: Reuters


สต็อกโฮล์มซินโดรม มันเป็นอาการทางจิตที่พวกเราน่าจะเคยได้ยินกันมาก่อน โดยเฉพาะท่านผู้ชมที่เคยชมคลิป เดอะเกิร์ลอินเดอะบ็อกซ์ ของเรา ที่พูดถึงคดีหญิงสาวถูกจับตัวไปกักขังทรมาน แล้วสุดท้ายกลับไปหลงรักคนร้ายจิตวิปริตไปเสียอย่างนั้น

โดยอาการทางจิตชนิดนี้จะเกิดขึ้นกับคนที่ได้รับความหวาดกลัวอย่างรุนแรง ในการถูกทารุณกรรมจนไม่สามารถควบคุมจิตใจตัวเอง และพัฒนากลายเป็นความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ จนสุดท้ายก็ไปได้เสียกับคนที่จับตัวพวกเขามา หรือเรียกง่าย ๆ ว่า อาการเห็นอกเห็นใจคนร้าย ซึ่งผู้ที่ป่วยมีอาการสต็อกโฮล์มซินโดรมจะตอบสนองต่อคนร้ายด้วยความจงรักภักดี จนบางครั้งเหยื่ออาจเผลอใจถึงขั้นไปโซเดมาคอมโป๊ะฉึกฉึกกับคนร้ายเหมือนในหนังลามกใต้ดิน
โดยต้นเหตุที่ทำให้อาการทางจิตชนิดนี้ถูกเรียกว่าสต็อกโฮล์มซินโดรมก็เพราะว่า ในปี ค.ศ. 1973 มีอยู่คดีหนึ่ง ตอนนั้นมีคน 4 คน ถูกโจรปล้นธนาคารจับไปเป็นตัวประกันอยู่ในธนาคารแห่งหนึ่งในกรุงสต็อกโฮล์ม ซึ่งคนร้ายก็คือชายวัย 32 ปี ชื่อ ยาน เอริค โอลสัน จนช่วงเวลาการก่อเหตุผ่านไปจนสิ้นวันที่ 6 เหยื่อที่ถูกจับไว้ทุกคน ต่างก็มีความสัมพันธ์อันดีกับคนร้ายขึ้นมาเฉย ๆ พอเรื่องไปถึงชั้นศาล เหยื่อทุกคนก็ไม่ยอมให้การปรักปรำยาน เอริคเสียอีก แถมยิ่งกว่านั้นพวกเขาต่างก็พากันรวบรวมเงินทอง ช่วยคนร้ายในการว่าจ้างทนายต่อสู้ในชั้นศาลเสียด้วย

"ยาน เอริค โอลสัน" ปล้นธนาคาร ปี ค.ศ. 1973

แต่ถึงจะช่วยเหลือคนร้ายกันขนาดไหน สุดท้ายศาลก็ได้พิพากษาโทษจำคุกแก่ยาน เอริค 10 ปี ซึ่งเขาก็พ้นโทษมาแล้วตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1980 และถ้าข้อมูลของเราไม่พลาด ยาน เอริค โอลสัน ได้เดินทางมาอยู่ในประเทศไทย มีภรรยาและลูกชายเปิดกิจการทำร้านซุเปอร์มาร์เก็ตอยู่ที่นี่ถึง 15 ปี ก่อนจะกลับไปใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่ที่บ้านเกิด ในเมืองเฮลซิงบอร์กประเทศสวีเด็น ทิ้งอดีตที่เคยเป็นโจรปล้นธนาคารไปเป็นคนธรรมดาเรียบร้อยแล้ว

ปัจจุบัน "ยาน เอริค โอลสัน" อายุ 77 ปี
ที่มา: Allthetropes และ BBC

-----------
London Syndrome

ลอนดอนซินโดรม หรือ อาการต่อต้านคนร้าย มันคืออาการทางจิตประเภทที่อยู่ตรงข้ามกับสต็อกโฮล์มซินโดรม โดยผู้ที่มีอาการนี้จะตอบสนองกับคนร้ายที่จับตัวเขาด้วยความเลวร้าย โดยไม่มีอะไรที่เรียกว่าความร่วมมือ หรือแม้แต่การพูดคุยกับคนร้ายเลยแม้แต่นิดเดียว


