ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 เปิดปมปริศนาแอตแลนติส ดินแดนแห่งนี้มีอยู่จริงหรือเป็นแค่ตำนาน !?



"แอตแลนติส (Atlantis)" เกาะที่ถูกเล่าขานว่าเคยมีอยู่จริงในมหาสมุทรแอตแลนติค ซึ่งเคยตั้งอยู่แถบช่องแคบยิบรอลต้า และจมหายไปยังใต้ท้องทะเลจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ที่ทำให้เกิดคลื่นยักษ์ถาโถมจนซัดเอาเกาะแห่งนี้จมหายไป เมื่อ 9,000 ปีก่อนคริสตกาล
ก่อนที่เพลโตนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่จะบันทึกเรื่องราวพูดถึงมันเอาไว้ในหนังสือชื่อ "ทีเมอุส" และ "ครีเทียส" !!!

มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะเล่าถึงเรื่องราวของชนชาติในตำนาน กับข้อมูลทุกด้านที่ถูกกล่าวอ้างว่ามันเคยมีอยู่จริง ประเทศที่มีอารยะธรรมสูงส่งกว่าใครในโลกโบราณ สถานที่ ๆ เพลโตนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่เคยเล่าเอาไว้ว่ามันเคยมีอยู่จริง ว่าที่แห่งนี้... มันคืออะไรกันแน่ !?


"แอตแลนติส (Atlantis)"
ภาพจาก: WIKIMEDIA


ในการถกเถียงของกลุ่มสมาคมชาวยูโทเปียครั้งนั้น เพลโตได้ยืนยันว่า ตอนนั้นมีนักบวชชาวอียิปต์ได้เล่าเรื่องราวของแอตแลนติส ให้กับโซลอนเพื่อนนักปราชญ์ผู้มีชื่อเสียงอีกคนหนึ่งของเขาฟัง และนั่นจึงทำให้ตัวของเพลโตเองไม่สามารถที่จะระบุสถานที่ตั้งจริง ๆ ของมันได้ นอกจากบอกเอาไว้เพียงแค่เรื่องเล่าที่เขาได้รับฟังมานั้นมันเป็นเรื่องจริง


"เพลโต (Plato)" อ้างว่าแอตแลนติสมีอยู่จริง

วัตถุประสงค์ในการบอกเล่าเรื่องราวนี้ เพลโตก็เน้นย้ำด้วยข้อความที่อ้างอิงไปในด้านศีลธรรม ซึ่งก็เรียกได้ว่ามันเป็นวิธีการที่เขานิยมใช้ในการเพิ่มน้ำหนักของเรื่องราวต่าง ๆ และในความเป็นจริงที่เคยเกิดขึ้นกับชาวกรีกเมื่อ 9,000 ปีก่อนนั้น ก็ไม่มีบันทึกอื่นใดระบุว่าเคยมีการสู้รบระหว่างกรุงเอเธนกับแอตแลนตีสมาก่อน

นั่นจึงทำให้มีการถกเถียงในยุคปัจจุบันว่า เพลโตนั้นอาจกำลังยืนยันในสิ่งที่ไม่เคยมีอยู่ก็เป็นได้ ซึ่งจากบันทึกนั้นบอกว่า เพลโตมักจะอ้างถึงสถานที่ที่เรียกว่าแอตแลนติสอยู่ในเอกสารงานเขียนเกี่ยวกับการสู้รบของเขาอยู่เสมอ


แต่ถ้าจะมองกันให้ละเอียดกว่านี้ เรามาลองฟังข้อความที่เพลโตได้บันทึกเอาไว้ ข้อความจากปากคำของโซลอน ที่เพลโตอ้างว่าเพื่อนของเขาคนนี้ ได้ฟังเรื่องราวของแอตแลนติสมาจากนักบวชชาวอียิปต์ท่านหนึ่ง แล้วมาเล่าให้เขาฟังอีกทีว่า...


