ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 | 10 มัมมี่ปริศนาแห่งโลกยุคใหม่ ที่ไม่สามารถหาคำอธิบายได้ !!!



มัมมี่นั้นหมายถึงศพที่อยู่ในสภาพพ้นจากภาวะเน่าเปื่อย กลายมาเป็นซากศพแห้ง ๆ ที่โดยทั่วไปเราจะนึกถึงมัมมี่ของเหล่ากษัตริย์ในประเทศอียิปต์ แต่ใครเลยจะรู้ว่าในปัจจุบันทุกวันนี้ ยังคงมีผู้คนพบกับมัมมี่ยุคใหม่เสมอมา

กดเพื่อดูคลิปที่นี่

มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาท่านผู้ชมไปพบกับปริศนาเรื่องจริงของมัมมี่ยุคใหม่ ร่างไร้วิญญาณของผู้จากไปที่ยังไม่ได้สูญหายไปไหน ทำไมพวกเขาถึงกลายเป็นมัมมี่ และทางการของแต่ละประเทศจะมีวิธีการจัดการกับมัมมี่เหล่านี้อย่างไรกันบ้าง ?




มัมมี่ปริศนาภายในเรือยอร์ช

ภาพจาก: news.com.au

โดยมัมมี่ร่างแรกที่จะเล่าให้ฟังนี้ เหตุเกิดขึ้นเมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2016 ที่ผ่านมา ชาวประมงคนหนึ่งได้พบกับเรือยอร์ชปริศนาลอยอยู่นอกชายฝั่งของประเทศฟิลิปปินส์ พอลองเข้าไปตรวจสอบเขาก็ได้พบกับร่างมัมมี่ของชายคนหนึ่ง นั่งเสียชีวิตอยู่บนโต๊ะทำงานภายในเรือลำนั้น พอเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับทราบเรื่องก็เข้ามาตรวจสอบว่าชายคนนี้เป็นใคร และทำไมถึงมาเสียชีวิตอย่างปริศนา ในท่วงท่าที่ดูราวกับว่ากำลังนอนหลับอยู่แบบนี้

โดยหลังจากการตรวจสอบเอกสารภายในเรือแล้ว เจ้าหน้าที่สืบสวนก็สามารถระบุได้ว่า ชายคนนี้เป็นชาวเยอรมันชื่อแมนเฟร็ด ฟริทซ์ บาโจรัท อายุ 59 ปี โดยระบุว่าเขาน่าจะกำลังพยายามใช้วิทยุสื่อสารแจ้งเหตุอะไรบางอย่างก่อนที่จะเสียชีวิต





โดยเรือยอร์ชของแมนเฟร็ด ฟริทซ์ บาโจรัทคนนี้ ถูกพบอยู่ห่างจากชายฝั่งออกไปประมาณ 100 กิโลเมตร ทางแถบบาร์โรโบของน่านน้ำประเทศฟิลิปปินส์ และคาดกันว่ามันน่าจะเป็นเพราะอากาศที่เต็มไปด้วยไอเกลือและลมทะเลที่มีความแห้งเป็นอย่างมาก จึงมีผลทำให้ร่างบาโจรัทกลายเป็นมัมมี่ และเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบถามไปยังเพื่อน ๆ ของบาโจรัทแล้ว ก็พอจะได้ความว่านายบาร์โจรัทได้เริ่มออกเดินทางด้วยเรือยอร์ชของเขาตั้งแต่เมื่อ 20 ปีก่อน

แม้ทางเจ้าหน้าที่จะยังไม่สามารถสืบสวนหาสาเหตุการเสียชีวิตได้ แต่ด้วยหลักฐานแวดล้อมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวิทยุสื่อสาร อุปกรณ์นำทางจีพีเอส ไปจนถึงสภาพข้าวของเครื่องใช้ภายในเรือของบาโจรัทนั้น ไม่มีร่องรอยใด ๆ ที่บ่งบอกว่ามีคนนอกเข้ามาทำร้ายเขา ถึงแม้กระเป๋าเงินของบาโจรัทจะหายไป ก็ยังสามารถจะบอกได้ว่าอย่างน้อยบาโจรัทก็ไม่ได้ถูกใครเข้ามาทำร้ายจนถึงแก่ชีวิตอย่างแน่นอน


---------------

มัมมี่ในกองขยะ กับขวดใส่ปัสสาวะ 300 ใบ




ในปี ค.ศ. 2015 เจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้พบกับศพมัมมี่ปริศนาอยู่ภายในบ้านแห่งหนึ่งที่เมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย และภายในบ้านหลังนี้นอกจากจะมีมัมมี่ปริศนาแล้ว เจ้าหน้าที่ก็ยังพบกับหนูจำนวนมากมายอาศัยอยู่ในบ้านรก ๆ ราวกับกองขยะ และอีกอย่างที่ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่เข้าใจก็คือ พวกเขาพบกับขวดบรรจุปัสสาวะจำนวนมากมายถึง 300 ขวด อีกจุดก็คือที่ประตูหน้าบ้านก็ไม่สามารถเปิดเข้าไปได้ เนื่องจากมีขยะกองโตปิดกั้นจากภายในจนแน่นหนา นั่นจึงทำให้พวกเขาต้องตัดสินใจปีนเข้าบ้านทางหน้าต่างแทน

เจ้าหน้าที่ใช้เวลาเกือบทั้งวันเพื่อที่จะช่วยกันนำร่างมัมมี่ร่างนี้ออกมาสู่ภายนอก โดยต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ทราบว่ามัมมี่ร่างนี้ก็คือแอนนา แรจิน อายุ 90 ปี ซึ่งเธอน่าจะเสียชีวิตมาประมาณ 5 ปี และยังไม่ทราบว่าเธอเสียชีวิตเพราะอะไร ? ตรวจสอบที่เกิดเหตุก็ไม่พบอะไรต้องสงสัย จะมีก็เพียงแคโรลีนลูกสาวของเธอที่ตอนนี้อายุ 65 ปี อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ตลอดมา เธออยู่ในบ้านรก ๆ หลังนี้กับศพของคุณแม่ ท่ามกลางขยะกองโต และขวดใส่ปัสสาวะปริศนา 300 ขวด พอสอบถามเหล่าเพื่อนบ้านก็ล้วนเล่ากันว่า แคโรลีนเธอเป็นคนหนีโลก ไม่ยอมพูดคุยกับใครมานานแล้ว


และต่อมาปริศนาเกี่ยวกับศพของแอนนาที่อยู่กับลูกสาวอย่างยาวนานก็ถูกคลี่คลาย เมื่อแคโรลีนสารภาพว่า เธอต้องการจะหลีกเลี่ยงภาษีการทำศพเพียงเท่านั้น ต่อมาแคโรลีนจึงถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อบำบัดอาการชอบเก็บสะสมสิ่งของไว้ในบ้านมากมาย ซึ่งนั่นก็หมายถึงการสะสมขยะไปจนถึงการเก็บร่างแม่ของตัวเองไว้แบบนั้น และนั่นก็น่าจะรวมไปถึงการชอบเก็บสะสมขวดบรรจุปัสสาวะด้วย


---------------

มัมมี่เด็กในตู้เย็น

ดูเรื่องมัมมี่ผู้ใหญ่กันมาสองศพแล้ว เราลองมาดูมัมมี่เด็กในโลกยุคใหม่กันบ้าง ช่วงเดือนมกราคม ค.ศ. 2015 เจ้าหน้าที่เก็บศพของเมืองแม็คเฮ็นรี่ รัฐอิลินอยซ์ ได้พบกับร่างมัมมี่ของเด็กคนหนึ่งถูกเก็บแช่อยู่ในตู้เย็น โดยสภาพศพของเด็กคนนี้ถูกห่อเก็บอยู่ในถุงพลาสติก และมีป้ายเขียนว่า "เบบี้ บอย โด 12 มีนาคม 1992" แปะอยู่ที่หน้าถุงอีกด้วย

มีรายงานว่าเมื่อ 23 ปีก่อน ร่างของเด็กคนนี้ถูกพบในห้องน้ำของร้านอาหารชื่อแว็ก ที่อยู่ในเมืองคริสตัลเลค รัฐอิลินอยซ์ ซึ่งการชันสูตรศพในปี ค.ศ. 1992 นั้นได้บันทึกเอาไว้ว่า เด็กคนนี้น่าจะเสียชีวิตตั้งแต่ตอนคลอด แต่หลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้พบศพของเธออีกครั้งเมื่อเดือนมกราคม ปี ค.ศ. 2015 การชันสูตรศพรอบใหม่ก็ได้เริ่มขึ้น และสามารถระบุสาเหตุการตายที่ถูกต้องนั่นก็คือ เด็กคนนี้ถูกรัดคอจนเสียชีวิตไปหลังจากที่ลืมตาดูโลกได้ไม่นาน

และเรื่องนี้ก็ได้ทำให้มีการรื้อคดีนี้ขึ้นมาอีกครั้ง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวพนักงานเก็บรักษาศพชื่อ มาร์ลีน แลนซ์ มาสอบสวน เพราะจริง ๆ แล้วศพเด็กร่างนี้ควรจะถูกส่งคืนให้กับพ่อและแม่เพื่อไปทำพิธีทางศาสนา หรือถ้าหากไม่สามารถส่งคืนได้ก็ต้องนำไปฝังให้เสร็จสิ้น ไม่ใช่นำมาเก็บแช่เย็นจนเป็นมัมมี่แบบนี้ ต่อมาแลนซ์ก็สารภาพว่าเธอแอบนำร่างของเด็กคนนี้มาเก็บไว้จริง ส่วนแม่ของเด็กจะเป็นใครนั้น แลนซ์เองก็ไม่สามารถระบุตัวได้เช่นกัน

"มาร์ลีน แลนซ์" แอบนำศพเด็กมาแช่เย็นไว้ถึง 10 ปี

การสืบสวนได้พยายามค้นหากันต่อไป จนในที่สุดเจ้าหน้าที่ตำรวจก็สามารถหาตัวแม่ของเด็กพบ แต่สุดท้ายพวกเขาก็ไม่ได้แจ้งข้อหาใด ๆ กับเธอ จนต่อมาในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2016 มาร์ลีน แลนซ์ผู้แอบเก็บร่างของเด็กทารถแช่เย็นไว้กว่า 10 ปี จนกลายเป็นมัมมี่อยู่ในถุงพลาสติก ก็ไม่ได้รับการดำเนินคดีใด ๆ เช่นกัน เพราะทางการได้ตัดสินใจถอนข้อกล่าวหาไปทั้งหมด


---------------

มัมมี่ในรถจี๊ป

ถ้ามัมมี่ในตู้เย็นมันดูธรรมดาเกินไป เราดูการพบมัมมี่ในที่ ๆ ไม่น่าจะพบกันอีกสักร่าง เมื่อเดือนมีนาคม ค.ศ. 2014 ช่างรับเหมาซ่อมบ้านได้พบกับร่างมัมมี่ของหญิงคนหนึ่ง ร่างของเธอถูกพบอยู่ในท่านั่งเสียชีวิตอยู่บริเวณเบาะหน้ารถจี๊ปของเธออย่างปริศนา ภายในโรงจอดรถที่บ้านของเธอในมิชิแกน โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่าเธอคือเปีย ฟารเรนคอพฟ์ ที่น่าจะเสียชีวิตไปตั้งแต่ปี ค.ศ. 2009 และนั่งรอให้คนมาพบศพของตัวเองใน 5 ปีถัดมา ในวันที่บ้านของเธอถูกธนาคารยึด


"เปีย ฟารเรนคอพฟ์" ผู้เสียชีวิต

รถคันดังกล่าว

เธอกลายเป็นมัมมี่ร่างแรกที่เสียชีวิตอยู่หลังพวงมาลัยของรถยนต์ บริเวณรอบ ๆ ศพนั้นมีขวดไวน์ กองหนังสือและจดหมายที่ยังไม่ได้เปิดอยู่ฉบับหนึ่ง ศพของเธออยู่ในสภาพแห้งกรังจนไม่สามารถนำออกไปทำการชันสูตรได้ นั่นก็เลยทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถระบุได้ว่า เธอเสียชีวิตเพราะอะไรกันแน่ ? เจ้าหน้าที่พบกุญแจรถของเธอยังคงถูกเสียบคาเอาไว้ น้ำมันในรถก็ยังคงมีพร้อม และสภาพของตัวรถเองก็ไม่มีสิ่งใดระบุว่า เธอฆ่าตัวตายด้วยการรมแก๊สคาร์บอนมอนน็อกไซต์ ที่ออกมาจากท่อไอเสียของรถเลย

ย้อนกลับไปเมื่อปี ค.ศ. 2008 นั้น เปีย ฟาเรนคอพฟ์ยื่นใบลาออกมาจากบริษัทซอฟท์แวร์แห่งหนึ่ง เธอลาออกมาพร้อมกับเงินออมกว่า 87,000 ดอลลาร์ ได้เงินมาก็เอาไปซื้อรถจี๊ปคันนี้ และหยุดติดต่อกับเพื่อน โดยเรื่องนี้เพื่อน ๆ ทุกคนของเธอบอกว่า เปียนั้นเคยพูดถึงการขับรถออกไปท่องเที่ยวเป็นเวลาหนึ่งเดือน ส่วนทางธนาคารก็ตัดเงินค่าบ้านของเธอทางบัญชีตลอดมา จนในที่สุดเงินก็หมดบัญชี สุดท้ายก็มายึดบ้านหลังนี้ และนั่นก็เป็นที่มาของการพบศพมัมมี่ของเธอนั่นเอง


---------------


มัมมี่ในบ้านร้าง


"เอ็ดเวิร์ด บรุนตัน" ผู้เสียชีวิต

มัมมี่ร่างต่อไปนี้ถูกพบอยู่ในบ้านร้าง เมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2014 เด็กชายอายุ 12 ปีคนหนึ่งได้พบกับเหตุการณ์สยองขวัญ หลังจากแอบเข้าไปเล่นในบ้านร้างแห่งหนึ่งที่อยู่ในเมืองเดย์ตันรัฐโอไฮโอ เด็กชายเล่าว่าหลังจากที่เขาเปิดตู้เก็บเสื้อผ้าใบหนึ่งที่อยู่ในบ้านหลังนี้ เขาก็ได้พบกับร่างมัมมี่ของใครก็ไม่รู้ เสียชีวิตอยู่ในสภาพถูกแขวนคออยู่ภายในนั้น

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้ามาทำการสืบสวนก็พบว่า มัมมี่ร่างดังกล่าวนั้นก็คือนายเอ็ดเวิร์ด บรุนตัน อายุ 53 ปี เขาถูกครอบครัวทอดทิ้ง และตัดสินใจฆ่าตัวตายด้วยการแขวนคอภายในตู้เสื้อผ้า โดยบ้านหลังนี้เอ็ดเวิร์ดเองก็เพิ่งจะซื้อมันมาก่อนที่จะเสียชีวิตในปี ค.ศ. 2009 โดยเจ้าหน้าที่สามารถรู้เรื่องราวทั้งหมดได้ก็เพราะว่า พวกเขาได้พบกับบันทึกที่เอ็ดเวิร์ดได้เขียนบอกเล่าทุกอย่างเอาไว้ และสิ่งนี้ก็ยังได้รับการยืนยันมาจากญาติพี่น้องของเขาเช่นกัน

โดยในตอนแรกนั้นเด็กชายที่พบเอ็ดเวิร์ด บรุนตัน นึกว่าศพในตู้นั้นเป็นเพียงหุ่นมัมมี่ที่ทำขึ้นสำหรับเอาไว้หลอกผู้คน พอเขากลับมาเล่าเรื่องนี้ให้คุณแม่ฟัง แม่ของเขาก็เลยตัดสินใจตามมาดูให้เห็นกับตา เพียงแค่เธอได้ย่างกรายเข้าไปในตัวบ้านเพียงครู่เดียว เธอก็ได้กลิ่นสาปแห่งความตายโชยออกมาอย่างรุนแรง และนั่นจึงทำให้แม่ของเธอรีบแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในทันที

