ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันศุกร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 | คลิปยูเอฟโอที่เม็กซิโก, แม็กซ์เฮดรูม และภาพปริศนากวางในบ่อน้ำแข็ง !!!



สวัสดีครับ พบกับรายการมิติที่ 6 ช่วงตอบคำถามประจำสัปดาห์จากท่านผู้ชมที่แวะไปฝากคำถามกันไว้ที่แฟนเพจมิติที่ 6 บน เฟซบุ๊กแฟนเพจ นะครับ โดยแต่ละคำตอบที่เราหามาได้นั้น อาจไม่ใช่คำตอบที่ตรงใจหรือเป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สุด ดังนั้นมิติที่ 6 จึงอยากให้ท่านผู้ชมใช้วิจารณญาณในการพิจารณาคำตอบด้วยนะครับ
กดเพื่อชมบนยูทูป
 คลิปยูเอฟโอที่เม็กซิโก 

เรามาเริ่มกันที่คลิปปริศนาบนฟากฟ้าคลิปนี้ครับ มันเป็นคลิปจากท่านผู้ชมที่สนใจเกี่ยวกับยูเอฟโอหลายท่านส่งมาให้กับเรา ซึ่งส่วนใหญ่ก็ถามเหมือนกันครับว่ามันคืออะไร ? และจริงหรือเปล่า ?


เราได้ไปค้นข้อมูลที่มาจากเว็บไซต์ Snopes ซึ่งเป็นเว็บไซต์ชุมชนที่ตั้งขึ้นมาเพื่อหาคำตอบของข่าวลือและปริศนาบนโลกอินเตอร์เน็ต โดยทางสโนปส์บอกว่า

กดเพื่ออ่านบทความของสโนปส์
คลิปนี้ถูกอัพโหลดซ้ำแล้วซ้ำอีกกันมาหลายรอบ แต่ที่น่าจะเป็นต้นฉบับนั้นเป็นคลิปที่ถูกอัพโหลดช่วงเดือนมีนาคม ค.ศ. 2017 เจ้าของคลิปเขียนเอาไว้ว่า "มันถูกถ่ายได้จากที่ไหนสักแห่ง เหนื่อน่านฟ้าของเมืองโซโนร่า ทางเขตชายแดนเม็กซิโกกับประเทศสหรัฐอเมริกา"

โดยหลังจากที่คลิปนี้ถูกปล่อยออกมาทางหนังสือพิมพ์แนวบันเทิงของเม็กซิโกก็เอาไปลงข่าว แต่แทนที่จะลงให้ละเอียดว่าได้คลิปมาจากไหน เขาก็ไม่ระบุว่าใครเป็นผู้ถ่าย และต่อมาคลิปนี้ก็ถูกรีอัพโหลดกันอีกหลายครั้งในหลายประเทศหลายภาษา บางคนก็บอกว่ามันอาจจะเป็นโดรนบังคับวิทยุ ติดไฟ LED หรือเปล่า ?
แต่ก็มีหลาย ๆ คนระบุว่ามันเป็นคลิปที่ถูกสร้างขึ้นจากซอฟท์แวร์ตัดต่อภาพยนตร์สเปเชี่ยลเอ็ฟเฟ็กซ์ ที่รู้จักกันในชื่อ "อาโดบี้อาฟเตอร์เอ็ฟเฟ็กซ์" โดยให้ข้อสังเกตว่า ถ้ามันเป็นคลิปของจริงทำไมตอนที่ถ่ายอยู่ถึงไม่มีเสียงใครพูดจาอะไรเลย และลักษณะการใส่ลูกเล่นว่ากล้องซูมเข้าออกไปที่ตัวยูเอฟโอ รวมไปถึงการพยายามโฟกัสของกล้องมันก็จงใจ ซึ่งถ้าคลิปนี้ถูกถ่ายทำจากกล้องมือถือ มันก็ไม่น่าจะถ่ายติดได้ชัดเจนขนาดนั้น
นั่นจึงทำให้ทางสโนปส์สรุปว่าเป็นคลิปที่ทำขึ้นมา และบอกว่าถึงจะเห็นอยู่ว่ามันเป็นของที่ทำขึ้นแต่ก็ไม่ได้ฟันธงว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ เนื่องจากมองว่าข้อมูลที่มีตอนนี้มันยังไม่พอ เลยต้องแขวนสถานะเป็น "ยังไม่ชี้ชัด" เอาไว้ก่อน

ซึ่งก็น่าคิดเหมือนกันว่าถ้ามันเป็นคลิปของจริง ก็น่าจะมีการระบุวันเวลาและสถานที่ รวมไปถึงผู้ที่ถ่ายไว้ได้ ดังนั้นถ้าใครพบเจอคลิปแนวนี้ที่ไหน อันดับแรกลองค้นหาก่อนเลยครับว่ามีรายละเอียดพวกนี้อยู่หรือเปล่า ? ถ้าไม่มีเราก็ดูไว้เพื่อความบันเทิงก่อนก็ดีนะครับ
---------------

 แม็กซ์เฮดรูม (Max Headroom) 

คุณชาร์ลส์ ไมล์ แมนสัน ส่งคลิปนี้มาให้เราดูและบอกกับเราว่า “ไขปริศนาเรื่อง Max Headroom หน่อยครับ”
ในคลิปเราจะเห็นว่าในขณะที่รายการทีวีกำลังฉายกันอยู่ดี ๆ ภาพมันก็ถูกตัดไปกลายมาเป็นชายลึกลับ สวมหน้ากากแบบครอบทั้งศีรษะ พูดจาฟังไม่ได้ศัพท์ และจบด้วยกิจกรรมที่ไม่น่าดูครับ คือเขาถอดกางเกงออกแล้วให้ใครอีกคนเอาไม้ตีก้น จากนั้นภาพก็ตัดกลับไปที่รายการปกติ
ต้องขอบอกเลยว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคลิปนี้ มันเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน ค.ศ. 1987 ซึ่งข้อมูลนี้เราได้มาจาก วิกิพีเดีย บันทึกไว้ว่า... "วันนั้นสถานีโทรทัศน์ของชิคาโก้ถึง 2 ช่องถูกกลุ่มคนบางกลุ่มแทรกสัญญาณภาพที่เห็นนี้ซ้อนเข้ามาในรายการปกติของทางช่อง"
โดยหน้ากากที่ชายลึกลับสวมนั้น เขาบอกว่ามันคือเจ้า "แม็กซ์เฮดรูม" ที่นำมาจากรายการ The Max Headroom Show ซึ่งตัวรายการจริง ๆ ของแม็กซ์เฮดรูมนี้ เขาตั้งใจสร้างตัวละครตัวนี้ให้เป็นพวกปัญญาประดิษฐ์จากโลกคอมพิวเตอร์ แต่จริง ๆ เขาใช้คนมาแต่งหน้าแต่งตา เอามายืนอยู่หน้าฉากที่ทำจากคอมพิวเตอร์กราฟิกง่าย ๆ ออกฉายครั้งแรกเมื่อช่วงปี ค.ศ. 1984 และต่อมาก็ได้ถูกนำมาเป็นวีเจในรายการเพลง พูดเปิดเข้าเพลงในช่วงยุคนั้น เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จมาก ๆ

"แม็กซ์เฮดรูม" ตัวต้นฉบับในรายการ The Max Headroom Show
แต่กับเจ้าแม็กซ์เฮดรูมที่มาแทรกสัญญาณทีวีครั้งนั้น ถือเป็นเหตุการณ์แปลกประหลาด โดยครั้งแรกเจ้าแม็กซ์เฮดรูมเถื่อนตัวนี้ ปรากฏตัวขึ้นมาเป็นเวลายาวนานถึง 25 วินาที แทรกรายการข่าวสามทุ่มของช่อง WGN-TV Channel 9

และสองชั่วโมงต่อมามันก็ปรากฏตัวอีกครั้งที่ช่อง WTTW Channel 11 ตอนนั้นทางช่องเขากำลังฉายเรื่องด็อกเตอร์ฮู ตอน "Horror of Fang Rock" พอการแทรกสัญญาณจบทุกอย่างก็จบลงไปด้วย โดยไม่มีใครสามารถตามหาตัวผู้แอบแทรกสัญญาณโทรทัศน์ครั้งนี้ได้เลย

"แม็กซ์เฮดรูม" ตัวปลอมที่เข้ามาแทรกรายการทั้ง 2 ช่อง

หลังจากที่เกิดเหตุขึ้นมามันก็เป็นข่าวใหญ่ ทางช่องโทรทัศน์ทั้งสองก็คาดว่า คนร้ายทำไปเพื่อจะประท้วงที่พวกเขาไปเข้าร่วมกับทางช่อง HBO หรือเปล่า ? เพราะทั้งสองช่องนี้เขามีซีรีส์ชื่อดังเยอะ ส่วนทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็บอกว่า ไม่ว่าใครที่ทำแบบนี้จะต้องมีความผิดได้รับโทษปรับสูงถึง 1 หมื่นดอลลาร์ และพ่วงด้วยโทษจำคุกอีกไม่ต่ำกว่า 1 ปี
ทีนี้มันก็เลยกลายเป็นปริศนาขึ้นมาเพราะตำรวจหาตัวคนร้ายไม่พบ ซึ่งถ้าเขาจับตัวได้คงจะได้คำตอบว่าทำไมถึงเลือกแทรกสัญญาณช่อง 9 ตอนสามทุ่ม และช่อง 11 ตอนห้าทุ่ม นะครับ