มีเรื่องราวอันยิ่งใหญ่และน่าอัศจรรย์ใจมากมาย ที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินของท่านในประวัติศาสตร์ของเรา ซึ่งหนึ่งในสิ่งที่ว่านั้นมันหลงเหลือเอาไว้เพียงความยิ่งใหญ่และกล้าหาญ
ซึ่งประวัติศาสตร์ในส่วนนี้ระบุว่า พลังอำนาจอันยิ่งใหญ่นั้นก็คือใบเบิกทาง เพื่อให้การเดินทางอันยิ่งใหญ่สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะที่ยุโรปและเอเชียทะลุข้ามขีดจำกัดของดินแดนแผ่นภิพบอันยิ่งใหญ่แห่งนี้


มันคือพลังอำนาจที่ถูกส่งมาจากมหาสมุทรแอตแลนติค ที่ในทุกวันนี้พวกเราใช้มันเป็นเส้นทางเดินเรือ และมีเกาะแห่งหนึ่งตั้งอยู่ทางด้านหน้าของช่องแคบที่ท่านเรียกมันว่า "เสาหลักแห่งเฮอคิวลิส"
เกาะที่ว่านี้มีขนาดใหญ่กว่าลิเบียรวมกับทวีปเอเชียเข้าด้วยกัน มันคือจุดเชื่อมต่อสำหรับเดินทางไปยังเกาะแห่งอื่น และจากที่นี่ท่านสามารถเดินทางข้ามผ่านไปยังทวีปที่อยู่อีกด้านหนึ่งของโลก มันมีช่องแคบเฮอคิวลิสที่อยู่ตรงหน้าคือทางออก นอกนั้นก็คือทะเลที่ล้อมรอบเกาะ ที่สามารถเรียกได้ว่ามันคือดินแดนอันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต


ในตอนนี้เกาะแห่งแอตแลนติสก็คือ อาณาจักรอันยิ่งใหญ่ที่สามารถปกครองทุกเกาะแก่งที่เรียงรายอยู่โดยรอบ และเหนือจากแผ่นดินแห่งนี้ และไกลออกไปกว่านั้นชาวแอตแลนติสก็ได้ครอบครองดินแดนของลิเบีย ไปตลอดแนวของเฮอคิวลีสจนถึงอียิปต์ จากยุโรปไปจนถึงไทเรนเนีย

Unknown Source
อำนาจอันยิ่งใหญ่ในการรวมอาณาจักรของพวกเขา ก็ยังเคยได้พยายามบุกเข้ามายึดประเทศของเราและของท่าน รวมไปถึงดินแดนที่อยู่ในบริเวณช่องแคบทั้งหมด โซลอนท่านรู้บ้างไหม ในเวลาต่อมาประเทศของท่านนั้นช่างเจิดจรัส ด้วยความปราดเปรื่องของเทพธิดาแห่งศีลธรรมและความแข็งแกร่ง อีกทั้งความเป็นผู้นำอันสง่างามของชาวเฮลเลนส์...
และเมื่อความหลุดพ้นได้ถูกส่งมา หลังจากที่ผ่านช่วงเวลาอันตรายถึงที่สุดไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ ทั้งการก่อจราจลจากพวกทาสที่ยังไม่อาจปราบปราม มันก็ทำให้เราสามารถหลุดพ้นจากผู้รุกรานมาได้จนถึงในกาลนี้ - (Timaeus)


ซึ่งมิติที่ 6 ก็ต้องขออภัย ถ้าหากข้อความที่ถูกนำมาเสนอนี้จะฟังแล้วเข้าใจยากกันสักนิด เพราะต้นฉบับนั้นใช้ภาษาเขียนอลังการสุดจินตนาการ ซึ่งก็ต้องขอสรุปกันง่าย ๆ ว่า เรื่องที่เพิ่งถูกเล่าไปนั้น มันคือความทรงจำเกี่ยวกับมหาสงคราม ที่ชาวเอเธนต้องเผชิญหน้ากับอาณาจักเปอร์เซียอันยิ่งใหญ่ ในช่วงยุค 5 ปี ก่อนคริสต์ศตวรรษ