"แอบบาส ลาวาซานี่" ขัดขืนตัวประกันจนเสียชีวิตในที่สุด
(ภาพจาก: BBC)

โดยในช่วงปี ค.ศ. 1980 เหตุเกิดขึ้นที่สถานฑูตอิหร่านในกรุงลอนดอน มีผู้ก่อการร้ายจำนวน 6 คน บุกเข้าไปจับเจ้าหน้าที่ของสถานฑูต 26 คนเป็นตัวประกัน ในหนึ่งในตัวประกันนั้นชื่อ แอบบาส ลาวาซานี่ เขาแสดงที่ท่าไม่ให้ความร่วมมือกับคนร้ายอย่างสิ้นเชิง ซ้ำยังพูดจาหาเรื่องทะเลาะอย่างต่อเนื่อง ท้าทายให้คนร้ายลงมือกับเขาอย่างจงใจ จนในที่สุดพวกคนร้ายก็ลงมือสังหารเขาจริง ๆ ซึ่งการกระทำของเขาในครั้งนั้น สร้างความเจ็บปวดให้กับผู้ถูกจับเป็นตัวประกันคนอื่นอย่างมาก เพราะในเหตุการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนั้น มันไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะไปแสดงอาการยั่วโมโหคนร้ายตลอดเวลา และนั่นก็เลยเป็นที่มาของอาการทางจิต ที่เรียกว่า ลอนดอนซินโดรม นั่นเอง !

ที่มา: Medical Dictionary และ Wikipedia


-----------
Uppgivenhetssyndrom
ภาพจาก: Magnus Wennman for The New Yorker


มันอ่านว่า อุพกิฟเวนเฮ็ทซินโดรม โดยชื่อของอาการทางจิตชนิดนี้ ไม่ได้ถูกตั้งชื่อโดยใช้สถานที่เกิดเหตุเป็นตัวเรียก มันเกิดขึ้นเพียงเฉพาะพื้นที่เดียวบนโลกใบนี้ โดยมีเด็กและวัยรุ่นจำนวนนับร้อย ที่จะมีอาการแบบนี้ยาวนานตั้งแต่เป็นเดือน ไปจนถึงเป็นปีเลยทีเดียว
อาการที่ว่านี้คือ เข้านอนตั้งแต่หัวค่ำแล้วไม่ยอมตื่นในวันรุ่งขึ้น พวกเขาไม่ยอมขยับตัว ไม่ดื่มน้ำและรับประทานอาหาร ไม่พูดไม่จา และไม่มีปฎิกิริยาตอบสนองใด ๆ โดยผู้ที่เกิดอาการนี้จะมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นก็คือทุกคนกำลังมองหาสถานที่ลี้ภัยแห่งใหม่ เกือบทั้งหมดคืออดีตชาวโซเวียตและยูโกสลาเวีย และทุกคนล้วนอาศัยอยู่ในประเทศสวีเดน
โดยทุกคนที่ตกอยู่ในอาการแบบนี้ ก็เพราะหลังจากที่ครอบครัวของพวกเขาถูกคำสั่งเนรเทศให้ออกนอกพื้นที่ การรักษาเพียงอย่างเดียวที่ทำได้ก็คือ การยอมให้พวกเขาอยู่ที่เดิมต่อไปอย่างปลอดภัย ซึ่งนั่นก็หมายถึง การอนุญาตให้พวกเขาอาศัยอยู่ในสวีเดนเหมือนเดิม ซึ่งสิ่งที่สนับสนุนสิ่งที่เราพูดไปนั้นก็คือหลังจากที่เหล่าผู้ปกครองของเด็ก ๆ ได้รับอนุญาตจากทางการให้สามารถอยู่ต่อได้ ก็ได้ทำให้ในเวลาต่อมาเด็กทุกคนเริ่มค่อย ๆ ได้สติ ฟื้นขึ้นมาพร้อม ๆ กันนั่นเอง


ซึ่งเราก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า อยู่ดี ๆ ทำไมเด็ก ๆ ถึงพร้อมใจกันหลับยาวแบบนั้นได้ แต่มันก็เกิดขึ้นแล้วจริง ๆ และทีนี้เรามาดูกลุ่มอาการทางจิต ที่ตั้งชื่อโดยใช้ชื่อเมืองอันแสนโรแมนติกกันบ้าง

