ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 10 ฆาตกร ที่ต้องจนมุมกับวิญญาณของเหยื่อตัวเอง !!!




วิญญาณคืออะไร ? ตายแล้วไปไหน ? ผีมีจริงหรือไม่ ? ถ้าผีมีจริง...พวกเขาจะมาหลอกหลอนเรากันจริงหรือเปล่า ?

กดเพื่อดูคลิปที่นี่

มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาคุณไปรู้จักกับ 10 คดีฆาตกรรม ที่เกิดขึ้นในประเทศต่าง ๆ ที่สุดท้ายฆาตกรเหล่านั้นก็ต้องทนทุกข์ทรมานทุกค่ำคืน เพราะทนกับการรังควานจากวิญญาณของเหยื่อไม่ไหว !!!


มาร์ก บริดเจอร์


(ภาพจาก: Dyfed-Powys Police/PA)
มาเริ่มกันด้วยคดีแรก... มาร์ก บริดเจอร์ เขาเป็นชายคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตตลอดทั้งวันหมดไปกับการดื่มสุรา ดูหนังลามก และดูภาพล่วงละเมิดในเด็ก วันหนึ่งในปี 2012 ชายลามกโลลิค่อนขี้เมาคนนี้ก็ตัดสินใจขับรถออกไปล่าเหยื่อ ซึ่งเหยื่อของเขานั้นเป็นเพียงเด็กหญิงวัย 5 ปี เธอชื่อ เอพริล โจนส์ โดยจากปากคำของพยานนั้นบอกว่า หนูน้อยเอพริลเข้าไปในรถของมาร์ก บริดเจอร์ ก่อนที่รถจะถูกขับหายไป และตั้งแต่นั้นเธอก็ไม่ได้กลับมาให้เห็นอีกเลย !

หนูน้อย "เอพริล โจนส์"

ในวันต่อมามาร์ก บริดเจอร์ก็ถูกตำรวจจับ เขายอมรับว่าตัวเองสังหารหนูน้อยเอพริลไปแล้ว ซึ่งบอกว่าที่เขาทำไปทั้งหมดมันเป็นเพียงอุบัติเหตุ เขาทุบตีหนูน้อยไปโดยไม่ได้ตั้งใจ และจำได้ว่าตัวเองวางร่างของเอพริลไว้ในรถก่อนที่จะออกไปตามหาคนมาช่วย และอ้างว่าเพราะฤทธิ์สุราจึงทำให้เขาสูญเสียความทรงจำไปบางส่วน เลยบอกไม่ได้ว่าหลังจากที่ออกจากรถไป หนูน้อยเอพริลได้หายไปไหนก็ไม่ทราบ
หลังจากเจ้าหน้าที่พบชิ้นส่วนกระดูกและคราบเลือดภายในบ้านของนายมาร์ก จึงนำส่งไปให้ผู้เชี่ยวชาญทางด้านนิติเวชตรวจสอบ แล้วผลก็ออกมาว่าดีเอ็นเอที่พบสอดคล้องกับดีเอ็นเอของหนูน้อยเอพริล และนั่นจึงทำให้ตำรวจมองว่าคำให้การของมาร์กในตอนแรกเป็นคำเท็จ และเชื่อว่ามาร์กน่าจะล่วงละเมิดทางเพศกับหนูน้อยก่อนลงมือสังหาร ตามด้วยแยกชิ้นส่วนของเธออย่างทารุณ
ซึ่งต่อมาในขั้นตอนการพิจารณาคดี ทางศาลก็เห็นพ้องกับอัยการ ส่งผลให้มาร์กได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิตเพื่อชดใช้ในบาปกรรมที่ก่อเอาไว้ ขณะที่มาร์กถูกคุมขังเขามักจะบอกกับเพื่อนนักโทษอยู่เสมอว่า เขาถูกวิญญาณของหนูน้อยเอพริลตามมารังควานหลอกหลอนทุกคืน จนแทบจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว


โฮเซ่ เฟอเรร่า

คดีนี้เกิดขึ้นในช่วงที่โฮเซ เฟอเรร่า อายุ 17 ปี เขาได้พบกับแครี่ แอน โจเพ็ก เด็กสาวอายุ 13 ปี ที่งานปาร์ตี้แห่งหนึ่งในปี ค.ศ. 1982 ทั้งสองได้พูดคุยกันอย่างถูกคอ ก่อนที่หญิงสาวจะพูดชักชวนเพื่อพากันไปติ๊ดชึ่งที่ห้องใต้ดิน

"โฮเซ เฟอเรร่า" และเหยื่อสาว "แครี่ แอน โจเพ็ก"
(ภาพจาก: : AP และ media.jrn.com)

ในขณะที่ทั้งสองกำลังเดินลงไปทางบันได หญิงสาวก็เกิดเปลี่ยนใจหันหน้ามาหาโฮเซ่แล้วพูดว่า “ฉันว่าทำแบบนี้ไม่ดีแน่ ๆ” ซึ่งโฮเซ่ก็ตอบกลับไปว่า “เธอก็ลงบันไดไปสิ !” จากนั้นก็ผลักร่างหญิงสาวตกบันไดลงไปยังพื้นข้างล่าง
โฮเซ่วิ่งตามลงไปก็พบว่าหญิงสาวแน่นิ่งไปแล้ว เขาจึงคิดว่านี่เป็นโอกาสดีที่จะได้มีอะไรโดยไม่มีใครขัดขวาง แต่พอโฮเซ่เข้าไปขยับตัวเธอเพื่อจะจัดการ เขาก็พบว่าคอของแครี่หักเสียแล้ว
แครี่แอนนอนเสียชีวิตหยุดหายใจ จึงทำให้โฮเซ่ต้องรีบอุ้มศพของเธอไปนอกบ้านเพื่อฝัง จนเวลาผ่านไป 17 เดือน ศพของเธอถึงได้ถูกพบ


ในตอนแรกเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จนปัญญาไม่สามารถหาตัวคนร้ายมาดำเนินคดี แต่สุดท้าย 34 ปีต่อมา พวกเขาก็สามารถนำตัวโฮเซ่มาขึ้นศาลและรับโทษจำคุกตลอดชีวิต
ซึ่งสาเหตุที่โฮเซ่ถูกจับกุมตัวได้นั้น ก็เป็นเพราะว่าหลังจากที่เขาสังหารแครี่ แอน โจเพ็กไปแล้ว ทุกคืนต้องทนทุกข์ทรมานกับการถูกวิญญาณของหญิงสาวตามรังควานมาตลอด และนั่นจึงทำให้ 34 ปีต่อมา โฮเซ่หมดความอดทนสารภาพสิ่งที่เคยกระทำกับหญิงสาวทั้งหมดให้กับภรรยาฟัง ซึ่งก็แน่นอนว่าภรรยาของโฮเซ่ได้ยินดังนั้น จึงหาทางเรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาดูแลสามีของเธอต่อนั่นเอง



อาฝู



และอีกคดีที่ท่านผู้ชมหลายท่านน่าจะเคยผ่านตาจากคลิปหนึ่งที่มิติที่ 6 เคยทำเอาไว้ นั่นก็คือ คดีฆาตกรรมสยองขวัญคิตตี้ ในปี ค.ศ. 1999 ที่เกาะฮ่องกง เมื่อสามชาวแก็งจอมโหดได้จับตัวหญิงสาวชื่ ฟานม่านยี่มาทรมาน โดยพวกเขายืนยันว่าที่ทำลงไปก็เพราะฟานม่านยี่ขอยืมเงินแล้วไม่คืนถึง 2 หมื่นเหรียญฮ่องกง


