ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันอังคารที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 เปิดปมปริศนาสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า และสามเหลี่ยมทะเลปีศาจ ดินแดนพิศวงจากฝีมือของใครกันแน่ !?


บนโลกใบนี้ยังมีปริศนาอีกมากมายที่ทำให้เราต้องนอนไม่หลับ บางเรื่องก็มีคำตอบ บางเรื่องก็เกินกว่าจะหาคำอธิบายได้ ซึ่งมันก็แล้วแต่ว่าเราจะเชื่อไปในทิศทางไหน !

กดเพื่อดูคลิปที่นี่

มิตที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาท่านผู้ชมไปรู้จักกับเรื่องราวลึกลับทางทะเล ดินแดนสามเหลี่ยมลึกลับสองแห่ง ที่ถูกขนานนามว่าเป็นพื้นที่ต้องห้าม ไม่ว่าจะเรือหรือเครื่องบินที่เดินทางผ่านก็มีอันต้องสูญหายไปอย่างไร้ร่องรอย... มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ? และใครกันแน่ที่ทำให้เรื่องเล่าของพวกมันถูกพูดถึงมาจนถึงทุกวันนี้ !?

วันนี้เราจะลงไปดูกันที่ใต้ทะเลสู่ดินแดนสุดอันตราย ที่ไม่ว่าจะเรือหรือเครื่องบินที่ต้องผ่านดินแดนแห่งนี้ น้อยรายนักจะได้กลับออกมา พวกมันหายไปไหน ?
บางคนเชื่อว่า "สามเหลี่มเบอร์มิวด้า" แห่งนี้มีฝาแฝดของมันอยู่อีกที่นั่นก็คือ "สามเหลี่ยมทะเลปีศาจ" ของประเทศญี่ปุ่น จุดเล็ก ๆ ที่ธรรมชาติสามารถบงการให้เรือน้อยใหญ่ต้องพบกับการผจญภัยที่สุดแสนจะอันตราย
และบางคนเชื่อว่าสถานที่เหล่านี้มันน่าจะมีใครสักคนคอยบงการเพื่อกระทำการบางอย่าง บางทีมันอาจจะหมายถึงการกวาดล้างเหล่านักเดินทางผู้ชะตาขาด ให้หายไปจากพื้นผิวทะเลของโลกใบนี้ !!!


สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า (The Bermuda Triangle)

มันคือสถานที่ ๆ คนทั่วโลกต้องรู้จัก เกี่ยวกับเหตุการณ์แปลกประหลาดหลาย ๆ อย่าง มันคือดินแดนที่เชื่อมต่อกันรูปเป็นสามเหลี่ยม จาก "ไมอามี่" ไปยัง "เกาะเบอร์มิวด้า" และ "เปอร์โตริโก้"

(ภาพจาก: Getty Image)
ทุกวันจะต้องมีการขนส่งสินค้า ทั้งทางเรือและทางอากาศมากมาย ผ่านบริเวณเหล่านี้กันเป็นเรื่องปกติ แต่กลับกลายเป็นว่า มันยังมีอีกเรื่องราวที่พูดถึงพลังงานบางอย่าง สามารถดึงทั้งเครื่องบินและเรือเดินสมุทรให้ต้องจมลงสู่ก้นบึ้งแห่งใต้ทะเลลึก จนแทบจะเรียกได้ว่ามันคือสุสานแห่งท้องทะเลกันเลยทีเดียว !


รูปแบบที่เรารับรู้กันเกี่ยวกับสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าในทุกวันนี้ ส่วนใหญ่มาจากรายการสารคดีทางโทรทัศน์ หนังสือ และสื่ออินเตอร์เน็ต ที่ส่วนใหญ่ก็พยายามจะใช้หลักการณ์ทางวิทยาศาสตร์ มาหาคำตอบเกี่ยวกับปรากฏการณ์ลี้ลับเรื่องนี้ แต่พอชมกันไปเรื่อย ๆ คำอธิบายก็จะเริ่มกลับไปอ้างถึงด้านพลังงานลี้ลับกันอยู่ดี
บ้างก็อ้างว่ามันเกี่ยวข้องกับเมืองลึกลับแอทแลนติส เอเลี่ยนลักพาตัว บ้างก็มองไปที่พลังแห่งธรรมชาติที่ปกติมันก็ลึกลับมากพอดูอยู่แล้วอย่างเช่น คลื่นยักษ์ การระเบิดของก๊าซมีเทนจากใต้ทะเล ไปจนถึงความผิดปกติทางด้านภูมิศาสตร์ ซึ่งก็มีหลาย ๆ รายการได้จัดทำแบบจำลองเหตุการณ์ขึ้นมาในหลายรูปแบบ

ซึ่งในความเป็นจริงนั้นเราเองก็รับชมกันไปโดยไม่รู้ว่าแบบไหนมันจะถูกหรือจะผิด ซึ่งเรื่องนี้ก็มี ไบรอัน ดันนิ่ง นักวิทยาศาสตร์ที่สนใจในเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ และเป็นหนึ่งในนักสืบปริศนาอีกท่านที่มิติที่ 6 ติดตามรายงานของเขาเสมอมา ได้บอกเล่าถึงสิ่งที่เขาค้นคว้าเอาไว้ว่า

"ไบรอัน ดันนิ่ง" นักวิทยาศาสตร์และนักไขปริศนา

การนำเสนอแนวทางการสืบสวนเกี่ยวกับสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าที่เราดูในรายการสารคดีบางชิ้นนั้น จะนำเสนอออกจะไปในทิศทางการตั้งสมมติฐานว่ามันคืออะไรเป็นหลักใหญ่ จนบางแนวคิดก็ออกจะดูเกินจริงมากไป เพราะถ้าจะสืบสาวราวเรื่องให้ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว เราควรจะต้องเริ่มกันที่การสังเกต แล้วค่อยทดสอบหาสมมติฐานเพื่อหาคำอธิบาย ซึ่งในรายการสารคดีทุกวันนี้จะไม่สังเกต แต่ตั้งสมมติฐานไปเลย จึงทำให้ไม่สามารถหาข้อสรุปให้คนดูได้จริง ๆ กันสักที

คุณไบรอันแนะนำว่าสิ่งแรกที่เราจะต้องรู้ก่อนก็คือ การวิจัยสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้านั้น เราต้องตัดความแปลกประหลาดที่เราเคยรับรู้มาจากรายการในทีวีทิ้งไปเสียก่อน จากนั้นค่อยไปดูที่ตัวเลขสถิติของอุบัติเหตุว่ามันเกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน ซึ่งคุณไบรอันก็บอกว่าจริง ๆ แล้วอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้านั้น มันไม่ได้มีอัตราสูงกว่าจุดเดินเรือหรือการบินที่อื่น ๆ สักเท่าไหร่
และยิ่งถ้าเจาะลึกลงไปในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ลึกลับ จนไม่สามารถหาคำอธิบายได้ มันก็ไม่ได้มีเยอะแยะอย่างที่ในรายการทีวีเขาย้ำกัน และไบรอันก็สรุปว่า ตัวเลขสถิติที่ยืนยันได้ว่ามันไม่มีอาถรรพ์สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า แต่ที่ทุกอย่างมันกลายเป็นตำนานก็เพราะหนังสือกับรายการทีวีที่มุ่งนำเสนอในด้านนี้กันบ่อย ๆ เท่านั้นเอง !