ที่มา: Medical Dictionary


-----------
Paris Syndrome
ภาพจาก: AP

ปารีสซินโดรม มันคืออาการทางจิตที่เกิดขึ้นแบบจงใจ โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น ที่ได้เข้ามายังเมืองแห่งแสงสี ที่ชื่อว่าปารีสของประเทศฝรั่งเศสนั่นเอง
นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นกว่าหกล้านคน ได้เข้ามาแวะเยี่ยมชมกรุงปารีส เพื่อดื่มด่ำกับภาพความโรแมนติก แฟชั่นนำสมัย ที่เต็มไปด้วยความเย้ายวลใจ ซึ่งมันก็มีชาวญี่ปุ่นบางคนเกิดอาการตกอยู่ในสถานะที่เรียกว่า ประสาทหลอนอย่างเฉียบพลัน

โดยแสดงออกมาทางกายดูเหมือนความวิตกกังวล หน้ามืดวิงเวียน และมีอาการเหงื่อออกจนเห็นได้ชัด ยามที่พวกเขารู้ว่าจริง ๆ แล้ว พวกเขาไม่ได้กำลังอยู่ในดินแดนอะไรแบบที่คิดเอาไว้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นอาการช็อกทางด้านวัฒนธรรมที่ไม่ตรงกับที่คิด โดยวิธีการรักษานั้นก็มีเพียงวิธีเดียว นั่นก็คือรีบออกจากกรุงปารีสแล้วอย่ากลับไปที่นั่นอีก !

ที่มา: SBS


-----------
Florence Syndrome
ภาพจาก:  Mentalfloss


ถ้าหากคุณมีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ศิลปะ ยืนชมผลงานศิลปะแล้วอ่อนเปลี้ย เพลียแรง วิงเวียนศีรษะ เหงื่อออก จนถึงอาการวูบ นั่นก็ถือเป็นโอกาสอันดีที่เราอยากจะบอกว่า ตอนนี้คุณน่าจะได้เป็นผู้ป่วยมีอาการทางจิตที่เรียกว่า สเตย์ดัลซินโดรม หรือที่บางแห่งอาจจะเรียกชื่อล้อตามสถานที่ว่า ฟลอเรนซ์ซินโดรม !


ซึ่งถ้าอยากจะถามว่าเกิดขึ้นเพราะอะไรล่ะก็ คำตอบมันก็คือจากงานศิลปะที่คุณกำลังชื่นชมอยู่นั่นแหละ และถ้าคุณคิดว่ามันน่าจะมีสาเหตุมาจากฝุ่นสีที่เคลือบอยู่บนผืนผ้าใบ ก็ต้องขอบอกเลยว่าคุณคิดผิด เพราะสาเหตุจริง ๆ มาจากอาการเสพงานศิลปะเกินขนาด โดยมักจะเกิดกับเหยื่อที่มีนิสัยอ่อนไหวง่าย ส่วนมากจะยังไม่มีคู่ครอง อายุอยู่ระหว่าง 26-40 ปี ที่เพิ่งผ่านความเครียดจากการเดินทาง หรืออาจจะเครียดจากการปรับนาฬิกาชีวิตในต่างแดนก็ได้


อาการก็สามารถกำเริบได้ทุกแห่ง เพราะคุณเพิ่งจะได้ดื่มด่ำงานศิลปะจนล้น โดยชื่อฟลอเรนซ์ซินโดรมนี้มาจากเมืองฟลอเรนซ์ ที่มีผลงานศิลปะในยุคเรเนซองค์มากที่สุด เพราะสำหรับคนรักศิลปะเขาบอกว่ายุคนี้มันช่างมีมนต์เสน่ห์และขุมพลังอัดแน่นอยู่เต็มเปี่ยม แถมยังเต็มไปด้วยรายละเอียดอันดำมืด ที่สามารถกระตุ้นต่อมความประทับใจอันตราตรึง ที่ซ่อนอยู่ในเหล่าผู้รักงานศิลปะที่มีจิตใจอ่อนไหว ให้ลุกโชนขึ้นมาจนแทบจะเป็นลมได้นั่นเอง

ที่มา: Mentalfloss


-----------
Jerusalem Syndrome
ภาพประกอบเท่านั้น
(ภาพจาก: Ferrell Jenkins)