ส่วนการต่อสู้กับชาวแอตแลนติส ที่ถูกอ้างว่าเข้ามารุกรานเอเธนนั้น ก็น่าจะเกิดขึ้นในช่วง 8,000 ถึง 9,000 ปีก่อนคริสตกาล


ซึ่งนักประวัติศาสตร์เองก็ยังไม่ค่อยทราบเช่นกันว่า เรื่องราวเกี่ยวกับเมืองเอเธนในยุค 9,000 ปีก่อนคริสตกาลนั้น มันเคยเป็นเมืองขึ้นหรือปกครองตัวเองกันมาตั้งแต่แรก ซึ่งข้อเท็จจริงนี้ผู้ที่สนใจงานเขียนของเพลโตส่วนหนึ่งก็ไม่ทราบมาก่อน โดยสาเหตุนั้นก็อาจมาจากพวกเขาไม่เข้าใจว่า เพลโตนั้นไม่ได้ถ่ายทอดเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้นจริงไปเสียทุกเรื่อง !


นั่นจึงเป็นสาเหตุทำให้หลายคนเชื่อว่าในประวัติศาสตร์ของกรีกนั้น เคยมีเรื่องราวเกี่ยวกับแอตแลนติสเข้ามาเกี่ยวข้อง และเข้าใจว่ามันเคยมีประเทศแอตแลนติสอยู่จริง ๆ ตามที่พวกเขาได้อ่านกันมาแน่ ๆ
อีกทั้งยังมีหนังสืออีกเล่มที่เขียนโดย ไฮน์ริช ชลีแมน ที่ได้เล่าถึงเมืองทรอยในตำนานงานเขียนโบราณว่า ทรอยนั้นไม่ใช่เมืองในจินตนาการ แต่มันมีอยู่จริง ๆ

ไฮน์ริช ชลีแมน (Heinrich Schriman)
"ทรอยนั้นไม่ใช่เมืองในจินตนาการ... แต่มันมีอยู่จริง !"
ก็ยิ่งทำให้เรื่องราวของเพลโตเกี่ยวกับแอตแลนติสนั้น ยิ่งดูมีน้ำหนักมากพอที่จะเชื่อว่า มันน่าจะเคยมีประเทศนี้อยู่จริงเช่นกัน โดยมองข้ามวัตถุประสงค์ที่แท้จริงที่ทำให้เพลโตเขียนเรื่องราวของแอตแลนติสลงในหนังสือของเขาว่า...
สิ่งที่เขาต้องการถ่ายทอดนั้นคือเรื่องของคุณธรรม ไม่ใช่เรื่องการมีอยู่ของแอตแลนติสเป็นแกนหลัก ดังเช่นที่เคยมีผู้คนสนใจกันว่า กษัตริย์พระองค์แรกของเมืองเอเธนนั้นคือเซครอพส์ ผู้ที่มีท่อนบนเป็นคน ท่อนล่างเป็นงู และเชื่อกันว่านั่นคือหลักฐานบ่งชี้ว่าเทพโพไซดอนนั้นเคยมีอยู่จริง ทั้ง ๆ ที่ข้อเท็จจริงนั้น ทุกอย่างเป็นงานเขียนจากจินตนาการของคนโบราณทั้งสิ้น
1669 map by Athanasius Kircher. Map has south at the top.
นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้มีนักผจญภัยบางกลุ่มเริ่มตั้งทฤษฎีกันว่า สถานที่ในตำนานอย่างแอตแลนติสนั้น น่าจะอยู่ตรงกลางของมหาสมุทรแอตแลนติค อาจจะเป็นเกาะคิวบาไม่ก็แอนดิสเรื่อยไปอีกหลายแห่ง
บางคนเชื่อว่า เกาะเธร่า ก็คือแอตแลนติส ซึ่งเกาะเธร่านั้นคือเกาะภูเขาไฟของกรีก ที่อยู่ในแถบทะเลอีเจียน ตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างประเทศกรีกกับตุรกี และเคยระเบิดครั้งใหญ่ไปเมื่อ ค.ศ. 1625 ปีก่อนคริสตกาล จนต่อมามันถึงได้เป็นแหล่งวัฒนธรรมของชาวมิโนน แห่งเกาะครีตของกรีกในปัจจุบัน