แต่ถ้าจะให้ฟังเพียงคำอธิบายของไบรอันกันอย่างเดียวก็คงไม่ถูก เพราะคนที่จะตอบเรื่องสถิติเรื่องนี้ได้จริง ๆ มันก็ควรจะเป็นคนที่มีหน้าที่ทางทะเล และก็ควรจะเป็นหน่วยงานที่ดูแลพื้นที่ตรง ๆ ซึ่งก็มีข้อสรุปมาจาก "หน่วยรักษาการชายฝั่งของประเทศสหรัฐอเมริกา (USCG)" ที่สรุปออกมาได้ว่า

หน่วยรักษาการชายฝั่งสหรัฐฯ

หน่วยรักษาการชายฝั่งไม่เคยระบุว่ามีพื้นที่ที่เรียกว่าเบอร์มิวด้าไทรแองเกิล พวกเขาไม่เคยบันทึกรูปพรรณของสัญลักษณ์พื้นที่สามเหลี่ยมที่เคยมีเหตุเรือจมหรือเครื่องบินหายไป และจากการตรวจสอบเกี่ยวกับเหตุเครื่องบินตกหรือเรือจมในบริเวณดังกล่าวในรอบหลายปีที่ผ่านมา ก็ยังไม่เคยมีเหตุการณ์ไหนที่เกิดขึ้น และไม่สามารถหาคำอธิบายถึงสาเหตุการหายไปหรือเกิดเหตุการณ์ผิดปกติได้ชัดเจน

ซึ่งสิ่งที่สรุปได้จากหน่วยรักษาการชายฝั่งก็ไม่ได้หมายความว่ามันไม่เคยมีเหตุลึกลับเกิดขึ้น เพราะพวกเขาเองก็ยอมรับว่ามันมีเหมือนกัน เพราะหลาย ๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันก็ต้องมีบ้างที่อธิบายไม่ได้ เพียงแต่คำว่าอธิบายไม่ได้ของเขานั้นมันไม่ได้หมายถึงอธิบายไม่ได้เลย
พวกเขาบอกว่าที่มันอธิบายไม่ได้ก็เพราะมันขาดหลักฐานแวดล้อม จนไม่ได้ออกมายืนยันว่าเกิดจากอะไรกันเสียมากกว่า แต่ที่พวกเขาบอกได้แน่ ๆ ก็คือทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับทั้งเรือเดินทะเล ไปจนถึงเครื่องบินที่หายไปในบริเวณดังกล่าว มันจมลงไปใต้ท้องทะเลทั้งหมด

เรียกได้ว่าเป็นคำตอบแบบกำปั้นทุบดินจากหน่วยรักษาการชายฝั่งฯ แล้วแบบนี้ทำไมเรื่องลึกลับจากสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้ามันยังคงถูกเล่ากันอยู่ ?

คำถามแบบนี้มันไม่เคยมีคำตอบจนกระทั่งในปี ค.ศ. 1945 ตอนนั้นมีเที่ยวบินฝึกหัด 5 ลำ ของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา หรือเที่ยวบิน Flight 19 พวกเขาบินอย่างยาวนานจนน้ำมันหมด และหายไปโดยไม่มีใครพบเห็นอีกเลย

"ชาร์ส เทลเลอร์" ครูฝึกสูญหายพร้อมลูกเรือ
(ภาพโดย: US Navy)




ซึ่งเหตุการณ์นี้ต่อมาก็มีนักเขียนชื่อ วินเซนต์ แก็ดดิส ได้นำมาแต่งเป็นนิยายลงในนิตยาสารชื่ออาร์กอสซี่ ในปี ค.ศ. 1964 ด้วยชื่อเรื่องว่า "The Deadly Bermuda Triangle" หรือสามเหลี่ยมมรณะเบอร์มิวด้า ซึ่งถือว่าน่าจะเป็นครั้งแรกที่มีการใช้ชื่อสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าออกมาให้เห็น แต่ในสมัยนั้นก็ยังไม่ได้โด่งดังมากนัก

"วินเซนต์ แก็ดดิส"
จนมาถึงปี ค.ศ. 1974 ตอนนั้นมีนักเขียนแนวเรื่องลี้ลับชื่อ ชาร์ล เบอร์ลิทซ์ ได้ออกหนังสือชื่อ "The Bermuda Triangle" ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นหนังสือที่พลิกวงการของยุคนั้นเลยทีเดียว ซึ่งมันก็ได้ทำให้ชื่อสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้ากลายมาเป็นตำนานจนถึงทุกวันนี้ !

"ชาร์ล เบอร์ลิทซ์"

ต่อมาก็มีนักวิจัยเหตุการณ์ปริศนาท่านหนึ่งชื่อว่า ลาร์รี่ คัสช์ ได้ออกมาเปิดเผย ซึ่งจริง ๆ น่าจะเรียกว่าแฉมากกว่า คือคุณลาร์รี่กล่าวต่อหน้าสาธารณชนว่า ชาร์ล เบอร์ลิทซ์นั้นเขียนเล่าเรื่องสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าเอาไว้ดีมาก แต่มันเป็นเพียงงานเขียนที่เอามาจากนิยายของคุณวินเซนต์อีกทีเท่านั้นเอง !

"ลาร์รี่ คัสช์" กับงานแฉของเขา
แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่เรื่องแบบนี้กลับไม่ได้เป็นที่พูดถึงเหมือนกับเรื่องแต่ง นั่นจึงทำให้เรื่องราวที่มาจากหนังสือของชาร์ล เบอร์ลิทซ์นั้น ยังคงถูกเล่าต่อกันมาจนกลายเป็นตำนานถึงทุกวันนี้

ซึ่งเหตุการณ์แฉที่ว่านี้ เคยมีนักวิจัยชื่อ โรเบิร์ต แครอล สรุปออกมาว่า...

"โรเบิร์ต แครอล"
หลังจากการตรวจสอบเอกสารทางการ ของกองทัพเรือของสหรัฐอเมริกากว่า 400 หน้า เกี่ยวกับเหตุการณ์หายไปของเครื่องบินกองทัพเรือในปี ค.ศ. 1945 ซึ่งก็หมายถึงเที่ยวบินในตำนานของเรื่องนี้ ลาร์รี่ คัทช์พบว่าทางกองทัพไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาดแต่อย่างใด ไม่มีรายงานการส่งข้อความมาจากวิทยุสื่อสารจากคนบนเครื่องว่าเจออะไรแปลก ๆ เหมือนกับที่ในตำนานเล่าเอาไว้เลย !

และถึงแม้มันจะเป็นการสูญเสียที่หาคำอธิบายไม่ได้ แต่มันก็เป็นเหตุสุดวิสัยที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา และนั่นก็อาจจะทำให้หมายความได้ว่า สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้านั้นเป็นเพียงเรื่องที่ถูกสร้างขึ้นมาจากจินตนาการของนักเขียนหรือไม่ ?

ซึ่งข้อความข้างต้นนั้นเป็นข้อความจากนักวิจัยชื่อคุณโรเบิร์ต แครอล อย่างไรแล้วท่านผู้ชมก็ต้องใช้วิจารณญาณกับบทสรุปนี้เช่นกัน ซึ่งท่านผู้ชมคิดว่าสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าคืออะไร ? เป็นเรื่องจริงหรือเป็นเรื่องที่ถูกแต่งขึ้นมา ก็อย่าลืมโหวตผ่านระบบสอบถามกันนะครับ


สามเหลี่ยมทะเลปีศาจ (The Devil's Sea)


ทะเลแห่งปีศาจ หรือ The Devil's Sea นอกจากชื่อนี้ก็ยังมีคนเรียกมันว่า สามเหลี่ยมแห่งมังกร และสามเหลี่ยมแห่งไต้หวัน ซึ่งก็เหมือนกับสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าที่มีบางคนเรียกมันว่าสามเหลี่ยมปีศาจ ที่ตั้งของมันขึ้นอยู่กับนักเขียนคนไหนจะระบุ แต่จุดที่น่าจะชี้ชัดนั้นมักจะเริ่มจากเกาะไต้หวันขึ้นไปทางภูเขาไฟมิยาเกะจิมะ ที่อยู่ทางตอนใต้ของโตเกียวเชื่อมกับอิโวจิมะหรือบริเวณใกล้เคียง