เจ้าหน้าที่สืบสวนระบุว่าเอ็ดเวิร์ด บรุนตันนั้นแขวนคอตายด้วยสายเข็มขัด และบรรยายว่าศพของเอ็ดเวิร์ดนั้นอยู่ในสภาพเนื้อหนังแห้งหุ้มกระดูก ส่วนเจ้าหน้าที่เก็บศพของมอนต์โกเมอรี่เคาน์ตี้ ก็บอกว่ามัมมี่ร่างนี้เกิดขึ้นมาได้เพราะสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมภายในตู้ใบนั้นนั่นเอง


---------------

มัมมี่ถูกทำพิธีอยู่ในอพาร์ทเมนต์


ภาพจาก: thesun.co.uk

มัมมี่ในบ้านก็มีมาหลายศพแล้ว งั้นคราวนี้เรามาดูมัมมี่ในอพาร์ตเมนต์กันอีกสักศพกัน เมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2016 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่บ้านเมืองของประเทศรัสเซียต้องถึงกับช็อค เพราะพวกเขาได้พบกับอดีตแพทย์หญิงวัยชราท่านหนึ่ง ทำพิธีหลั่งน้ำศักดิ์สิทธิ์สวดภาวนาต่อพระเจ้าเพื่อขอให้สามีของเธอกลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งใครจะไปคิดว่าเธอจะทำพิธีแบบนี้อยู่ต่อหน้าศพของสามี ที่นั่งเสียชีวิตอยู่บนโซฟาภายในห้องนั่งเล่น ยาวนานเป็นเวลากว่า 4 เดือน

จนช่วงที่เจ้าหน้าที่ไปพบกับร่างสามีของเธอนั้น ศพของเขาก็แห้งกลายเป็นมัมมี่ไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ความลับของครอบครัวนี้ถูกเปิดเผย มันก็เป็นเพราะวันหนึ่งระบบระบายน้ำของอพาร์ทเมนต์แห่งนี้มีปัญหา เกิดน้ำท่วมขังขึ้นมาอย่างผิดสังเกต นั่นจึงทำให้เพื่อนร่วมอพาร์ทเมนต์ช่วยกันตามหาว่าห้องไหนกันแน่ที่เป็นต้นเหตุ ซึ่งก็แน่นอนว่าหลังจากเดินตรวจสอบไปทั่วทุกห้อง มันก็เหลือแต่ห้องของอดีตแพทย์หญิงท่านนี้ พอแอบมองเข้าไปพวกเขาก็ต้องรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจในทันที เพราะสิ่งที่เขาเห็นนั้นก็คือร่างไร้วิญญาณของพ่อเฒ่าวัย 87 ปี สามีของเธอกำลังนั่งอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่น

จริง ๆ แล้วก่อนหน้านี้ หลาย ๆ คนที่อาศัยร่วมในอพาร์ทเมนต์เอง ก็เคยได้กลิ่นเหม็นอย่างแรงโชยออกมาจากห้องดังกล่าว แต่ทุกคนต่างก็พยายามไม่สนใจอะไร จนความจริงได้มาถูกเปิดเผยในวันนี้

ส่วนทางการเองก็ได้ขอปิดบังชื่อและนามสกุลของแพทย์หญิงชราผู้นี้ โดยให้ข้อมูลเพียงว่า เธออายุ 76 ปี เป็นถึงอดีตนักฟิสิกซ์ อาศัยอยู่แถว ๆ โวลโก้กราด โดยตลอดมานั้นเธอได้โกหกครอบครัว เพื่อน ๆ และเพื่อนบ้านร่วมอพาร์ทเมนต์ ว่าสามีของเธอยังคงมีชีวิตอยู่

แม้อดีตแพทย์หญิงท่านนี้จะไม่เคยมีประวัติป่วยทางจิต แต่เหล่าเพื่อน ๆ ของเธอก็ออกมาบอกกันว่า ถึงเธอจะเคยเป็นนักฟิสิกซ์ก็จริง แต่เธอเองก็ชอบดูรายการเดอะแบทเทิลออฟเอ็กซตราเซนซอรี่ ซึ่งเป็นรายการทีวีแนวไสยศาสตร์ เหมือนรายการคนอวดผีในบ้านเรา


---------------

มัมมี่คนดำในโรงรถของบ้านมือสอง

ส่วนเรื่องราวของมัมมี่ร่างนี้ เหมาะสำหรับหนุ่มสาวที่กำลังอยากจะหาซื้อบ้านไว้เป็นของตัวเองสักหลัง
เมื่อเดือนธันวาคม ค.ศ. 2016 มีลูกค้าที่อยากจะเช่าซื้อบ้านท่านหนึ่ง ต้องประสบกับเหตุการณ์ที่จะทำให้เขาต้องใช้ความระมัดระวังในการเลือกซื้อบ้านหลังต่อไปของเขา เนื่องจากวันหนึ่งเขาได้พบกับซากมัมมี่ปริศนากำลังนั่งก้มหน้าอยู่บริเวณเบาะหลังของรถพลีมุธอาเคลม ที่จอดทิ้งไว้อยู่ในโรงจอดรถของบ้านหลังนี้

จริง ๆ แล้วเจ้าของบ้านหลังนี้เคยบอกเขาไว้แล้วว่าอย่าได้เข้าไปวุ่นวายแถวโรงรถ แต่สุดท้ายก็มีเหตุต้องให้เปิดดูจนได้ ศพนี้เป็นศพของคนผิวดำสวมเสื้อสเว็ตเตอร์ มีกางเกงและรองเท้าอยู่ครบ แต่ไม่ทราบว่ามัมมี่ร่างนี้เป็นชายหรือหญิง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่า ศพน่าจะอยู่ในรถคันนี้มามากกว่า 1 ปีแล้ว และนั่นจึงทำให้สภาพของศพเลยจากช่วงเวลาย่อยสลาย ที่น่าจะเคยผ่านการอืดมาอย่างถึงที่สุด กลายมาเป็นซากศพแห้ง ๆ  และได้นำศพร่างนี้ส่งไปให้กับทางคณะมนุษยวิทยาของมหาวิทยาลัยมิชิแกนเป็นผู้ทำการชันสูตร ซึ่งพวกเขาเองก็หวังว่าทางคณะน่าจะสามารถวิเคราะห์ได้ ว่าศพนี้เสียชีวิตตอนอายุเท่าไหร่ ? มีเพศอะไร ? และตายเพราะอะไรกันแน่ ?

ภาพจาก:  USA Today
ซื้อบ้าน แถมรถ (พร้อมศพ)

พอสอบถามไปยังเหล่าเพื่อนบ้านที่อาศัยอยู่ในละแวกนั้นพวกเขาต่างก็เล่ากันว่า โรงรถแห่งนี้ไม่เคยถูกเปิดประตูมาก่อน และก็ไม่เคยสังเกตพบสัญญาณใด ๆ ที่บ่งบอกว่าเคยมีใครอาศัยอยู่ หรือแม้แต่สัญญาณที่จะบอกว่ามีอะไรผิดปกติ อย่างเช่นกลิ่นศพลอยออกมาให้พวกเขาสงสัยเลยแม้แต่ครั้งเดียว


---------------

มัมมี่บนต้นสนในประเทศรัสเซีย

ภาพจาก: siberiantimes.com

หลังจากพบมัมมี่ในบ้าน ในรถ ในตู้เย็นกันมาเยอะแล้ว มัมมี่ร่างนี้ก็ถือเป็นมัมมี่ปริศนาแห่งโลกยุคใหม่ที่ถูกพบในที่ ๆ ไม่น่าจะมีมัมมี่ได้นั่นก็คือบนต้นไม้ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 2016 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจของประเทศรัสเซีย ได้พบร่างมัมมี่ของชายคนหนึ่งติดอยู่บนต้นสนสูงกว่า 15 เมตร เจ้าหน้าที่สืบสวนได้เปิดเผยว่า ชายคนนี้น่าจะเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 8 เดือน

มัมมี่ร่างนี้เสียชีวิตอยู่ในท่านั่ง มือทั้งสองยังคงโอบกอดที่ลำต้นของต้นไม้อยู่แบบนั้น เสื้อผ้าทั้งหมดยังอยู่ครบสมบูรณ์ สวมเสื้อกั๊กสีน้ำเงินทับด้วยเสื้อสเว็ตเตอร์สวมรองเท้าบูท ซึ่งมัมมี่ร่างนี้ถูกพบอยู่ในแถบชายป่าที่อยู่ระหว่างถนนเชคกิสกี้และถนนโมสโตวายา ของเมืองทอมสค์ประเทศรัสเซีย ซึ่งทางเจ้าหน้าที่สืบสวนเองก็พยายามทำทุกอย่างเพื่อที่จะรู้ให้ได้ว่า มัมมี่ร่างนี้เป็นใครกันแน่ ?

โดยจุดที่พบมัมมี่ร่างนี้ก็คือจุดที่ในอดีตนั้น เคยมีปัญหามลภาวะจากสารกัมมันตภาพรังสี จากอุบัติเหตุโรงเก็บสารเคมีไซบีเรียนเคมีคอลอินดัสเทรียลคอมเพล็กซ์ ที่ระเบิดในปี ค.ศ. 2015 และต่อมาบริเวณดังกล่าวก็ได้ถูกทางการประกาศเป็นเขตห้ามอยู่อาศัย และถือเป็นหนึ่งในเขตอันตรายจากสารพิษชนิดนี้อีกด้วย และถ้าจะให้ถูกต้องจริง ๆ บริเวณเขตที่ 7 ของเมืองทอมสค์แห่งนี้ ก็เคยถูกประกาศเป็นเขตอันตราย จากสารกัมมันตภาพรังสีปนเปื้อนอยู่ในชั้นบรรยากาศ มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1993 แล้ว


---------------

มัมมี่ถูกห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์หลากสี

ภาพจาก: St. Louis Post-Dispatch

หลังจากที่ กลาดิส เบิร์กมายเออร์ ได้เสียชีวิตไปเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2011 ญาติของเธอก็ได้แวะเข้ามาช่วยทำความสะอาดบ้านที่เธอเคยมีชีวิตอยู่ ในเมืองเซนต์หลุยซ์รัฐมิซซูรี่ แต่แล้วก็กลายเป็นว่า เหล่าญาติ ๆ ถึงกับตกตะลึง เมื่อพวกเขาต้องพบกับมัมมี่ร่างหนึ่ง ถูกห่อไว้ด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์หลากสี ถุงพลาสติก และถุงขยะ ห่อทัพด้วยผ้าม่านจากห้องน้ำอีกที และเมื่อพวกเขาเรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาตรวจสอบยังที่เกิดเหตุ ทุกคนถึงได้พบกับความจริงว่า มัมมี่ร่างนี้เป็นร่างของนางกลาดิส สแตนเบอรี่ แม่ของกลาดิส เบิร์กมายเออร์ นั่นเอง

จนผ่านมา 3 สัปดาห์ หลังจากแกะหนังสือพิมพ์และถุงพลาสติกออก เจ้าหน้าที่ตำรวจก็เปิดเผยว่า เธอเสียชีวิตอยู่ในสภาพสวมเพียงเสื้อนอน ที่เท้าก็สวมถุงเท้าไว้เพียงข้างเดียว ตามร่างกายก็ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ใด ๆ

หลังจากสอบถามเพื่อนบ้านที่อาศัยอยู่ในละแวกนั้น พวกเขาได้บอกกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า กลาดิส สแตนเบอรี่ได้ย้ายเข้ามาอยู่กับเบิร์กมายเออร์ที่บ้านหลังนี้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1993 และก็ไม่เคยมีใครเห็นเธออีกเลยตั้งแต่นั้นมา พอมีใครถามเบิร์กมายเออร์ว่า แม่ของเธอสบายดีหรือเปล่า เธอก็จะพยายามเปลี่ยนเรื่องคุย จนสุดท้ายเพื่อนบ้านก็เลิกถามเรื่องนี้กันไป

เจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็ไม่สามารถสืบได้ว่านางสแตนเบอรี่ เสียชีวิตในบ้านหลังนี้มานานเท่าไหร่แล้ว แม้เจ้าหน้าที่สืบสวนจะพบกับขวดน้ำส้ม ที่แจ้งวันหมดอายุในปี ค.ศ. 2003 ถูกห่อรวมอยู่กับศพไว้ด้วยก็ตาม หลาย ๆ อย่างที่เป็นองค์ประกอบมันก็ดูจะขัดกันไปหมด เพราะวันที่ที่พบจากกระดาษหนังสือพิมพ์เอง ก็ถูกนำมาจากช่วงเวลาต่าง ๆ และไม่ได้สอดคล้องหรือใกล้เคียงกับวันหมดอายุของน้ำส้มขวดนี้ และคาดกันว่าขวดใบนี้ อาจจะถูกนำมายัดใส่เอาไว้ในภายหลังก็เป็นได้ แถมคนที่ควรจะให้คำตอบทั้งหมดได้ก็ดันมาเสียชีวิตไปอีก นั่นจึงทำให้คดีนี้ยังคงเป็นปริศนากันต่อไป


---------------

มัมมี่หนูน้อยมหัศจรรย์


เรามาปิดท้ายกับมัมมี่ยุคใหม่ที่มีอภินิหารย์ไม่แพ้บ้านเรากันบ้าง เมื่อประมาณ 50 ปีที่ผ่านมา ชาวอาเจนติน่ามีเรื่องที่เล่าขานกันมาเกี่ยวกับมัมมี่เด็ก ที่อยู่ในเมืองบันด้าฟลอริด้าประเทศอาเจนติน่า โดยเล่ากันว่าตั้งแต่ปี ค.ศ. 1967 เด็กชายมิเกล แองเจล กายตัน ได้เสียชีวิตไปด้วยโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ทั้ง ๆ ที่มีอายุได้เพียงปีเดียวเท่านั้น ต่อมาศพของเด็กชายคนนี้ได้รับการทำพิธีฝังไปเรียบร้อย แต่เจ็ดปีต่อมา หลุมศพของมิเกลก็ถูกขุดขึ้นมาอีกครั้ง

โดยในตอนนั้นสัปเหร่อเองเชื่อว่า ก่อนหน้าที่จะขุดศพของมิเกลขึ้นมา มันเกิดเหตุการณ์ประหลาด เมื่อมีพายุพัดเอาก้อนหินมากมาย มาทับถมรวมกันที่จุดฝังศพของเด็กชายคนนี้ ต่อมาพ่อแม่ของมิเกลเองก็ตัดสินใจต่อโลงแก้วเพื่อเก็บรักษาศพเอาไว้ และตั้งแต่นั้นมามิเกลก็ได้ถูกนำมาวางแสดงให้ชาวบ้านทั่วไปแวะมาเข้าเยี่ยมชม

เหล่าผู้แสวงบุญนับพันต่างก็เดินทางกันมาที่แห่งนี้ พร้อมกับนำดอกไม้และของเล่นมาฝากให้กับเด็กน้อย จนต่อมามิเกลก็ได้รับสมญานามใหม่กลายเป็น "มิราเคิลชายด์" หรือ "หนูน้อยมหัศจรรย์" ปัจจุบันร่างของมิเกลยังคงถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี



มีบางคนเชื่อกันว่าถ้าพวกเขาใช้มือของตัวเอง ประสานไว้ที่บริเวณเหนือศีรษะของมิเกลแล้ว หนูน้อยมหัศจรรย์จะช่วยเหลือพวกเขาให้สามารถผ่านปัญหาทุกอย่างได้ ซึ่งเรื่องนี้ก็มีแดเนียล ซาอาเวดราคนหนึ่งล่ะ ที่ออกมายืนยันว่าหลังจากที่ไปเยี่ยมศพของมิเกลมาแล้ว อาการโรคมะเร็งในตับอ่อนของเขาก็หายเป็นปลิดทิ้ง ซึ่งจะว่ากันจริง ๆ ถ้าหนูน้อยมิเกลได้มาอยู่ในประเทศไทยล่ะก็ เขาคงสามารถช่วยเหลือชาวไทยได้มากมายกว่านี้อย่างแน่นอน