สำหรับเรื่องนี้เราก็ต้องขออธิบายนิยามของคำว่าคลั่งศาสนากันก่อนว่า มันเป็นคนละอย่างกับการเคร่งครัดศาสนา มันเป็นอาการของคนที่ลุ่มหลง จนในหัวไม่มีอะไรนอกจากสิ่งที่เขาเชื่อ ซึ่งเรื่องนี้เราเลยต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า เราไม่ได้คิดจะโจมตีความเชื่อของศาสนาใด แต่เรากำลังจะพูดถึงอาการทางจิต ที่เกิดจากการได้เดินทางไปเยือนดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ของผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์บางคน ที่ไปพบกับอะไรบางอย่างที่รับไม่ได้


ซึ่งถ้าคุณคิดว่าการเดินทางไปยังสถานที่เหล่านี้ มันอาจจะทำให้บางคนเปลี่ยนไป จากที่เคยปฏิบัติตามหลักคำสอนของศาสนาตัวเองอยู่ดี ๆ กลายเป็นคนคลั่งศาสนาจนพูดจาไม่รู้เรื่องได้ล่ะก็ เราขอบอกเลยว่า มีรายงานพูดถึงนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เกิดป่วยเป็นโรคทางจิตชนิดประสาทหลอน คิดว่าตัวเองคือหนึ่งในบุคคล ของประวัติจารึกในคัมภีร์หรือเรื่องเล่าในยุคโบราณกันเลยทีเดียว โดยในต่างประเทศนั้นมีผู้ป่วยบางรายถึงกับเพ้อเรื่องราวเกี่ยวกับวันสิ้นโลก เพียงเพราะตัวเองได้ไปเยือนดินแดนศักดิ์สิทธิ์ หรือเมืองเยรูซาเล็มนั่นเอง


สำหรับผู้นับถือศาสนาคริสต์เรียกอาการนี้ว่า เยรูซาเล็มซินโดรม โดยผู้ป่วยจะมีอาการ วิตกกังวล ต้องการปลีกวิเวกอยู่ตามลำพัง พยายามทำให้ตัวเองสะอาดบริสุทธิ์มากที่สุด หาเสื้อผ้าสีขาวมานุ่งห่ม ตะโกนร่ำร้องและเดินไปยังทิศที่ตั้งของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ และสุดท้ายการประกาศพระวจนะของพระเจ้าก็จะเริ่มต้นขึ้น
โดยสาเหตุของอาการเยรูซาเล็มซินโดรมนี้ จะมีลักษณะใกล้เคียงกับปารีสซินโดรมเป็นอย่างมาก นั่นก็คือการได้ไปถึงสถานที่ ๆ ตั้งใจเอาไว้ แล้วกลับไม่ได้รับสิ่งที่คาดหวังตามที่ควรจะเป็น จนเกิดอาการช็อกทางวัฒนธรรมในก้นบึ้งจิตใจ แล้วก็แสดงออกมาเป็นอาการแปลก ๆ อย่างที่เราได้เล่าไปแล้วนั่นเอง


ซึ่งวิธีการบำบัดรักษานั้นก็เหมือนกับปารีสซินโดรม ก็คือการนำตัวผู้ป่วยออกไปจากสถานที่ตรงนั้น  และจงอย่าได้พาเขากลับไปที่นั่นอีก ไม่งั้นเดี๋ยวอาการกำเริบขึ้นมา อาจจะไม่ได้พาผู้ป่วยกลับบ้านตลอดกาลก็เป็นได้

ที่มา: All That is Interesting และ All That is Interesting(2)