มิยาเกะจิมะและอิโวจิมะนั้นอยู่ในแถบแนวภูเขาไฟอิซูโบนิน ซึ่งเป็นแนวภูเขาไฟใต้น้ำและเป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะที่แยกตัวออกมาจากเกาะญี่ปุ่น กินอาณาเขตประมาณ 2,500 กิโลเมตรไปทางเกาะกวม และที่นี่ก็มีความอันตรายใกล้เคียงกับสิ่งที่ชาร์ล เบอร์ลิทซ์ได้บอกไว้ว่า "สามเหลี่ยมทะเลปีศาจ" มีความลึกลับและน่ากลัวพอ ๆ กับ "สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า"

โดยเรื่องนี้มาจากหนังสือชื่อ "The Dragon's Triangle" หรือ "สามเหลี่ยมมังกร" ที่ถูกตีพิมพ์ไว้เมื่อปี ค.ศ. 1989 ของชาร์ส เบอร์ลิทซ์ โดยเขาเล่าว่า ประเทศญี่ปุ่นเองก็เคยต้องสูญเสียเรือของกองทัพไปถึง 5 ลำ ตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1952 ถึง 1954 ไพร่พลที่ต้องหายสาปสูญไปก็มากกว่า 700 นาย

ในหนังสือ Curses, Hexes & Spells ของแดน โคเฮน ที่ถูกตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ. 1974 เล่าถึงตำนานอันตรายแห่งสามเหลี่ยมทะเลมังกรนี้ โดยย้อนเวลากลับไปประมาณร้อยปีก่อน เคยมีอุบัติเหตุที่ค่อนข้างโด่งดังในญี่ปุ่นก็คือเรือ "ไคโยมารุ หมายเลข 5" เป็นเรือวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่หายสาปสูญไปอย่างไร้ร่องรอย วันนั้นตรงกับวันที่ 24 กันยายน ค.ศ. 1953 ซึ่งก็มีบางรายงานระบุเป็นปี ค.ศ. 1952 ไม่ก็ปี ค.ศ. 1958

"เรือไคโยมารุ หมายเลข 5" ที่หายไป
(ภาพจาก: Wikipedia)

ด้วยประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นนี้ มันก็ดูน่าตื่นเต้นจนทำให้เราคิดกันว่า ข่าวนี้มันจะต้องถูกพูดถึงเป็นวงกว้างในญี่ปุ่นแน่ ๆ แต่ในความเป็นจริงนั้นกลับไม่มีหนังสือหรือนิตยสารใดในสมัยนั้นพูดถึงเรื่องนี้กันเลย
จนเวลาผ่านไป 20 ปีเต็ม ๆ เรื่องราวการหายสาปสูญไปของเรือไคโยมารุถึงได้เริ่มมีการพูดถึงกันบ้าง แต่มันก็ไม่ได้ถูกพูดถึงกันเหมือนกับสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าเลย เรื่องมันเกิดขึ้นที่ไหน ? อย่างไร ? แทบจะไม่มีใครสนใจเสียด้วยซ้ำ จนมาถึงเร็ว ๆ นี้ เรื่องราวของมันถึงค่อยถูกเปิดเผยกันจริงจัง

อีวาน ที แซนเดอร์สัน นักสัตว์ลึกลับวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านอาถรรพ์ เขามีชื่อเสียงในกรณีการค้นหาบิ๊กฟุต แต่กับสังคมนักสืบแนวปริศนาสมัยนั้นเขากลับไม่ค่อยจะเป็นที่รู้จักสักเท่าไหร่ ตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1960 ถึง ค.ศ. 1970 นั้น ฟาร์มของเขามักจะมีเหล่านักผจญปริศนาแวะเวียนมาเยี่ยมเยียน เนื่องจากเขาอ้างว่ามันคือส่วนหนึ่งของดินแดนสามเหลี่ยมอาถรรพ์จุดหนึ่ง ที่เขาได้เคยตั้งสมมติฐานเอาไว้

"อีวาน ที แซนเดอร์สัน" 
เนื่องจากในปี ค.ศ. 1971 อีวานได้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับบางสิ่งที่เขาเรียกว่า วิลวอร์ทิซ มันคือจุด 12 แห่งที่ปรากฏกระจายไปทั่วโลก โดยเขาเชื่อว่าเจ้าจุดเหล่านี้ก็คือช่องทางที่จะพาเราไปยังมิติอื่น ๆ ซึ่งในปี ค.ศ. 1972 เรื่องราวนี้ก็ได้ถูกตีพิมพ์ซ้ำในนิตยสารชื่อ "Saga" พาดหัวเรื่องไว้ชื่อ "The Twelve Devil's Graveyards Around the World" หรือ 12 สุสานปีศาจทั่วโลก และในการตีพิมพใหม่รอบนี้ได้มีการเพิ่มเติมจุดที่บ่งบอกว่า

"วิลวอร์ทิซ"
เขาพบว่ามันยังมีสามเหลี่ยมอีก 10 แห่งกระจายอยู่ทั่วโลก ทุกแห่งมีขนาดเท่ากัน รูปร่างลักษณะเหมือน ๆ กับสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า อ้างอิงจุดต่าง ๆ จากกลุ่มดาวบนท้องฟ้าที่เรียกได้ว่าคนธรรมดาอย่างเรา ๆ ถ้าได้ไปอ่าน จะต้องทึ่งกับวิธีคำนวนว่าสามเหลี่ยมแต่ละแห่งอยู่ที่ไหน
แต่ที่พอจะสรุปเป็นภาษาชาวบ้านกันได้นั้นก็คือ เขาจะแบ่งสามเหลี่ยมทั้งสิบแห่งออกเป็นสองแถบ คือแถบด้านบนกับด้านล่างอย่างละ 5 แห่ง โดยนอกจากพื้นที่ในฟาร์มของเขาแล้วก็มีเจ้าสามเหลี่ยมทะเลปีศาจเป็นหนึ่งในสามเหลี่ยมที่ว่านี้ด้วย
โดยเจ้าวิลวอร์ทิซของอีวานนี้เป็นหนึ่งในทฤษฎีที่โด่งดังมาก ซึ่งต่อมาก็มีกลุ่มนักวิจัยปริศนารุ่นใหม่ใช้ทฤษฏีนี้ประกอบกับการมีอยู่ของสถานที่สำคัญของโลก ตั้งแต่เพ็นทากอน ปิรามิดกีซ่า มาชูพิกชู ที่เรามักจะได้ยินชื่อกันในด้านสถานที่ปริศนาของโลก ซึ่งรายละเอียดจริง ๆ ของเรื่องพวกนี้ เราเองก็ไม่ทราบมากมายไปกว่าที่เคยดูในรายการสารคดีเช่นกัน เพราะมันละเอียดมากจนจำกันไม่ไหวเลยนั่นเอง

คราวนี้เรากลับมาที่งานเขียนของอีวานที่ชาร์ล เบอริทซ์เขียนถึงในหนังสือเดอะเบอร์มิวด้าไทรแองเกิลของเขา โดยเนื้อหากล่าวถึงเจ้าวิลวอร์ทิซที่อีวานวาดไว้ มันทำให้เขานึกถึงทะเลปีศาจของญี่ปุ่น โดยมันถูกระบุว่าเป็นดินแดนลี้ลับแบบเดียวกับสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าหรือไม่ ? และเรื่องนี้ก็ได้กลายเป็นประเด็นขึ้นมา
โดยถือว่ามันคืออาณาบริเวณปริศนาแห่งใหม่ ที่มีเรื่องเล่าเก่าแก่กว่า 100 ปี ทั้งที่จริง ๆ มันมีเรื่องเล่าพูดถึงเพียงเรื่องเดียว นั่นก็คือการหายสาปสูญของเรือไคโยมารุหมายเลข 5 นั่นเอง