ถึงแม้เหตุผลมันจะดูชอบธรรมสำหรับชาวแก็ง แต่จริง ๆ แล้วพวกเขาไม่ได้จับเธอไปทรมานเพียงอย่างเดียว ยังบังคับให้ออกไปขายตัวจนหมดสภาพแล้วก็รุมทรมานต่อเนื่องยาวนาน จนสุดท้ายก็ทนไม่ไหวสิ้นใจไปอย่างน่าเวทนา ซึ่งแม้เธอจะเสียชีวิตไปแล้วพวกชาวแก็งที่ไม่รู้สำนึกก็หั่นศพของเธอไปต้มกิน เอาเครื่องในใส่ถุงดำไปทิ้งขยะ ส่วนหัวกะโหลกก็นำไปยัดใส่ในหัวตุ๊กตาคิตตี้
แต่สิ่งที่ทำให้ชาวแก็งทั้งสามถูกตำรวจจับได้นั้น มันก็มาจากแฟนสาวของหัวหน้าแก็งอายุ 14 ปี ที่ชื่ออาฟง รู้เห็นเหตุการณ์มาตลอดและฝันเห็นวิญญาณของฟานม่านยี่มาหลอกหลอนทุกคืน สุดท้ายก็ทนไม่ไหวไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก่อนที่จะถูกควบคุมตัวไปสอบสวนในฐานะพยาน ในขณะที่ชาวแก็งทั้งสามได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิต


วิคเตอร์ อาเมวูก้า


(ภาพจาก: Graphic Online)
มาที่คดีต่อไป... วิคเตอร์ อาเมวูก้า ได้ว่าจ้างแท็กซี่รายหนึ่งเพื่อเดินทางอันยาวไกลในปี ค.ศ. 2013 แต่พอแท็กซี่ขับไปได้เพียงครึ่งทาง อาเมวูก้าก็หยิบปืนของเขาออกมา จากนั้นก็ใช้มันยิงใส่คนขับจนเสียชีวิต ก่อนที่จะชิงรถแท็กซี่ขับไปก่อคดีฆาตกรรมต่อ แต่ก็หนีไปได้ไม่นานอาเมวูก้าก็ถูกจับตัวมาขึ้นศาลพิจารณาคดีในฐานะฆาตกร
โดยในช่วงให้การนั้น อาเมวูก้าบอกกับเจ้าหน้าที่ว่า เขาถูกวิญญาณแค้นของเหยื่อรายที่สองคอยมารังควานและทำร้ายอยู่เสมอ โดยวิญญาณของเหยื่อที่ว่านี้จะคอยมาปรากฏตัวในความฝัน และมักจะมาตบกระบาลในตอนที่เขาเผลอหลับ จนไม่เป็นอันหลับอันนอน นั่นจึงทำให้เขาไม่สามารถเก็บงำสิ่งที่ตัวเองก่อเอาไว้ได้ จนต้องหาที่ระบายเป็นเพื่อนที่ไว้ใจได้คนหนึ่ง ซึ่งหลังจากที่เพื่อนรักของอาเมวูก้าได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด ก็มอบความปรารถนาดีคืนให้ด้วยการโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยให้เบาะแสกับเจ้าหน้าที่ว่า อาเมวูก้ากำลังขับรถแท็กซี่ของเหยื่ออยู่นั่นเอง
หลังจากการจับกุม อาเมวูก้าก็แสดงความเสียใจกับทุกสิ่งที่ทำลงไป และในขณะที่ถูกคุมขังเขาจะคอยให้คำปรึกษาแก่เพื่อนผู้ต้องขัง ให้ปรับเปลี่ยนตัวเองอย่างไรถึงจะไม่ต้องถูกวิญญาณของเหยื่อรังควานเหมือนเขา ซึ่งนั่นก็น่าจะหมายถึงการยอมรับความจริง และแสดงความเสียใจ


อัลคาโปน



อย่างไรแล้วก่อนที่จะสงสัยมากไปกว่านั้น เรามาพูดถึงคดีหนึ่ง ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1929 สมาชิกชาวแก็งทางเหนือทั้งเจ็ด ซึ่งนั่นก็รวมไปถึงนายเจมส์ คลาร์ค ได้นัดพบกันที่โรงรถแห่งหนึ่ง ซึ่งยังไม่ทันไรก็มีชาย 4 คน สวมชุดตำรวจปรากฏตัวและสั่งให้พวกเขาทั้งเจ็ดหันหน้าเข้าหากำแพง จากนั้นก็ใช้ปืนยิงจากทางด้านหลังจนเสียชีวิตไปทั้งหมด


ในช่วงที่คดีสังหารหมู่นี้ยังไร้เงื่อนงำ ก็มีความเชื่อกันว่าผู้ที่บงการอยู่เบื้องหลังนั้นไม่ใช่ใคร เขาก็คือหัวหน้าแก็งศัตรูตัวใหญ่ทางใต้ชื่อ อัลคาโปน และจากความเชื่อนี้จึงทำให้อัลคาโปนถูกจับกุมตัวในเวลาต่อมาเพียงหนึ่งเดือน โดยภายหลังผู้คุมของเรือนจำรายงานว่าคาโปนเอาแต่กรีดร้องและตะโกนขอให้ใครสักคนที่ชื่อจิมมี่ปล่อยตัวเขาไป !


จนกระทั่งคาโปนพ้นโทษออกมาจากคุก ผีตัวเดิมก็ยังคงตามรังควานเขาต่อ คาโปนถึงกับว่าจ้างคนทรงให้มาไล่ผีแต่ก็ไม่สำเร็จ โดยในช่วงบั้นปลายชีวิตพวกบอร์ดี้การ์ดของคาโปนก็เล่าลือกันว่า พวกเขาได้ยินเสียงคาโปนพูดอ้อนวอนใครสักคนให้ปล่อยเขาไป แต่พอเหล่าผู้คุ้มกันเข้าไปดู ก็เห็นอยู่ในห้องเพียงคนเดียว พอถามว่าเกิดอะไรขึ้นก็บอกว่าถูกหลอกโดยวิญญาณที่ชื่อว่าเจมส์ คลาร์คนั่นเอง



ภิม ชังการ์ กีรี


ผู้ก่อเหตุวันมอบตัว
(ภาพจาก: MID-DAY.COM)
ต่อไปเรามาดูคดีของชายคนนี้... ภิม ชังการ์ กีรี เขามีพี่ชายชื่อ จีเทนดรา อนันต์ลัล กีรี พี่ชายคนนี้ชอบชีกอใส่แฟนสาวของภิมอยู่บ่อยครั้ง ขนาดถูกน้องชายขอให้เลิกทำตัวแบบนี้ จีเทนดราก็ไม่ยอมเลิก จนภิมชักจะเริ่มหมดความอดทน เลยตัดสินใจจะสังหารจีเทนดราทิ้งเสียให้หมดเรื่อง
ว่าแล้วก็เลยหลอกล่อพี่ชายให้มาหาที่บ้าน ด้วยการบอกว่าจะมีปาร์ตี้เลี้ยงเหล้ากัน พอจีเทนดรามาถึงภิมก็นำสุรามาเสริฟให้ทันที จนเวลาผ่านไปสักพักจีเทนดราก็เริ่มจะเมา ภิมจึงรอจังหวะเหมาะหยิบมีดมาปาดคอพี่ชายของตัวเอง


พอจีเทนดราเสียชีวิต ภิมก็นำศพของพี่ชายไปซ่อน แต่คนหายไปทั้งคนแบบนี้ ก็ทำให้พ่อแม่ที่อยู่อีกบ้านรู้สึกผิดปกติ จึงโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเกี่ยวกับการหายไปของลูกชายคนโต
จนเวลาผ่านไป 1 อาทิตย์ ภิมก็เริ่มรู้สึกแปลก ๆ เขาเริ่มได้ยินเสียงที่มั่นใจได้เลยว่าเป็นเสียงของจีเทนดรา และนอกจากจะได้ยินเสียงของพี่ชายแล้ว ภิมก็ยังฝันเห็นเขาบุกเข้ามาทำร้ายทุกคืน และในคืนหนึ่งภืมก็ฝันเห็นพี่ชายมาบีบคอแถมยังขู่ว่าจะตามหลอกหลอนให้ไม่ต้องหลับต้องนอนไปตลอดชาติ จนภิมต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมาแล้วรอจนเช้าก็รีบเดินทางกลับไปหาพ่อแม่ที่บ้าน
เขาสารภาพว่าตัวเองได้ฆ่าพี่ชายไป ซึ่งหลังจากที่พ่อแม่ของภิมได้รับรู้ พวกเขาจึงนำตัวภิมไปส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเราก็ไม่ได้ข่าวอีกเลยว่าเป็นอย่างไรหลังจากที่ถูกจับกุมตัว