-----------
The Jumping Frenchmen of Maine
Unknown Source 

The Jumping Frenchmen of Maine ชื่อของมันมาจากในยุคปี ค.ศ. 1870 จากเหตุคนตัดไม้เชื้อสายฝรั่งเศสและแคนาดา ในเขตป่านอร์ธเทิรนเมนของประเทศสหรัฐอเมริกา เกิดแสดงท่าทางตกใจด้วยการกระโดดตัวลอย นอกจากนั้นถ้าหากคนที่แกล้งเขาให้ตกใจ พูดสั่งให้เขาทำอะไรตอนในนี้ เขาก็จะปฎิบัติตามทุกอย่างทันที ในลักษณะตื่นเต้นเกินจริง ร่วมกับการกระโดดดึ๋ง ๆ บ้างก็ตะโกนสะบดคำหยาบ ไอ้นั่นหก ไอ้นี่ตก เอามือตีตอบโต้ ตลอดจนพูดประโยคเลียนแบบคนที่เข้าไปแกล้ง ตามด้วยคำศัพท์ที่บ่งบอกว่ามันคืออวัยวะสำคัญในการถ่ายเบา หรือในบางคนจะพูดจาภาษาอะไรก็ไม่รู้ ร่วมกับทำท่าทางปัดป้องผิดไปจากบุคลิกภาพตามปกติ ที่ในบ้านเราเรียกว่า บ้าจี้ นั่นเอง
มีบางคนเชื่อว่ามันคืออาการทางจิตที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ โดยผู้ป่วยที่มีอาการเหล่านี้ มักจะเป็นบุคคลใกล้ชิดของเราทั้งนั้น ว่ากันว่าในครอบครัวที่มีสมาชิกอย่างน้อย 4 คน จะต้องมีหนึ่งคนที่ป่วยด้วยโรคทางจิตชนิดนี้ แต่ก็นั่นแหละมันไม่ได้เป็นการสรุปอาการจากทางแพทย์ซะเมื่อไหร่ นั่นก็เลยทำให้เราไม่อาจจะเชื่อทฤษฎีตรงนี้กันได้ทั้งหมด
และที่ประเทศสหรัฐอเมริกานั้น หลังจากที่อาการนี้หายไปจากรัฐเมน อาการแปลก ๆ นี้มันก็ย้ายไปเกิดกับประชากรในรัฐหลุยเซียน่ากันต่อ ซึ่งชาวบ้านที่นั่นเรียกอาการนี้ว่า ราฮุนคาฮุน และอาการแปลก ๆ นี้ มันก็ได้แพร่กระจายออกไปราวกับโรคระบาด มาจนถึงมาเลเซีย ไซบีเรีย อินเดีย โซมาเลีย เยเมน ฟิลิปปินส์ ไม่เว้นแม้แต่ในประเทศไทย ที่เรามักจะพบเห็นกันได้ตามรายการทีวียุคหนึ่ง


ซึ่งอาการบ้าจี้แบบนี้ถ้าผู้ป่วยมีบุคคลิกภาพดูดี มันก็จะดูน่ารักน่าแกล้ง แต่ถ้าไม่ใช่แบบนั้น พวกเขาก็มักจะทำให้เรารู้สึกหลอนเหมือนเห็นคนถูกผีเข้า จนคิดอยากจะแกล้งให้สะใจได้อีกเหมือนกัน แต่ก็อย่างที่เราบอกไป นี่คืออาการป่วยทางจิตที่ชื่อว่า จัมปิ้งเฟรนช์เมนออฟเมน นั่นจึงทำให้มันไม่ใช่เรื่องตลก และเราก็ควรทำให้เขาเหล่านั้นเกิดความมั่นใจในการใช้ชีวิตอยู่อย่างมีสติ ด้วยการไม่ไปแกล้งให้เขาตกใจโดยไม่จำเป็นจะดีกว่านะครับ และนั่นจึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้รายการมิติที่ 6 ไม่นิยมในเทคนิคจัมป์แกร์ ร่วมกับการเล่าเรื่องสยองขวัญในวันศุกร์ เพราะใครจะไปรู้ว่าในเสี้ยววินาทีที่เกิดจัมปสแกร์ จะมีคนกี่คนที่ปาโทรศัพท์ราคาหลักหมื่นลงพื้นโดยไม่ได้ตั้งใจ

ที่มา: io9.gizmodo.com


-----------
Lima Syndrome
ภาพประกอบเท่านั้น
(ภาพจาก: tsn.ua)


ลิม่าซินโดรม มันคืออาการทางจิตอีกชนิด ที่มีพฤติกรรมตรงข้ามกับสต็อกโฮล์มซินโดรมอยู่นิดหน่อย นั่นก็คือแทนที่ตัวเหยื่อจะไปเห็นอกเห็นใจคนร้ายที่จับตัวมา ก็เปลี่ยนมาเป็นตัว คนร้ายเห็นอกเห็นใจเหยื่อ ที่ตัวเองจับมาเสียแบบนั้น