---------------


 ภาพปริศนากวางในบ่อน้ำแข็ง !!! 
เมื่อหลายวันก่อน คุณ Rapins On Sea ได้โพสต์ภาพแปลก ๆ มาถามกับมิติที่ 6 อีกแล้วครับ รอบนี้ภาพที่สอบถามมาค่อนข้างจะแปลกจริง ๆ เพราะมันเป็นภาพของคนหรือสิ่งมีชีวิตอะไรบางอย่างที่ดูคล้ายกับคนมาก ๆ แต่เห็นลาง ๆ ว่าที่บนศีรษะของจะมีเขาเหมือนกวาง อยู่ในบ่อน้ำแข็งหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ



มีท่านผู้ชมที่ใช้ชื่อว่าคุณน้ำฝน จิตสุดา กับคุณไตตัน แจ็คสัน บอกกับเราว่ามันเป็นภาพที่อยู่บนเว็บไซต์วิกิของ SCP Foundation ที่เราทราบกันว่าเว็บไซต์แห่งนี้เขาจะสร้างสรรค์สัตว์ทดลองกันขึ้นมาสนุก ๆ โดยนำภาพประกอบจากที่ต่าง ๆ มาทำเป็นสัตว์ทดลองที่ว่านั้น โดยภาพนี้ก็ถูกนำมาใช้ประกอบเจ้า SCP-924

จนกระทั่งมีท่านผู้ชมที่ใช้ชื่อคุณเสกสรร ได้นำคำตอบที่ดีที่สุดมาให้กับเราได้ทราบ นั่นก็คือลิงค์ไปยังเว็บไซต์ Environmentalart ซึ่งเขาเป็นเว็บไซต์รวบรวมผลงานของศิลปินหลายท่านจากประเทศฟินแลนด์ ซึ่งภาพปริศนาภาพนี้ถูกแสดงไว้ที่โพรไฟล์ของคุณ Pekka Kainulainen (เป็กก้า ไคนุไลเน็น) อายุ 61 ปี ชาวฟินแลนด์ โดยผลงานชื่อ The Messenger

กดเพื่อชมงานศิลปะของ Pekka Kainulainen >> http://environmentalart.net/kainulainen/

ซึ่งคุณเป็กก้าคนนี้เขาเป็นคนที่มีความสามารถพิเศษ สามารถครองสติตัวเองไม่ให้สลบในสภาพแวดล้อมที่อันตรายสุดขั้ว ซึ่งเขาได้ใช้ความสามารถพิเศษนี้มาสร้างงานศิลปะที่ดูแล้วก็อย่าไปทำตามอย่างนะครับ เพราะเขาทั้งดำน้ำ และว่ายในบ่อน้ำที่เย็นจัดในอุณหภูมิติดลบ
โดยผลงานที่ชื่อ The Messenger นี้ได้บรรยายเรื่องราวของภาพเอาไว้ว่า เขาถูกไล่ล่าก็เลยเจาะหลุมบนพื้นน้ำแข็งที่ข้างใต้เป็นบ่อน้ำโดยเจาะเป็นรูปหัวใจ จากนั้นก็โดดลงไปเพื่อตามหาความปราดเปรียวจากดินแดนแห่งความตาย แล้วเขาก็ได้เกิดใหม่เป็นมนุษย์ที่มีเขากวางเรนเดียร์เพื่อมาทำหน้าที่เป็นผู้ส่งสาสน์ ซึ่งถ้าอ่านแต่ข้อความนี่มันงงมากครับ แต่ถ้าดูภาพประกอบไปด้วยนี่เราก็จะเริ่มเก็ตว่าเขาต้องการจะบอกว่า ตอนแรกเป็นซานตาคลอสโดดลงบ่อน้ำแข็งแล้วเกิดใหม่เป็นกวางเรนเดียร์ เพื่อไปส่งของขวัญหรืออะไรแบบนี้นั่นเองครับ

หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี

ดำเนินรายการโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
แท็ก: UFO, ยูเอฟโอ, ยูเอฟโอที่เม็กซิโก, คดีปริศนาแม็กซ์เฮดรูม, ภาพปริศนา, Max Headroom, SCP Foundation, SCP-924, SCP924

วันพุธที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

[จัดเต็ม 18+...] มิติที่ 6 ไขปริศนาปรากฏการณ์คนไฟลุก Spontaneous Human Combustion !!!


บนโลกของเราใบนี้มีปริศนามากมายที่ทำให้เราต้องนอนไม่หลับ บางเรื่องก็มีคำตอบ บางเรื่องก็เกินกว่าจะหาคำอธิบายได้ ซึ่งมันก็แล้วแต่ว่าเราจะเชื่อไปในทิศทางไหน !?

กดที่นี่เพื่อดูคลิป

มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพูดถึงคดีปริศนาหลายคดีที่ถูกเล่าขานกันมานาน เรื่องราวที่ถูกถกเถียงกันไม่จบสิ้น กับคดี "ไฟปริศนา" ที่ลุกขึ้นมาจากภายในร่างกายของมนุษย์ พร้อมคำอธิบายจากฝ่ายที่เชื่อและไม่เชื่อ เพื่อให้ท่านผู้ชมได้คิดตามดูว่า... มันคืออะไรกันแน่ !?


สปอนเทเนียส ฮิวแมน คอมบัสชั่น (Spontaneous Human Combustion) คือ ปรากฏการณ์สันดาปในมนุษย์หรือคนไฟลุก มันเป็นเหตุการณ์เหนือธรรมชาติที่ไม่เหมือนใคร มีรายงานว่าผู้คนจำนวนหนึ่งสามารถติดไฟลุกไหม้ขึ้นมาได้เอง โดยไม่มีประกายไฟหรือเชื้อไฟที่ไหนสักแห่งเข้ามาเป็นตัวนำ มีผู้คนมากมายต่างตั้งคำถามกันว่า อะไรกันแน่ที่เป็นสาเหตุของการลุกไหม้ที่แปลกประหลาดเช่นนี้ แถมในแต่ละคดีที่เกิดขึ้นผู้ที่เชื่อในเรื่องนี้ต่างก็ยืนยันว่า มันไม่ได้มีรูปแบบการลุกไหม้เหมือนกันแม้แต่คดีเดียว !

โดยแต่ละคดีที่ถูกยกมานั้น ล้วนถูกอ้างว่ามันคือการลุกไหม้ขึ้นมาได้เอง ซึ่งนั่นก็รวมไปถึงรายงานจากกลุ่มที่เชื่อเรื่องนี้ยืนยันว่า ทุกคดีไม่มีคำตอบว่าเกิดไฟไหม้ขึ้นมาได้อย่างไร ? ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็อาจจะทำให้เราลืมกันไปแล้วว่า บนโลกใบนี้นอกจากจะมีกลุ่มคนที่เลือกจะเชื่อในเรื่องราวลี้ลับ ก็ยังมีกลุ่มคนอีกกลุ่มที่พยายามแสวงหาคำตอบของปริศนาต่าง ๆ ซึ่งคนกลุ่มหลังเป็นที่รู้จักกันก็คือ นักวิทยาศาสตร์นั่นเอง !

เรื่องราวของคนไฟลุกโดยธรรมชาตินี้ ปัจจุบันได้ถูกจำแนกรูปแบบไว้ 2 ประเภท
ประเภทแรก นั้นมองไปถึงคดีที่เกิดการลุกไหม้ในขณะที่ไม่มีใครอยู่ในที่เกิดเหตุ กว่าจะพบศพก็ถูกเผาไหม้จนเรียบร้อยไปหมดแล้ว หลงเหลือเพียงมือและเท้า โดยในส่วนที่ถูกเผาไหม้นั้นเรียกได้ว่าแม้แต่กระดูกก็ยังถูกเผาจนแหลกสลาย
ประเภทที่สอง นั้นเป็นคดีที่เกิดขึ้นโดยมีเหตุการณ์อย่างเช่น การรับประทานอาหารค่ำหรือมีงานเลี้ยงเข้ามาร่วมด้วย ซึ่งรูปแบบของคดีที่เกิดในประเภทที่สองนี้ จะมีพยานหลายคนได้เห็นใครสักคนกำลังเกิดไฟลุกไหม้ขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ และไฟนั้นก็มักจะดับไปก่อนที่จะมีใครเสียชีวิต ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า อย่างที่สองที่เกิดขึ้นนี้เรามักจะได้พบจากในหนังสือหรือไม่ก็สื่ออินเตอร์เน็ตที่ถูกนำเสนอซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ยกตัวอย่างในกรณีที่โด่งดังมากนั่นก็คือคดีของ แมรี่ รีเซอร์ (อายุ 67 ปี) ที่ถูกพบเป็นซากศพโดยเพื่อนของเธอในบ้านที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กในปี ค.ศ. 1951 โดยซากศพที่ถูกเผาไหม้นั้นนอกจากร่างกายเกือบทุกส่วนที่กลายเป็นขี้เถ้าแล้ว มันก็เหลือเพียงเท้าของเธอที่ยังสวมรองเท้าสลิปเปอร์ เธอนั่งเสียชีวิตบนเก้าอี้ที่น่าจะใช้มันนั่งอยู่เป็นประจำ โดยคดีของแมรี่นี้เคยเป็นที่รู้จักกันในชื่อ "The Cinder Woman" หรือ "คดีหญิงขี้เถ้า"

"แมรี่ รีเซอร์" (18+...)