จอห์น นะคูน่า

ที่ประเทศอัฟริกาใต้ ในปี ค.ศ. 2002... จอห์น นะคูนา กับเพื่อนอีกสองคนได้ลักพาตัว บ็อบ รูเอล บาลอย มาสังหาร ด้วยการถอดเสื้อผ้าของเขามามัดมือและเท้า จากนั้นก็ค่อยลงมือซ้อมอย่างโหดเหี้ยม เท่านั้นยังไม่พอ จอห์นและเพื่อนยังใช้น้ำมันเบนซินราดไปที่ตัวบ็อบจากนั้นก็จุดไฟเผา นั่นจึงทำให้บ็อบเสียชีวิตทันที และศพถูกพบในเวลาต่อมาโดยชาวไร่ ซึ่งก็แน่นอนว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรุดเข้ามาตรวจสอบ

(ภาพจาก: listverse)
จอห์นได้หนีการจับกุมไปอยู่ที่เมืองอื่น แต่ถึงจะหนีตำรวจไปได้ก็ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่ถูกใครตามหลอกหลอน ใช่แล้ว!... ผีของบ็อบ รูเอล บาลอยที่คอยตามรังควานเขาตลอดทุกคืน ด้วยการพูดกับจอห์นว่า

“ไปบอกครอบครัวฉันด้วย ว่าแกคือหนึ่งในคนที่ฆ่าฉัน เลือกเอาว่าจะได้นอนหลับอย่างสบาย หรืออยากผวาตื่นมามองข้าตลอดไป !”
จอห์นสะดุ้งตื่นด้วยความกลัวแล้วรีบเดินทางไปยังบ้านของบ็อบ เพื่อสารภาพความจริงทุกอย่างให้พวกเขารู้


ซึ่งก็แน่นอนว่าครอบครัวของบ็อบคงไม่เก็บจอห์นเอาไว้แน่ ๆ เจ้าหน้าที่ตำรวจรีบเดินทางมาจับกุมตัวเขาไปสอบสวน ซึ่งจอห์นก็ให้ความร่วมมือกับตำรวจอย่างดี ด้วยการซักทอดเพื่อน ๆ อีกสองคนให้มาร่วมชดใช้กรรม
สุดท้ายหลังจากการพิจารณาคดีจบลง จอห์นได้รับความเมตตาจากศาลเพราะสารภาพทุกอย่าง ได้ลดโทษเหลือจำคุกเพียง 15 ปี ส่วนเพื่อน ๆ ต้องโทษตลอดชีวิต ซึ่งก็แน่นอนว่าหลายคนที่ได้ทราบข่าวนี้ ต่างก็ไม่พอใจว่าทำไมจอห์นถึงได้รับโทษน้อยไป แต่ต้องรอดูกันต่อไปว่า ผีของบ็อบจะยอมลดโทษให้เหมือนกันหรือไม่ ?



เอเดรียน ดาว


(ภาพจาก: i.cbc.ca)
คดีต่อมามันเกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 2010... เจนิเฟอร์ สจ็วต ถูกฆาตกรรมจนเสียชีวิตด้วยขวาน ภายในที่จอดรถของห้างแห่งหนึ่ง คดีของเธอกลายเป็นคดีที่ไม่สามารถหาตัวคนร้ายได้ตลอดมา กินเวลาจนเกือบ 9 ปีเลยทีเดียว แต่นั่นก็หมายความว่าหลังจากเวลาผ่านมา 9 ปี คนร้ายก็เกิดออกมามอบตัวสารภาพผิด ชายคนนี้ก็คือ เอเดรียน ดาว ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็ถึงกับงงว่า ชายคนนี้ทำผิดจริงหรือว่าแค่อยากเป็นข่าว

หลักฐานที่พบในที่เกิเหตุ

"เจนิเฟอร์ สจ็วต" ผู้เสียชีวิต

เพราะหลังจากการตรวจสอบตำรวจไม่พบอะไรเชื่อมโยงกับเอเดรียนเลยแม้แต่น้อย แต่เอเดรียนเองก็ไม่ยอมให้ตำรวจสงสัยนานนัก เขาพยายามพูดถึงจุดสำคัญในคดีสองจุด ที่มีแต่ฆาตกรเท่านั้นจะรู้เรื่องนี้ พอเป็นเช่นนี้เจ้าหน้าที่สอบสวนจึงส่งกระดาษให้กับเขา แล้วบอกให้เขียนขั้นตอนการฆาตกรรมออกมา ซึ่งพอเขาเล่าจบเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงลงความเห็นว่า หมอนี่น่าจะเป็นฆาตกรตัวจริงอย่างแน่นอน


เอเดรียนเล่าว่าเขาสังหารเจนิเฟอร์ สจ็วต เพราะอยากจะเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในอาชีพด้านดนตรี เอเดรียนเชื่อว่าถ้าเขาฆ่าใครสักคนได้สำเร็จ เขาก็จะสามารถกลายเป็นแร็บเปอร์ผู้ยิ่งใหญ่ได้ เพราะใคร ๆ จะพูดว่า นี่ไงผลงานเพลงของนักฆ่า !
แต่ก็กลายเป็นว่าหลังจากที่เอเดรียนฆ่าเจนิเฟอร์สำเร็จ เขากลับถูกวิญญาณของเธอตามหลอกหลอนตลอดมา แถมวิธีที่ถูกตามรังควาญนั้นเขาบอกว่าเห็นเจนิเฟอร์บินมาหลอกแบบจัง ๆ แถมยังเห็นวันละ 2 เวลา แบบนี้จะให้ทนต่อถึงปีที่ 10 อย่างไรไหว !


ซึ่งเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่า แท้ที่จริงแล้วเอเดรียนประสาทหลอนหรือโดนวิญญาณตามหลอกหลอนจริง ๆ อันนี้ก็ต้องใช้วิจารณญาณกันด้วยนะครับ


แดเนียล เฟรนช์



แต่อย่างไรก็ดีเรายังมีอีกคดีที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านสำหรับผู้เกษียณอายุในเมืองมอนโรรัฐโอไฮโอ แดเนียลเฟรนช์ คนงานก่อสร้างในโครงการซ่อมบำรุงได้ตัดสินใจบุกปล้นบ้านหลังหนึ่ง เพราะต้องการเงินมาใช้จ่าย เหยื่อก็คือแม่เฒ่าวัย 87 ปี ชื่อ บาบาร่า ฮาว โดยแดเนียล เฟรนช์พยายามทำให้เธอสลบด้วยการใช้ปืนของเขาทุบไปที่ท้ายทอย แต่กลายเป็นว่าแม่เฒ่ากลับไม่ยอมล้มลงไป

พอเป็นแบบนั้นแดเนียลจึงตัดสินใจบีบคอแต่แม่เฒ่าก็ไม่ยอมหมดสติไปอีก แดเนียลจึงเพิ่มแรงบีบเค้นเข้าไปจนในที่สุดแม่เฒ่าบาบาร่าก็ทนไม่ไหวเสียชีวิตคามือ แดเนียลรีบนำศพของแม่เฒ่าไปซ่อน จากนั้นจึงเริ่มค้นหาข้าวของต่อ ซึ่งเขาก็ได้ไปเพียงเงิน 18 เหรียญ และแหวนเพชรอีก 1 วง ก่อนที่จะหนีไป

เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถปิดคดีฆาตกรรมแม่เฒ่าบาบาร่าได้ถึง 2 ปี แต่หลังจากนั้นไม่นานพวกเขาก็สามารถรวบรวมหลักฐานวัตถุพยาน จนมากพอที่จะจับตัวแดเนียล เฟรนช์ มาสอบสวนได้
โดยในช่วงการสอบสวนเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ทันถามแดเนียลสักเท่าไหร่ เขาก็รับสารภาพทันทีว่าเป็นฆาตกร และยังบอกกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกว่ารู้สึกแย่มากที่สังหารแม่เฒ่าบาบาร่าคนนี้ และยังบอกอีกว่าเขาเห็นวิญญาณของเธอตลอดมา และอยากจะขอโทษกับทุกสิ่งที่ทำลงไป