ถ้าจะให้สรุปสั้น ๆ ก็น่าจะพูดว่า สามเหลี่ยมแห่งทะเลปีศาจนั้นมันไม่เคยมีมาก่อน จนกระทั่งคุณอีวาน แซนเดอร์สันกับนักเขียนหลาย ๆ ท่าน ได้นำมาเล่าไว้ในหนังสือ

แต่ถ้าจะให้พูดกันจริง ๆ ตอนต้นเราบอกว่ามันมีเรืออีกสามสี่ลำที่หายไปอย่างปริศนา ที่ถูกเล่าจากหนังสือของชาร์ล เบอริทซ์ ที่อ้างถึงสามเหลี่ยมทะเลปีศาจในหนังสือของเขานั้น ก็มีลารี่ คัสช์ท่านเดิมที่ออกมาแฉโดยระบุว่า
จากบันทึกของชาร์ลส์ เบอริทซ์ ที่บอกว่ามีเรือของกองทัพญี่ปุ่นหายสาปสูญไปหลายลำนั้น แท้ที่จริงแล้วมันเป็นเรือหาปลาทั้งสิ้น และเรือหาปลาของญี่ปุ่นนั้นมักจะหายสาปสูญไปบ่อย ๆ ทั่วเกาะญี่ปุ่น และไม่ว่าวิลวอร์ทิซของอีวาน แซนเดอร์สันมันจะมีจริงหรือไม่ การหาปลาในแถบทะเลลึกมันก็อันตรายสุด ๆ อยู่แล้ว ซึ่งมันก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เรือหาปลาจะถูกเกลียวคลื่นยักษ์ในทะเลซัดหายไป โดยไม่จำเป็นต้องใช้ปริศนาอะไรมากล่าวอ้างเลย

และเรื่องราวการหายไปของเรือไคโยมารุหมายเลข 5 ที่เกิดขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1953 นั้น ไม่ได้เป็นเรื่องราวปริศนาตามที่คนญี่ปุ่นก็มองแบบนั้น ลูกเรือที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ 9 ชีวิต และลูกเรือปกติอีก 22 ชีวิต ที่ออกเดินทางสำรวจแนวภูเขาไฟเมียวจินโช จนต้องพบกับเหตุการณ์อันน่าเศร้า ทุกอย่างเกิดขึ้นจากการกระทำของธรรมชาติ ไม่ว่าจะคลื่นยักษ์จากแรงลมและคลื่นยักษ์สึนามิกลางทะเล ที่เกิดขึ้นจากแผ่นดินเคลื่อนตัวในบริเวณสำรวจ

คณะสำรวจแนวภูเขาไฟใน "เรือไคโยมารุ"
โดยในภายหลังนั้นมีการพบเศษซากของเรือลำนี้ และมันก็คือหลักฐานที่ดีในการที่จะบอกเราว่า โลกอีกมิตินั้นมันอาจจะมีอยู่จริงเพียงในจินตนาการ ซึ่งข้อมูลทั้งหมดนี้ก็มาจากงานวิจัยของไบรอัน ดันนิ่ง ที่ค้นคว้ามาจากบันทึกต่าง ๆ ทั้งจากฝ่ายที่คิดค้นปริศนาและฝ่ายที่ออกมาคัดค้าน

ซากเรือไคโยมารุที่เคยสูญหาย

เพราะทั้งหมดนี้มันก็ขึ้นอยู่กับตัวเราเช่นกันว่าเลือกจะเชื่อถือเรื่องราวด้านใดกันมากกว่า เพราะในปัจจุบันก็ยังมีผู้คนมากมายเลือกที่จะเชื่อเช่นกันว่า "สามเหลี่ยมทะเลปีศาจ" มีความเร้นลับเช่นเดียวกันกับ "สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า"
นั่นจึงทำให้มิติที่ 6 อยากจะถามท่านผู้ชมดีกว่าว่า สามเหลี่ยมทะเลปีศาจของญี่ปุ่นคืออะไร ? ระหว่างประตูมิติลี้ลับ กับเป็นเพียงเรื่องที่ถูกแต่งขึ้นมา ลองโหวตกันดูนะครับ !


หลังจากจบรายมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรืออย่าลืมทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี

แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ที่มา: Skeptoid

แท็ก: Bermuda Triangle, Devils Sea, สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า, สามเหลี่ยมทะเลปีศาจ, ทะเลแห่งปีศาจ, สามเหลี่ยมแห่งมังกร, สามเหลี่ยมแห่งไต้หวัน

วันศุกร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 | คลิปยูเอฟโอที่เม็กซิโก, แม็กซ์เฮดรูม และภาพปริศนากวางในบ่อน้ำแข็ง !!!



สวัสดีครับ พบกับรายการมิติที่ 6 ช่วงตอบคำถามประจำสัปดาห์จากท่านผู้ชมที่แวะไปฝากคำถามกันไว้ที่แฟนเพจมิติที่ 6 บน เฟซบุ๊กแฟนเพจ นะครับ โดยแต่ละคำตอบที่เราหามาได้นั้น อาจไม่ใช่คำตอบที่ตรงใจหรือเป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สุด ดังนั้นมิติที่ 6 จึงอยากให้ท่านผู้ชมใช้วิจารณญาณในการพิจารณาคำตอบด้วยนะครับ
กดเพื่อชมบนยูทูป
 คลิปยูเอฟโอที่เม็กซิโก 

เรามาเริ่มกันที่คลิปปริศนาบนฟากฟ้าคลิปนี้ครับ มันเป็นคลิปจากท่านผู้ชมที่สนใจเกี่ยวกับยูเอฟโอหลายท่านส่งมาให้กับเรา ซึ่งส่วนใหญ่ก็ถามเหมือนกันครับว่ามันคืออะไร ? และจริงหรือเปล่า ?


เราได้ไปค้นข้อมูลที่มาจากเว็บไซต์ Snopes ซึ่งเป็นเว็บไซต์ชุมชนที่ตั้งขึ้นมาเพื่อหาคำตอบของข่าวลือและปริศนาบนโลกอินเตอร์เน็ต โดยทางสโนปส์บอกว่า

กดเพื่ออ่านบทความของสโนปส์
คลิปนี้ถูกอัพโหลดซ้ำแล้วซ้ำอีกกันมาหลายรอบ แต่ที่น่าจะเป็นต้นฉบับนั้นเป็นคลิปที่ถูกอัพโหลดช่วงเดือนมีนาคม ค.ศ. 2017 เจ้าของคลิปเขียนเอาไว้ว่า "มันถูกถ่ายได้จากที่ไหนสักแห่ง เหนื่อน่านฟ้าของเมืองโซโนร่า ทางเขตชายแดนเม็กซิโกกับประเทศสหรัฐอเมริกา"