อีกคดีที่เกิดขึ้นนั้นเราสามารถหาพบได้จากหนังสือหลายเล่มที่พูดถึงชายคนนี้ จอห์น เบนท์ลีย์ (อายุ 92 ปี) โดยเจ้าหน้าที่จดมิเตอร์ไฟพบร่างของเขาเหลือเพียงขาข้างหนึ่ง กับรูขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยรอยไหม้บนพื้นในห้องน้ำ ส่วนด้านล่างก็พบเพียงขี้เถ้าศพของเขากองอยู่ที่พื้นชั้นใต้ดิน

"จอห์น เบนท์ลีย์"  (18+...)

ซึ่งว่ากันว่ามีคดีคล้าย ๆ กับคดีของแมรี่ ริเซอร์อยู่มากกว่า 300 คดี และนั่นก็รวมไปถึงรูปแบบ สภาพแวดล้อม และลักษณะศพที่มักพบในคนสูงอายุที่มีน้ำหนักมากหลังการเผาไหม้จบลง

ปัจจุบันก็มีทฤษฎีใหม่ ๆ ถูกตั้งขึ้นมาเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ในคดีปริศนาเหล่านี้ โดยรูปแบบคดีที่มักพบในแบบแรกนี้ถูกอธิบายว่ามันคือ ปรากฏการณ์เทียนไข (Wick Effect)

ปรากฏการณ์เทียนไข (Wick Effect)
ซึ่งปรากฏการณ์วิคเอ็ฟเฟ็กนี้ก็คือ การเทียบว่าตัวมนุษย์นั้นก็คือแท่งเทียน ส่วนเสื้อผ้านั้นก็คือไส้เทียน สามารถแบ่งเป็น 3 ระยะก็คือ
ระยะแรก ผู้ตายเกิดหมดสติไปด้วยสาเหตุต่าง ๆ ไม่ว่าจะเผลอหลับ เมาหลับ เป็นลมหมดสติ หรือหัวใจวาย ในขณะที่ในมือคีบบุหรี่หรือบริเวณใกล้ ๆ มีแหล่งกำเนิดไฟ ที่เขี่ยบุหรี่อาจจะมีก้นบุหรี่ติดไฟอยู่ ไม่ก็อยู่ใกล้กับเตาผิงเพราะเมืองนอกมีอากาศเย็นจึงต้องผิงไฟเพื่อเพิ่มความอบอุ่น ซึ่งถ้าหมดสติไปบุหรี่ในมืออาจตกลงไปบนร่างกายหรือล้มลงไปโดนไฟในเตาผิง

จากนั้นก็จะเข้าสู่ ระยะที่สอง ที่เริ่มเกิดการลุกไหม้ขึ้นมา ไฟก็จะไปลวกโดนร่างกายจนไขมันข้างในไหลออกมา ที่เหมือนกับตอนเราย่างเนื้อหมูในเตาแล้วมีหยดไขมันตกลงไปบนเตาจนไฟลุก แต่กับคนที่สวมเสื้อผ้าไขมันที่ละลายออกมามันก็จะถูกเสื้อผ้าซับเข้าไปในอยู่ในเนื้อผ้า ทีนี้การลุกไหม้ก็จะค่อย ๆ เกิดขึ้นเหมือนกับเทียนไข

ถึงตรงนี้ก็จะเข้าสู่ ระยะที่สาม พอเกิดการเผาไหม้เป็นเวลานาน ร่างกายก็จะไหม้เกรียมกลายเป็นเถ้าถ่าน และไขมันจากร่างกายบางส่วนมันก็จะละลายไหลไปตามพื้นโดยรอบจนดูเป็นคราบน้ำมัน ซึ่งในส่วนนี้ถ้ามันไม่ได้ถูกพวกเสื้อผ้าดูดซับไป ไขมันพวกนี้มันก็จะไม่ติดไฟ

โดยในปี ค.ศ. 2001 สถานีโทรทัศน์ BBC ได้จัดทำรายการเพื่อพิสูจน์เรื่องนี้ขึ้นมาด้วยการนำซากหมูสดมาห่อด้วยผ้าห่ม และนำแหล่งกำเนิดไฟเล็ก ๆ มารนไว้ใกล้ ๆ ซึ่งผลมันก็ออกมาตรงตามสมมติฐาน ซากหมูถูกไฟไหม้จนเหลือแต่เศษเถ้าถ่าน และรอบข้างก็ไม่มีร่องรอยไฟไหม้ออกไปมากมายนัก

"การทดลองเผาหมู" ของช่อง BBC
ในปี ค.ศ. 1991 ก็เคยมีคดีฆาตกรรมคดีหนึ่งที่เกิดขึ้นกับหญิงสาวนักเดินทาง ถูกฆาตกรใช้น้ำมันไฟแช็กราดไปที่ศพของเธอจากนั้นก็จุดไฟเผา ซึ่งตามปกติน้ำมันไฟแช็กที่เราพกติดตัวสำหรับใช้ในการเดินทาง มันไม่น่าจะมีปริมาณมากพอที่จะเผาศพคนให้ไหม้ทั้งตัวได้ถ้าไม่มีเชื้อไฟใด ๆ มาสุมเพิ่ม แต่กับกรณีฆาตกรรมรายนี้ ศพของผู้ตายถูกไฟเผาทั้งตัวโดยไม่มีกองฟืนหรือเชื้อไฟมาสุมไว้เลยนอกจากเสื้อผ้าของผู้เสียชีวิต ซึ่งก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่อธิบายว่า ร่างกายของมนุษย์นั้น สามารถติดไฟต่อเนื่องได้ถ้าสวมเสื้อผ้าอยู่ ตามทฤษฎีปฏิกิริยาเทียนไขนั่นเอง

ถึงคำอธิบายนี้มันจะดูสมเหตุสมผลก็จริง แต่มันก็ไม่สามารถนำไปใช้อธิบายกับคดี SHC ในรูปแบบของจอห์น เบนท์ลี่ หรือในอีกหลาย ๆ คดีได้ครับ

เพราะแบบนี้ ในปี ค.ศ. 1995 มีคำอธิบายมาจากนักเขียนฝ่ายที่มองว่า เรื่องนี้มันไม่ใช่แบบที่ถูกนักวิทยาศาสตร์อธิบายกันไว้ ลาร์ลี่ อาร์โนลด์ บอกไว้ในหนังสือชื่อ "Ablaze !" เชื่อว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในคดีอื่น ๆ มันไม่สามารถใช้คำอธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์ได้เลย

หนังสือชื่อ "Ablaze !" ของลาร์ลี่ อาร์โนลด์
และอาร์โนลด์ก็ยังได้เขียนหนังสืออีกเล่มชื่อ "เดอะเรย์กี้แฮนด์บุค" เพื่ออธิบายเกี่ยวกับพลังงานจากพลังจิต โดยเขาเชื่อว่าพลังจิตของมนุษย์นั้นสามารถสร้างอานุภาพได้ร้ายแรงกว่าระเบิดนิวเคลียร์ และอธิบายถึงปรากฏการณ์คนไฟลุกได้เองว่า มันก็เป็นพลังงานชนิดเดียวกันและเรียกมันว่าอานุภาค “ไพโรทรอน” ที่เข้าโจมตีร่างกายของเหยื่อด้วยการจุดระเบิดจากภายใน ซึ่งเจ้าไพโรทรอนของคุณอาร์โนลด์นั้นมันไม่เคยมีอยู่ในตำราไหนมาก่อน เพราะเขาเสนอมันขึ้นมาเพื่ออธิบายสิ่งที่เขาเชื่อเพียงเท่านั้น

ซึ่งก็เรียกได้ว่ามันเป็นคำอธิบายที่เริ่มต้นด้วยการปฏิเสธหลักการทางวิทยาศาสตร์ จากนั้นค่อยนำเสนอหลักการทางวิทยาศาสตร์ของตัวเองขึ้นมา ซึ่งตรงนี้มิติที่ 6 ก็อยากจะขอให้ท่านผู้ชมใช้วิจารณญานในการวิเคราะห์ข้อมูลกันให้มาก ๆ นะครับ
นอกจากนี้ก็ยังมีนักวิจัยท่านอื่น ๆ ได้พยายามนำเสนอคำอธิบายใหม่ ๆ อย่างเช่นฏิกิริยาของแบคทีเรียที่สะสมขึ้นในร่างกายจนได้ก๊าซมีเธนขึ้นมา โดยพวกเขาได้ยกกรณีที่เกิดขึ้นแบบนี้ในวัวที่สามารถผลิตก๊าซมีเธนในร่างกายได้เอง แต่ก็ยังไม่เคยมีรายงานว่าวัวมันจะเคยเกิดไฟลุกไหม้จากภายในได้เองมาก่อนนะครับ