จากทุกเรื่องที่เล่ามามันบอกกับพวกเราได้ว่า การจากไปของคนที่เรารักนั้นล้วนสร้างความเศร้าโศกเสียใจให้กับเรารวมไปถึงญาติพ่อแม่พี่น้อง ซึ่งมันถือเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะคนเรานั้นเกิดมาก็ต้องตายสักวัน เพียงแต่เมื่อถึงวันนั้นอย่างน้อยคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็สมควรจะทำพิธีจัดการกับศพผู้เสียชีวิต ให้ไปอยู่ในที่ ๆ ควรอยู่ อย่างถูกต้องตามประเพณีที่ควรปฏิบัติ เพราะไม่เช่นนั้นวันใดที่ถึงเวลาของเราจะต้องจากไป อย่างน้อยลูกหลานของเราก็ยังพอจะได้เห็นตัวอย่าง ที่เราเคยปฎิบัติกับบรรพบุรุษเอาไว้ มาใช้กับเราได้ไม่ขาดตกบกพร่องอย่างแน่นอน

ถ้าไม่ใช่แบบนั้นเราก็อาจจะได้กลายเป็นมัมมี่ นั่งหรือนอนอยู่ที่ไหนสักแห่งที่ไม่ใช่หลุมศพ หรือควรจะอยู่ในโกฏิเก็บกระดูก ถึงตอนนั้นถ้าวิญญาณของเรามีจริง เราคงทำได้แต่นั่งมองดูตัวเองไปจนกว่าจะทำใจได้ เหมือนกับที่เกิดขึ้นกับหลาย ๆ ศพที่มิติที่ 6 ได้นำมาเล่านี้

หลังจากจบรายการแล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้ สวัสดี

เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
22 มีนาคม 2560

ที่มา :
The Sun - Mummified corpse of ‘magical’ baby boy who died 50 years ago attracts thousands of pilgrims

แท็ก : Mysterious, Modern, Mummies, Mummy, มัมมี่, ปริศนา

วันอาทิตย์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2560

ตำนานเรือนกาหลง เรื่องจริงที่น่าขนลุก !!!


คำเตือน : เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อ โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม


"เรือนกาหลง" เรื่องจริงที่มีประวัติอันน่าขนลุก ! ของผีเปรตในบ้านเรือนไทยหลังหนึ่ง มีผู้คนมากมายที่พบกับเหตุการณ์ประหลาด ไม่ว่าจะเป็นการปรากฏตัวในรูปแบบต่างๆ กับเหตุการณ์เหนือธรรมชาติที่เกิดขึ้นในบ้านหลังนี้ !
"แม่กาหลง"


วันนี้มิติที่ 6 จะพาท่านไปรู้จักกับตำนานของหญิงสาวที่ต้องกลายเป็นเปรตเพื่อรอการกลับมาของคนรัก กับเรื่องเล่าเกี่ยวกับเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้น !!!
เมื่อปี พ.ศ. 2499  มีหลวงพ่อท่านหนึ่งได้รับหน้าที่ให้มารักษาการตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดในจังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งแรกๆ วัดแห่งนี้มีพระภิกษุสามเณรจำพรรษาเพียง 15 รูป เท่านั้น

ในเวลาต่อมาจำนวนพระภิกษุและสามเณรก็เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ นั่นจึงทำให้หลวงพ่อต้องสร้างโรงครัวขึ้นมาเพื่อรองรับจำนวนพระและเหล่าชาวบ้านที่เพิ่มขึ้นทุกวัน เพียงแต่ขณะนั้นท่านเองก็มีปัจจัยส่วนตัวเพียง 3,000 บาท ครั้นจะสร้างโรงครัวหลังใหม่ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ ด้วยเหตุนี้หลวงพ่อจึงปรึกษากับนางพิน บำเรอจิต ให้ช่วยดูว่ามีใครจะขายบ้านเก่าบ้างหรือไม่ ? ซึ่งนางพินก็ได้แนะนำให้หลวงพ่อซื้อบ้านเรือนไทยหลังหนึ่ง มันเป็นบ้านเก่าของนายอำเภอซึ่งได้ย้ายไปอยู่กรุงเทพฯ แล้ว

พอหลวงพ่อเดินทางไปถึงที่เรือนไทยหลังดังกล่าว ท่านก็ลองขึ้นไปสำรวจบนตัวบ้าน โดยท่านเล่าว่าพอขึ้นไปบนบ้านไม่ทันไร ตัวบ้านก็สั่นขึ้นมาราวกับเกิดแผ่นดินไหว ท่านรู้สึกผิดปกติจึงแผ่เมตตาให้ และหลังจากนั้นหลวงพ่อจึงตัดสินใจซื้อบ้านหลังนี้ โดยก่อนจะรื้อท่านได้กล่าวว่า
“นี่พี่น้องทุกคนที่อยู่บ้านนี้ เจ้าของบ้านก็ดีนะ ที่อยู่ที่นี่น่ะ มาอยู่ทำไมเล่า ไปอยู่ด้วยกันนะ ไปอยู่วัดเจริญวิปัสสนากรรมฐานกันดีกว่านะ จะมาหลงอยู่ที่นี่ทำไม อยู่ในอบายเป็นเปรตวิสัยไม่ดีแน่ ช่วยกันรื้อ ช่วยปลูกเป็นโรงครัว เพื่อทำอาหารถวายแด่พระภิกษุสงฆ์องค์เณร และช่วยเลี้ยงพุทธศาสนิกชนที่มาวัดให้ได้รับความสะดวกในการบำเพ็ญกุศลของเขาต่อไป”
พอหลวงพ่อกล่าวจบ จากบ้านที่โยนก็สงบลงทันที หลังจากนั้นท่านก็ให้คนงานรื้อ แล้วย้ายไปปลูกใหม่ในวัดโดยใช้เวลาปลูกเพียงวันเดียว

"เรือนกาหลง" ของจริงในปัจจุบัน

พอเวลาผ่านไปไม่นานก็เกิดเหตุประหลาดขึ้น ว่ากันว่าวันนั้นนางบุญชูซึ่งมาช่วยงานเป็นแม่ครัววัด กำลังทำงานอยู่ดีๆ เธอก็มีอาการผิดปกติ นั่งอยู่ดีๆ ก็เกิดอาการสั่นและพูดเสียงดังขึ้นว่า
“น้อยไป ! พวกเรานี่บาปกรรมเหลือเกินนะ เราบาปมาแล้วต้องเป็นเปรตอยู่ที่บ้านหลังนี้ เรามากับบ้านหลังนี้”
คนที่มายืนมุงดูต่างตกใจ และมีคนถามกลับไปว่า
“เอ้า ! มาทำไมเล่า ผีเข้ามาอยู่กุฏิหลังนี้ได้อย่างไร ?”
นางบุญชูที่กำลังสั่นเกร็งไปทั้งตัวก็ตอบกลับทันที ซึ่งคำตอบของเธอทำให้ทุกคนที่อยู่ในโรงครัวถึงกับต้องขนลุก !
“เออ ! พวกเอ็งไม่ต้องมายุ่ง ! เพราะท่านเชิญเรามา หลวงพ่อเชิญมา ให้มานั่งเจริญวิปัสสนาที่วัดนี้ เราก็ตามมาและช่วยท่านดูแลโรงครัวด้วย เราดูไม่ได้เลย ดูมาหลายวันแล้ว พวกเราทำครัวแล้วก็ลักของวัด เอากะปิ หอม กระเทียมติดไปบ้าน เอาปลาติดไปบ้านทุกวัน เราทนดูอยู่ไม่ได้จึงมาบอกเล่า เจ้าอย่าเอาไปนะจะเป็นเปรต เราเคยเป็นเปรตในบ้านหลังนี้มาแล้ว ! เราต้องตายแล้ววิญญาณก็อยู่เป็นเปรต !
“เพราะเราได้ผลกรรมของเปรตผูกใจอำนาจของโลภะ โทสะ โมหะ มันเกิดขึ้นในจิต สามีของเราเจ้าชู้มากชอบเที่ยวผู้หญิงยิงเรือมากหน้าหลายตา ตลอดจนเหตุการณ์เบื้องหน้าที่เราเฝ้าอยู่ที่บ้านนี้ เป็นบ้านของนายอำเภอ สามีของเราก็เจ้าชู้ ตอนที่เราจะตายวิญญาณออกจากร่างไป เรามีอำนาจโลภะห่วงใยสมบัติ ห่วงใยสามี เราตายแล้ววิญญาณจึงต้องมาอยู่ที่นี่ ที่เรือนหลังนี้..กลายเป็นเปรต !
แต่เราก็โชคดีเหลือเกินที่ท่านไปซื้อบ้านหลังนี้มา ท่านก็บอกกับเราว่าอย่ามาอยู่บ้านหลังนี้เลย อย่ามาเฝ้าอยู่เลยเปรตเอ๋ย... ท่านก็พูดอย่างนั้น เรารับทราบแต่ท่านไม่ทราบว่าเรานั่งอยู่ใกล้ๆ ท่านที่บ้านหลังนั้น เราก็ตามบ้านนี้มา ช่วยท่านรื้อช่วยปลูกจนเสร็จ เราเป็นเปรต ! ท่านทั้งหลายอย่าเป็นเปรตอย่างเราเลย มานั่งเจริญกรรมฐานกันเถิด”
เหล่าคนทำครัวก็พอจะสรุปได้ว่านี่ก็คือ ผีเปรตแม่กาหลง หญิงสาวที่รอสามีจนตรอมใจตายติดมากับบ้านหลังนี้นั่นเอง ! และตั้งแต่นั้นมาก็ไม่มีใครกล้าเอาพวกกะปิ หอม กระเทียมของวัดไปอีกเลย

ภาพเหมือน "แม่กาหลง" หน้าตาคมขำ

นอกจากเหล่าคนทำงานในโรงครัวมีเรื่องเล่าให้ต้องขนลุกแล้ว แม้แต่คนที่มานั่งกรรมฐานที่วัดก็ยังพูดถึงหญิงสาวลึกลับที่ขึ้นมาบนศาลาในตอนเช้ามืด ที่คอยปลุกให้ตื่นมาทำกรรมฐานและหุงหาอาหาร โดยเล่าว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นคนมีรูปร่างหน้าตาดี ผิวพรรณละเอียดคมขำ พูดจาไพเราะ และยังมาช่วยแนะแนวทางในการนั่งกรรมฐานอีกด้วย

อยู่มาวันหนึ่งมีกลุ่มข้าราชการเดินทางมาขอพักค้างแรมที่วัด คืนวันนั้นเป็นวันพระแม่ครัวแอบไปดูมหรสพกันหมด ส่วนพระทุกองค์ก็ล้วนเข้าโบสถ์จนดึกเพื่อลงปาฏิโมกข์ จึงไม่มีใครอยู่ดูแลแขกในคืนวันนั้น
พอรุ่งเช้าหลวงพ่อทราบเรื่องก็รีบเดินทางมาพูดคุยกับข้าราชการกลุ่มนี้ เพราะทราบว่าไม่มีใครคอยอยู่ดูแลแขกของท่าน พอจะเอ่ยถามคนในกลุ่มข้าราชการก็พูดขึ้นทันทีว่า

 “หลวงพ่อไม่ต้องห่วง เขาเลี้ยงอย่างดีเลย อาหารอร่อยมากเมื่อคืนน่ะ”

แถมยังเล่าถึงความประทับใจว่า ตอนเดินไปเข้าห้องน้ำก็ยังมีคนเดินมาเปิดไฟและเปิดประตูห้องน้ำให้อีกด้วย อีกทั้งข้าวปลาอาหารคาวหวาน น้ำร้อน น้ำชา กาแฟ ก็ไม่มีขาดตกบกพร่องแม้แต่น้อย


หลวงพ่อท่านได้ยินแบบนั้นก็สงสัย เพราะท่านทราบว่าเมื่อคืนนี้ไม่มีใครอยู่เลยสักคน ท่านจึงลองถามกลุ่มข้าราชการว่า

“ขอเจริญพร.... ใครมาเลี้ยงคุณ มีอะไรบ้าง ?”

“ยำเล็ก ยำใหญ่... แหม ! อาหารอร่อยมีกาแฟ โอวัลติน มีหลายอย่างเจ้าค่ะ”

“ใครมาเลี้ยงคุณหรือ ?”

“รูปร่างสวย เป็นผู้หญิงลักษณะดำขำ เอาอาหารให้ดิฉันรับประทานกัน และมีกาแฟเรียบร้อย เขายิ้มตลอดเวลา บอกไม่ต้องห่วงยินดีต้อนรับ เพราะเป็นแขกของหลวงพ่อ ที่วัดนี้มาไม่ให้อดอยากปากแห้ง ขาดตกบกพร่องประการใดให้อภัยด้วย”

กลุ่มข้าราชการเห็นหลวงพ่อบ่นเด็กๆ ว่าไม่คอยอยู่ดูแลแขก ก็เกิดสงสัยว่าทำไมหลวงพ่อจึงบ่นเช่นนั้น เพราะทั้งๆ ที่เมื่อคืนก็มีคนอยู่ดูแลเป็นอย่างดี จึงเกิดอยากพบหญิงสาวที่มาดูแลเมื่อคืนนี้ พอหลวงพ่อเรียกเหล่าแม่ครัวทั้งหมดมา กลุ่มข้าราชการกลับบอกว่าไม่ใช่เลยสักคน หลวงพ่อท่านก็ยืนยันว่าทางวัดมีแม่ครัวสี่ถึงห้าคนเพียงเท่านี้


นั่นจึงทำให้ทุกคนถึงกับเงียบไม่พูดอะไร รีบเดินกลับไปเก็บข้าวของลากลับบ้านทันที โดยไม่เคยหวลกลับมาขอพักที่วัดนี้อีกเลย


"ทางขึ้นกุฏิ" ชั้นบนเป็นไม้ของเก่า ชั้นล่างเป็นปูนสร้างขึ้นใหม่


หลังจากนั้นก็มีคนพบและเล่าถึงแม่กาหลงในลักษณะต่างๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะมาเป็นกลิ่นหอมเหมือนดอกไม้ บ้างก็เล่าว่ามีคนเห็นแม่กาหลงลงมาทำครัว หรือออกมานั่งกรรมฐานแสดงภาพและเสียงออกมาให้เห็นเป็นรูปเป็นร่างชัดเจน

ว่ากันว่าในปัจจุบันสิ่งที่แม่กาหลงได้ทำเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นการออกมาช่วยงานของวัด ไปจนถึงออกมานั่งวิปัสสนา ทุกอย่างนี้ก็ได้ทำให้เธอได้พ้นสภาพจากเปรตไปสู่เทพธิดาตามบุญกุศลที่นางได้สร้างเอาไว้นั่นเอง
ถึงแม้ตำนานเรือนแม่กาหลงเรื่องนี้จะไม่สามารถพิสูจน์ได้ แต่มันก็ขึ้นอยู่กับการตีความของเราว่า เลือกจะมองถึงสาระสำคัญในเรื่องนี้อย่างไร ?
หากใครสนใจอยากไปสัมผัสบรรยากาศจริงก็สามารถไปเยี่ยมชมเรือนแม่กาหลงได้ที่วัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี ส่วนใครที่อยากทราบประวัติเพิ่มเติม ก็สามารถอ่านฉบับเต็มได้ที่นี่ค่ะ >> Rulesofkarma.wordpress.com

 
เดินขึ้นไปชั้น 2 เดินตรงเข้าไปจะเป็นแท่นสักการะ


เรียบเรียงโดย มิติที่ ๖
ที่มา : พระธรรมสิงหบุราจารย์. (๒๕๓๑). จังหวัดสิงห์บุรี. หนังสือกฎแห่งกรรม เล่มที่ ๒ (ภาคกฎแห่งกรรม "วิญญาณ")(หน้า ๑๕-๒๓). แหล่งที่มา : http://www.dhammathai.org/karma/dbview.php?No=31. (๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐).