โดยหลังจากที่คลิปนี้ถูกปล่อยออกมาทางหนังสือพิมพ์แนวบันเทิงของเม็กซิโกก็เอาไปลงข่าว แต่แทนที่จะลงให้ละเอียดว่าได้คลิปมาจากไหน เขาก็ไม่ระบุว่าใครเป็นผู้ถ่าย และต่อมาคลิปนี้ก็ถูกรีอัพโหลดกันอีกหลายครั้งในหลายประเทศหลายภาษา บางคนก็บอกว่ามันอาจจะเป็นโดรนบังคับวิทยุ ติดไฟ LED หรือเปล่า ?
แต่ก็มีหลาย ๆ คนระบุว่ามันเป็นคลิปที่ถูกสร้างขึ้นจากซอฟท์แวร์ตัดต่อภาพยนตร์สเปเชี่ยลเอ็ฟเฟ็กซ์ ที่รู้จักกันในชื่อ "อาโดบี้อาฟเตอร์เอ็ฟเฟ็กซ์" โดยให้ข้อสังเกตว่า ถ้ามันเป็นคลิปของจริงทำไมตอนที่ถ่ายอยู่ถึงไม่มีเสียงใครพูดจาอะไรเลย และลักษณะการใส่ลูกเล่นว่ากล้องซูมเข้าออกไปที่ตัวยูเอฟโอ รวมไปถึงการพยายามโฟกัสของกล้องมันก็จงใจ ซึ่งถ้าคลิปนี้ถูกถ่ายทำจากกล้องมือถือ มันก็ไม่น่าจะถ่ายติดได้ชัดเจนขนาดนั้น
นั่นจึงทำให้ทางสโนปส์สรุปว่าเป็นคลิปที่ทำขึ้นมา และบอกว่าถึงจะเห็นอยู่ว่ามันเป็นของที่ทำขึ้นแต่ก็ไม่ได้ฟันธงว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ เนื่องจากมองว่าข้อมูลที่มีตอนนี้มันยังไม่พอ เลยต้องแขวนสถานะเป็น "ยังไม่ชี้ชัด" เอาไว้ก่อน

ซึ่งก็น่าคิดเหมือนกันว่าถ้ามันเป็นคลิปของจริง ก็น่าจะมีการระบุวันเวลาและสถานที่ รวมไปถึงผู้ที่ถ่ายไว้ได้ ดังนั้นถ้าใครพบเจอคลิปแนวนี้ที่ไหน อันดับแรกลองค้นหาก่อนเลยครับว่ามีรายละเอียดพวกนี้อยู่หรือเปล่า ? ถ้าไม่มีเราก็ดูไว้เพื่อความบันเทิงก่อนก็ดีนะครับ
---------------

 แม็กซ์เฮดรูม (Max Headroom) 

คุณชาร์ลส์ ไมล์ แมนสัน ส่งคลิปนี้มาให้เราดูและบอกกับเราว่า “ไขปริศนาเรื่อง Max Headroom หน่อยครับ”
ในคลิปเราจะเห็นว่าในขณะที่รายการทีวีกำลังฉายกันอยู่ดี ๆ ภาพมันก็ถูกตัดไปกลายมาเป็นชายลึกลับ สวมหน้ากากแบบครอบทั้งศีรษะ พูดจาฟังไม่ได้ศัพท์ และจบด้วยกิจกรรมที่ไม่น่าดูครับ คือเขาถอดกางเกงออกแล้วให้ใครอีกคนเอาไม้ตีก้น จากนั้นภาพก็ตัดกลับไปที่รายการปกติ
ต้องขอบอกเลยว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคลิปนี้ มันเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน ค.ศ. 1987 ซึ่งข้อมูลนี้เราได้มาจาก วิกิพีเดีย บันทึกไว้ว่า... "วันนั้นสถานีโทรทัศน์ของชิคาโก้ถึง 2 ช่องถูกกลุ่มคนบางกลุ่มแทรกสัญญาณภาพที่เห็นนี้ซ้อนเข้ามาในรายการปกติของทางช่อง"
โดยหน้ากากที่ชายลึกลับสวมนั้น เขาบอกว่ามันคือเจ้า "แม็กซ์เฮดรูม" ที่นำมาจากรายการ The Max Headroom Show ซึ่งตัวรายการจริง ๆ ของแม็กซ์เฮดรูมนี้ เขาตั้งใจสร้างตัวละครตัวนี้ให้เป็นพวกปัญญาประดิษฐ์จากโลกคอมพิวเตอร์ แต่จริง ๆ เขาใช้คนมาแต่งหน้าแต่งตา เอามายืนอยู่หน้าฉากที่ทำจากคอมพิวเตอร์กราฟิกง่าย ๆ ออกฉายครั้งแรกเมื่อช่วงปี ค.ศ. 1984 และต่อมาก็ได้ถูกนำมาเป็นวีเจในรายการเพลง พูดเปิดเข้าเพลงในช่วงยุคนั้น เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จมาก ๆ

"แม็กซ์เฮดรูม" ตัวต้นฉบับในรายการ The Max Headroom Show
แต่กับเจ้าแม็กซ์เฮดรูมที่มาแทรกสัญญาณทีวีครั้งนั้น ถือเป็นเหตุการณ์แปลกประหลาด โดยครั้งแรกเจ้าแม็กซ์เฮดรูมเถื่อนตัวนี้ ปรากฏตัวขึ้นมาเป็นเวลายาวนานถึง 25 วินาที แทรกรายการข่าวสามทุ่มของช่อง WGN-TV Channel 9

และสองชั่วโมงต่อมามันก็ปรากฏตัวอีกครั้งที่ช่อง WTTW Channel 11 ตอนนั้นทางช่องเขากำลังฉายเรื่องด็อกเตอร์ฮู ตอน "Horror of Fang Rock" พอการแทรกสัญญาณจบทุกอย่างก็จบลงไปด้วย โดยไม่มีใครสามารถตามหาตัวผู้แอบแทรกสัญญาณโทรทัศน์ครั้งนี้ได้เลย

"แม็กซ์เฮดรูม" ตัวปลอมที่เข้ามาแทรกรายการทั้ง 2 ช่อง

หลังจากที่เกิดเหตุขึ้นมามันก็เป็นข่าวใหญ่ ทางช่องโทรทัศน์ทั้งสองก็คาดว่า คนร้ายทำไปเพื่อจะประท้วงที่พวกเขาไปเข้าร่วมกับทางช่อง HBO หรือเปล่า ? เพราะทั้งสองช่องนี้เขามีซีรีส์ชื่อดังเยอะ ส่วนทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็บอกว่า ไม่ว่าใครที่ทำแบบนี้จะต้องมีความผิดได้รับโทษปรับสูงถึง 1 หมื่นดอลลาร์ และพ่วงด้วยโทษจำคุกอีกไม่ต่ำกว่า 1 ปี
ทีนี้มันก็เลยกลายเป็นปริศนาขึ้นมาเพราะตำรวจหาตัวคนร้ายไม่พบ ซึ่งถ้าเขาจับตัวได้คงจะได้คำตอบว่าทำไมถึงเลือกแทรกสัญญาณช่อง 9 ตอนสามทุ่ม และช่อง 11 ตอนห้าทุ่ม นะครับ

---------------


 ภาพปริศนากวางในบ่อน้ำแข็ง !!! 
เมื่อหลายวันก่อน คุณ Rapins On Sea ได้โพสต์ภาพแปลก ๆ มาถามกับมิติที่ 6 อีกแล้วครับ รอบนี้ภาพที่สอบถามมาค่อนข้างจะแปลกจริง ๆ เพราะมันเป็นภาพของคนหรือสิ่งมีชีวิตอะไรบางอย่างที่ดูคล้ายกับคนมาก ๆ แต่เห็นลาง ๆ ว่าที่บนศีรษะของจะมีเขาเหมือนกวาง อยู่ในบ่อน้ำแข็งหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ



มีท่านผู้ชมที่ใช้ชื่อว่าคุณน้ำฝน จิตสุดา กับคุณไตตัน แจ็คสัน บอกกับเราว่ามันเป็นภาพที่อยู่บนเว็บไซต์วิกิของ SCP Foundation ที่เราทราบกันว่าเว็บไซต์แห่งนี้เขาจะสร้างสรรค์สัตว์ทดลองกันขึ้นมาสนุก ๆ โดยนำภาพประกอบจากที่ต่าง ๆ มาทำเป็นสัตว์ทดลองที่ว่านั้น โดยภาพนี้ก็ถูกนำมาใช้ประกอบเจ้า SCP-924