ทีนี้เราก็ลองมาดูกันว่าปรากฏการณ์ไฟลุกแบบที่ 2 ที่มักจะเกิดขึ้นแบบกระทันหัน และเกิดขึ้นในระยะเวลาสั้น ๆ ผิดกับแบบแรกที่ค่อย ๆ ลุกไหม้ และผู้ที่ประสบเหตุก็สามารถรอดชีวิตต่อมาได้ระยะหนึ่งหลังจากถูกไฟคลอก ไม่เหมือนกับแบบแรกที่ถูกไฟไหม้ไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นเถ้า

เริ่มจากกรณีของ จีนนี่ แซฟฟิน ซึ่งเป็นหญิงผู้พิการทางสมอง เธอนั่งเล่นกับสมาชิกในบ้านที่โต๊ะทานอาหารอยู่ดี ๆ ก็เกิดไฟลุกไหม้ขึ้นมา คนในบ้านพยายามช่วยกันดับไฟก่อนที่จะเรียกรถพยาบาลมารับ ซึ่งจีนนี่ก็สามารถมีชีวิตรอดต่อมาได้อีก 8 วัน ก่อนที่จะเสียชีวิตไปเพราะปอดเสียหายจากการสูดดมควันไฟ
ในลอนดอนปี ค.ศ. 1938 มีหญิงสาวอายุ 22 ปีชื่อ ฟิลลิส นิวคัมบ์ ถูกไฟคลอกอย่างกระทันหันในช่วงระหว่างที่เธอกำลังเดินลงบันได้เพื่อไปเต้นรำ คนในงานก็ตื่นตาไปกับแสงไฟนั้น ในขณะที่เธอต้องเสียชีวิตไปในภายหลังเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว
"ฟิลลิส นิวคัมบ์"

ซึ่งผู้คนที่ต้องเจอกับไฟเหล่านี้ก็ไม่ได้เป็นคนพิเศษอะไร และทุกอย่างที่เหมือนกันก็คือ ไม่มีใครพบปัจจัยที่จะเป็นต้นเพลิงจากภายนอกราวกับมันเกิดลุกไหม้ขึ้นมาได้เอง ซึ่งทุกคดีก็คล้ายกันคือการลุกไหม้ในแบบที่สองนี้ถือว่าเป็นเรื่องแปลก เพียงแต่ในบางคดีอย่างเช่นที่เกิดขึ้นกับ จีนนี่ แซฟฟินนั้น ก็มีนักสืบปริศนาอย่างโจ นิเคลล์ ซึ่งมิติที่ 6 มักจะยกเอารายงานการสืบคดีปริศนาต่าง ๆ ของเขามาใช้ประกอบในหลาย ๆ เรื่องอยู่เสมอ

"โจ นิเคลล์" นักสืบเรื่องปริศนา
โดยโจ นิเคลล์ระบุว่า คดีของจีนนี่ที่เขาได้ข้อมูลมามันไม่ตรงตามเรื่องเล่าในปัจจุบันเลย เพราะเมื่อเขาสืบค้นลงไปในรายงานของทางโรงพยาบาลและรายงานของตำรวจท้องที่ เขาก็พบว่าแท้ที่จริงแล้วจีนนี่ประสบอุบัติเหตุจากเศษยาสูบที่ยังไม่ดับของกล้องยาสูบของคุณพ่อ ที่เคาะออกมาตอนจะเปลี่ยนเส้นยาสูบใหม่ โดยของเก่ามันน่าจะตกไปที่ตักของจีนนี่ที่มีความรู้สึกช้ากว่าคนทั่วไปเพราะเธอมีความพิการทางสมอง และสิ่งที่พยานซึ่งเป็นญาติอีกคนเห็นว่าเธอพ่นไฟออกมาได้เหมือนมังกรนั้นก็น่าจะเป็นเรื่องเข้าใจผิด และยังมีรายงานการชันสูตรศพเพิ่มเติมว่า ในร่างกายของเธอนั้นไม่มีอะไรบ่งบอกว่าถูกไฟลุกออกมาจากด้านในเลย ซึ่งก็ต้องใช้วิจารณญาณในการคิดตามกันด้วยนะครับ

และก็แน่นอนว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในคดีอื่น ๆ ก็ยังไม่สามารถหาคำอธิบายได้ เพราะทางฝ่ายที่เชื่อว่ามันเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ ต่างก็พยายามหาข้อโต้แย้งคำอธิบายต่าง ๆ จากฝ่ายที่มองว่ามันเกิดจากปัจจัยแวดล้อม ถึงขนาดที่ว่าพอหาคำอธิบายสมเหตุสมผลได้มาเรื่องนึง ก็จะถูกอีกฝ่ายแย้งทันที ซึ่งเรื่องนี้แม้แต่โจ นิเคลล์ยังบอกว่า ไม่รู้จะเถียงกันเพื่อไม่ให้มีคำตอบที่แท้จริงไปทำไม ฝ่ายที่เชื่อก็บอกว่าคำอธิบายพื้น ๆ ของโจนั้นมันง่ายเกินไปเพราะเหตุการณ์พวกนี้มันละเอียดอ่อนกว่านั้น

นั่นจึงทำให้มิติที่ 6 เองไม่สามารถฟันธงได้เช่นกันว่าปรากฎการณ์ในคดีคนไฟลุกนั้น แท้ที่จริงแล้วมันคืออะไร ? มันจะเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติหาคำอธิบายไม่ได้ หรือจะเป็นเรื่องที่สามารถอธิบายได้แต่ไม่มีใครเชื่อ เราก็เลยขอถามว่าท่านผู้ชมว่าคิดอย่างไร ? ด้วยการตอบแบบสอบถามของเรา โดยกดที่เครื่องหมาย ( i ) นะครับ กดเสร็จแล้วอย่าลืมแวะกลับมาดูกันด้วยว่าผลการโหวตจะเป็นไปในแบบที่เราเชื่อหรือเปล่า ?

หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรืออย่าลืมทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี
แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ที่มา: Skeptoid

แท็ก: คนไฟลุก, Spontaneous Human Combustion, The Cinder Woman, คดีหญิงขี้เถ้าปรากฏการณ์เทียนไขWick Effect

วันศุกร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 | Blank Room Soup, ภาพตุ๊กตาต้องคำสาป และรอยเท้าปริศนาบนเทือกเขาหิมาลัย !!!


สวัสดีครับ พบกับมิติที่ 6 ช่วงตอบคำถามจากท่านผู้ชมที่สอบถามกันมานะครับ โดยช่วงนี้เกิดขึ้นมาเพราะเราได้รับคำถามจากท่านผู้ชมมาจำนวนมาก ซึ่งถ้าเราไม่ทำอะไรสักอย่างกับคำถามเหล่านี้ มันก็จะสะสมมากจนไม่รู้จะทำยังไงถึงตอบคำถามทั้งหมดได้นะครับ ทุกเรื่องราวหรือคำตอบมิติที่ 6 ก็อยากให้ท่านผู้ชมใช้วิจารณญาณในการรับชมด้วยนะครับ
Blank Room Soup
โดยคลิปปริศนาตัวนี้เป็นเรื่องที่ถูกสอบถามกันมาตั้งแต่ปีที่แล้ว มันคือคลิปที่ชื่อว่า Blank Room Soup.AVI ที่เนื้อหาในคลิปเราจะเห็นชายคนหนึ่งกำลังนั่งสะอึกสะอื้น ทานอะไรบางอย่างที่อยู่ในชาม โดยที่ด้านหลังชายคนนี้เราจะเห็นใครสักคน ใส่ชุดตัวละครอะไรสักอย่างยืนคุมเชิงอยู่ สักพักก็จะเห็นตัวละครอีกตัวหน้าตาเหมือนกันโผล่ออกมาช่วยกันปลอมขวัญชายที่กำลังนั่งกินข้าว แล้วคลิปก็จบไป
เบื้องต้นเราทราบว่าคลิปนี้ถูกอัพโหลดครั้งแรกลงบนเว็บไซต์ยูทูปเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน ค.ศ. 2005 โดยสมาชิกที่ใช้ชื่อว่า renaissancemen เรียกได้ว่าเป็นคลิปเก่ามากกว่า 10 ปี โดยตอนนั้นชื่อคลิปถูกตั้งชื่อว่า Freaky Soup Guy


กดเพื่อดูคลิป Freaky Soup Guy

ซึ่งในบ้านเราส่วนมากก็จะทราบกันเพียงแค่คลิปแรกนี้เท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วที่ต่างประเทศยังมีอีกคลิปหนึ่งที่น่าจะเกี่ยวข้องกัน โดยคลิปนี้ถูกเรียกชื่อว่า Soup Torture ที่ดูเหมือนจะเป็นตอนต่อของคลิปแรก โดยในคลิปจะเห็นคนสองคนสวมชุดตุ๊กตาตัวเดิม เดินเข้ามาในห้องที่มีชายคนเดิมนั่งทานอาหารในชามอย่างมูมมาม ก่อนที่สักพัก หนึ่งในสองของคนสวมชุดนั้นจะทำท่าวิ่งเข้ามาทำร้ายชายคนนั้นแล้วภาพก็ตัดจบไป ซึ่งคลิปนี้ถูกอัพโหลดครั้งแรกโดยสมาชิกยูทูปชื่อ adana ไว้เมื่อวันที่ 8 กันยายน ค.ศ. 2006