"เกาะเธร่า" ถูกอ้างว่าเคยเป็นแอตแลนติส
มีผู้คนมากมายยืนยันว่า แอตแลนติสไม่ได้เป็นแค่ทวีปที่สูญหายไป แต่มันเป็นมหาอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ที่สาปสูญ และเชื่อกันว่าจริง ๆ แล้ว ชาวแอตแลนติสนั้นเป็นมนุษย์ต่างดาว ที่ตัดสินใจทำลายตัวเองด้วยระเบิดนิวเคลียร์ ไม่ก็อาวุธอะไรสักอย่างที่อานุภาพสูงกว่านั้น และยืนยันว่าแอตแลนติสนั้นคือสถานที่ที่เต็มไปด้วยประชากรผู้ทรงปัญญา มีเทคโนโลยีก้าวล้ำเหนือประเทศใด ๆ ในโลกยุคโบราณ


ซึ่งก็มี เลวิส สเปนซ์ นักมายาวิทยาของประเทศสก็อตแลน ได้ใช้แนวคิดที่ว่านี้ร่วมกับแนวทางวิทยาศาสตร์ สรุปว่าภาพเขียนบนผนังถ้ำโครแม็กนอนในอิตาลีนั้น จริง ๆ แล้วมันถูกเขียนโดยชาวแอตแลนติสผู้พลัดถิ่นนั่นเอง

เลวิส สเปนซ์ (Lewis Spence)
"ภาพเขียนบนผนังถ้ำโครแม็กนอนในอิตาลี เขียนโดยชาวแอตแลนติส !"
เฮเลน่า บลาวัตสกี้ กับนักเทวปรัชญาอีกกลุ่มที่มีชีวิตอยู่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 นั้น ได้สร้างแนวคิดขึ้นมาว่า ชาวแอตแลนติสก็คือผู้คิดค้นเครื่องบินและวัตถุระเบิด ไปจนถึงนำข้าวสาลีไปปลูกกันที่นอกโลก

เฮเลน่า บลาวัตสกี้
"ชาวแอตแลนติสคือผู้คิดค้นเครื่องบิน วัตถุระเบิด ไปจนถึงนำข้าวสาลีไปปลูกนอกโลก !"
นักเทวนิยมอีกกลุ่มร่วมกับ เจมส์ เชิร์คเวิร์ด ก็ได้สร้างนิยามของชาวมิวกับทวีปที่สูญหายไปกลางมหาสมุทรแปซิฟิกขึ้นมาอีกเรื่อง

"เจมส์ เชิร์คเวิร์ด" กับนิยามใหม่ของชาวมิว


นักพลังจิตบำบัดชื่อ เอ็ดการ์ เคย์ซี ก็ยืนยันว่าเขาได้ใช้พลังจิตในการหยั่งรู้ทะลุทะลวงเข้าไปอ่านตำราการรักษาจากชาวแอตแลนติส และนำมันมาใช้ร่วมกับวิชาการบำบัตด้วยพลังจิตของเขา

"เอ็ดการ์ เคย์ซี" อ้างว่าใช้พลังจิตเข้าไปอ่านตำราแพทย์ของแอตแลนติส


จูดี ซีบรา ไนท์ หรือเจซี ไนท์ ก็ได้ยืนยันว่า แรมธาซึ่งเป็นชื่อเรียกของพลังจิตจากวิญญาณของเธอนั้น มันก็คือสิ่งที่เธอได้มาจากแอตแลนติสนั่นเอง

"เจซี ไนท์" อ้างว่าได้พลังวิเศษมาจากแอตแลนติส !