จนกระทั่งมีท่านผู้ชมที่ใช้ชื่อคุณเสกสรร ได้นำคำตอบที่ดีที่สุดมาให้กับเราได้ทราบ นั่นก็คือลิงค์ไปยังเว็บไซต์ Environmentalart ซึ่งเขาเป็นเว็บไซต์รวบรวมผลงานของศิลปินหลายท่านจากประเทศฟินแลนด์ ซึ่งภาพปริศนาภาพนี้ถูกแสดงไว้ที่โพรไฟล์ของคุณ Pekka Kainulainen (เป็กก้า ไคนุไลเน็น) อายุ 61 ปี ชาวฟินแลนด์ โดยผลงานชื่อ The Messenger

กดเพื่อชมงานศิลปะของ Pekka Kainulainen >> http://environmentalart.net/kainulainen/

ซึ่งคุณเป็กก้าคนนี้เขาเป็นคนที่มีความสามารถพิเศษ สามารถครองสติตัวเองไม่ให้สลบในสภาพแวดล้อมที่อันตรายสุดขั้ว ซึ่งเขาได้ใช้ความสามารถพิเศษนี้มาสร้างงานศิลปะที่ดูแล้วก็อย่าไปทำตามอย่างนะครับ เพราะเขาทั้งดำน้ำ และว่ายในบ่อน้ำที่เย็นจัดในอุณหภูมิติดลบ
โดยผลงานที่ชื่อ The Messenger นี้ได้บรรยายเรื่องราวของภาพเอาไว้ว่า เขาถูกไล่ล่าก็เลยเจาะหลุมบนพื้นน้ำแข็งที่ข้างใต้เป็นบ่อน้ำโดยเจาะเป็นรูปหัวใจ จากนั้นก็โดดลงไปเพื่อตามหาความปราดเปรียวจากดินแดนแห่งความตาย แล้วเขาก็ได้เกิดใหม่เป็นมนุษย์ที่มีเขากวางเรนเดียร์เพื่อมาทำหน้าที่เป็นผู้ส่งสาสน์ ซึ่งถ้าอ่านแต่ข้อความนี่มันงงมากครับ แต่ถ้าดูภาพประกอบไปด้วยนี่เราก็จะเริ่มเก็ตว่าเขาต้องการจะบอกว่า ตอนแรกเป็นซานตาคลอสโดดลงบ่อน้ำแข็งแล้วเกิดใหม่เป็นกวางเรนเดียร์ เพื่อไปส่งของขวัญหรืออะไรแบบนี้นั่นเองครับ

หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี

ดำเนินรายการโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
แท็ก: UFO, ยูเอฟโอ, ยูเอฟโอที่เม็กซิโก, คดีปริศนาแม็กซ์เฮดรูม, ภาพปริศนา, Max Headroom, SCP Foundation, SCP-924, SCP924

วันพุธที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

[จัดเต็ม 18+...] มิติที่ 6 ไขปริศนาปรากฏการณ์คนไฟลุก Spontaneous Human Combustion !!!


บนโลกของเราใบนี้มีปริศนามากมายที่ทำให้เราต้องนอนไม่หลับ บางเรื่องก็มีคำตอบ บางเรื่องก็เกินกว่าจะหาคำอธิบายได้ ซึ่งมันก็แล้วแต่ว่าเราจะเชื่อไปในทิศทางไหน !?

กดที่นี่เพื่อดูคลิป

มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพูดถึงคดีปริศนาหลายคดีที่ถูกเล่าขานกันมานาน เรื่องราวที่ถูกถกเถียงกันไม่จบสิ้น กับคดี "ไฟปริศนา" ที่ลุกขึ้นมาจากภายในร่างกายของมนุษย์ พร้อมคำอธิบายจากฝ่ายที่เชื่อและไม่เชื่อ เพื่อให้ท่านผู้ชมได้คิดตามดูว่า... มันคืออะไรกันแน่ !?


สปอนเทเนียส ฮิวแมน คอมบัสชั่น (Spontaneous Human Combustion) คือ ปรากฏการณ์สันดาปในมนุษย์หรือคนไฟลุก มันเป็นเหตุการณ์เหนือธรรมชาติที่ไม่เหมือนใคร มีรายงานว่าผู้คนจำนวนหนึ่งสามารถติดไฟลุกไหม้ขึ้นมาได้เอง โดยไม่มีประกายไฟหรือเชื้อไฟที่ไหนสักแห่งเข้ามาเป็นตัวนำ มีผู้คนมากมายต่างตั้งคำถามกันว่า อะไรกันแน่ที่เป็นสาเหตุของการลุกไหม้ที่แปลกประหลาดเช่นนี้ แถมในแต่ละคดีที่เกิดขึ้นผู้ที่เชื่อในเรื่องนี้ต่างก็ยืนยันว่า มันไม่ได้มีรูปแบบการลุกไหม้เหมือนกันแม้แต่คดีเดียว !

โดยแต่ละคดีที่ถูกยกมานั้น ล้วนถูกอ้างว่ามันคือการลุกไหม้ขึ้นมาได้เอง ซึ่งนั่นก็รวมไปถึงรายงานจากกลุ่มที่เชื่อเรื่องนี้ยืนยันว่า ทุกคดีไม่มีคำตอบว่าเกิดไฟไหม้ขึ้นมาได้อย่างไร ? ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็อาจจะทำให้เราลืมกันไปแล้วว่า บนโลกใบนี้นอกจากจะมีกลุ่มคนที่เลือกจะเชื่อในเรื่องราวลี้ลับ ก็ยังมีกลุ่มคนอีกกลุ่มที่พยายามแสวงหาคำตอบของปริศนาต่าง ๆ ซึ่งคนกลุ่มหลังเป็นที่รู้จักกันก็คือ นักวิทยาศาสตร์นั่นเอง !

เรื่องราวของคนไฟลุกโดยธรรมชาตินี้ ปัจจุบันได้ถูกจำแนกรูปแบบไว้ 2 ประเภท
ประเภทแรก นั้นมองไปถึงคดีที่เกิดการลุกไหม้ในขณะที่ไม่มีใครอยู่ในที่เกิดเหตุ กว่าจะพบศพก็ถูกเผาไหม้จนเรียบร้อยไปหมดแล้ว หลงเหลือเพียงมือและเท้า โดยในส่วนที่ถูกเผาไหม้นั้นเรียกได้ว่าแม้แต่กระดูกก็ยังถูกเผาจนแหลกสลาย
ประเภทที่สอง นั้นเป็นคดีที่เกิดขึ้นโดยมีเหตุการณ์อย่างเช่น การรับประทานอาหารค่ำหรือมีงานเลี้ยงเข้ามาร่วมด้วย ซึ่งรูปแบบของคดีที่เกิดในประเภทที่สองนี้ จะมีพยานหลายคนได้เห็นใครสักคนกำลังเกิดไฟลุกไหม้ขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ และไฟนั้นก็มักจะดับไปก่อนที่จะมีใครเสียชีวิต ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า อย่างที่สองที่เกิดขึ้นนี้เรามักจะได้พบจากในหนังสือหรือไม่ก็สื่ออินเตอร์เน็ตที่ถูกนำเสนอซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ยกตัวอย่างในกรณีที่โด่งดังมากนั่นก็คือคดีของ แมรี่ รีเซอร์ (อายุ 67 ปี) ที่ถูกพบเป็นซากศพโดยเพื่อนของเธอในบ้านที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กในปี ค.ศ. 1951 โดยซากศพที่ถูกเผาไหม้นั้นนอกจากร่างกายเกือบทุกส่วนที่กลายเป็นขี้เถ้าแล้ว มันก็เหลือเพียงเท้าของเธอที่ยังสวมรองเท้าสลิปเปอร์ เธอนั่งเสียชีวิตบนเก้าอี้ที่น่าจะใช้มันนั่งอยู่เป็นประจำ โดยคดีของแมรี่นี้เคยเป็นที่รู้จักกันในชื่อ "The Cinder Woman" หรือ "คดีหญิงขี้เถ้า"

"แมรี่ รีเซอร์" (18+...)