เทอรี่ ชายส์


(ภาพจาก:  Dan Coyro/Santa Cruz Sentinel)
ปิดท้ายด้วยคดีของชายคนนี้ ในปี ค.ศ. 1987... เทอรี่ ชายดส์ ได้ใช้มีดแทงสาววัยรุ่นวัย 17 ปี ชื่อ หลุยซ์ ซิกาล่า จนเสียชีวิต หลังจากเขาถูกจับศาลก็ได้พิจารณาให้ต้องไปชดใช้กรรมในคุก 41 ปี และในขณะที่ถูกคุมขังนั้นเทอรี่ก็ได้รับสารภาพในคดีฆาตกรรมอื่น ๆ เพิ่มเติมเข้ามาอีก หนึ่งในเหยื่อของเขานั้นก็คือ ลินดา แอนน์ โจโซวิช
โดยในปี ค.ศ. 1979 เขาลักพาตัวเธอมาจากที่จอดรถแห่งหนึ่ง จากนั้นก็ทุบตี รัดคอ และใช้มีดแทงจนเสียชีวิต ก่อนที่จะนำศพของเธอไปซ่อนไว้ในแถบหุบเขาซานตาครูซที่อยู่ทางตะวันตกของแคลิฟอร์เนีย ซึ่งในรายของลินดานี้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องใช้เวลากว่าสิบปีถึงจะหาศพเจอ


เทอรี่ ชายดส์บอกถึงสาเหตุที่ทำให้เขาสารภาพในคดีอื่นเพิ่มมาว่า เขาต้องการเป็นอิสระจากปีศาจ โดยเล่าว่าถูกวิญญาณของเหยื่อหลายรายตามหลอกหลอนตลอดมา แม้ตัวเองจะถูกคุมขังไปแล้วเทอรี่ก็ยังคงถูกวิญญาณเหล่านั้นตามมารังควานถึงในคุก
เขาบอกว่าผีเหล่านี้จ้องมองมาที่เขาแล้วพูดว่า “กินสมองของมันซะ !” และเทอรี่ยังยืนยันอีกว่าหนึ่งในวิญญาณที่หลอกหลอนเขานั้นก็คือลินดา แอน โจโซวิช โดยหลังจากที่เขาสารภาพทุกอย่างแล้วก็ไม่ถูกวิญญาณของลินดาตามหลอกหลอนอีกเลย
และด้วยการออกมาสารภาพเพิ่มเติมครั้งนี้ จึงทำให้ศาลต้องนำตัวเทอรี่มาพิจารณาคดีอีกครั้ง และรอบนี้เขาได้รับโทษเพิ่มขึ้นมาเป็นจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่สามารถขออภัยโทษได้ตลอดกาล

(ภาพจาก: Joan Lynch)
ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดที่เราได้นำเสนอไปนั้น มิติที่ 6 อยากจะให้ท่านผู้ชมมองไปยังจิตใจของคนร้าย ที่ถึงแม้เขาเหล่านั้นจะก่อคดีฆาตกรรมด้วยความเหี้ยมโหด แต่จะมีสักกี่รายที่ใจยักษ์ใจมารสามารถทำได้โดยไม่ละอายใจ ซึ่งนั่นก็น่าจะเป็นอีกครั้งที่บอกกับพวกเราว่า ก่อนที่จะทำอะไรไม่ดีลงไป โปรดหยุดคิดไตร่ตรองให้ดีว่ามันคุ้มหรือไม่ เพราะถ้าทำลงไปแล้วเราอาจต้องเผชิญกับผีร้ายที่ยังวนเวียนอยู่ เหมือนกับคนร้ายทั้ง 10 รายนี้ !

หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรืออย่าลืมทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี

แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา: 10 Murderers Haunted By Their Victim’s Ghost - SAM DUNSMORE

แท็ก: 10 Murderers, Haunted, Victim, Ghost, 10 ฆาตกร

วันอังคารที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2560

รวมประสบการณ์ถูกผีอำจากท่านผู้ชมทางบ้าน




หลังจากที่มิตที่ 6 นำเรื่องผีอำมาเล่าถึงอาการ สาเหตุ และวิธีการแก้ไขกันไปเมื่อคืนวันจันทร์ที่ 21 สิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา ก็มีท่านผู้ชมได้นำเรื่องเล่าประสบการณ์ผีอำมาเล่าสู่กันฟังถึงความน่ากลัว ในช่วงที่ต้องเผชิญ รวมไปถึงอาการที่เห็นคนเป็นผีอำจนหนักถึงชีวิต ซึ่งแต่ละเรื่องก็น่าสนใจมาก ๆ ทำให้ผู้บรรยายตัดสินใจนำทุกเรื่องราวมารวมให้ท่านผู้ชมอ่านกันที่เว็บไซต์ www.mitithee6.com กันไปเลยน่าจะดีกว่าที่จะทิ้งเอาไว้ใน เฟซบุ๊ก ที่สักพักทุกอย่างมันจะหายไป เราลองมาอ่านกันดูไปยาว ๆ เลยครับ


เรื่องแรกจากคุณธีรพงษ์ (เล่าไว้ในรายการสดแล้ว)

เหตุการณ์เกิดขึ้น เวลาตี 2 กว่าผมนอนอยู่กับพี่สองคนบนชั้น 4 ของบ้าน ผมเริ่มขึ้นนอนเวลา 3ทุ่ม ไม่นานนักผมก็หลับไป ผมมารู้สึกตัวอีกทีก็เหมือนมีคนมาบีบคอผมแล้ว แต่ความรู้สึกเหมือนตัวเราครึ่งหลับครึ่งตื่น ผมเห็นเป็นผู้ชายใส่เสื้อเหลืองไม่มีขาบีบคอผมอยู่ ผมพยายามสกิตพี่ที่นอนด้วยก็ขยับตัวไม่ได้ จนผมนึกถึงพระที่ผมใส่ มันก้อค่อยๆหายไป ผมหายผมก้อนึกว่าฝันไป

ผมกำลังจะนอนต่อแต่เหตุการณ์แบบเดิมก็เกิดขึ้นอีก เรียกพี่ก็ไม่ได้ยินสกิตก็ขยับตัวไม่ได้ ครั้งนี้เป็นหนักจนแทบจะขาดใจตายเลย ผมนึกอะไร่ไม่ออก พอดีสักพักก็นึกถึงคาถาป้องตัวที่เรียนมาจากตา เลยท่องในใจก็เริ่มขยับตัวได้นิดหน่อย ผมเลยหายใจลึกๆตั้งใจสะบัดจนหลุด เหงื่อผมไหลออกมาเปียกทั้งตัวเลยครับ แต่ที่ผมตกใจคือตอนหลุด มือของผมกำลังบีบคอตัวเองอยู่ และหลังจากนั้นผมก็นอนต่อ แต่ผมเอาพระขึ้นมาไว้ที่หน้าอก และผมก็หลับไปจนเช้าเลยครับ

เรื่องที่ 2 จากคุณเพชร (เล่าไว้ในรายการสดแล้ว)

สวัสดีครับ...