กดเพื่อดูคลิป Soup Torture

คราวนี้มันก็เลยเกิดเรื่องเล่าตามมา บอกว่าจริง ๆ แล้วชุดตัวละครหน้าตาน่ารักสองตัวนั้น มันเป็นชุดที่ถูกขโมยมา ซึ่งคนที่ขโมยมานั้นก็เป็นพวกโจรลักพาตัวที่ได้ทำการจับตัวคู่รักชายหญิงคู่หนึ่ง โดยฝ่ายชายก็คือคนที่เราเห็นนั่งกินข้าวในคลิป ส่วนฝ่ายหญิงถูกคนร้ายฆ่าตายไปแล้ว จากนั้นก็นำศพของเธอมาทำเป็นอาหารห้ฝ่ายชายกิน
บางแห่งก็บอกว่าเป็นฝีมือของพวกมาเฟียในประเทศจีน และเรื่องเล่าเหล่านี้ก็ถูกนำมาเสนอในเมืองไทยเช่นกัน จนมีท่านผู้ชมหลายท่านที่ได้อ่านเรื่องนี้แล้วสงสัย มาถามกับทางมิติที่ 6 ว่า เจ้าคลิปที่ชื่อแบลงค์รูมซุปนี่มันคืออะไรกันแน่ ?

เบื้องต้นเราลองไปค้นดูโดยการค้นจากยูทูปเราก็พบว่า ตัวละครสองตัวที่อยู่ในคลิปชื่อว่า RayRay จากช่อง Raymond Persi ที่สมัยก่อนใช้ชื่อช่องว่า RayRayTV แต่ในช่องยูทูปช่องนี้เองก็ไม่มีคลิปต้นฉบับของคลิปปริศนาทั้งสองคลิปนี้ เราก็เลยต้องค้นหาต่อกันว่ามันมีเบื้องหน้าเบื้องหลังหรือเปล่า ?

ซึ่งสิ่งที่เราได้มาค่อนข้างจะซับซ้อนนิดนึงโดยข้อมูลแรกมาจาก ฟอรั่มมิสเตอร์อีนิกม่า ที่สืบกันยาวนานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 มาจนถึงต้นปี พ.ศ. 2560 ได้ความโดยสรุปว่า คนที่ทำคลิปแบลงค์รูมซุปกับซุปทอร์เจอร์ขึ้นมาเป็นช่องที่ชื่อว่า Adana โดยเจ้าของช่องนี้ได้ไปขโมยชุดเจ้าเรย์เรย์ทั้งสองตัวนี้มาจากทีมแสดงของเรย์มอนด์ เพอร์ซี่ ในช่วงที่พวกเขาไปแสดงร่วมกับวงดนตรีวงหนึ่งที่คลับชื่อเดอะคีย์ในฮอลิวูด โดยเขาขโมยไปตอนช่วงพักการแสดง และต่อมาก็มีคลิปทั้งสองนี้เกิดขึ้นมา

แต่ทีนี้นอกจากเขาไปขโมยชุดแล้ว เขาก็ยังไปแฮ็กช่องของเรย์มอนด์ที่ตอนนั้นใช้ชื่อว่า RayRayTV ด้วย โดยคุณอีนิกม่าที่สืบเรื่องนี้ก็ได้ไปคุยกับแฮ็กเกอร์ของช่อง Adana ที่ช่องเรย์เรย์อยู่นาน กว่าความจริงจะปรากฏออกมาเพราะทีมงานตัวจริงของช่องบอกว่า เรย์มอนด์ตัวจริงเพิ่งเปลี่ยนพาสเวิร์ดช่องตัวเองเพราะถูกแฮ็ก และไม่เคยคุยกับคุณอีนิกม่าเลย ทั้ง ๆ ที่คุณอีนิกม่าแกนึกว่าคุยกับเรย์มอนด์มาตลอด



ซึ่งแฮ็กเกอร์ที่น่าจะเป็นเจ้าของช่อง Adana เขาก็พยายามติดต่อกับคุณอีนิกม่าผ่านทางอีเมล์มาเฉลยว่า เขาทำทุกอย่างไปเพราะอยากให้เจ้าเรย์เรย์ที่เขาไปดูการแสดงที่ฮอลิวูดนั่น เป็นแบบที่เขาอยากให้เป็นเท่านั้น และเขาก็ไม่ได้ทำเรื่องเลวร้ายอย่างการไปฆ่าคนเลย
โดยในอีเมล์ฉบับนั้นก็ได้ให้ลิงค์ช่องยูทูปอีกช่องของแฮ็กเกอร์คนนี้ มันชื่อว่า Adana's Children มาให้ดูเป็นหลักฐานด้วย แต่พอเราไปดูก็พบแต่คลิปที่มีเจ้าเรย์เรย์ไปทำกิจกรรมในสถานที่อโคจรเท่านั้น ไม่พบคลิปอะไรที่จะเกี่ยวข้องกับคลิปแบล็งรูมซุปเลย

นอกจากนี้ก็ยังมีคลิปอีกจำนวนหนึ่งที่มีเจ้าเรย์เรย์ไปเต้นอยู่กับวงดนตรีชื่อ Stolen Baby แถมยังมีกิจกรรมแนวลักพาตัวมือกลองของวงด้วย โดยทางคุณอีนิกมาก็ได้คำตอบมาจากทีมงานเรย์มอนด์ว่า คลิปเหล่านั้นก็เกิดจากน้องสาวของเรย์มอนด์เพอร์ซี่ตัวจริง ได้แรงบันดาลใจจากคลิปปริศนาของคนที่ขโมยชุดไป ซึ่งเธอได้ขอชุดเจ้าเรย์เรย์ไปใช้ในงานโปรโมทวงนี้ เพราะเธอเป็นสมาชิกของวงนี้เท่านั้นเอง

ซึ่งถ้าจะสรุปง่าย ๆ ก็คือ Blank Room Soup เป็นคลิปที่ถูกทำขึ้นจากคนที่ขโมยชุดไป แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับมาเฟียเมืองจีน และไม่มีการฆาตกรรมใด ๆ เกิดขึ้น ก็ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่บอกกับเราว่า "จินตนาการสำคัญกว่าความรู้" มันก็เพราะแบบนี้ล่ะครับ

-------------
ภาพตุ๊กตาต้องคำสาป !!!



ขอตอบคำถามจากคุณไพลิน เจริญยิ่ง โดยส่งลิงค์จากเว็บไซต์กระปุกดอทคอม ที่อ้างอิงมาจากเว็บไซต์ข่าวเดลินิวส์พาดหัวเอาไว้ว่า สะพรึงทั่วโลกออนไลน์ ภาพตุ๊กตาต้องคำสาป ซึ่งคุณไพลินที่ส่งข่าวนี้มาถามกับมิติที่ 6 ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงหรือเปล่า ?

  

ที่สิงค์โปรเขามีอัพเดตเรื่องนี้กันไปแล้วครับ โดยเราเลือกข้อมูลจากเว็บไซต์ของบล็อกเกอร์ชื่อ Tony Sokol ที่ได้ไปพูดคุยกับคนที่จำตุ๊กตาตัวนี้เขาบอกว่า ผู้ที่สร้างเจ้าตุ๊กตาตัวนี้ขึ้นมาก็คือ คุณคริสตี้ ครีบปี้ดอลส์ ซึ่งน่าจะเป็นนามแฝง เธอเป็นเจ้าของเว็บไซต์ www.creepy-dolls.com ซึ่งปัจจุบันปิดตัวไปแล้ว



แต่ที่อินสตราแกรมของเธอยังอยู่ พอเราเข้าไปค้นดูใน อินสตราแกรม เราก็เจอภาพที่ปรากฏอยู่ในข่าวด้วย โดยเธอโพสต์ไว้พร้อมกับเขียนข้อความเชิงเสียใจว่า...

christiecreepydollsGoogle. My doll, the one that terrorized Singapore 😭😭😭
magenraquel omg that story is insane!!
saumivek Omg


นั่นมันตุ๊กตาของเธอ มีคนเอาไปตั้งหลอกชาวบ้านในสิงค์โปร์อะไรทำนองนั้น ซึ่งนอกจากโพสต์นี้เราก็พบว่าคุณคริสตี้เธอน่าจะมีงานอดิเรก คือการโมดิฟายตุ๊กตาดี ๆ ให้กลายเป็นตุ๊กตาน่ากลัวและเธอก็ไม่ได้เป็นคนนำตุ๊กตาในข่าวไปวางไว้
ในบล็อกของคุณโทนี่เขาเล่าว่า เพื่อนของเขาที่จำตุ๊กตาตัวนี้ได้บอกว่า จริง ๆ มันไม่มีผ้าปิดตาซึ่งก็ไม่รู้ว่าใครแอบนำมาวางไว้ จุดมุ่งหมายก็คงแค่อยากจะแกล้งชาวบ้านเฉย ๆ นี่แหละ แต่กลายเป็นว่าชาวบ้านเขากลัวกันมากกว่าที่คิด จนเป็นข่าวดังในหมวดเรื่องแปลกไปทั่วโลก

เอาเป็นว่าใครชอบตุ๊กตาแนวนี้ ลองไปส่องอินสตราแกรมของคุณคริสตี้ก็แล้วกัน จริง ๆ เธอมีเฟสบุคด้วยแต่เราขอไม่บอกชื่อเฟสของเธอจะดีกว่าเผื่อเธอจะต้องการความเป็นส่วนตัว

-------------

รอยเท้าปริศนาบนเทือกเขาหิมาลัย !!!