โดยนิยามชื่อของโรคนี้ ถูกนำมาใช้ครั้งแรกในช่วงวิกฤตการณ์จับตัวประกันสถานฑูตญี่ปุ่นในกรุงลิม่าของประเทศเปรู ตอนนั้นตรงกับปี ค.ศ. 1996 มีสมาชิกกลุ่มติดอาวุธ ได้บุกเข้าไปยังที่พำนักของท่านเอกอรรคราชฑูตญี่ปุ่น แล้วจับตัวประชาชนกว่า 100 รายเป็นตัวประกัน โดยสองวันต่อมาพวกเขาก็เริ่มปล่อยตัวประกันหญิงให้เป็นอิสระ รวมถึงบุคคลสำคัญที่พวกเขาน่าจะจับตัวเอาไว้ต่อรอง และก็มีตัวประกันบางส่วนถูกสังหารไปเช่นกัน

ภาพเหตุการณ์จริง

จนกระทั่งเวลาผ่านไป 126 วัน ตัวประกันที่เหลือก็ถูกปล่อยตัวเป็นอิสระจนหมด วันนั้นตรงกับวันที่ 22 เมษายน ค.ศ. 1997 โดยหลังจากที่ตัวประกันคนสุดท้ายได้รับการช่วยเหลือ หน่วยคอมมานโดจำนวน 2 หน่วย ก็ได้บุกเข้าไปสังหารกลุ่มก่อเหตุทันที คนร้ายเสียชีวิตทั้งหมด โดยหลังจากฝันร้ายจบลงก็มีผู้ให้ทัศนคดีเกี่ยวกับการปล่อยตัวประกันครั้งนี้ว่า มันน่าจะมาจากกลุ่มคนร้ายเกิดใจอ่อน เห็นอกเห็นใจตัวประกันที่เป็นผู้หญิงขึ้นมา จึงได้ปล่อยพวกเธอให้เป็นอิสระในช่วงวันแรก ๆ และเรียกพฤติกรรมเห็นอกเห็นใจต่อตัวประกันครั้งนั้นว่า ลิม่าซินโดรม นั่นเอง


เพียงแต่ในรายละเอียดจริง ๆ ที่เราทราบนั้น มีตัวประกันบางคนรายงานกับผู้สื่อข่าวว่า พวกเขาเห็นพวกกลุ่มคนร้ายเกิดถอดใจกลางครัน โดยในช่วงที่หน่วยคอมมานโดบุกเข้าไปนั้น สมาชิกก่อการร้ายบางคนก็ทำท่ายอมแพ้อย่างราบคาบกันไปหมดแล้ว เพียงแต่กับคำถามว่าทำไมหน่วยคอมมานโด ถึงตัดสินใจสังหารคนร้ายทั้งหมดนั้น มันก็เป็นเรื่องทางปฎิบัติที่ต้องรีบจัดการให้ทุกอย่างจบลงโดยเร็ว ซึ่งในหลายประเทศก็ใช้มาตรการเด็ดขาดแบบนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุไม่คาดฝันจากผู้ก่อการร้ายบางคน ที่อาจจะทำอะไรร้ายแรงขึ้นมาในช่วงเวลาเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายได้นั่นเอง

ที่มา: Wikipedia และ Onedio


โดยกลุ่มอาการผิดปกติเหล่านี้ มิติที่ 6 ไม่อยากให้ท่านผู้ชมมองเป็นเรื่องตลก บางอาการสามารถเกิดขึ้นกับเราได้ และบางอาการก็สามารถเกิดขึ้นได้กับคนใกล้ชิด ซึ่งถ้าได้เรียนรู้ที่มาที่ไปของมัน รวมไปถึงวิธีการจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างถูกต้อง มันก็จะทำให้เราสามารถมีชีวิตต่อไปได้อย่างที่ควรเป็น ไม่ต้องมาคอยระแวดระวังจนกลายเป็นโรคหวาดระแวงเพิ่มขึ้นมาอีก ดังนั้นทางที่ดีก็จงใช้ชีวิตกันอย่างมีสติ และก้าวเดินต่อไปข้างหน้าอย่างมีความสุขนะครับ

"เห่ เฮ เฮย์... เห่ เฮ เฮย์..."

หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ และอย่าลืมทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี !

แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา:
Oddee
Culteducation
CNN
Allthetropes
BBC
SBS
Medical Dictionary
Mentalfloss
Wikipedia/Iranian Embassy Siege
All That is Interesting
io9.gizmodo.com
All That is Interesting
Wikipedia/Japanese Embassy Hostage Crisis
Onedio