ผมมีเรื่องถูกผีอำมาเล่าให้ฟังเพราะได้ยิน Live สดของพี่เมื่อคืนว่าสัปดาห์หน้าจะเล่าเรื่องผีอำ

เรื่องมีอยู่ว่า ผมกับแฟนไปอยู่ด้วยกัน 2 คนที่ปทุมฯ อยู่มาหลายเดือนแล้วและไม่กี่เดือนที่ผ่านมาผมมีอาการถูกผีอำ คือวันนั้นผมเข้างานกะดึกเลยงีบหลับตอนหัวค่ำ นอนไปได้สักพักก็มีอาการเหมือนกับฝันไม่ใช่เรื่องจริงก็ไม่เชิง

คือมีเงาดำๆ ได้พาผมไปที่ รพ. และตอนนั้นใน รพ. เขามีการเช็คชื่อว่าใครรอดหรือเสียชีวิต พอผมกำลังจะเข้าไปเช็คชื่อว่ารอดชีวิตกลับถูกเงาดำดึงแขนไว้ไม่ไห้ไปเช็คชื่อผมก็ยื้อๆ และสะดุ้งตืนมานิดนึงและเผลอหลับต่อ (ก็ไม่ได้คิดอะไร)

พอหลับรอบที่ 2 ผมก็โดนผีอำอีกรอบคราวนี้เป็นระเบียงหลังห้อง (ตอนที่เกิดเรื่องเป็นหอพักผมอยู่ชั้น 4) มีเงาดำเหมือนเดิมมาผลักผมจากด้านหลังให้ไปที่ระเบียง และจะผลักผมให้ตกระเบียง ผมก็ยื้อสุดตัวในตอนนั้นผมเรียกแฟนผมด้วย เรียกดังมากๆ แฟนก็ไม่ได้ยินทั้งๆ ที่แฟนนั่งอยู่ข้างๆ

ยื้อไปยื้อมาจนผมหลุดจากการผลักผมก็ตื่นขึ้นมาจนแฟนตกใจเพราะตอนนั้นเหงื่อท่วมตัวเลยเหมือนออกแรงอะไรสักอย่าง ผมก็เล่าให้แฟนฟังว่าโดนผีอำ แฟนก็บอกทำไมไม่เรียก... ผมก็บอกว่าเรียกแล้วดังด้วยแต่ไม่มีเสียง ผมจึงแน่ใจได้เลยว่าโดนผีอำ #เรื่องผีอำผมเชื่อมากๆ เพราะเคยโดน 2-3 รอบ แต่รอบที่เล่าให้ฟังหนักสุด

เรื่องจาก คุณแก้มยุ้ย บิ๊ก วาย

มาเล่าเรื่องผีอำให้ฟังบ้างนะ

ตอนนั้นอายุ 24-25 ปี เช้าวันนั้นเป็นวันอาทิตย์ เราสามารถตื่นสายได้เป็นปกติ (เรานอนตะแคงนะ) หันหลังให้ประตู เรารู้สึกเหมือนมีคนมาสะกิด  ตอนแรกเราก็นึกว่าแม่คงมาเรียก เราก็สะบัดแบบยังไม่อยากตื่น แต่ก็ถูกสะกิดอีก ก็เลยหันมา ก็ตกใจ  เห็นเป็นเด็กแต่ไม่มีหัว ไม่สวมเสื้อ เป็นเด็กเจ้าเนื้อ สวมแต่กางเกง มือของเขาก็มาบีบคอเรา มานั่งทับอยู่บนตัว เราก็ร้อง แต่ร้องเท่าไหร่ก็ไม่มีเสียง

พยายามดิ้นก็ดิ้นไม่ได้ นึกบทสวดอะไรก็ไม่ออกเพราะตกใจ นึกถึงคำพูดเพื่อนว่า ถ้าถูกกุมารมาแกล้งให้บอกเขาไปว่า ถ้าไม่หยุดจะแช่ง เราก็เลยคิดในใจไปว่า "ถ้าไม่หยุดจะแช่งแล้วนะ" หลังจากนั้นเด็กคนนั้นก็หายไป เราก็ลุกขึ้นได้

หลังจากนั้นอีก 2-3 วัน  ก็เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก  แต่คราวนี้เป็นเด็กผู้หญิงมาบีบคอแต่ไม่ได้มานั่งทับ แต่ยืดแขนยาว ๆ จากข้างเตียงมาบีบคอเรา ไม่มีหัวอีก ใส่ชุดสีแดงลายจุดขาว  คราวนี้ก็เหมือนกันไม่มีเสียง ดิ้นไม่หลุด แต่สักพักเธอก็หายไป แต่คราวนี้มีรอยเท้าเล็ก ๆ วิ่งรอบตัวเราบนที่นอน เรานอนตะแคงอยู่รู้สึกเลยว่ามีเท้าเด็กเล็ก ๆ วิ่งอยู่บนที่นอน  พอหลุดได้ลุกออกจากห้องไปห้องแม่เลย แม่ถามเป็นอะไรก็เล่าให้แม่ฟัง แม่เลยพาไปวัด หลวงพ่อบอกว่า "นิสัยเราเหมือนเด็ก และชอบเด็ก เขาเห็นเราใจดีเลยอยากมาอยู่ด้วย"

อีกเรื่องเมื่อไม่นานมานี้  ระหว่างนอนกำลังจะตื่น ก็รู้สึกเหมือนได้ยินเสียงคนมาเรียก ทั้ง ๆ ที่นอนอยู่คนเดียวในบ้าน พ่อแม่ไม่มีใครอยู่บ้าน ก็เลยพยายามลืมตาตื่นแต่ไม่สามารถลืมตาได้ และได้ยินเสียงหัวเราะ "หึ หึ หึ" ใจก็กลัวมาก สุดท้ายนึกถึงแต่บท อิติปิโสฯ  เลยพยายามท่อง ท่องผิด ๆ ถูก ๆ สุดท้ายลืมตาได้ เห็นเป็นเงาดำ ๆ หายออกไปทางกำแพง

เรื่องจาก คุณยศวดี

แฟนเก่าเราเป็นคนไทยเชื้อสายจีนชื่อ ก. และพี่ ก.มีแฟนเก่า ชื่อ ป. คือพี่ ป. โดนผีอำทุกวัน จนหลังๆ เริ่มหนักขึ้นๆ จนหูแว่วและเริ่มเห็นภาพคนเดินไปๆ มาๆ แต่แกเห็นคนเดียวคนทั้งบ้านไม่เห็น หนักเข้าเริ่มพึ่งไสยศาสตร์ไปหาหมอผีไม่ไปหาหมอที่โรงพยาบาล จนหนักมากๆ คือทานอะไรก็อาเจียนออกหมด และสุดท้ายเลือดออกที่หัว ผมร่วง และอาการหนักมากๆ เดินไม่ไหว ผอม

สุดท้ายเลิกพึ่งไสยศาสตร์ไปหาหมอจึงรุู้ว่าเป็นรูคีเมียระยะสุดท้าย ตอนนี้เสียแล้ว เสียบนเตียงที่เรานอนเพราะเราเป็นแฟนคนใหม่ของพี่ ก. แต่เราไม่เคยเห็นผีพี่เค้าและไม่เคยโดนผีอำทั้งที่ที่นอนที่เรานอนยังมีคราบเลือดตอนพี่เค้าสำลักเลือดอยู่เลย

เราไม่รู้คนอื่นคิดยังไงแต่เราว่าอาการผีอำมาจากความเจ็บป่วย สภาพจิตใจ และลักษณะการนอนของบุคคลนั้นๆ มากกว่า ถ้าผีมีจริงเราเป็นแฟนใหม่พี่ ก. เราต้องเจอบ้างล่ะ เออมีครั้งนึงใส่บาตรอฐิฐานถึงเค้าแล้วหยิบลอตเตอรี่ถูกสามตัว แต่เราก็ยังไม่เชื่อน่ะว่าผีให้ถูกเพราะผีไม่มีจริงสำหรับเรา

เรื่องจาก คุณ Kurt Roachjanawit 

เรื่องของผมแอดน่าจะอยากฟัง (โดยเฉพาะเรื่องที่2)

ผมก็ถูกผีอำบ่อยและประจำ เรื่องที่เคยประสบมีอยู่เด่นๆ 2 เรื่องที่น่าจะเล่าได้

1. ผมอยู่ในค่ายทหารเป็นทาวเฮ้าส์ 2 ชั้น แถวนึงมีสิบห้อง แม่ขอแลกห้องกับอีกแถวซึ่งเป็นห้องหนุ่มโสด ห้องที่แลกมาเจ้าของเดิมป่วยเสียชีวิตในบ้าน (หลังตายมีคนสร้างศาลไว้หลังบ้าน) แล้วมีข่าวลือว่าห้องข้างๆ เค้ามองจากข้างนอกเข้าไปแล้วเห็นผู้หญิงใส่ชุดไทยนั่งอยู่ตรงบันไดขึ้นชั้นสอง