ในหนังสือของ อิกเนเทียส ดอนเนลลี่ ที่ถูกตีพิมพ์ไว้เมื่อปี ค.ศ. 1882 ระบุว่าเขาไม่สนใจตำนานของนักปราชญ์เพลโตแต่อย่างใด นั่นจึงทำให้เขานำตำนานที่ถูกบันทึกอยู่ในพระคัมภีร์ไบเบิล ที่กล่าวถึงโนอาห์กับน้ำท่วมโลกครั้งใหญ่มาอธิบายว่า...
มันคือสาเหตุที่ทำให้แอตแลนติสจมลงไปกลางมหาสมุทรแอตแลนติคเสียมากกว่า และในช่วงระหว่างน้ำท่วมใหญ่ก่อนหน้าที่มันจะหายไปนั้น ชาวแอตแลนติสก็ได้เป็นผู้ให้ความรู้แก่ชาวอียิปต์โบราณ ไปจนถึงชาวมายา รวมไปถึงกลุ่มชาติพันธุ์อารยัน ที่มีดวงตาสีฟ้าและผมแดงแห่งประเทศไอร์แลนด์อีกด้วย

Ignatius Donnelly
ดอนเนลลี่ ปฏิเสธเรื่องแอตแลนติส...
"เรื่องโนอาห์กับน้ำท่วมโลก คือสาเหตุทำให้แอตแลนติสจมลงในมหาสมุทรแอตแลนติค !"

"เรือโนอาห์ (Noah's Ark)" หนีน้ำท่วมโลกในพระคัมภีร์ไบเบิล
โดยทฤษฎีของดอนเนลลี่เหล่านี้ ก็ได้ทำให้ในเวลาต่อมามีการพูดถึงเกี่ยวกับสถานที่ตั้งของแอตแลนติส ว่ามันคือผืนแผ่นดินใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางมหาสมุทรแอตแลนติค และจมหายไปใต้ท้องทะเลอย่างไร้ร่องรอย จากปรากฏการณ์แผ่นเปลือกโลกเคลื่อนตัว ในช่วงปลายยุคปี ค.ศ. 1960

ซึ่งที่เราเล่าไปทั้งหมดนั้น ก็เรียกได้ว่าเป็นเชื้อเพลิงแห่งจินตนาการของแต่ละบุคคล ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดของเฮเลน่า บลาวัตสกี้, รูดอล์ฟ สเตนเนอร์, เจมส์ เชิร์คเวิร์ด, เอ็ดการ์ เคซี และเกรแฮม แฮนค็อก ที่ต่างก็ถูกนำเอาไปใช้เป็นแนวทางในการเขียนบทภาพยนตร์ในปี ค.ศ. 2009 ชื่อเรื่องนั้นก็คือเรื่อง ค.ศ. 2012 กำกับโดยโรแลนด์ เอ็มเมอริช

"รูดอล์ฟ สเตนเนอร์" และภาพยนตร์เรื่อง "2012"


ด้วยความโด่งดังของตำนานแอตแลนติสตามที่ได้ยกมา มันก็ได้ทำให้มีนักเขียนชื่อดังในสมัยนั้นอย่างเช่น นักเขียนชาวไอริชชื่อ จอห์น วิคเตอร์ ลูซ ได้นำข้อมูลมาใช้เป็นพล็อตในหนังสือปี ค.ศ. 1970 ของเขาชื่อว่า "The End of Atlantis"