ก่อนจะจากกันไป มิติที่ 6 ก็มีภาพแปลก ๆ มาฝากเช่นเคย นั่นก็คือภาพที่ถูกถามมาจากคุณ Thep Juntamontree ถามเราว่ารอยเท้าบนพื้นหิมะในภาพมันเป็นรอยอะไรกันแน่ ?


เพราะในเว็บไซต์คลิปแมสที่อ้างอิงข่าวนี้มาจากเพจช่องสำรวจโลก บอกว่ามันเป็นรอยเท้าของเยติ แต่ทำไมเยติที่น่าจะเดินขาถ่าง มันถึงได้เดินจัดระเบียบเท้าของตัวเอง เรียงจนเป็นเส้นตรงกันได้ขนาดนี้ ซึ่งเราดูแล้วก็ว่ามันไม่น่าจะใช่รอยเท้าของเยตินะ แต่จะให้ดีลองไปดูความเห็นของผู้ชมในเฟซบุ๊กแฟนเพจ สำรวจโลก กันดีกว่าครับ ซึ่งผู้บรรยายอ่านแล้วยิ้มเลยครับเพราะความเห็นบางอันเขาฮาจริง ๆ

หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรืออย่าลืมทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี

ดำเนินรายการโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา:

แท็ก: Blank Room Soup, แบลงค์รูมซุป, blindfolded, creepy-dolls, christiecreepydolls, ภาพตุ๊กตาต้องคำสาป

วันพุธที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 แนนนี่ ดอสส์ The Giggling Grandma คดีคุณยายคิกคักแห่งโอคลาโฮมา !!!


ใคร ๆ ก็อยากได้รักแท้ ใคร ๆ ก็อยากมีคู่ครองที่แสนดี แต่จะมีสักกี่คนที่สามารถหาคู่แท้แสนดีให้กับตัวเองได้แบบในนิยายรักที่เคยอ่านกันมาตามหนังสือ !
มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาคุณไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา กับเรื่องราวชีวิตของหญิงคนหนึ่งที่ค้นหารักแท้แบบในนิยายที่เธอชอบ ด้วยวิธีการที่ไม่ธรรมดาและไม่สมควรนำมาเป็นแบบอย่าง ในการค้นหารักแท้ !!!


แนนนี่ ดอสส์ เธอเกิดเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ค.ศ. 1905 ในเมืองบลูเมาเทนรัฐอลาบามา (ปัจจุบันถูกยุบรวมกับเมืองแอนิสตัน) ชื่อเดิมในตอนนั้นของเธอคือ แนนซี่ แฮซเซล ครอบครัวของเธออาศัยอยู่กับคุณพ่อชื่อเจมส์ เอฟ แฮซเซล ที่แต่งงานใหม่กับลูอิสซา หรือลูว์ เธอมีพี่น้องทั้งหมด 5 คน เป็นชาย 1 คน ที่เหลือเป็นหญิงทั้งหมด ซึ่งหนูน้อยแนนซี่และแม่เลี้ยงของเธอก็ดูจะไม่ชอบหัวหน้าครอบครัวคนนี้สักเท่าไหร่ เพราะเจมส์มักใช้ความรุนแรงปกครองคนในบ้านอยู่เสมอ

ตัวของแนนซี่เองก็มีชีวิตในวัยเด็กที่ไม่ค่อยจะมีความสุขนัก เธออ่านหนังสือไม่ออกเพราะค่อยไม่ได้เรียนหนังสือ สาเหตุเกิดจากพ่อแท้ ๆ ที่บังคับให้ลูกทำงานในฟาร์มของครอบครัวมากกว่าการหาความรู้

ช่วงที่เธออายุย่างเข้า 7 ปี ทุกคนในบ้านได้ขึ้นรถไฟไปเที่ยวบ้านญาติที่อลาบามา ในขณะที่รถไฟกำลังวิ่ง อยู่ดี ๆ ก็เกิดอุบัติเหตุทำให้ตัวรถหยุดอย่างกระทันหัน แนนซี่ถึงกับหัวคะมำไปฟาดกับเก้าอี้ด้านหน้าที่ทำจากเหล็ก และสิ่งนี้ก็ได้ทำให้ 5 ปีต่อมา หนูน้อยแนนซี่ต้องทนทุกข์ทรมานด้วยอาการปวดหัวและอยู่ในภาวะซึมเศร้า ซึ่งในภายหลังเธอเองก็ออกมาบอกว่า อาการทางจิตของเธอทุกอย่างมันน่าจะเกิดจากอุบัติเหตุครั้งนั้นแน่ ๆ

อย่างไรก็ดีอย่างน้อยแนนซี่ก็พอที่จะได้ฝึกอ่านหนังสืออยู่บ้าง งานอดิเรกของเธอก็คือการนั่งมีความสุขไปกับการอ่านนิตยาสารแนวโรแมนติกของคุณแม่ อ่านไปก็จิ้นไปว่ามันคงจะดีถ้าเรื่องในนิยายพวกนี้มันจะเกิดขึ้นกับเธอบ้าง โดยคอลัมน์ที่เธอชอบก็เป็นคอลัมน์จำพวกศาลาคนเหงา หรือไม่ก็แนวมาลัยเสี่ยงรัก

แต่ในโลกแห่งความจริงทั้งตัวเธอและพี่น้องฝ่ายหญิงทุกคน ก็ล้วนถูกพ่อของเธอดูแลด้วยความเข้มงวด ห้ามแต่งหน้าฉูดฉาด เสื้อผ้าแนวเปิดเผยก็ลืมกันไปได้เลยเพราะเขาไม่อยากให้ลูกสาวต้องถูกพวกผู้ชายลวนลาม และนอกจากความเข้มงวดเหล่านี้ พ่อของเธอก็ยังได้ห้ามการออกไปเต้นรำตามงานรื่นเริงในเมืองอีกด้วย

ไม่มีการบันทึกว่าแนนซี่เปลี่ยนชื่อมาเป็นแนนนี่เมื่อไหร่ แต่ชีวิตของเธอก็ดำเนินแบบนี้เรื่อยมาจนกระทั่งอายุได้ 16 ปี แนนนี่ก็แต่งงานครั้งแรกกับชาร์ลี แบรกส์ ทั้งสองพบกันที่โรงงานปั่นด้ายลินินที่พวกเขาทำงานอยู่ พ่อของเธอก็อนุญาติให้ทั้งคู่ได้แต่งงานกันหลังจากที่คบหาดูใจมาได้ 4 เดือน

แนนนี่และสามีคนแรก "ชาร์ลี แบรกส์"
ชาร์ลี แบร็กส์นั้นมาจากครอบครัวของคุณแม่ใบเลี้ยงเดี่ยว ที่เลี้ยงดูเขามาจนโตด้วยลำแข้งของเธอเพียงคนเดียว นั่นจึงทำให้หลังจากการแต่งงานแม่ของชาร์ลีก็ยังคงอาศัยอยู่ร่วมกับลูกชายต่อไป ซึ่งภายหลังทางแนนนี่ก็ได้เขียนบันทึกเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้ว่า

“ฉันแต่งงานตามที่พ่อต้องการในปี ค.ศ. 1921 กับเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ฉันรู้จักเขาแค่สี่หรือห้าเดือน เขาไม่มีครอบครัว มีแต่คุณแม่ของเขาที่มาคอยควบคุมชีวิตของฉันจนแทบจะขยับตัวไม่ได้ พอเราแต่งงานแม่ผัวคนนี้ก็ทำให้ฉันเห็นว่า ลูกชายของเธอไม่เคยทำอะไรผิดสักอย่าง เธอเอาแต่บ่นแถมยังไม่ยอมให้แม่ของฉันมานอนพักค้างคืนด้วย”

ซึ่งเรื่องนี้หมายความว่า คุณแม่ของชาร์ลี แบร็กส์นั้นมัวแต่เอาอกเอาใจลูกชาย ส่วนกับสะใภ้อย่างแนนนี่ กลับเอาแต่เข้มงวดทุกอย่าง

ภายหลังการแต่งงาน ชาร์ลีและแนนนี่ก็ได้ให้กำเนิดลูกสาวมา 4 คน เรียงหัวปีท้ายปีตั้งแต่ปี ค.ศ. 1923 ถึง 1927 ตอนนั้นจึงทำให้คุณแม่วัยใสอย่างแนนนี่ต้องหันมาใช้สุราเป็นเครื่องบำบัดความเครียด เธอเริ่มสูบบุหรี่จนติดอย่างหนัก ชีวิตครอบครัวก็เริ่มระหองระแหง ต่างฝ่ายต่างก็สงสัยว่าอีกคนจะนอกใจ เพราะชาร์ลีก็ชอบหายหัวไปเป็นวัน ๆ

จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1927 ทั้งสองก็ต้องสูญเสียลูกสาวคนกลางไป 2 คน เนื่องจากอาหารเป็นพิษ มีการตั้งข้อสงสัยว่าบางทีแนนนี่อาจจะเป็นคนลงมือสังหารลูกของตัวเอง ชาร์ลีก็เลยตัดสินใจพาเมลวิน่าลูกสาวคนโตหนีจากไป ทิ้งฟลอรีนลูกสาวคนเล็กไว้ให้อยู่กับแนนนี่ ต่อมาคุณแม่ของชาร์ลีก็เสียชีวิต ส่วนแนนนี่ก็ได้งานทำในโรงงานผ้าฝ้ายแห่งหนึ่งและเลี้ยงดูลูกคนเล็กของเธอต่อไป

แนนนี่กับหลานสาว และเมลวิน่า(คนขวาสุด)

ในเวลาต่อมาชาร์ลีสามีของเธอก็พาเมลวิน่าลูกสาวคนโตกลับมาในปี ค.ศ. 1928 แต่ที่กลับมาครั้งนี้ก็เป็นเพราะเขาตั้งใจจะมาขอหย่ากับแนนนี่ ซึ่งหลังจากที่ทั้งคู่หย่ากันเสร็จแนนนี่ก็พาลูกสาวทั้ง 2 คนกลับมาเลี้ยงดูเองที่บ้านแม่ ซึ่งทางชาร์ลีนั้นมักจะยืนยันอยู่เสมอว่าเขาทิ้งแนนนี่ไปเพราะกลัวเธอมาก !

หลังจากที่แนนนี่กลับมาใช้ชีวิตและทำงานที่เมืองแอนิสตัน เธอมักจะบำบัดความเหงาของตัวเองด้วยการนั่งอ่านเรื่องราวแนวโรแมนติกอยู่เสมอ เธอกลับมาอ่านคอลัมน์ศาลาคนเหงามาลัยเสี่ยงรักเหมือนเดิม แถมยังชอบเขียนจดหมายส่งไปหาพวกผู้ชายที่มาลงประกาศหาคู่เอาไว้ด้วย และหนึ่งในชายผู้ว้าเหว่ที่เขียนลงประกาศหาคู่ที่เธอสนใจนั่นก็คือ นายโรเบิร์ต แฟรงค์ลิน หรือแฟรงค์ ฮาร์เรลสัน ชายคนนี้อายุ 23 ปี เป็นคนงานในโรงงานแห่งหนึ่งจากเมืองแจ็กสันวิลล์

พอแนนนี่ส่งจดหมายไปหาแฟรงค์ก็มักจะตอบกลับมาเป็นบทกวีหวานซึ้งโรแมนติก พอนานเข้าทั้งคู่จึงตัดสินใจมาพบกัน และตกลงใจแต่งงานกันในปี ค.ศ. 1929 ตอนนั้นแนนนี่เองก็เพิ่งจะอายุ 24 ปี หย่ากับชาร์ลีมาแค่เพียง 2 ปี เธอยังสาวและสวยก็เลยทำให้แฟรงค์สามีใหม่พาเธอกับลูกติดทั้งสองไปอยู่ด้วยกันที่แจ็กสันวิลล์ แต่เวลาผ่านไปไม่กี่เดือนแนนนี่ก็พบว่าแฟรงค์เป็นพวกขี้เหล้า แถมยังเคยมีประวัติอาชญากรรมก่อเหตุรุนแรง อย่างไรเธอก็แต่งงานกันแล้ว ชีวิตคู่ของทั้งสองจึงอยู่ต่อกันมาได้นานถึง 16 ปี

ต่อมาในปี ค.ศ. 1943 เมลวินา ลูกสาวคนโตของแนนนี่ก็ได้มีหลานให้กับแม่ของเธอ หลานชายคนนี้ชื่อโรเบิร์ต ลี เฮนส์ และสองปีต่อมาเธอก็ได้ลูกอีกคน แต่เด็กคนนี้ก็เสียชีวิตไปในเวลาไม่นาน
ซึ่งสาเหตุการตายของลูกคนที่สองนั้นเมลวิน่าคิดว่า เธอเห็นแม่ของเธอซึ่งก็คือแนนนี่ ดอสส์ ที่ตอนนั้นแวะมาเยี่ยมพวกเธอที่บ้าน ได้ใช้ปิ่นปักหมวกแทงเข้าไปที่ศีรษะลูกของเธอ ซึ่งเธอเองก็ถามสามีกับน้องสาวของเขาเพื่อให้แน่ใจกับสิ่งที่เธอสงสัยนี้ ทั้งสองก็บอกได้เพียงแค่ ตอนนั้นแนนนี่บอกว่าเด็กตายแล้ว และเห็นแนนนี่ถือปิ่นปักหมวกอยู่ในมือ ส่วนทางแพทย์ก็ไม่มีคำอธิบายดี ๆ ให้กับเมลวิน่าอีก และเรื่องนี้มันก็ทำให้ชีวิตคู่ของเมลวิน่าต้องจบลง

แนนนี่ และเมลวิน่า(ลูกสาว)

ต่อมาเมลวิน่าก็พบรักใหม่กับทหารคนหนึ่ง แต่แนนนี่แม่ของเธอกลับไม่ยอมรับชายคนนี้อีก และในช่วงที่เมลวิน่าเดินทางกลับมาจากการไปเยี่ยมชาร์ลีพ่อของเธอ เธอก็ต้องทะเลาะกับแนนนี่อย่างรุนแรง จนมาถึงวันที่ 7 กรกฎาคม ค.ศ. 1945 โรเบิร์ต ลี เฮนส์ ลูกชายคนโตของเมลวิน่า ก็เสียชีวิตอย่างปริศนาภายใต้การดูแลของแนนนี่ ดอสส์ ผลการชันสูตรบอกว่าเขาตายเพราะสำลักอะไรบางอย่าง และสองเดือนต่อมาแนนนี่ก็ได้รับเงินค่าประกันชีวิตจำนวน 500$ จากการประกันชีวิตที่เธอทำไว้ให้โรเบิร์ต

ในปี ค.ศ. 1945 ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีอยู่วันหนึ่งแฟรงค์ ฮาร์เรลสันเมาหนักกลับมาที่บ้าน แล้วก็ไปข่มขืนแนนนี่ภรรยาของตัวเอง วันรุ่งขึ้นแนนนี่ก็นำเหยือกวิสกี้ของแฟรงค์ไปฝังไว้ที่สวนกุหลาบ เธอบอกว่าการข่มขืนในวันนั้นมันเป็นฟางเส้นสุดท้าย ! เพราะเธอนำยาเบื่อหนูมาหยดใส่วิสกี้ก่อนที่แฟรงค์สามีของเธอจะดื่มมัน และเสียชีวิตไปด้วยความทรมานตั้งแต่เมื่อเย็นวาน
ต่อมาแนนนี่ก็ได้สามีคนที่สาม เขาชื่ออาร์ลี แลนนิ่ง สามีคนนี้เธอได้มาจากคอลัมน์มาลัยเสี่ยงรักของนิตยาสารฉบับหนึ่งในช่วงที่เธอไปเที่ยวแถวเมืองเล็กซิงตันน็อร์ธคาโรไลนา และแต่งงานกับชายคนนี้ในสามวันต่อมา ซึ่งก็เป็นไปตามคาด สามีใหม่คนนี้ก็เป็นพวกขี้เหล้าเจ้าชู้ตามสายเลือดของบรรพบุรุษไปเสียอีก

แต่อย่างไรก็ดีการแต่งงานรอบนี้แนนนี่กลับเป็นฝ่ายแอบหายตัวออกไปจากบ้านบ่อย ๆ จนผ่านไปประมาณหนึ่งเดือนทุกอย่างก็จบลง เพราะวันหนึ่งที่แนนนี่กลับมาบ้าน เธอก็ทำตัวเป็นแม่บ้านพราวเสน่ห์ ระดับทำให้สามีของตัวเองถึงกับช็อกตายเนื่องจากหัวใจล้มเหลว หลังจากที่อาร์ลีเสียชีวิตไปชาวบ้านในเมืองก็ช่วยกันทำพิธีศพให้สามีของเธอด้วยไมตรีจิต  

ในพิธีศพของ "อาร์ลี แลนนิ่ง"

ต่อมาบ้านของครอบครัวแลนนิ่งที่มีแนนนี่อยู่กับน้องสาวของสามีก็ถูกไฟเผาไปอย่างปริศนา น้องสาวของอาร์ลีเสียชีวิตในกองเพลิง ซึ่งเรื่องนี้ทางบริษัทประกันก็ได้จ่ายเงินชดเชยให้กับแนนนี่ทางธนาคารทันที ต่อมาแม่สามีก็เสียชีวิตตามไปในขณะหลับอีก แนนนี่จึงออกจากนอร์ธคาโรไลนาไปขออาศัยอยู่กับโดวี่น้องสาวแท้ ๆ ของเธอ พอแนนนี่ไปอยู่ด้วยไม่นานโดวี่เองก็เกิดป่วยหนักขึ้นมา สุดท้ายเธอก็เสียชีวิตไปอีกคน