ผมเป็นคนชอบดูทีวีดึกๆ แล้วมักจะหลับคาทีวี มีคืนหนึ่งเผลอหลับไป แล้วรู้สึกตัวตื่นมากลางดึก (ตอนหลังรู้ว่าเป็นตีสอง) ลืมตาขึ้นมาเห็นเงาคนดำๆ ยืนอยู่ด้านขวาศรีษะ ผมนอนดูกับพื้นบ้าน แว๊บแรกเข้าใจว่าแม่มาปลุกให้ขึ้นไปนอนชั้นบน (ซึ่งแม่ก็ทำเป็นประจำ)

ผมก็เลยจะยกมือขวาขึ้นแล้วพูดว่า "แม่เหรอ ?" แต่กลายเป็นร่างกายแข็ง มือที่ยกขึ้นตั้งฉากกับพื้นค้างอยู่อย่างงั้น ปากอ้าส่งเสียงว่า "แม่" ค้าง แต่ไม่มีเสียงออกมา ก็รู้ตัวว่าผีอำ เงาดำๆ ก็ยังยืนค้ำหัวอยู่อย่างนั้น ซึ่งก็พยายามมองหน้าแต่ก็ไม่เห็นหน้า ผมพยายามดิ้นอยู่สักพักก็หลุด เด้งลุกขึ้นมานั่ง สรุปเงาดำก็หายไปเหงื่อแตกพลั่กตามสเต็ป

2. อีกเหตุการณ์ที่แปลกคือ ตอนโดนอำบนเตียงแล้วผมเฉยๆ อยากอำก็อำไป แต่คราวนี้มาแปลกเลยพออำแล้วผมไม่สนใจ ผมรู้สึกว่ามีมือคนมีจับที่ข้อเท้าผมทั้งสองข้าง และกระชากผมไปทางปลายเตียงจนรู้สึกว่าก้นและสะโพกหลุดตกจากปลายเตียง แล้วผมก็หลุดจากการอำ สะดุ้งสำรวจตัวเอง ไม่ได้ตกเตียงไปไหนยังนอนอยู่ที่เดิม

* สรุปความเชื่อผมกับบางอย่างที่แย้งๆ กับแอดดังนี้ครับ..
  • ผมไม่กลัวผี ไม่คิดว่าผีมีในโลก ก็เลยคิดว่าเป็นอาการทางร่างกาย ระบบประสาท อื่นๆ ปกติในกรณีผมคือจะอำก็อำไปกูจะนอนไม่ได้จะลุกไปไหนอยู่แล้ว 
  • อาการผีอำกับสะดุ้งตกจากที่สูงเป็นร่วมกันได้เหมือนที่ผมเล่าครับ อำแล้วผมไม่สนแอบมีจับขาแล้วกระชากลงจากเตียง
  • ผมเล่นบาส ปั่นจักรยาน เล่นเวท ออกกำลังกายหนักมากเกือบทุกวัน ประมาณสายบ้าพลังครับ ก็ยังโดนอำครับ เลยคิดว่าออกกำลังกายไม่น่าช่วยอะไร (สำหรับบางคนมั้ง) ขอบคุณแอดและทีมงานครับ ติดตามคลิปมานานสนุกมาก จะรอติดตามตลิปต่อไปครับ \m/

เรื่องจาก คุณ Accel D Miang เล่าว่า

หลังจากดูคลิปแล้วผมก็อยากจะเล่าประสบการณ์ที่เคยเจอผีอำมาบ่อยมากๆ 😂

ผมก็เคยเจอเหตุการณ์ผีอำแบบมาเป็นกลุ่มเหมือนกับครับ บ่อยมากๆ แต่จะมี 2 ครั้งที่น่ากลัวที่สุดครั้งแรก คืนนั้นมีเงาเหมือนเงาคนตัวใหญ่ประมาณ 4-5 เงา มองไม่เห็นหน้าแต่ตัวใหญ่มากๆ ยืนล้อมทุกทิศ แรกๆเหมือนเงาพวกนั้นจะคุยอะไรกันบางอย่าง แล้วจู่ๆ เงาพวกนั้นก็เริ่มยื่นมือเข้ามาใกล้ที่ท้องเหมือนกับว่าจะจั๊กกะจี้หรือพยายามล้วงเข้ามาในท้องก็ไม่ทราบ ผมก็ได้แต่นอนตัวเกรง เกรงท้องเอาไว้ แล้วสักพักก็สะดุ้งตื่นขึ้น

ครั้งที่ 2... ครั้งนี้มาคนเดียว คืนนี้เป็นคืนที่โดนหนักมากแบบ 5 ครั้งติด คือสะดุ้งตื่นแล้วนอนต่อ วนลูปไปประมาณ 5 ครั้ง (โดนจนชินแต่ห่วงนอนเลยนอนต่อ) แต่ที่จำได้ชัดๆมี 2 ครั้ง หลังจากผมนอนหลับได้สักพักเหมือนกับว่าเราสามารถมองเห็นทั่วห้องนอนโดยที่ผมยังนอนหลับอยู่ จากนั้นก็ได้ยินเสียงกีต้าร์ที่พิงอยู่ข้างห้องมีเสียงเหมือนมีคนดีดมันอย่างเเรง

แล้วจู่ๆ ก็มีคนเข้ามานั่งอยู่ข้างๆ ที่นอน ตอนนี้ผมสามารถมองเห็นหน้าเขาได้ชัดเจนมาก ใบหน้าเขาเหมือนกับแป๊ะยิ้มที่เดินนำขบวนแห่ของคนจีน จากตอนแรกเขาแค่นั่งมองผมอยู่ข้างๆ แล้วจู่ๆ เขาก็ได้ยื่นหน้าเขามามองผมแบบใกล้มากๆ ชนิดที่ว่าหายใจรดต้นคอเลยทีเดียว ผมได้แต่ยิ้มตอบ ทำใจดีสู้เสือ ผมพยายามจะพูดถามว่าต้องการอะไรแต่ก็พูดไม่ออก จนเวลาผ่านไปได้สักพักแล้วผมก็สะดุ้งตื่น

เรื่องจาก คุณคนธรรมดา ที่ไม่จำเป็นกับใคร

สวัสดีครับผม รายการมิติที่ 6  คือผมอยากเล่าประสบการณ์ผีอำเป็นสิบกว่าครั้งของผมให้มิติที่ 6 ฟังโดยจะเขียนข้อความส่งให้ทางมิติที่ 6 อ่านครับ และวิธีแก้ผีอำหากเป็นผีอำขึ้นมา

การเห็นผีอำครั้งแรกของผมคือ คืนนั้นผมหายใจไม่ออกและตื่นมากลางดึกแต่ก็ลืมตาไม่ขึ้นขยับไม่ได้และตัวเองกำลังนอนคว่ำอยู่ ผมพยายามจะดิ้นจะพลิกตัวแต่ก็ไร้ผลและผมยิ่งดิ้นผมยิ่งทรมานเพราะอากาศที่จะหายใจก็ไม่มีแถมต้องมาเกร็งก้ามเนื้อเพื่อพลิกตัว ตอนนั้นผมก็คิดว่าตัวเองคงจะตายแล้วแน่ๆ ก็เลยปล่อยเลยตามเลยไปแต่ปรากฏว่าผมยังตื่นมาเห็นอีกวันได้อยู่

ครั้งที่ 2 ไม่รู้อะไรมาดลใจผม ผมอยากที่จะถูกผีอำอีกคือมันเป็นความคิดที่โง่มาก เพราะผมคิดว่าถ้าผมสามารถรู้วิธีแก้อาการแบบนี้วันข้างหน้าผมก็จะไม่เป็นอะไร เมื่อคิดได้แบบนั้นผมจึงนอนคว่ำและพูดในใจว่ามาอีกทีต้องทำได้และก็สำเร็จ คำขอคืนนั้นอาการเหมือนครั้งแรกที่เป็นผมพยายามใช้ปากหายใจแทนจะมูกแต่ผิดพลาดครั้งใหญ่ เพราะผมคิดตื้นไปว่าจะหายใจทางปากได้ และผมเริ่มอึดอัดเหมือนครั้งแรกหายใจไม่ออกและหมดสติไป แต่ก็ตื่นมาได้ราวปฏิหารย์ ซึ่งอาการนี้คงเป็นอาการไหลตายละมั้งครับ