 "จอห์น วิคเตอร์ ลูซ" กับหนังสือของเขา


ชาร์ล เบอร์ลิซ นักเขียนที่โด่งดังจากหนังสือเรื่องสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า ก็ได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับแอตแลนติสและน้ำท่วมโลก ให้ผูกพันธ์กับเรือโนอาห์ในพระคัมภีร์ไบเบิลในหนังสือปี ค.ศ. 1981 ชื่อ "Doomsday, 1999 A.D." ที่วางจำหน่ายพร้อมกับหนังสือแผนที่ฉบับสมบูรณ์ของแอตแลนติส วาดโดย J. Manson Valentine ซึ่งก็เป็นนักเขียนแนวตำนานลึกลับที่มีดีกรีระดับด็อกเตอร์

"ชาร์ล เบอร์ลิซ" นักเขียนหนังสือแนวลึกลับ
เกรแฮม แฮนคอก ก็เป็นอีกท่านที่นำเรื่องราวของแอตแลนติสมานำเสนอในแนวทางที่ต่างออกไป เกี่ยวกับด้านของตำนานชนเผ่าโบราณ ซึ่งทฤษฎีของเขานั้นนักวิทยาศาสตร์สายหลักรวมไปถึง BBC เอง ก็ได้ออกมาบอกว่า แนวคิดของเกรแฮมนั้นน่าจะเกิดจากความคิดมากของเขาเสียส่วนใหญ่

"เกรแฮม แฮนคอก" ออกมานำเสนออีกแนวคิด


แนวคิดอันแตกต่างอย่างสุดโต่งของกลุ่มนักโบราณคดีสายเหนือ ที่เรากำลังหมายถึงเหนือความคาดเดาได้นั้น ก็คือนักโบราณคดีสายแอนเชียนเอเลี่ยน หรือสายมนุษย์ต่างดาวโบราณ พวกเขาบอกว่าแท้ที่จริงแล้วชาวแอตแลนติสนั้นก็คือ ผู้ถ่ายทอดวิทยาการทุกอย่างให้กับชาวอียิปต์ รวมไปถึงชนชาติแถบเมโสอเมริกา ชาวแอตแลนติสสอนให้พวกเขาสร้างพีรามิด สอนให้รู้จักเขียนหนังสือและอื่น ๆ อีกมากมาย โดยหนึ่งในผู้ที่บอกเราเรื่องนี้ก็คือ อีริค เอนตัน พอล วอน เดนิเกน เขาคือผู้อยู่เบื้องหลังรายการสารคดีชื่อดังอย่างแอนเชียนเอเลี่ยน

อีริค วอน เดนิเกน (Erich von Däniken)
"ชาวแอตแลนติส คือผู้ถ่ายทอดวิทยาการให้กับชาวอียิปต์ รวมไปถึงชนชาติแถบเมโสอเมริกา !"
หนังสือ "Chariots of the Gods" ของ วิลเลี่ยม ดูฟริส บอกว่าชาวแอตแลนติสนั้นก็คือพวกมนุษย์ต่างดาว ซึ่งนั่นก็รวมไปถึงแหล่งอารยธรรมโบราณอันรุ่งเรืองในที่ต่าง ๆ มากมายทั่วโลก ก็ล้วนได้รับการสนับหนุนของพวกเอเลี่ยน พวกเขานำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาสอนให้กับมนุษย์ยุคโบราณกันทั้งนั้น

หนังสือของวิลเลี่ยม ดูฟริส อ้างว่า
 "ชาวแอตแลนติส คือมนุษย์ต่างดาว"

เขาบอกว่าชาวอียิปต์โบราณไม่มีทางที่จะออกแบบสร้างพีรามิดได้ ชาวมายาเองก็ไม่มีทางทำได้เช่นกัน และได้นำเสนอถึงจุดประสงค์ในการสร้างพีรามิดในทิศทางที่ต่างออกไป เขาบอกว่ามันไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อฝังศพของใคร โดยยกเอาประเพณีของชาวมายา ที่อยู่ในเมโสอเมริกามาอ้างว่า...