อีกคดีที่เกิดขึ้นนั้นเราสามารถหาพบได้จากหนังสือหลายเล่มที่พูดถึงชายคนนี้ จอห์น เบนท์ลีย์ (อายุ 92 ปี) โดยเจ้าหน้าที่จดมิเตอร์ไฟพบร่างของเขาเหลือเพียงขาข้างหนึ่ง กับรูขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยรอยไหม้บนพื้นในห้องน้ำ ส่วนด้านล่างก็พบเพียงขี้เถ้าศพของเขากองอยู่ที่พื้นชั้นใต้ดิน

"จอห์น เบนท์ลีย์"  (18+...)

ซึ่งว่ากันว่ามีคดีคล้าย ๆ กับคดีของแมรี่ ริเซอร์อยู่มากกว่า 300 คดี และนั่นก็รวมไปถึงรูปแบบ สภาพแวดล้อม และลักษณะศพที่มักพบในคนสูงอายุที่มีน้ำหนักมากหลังการเผาไหม้จบลง

ปัจจุบันก็มีทฤษฎีใหม่ ๆ ถูกตั้งขึ้นมาเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ในคดีปริศนาเหล่านี้ โดยรูปแบบคดีที่มักพบในแบบแรกนี้ถูกอธิบายว่ามันคือ ปรากฏการณ์เทียนไข (Wick Effect)

ปรากฏการณ์เทียนไข (Wick Effect)
ซึ่งปรากฏการณ์วิคเอ็ฟเฟ็กนี้ก็คือ การเทียบว่าตัวมนุษย์นั้นก็คือแท่งเทียน ส่วนเสื้อผ้านั้นก็คือไส้เทียน สามารถแบ่งเป็น 3 ระยะก็คือ
ระยะแรก ผู้ตายเกิดหมดสติไปด้วยสาเหตุต่าง ๆ ไม่ว่าจะเผลอหลับ เมาหลับ เป็นลมหมดสติ หรือหัวใจวาย ในขณะที่ในมือคีบบุหรี่หรือบริเวณใกล้ ๆ มีแหล่งกำเนิดไฟ ที่เขี่ยบุหรี่อาจจะมีก้นบุหรี่ติดไฟอยู่ ไม่ก็อยู่ใกล้กับเตาผิงเพราะเมืองนอกมีอากาศเย็นจึงต้องผิงไฟเพื่อเพิ่มความอบอุ่น ซึ่งถ้าหมดสติไปบุหรี่ในมืออาจตกลงไปบนร่างกายหรือล้มลงไปโดนไฟในเตาผิง

จากนั้นก็จะเข้าสู่ ระยะที่สอง ที่เริ่มเกิดการลุกไหม้ขึ้นมา ไฟก็จะไปลวกโดนร่างกายจนไขมันข้างในไหลออกมา ที่เหมือนกับตอนเราย่างเนื้อหมูในเตาแล้วมีหยดไขมันตกลงไปบนเตาจนไฟลุก แต่กับคนที่สวมเสื้อผ้าไขมันที่ละลายออกมามันก็จะถูกเสื้อผ้าซับเข้าไปในอยู่ในเนื้อผ้า ทีนี้การลุกไหม้ก็จะค่อย ๆ เกิดขึ้นเหมือนกับเทียนไข

ถึงตรงนี้ก็จะเข้าสู่ ระยะที่สาม พอเกิดการเผาไหม้เป็นเวลานาน ร่างกายก็จะไหม้เกรียมกลายเป็นเถ้าถ่าน และไขมันจากร่างกายบางส่วนมันก็จะละลายไหลไปตามพื้นโดยรอบจนดูเป็นคราบน้ำมัน ซึ่งในส่วนนี้ถ้ามันไม่ได้ถูกพวกเสื้อผ้าดูดซับไป ไขมันพวกนี้มันก็จะไม่ติดไฟ

โดยในปี ค.ศ. 2001 สถานีโทรทัศน์ BBC ได้จัดทำรายการเพื่อพิสูจน์เรื่องนี้ขึ้นมาด้วยการนำซากหมูสดมาห่อด้วยผ้าห่ม และนำแหล่งกำเนิดไฟเล็ก ๆ มารนไว้ใกล้ ๆ ซึ่งผลมันก็ออกมาตรงตามสมมติฐาน ซากหมูถูกไฟไหม้จนเหลือแต่เศษเถ้าถ่าน และรอบข้างก็ไม่มีร่องรอยไฟไหม้ออกไปมากมายนัก

"การทดลองเผาหมู" ของช่อง BBC
ในปี ค.ศ. 1991 ก็เคยมีคดีฆาตกรรมคดีหนึ่งที่เกิดขึ้นกับหญิงสาวนักเดินทาง ถูกฆาตกรใช้น้ำมันไฟแช็กราดไปที่ศพของเธอจากนั้นก็จุดไฟเผา ซึ่งตามปกติน้ำมันไฟแช็กที่เราพกติดตัวสำหรับใช้ในการเดินทาง มันไม่น่าจะมีปริมาณมากพอที่จะเผาศพคนให้ไหม้ทั้งตัวได้ถ้าไม่มีเชื้อไฟใด ๆ มาสุมเพิ่ม แต่กับกรณีฆาตกรรมรายนี้ ศพของผู้ตายถูกไฟเผาทั้งตัวโดยไม่มีกองฟืนหรือเชื้อไฟมาสุมไว้เลยนอกจากเสื้อผ้าของผู้เสียชีวิต ซึ่งก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่อธิบายว่า ร่างกายของมนุษย์นั้น สามารถติดไฟต่อเนื่องได้ถ้าสวมเสื้อผ้าอยู่ ตามทฤษฎีปฏิกิริยาเทียนไขนั่นเอง

ถึงคำอธิบายนี้มันจะดูสมเหตุสมผลก็จริง แต่มันก็ไม่สามารถนำไปใช้อธิบายกับคดี SHC ในรูปแบบของจอห์น เบนท์ลี่ หรือในอีกหลาย ๆ คดีได้ครับ

เพราะแบบนี้ ในปี ค.ศ. 1995 มีคำอธิบายมาจากนักเขียนฝ่ายที่มองว่า เรื่องนี้มันไม่ใช่แบบที่ถูกนักวิทยาศาสตร์อธิบายกันไว้ ลาร์ลี่ อาร์โนลด์ บอกไว้ในหนังสือชื่อ "Ablaze !" เชื่อว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในคดีอื่น ๆ มันไม่สามารถใช้คำอธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์ได้เลย

หนังสือชื่อ "Ablaze !" ของลาร์ลี่ อาร์โนลด์
และอาร์โนลด์ก็ยังได้เขียนหนังสืออีกเล่มชื่อ "เดอะเรย์กี้แฮนด์บุค" เพื่ออธิบายเกี่ยวกับพลังงานจากพลังจิต โดยเขาเชื่อว่าพลังจิตของมนุษย์นั้นสามารถสร้างอานุภาพได้ร้ายแรงกว่าระเบิดนิวเคลียร์ และอธิบายถึงปรากฏการณ์คนไฟลุกได้เองว่า มันก็เป็นพลังงานชนิดเดียวกันและเรียกมันว่าอานุภาค “ไพโรทรอน” ที่เข้าโจมตีร่างกายของเหยื่อด้วยการจุดระเบิดจากภายใน ซึ่งเจ้าไพโรทรอนของคุณอาร์โนลด์นั้นมันไม่เคยมีอยู่ในตำราไหนมาก่อน เพราะเขาเสนอมันขึ้นมาเพื่ออธิบายสิ่งที่เขาเชื่อเพียงเท่านั้น