ครั้งที่ 3 ผมฝันแต่รู้สึกอยู่แบบมันฝันนานมากฝันจนผมอยากตื่นแล้วคือในความฝันมันเป็นยุคใดโนเสาร์และผมได้แต่วิ่งไปวิ่งมา ผมบอกกับตัวเองว่าผมอยากตื่นแล้วแต่ก็ไร้ผลผ่านไปนานมากจนผมไม่รู้สึกเลยว่าเลิกฝันไปตอนไหนและตื่นขึ้นมาแต่ก็ดีกว่า 2 ครั้งที่ผ่านมา

ครั้งที่ 4 ผมฝันว่าผมจมน้ำและคือแบบว่าผมหายใจไม่ออกจริงๆ แบบอึดอัดมากเหมือนร่างกายมันอินไปกับความฝันว่าเราจมน้ำเราหายใจไม่ได้นะ ทั้งๆที่แค่หายใจก็ไม่มีอะไรแท้ๆ แต่สมองสั่งไม่ให้ผมหายใจจนผมเเป็นลมไปเลยล่ะมั้งครับ พอรู้สึกตัวอีกที่ก็ตื่นมาหอบหนักมาก และเป็นแบบนี้ 2-3 ครั้ง

ครั้งที่ 5 นอนหลับสบายตื่นมาคือง่วงอยากหลับต่ออีกสักหน่อย แต่เหมือนมันจะวูบไปแบบว่าพอหลับตาแล้วมันจะวูบอะครับ ผมทนความง่วงไม่ไหวผมเลยนอน พอจะวูบผมเลยสบัดหน้าให้มีสติแต่ผมพลาดไปคือผมสบัดหน้าช้าไปผมเลยกึ่งหลับกึ่งตื่น มันทรมานนะครับที่ได้ยินเสียงทีวี ได้ยินเสียงรถวิ่งแต่ผมกลับลืมตาไม่ขึ้นและขยับไม่ได้และอาการแบบนี้ผมเป็นหลายครั้งมาก ซึ่งผมก็ได้เวลาคิดจากตรงนี้หล่ะว่าผมจะทำยังไงถึงจะแก้ได้

วิธีแก้สำหรับตัวผมแต่ไม่รู้ว่าคนอื่นเป็นจะสามารถหลุดได้มั้ย

วิธีที่ 1
ข่มตาคือแบบว่าหลับตาไม่เป็นธรรมชาติความจริงตาเราหลับอยู่แหละ แต่หนังตามันปิดตาให้สนิทไปอีกและเกร็งกร้ามเนื้อและพอเราคิดว่ามันได้ที่หรือสุดๆ แล้ว ให้เราลืมตาให้ไวที่สุดเท่าที่จะไวได้ วิธีนี้โอกาศที่จะสะดุ้งตื่นมีโอกาศ 50-50 ที่จะสำเร็จทำไมน่ะหรอครับ เพราะบางครั้งทำแล้วเราคิดว่าเราตื่นมาแล้วจริงๆเราอยู่ในห้องนอนของเราแต้สักพักก็จะรู้เองว่าฝันอยู่เพราะขอบจอของตาที่เราเห็นมันเหมือนหมอกสีขาวเหมือนเรากำลังนึกถึงเรื่องอดีตอยู่

ปล. อาการหลังจากลืมตาไวๆ เป็นอาการความฝันส่วนตัว คนอื่นอาจไม่เหมือนกันโปรดใช้วิจารณญานด้วยครับ

วิธีที่ 2
คือหลังจากทำแล้วคุณยังฝันอยู่ให้นอนนิ่งๆจนกว่าเราจะหลับ เอาง่ายๆ คือยอมอะแหละครับ แต่ผีอำแบบที่ 4 ของผมก็ชิวๆนะแค่หยับไม่ได้เฉยๆ สักพักก็ตื่น

แต่ถ้าไม่ตื่นล่ะ ถ้าแบบนั้นก็ทำใจครับเพราะผมไม่ได้เป็นคนสำคัญอะไรกับใครฮ่าๆ จบละครับผีอำของผมและวิธีแก้แบบของผม

เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงจากชีวิตผมเองเลยก็ไม่เข้าใจว่าผมรอดจากผีอำ 2 ครั้งแรกมาได้ไง แค่นี้ละครับ ^^

----

ก็อย่างที่มิติที่ 6 บอกไว้ในรายการสดครับ ถึงแม้อาการผีอำจะมีคำอธิบายจากทางแพทย์ แต่มันก็น่ากลัวมาก ๆ จนคิดว่าใครจิตแข็งแค่ไหนก็ต้องตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอาการไปจนถึงสิ่งที่ต้องมองเห็นหรือสัมผัส รู้ทั้งรู้ว่ามันมาจากสมอง แต่ก็นะครับต้องลองมาเป็นดูกันสักตั้งถึงจะรู้ !



วันจันทร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 Live Radio#4 ผีอำคืออะไร ? ใครเคยโดนผีอำบ้าง ยกมือขึ้น !!!



รอบนี้เรามีเรื่องเล่าประสบการณ์ถูกผีอำจากท่านผู้ชมทางบ้าน พร้อมอัพเดตเรื่อง AI เฟซบุ๊กส่งรหัสลับ และ AI รินนะของญี่ปุ่น รวมถึงอัพเดตภาพสามีชำแหละเนื้อภรรยาที่จีน !!! เชิญรับฟังครับ !

ติดตามเวอร์ชั่นสำหรับนักอ่านได้ที่
http://www.mitithee6.com/2017/08/Live-Radio4.html
-----------
อยากชมเรื่องอะไร แนะนำได้ที่นี่ครับ
http://www.mitithee6.com/p/blog-page.html
-----------
Website : http://www.mitithee6.com/
Twitter : https://twitter.com/mitithee6
Google+ :https://goo.gl/DFmJmz
Facebook : https://facebook.com/Mitithee6/
(Search คำว่า mitithee6 ไม่ต้องเว้นวรรค)
------------
ดนตรีประกอบโดย
Echo of Time, Dreams Become Real โดย Kevin MacLeod
ได้รับอนุญาตภายใต้ Creative Commons Attribution (https://creativecommons.org/licenses/by/4.0/)
ที่มา: http://incompetech.com/music/royalty-free/index.html?isrc=USUAN1300017
ศิลปิน: http://incompetech.com/
-----------
แท็ก:
มิติที่ 6, ไขปริศนา, สารคดี, เรื่องเล่า, เรื่องจริง, ความรู้, เรื่องลึกลับ, เรื่องน่าสนใจ, ลี้ลับ, เหลือเชื่อ, ตอบคำถาม, ฟังก่อนนอน, ผีอำ, AI เฟซบุ๊กส่งรหัสลับ, AI รินนะของญี่ปุ่น

วันอาทิตย์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2560

เช็คก่อนแชร์ ! ภาพสาวจีนถูกชำแหละเนื้อมาทำอาหาร คนจีนเขาว่ายังไง ?

กระแสเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา มีผู้ชมหลายท่านนำภาพน่ากลัวชุดหนึ่งมาให้เราดู โดยผู้ที่เผยแพร่ภาพชุดนี้ล่าสุดมาจากเพจแนวสยองขวัญแห่งหนึ่งจนเกิดกลายเป็นกระแสขึ้นมา

จากความน่ากลัวของมันทำให้เราไม่สามารถนำภาพเวอร์ชั่นชัด ๆ มาให้ชมได้นะครับ


มันเป็นภาพศพของผู้หญิงที่ถูกชำแหละเนื้อออกมาทำอาหาร


ในประเทศจีนเองก็แชร์ภาพนี้กันเป็นวงกว้าง


โดยระบุว่ามันเป็นเรื่องราวเกิดขึ้นในหมู่บ้าน ลางฟาง ลี่หยวน บอกว่ามีชายคนหนึ่ง เขาได้ฆ่าภรรยาตัวเอง จากนั้นก็ทำลายศพ ด้วยการนำเนื้อของเธอไปทำอาหารให้เพื่อนของภรรยานี่แหละกิน แถมยังใส่ห่อให้เอากลับไปกินที่บ้าน จากนั้นก็ส่งภาพถ่ายที่เราเห็นในเน็ตนี่ตามไปให้ดู

โดยในข่าวอ้างว่ามันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีก่อน


ปัญหาก็คือพอข่าวอ้างว่ามันเคยเกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีก่อน เว็บบล็อกแนวตามหาความจริงของจีนเองเขาก็สงสัยเช่นกันว่า 10 ปีก่อนมันไม่เคยมีข่าวหรือภาพแบบนี้เลย แล้วอยู่ดี ๆ มันโผล่มาได้อย่างไร ?