วันศุกร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ โตโยล [Toyol] ตำนานตุ๊กตาศพเด็กลงอาคมของประเทศมาเลเซีย !!!




ถ้าวันนี้เป็นวันที่คุณจำเป็นจะต้องอยู่เฝ้าบ้าน แล้วในช่วงเวลาที่มันควรจะมีเพียงเราอยู่คนเดียวแบบนั้น กลับรู้สึกได้ว่ามีใครบางคนกำลังเล่นสนุกอยู่ใกล้ตัวคุณ มันก็คงจะไม่ใช่เรื่องดีแน่ ๆ  ยิ่งถ้ารู้สึกได้ว่าบางสิ่งบางอย่างนั้นมันกำลังเล่นอยู่กับคุณด้วยล่ะก็



มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ ในวันศุกร์สะดวกสัปดาห์นี้ เราจะพาคุณไปรู้จักกับตำนานเรื่องหนึ่ง เรื่องราวของรูปปั้นตุ๊กตาของประเทศมาเลเซีย ว่าเรื่องนี้..มันคืออะไรกันแน่ !?


โดยเรื่องราวนั้นมีอยู่ว่า



ที่ประเทศมาเลเซียนั้นมีเรื่องราวเกี่ยวกับไสยเวทย์มนต์ดำชนิดหนึ่ง มันถูกสร้างขึ้นมาจากศพของเด็กแรกเกิด ผ่านการทำพิธีจากโบมอห์หรือผู้มีอาคมมนต์ดำ เรียกวิญญาณของเด็กคนนั้นให้กลับมาเข้าร่าง และเรียกตุ๊กตาศพเด็กนั้นว่า โตโยล

คนที่อยากจะได้โตโยลมาไว้ใช้งานนั้น พวกเขาจะต้องหาศพเด็กทารกด้วยวิธีการต่าง ๆ ถ้าไม่ได้ขโมยมาจากโรงพยาบาล ก็ต้องไปแอบขโมยขุดศพของเด็กขึ้นมา ก่อนที่จะนำมาทำพิธีดังกล่าว

ลักษณะเด่นของโตโยลนั้น ดูไปก็คล้ายกับมัมมี่เด็ก ผิวหนังของมันเป็นสีเขียวคล้ำ บางตัวก็เป็นสีเทาเข้ม หัวโต หูแหลมเล็ก ดวงตาเรียวเล็ก นัยตาสีเพลิง ฟันแหลมคม ในสายตาของคนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยรู้จักก็อาจมองว่ามันดูคล้ายกับตัวก็อบลิน โดยร่างของโตโยลนั้นจะถูกเก็บรักษาไว้ในขวดโหลแก้ว แล้ววางเก็บซ่อนเอาไว้ในมุมมืดที่ไหนสักแห่งจนกว่าเจ้าของจะเรียกใช้มัน

ตัวก็อบลิน

ว่ากันว่าผู้ใดก็ตามที่ได้ครอบครองโตโยลเอาไว้เป็นของตัวเอง มันก็เรียกได้ว่าคนผู้นั้นได้ตกลงทำสัญญากับปีศาจไปเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่เจ้าปีศาจตนนี้มันมีอุปนิสัยเหมือนกับเด็ก ๆ ที่เราจะต้องทำให้มันมีความสุขอยู่เสมอ ต้องคอยให้ความรัก ให้อาหารเยอะ ๆ และเราจะต้องหาเพื่อนเล่นให้กับมัน บางคนก็จะใช้วิธีปั้นตุ๊กตารูปสัตว์ต่าง ๆ เอาไว้ให้เป็นเพื่อน บางคนก็ซื้อของเล่นจริง ๆ และถ้าเป็นเรื่องของอาหารการกิน ทุกคนจะเลือกพวกขนมนมเนยมาวางบูชาเอาไว้ให้

แต่บางคนก็ดูแลโตโยลด้วยสิ่งที่เหนือกว่านั้น นั่นก็คือการใช้เข็มเจาะที่ปลายนิ้ว แล้วคั้นเลือดสด ๆ ออกมา จากนั้นก็ป้อนใส่เข้าในปากของมัน แต่ถ้าเริ่มให้สิ่งนี้เป็นอาหารแก่โตโยลแล้ว นอกจากมันจะมีอิทธิฤทธิ์เพิ่มขึ้น มันก็ยังจะกลายเป็นปีศาจที่เอาแต่ใจ วันไหนไม่ป้อนเลือดให้มันก็จะไม่ยอมเช่นกัน ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นมันก็จะแอบออกมาดูดเลือดจากปลายเท้าของเราแทน หรือมิฉะนั้นมันก็จะแอบไปดูดเลือดของคนอื่นที่อยู่ในบ้าน ในช่วงเวลาที่พวกเขานอนหลับอยู่

ว่ากันว่าคนที่สร้างโตโยลขึ้นมา ก็เพื่อหวังจะใช้ประโยชน์จากความเป็นเด็ก ให้มันออกไปลักขโมยของจากคนอื่น และนอกจากนี้โตโยลก็สามารถใช้เป็นเครื่องรางป้องกันตัวได้อีกด้วย โดยมันจะสามารถสิงสู่ในร่างกายของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นพาหนะเดินทางตามผู้ที่เป็นเจ้าของ ๆ มัน บางตัวก็จะใช้วิธีวิ่งเล่นไปมาอยู่รอบ ๆ ตัวเจ้าของ และในหลาย ๆ ครั้งที่เกิดเรื่องร้ายแรง โตโยลก็สามารถทำหน้าที่ของมันได้ทันที โดยที่ไม่ต้องรอคำสั่งจากผู้เลี้ยง ซึ่งก็นับได้ว่าในแง่ของประโยชน์แล้วโตโยลก็ถือเป็นเครื่องรางของขลังที่มีไว้เพื่อช่วยเหลือเรา ยามที่ภัยร้ายเข้ามาถึงตัวได้เป็นอย่างดี

แต่บางทีโตโยลมันก็มักจะซนจนเกินไป หลาย ๆ ครั้งมันมักจะเที่ยวไล่แกล้งผู้คน ซึ่งผู้ที่เลี้ยงโตโยลก็จะต้องหาวิธีป้องกัน เพื่อไม่ให้มันไล่แกล้งใครนานจนเกินไป ด้วยการวางลูกแก้วไม่ก็ลูกหินไว้รอบ ๆ ตัวบ้าน การแขวนพวงกระเทียมไว้เหนือบานประตูก็เช่นกัน ซึ่งของเหล่านี้สามารถเบี่ยงเบนความสนใจของโตโยล ให้หันมาเล่นกับสิ่งเหล่านี้แทนที่จะวิ่งเล่นรบกวนผู้คนไม่จบไม่สิ้น

ถ้าบ้านไหนเลี้ยงโตโยลเอาไว้ ก็มักจะพบอีกปัญหาหนึ่งก็คือ วันดีคืนดีเงินทองที่วางเอาไว้ในบ้าน จะถูกมันแอบหยิบไปเล่นจนหาไม่เจอ ซึ่งพวกเขาจะต้องแก้ไขพฤติกรรมเหล่านี้ ด้วยการนำเงินไปวางไว้เหนือบานกระจก แล้วใช้เข็มปักสะกดเอาไว้ ซึ่งรู้กันดีว่าโตโยลนั้นกลัวเข็ม และกลัวเงาของตัวเองเป็นอย่างมาก และพอมันเห็นแบบนี้มันก็จะไม่เข้าไปยุ่งวุ่นวายกับเงินของเราอีกเลย

และถ้าวันดีคืนดีมีใครสักคนนำโตโยลมามอบให้เรา นั่นก็หมายความว่านับตั้งแต่วันนั้น เราจะต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับมันไปจนถึงวันตาย และนอกจากนี้เราจะต้องแลกกับชีวิตปกติธรรมดา กลายมาเป็นที่รังเกียจของสังคม ยาวนานต่อไปจนชั่วลูกชั่วหลาน ถูกประนามสาปแช่งจากชาวบ้านไม่มีวันจบสิ้น โดยมีเพียงสองอย่างที่จะสามารถทำให้เราหลุดพ้นจากพันธะสัญญาเลือด ที่จะต้องดูแลมันไปตลอดกาลนั่นก็คือ การตัดใจนำโตโยลไปฝังไว้ในป่าช้า และอีกวิธีนั้นก็คือการจับมันโยนถ่วงน้ำ ไม่ก็โยนทิ้งออกไปในท้องทะเลนั่นเอง


ในประเทศมาเลเซียนั้น มีเรื่องเล่าพูดถึงเด็กหนุ่มชื่อบาชุค เขาเป็นคนขี้เกียจไม่เอาถ่านทำงานไม่ได้เรื่อง แถมยังติดการพนัน มีเงินติดตัวอยู่เท่าไหร่เขาก็จะเอาทั้งหมดไปทิ้งให้กับบ่อนจนหมดตัว บาชุคอาศัยอยู่กับภรรยาและน้องสะใภ้ ซึ่งพวกเธอเองก็ต้องทนลำบากอยู่กับความยากจน เพียงเพราะความขี้เกียจของชายคนนี้เท่านั้นเอง

วันหนึ่งในขณะที่บาชุคกำลังพยายามค้นข้าวของ ซึ่งเป็นมรดกของพ่อที่จากไป ด้วยความบังเอิญสายตาของบาชุคก็ไปเห็นหีบเก่า ๆ ใบหนึ่ง มันถูกวางแอบไว้อยู่ตรงมุมตู้เก็บของ ด้วยความอยากรู้ทำให้บาชุคหยิบมันออกมา หีบเก่า ๆ ใบนี้มันเก็บอะไรไว้ข้างในกันแน่ ? คิดได้แบบนั้นบาชุคจึงตัดสินใจเปิดฝาหีบออก และเมื่อเขาลองมองเข้าไปภายใน ก็พบกับของบางอย่างถูกเก็บรักษาอยู่ในนั้น เจ้าของสิ่งนี้มันดูเหมือนกับซากศพของเด็กทารก เมื่อบาชุคมองไปที่ใบหน้าของมัน ว่ามันเป็นศพจริง ๆ หรือเป็นเพียงรูปปั้นดิน มันก็ลืมตาขึ้นมาทันที ดวงตาของมันเปล่งประกายเป็นสีแดงดูน่ากลัวเป็นอย่างมาก นั่นจึงทำให้บาชุคพยายามนึกย้อนกลับไปในสมัยเด็ก และในที่สุดเขาก็จำได้ว่าพ่อของเขาเคยหยิบเจ้าสิ่งนี้ขึ้นมาให้เขาเห็นอยู่ครั้งหนึ่ง โดยครั้งนั้นพ่อของเขาเรียกมันว่า “โตโยล”
“ขอบคุณที่ช่วยปลดปล่อยข้า !”
เสียงประหลาดเสียงหนึ่งดังขึ้นมาในหัวของเขา บาชุคถึงกับตกใจกลัวมองหาที่มาของเสียงอย่างเสียสติ และในที่สุดเขาก็รู้ว่า เสียงนั้นมันน่าจะมาจากโตโยล เพราะพ่อของเขาเคยเล่าว่าโตโยลมันสามารถพูดคุยกับคนที่มันต้องการได้

บาชุคจึงรีบสงบสติอารมณ์ แล้วรวบรวมความกล้ามองไปที่มัน และเขาก็ได้ยินเสียงขึ้นมาอีกครั้ง โดยครั้งนี้โตโยลบอกกับเขาว่า
“ถ้าเจ้าอยากจะได้อะไร ข้าก็สามารถบันดาลให้ได้ทุกอย่าง เพียงแต่ตอนนี้เจ้าจะต้องให้ในสิ่งที่ข้าต้องการเสียก่อน”
บาชุคทำใจดีสู้เสือถามมันกลับไปว่า
“เจ้าต้องการอะไร ?”
โตโยลจึงตอบกลับมาว่า
“ตอนนี้ข้าหิว เจ้าต้องหาอาหารมาให้ข้ากินเดี๋ยวนี้ !”
และตั้งแต่นั้นมาบาชุคจะส่งโตโยลปีศาจน้อยในร่างของเด็กชาย เที่ยวออกไปหลอกหลอนชาวบ้านทุกค่ำคืน บางวันก็จะส่งมันเข้าไปในบ้านของคนมีเงิน เพื่อจะได้แอบลักขโมยทรัพย์สินจากพวกเขากลับมาให้ ทำแบบนี้มายาวนานจนในที่สุดบาชุคก็กลายมาเป็นคนร่ำรวยอย่างผิดปกติ โดยชาวบ้านแถวนั้นต่างก็ไม่มีใครรู้ว่าชายหนุ่มคนนี้ไปทำอะไรมา ถึงได้มีเงินทองมากมายยิ่งกว่าใครแบบนี้

จนเวลาผ่านไปนานโตโยลที่เคยทำทุกอย่างให้กับบาชุค ก็เริ่มร้องขอสิ่งแลกเปลี่ยนที่สูงขึ้นไปอีก มันบอกกับบาชุคว่าตอนนี้มันต้องการแม่คนใหม่ แม่ที่สามารถมีน้ำนมให้มันดื่ม บาชุคได้ยินแบบนี้ก็ไม่สบายใจ จึงออกอุบายบอกกับมันว่า อยากดูดนมก็ลองไปดูดของน้องสะใภ้แทน ซึ่งบาชุคเองก็ไม่ทันคิดว่าน้องสะใภ้ของเขาจะไปมีน้ำนมให้มันได้อย่างไร

พอรุ่งเช้าน้องสะใภ้ที่นอนอยู่อีกห้องก็โวยวายเสียงดัง บาชุคและภรรยาจึงรีบเข้ามาดู พวกเขาก็พบว่าบนร่างกายของเธอนั้น มีคราบเลือดละเลงติดอยู่ไปทั่ว ภรรยาของบาชุครีบเข้าไปช่วยดูใกล้ ๆ เพื่อจะได้ตรวจสอบว่าน้องสะใภ้ของเธอ ถูกใครแกล้งเอาเลือดที่ไหนมาละเลงเล่นหรือเปล่า และทั้งสองพี่น้องก็พบว่าที่หน้าอกของเธอ มีรอยเขี้ยวของอะไรบางอย่างกัดอยู่ที่บริเวณปลายหัวนม นั่นจึงทำให้น้องสาวของเธอตกใจร้องไห้ออกมาจนถึงกับสลบไป

ท่ามกลางความตกใจนั้นบาชุครู้ดีว่ามันเกิดอะไรขึ้น รอยเขี้ยวที่พวกเธอพูดให้เขาได้ยินนั้นมันจะเป็นเขี้ยวของใครไปไม่ได้ นอกจากเจ้าโตโยลตุ๊กตาปีศาจเด็กตัวนั้น มันอาจจะเป็นเพราะน้องสะใภ้ของเขาไม่มีน้ำนม นั่นจึงทำให้มันต้องดูดกินเลือดสด ๆ จากอกของเธอแทน ในเมื่อโตโยลมันน่ากลัวเกินกว่าที่คาดไว้แบบนี้บาชุคจึงต้องทำอะไรสักอย่าง

บาชุคจึงตัดสินใจออกอุบายว่าที่บ้านตอนนี้ มันอาจจะมีสัตว์ร้ายอะไรบางอย่างอาศัยอยู่ และเพื่อความปลอดภัย ทุกคนควรจะรีบเก็บข้าวของหนีออกจากที่นี่ ก่อนที่จะถูกสัตว์ร้ายตัวนี้ บุกเข้ามาดูดเลือดจนตายกันหมดทุกคน