ซึ่งก็เรียกได้ว่ามันเป็นคำอธิบายที่เริ่มต้นด้วยการปฏิเสธหลักการทางวิทยาศาสตร์ จากนั้นค่อยนำเสนอหลักการทางวิทยาศาสตร์ของตัวเองขึ้นมา ซึ่งตรงนี้มิติที่ 6 ก็อยากจะขอให้ท่านผู้ชมใช้วิจารณญานในการวิเคราะห์ข้อมูลกันให้มาก ๆ นะครับ
นอกจากนี้ก็ยังมีนักวิจัยท่านอื่น ๆ ได้พยายามนำเสนอคำอธิบายใหม่ ๆ อย่างเช่นฏิกิริยาของแบคทีเรียที่สะสมขึ้นในร่างกายจนได้ก๊าซมีเธนขึ้นมา โดยพวกเขาได้ยกกรณีที่เกิดขึ้นแบบนี้ในวัวที่สามารถผลิตก๊าซมีเธนในร่างกายได้เอง แต่ก็ยังไม่เคยมีรายงานว่าวัวมันจะเคยเกิดไฟลุกไหม้จากภายในได้เองมาก่อนนะครับ

ทีนี้เราก็ลองมาดูกันว่าปรากฏการณ์ไฟลุกแบบที่ 2 ที่มักจะเกิดขึ้นแบบกระทันหัน และเกิดขึ้นในระยะเวลาสั้น ๆ ผิดกับแบบแรกที่ค่อย ๆ ลุกไหม้ และผู้ที่ประสบเหตุก็สามารถรอดชีวิตต่อมาได้ระยะหนึ่งหลังจากถูกไฟคลอก ไม่เหมือนกับแบบแรกที่ถูกไฟไหม้ไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นเถ้า

เริ่มจากกรณีของ จีนนี่ แซฟฟิน ซึ่งเป็นหญิงผู้พิการทางสมอง เธอนั่งเล่นกับสมาชิกในบ้านที่โต๊ะทานอาหารอยู่ดี ๆ ก็เกิดไฟลุกไหม้ขึ้นมา คนในบ้านพยายามช่วยกันดับไฟก่อนที่จะเรียกรถพยาบาลมารับ ซึ่งจีนนี่ก็สามารถมีชีวิตรอดต่อมาได้อีก 8 วัน ก่อนที่จะเสียชีวิตไปเพราะปอดเสียหายจากการสูดดมควันไฟ
ในลอนดอนปี ค.ศ. 1938 มีหญิงสาวอายุ 22 ปีชื่อ ฟิลลิส นิวคัมบ์ ถูกไฟคลอกอย่างกระทันหันในช่วงระหว่างที่เธอกำลังเดินลงบันได้เพื่อไปเต้นรำ คนในงานก็ตื่นตาไปกับแสงไฟนั้น ในขณะที่เธอต้องเสียชีวิตไปในภายหลังเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว
"ฟิลลิส นิวคัมบ์"

ซึ่งผู้คนที่ต้องเจอกับไฟเหล่านี้ก็ไม่ได้เป็นคนพิเศษอะไร และทุกอย่างที่เหมือนกันก็คือ ไม่มีใครพบปัจจัยที่จะเป็นต้นเพลิงจากภายนอกราวกับมันเกิดลุกไหม้ขึ้นมาได้เอง ซึ่งทุกคดีก็คล้ายกันคือการลุกไหม้ในแบบที่สองนี้ถือว่าเป็นเรื่องแปลก เพียงแต่ในบางคดีอย่างเช่นที่เกิดขึ้นกับ จีนนี่ แซฟฟินนั้น ก็มีนักสืบปริศนาอย่างโจ นิเคลล์ ซึ่งมิติที่ 6 มักจะยกเอารายงานการสืบคดีปริศนาต่าง ๆ ของเขามาใช้ประกอบในหลาย ๆ เรื่องอยู่เสมอ

"โจ นิเคลล์" นักสืบเรื่องปริศนา
โดยโจ นิเคลล์ระบุว่า คดีของจีนนี่ที่เขาได้ข้อมูลมามันไม่ตรงตามเรื่องเล่าในปัจจุบันเลย เพราะเมื่อเขาสืบค้นลงไปในรายงานของทางโรงพยาบาลและรายงานของตำรวจท้องที่ เขาก็พบว่าแท้ที่จริงแล้วจีนนี่ประสบอุบัติเหตุจากเศษยาสูบที่ยังไม่ดับของกล้องยาสูบของคุณพ่อ ที่เคาะออกมาตอนจะเปลี่ยนเส้นยาสูบใหม่ โดยของเก่ามันน่าจะตกไปที่ตักของจีนนี่ที่มีความรู้สึกช้ากว่าคนทั่วไปเพราะเธอมีความพิการทางสมอง และสิ่งที่พยานซึ่งเป็นญาติอีกคนเห็นว่าเธอพ่นไฟออกมาได้เหมือนมังกรนั้นก็น่าจะเป็นเรื่องเข้าใจผิด และยังมีรายงานการชันสูตรศพเพิ่มเติมว่า ในร่างกายของเธอนั้นไม่มีอะไรบ่งบอกว่าถูกไฟลุกออกมาจากด้านในเลย ซึ่งก็ต้องใช้วิจารณญาณในการคิดตามกันด้วยนะครับ

และก็แน่นอนว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในคดีอื่น ๆ ก็ยังไม่สามารถหาคำอธิบายได้ เพราะทางฝ่ายที่เชื่อว่ามันเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ ต่างก็พยายามหาข้อโต้แย้งคำอธิบายต่าง ๆ จากฝ่ายที่มองว่ามันเกิดจากปัจจัยแวดล้อม ถึงขนาดที่ว่าพอหาคำอธิบายสมเหตุสมผลได้มาเรื่องนึง ก็จะถูกอีกฝ่ายแย้งทันที ซึ่งเรื่องนี้แม้แต่โจ นิเคลล์ยังบอกว่า ไม่รู้จะเถียงกันเพื่อไม่ให้มีคำตอบที่แท้จริงไปทำไม ฝ่ายที่เชื่อก็บอกว่าคำอธิบายพื้น ๆ ของโจนั้นมันง่ายเกินไปเพราะเหตุการณ์พวกนี้มันละเอียดอ่อนกว่านั้น

นั่นจึงทำให้มิติที่ 6 เองไม่สามารถฟันธงได้เช่นกันว่าปรากฎการณ์ในคดีคนไฟลุกนั้น แท้ที่จริงแล้วมันคืออะไร ? มันจะเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติหาคำอธิบายไม่ได้ หรือจะเป็นเรื่องที่สามารถอธิบายได้แต่ไม่มีใครเชื่อ เราก็เลยขอถามว่าท่านผู้ชมว่าคิดอย่างไร ? ด้วยการตอบแบบสอบถามของเรา โดยกดที่เครื่องหมาย ( i ) นะครับ กดเสร็จแล้วอย่าลืมแวะกลับมาดูกันด้วยว่าผลการโหวตจะเป็นไปในแบบที่เราเชื่อหรือเปล่า ?

หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรืออย่าลืมทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี
แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ที่มา: Skeptoid

แท็ก: คนไฟลุก, Spontaneous Human Combustion, The Cinder Woman, คดีหญิงขี้เถ้าปรากฏการณ์เทียนไขWick Effect