不過目前據網上消息稱,這起案子是10年前的一起案子,之所以當時沒有傳得像現在這麼過分,是因為不知道是什麼原因,當時並沒有被媒體所報導。- KKNEWS.CC
"มันเป็นข่าวออนไลน์ที่อ้างว่าเกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีก่อน ทำไมผมถึงไม่เคยผ่านตาจากสื่อมาก่อนเลย"
  ข้อความต้นฉบับโดย 橘子娛樂  

อาจเป็นไปได้ว่า มันเป็นแค่ภาพจากศิลปินแนวซาดิสม์อีกแล้วหรือเปล่า ? แล้วถ้ามันเป็นของจริง มันจะเกิดขึ้นที่ประเทศไหน ทำไมมันถึงไม่เคยเป็นข่าวในจีน แถมของที่ประกอบอยู่ในภาพอย่างกาละมังใส่ผัก , มีด ก็ดูสะอาด ราวกับตั้งใจมาทำอาหาร แต่ตัวบ้านกลับเละเทะ มันผิดปกติไปหมดเลย - ความเห็นส่วนตัวของมิติที่ 6 เอง

เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยมีข่าวเจ้าของโรงแรมหรือร้านอาหารแห่งหนึ่ง จับสาว ๆ มาฆ่าตัดคอแขวนไว้ทั่วพื้นที่ อันนั้นก็เป็นข่าวปลอมที่นำภาพจากศิลปินมาเล่าเหมือนกัน




ก็ต้องรอดูกันต่อไปครับ เพราะไม่ว่าประเทศไหน ๆ บนโลกใบนี้ เว็บไซต์แนวบันเทิงก็ล้วนอยากสร้างเรื่องช็อกความรู้สึกคนดู เพื่อดึงคนเข้ามาในเว็บไซต์ของเขากันนะครับ

ดังนั้นก่อนจะแชร์อะไรออกไปให้ใครดู คิดกันก่อนว่าเรากำลังจะไปทำร้ายเพื่อนเรา หรือคนรอบข้างด้วยภาพน่ากลัวกันหรือเปล่า ?

"วิจารณญาณมีไว้เพื่อให้เรามีสตินะครับ"

เรียบเรียงโดย มิติที่ 6
ที่มา: https://kknews.cc/news/2rvo6y.html

วันเสาร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2560

เช็คก่อนแชร์ ! บราซิลฮือฮา แชร์สนั่นภาพ "เมฆหายนะ" โผล่กลางเมือง

จากกระแสคลิปและภาพท้องฟ้า



..


จริง ๆ เขานำคลิปมาจากอินสตาแกรมของท่านนี้ครับ

A post shared by João Paulo Magalhães (@joaopaulodemolay) on



ในข่าวจาก Sanook.com >>
บราซิลฮือฮา แชร์สนั่นภาพ "เมฆหายนะ" โผล่กลางเมือง
คนบราซิลแห่แชร์ภาพประหลาดเหนือฟากฟ้ายามเย็น หลังพบเห็นก้อนเมฆประหลาด คล้ายทางสะเก็ดดาวตก ร่ำลือถึงขั้นเป็นลางบอกเหตุวันสิ้นโลก
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โลกโซเชียลมีเดียของบราซิลต่างพิศวงสงสัยและแชร์ภาพก้อนเมฆรูปร่างสุดประหลาดอยู่เหนือท้องฟ้า บางคนต่างจินตนาการมองออกเป็นรูปต่างๆ และวิเคราะห์กันไปต่างๆ นานา บ้างก็ร่ำลือว่าอาจเป็นสัญญาณของวันสิ้นโลก 
ตามรายงานระบุว่า ประชาชนชาวบราซิลจำนวนมาก ต่างแชร์ภาพปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่แปลกประหลาด เมื่อเกิดก้อนเมฆรูปร่างประหลาดลอยอยู่เหนือท้องฟ้ายามเย็นที่เมืองเตเชย์รา เด เฟรย์ตัส รัฐบาเฮีย ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของกรุงบราซิเลีย เมืองหลวงของประเทศ 
ภาพก้อนเมฆดังกล่าวมีลักษณะเหมือนกับภาพตกแต่งตัดต่อในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพียงแต่ว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง อีกทั้งยังสายตาประชาชนจำนวนมากมองเห็นปรากฏการณ์ดังกล่าว ก้อนเมฆรูปทรงยาวคล้ายกับฉากอุกกาบาตตกในหนังหายนะของฮอลลิวูด เมื่อกระทบกับแสงอาทิตย์ตอนใกล้ลับขอบฟ้า ทำให้เกิดเงาสะท้อนสีแดงเทาที่ดูน่าเกรงขาม

ภาพของเมฆก้อนที่ถูกแชร์แพร่หลายในเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม หลายคนวิเคราะห์ไปต่างๆ นานา มีทั้งเชื่อว่าเป็นเหตุสะเก็ดดาวตก หรืออาจจะเป็นเมฆของพายุทอร์นาโด บ้างก็โยงไปถึงสัญญาณจากพระเจ้า และก็อ้างว่าเป็นสิ่งเตือนภัยจากวันสิ้นโลก
แต่อย่างไรก็ตาม ก้อนเมฆดังกล่าวปรากฏให้เห็นอยู่เหนือท้องฟ้ายามเย็น ก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนรูปร่างตามกระแสลม ซึ่งในเวลาต่อมาก็ดูเป็นเพียงแนวชั้นเมฆที่ทอดตัวยาวธรรมดาทั่วไป และไม่ได้เกิดภัยธรรมชาติหรือหายนะใดๆ ตามเสียงร่ำลือ - Sanook.com
และลงท้ายแหล่งข่าวว่านำมาจาก - RT.com

-----------

พอเราเข้าไปยังแหล่งข่าวต้นฉบับก็พบว่า ในข่าวของเว็บไซต์สนุกนั้น น่าจะ "สลับที่" เนื้อหาของย่อหน้าแรกไปไว้ที่ย่อหน้าสุดท้ายของข่าวนะครับ
At first look the obscure cloud resembles a meteorite trail or tornado, frozen in time, seconds before the impending doom. At second glance,it looks more like a freaky cloud formation. 
"ดูในตอนแรกน่าจะเป็นควันของหางดาวตก ไม่ก็พายุทอนาโดก่อนจะก่อตัว แต่ดูอีกทีก็เหมือนเมฆประหลาด"

ซึ่งจะเห็นว่าย่อหน้าสุดท้ายของข่าวในเว็บไซต์ Sanook.com เขาก็บอกไว้นะครับ
แต่อย่างไรก็ตาม ก้อนเมฆดังกล่าวปรากฏให้เห็นอยู่เหนือท้องฟ้ายามเย็น ก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนรูปร่างตามกระแสลม ซึ่งในเวลาต่อมาก็ดูเป็นเพียงแนวชั้นเมฆที่ทอดตัวยาวธรรมดาทั่วไป และไม่ได้เกิดภัยธรรมชาติหรือหายนะใดๆ ตามเสียงร่ำลือ - Sanook.com
ดังนั้นสบายใจได้ครับ "แค่อ่านข่าวให้จบ ทุกอย่างก็สงบลงได้เช่นกัน" ครับ

เรียบเรียงโดย มิติที่ 6
ที่มา: Sanook.com และ RT.com