ทั้งภรรยาและน้องสะใภ้ตอนนี้ต่างก็ไม่ได้ติดใจสงสัยอะไร อีกทั้งตอนนี้เหตุการณ์มันก็น่าจะเป็นอย่างที่บาชุคพูด พวกเธอจึงรีบทำตามโดยไม่คิดจะไต่ถามรายละเอียดใด ๆ เพิ่มอีก

จนเมื่อทุกคนเก็บข้าวของเสร็จ บาชุคจึงรีบพาทั้งสองเดินทางออกไปจากตัวบ้าน แต่พอเดินออกไปได้ไม่ทันไร ทุกคนก็ต้องตกใจกลัวกับภาพที่เห็นอยู่เบื้องหน้า มันคือร่างของโตโยลตุ๊กตาเด็กปีศาจ ที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธ ดวงตาสีแดงของมันเปล่งประกายน่ากลัวกว่าทุกครั้ง

บาชุครู้ดีว่าเจ้าโตโยลมันคงจะโกรธเขามาก และที่มันปรากฏตัวออกมาให้ทุกคนเห็นตอนนี้ มันก็น่าจะเป็นเพราะมันรู้ว่าเขาหักหลัง ไม่ยอมมอบสิ่งที่มันต้องการให้อีกต่อไปแล้ว

คิดในใจยังไม่ทันรู้เรื่องดี โตโยลก็พุ่งเข้ามาหาบาชุคด้วยความรวดเร็ว มันใช้เขี้ยวของมัน ฝังเข้าไปที่คอของบาชุค ในขณะเดียวกันมือและเท้าของมันก็รัดเขาจนแน่นไม่สามารถดิ้นหลุดออกมาได้ ในไม่ช้าทุกคนก็รู้ว่า ตอนนี้เจ้าโตโยลมันกำลังดูดเลือดของบาชุคอยู่ และมันยังคงดูดต่อไปเรื่อย ๆ ในขณะที่ภรรยาและน้องสะใภ้ของเขาเอง ก็ถึงกับตกตะลึงเข่าทรุดจนทำอะไรไม่ถูก

สุดท้ายบาชุคก็ถูกโตโยลดูดเลือดจนหมดตัว ร่างกายของเขากลายเป็นซากศพแห้ง ๆ นอนตายคาที่อยู่ตรงนั้น ส่วนโตโยลก็หายตัวไปและไม่หวลกลับมาให้ใคร ๆ ในหมู่บ้านพบเห็นอีกเลย

และก็มีอีกหนึ่งเรื่องเล่าสั้น ๆ ที่พูดถึงการพบกับโตยลในอีกรูปแบบ โดยในช่วงปี ค.ศ. 2006 นั้น ก็มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับชาวประมงชาวมาเลเซียคนหนึ่ง วันนั้นเขาออกเรือล่องไปในคลอง เพื่อทอดแหดักอวนหาปลามาขายตามปกติ เพียงแต่ในวันนี้เขาพบกับความผิดปกติบางอย่าง หลังจากทอดแหลงไปในพื้นน้ำ เพราะเมื่อเขาสาวแหกลับขึ้นมา เขาก็พบกับขวดโหลแก้วใบหนึ่งติดขึ้นมาด้วย


ชาวประมงคนนั้นจึงหยิบมันขึ้นมาดูใกล้ ๆ เขาสังเกตเห็นว่าภายในขวดโหลใบนี้ มีรูปปั้นเล็ก ๆ สีดำ ลักษณะคล้ายกับเด็กทารกเป็นอย่างมาก และพอมองไปที่ดวงตา เขาก็พบว่ามันเป็นสีแดงก่ำน่ากลัว โดยชาวประมงเองเห็นแบบนั้น เขาก็พอจะรู้มาบ้างว่าเจ้าตุ๊กตารูปร่างแบบนี้ มันก็คือโตโยลนั่นเอง

แต่ถึงชาวประมงจะรู้ว่ามันคืออะไร เขาก็ไม่รู้ว่าทำไมมันถึงถูกนำใส่ขวดโหลแก้วมาทิ้งไว้ใต้คูคลองแบบนี้ และนั่นจึงทำให้เขาเตัดสินใจเดินทางไปยังบ้านหมอผี ที่อาศัยอยู่ไม่ไกลจากจุดที่เขากำลังล่องเรือตรงนี้ เผื่ออย่างน้อยเขาจะได้หายสงสัย และหมอผีก็อาจจะมีอะไรดี ๆ อย่างเช่นเลขเด็ดมาบอกกับเขา

พอไปถึงบ้านพ่อหมอ ชาวประมงก็รีบเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เขาฟัง และรีบส่งขวดบรรจุรูปปั้นโตโยลให้กับหมอผีดู ซึ่งก็เป็นไปตามที่คาดกัน หมอผีบอกว่าสิ่งนี้มันก็คือรูปปั้นของโตโยล และมันก็ถือเป็นสิ่งต้องห้ามกับคนทั่วไปที่จะสามารถครอบครองมันเอาไว้ ดังนั้นหมอผีจึงได้ขอให้ชาวประมง มอบโตโยลตัวนี้ให้แก่เขา เพื่อที่จะได้นำมันไปเก็บรวบรวมไว้ ให้เป็นหนึ่งในคอลเลคชั่นเครื่องปลุกเสกของที่นี่จะดีกว่า พูดจบแล้วก็นำโตโยลออกมาแล้วจุ่มมันลงไปในน้ำมนต์เพื่อเริ่มทำพิธีกรรม


ชาวประมงเห็นแบบนั้นจึงตัดสินใจขอตัวกลับ ปล่อยให้พ่อหมอทำพิธีของเขาต่อไป จนเวลาล่วงเลยถึงช่วงเย็น ข่าวการพบโตโยลก็ถูกแพร่สะพัดออกไป ชาวบ้านต่างก็พูดกันว่า ตอนนี้ที่บ้านของหมอผีกำลังจะเปิดให้ชาวบ้านผู้สนใจเข้ามาสักการะบูชาโตโยล ที่เพิ่งถูกพบตัวนี้กันในวันรุ่งขึ้น ซึ่งข่าวนี้ก็ได้ทำให้ชาวบ้านมากมายต่างเตรียมข้าวของเครื่องใช้ รวมไปถึงเงินทองเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อจะได้นำไปบูชากราบไหว้ตุ๊กตาตัวนี้กันถ้วนหน้า

พอวันรุ่งขึ้นมาถึง ชาวบ้านต่างก็เดินทางไปที่บ้านของหมอผี เพื่อหวังจะได้เข้าชมบูชาโตโยล และหวังกันเล็ก ๆ ว่าพวกเขาอาจจะได้เห็นอะไร ที่สามารถนำมาคิดคำนวนออกมาเป็นเลขเด็ดเพื่อเปลี่ยนชีวิต แต่กลับกลายเป็นว่าหมอผีส่งลูกศิษย์ออกมาบอกกับทุกคน ว่าตอนนี้โตโยลไม่อยู่ที่นี่แล้ว เพราะเมื่อรุ่งสาง พ่อหมอเพิ่งจะนำมันใส่กลับเข้าไปไว้ในขวดโหล ทิ้งกลับไปยังที่ ๆ มันจากมาเหมือนเดิมไปแล้ว

ชาวบ้านได้ยินแบบนี้เข้าต่างก็ไม่พอใจ สอบถามลูกศิษย์ของหมอผีว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่สิ่งที่พวกเขาได้รับกลับมานั้น ก็คือเหล่าลูกศิษย์ต่างก็เงียบกันหมด แล้วรีบเดินกลับขึ้นไปบนบ้านทันที ปล่อยให้พวกชาวบ้านยืนงงกันต่อไปพักหนึ่ง ก่อนที่จะแยกย้ายกลับไปยังบ้านของตัวเอง


--จบ--


เรื่องราวของตุ๊กตาปีศาจโตโยลเรื่องนี้ เป็นหนึ่งในตำนานสยองขวัญ เกี่ยวกับไสยศาสตร์มนต์ดำของประเทศมาเลเซีย ที่พูดถึงตุ๊กตาที่ทำจากซากของเด็กทารก ที่ดูไปแล้วรายละเอียดหลาย ๆ อย่างนั้น เหมือนกับลูกกรอกในบ้านเราเป็นอย่างมาก

โดยในความจริงแล้ว เรื่องราวเกี่ยวกับตุ๊กตาอาคมแนวนี้ มันเป็นที่แพร่หลายในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ ซึ่งในละประเทศนั้น จะเรียกตุ๊กตาชนิดนี้ในชื่อต่าง ๆ อย่างทางจีนฮกเกี้ยนก็จะเรียกมันว่า "กุ่ยซือ" บ้านเราก็เรียกว่า "ลูกกรอก" ประเทศฟิลิปปินส์เองก็มีเรื่องของวิญญาณเด็กที่เรียกว่า "ติยานัค" ส่วนในกัมพูชาเขาก็จะเรียกมันว่า "โคเฮนเคราะห์" และในเกาหลีใต้ก็มีก็เรียกสิ่งนี้ว่า "โดยวล"



ลูกกรอกในแบบต่าง ๆ

และด้วยตำนานไปจนถึงรายละเอียดส่วนใหญ่ ของเรื่องราวที่ถูกเล่าขานเกี่ยวกับโตโยลหรือลูกกรอกนี้ ถือว่ามันไม่ใช่เพียงเรื่องเล่าเล็ก ๆ ที่สืบทอดกันมา แต่มันสามารถเรียกได้ว่าเป็นตำนานแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เล่าสืบต่อกันมาอย่างยาวนานแบบนี้

 
ปัจจุบันโตโยลได้กลายเป็นภาพยนตร์ตลกไปแล้ว

มันก็ทำให้มิติที่ 6 ไม่อยากจะฟันธงว่าเป็นเรื่องโกหก ที่ถูกสร้างขึ้นไว้สำหรับเล่าให้เด็ก ๆ กลัวเหมือนกับเรื่องอื่น ๆ ที่เราเคยเล่ากันมา แต่มิติที่ 6 อยากให้มองว่าเรื่องราวตุ๊กตาวิญญาณผีเด็กเรื่องนี้ มันคือวัฒนธรรม คือความเชื่อและความศรัทธา ที่ถูกสืบสานกันมาตั้งแต่โบราณและกำลังจะค่อย ๆ หายไปจากสังคม หลงเหลือไว้แต่เรื่องราวผิวเผินที่หาดูได้ในหนังผีทุนต่ำ กลายเป็นเรื่องราวตลกโปกฮาเพื่อหลอกให้ผู้ชมได้เสียเงินเข้าไปชมโดยไม่รู้ว่าสิ่งนี้มันคืออะไรกันแน่

มันน่าจะดีกว่าไหม ? ที่เราควรจะรู้เรื่องราวตำนานโบราณที่กำลังจะสูญหายไป เอาไว้เป็นเรื่องเล่าให้กับคนรุ่นต่อไปได้รับทราบกันบ้าง โดยไม่จำเป็นที่จะต้องบังคับให้เชื่อหรือไม่เชื่อ เพราะบางเรื่องรู้ไว้มันก็ดีกว่าไม่รู้ เผื่อวันไหนเจอเหตุการณ์อะไรที่ไม่สามารถหาข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์ได้ อย่างน้อยเราก็ยังมีตำนานเอาไว้เล่าแทนคำอธิบายจริง ๆ ที่ไม่น่าจะเข้าใจได้ง่าย ๆ กันเลยสักเรื่อง นั่นก็เพราะว่าความจริงนั้น..มันช่างไม่มีเสน่ห์ เอาเสียเลย !

อย่าลืมติดตามรายการมิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ พร้อมกับที่มาของมันกันได้ทุกวันศุกร์สะดวก และหลังจากจบรายการแล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้ สวัสดี

แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
17 มีนาคม 2560

ที่มา : Story for Kids และ Wikipedia

แท็ก : Toyol, โตโยล, กุมารมาเลเซีย,กุ่ยซือ, ลูกกรอก, กุมารทอง, กุมารี, ติยานัค, โคเฮนโคระ, โดยวล

วันพุธที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2560

[จัดเต็ม 18+...] มิติที่ 6 ริชาร์ด รามิเรซ ฆาตกรลัทธิซาตานสยองขวัญ "The Night Stalker"




"มันคือจอมโจรปล้นฆ่าตัวฉกาจ มันทำงานคนเดียว และทุกที่ๆ มันบุกเข้าปล้น จะต้องพบกับความสยองขวัญที่ไม่อาจลืมเลือนได้ไปตลอดชีวิต"

กดเพื่อดูคลิปที่นี่

มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาท่านไปที่แคลิฟอร์เนีย ย้อนกลับไปยังปลายยุคปี 80 เพื่อไปรู้จักกับฆาตกรในตำนานอีกคนหนึ่งของประเทศสหรัฐอเมริกา จอมโจรปล้นฆ่าเจ้าของฉายา "The Night Stalker" กับพฤติกรรมนอกรีตบูชาซาตานประดุจดั่งพระเจ้า ที่ทำให้ประชาชนตั้งแต่ลอสแองเจลิสไปจนถึงซานฟรานซิสโก ถึงกับต้องตกอยู่ในความหวาดผวาเมื่อยามราตรีย่างกรายเข้ามาถึง !!!

"ริชาร์ด รามิเรซ" (Richard Ramirez)

ริคาร์โด เลย์วา มูนิโอซ รามิเรซ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ริชาร์ด รามิเรซ เกิดเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1960 ในเมืองเอลปาโซรัฐเท็กซัส เป็นลูกคนสุดท้องจากลูกทั้งหมด 5 คน ของจูเลียนและเมอซิเดส รามิเรซ จูเลียนผู้เป็นพ่อนั้นเป็นอดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจชาวเม็กซิกันที่อพยพเข้ามาอาศัยอยู่สหรัฐอเมริกา มาค้าแรงงานอยู่กับบริษัทผู้รับเหมาสร้างทางรถไฟชื่อซานตาเฟ่เรลโรด ซึ่งหลังจากที่มาทำงานที่นี่พ่อของริชาร์ดก็เริ่มเปลี่ยนไป เขากลายเป็นคนอารมณ์ร้อนหงุดหงิดง่าย และชอบใช้ความรุนแรงกับคนในครอบครัวจนเป็นนิสัย

"ริชาร์ด รามิเรซ" ในวัยเด็ก

พ่อ แม่ หลานสาว และริชาร์ด

ในวัยเด็กของริชาร์ดนั้น เขาเคยได้รับบาดเจ็บสาหัสที่ศีรษะถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกนั้นเกิดขึ้นตอนที่อายุได้ 2 ขวบ เขาถูกตู้เก็บของทั้งใบล้มทับ ที่หน้าผากถูกกระแทกจนเป็นแผลฉีกขาดต้องเย็บถึง 30 เข็ม ส่วนอีกครั้งนั้นเกิดขึ้นตอนที่เขาอายุได้ 5 ขวบ ริชาร์ดพลัดตกจากชิงช้าหัวน็อกพื้นจนหมดสติ ซึ่งหลังจากประสบกับอุบัติเหตุทั้งสองอย่างนี้ มันก็ส่งผลให้เขากลายเป็นคนมีโรคประจำตัวคือโรคลมชัก ยาวนานมาจนถึงช่วงวัยรุ่น