มาถึงตรงนี้แนนนี่ก็ยังคงมองหาชายคนใหม่ เธอสมัครเข้าใช้บริการหาคู่ของเดอะไดมอนด์เซอร์เคิลคลับ แล้วเธอก็ได้พบกับริชาร์ด แอล มอร์ตัน ที่มาจากเมืองเจมส์ทาวน์รัฐนอร์ธคาโรไลนา ชายคนนี้ไม่มีปัญหาเรื่องสุราก็จริงแต่เขาเป็นคนเจ้าชู้ และเสียชีวิตไปในวันที่ 19 พฤษภาคม ค.ศ. 1953 และสามเดือนต่อมาลูอิสซาแม่เลี้ยงของเธอก็เดินทางมาอาศัยอยู่กับแนนนี่ที่บ้านหลังนี้ และเสียชีวิตตามไปอีกคนเนื่องจากถูกวางยาพิษ

"ริชาร์ด แอล มอร์ตัน" สามีอีกคน

ต่อมาแนนนี่ก็ไปแต่งงานกับแซมวล ดอสส์ จากเมืองทัลซ่ารัฐโอคลาโฮมา ซึ่งนามสกุลนี้คือนามสกุลล่าสุดของเธอ ทั้งคู่แต่งงานกันในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1953 แซมวลเป็นคนสะอาดสดใส ใจบุญ และไม่ชอบนิยายโรแมนติกเหมือนกับที่แนนนี่ชอบ ทั้งคู่อยู่ด้วยกันไม่นานแซมวลก็ถูกส่งตัวไปรักษาในโรงพยาบาลด้วยอาการป่วยคล้ายกับไข้หวัดใหญ่

ทางโรงพยาบาลวินิจฉัยว่าแซมวลน่าจะติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร จึงทำการรักษาและได้กลับออกมาในวันที่ 5 ตุลาคมปีนั้น และในตอนเย็นของวันเดียวกันนี้ แนนนี่ก็สังหารสามีของเธอเพื่อไปขอรับเงินจากบริษัทประกันชีวิตที่เธอทำไว้ให้สามีถึง 2 แห่ง และจากการตายอย่างกระทันหันนี้ แพทย์ที่เพิ่งจะรักษาแซมวลจนหายดีในตอนแรกก็แคลงใจร้องขอให้มีการผ่าตัดชันสูตรศพ และผลก็รายงานออกมาว่าพบสารหนูจำนวนมากปนเปื้อนอยู่ในระบบร่างกายของผู้ตาย นั่นจึงทำให้แนนนี่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกเข้าจับกุมตัวทันที

โดยในช่วงการจับกุมตัวนั้นมีบันทึกบอกเอาไว้ว่า พอเจ้าหน้าที่ขอเข้าจับกุมเธอก็ไม่ได้แสดงทีท่าอาการตกใจแต่อย่างใด แถมยังปั้นหน้ายิ้มพูดจาหัวเราะอารมณ์ดี ยอมให้จับกุมตัวไปแต่โดยดีเสียอีก

ในระหว่างการสอบสวนแนนนี่เอาแต่เปิดหน้านิตยาสารโรแมนติกไปมา ปากก็พูดจาให้การวกวน พูดไปหัวเราะไปราวกับว่าตัวเธอนั้นไม่ได้ทำอะไรผิดมาก่อน พอเจ้าหน้าที่สอบสวนพยายามให้เธอรับสารภาพ ว่าเธอคือตัวการในการเสียชีวิตของแซมวล เธอก็หัวเราะแล้วปฏิเสธ พูดจายียวนเหมือนเธอไม่รู้เรื่องอะไรอีก จนเจ้าหน้าที่ต้องดึงหนังสือของเธอออกจากมือ และพูดจาหว่านล้อมให้เธอนึกละอายใจต่อวิญญาณของคนที่ตายไป นั่นจึงทำให้แนนนี่ยอมให้การกับตำรวจด้วยการเปิดประเด็นว่า “ก็ได้... ว่าแต่จะคืนหนังสือให้ฉันหรือเปล่า ?”

ซึ่งอาการหัวเราะอารมณ์ดีของแนนนี่ ดอสส์ตอนถูกจับกุมและสอบสวนนี้ ก็ได้ทำให้สื่อหนังสือพิมพ์ต่างขนานนามเธอว่า The Giggling Grandma หรือ คุณยายคิกคัก นั่นเอง

หลังจากที่แนนนี่รับสารภาพ ตำรวจจึงได้กลับไปตรวจสอบการเสียชีวิตของคนอื่น ๆ ที่ดูแล้วน่าจะมีเงื่อนงำว่าเธอมีส่วนเกี่ยวข้อง สุดท้ายแนนนี่จึงถูกส่งตัวไปขึ้นศาลในข้อหาฆาตกรรมสามีทั้ง 4 คน คุณแม่แท้ ๆ ของเธอ โดวี่น้องสาว โรเบิร์ตหลานชาย แม่ของแซมมวลสามีคนสุดท้าย และลูว์แม่เลี้ยงของเธอเอง (รวมเป็น 9 คดี)
แต่ทางศาลของเมืองโอคลาโฮมานั้น ได้ตัดสินใจดำเนินคดีกับเธอด้วยข้อหาฆาตกรรมแซมวล ดอสส์เพียงคดีเดียว โดยอัยการเบิกความว่าผลการชันสูตรศพของแซมวล พบสารหนูจำนวนมากพอที่จะล้มม้าได้ทั้งตัว โดยสารหนูเหล่านี้ถูกแนนนี่นำไปปนเปื้อนกับพายมันฝรั่งของโปรดผู้ตาย ซึ่งเธอให้แซมวลกินมันไปถึง 3 ชิ้น  


ต่อมาทางหนังสือพิมพ์ก็นำรายงานนี้มาใช้ตั้งฉายาให้กับแนนนี่ว่า Arsenic Nannie หรือ แนนนี่สารหนู เพิ่มมาอีกหนึ่งชื่อ

ผลการพิจารณคดีก็ออกมาในวันที่ 17 พฤษภาคม ค.ศ. 1955 ระบุว่าแนนนี่นั้นมีความผิดจริงในข้อกล่าวหาดังกล่าว ได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งสาเหตุที่ศาลไม่ได้ตัดสินโทษประหารชีวิตก็เพราะว่าแนนนี่นั้นเป็นผู้หญิง ส่วนการเสียชีวิตของอดีตสามีที่เหลือและคนในครอบครัวของเธอนั้น ไม่ได้มีการนำมาพิจารณาแต่อย่างใด
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามผลการสอบสวนของตำรวจได้บันทึกเอาไว้ว่า แนนนี่ ดอสส์น่าจะสังหารหลานคนที่ 2 ลูกของเมลวิน่าด้วยปิ่นปักหมวก รวมไปถึงสังหารน้องสาวของอาร์ลี แลนนิ่ง ด้วยการเผาไฟไปพร้อมกับบ้านเพื่อเอาประกัน ซึ่งถ้านับจำนวนผู้เสียชีวิตกลุ่มแรกที่มีถึง 9 คน รวมกับกลุ่มหลังที่ถูกเพิ่มเข้าไปอีก 2 คนนี้ แนนนี่ ดอสส์ น่าจะฆาตกรรมคนใกล้ชิดของตัวเองไปทั้งหมด 11 คนเลยทีเดียว


แนนนี่ถูกจำคุกอยู่ในโอคลาโฮมา จนถึงปี ค.ศ. 1965 เธอก็เสียชีวิตไปด้วยโรคลูคีเมียที่โรงพยาบาลภายในคุกนั่นเอง


สำหรับเรื่องราวคดีฆาตกรรมของแนนนี่ ดอสเรื่องนี้ ถึงแม้ตัวเธอจะบอกว่ามันเกิดจากอาการทางจิตและความผิดหวังในความรักตลอดมา มันก็ไม่ได้หมายความว่าเราสามารถใช้วิธีการแบบเดียวกับเธอ เพื่อจะชดเชยในสิ่งที่ตัวเองต้องเสียเวลาไปกับคนที่ไม่ใช่

และอีกสิ่งที่เราได้เรียนรู้ก็คือ การวิ่งหาความรักที่ฉาบฉวยด้วยการมองหาคู่จากการลงประกาศ ไม่ว่าจะบนหนังสือหาคู่หรือในโลกโซเชียล มันก็มักจะได้ความรักที่ขาดการกลั่นกรองมองกันเพียงแต่ภายนอก ไม่คิดจะคบหาดูใจกันนาน ๆ และสุดท้ายก็ต้องเลิกราเหมือนกับที่เราเห็นกันอยู่บ่อย ๆ ซึ่งก็คงไม่มีใครอยากให้ความรักต้องจบลงด้วยความตายของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างเหี้ยมโหด เหมือนกับเรื่องของเธอคนนี้... "แนนนี่ แฮสเซล ดอสส์"


หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี

แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ที่มา: Wikipedia

แท็ก: แนนนี่ ดอสส์,  Nannie Doss, The Giggling Grandma, Giggling Granny, คุณยายคิกคัก, คริคริ