เมื่อริชาร์ดอายุย่างเข้า 12 ปี ชีวิตของเขาก็ได้พบกับชายผู้เป็นฮีโร่ นั่นก็คือมิเกล หรือไมค์ รามิเรซ ซึ่งก็คือลูกพี่ลูกน้องที่โตกว่าริชาร์ดนั่นเอง ไมค์เคยเป็นทหารหน่วยกรีนแบเรต์ของกองทัพสหรัฐอเมริกา ส่วนสาเหตุที่ริชาร์ดยกให้ไมค์เป็นลูกพี่นั้น มันก็เพราะนอกจากไมค์จะสอนเขาให้สูบกัญชามาตั้งแต่อายุ 10 ปีแล้ว ไมค์ยังชอบเล่าชีวิตสมัยที่ต้องไปประจำการในสงครามเวียดนามให้ริชาร์ดฟัง

"ไมค์ รามิเรซ" ฮีโร่ของริชาร์ด

ซึ่งแต่ละอย่างที่ทำให้ริชาร์ดประทับใจก็อย่างเช่น การนำภาพถ่ายพร้อมเรื่องเล่าเกี่ยวกับคนที่ไมค์เคยสังหารในช่วงสงครามเวียตนาม รวมไปถึงเรื่องราวของเหล่าหญิงสาวที่เคยถูกไมค์ข่มขืน เล่าก็ไม่เล่าเปล่า ยังชอบโชว์ภาพให้ดูเป็นหลักฐานอีกด้วย ว่าหญิงสาวที่ถูกไมค์ตัดหัวหลังจากทรมานแล้วมีหน้าตาเป็นอย่างไร ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละภาพนั้นมันไม่ใช่ภาพก่อนที่เหยื่อจะตาย แต่เป็นภาพหลังจากที่ไมค์ตัดหัวพวกเธอไปแล้ว

ไมค์เองก็ค่อนข้างจะรักริชาร์ดมาก เขาจึงได้สอนสิ่งดีๆ มากมายให้อย่างเช่น วิชาทหารไมค์ก็จะสอนให้ริชาร์ดรู้จักวิธีการฆ่าที่รวดเร็วและได้ผล ซึ่งในช่วงนี้ริชาร์ดเองก็เริ่มหาทางหนีออกจากบ้าน บ้านที่มีพ่อใจร้ายคอยหาเรื่องอยู่เสมอ มาใช้เวลาส่วนใหญ่นอนเล่นอยู่ในป่าช้าที่อยู่ในย่านนั้น

ต่อมาริชาร์ดก็ต้องพบกับความผิดหวังในตัวฮีโร่ของเขา เพราะในวันที่ 4 พฤษภาคม ค.ศ. 1973 ไมค์เกิดไปทะเลาะกับภรรยาจนพลั้งมือหยิบปืนมายิงเข้าที่ใบหน้าของเธอจนเสียชีวิต ซึ่งเหตุการณ์นี้มันได้ทำให้ริชาร์ดกลายเป็นคนเก็บตัว กลับบ้านมาก็ไม่ยอมพูดกับใคร เพื่อนมาหาก็ไม่ยอมออกไปพบ

ปีต่อมาริชาร์ดก็ย้ายไปอยู่กับพี่สาวชื่อรูธ ที่แยกตัวออกมาแต่งงานกับสามีชื่อโรเบอร์โต้ ชายคนนี้ดูไปก็เหมือนกับพวกโรคจิต โรเบอร์โต้ชอบชวนริชาร์ดออกไปหากินข้างนอกตอนกลางคืน ซึ่งคำว่าหากินนี้คงจะไม่ใช่เรื่องดีสำหรับเด็กวัยรุ่นสักเท่าไหร่ เพราะต่อมาสิ่งเหล่านี้ก็ได้ทำให้ริชาร์ดเริ่มเสพยากล่อมประสาทและก้าวเข้าสู่ลัทธิซาตาน !

ต่อมาไมค์ รามิเรซ ฮีโร่ของริชาร์ดก็หลุดจากคดีฆาตกรรมภรรยาตัวเอง เพราะศาลตัดสินว่าเขาทำทุกอย่างไปเพราะมีอาการทางจิต สาเหตุมันก็มาจากการใช้ชีวิตช่วงที่เป็นทหารในเวียดนามอยู่หลายปี โดยเขาถูกปล่อยตัวออกมาจากโรงพยาบาลจิตประสาทของเท็กซัสในปี ค.ศ. 1977 และการกลับมาของไมค์ ก็ถือเป็นการกลับมาของฮีโร่คนเดียวในใจของริชาร์ดอีกครั้ง

ชีวิตในวัยรุ่นของริชาร์ดรามิเรซตอนนี้ เขาเริ่มกลายเป็นคนชอบความวิปริตทางเพศ ชอบความรุนแรงซาดิสม์รวมถึงชอบการข่มขืน โดยในช่วงที่เขายังคงเรียนอยู่นั้น ริชาร์ดได้ไปทำงานพิเศษอยู่ในโรงแรมฮอลิเดย์อินน์ ที่นี้เขามักจะแอบใช้กุญแจผีของเขา ลอบเข้าไปในห้องพักของแขกในยามวิกาลเพื่อลักขโมยทรัพย์สิน

ต่อมาทางโรงแรมก็ไล่เขาออก เพราะมีแขกแจ้งว่าตอนที่เขากลับจากธุระข้างนอก เปิดประตูเข้ามาในห้องพักของโรงแรมพบริชาร์ดกำลังข่มขืนภรรยาของเขาอยู่ ซึ่งตอนนั้นเขาก็คว้าของใกล้ตัวมาตีใส่หัวของริชาร์ดจนสลบคาที่ แต่การดำเนินคดีก็ไม่ได้ดำเนินไปตามที่ควรจะเป็น เพราะแขกทั้งสองคนนี้ไม่ใช่คนท้องที่ และได้จัดการลงโทษด้วยตัวเองกันไปแล้ว จึงไม่ติดใจแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่อย่างใด

ถึงจะรอดคุกตารางมาได้ ริชาร์ด รามิเรซเองก็ต้องออกจากการเรียน ทั้งๆ ที่ตอนนั้นเขาก็เรียนมาถึงเกรด 9 แล้ว ริชาร์ดในวัย 22 ปี จึงตัดสินใจอพยพตัวเองไปยังซานฟรานซิสโกรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่ๆ เขาตั้งใจว่าจะอยู่ไปจนวันตาย


ซึ่งเราเองก็ไม่ทราบว่ามันเป็นเพราะอะไรที่ทำให้ริชาร์ดพอใจที่จะย้ายมาอาศัยอยู่ที่นี่ แต่ที่แน่ๆ ตัวของเขาได้เริ่มก่อเหตุร้ายต่างๆ มาตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1984 ซึ่งแต่ละอย่างที่เขาได้กระทำมันก็เริ่มต้นขึ้น

วันที่ 10 เมษายน ค.ศ. 1984 มีผู้พบศพเด็กหญิงเหม่ยเหลียงอายุ 9 ปี เสียชีวิตอยู่ในชั้นใต้ดินของโรงแรมที่ริชาร์ดอาศัยอยู่ ที่ย่านเทนเดอร์ลอยน์เมืองซานฟรานซิสโกรัฐแคลิฟอร์เนีย สภาพศพของเธอถูกคนร้ายข่มขืนและแทงด้วยของมีคมจนเสียชีวิต ศพอยู่ในสภาพถูกแขวนอยู่กับคานท่อแป๊บน้ำ

ว่ากันว่าการฆาตกรรมครั้งนี้เป็นครั้งแรกของริชาร์ด รามิเรซ เพียงแต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถจะเชื่อมโยงหลักฐานไปถึงเขาได้ โดยเมื่อเวลาผ่านไปถึง 15 ปี ทางนิติวิทยาศาสตร์เพิ่งจะสามารถตรวจสอบและยืนยันได้ว่า ดีเอ็นเอที่พบอยู่ในที่เกิดเหตุสมัยนั้นเป็นของเขา แต่หลังจากทางเจ้าหน้าที่ได้ส่งเรื่องไปยังศาลแล้ว ทางศาลกลับไม่ได้นำคดีนี้มารื้อฟื้นแต่อย่างใด เนื่องจากเหล่าคณะลูกขุนลงความเห็นว่า หลักฐานเพียงดีเอ็นเอนั้นมันไม่เพียงพอที่จะรื้อคดีขึ้นมาใหม่ได้

ในวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1984 แม่เฒ่าวัย 79 ปี เจนนี่ วินคาว ถูกพบเป็นศพในสภาพสุดเวทนาในอพาร์ทเมนท์ของเธอที่คลาสเซลล์พาร์ค เธอถูกคนร้ายแทงจนพรุนไปทั้งร่างขณะที่กำลังนอนหลับอยู่ ที่คอนั้นก็ยังถูกคนร้ายใช้มีดปาดลงไปจนเป็นแผลลึก จนคอแทบจะขาดออกจากตัว และที่นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจพบกับรอยนิ้วมือของคนร้ายติดอยู่ที่ตาข่ายกันยุงของหน้าต่าง ที่ริชาร์ดได้ทำการถอดมันออกเพื่อเปิดทางเข้ามาในอพาร์ทเมนต์แห่งนี้

วันที่ 17 มีนาคม ค.ศ. 1985 ริชาร์ดได้บุกทำร้ายมาเรีย เฮอร์นานเดซ อายุ 22 ปี ในขณะที่เธอกำลังจะไขกุญแจเข้าบ้านที่อยู่ในเมืองโรสมีด ริชาร์ดยิงเธอเข้าไปตรงๆ ที่ใบหน้าด้วยปืนพก .22 จากนั้นก็ลากเธอเข้าไปในโรงรถ ซึ่งก็ถือว่าเคราะห์ยังดีที่ตอนนั้นเธอยกมือขึ้นมาปิดหน้าตามสัญชาตญาณ และตอนนั้นเธอได้กำกุญแจบ้านเอาไว้ในมือ นั่นจึงทำให้วิถีกระสุนแฉลบออกไปจากจุดสำคัญ เพราะมันไปโดนกับกุญแจพวงนี้

และวันนั้นเพื่อนร่วมห้องของเธอชื่อเดลย์ โอคาซากิ อายุ 34 ปี ก็อยู่ในบ้าน ทำให้เดลย์รีบหลบไปอยู่หลังเคาน์เตอร์ทันทีที่ได้ยินเสียงปืนดัง และสามารถมองเห็นคนร้ายที่กำลังเดินเข้ามาในครัว แต่เดลย์นั้นโชคไม่ดี เพราะริชาร์ดมองเห็นศีรษะของเธอโผล่ขึ้นมา นั่นจึงทำให้เธอถูกยิงเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

"เดลย์ โอคาซากิ"

เวลาผ่านไปเพียงไม่ถึงชั่วโมง ริชาร์ดก็ก่อเหตุขึ้นมาอีก เขาลากไฉ่เหลียน เวโรนิก้า ยู ออกมาจากรถของเธอที่จอดอยู่ในบริเวณมอนเทอเรย์พาร์ค จากนั้นก็ใช้ปืนพกกระบอกเดิมยิงใส่ร่างของเธอสองนัดก่อนจะหนีหายไป โชคไม่ดีที่แม้จะมีผู้นำเธอส่งโรงพยาบาลได้ทัน แต่เธอก็ไม่สามารถทนพิษบาดแผลได้ สุดท้ายก็เสียชีวิตไป

จากการก่อเหตุครั้งนี้ทำให้สื่อต่างๆ เริ่มประโคมข่าวเกี่ยวกับคนร้ายว่า มันเป็นเหตุฆาตกรรมที่เกิดขึ้นถึง 2 คดีภายในวันเดียวกัน และถ้าโชคไม่ดีมันก็อาจจะกลายเป็นฆาตกรรม 3 คดีเสียด้วยซ้ำ โดยสื่อได้พูดถึงลักษณะของคนร้ายว่า มันเป็นคนมีผมหยิกยาวนัยน์ตาเบิกโพลงหน้าแปดเหลี่ยมและฟันเน่า ว่ามันคือ "The Walk-in Killer" หรือนักฆ่าบุกเข้าบ้าน และ "The Valley Intruder" หรือจอมบุกรุกแห่งขุนเขา

ภาพสเก็ตช์คนร้าย "ผมหยิกยาว นัยน์ตาเบิกโพลง หน้าแปดเหลี่ยม และฟันเน่า"

ในวันที่ 27 มีนาคม ค.ศ. 1985 ริชาร์ด รามิเรซได้ลอบเข้ามาในบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ในเมืองวิทเทีย ซึ่งบ้านหลังนี้เป็นบ้านที่เขาเคยแอบเข้ามายกเค้าไปแล้วเมื่อปีก่อน

ตอนนั้นเวลาประมาณตี 2 ริชาร์ดได้ฆาตกรรมนายวินเซนต์ ซาซารา อายุ 64 ปี ด้วยปืนกระบอกเดิม และเสียงปืนก็ทำให้แม็กซีน ซาซาร่า ภรรยาของวินเซนต์ตื่นขึ้นมาพบกับภาพสยองขวัญตรงหน้า ริชาร์ดจึงจับเธอมัดข้อมือและขู่ให้เธอบอกที่เก็บทรัพย์สมบัติทั้งหมด พอริชาร์ดเริ่มค้นห้อง แม็กซีนก็ฉวยโอกาสแกะเชือกออกจนสำเร็จ จากนั้นก็หยิบปืนของเธอออกมาจากใต้ที่นอน แต่กลายเป็นว่าปืนของเธอยังไม่ได้ขึ้นลูกกระสุนเอาไว้

นั่นจึงทำให้ริชาร์ดได้ทีใช้ปืนของตัวเองยิงเข้าไปที่แม็กซีนถึง 3 นัด จากนั้นก็เดินเข้าไปในครัวหยิบเอามีดแกะสลักขนาดใหญ่มาหั่นศพของเธอจนเป็นชิ้นๆ และยังไม่หนำใจ ริชาร์ดยังควักดวงตาของแม็กซีนออกมาใส่ไว้ในกล่องเครื่องเพชรก่อนที่จะหนีไป และในเวลาต่อมาศพของทั้งคู่ก็ถูกพบโดยลูกชายของพวกเขา

ผลการชันสูตรศพของแม็กซีนนั้นระบุว่า เธอถูกริชาร์ดหั่นศพเป็นชิ้นๆ และยังทิ้งรอยนิ้วมือเอาไว้ในที่เกิดเหตุ และคนร้ายยังได้ทิ้งรอยรองเท้ายี่ห้อเอเวียสนีกเกอร์เอาไว้ที่แปลงดอกไม้ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จัดการเก็บภาพร่องรอยเหล่านี้เอาไว้ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ถือเป็นวัตถุพยานระบุตัวคนร้ายที่พวกเขาพอจะหาพบได้ในเวลานั้น

ส่วนลูกกระสุนที่ถูกพบในจุดเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจก็พบว่ามันเป็นกระสุนชนิดเดียวกันกับที่พบในเหตุฆาตกรรมรายอื่นๆ ก่อนหน้า และเริ่มจะตระหนักกันแล้วว่า เจ้าโจรรายนี้มันไม่ใช่ธรรมดา มันเป็นฆาตกรต่อเนื่อง มันทั้งโหดเหี้ยมและไร้ความปราณีเกินกว่าที่พวกเขาคาดเอาไว้ในตอนแรกเป็นอย่างมาก

รอยรองเท้ายี่ห้อ "เอเวียสนีกเกอร์" เบอร์ 11 ครึ่ง

วันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 1985 ริชาร์ดได้หวลกลับไปยังมอนเทอเรย์พาร์คอีกครั้ง เพื่อจะเลือกหาเหยื่อคนไหนก็ได้สักคน โดยคราวนี้ผู้เคราะห์ร้ายก็คือบิล ดอย อายุ 66 ปี และภรรยาพิการของเขาชื่อลิลเลียน อายุ 56 ปี ริชาร์ดบุกเข้ามายิงบิลถึงในห้องนอน บิลถูกยิงที่ใบหน้าด้วยปืนกึ่งอัตโนมัต .22 ซึ่งปืนกระบอกนี้เป็นของบิลที่ถูกใช้ยิงเจ้าของอย่างเลือดเย็น โดยหลังจากที่บิลถูกยิงเขาก็เสียเลือดมากจนสลบไป ต่อมาริชาร์ดก็บุกเข้าไปยังห้องนอนของลิลเลียน แล้วใช้เข็มขัดรัดสายไฟรัดนิ้วมือของเธอเอาไว้ จากนั้นเขาก็ข่มขืนเธอ ก่อนจะเริ่มทำการค้นทรัพย์สินภายในบ้านต่อ ส่วนบิลก็เสียชีวิตไปในเวลาต่อมาเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว

15 วันต่อมา นั่นคือวันที่ 29 พฤษภาคมปีเดียวกัน ริชาร์ดได้ขับรถเมอร์ซิเดสเบนซ์ที่ขโมยมาเพื่อเดินทางไปยังเมืองมอนโรเวีย และได้แวะจอดที่บ้านของมาเบล เบลล์ อายุ 83 ปี ที่อยู่กับน้องสาวของเธอชื่อฟลอเรนซ์ แนทตี้ แลง อายุ 81 ปี โดยเขาได้เดินเข้าไปหยิบค้อนจากในครัว แล้วก็ใช้มันตีเข้าไปที่หัวของเหยื่อทั้งสองที่กำลังนอนอยู่ในห้อง จากนั้นก็ใช้สายไฟเสียบเข้าไปในรูปลั๊กเพื่อช็อตไปที่ร่างของมาเบล เสร็จแล้วก็ข่มขืนเน็ตตี้ต่อ

โดยในที่เกิดเหตุครั้งนี้ริชาร์ดได้ใช้ลิปสติกของมาเบล วาดภาพสัญลักษณ์ดาว 5 แฉก ไว้ที่บริเวณต้นขาของเธอ และยังได้วาดสัญลักษณ์เดียวกันนี้ไว้ที่กำแพงห้องนอนของทั้งสอง โดยสองวันต่อมาก็มีผู้พบร่างของทั้งสองยังคงมีชีวิตอยู่ภายในบ้าน แต่หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนำพวกเธอส่งโรงพยาบาล มาเบลที่บาดเจ็บสาหัสก็เสียชีวิตไป

วันต่อมาริชาร์ดก็ตระเวนขับรถคันเดิมไปยังเมืองเบอร์แบงค์ ที่อยู่ทางตอนใต้ของแคลิฟอร์เนีย จากนั้นก็ลอบเข้าไปในบ้านของแครอล ไคล์ อายุ 42 ปี โดยริชาร์ดใช้ปืนขู่เธอ ก่อนที่จะใช้กุญแจมือจับเธอและลูกชายอายุ 11 ปีเอาไว้ จากนั้นริชาร์ดจึงเข้าค้นทรัพย์สินภายในบ้าน สักพักเขาก็กลับมาปล่อยตัวแครอลเพื่อให้ช่วยชี้จุดเก็บของมีค่าให้ โดยตลอดเวลานั้น ริชาร์ดพูดขู่กรรโชกเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาสั่งไม่ให้เธอแอบมองหน้าเขา โดยขู่ว่าถ้าแอบมองเขาจะควักลูกตาของเธอออกมา พอริชาร์ดได้ทุกอย่างที่ต้องการแล้ว เขาก็จับเหยื่อทั้งสองที่ถูกใส่กุญแจมือมาผูกผ้าปิดตา แล้วจับลูกชายของแครอลแยกไปยัดใส่ไว้ในตู้เสื้อผ้า ก่อนที่จะขับรถหนีหายไป

ต่อมาในคืนของวันที่ 2 กรกฎาคม ค.ศ. 1985 ริชาร์ดก็ใช้รถโตโยต้าที่ขโมยมาอีกคัน ขับไปยังเมืองอาร์คาเดีย และสุ่มเลือกบ้านของแมรี่ หลุยส์ แคนนอน อายุ 75 ปี มาเป็นเป้าหมายใหม่ โดยหลังจากเขาแอบย่องเข้าไปในบ้านหลังนี้ด้วยการแงะหน้าต่างแล้ว เขาก็พบเธอกำลังนอนหลับอยู่ในห้องนอน นั่นจึงทำให้ริชาร์ดใช้ตะเกียงน้ำมันที่วางอยู่ในห้อง ฟาดเข้าไปที่ศีรษะของเธอจนสลบ จากนั้นก็ใช้มีดทำครัวที่นำมาจากห้องครัวแทงซ้ำเข้าไปที่ร่างอีกนับไม่ถ้วนจนเสียชีวิต

"แมรี่ หลุยส์ แคนนอน" ถูกตะเกียงตีเข้าที่ศีรษะ

สามวันต่อมาในวันที่ 5 กรกฎาคมปีเดียวกัน ริชาร์ด รามิเรสก็บุกเข้าบ้านอีกหลังที่อยู่ในเมืองเซียร่ามาเดร คราวนี้เหยื่อคือวิทนีย์ เบนเนทท์ อายุ 16 ปี ริชาร์ดใช้เตารีดฟาดเข้าไปที่ศีรษะของเธอในขณะที่กำลังนอนหลับอยู่ในห้อง จากนั้นก็ค้นของไปทั่วจนพบกับมีดในครัวเล่มหนึ่ง ริชาร์ดเดินกลับมาที่ร่างไร้สติของวิทนีย์ จากนั้นก็คว้าสายโทรศัพท์บ้านมารัดคอของเธอ ในช่วงที่กำลังรัดอยู่นั้นพอดีเกิดประกายไฟขึ้นจากบริเวณสายโทรศัพท์ นั่นจึงทำให้เขาตกใจปล่อยมือออก และรีบวิ่งหนีไปจากตัวบ้าน โดยเวลาต่อมาวิทนีย์ก็รอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหารย์จากพระเจ้า พร้อมกับบาดแผลที่ต้องเย็บมากมายกว่า 478 เข็ม เพื่อปิดบาดแผลบริเวณหนังศีรษะที่ถูกถลกออกมาเพราะแรงกระแทกของเตารีด

สองวันต่อมาริชาร์ดก็แวะเข้าไปขโมยของในบ้านของจอยซ์ ลูซีล เนลสัน อายุ 61 ปี ที่อยู่ในมอนเทอเรย์พาร์ค โดยเขาเข้ามาพบเธอกำลังนอนหลับอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่น เห็นแบบนั้นเขาก็เลยใช้กำปั้นทุบเข้าไปที่ศีรษะของเธอ จากนั้นก็ใช้เท้าเตะซ้ำที่เดิมจนมีรอยของรองเท้ายี่ห้อเอเวียสนีกเกอร์ประทับติดอยู่บนใบหน้า

หลังจากนั้นเขาก็ยังเที่ยวขโมยของตามบ้านละแวกนั้นอีก 2 หลัง แล้วก็กลับมายังมอนเทอเรย์พาร์คอีกครั้ง เพื่อบุกเข้าบ้านของโซฟี ดิคแมน อายุ 63 ปี ซึ่งคราวนี้ริชาร์ดจับเธอใส่กุญแจมือ จากนั้นก็ใช้ปืนขู่ แล้วจัดการข่มขืนจนสำเร็จก่อนจะหยิบเอาเครื่องเพชรไป และถามเธอว่ายังมีทรัพย์สินมีค่าอะไรให้ขโมยอีกไหม ? ซึ่งจอยซ์ ลูซีล เนลสัน ถึงกับต้องออกปากสาบานต่อพระเจ้าว่าเธอไม่มีอะไรจะให้เขาอีกแล้ว แต่ริชาร์ดกลับบอกกับเธอว่า ถ้าจะให้เขาเชื่อล่ะก็ เธอจะต้องสาบานกับซาตานให้เขาได้ยินต่างหาก !

ต่อมาในวันที่ 20 กรกฎาคมปีเดียวกัน ริชาร์ดก็แวะซื้อมีดพร้ามาด้ามหนึ่ง ก่อนที่จะขับรถโตโยต้าคันที่ขโมยมาคันเดิมมุ่งหน้าสู่เมืองเกลนเดล ครั้งนี้ริชาร์ดเลือกบ้านของเลล่า นีดดิ้ง อายุ 66 ปี ที่อยู่กับสามีของเธอชื่อแม็กซัน อายุ 68 ปี มาเป็นเหยื่อในครั้งนี้ ริชาร์ดบุกเข้าไปยังห้องนอนของทั้งสอง จากนั้นก็ใช้มีดพร้าที่ซื้อมาสับเข้าไปที่ตามร่างกายของทั้งสอง ตามด้วยปืน .22 ยิงซ้ำเข้าไปที่บริเวณศีรษะของทั้งคู่ โหดร้ายขนาดนี้เขาก็ยังไม่พอใจ ใช้มีดพร้าหั่นศพพวกเขาออกเป็นชิ้นๆ อีก จากนั้นจึงค่อยๆ บุกค้นข้าวของภายในบ้านอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะหนีจากไป

ได้ทรัพย์สินของเหยื่อมาแล้ว ริชาร์ดก็ขับรถต่อไปยังซันแวเลย์ ตอนนั้นเวลาประมาณ 4.15 น. เขาพังประตูเข้าไปในบ้านของครอบครัวโค้วอนันต์ โดยริชาร์ดได้สังหารนายชัยณรงค์ โค้วอนันต์ด้วยการใช้ปืน .25 ยิงที่ศีรษะในขณะที่เขากำลังนอนหลับอยู่ หลังจากที่ฆ่าชัยณรงค์เสร็จ ริชาร์ดก็บุกเข้าทำร้ายนางสมคิด โค้วอนันต์ผู้เป็นภรรยา ตามด้วยการข่มขืนซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างทารุณ จากนั้นก็จับลูกชายวัย 8 ปี ของทั้งสองมามัดเอาไว้ แล้วจึงลากสมคิดไปรอบๆ บ้านเพื่อให้บอกจุดเก็บของมีค่า โดยในแต่ละจุดนั้นริชาร์ดได้ขู่บังคับให้เธอสาบานต่อซาตาน ว่าเธอไม่ได้โกหกเขาอีกด้วย

"ชัยณรงค์ โค้วอนันต์" คนไทยก็ถูกสังหารไปด้วย

ต่อมาในวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 1985 ริชาร์ดขับรถไปยังนอร์ธบริดจ์ และลอบเข้าไปในบ้านของคริสต์และเวอร์จิเนีย ปีเตอร์สัน โดยริชาร์ดบุกเข้าไปยังห้องนอนของเวอร์จิเนีย วัย 27 ปี ก่อนที่จะยิงเธอเข้าไปที่ใบหน้าด้วยปืนพก .25 จากนั้นก็บุกเข้าไปจับตัวคริสต์ ปีเตอร์สันที่กำลังหาทางหลบหนีจากห้องสวดมนต์ พอเข้าตาจนคริสต์จึงคิดต่อสู้ขัดขืน และสามารถหลบกระสุนที่ยิงออกมาจากปืนของริชาร์ดได้ถึง 2 ครั้ง ซึ่งสิ่งนี้ก็ทำให้ริชาร์ดต้องตัดสินใจหนีไป โดยครั้งนี้ถือเป็นอีกครั้งที่ผู้เสียหายสามารถรอดชีวิตมาได้ทั้งคู่อย่างปาฎิหารย์

สองวันต่อมาริชาร์ดก็ขับรถที่ขโมยมามุ่งหน้าไปยังเมืองไดมอนด์บาร์ และเลือกปล้นบ้านของซาคิน่า อโบวัธ อายุ 27 ปี ที่อยู่กับสามีชื่อเอลเลียส อโบวัธ อายุ 31 ปี ช่วงเวลาเกิดเหตุประมาณตี 2 ครึ่ง ริชาร์ดยังคงใช้วิธีการบุกเข้าไปยังห้องนอนในขณะที่ทั้งคู่กำลังนอนหลับ จากนั้นก็ยิงเอลเลียสที่ศีรษะ แล้วจับซาคิน่าใส่กุญแจมือ ริชาร์ดทุบตีเธอและบังคับให้เธอสาบานต่อซาตานบอกที่ซ่อนของมีค่าทั้งหมดแก่เขา พอได้ทรัพย์สินมาริชาร์ดก็ข่มขืนซาคิน่าอย่างทารุณ โดยในขณะที่ริชาร์ดกำลังก่อเหตุอยู่นั้น ลูกชายวัย 3 ปี ของเธอก็เข้ามาในห้องนอน ริชาร์ดจึงจับเด็กชายมัดเอาไว้ ก่อนที่จะข่มขืนซาคิน่าต่อจนพอใจ จากนั้นเขาจึงหลบหนีออกจากบ้านไป ซาคิน่ารีบแก้มัดลูกชายแล้วอุ้มออกไปนอกบ้านเพื่อขอความช่วยเหลือ

จากทุกคดีที่ผ่านมาทำให้ตอนนี้เหล่าสื่อต่างๆ ก็พยายามเสนอข่าวการสืบสวนอย่างต่อเนื่อง นั่นจึงทำให้ริชาร์ดตัดสินใจออกจากเขตลอสแองเจลิส มุ่งหน้าไปยังเขตอ่าวซานฟรานซิสโก โดยในวันที่ 18 สิงหาคม ค.ศ. 1985 เขาก็บุกเข้าไปในบ้านของปีเตอร์ และบาร์บาร่า พาน และสังหารปีเตอร์วัย 66 ปี ในขณะกำลังนอนหลับ ด้วยการใช้ปืนยิงเช่นเดิม ส่วนบาร์บาร่าก็ถูกทำร้ายและข่มขืนก่อนที่จะถูกเขาใช้ปืนยิงสังหารตายตามไปอีกศพ โดยในครั้งนี้ริชาร์ดได้นำลิปสติกของเหยื่อมาวาดรูปสัญลักษณ์ดาว 5 แฉก กับเขียนข้อความว่า "Jack the Knife" หรือแจ็กมือมีด ทิ้งไว้ที่กำแพงของห้องนอนด้วย

โดยหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบร่องรอยของอาวุธและรอยเท้าในที่เกิดเหตุแล้ว ก็พบว่ามันตรงกับคดีนักย่องเบาที่เคยเกิดขึ้นมาทั้งหมด นั่นจึงทำให้นายกเทศมนตรีเมืองซานฟรานซิสโก ไดแอนน์ ไฟน์สเตน ต้องออกมาพูดเรื่องหลักฐานที่พบนี้ตามรายการข่าวต่างๆ ซึ่งข้อมูลที่ถูกเปิดเผยนั้นทำให้เหล่าเจ้าหน้าที่คนทำงานไม่พอใจเป็นอย่างมาก เพราะการกระทำของท่านนายกเล็กครั้งนี้ มันน่าจะทำให้คนร้ายรู้ว่าทางการกำลังจะทำอะไร และตัวคนร้ายควรจะต้องระวังตัวอย่างไร ถึงจะไม่ทิ้งหลักฐานเหลือไว้ในที่เกิดเหตุในการก่อคดีครั้งต่อไปของมัน


หลักฐานที่พบในที่เกิดเหตุ

เหยื่อผู้เคราะห์ร้าย

ซึ่งมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะหลังจากที่ริชาร์ด รามิเรซได้ดูข่าวสัมภาษณ์นี้ เขาก็ถอดรองเท้าเบอร์ 11 ครึ่ง ยี่ห้อเอเวียสนีกเกอร์คู่นี้ ทิ้งลงไปยังแม่น้ำใต้สะพานโกลด์เดนเกตในคืนนั้นทันที และเก็บข้าวของมุ่งหน้าออกจากเมืองนี้ กลับไปสู่ลอสแองเจลิสในวันถัดมา

โดยในวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ. 1985 ริชาร์ดได้เดินทางกว่า 76 ไมล์ เพื่อไปยังลอสแองเจลิส ด้วยรถโตโยต้าสีส้มที่ขโมยมามุ่งสู่เมืองมิชชันวีเอโฮ และบุกเข้างัดบ้านของนายบิลล์ คาร์นซ์ อายุ 30 ปี ที่อยู่กับไอเนซ อีริคสันแฟนสาวของเขา ริชาร์ดเข้ามาทางประตูหลังของบ้าน

จากนั้นก็เข้าไปในห้องนอนในขณะที่ทั้งสองกำลังนอนหลับอยู่ พอได้จังหวะริชาร์ดก็ปลุกทั้งคู่ให้ตื่น จากนั้นก็ใช้ปืน .25 กระบอกเดิมยิงไปที่บิลล์สามนัด ก่อนจะหันมายังไอเนส อีริคสัน ครั้งนี้ริชาร์ดบอกกับเธอว่าเขาคือเดอะไนท์สทอล์กเกอร์ ซึ่งถ้าจะแปลเป็นไทยให้ดูเท่ห์ๆ ก็น่าจะแปลได้ว่า "จอมย่องเบาแห่งรัตติกาล" แล้วบังคับให้เธอพูดว่าเธอรักซาตาน จากนั้นก็ใช้กำปั้นทุบตีเธอ ก่อนที่จะหยิบเอาเนคไทของบิลล์ที่อยู่ในตู้เสื้อผ้ามามัดข้อมือของเธอเอาไว้

หลังจากหยิบของมีค่ามาได้จนพอใจแล้ว ริชาร์ดก็ฉุดลากไอเนส อีริคสันไปที่อีกห้อง จากนั้นก็ข่มขืนเธออย่างทารุณจนหนำใจ ก่อนที่จะร้องขอข้าวของเงินทองที่เธอเก็บไว้ทั้งหมด ด้วยการบังคับให้เธอสาบานกับซาตานเหมือนกับทุกครั้ง และก่อนที่ริชาร์ดจะจากไปเขาได้บอกกับไอเนสว่า จงบอกกับพวกมันว่า จอมย่องเบาแห่งรัตติกาลมาเยือนที่นี่แล้ว

โดยในช่วงที่ริชาร์ดกำลังหนีไปขึ้นรถโตโยต้านั้น เด็กชายอายุ 13 ปี ชื่อเจมส์ โรเมโร่ที่ 3 เพื่อนบ้านของครอบครัวของบิลล์ คาร์นส์ เขาจำได้ว่าเคยเห็นริชาร์ดมาก่อนที่ไหนสักแห่ง และมันก็ทำให้เขารีบจดหมายเลขทะเบียนรถคันนี้เอาไว้ และต่อมาไอเนส อีริคสันก็สามารถแก้มัดออกมาได้ด้วยตัวเอง และรีบวิ่งออกไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้าน ซึ่งครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นโชคของคู่หมั้นของเธอ ที่ทางแพทย์สามารถผ่าตัดนำหัวกระสุนออกจากศีรษะจนปลอดภัย

"บิลล์ คาร์นซ์" ผู้รอดชีวิต ต้องเผชิญกับตราบาปที่ตนเองไม่ได้ก่อ

จนเมื่อข่าวการก่ออาชญากรรมครั้งนี้ถูกเผยแพร่ทางโทรทัศน์ เจมส์ โรเมโร่ก็รีบบอกกับพ่อแม่ของเขา เกี่ยวกับชายหน้าแปลกที่อยู่ในรถโตโยต้าสีส้มเมื่อคืน นั่นจึงทำให้พวกเขารีบติดต่อไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อให้มาตรวจสอบหมายเลขทะเบียนรถคันนี้ ส่วนไอเนส อีริคสันก็ได้ให้ปากคำเกี่ยวกับคนร้ายแก่เจ้าหน้าที่สืบสวน ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็สามารถตามหารถคันนี้จนเจอในวันที่ 28 สิงหาคม โดยมันถูกจอดอยู่ในเมืองวิลเชียร์

หนุ่มน้อย "เจมส์ โรเมโร่ที่ 3" ฮีโร่ตัวจริง !

และเจ้าหน้าที่ตำรวจก็สามารถเก็บลายนิ้วมือที่เหลือทิ้งไว้เพียงจุดเดียวจากกระจกมองหลังของรถ นั่นหมายความว่าริชาร์ด รามิเรซนั้นทำความสะอาดรถคันนี้อย่างระมัดระวังเป็นอย่างมาก โดยลายนิ้วมือเพียงนิ้วเดียวลายนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำไปตรวจสอบจากฐานข้อมูลคนร้าย แล้วผลก็ออกมาอย่างที่ควรจะเป็น นั่นก็คือเป็นรอยนิ้วมือของริชาร์ด รามิเรซ ที่เคยถูกจับเมื่อตอนอายุ 25 ปี ในข้อหาฝ่าฝืนสัญญาณไฟและเสพยาเสพติดหลายคดี ในสมัยที่ยังอยู่ในเท็กซัสนั่นเอง

นั่นจึงทำให้เจ้าหน้าที่บังคับคดีตัดสินใจนำภาพถ่ายของริชาร์ด รามิเรซ ที่เคยถ่ายไว้สมัยถูกจับตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ. 1984 ออกเผยแพร่ไปตามสื่อต่างๆ โดยพาดหัวข่าวอย่างมโหราฬว่า “นักย่องเบาแห่งรัตติกาลถูกเปิดเผยโฉมหน้าแล้ว” โดยทางสื่อของตำรวจก็ได้ลงข้อความว่า “เรารู้แล้วว่านายเป็นใคร และในไม่ช้าทุกคนก็จะรู้ และนายก็จะไม่มีที่ให้หลบซ่อนอีกต่อไป”

หนังสือพิมพ์ฉบับต่างๆ ประกาศตามหาตัวคนร้าย

โดยในวันที่ริชาร์ด รามิเรซถูกจับกุมตัวได้นั้น ตรงกับวันที่ 25 สิงหาคม ค.ศ. 1985 ว่ากันว่าในวันนั้นริชาร์ดที่ยังไม่รู้ว่าใบหน้าของตัวเองถูกลงเป็นข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับแล้ว เขาได้เดินเข้าไปซื้อของในร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง และก็สังเกตได้ว่าผู้คนรอบตัวแสดงอาการผิดปกติบางอย่างเมื่อเห็นหน้าเขา

พอเดินไปที่มุมหนังสือเขาก็พบกับข่าวของตัวเอง พร้อมกับใบหน้าของเขาขึ้นหราอยู่หน้าหนึ่ง นั่นจึงทำให้เขารีบวิ่งออกไปปล้นรถยนต์คันหนึ่งเพื่อจะใช้หลบหนี แต่เจ้าของรถที่พกปืนก็หยิบมันขึ้นมาจ่อใส่หน้าเขา จนชาวบ้านที่วิ่งตามมาสมทบก็รีบตีวงเข้ารุมล้อม ในที่สุดเจ้าหน้าที่ตำรวจก็เดินทางมาถึงที่เกิดเหตุ และจับตัวริชาร์ด รามิเรซไปยังสถานีตำรวจ เพื่อสอบสวนและนำตัวส่งขึ้นศาลต่อไป

คนช่วยกันรุมจับตัวริชาร์ด

ผู้ที่ช่วยกันจับตัวเข้ารับโล่ห์เกียรติยศ

การพิจารณาคดีของริชาร์ดเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ค.ศ. 1988 เขาปรากฏตัวขึ้นครั้งแรกก็ยกไม้ยกมือโชว์สัญลักษณ์ดาว 5 แฉก จากนั้นก็พูดวลีสรรเสริญว่า “เฮลซาตาน !”

สัญลักษณ์ 5 แฉก กับวลีเด็ด “เฮลซาตาน !”

โดยในวันที่ 3 สิงหาคม ค.ศ. 1988 หนังสือพิมพ์ลอสแองเจลิสไทมส์ก็ลงข่าวว่า เจ้าหน้าที่ในคุกเคยได้ยินว่าริชาร์ดกำลังวางแผนจะใช้ปืนยิงอัยการในช่วงที่เขาอยู่ในศาล ซึ่งไม่ว่ามันจะดูเป็นไปได้หรือไม่ ในวันพิจารณาคดีครั้งต่อมาทางศาลก็ได้สั่งให้มีการติดตั้งเครื่องจับโลหะไว้ที่บริเวณด้านหน้า และยังได้จัดเจ้าหน้าที่คอยเฝ้าตรวจตราความปลอดภัยอีกชั้นหนึ่งด้วย

ในวันที่ 14 สิงหาคม การพิจารณาคดีก็ต้องมีอันหยุดชะงักลงไป เพราะหนึ่งในคณะลูกขุนชื่อฟิลลิส ซิงเกิลทารี่ ไม่ได้เดินทางมาร่วมพิจารณาคดี โดยในวันนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่าเธอเสียชีวิตภายในอพาร์ทเมนต์ของตัวเอง และเรื่องนี้ก็ทำให้เหล่าคณะลูกขุนที่เหลือถึงกับเกิดความกลัวขึ้นมา เพราะต่างก็สงสัยกันว่าเหตุเสียชีวิตของฟิลลิซนั้นอาจเกิดจากฝีมือของริชาร์ดทั้งๆ ที่เขายังอยู่ในคุกหรือเปล่า แต่เรื่องจริงก็คือตัวของริชาร์ดเองนั้นไม่รู้เลยว่าฟิลลิซ ซิงเกิลทารี่เสียชีวิต และสาเหตุที่เธอเสียชีวิต มันก็เป็นเพราะเธอถูกแฟนของตัวเองที่เป็นคณะลูกขุนเหมือนกันพลั้งมือยิงใส่ โดยมีหลักฐานเป็นปืนที่ถูกพบอยู่กับตัวของเขา ช่วงที่กำลังหลบหนีมาอยู่ในโรงแรม

ในวันที่ 20 กันยายน ค.ศ. 1989 ริชาร์ด รามิเรซ ถูกตัดสินว่ามีความผิดในทุกคดี โดยแบ่งเป็นคดีฆาตกรรม 13 คดี พยายามฆ่า 5 คดี ข่มขืนกระทำชำเรา 11 คดี และคดีโจรกรรมอีก 44 คดี ต่อมาในวันที่ 7 กรกฎาคม ปีเดียวกัน ริชาร์ดก็ถูกตัดสินให้ได้รับโทษประหารชีวิตด้วยวิธีการรมแก๊สพิษในห้องประหารที่แคลิฟอร์เนีย โดยหลังจากที่ริชาร์ดรับทราบโทษทัณฑ์ที่ตัวเองต้องรับแล้ว เขาก็พูดกับนักข่าวว่า

“มันก็ได้อยู่นะ ตายแล้วก็จะได้ไปที่อื่นสักที แล้วพบกันที่ดิสนีย์แลนด์ !”

นอกจากริชาร์ด รามิเรซแล้ว อีกเรื่องที่ควรจะบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์วงการยุติธรรมของแคลิฟอร์เนียในครั้งนี้ก็คือ ตั้งแต่คดีฆาตกรรมของ โอ.เจ. ซิมซันเป็นต้นมา ก็มีการพิจารณาคดีของริชาร์ด รามิเรซ ที่ต้องใช้งบประมาณสูงถึง 1.8 ล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว

ในช่วงเวลาที่กำลังพิจารณาคดีอยู่นั้น ริชาร์ดได้รับจดหมายจากแฟนๆ เพื่อขออนุญาตเข้าเยี่ยมเป็นจำนวนมาก โดยตั้งแต่ในปี ค.ศ. 1985 เป็นต้นมา ก็มีดอรีน รีออย ที่เขียนจดหมายถึงริชาร์ดมากมายถึง 75 ฉบับ โดยในปี ค.ศ. 1988 เขาก็อนุญาตให้เธอเข้าเยี่ยมได้ ต่อมาในวันที่ 3 ตุลาคม ค.ศ. 1996 ทั้งสองก็ได้แต่งงานกันในคุกแคลิฟอร์เนียเคว็นตินสเตทพริซัน โดยหลังจากผ่านไปหลายปีจนถึงช่วงก่อนที่ริชาร์ดจะถูกประหารตามกำหนดการของศาลชั้นต้น ดอรีนก็ได้ออกมาบอกว่าเธอจะฆ่าตัวตายตามไปทันทีที่เขาเสียชีวิต แต่ผ่านไปไม่นานทั้งสองก็ประกาศแยกทางกันไปดื้อๆ

"ดอรีน รีออย" ภรรยาสุดที่รัก

มีการคาดกันว่าถ้าทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ ริชาร์ด รามิเรซ น่าจะได้ถูกประหารชีวิตในวันที่เขาอายุได้ 70 ปี ซึ่งที่คาดกันแบบนี้ มันก็เป็นเพราะขั้นตอนการขอยื่นอุทธรณ์อันยาวนาน ที่เป็นรูปแบบเฉพาะของกระบวนการยุติธรรมของศาลแคลิฟอร์เนียนั่นเอง

โดยในวันที่ 7 สิงหาคม ค.ศ. 2006 ริชาร์ดได้ยื่นขออุทธรณ์คดีเป็นครั้งแรก ซึ่งผลออกมาก็คือศาลอุทธรณ์แคลิฟอร์เนียได้พิจารณายืนโทษประหารชีวิตแก่ริชาร์ดเช่นเดียวกับศาลชั้นต้น และต่อมาในวันที่ 7 กันยายน ค.ศ. 2006 ศาลฎีกาของแคลิฟอร์เนียก็ยกคำร้องฎีกาของเขาไป และนั่นจึงทำให้ริชาร์ด รามิเรซ ต้องใช้ชีวิตที่เหลือต่อไปด้วยการรอวันประหารชีวิตเพียงอย่างเดียว

แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นเพราะซาตานช่วยเหลือหรือเปล่า ถึงทำให้ริชาร์ดเสียชีวิตไปก่อนวันประหาร ด้วยภาวะแทรกซ้อนของมะเร็งในต่อมน้ำเหลือง ที่โรงพยาบาลมารีนเจนเนอรัลในเมืองกรีนแบร์รัฐแคลิฟอร์เนีย ในวันที่ 7 มิถุนายน ค.ศ. 2013 โดยอาการแทรกซ้อนดังกล่าวนั้นก็คือ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซีแบบเรื้อรัง ตอนที่เขามีอายุเพียง 53 ปี ก่อนช่วงเวลาที่คาดว่าเขาควรจะถูกประหารถึง 23 ปีเลยทีเดียว

จากคดีของริชาร์ด รามิเรซนี้ มันก็ทำให้มิติที่ 6 อยากจะฝากข้อคิดไปถึงท่านผู้ชมเกี่ยวกับการช่วยกันระมัดระวังภัยรอบตัว วันดีคืนดีอาจมีใครแอบบุกเข้ามาในบ้าน แทบจะเรียกได้ว่ามีโอกาสแบบนี้กันถ้วนหน้า ซึ่งเราสามารถป้องกันตัวได้ด้วยการระมัดระวังช่วยกันสอดส่อง หรือคอยมองดูว่ามีใครผิดปกติเข้ามาอยู่ในชุมชนของเราบ้างหรือเปล่า ? ถ้ามีก็ต้องสอบถามกันให้มั่นใจว่าเขาเป็นใคร ? มาจากไหน ? มิฉะนั้นหากเราเลือกที่จะอยู่กันแบบตัวใครตัวมัน สักวันคนโชคร้ายก็อาจจะเป็นเรา เหมือนกับเหยื่อที่อยู่ในคดีของชายคนนี้อย่าง... "ริชาร์ด รามิเรซ"


หลังจากจบรายการแล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ และทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่างๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้ สวัสดี

แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
15 มีนาคม 2560

ที่มา Wikipedia

แท็ก : serial killer, rapistburglar, ฆาตกรต่อเนื่อง, ริชาร์ด รามิเรซ, Richard, Ramirez, satanic, satan, satanist, satanism, ซาตาน, ลัทธิ, เฮลซาตาน, The Night Stalker, The Walk-In Killer