จริง ๆ แล้วพวกเขาสร้างมันขึ้นมาเพื่อใช้บอกเส้นทางในการลงจอดของยานอวกาศ ซึ่งอันนี้ก็ต้องลองคิดตามกันให้ดีว่า ถ้าชาวอียิปต์ได้รับการสั่งสอนเทคโนโลยีออกแบบพีรามิด มาจากมนุษต่างดาวกันจริง ๆ แล้ว ทำไมในปัจจุบันเรายังเห็นซากของพีรามิดรุ่นเก่า ที่ถูกทิ้งเอาไว้เพราะความล้มเหลวในการออกแบบหรืออะไรสักอย่าง
นั่นหมายความว่าชาวอียิปต์ผ่านการลองผิดลองถูกในการสร้างสถาปัตยกรรมของพวกเขามาอย่างยาวนาน ไม่ได้มาจากการสอนสั่งของเอเลี่ยนที่ไหน หรือแม้แต่ชาวแอตแลนติสเองด้วยซ้ำ จริง ๆ แล้ว ชาวอียิปต์ใช้มันสมองของพวกเขา ค่อย ๆ พัฒนาพีรามิดจากรูปแบบขั้นบันได้ จนกลายมาเป็นรูปทรงพีรามิดอย่างที่เราเห็นทุกวันนี้ต่างหาก และมันก็คือความจริงเหนือทฤษฎีว่าใครสอนพวกเขามา


นั่นจึงทำให้เราสรุปได้ว่า ชาวอียิปต์โบราณคือผู้สร้างพีรามิดด้วยตัวของพวกเขาเอง เพราะถ้าเป็นฝีมือของเอเลี่ยนหรือชาวแอตแลนติสจริง ๆ ทำไมพวกเขาถึงสอนให้ชาวอียิปต์และชาวมายา สร้างพีรามิดขึ้นมาด้วยวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ? เพราะชาวอียิปต์โบราณนั้นสร้างพีรามิดขึ้นมาเพื่อฝังพระศพฟาโรห์ ส่วนชาวมายาก็สร้างพีรามิดของเขาขึ้นมาเพื่อใช้ประกอบพิธีกรรม และทำไมรูปร่างที่ถึงแม้จะคล้ายกัน แต่ในรายละเอียดการก่อสร้างกลับไม่ได้มีอะไรเหมือนกันเลย เพราะภายในพีรามิดของชาวอียิปต์นั้น มีทั้งทางลับและห้องหับต่าง ๆ มากมาย ในขณะที่ของชาวมายานั้น เป็นเพียงแท่นสูงขึ้นไปเพื่อใช้ทำพิธี ไม่มีหลุมศพใครถูกฝังอยู่ข้างใต้นั้น
จุดสำคัญที่ทำให้เรารู้ว่าทฤษฎีที่กล่าวอ้างว่ามนุษย์ต่างดาวโบราณก็คือชาวแอตแลนติส ที่วอน ดานิเกน พยายามบอกเราผ่านรายการของเขานั้น มันเป็นเพียงข้อกล่าวอ้างทางทฤษฎีที่ผิดจากสิ่งที่เพลโตบันทึกเอาไว้ด้วย
นั่นก็คือวอน ดานิเกนเชื่อว่าชาวแอตแลนติสเป็นเอเลี่ยนผู้ใจดี คอยสั่งสอนเทคโนโลยีให้กับชาวอียิปต์และมายามากมาย แต่ในบันทึกของเพลโตนั้นกลับบอกเราว่า ชาวแอตแลนติสคือชนชาติผู้เย่อหยิ่ง และโหดร้ายชอบทำสงคราม ไปจนถึงรวบรวมอาณาจักรน้อยใหญ่ ให้มาเป็นเมืองขึ้นมากมายเพื่อความยิ่งใหญ่ของพวกเขา


แต่ถึงเราจะบอกแบบนั้น ในปัจจุบันก็มีนักโบราณคดีมากมายพยายามค้นหาแอตแลนติสอย่างไม่ลดละ ซึ่งผลที่ได้ก็ยังไม่สามารถยืนยันได้ชัดเจน ว่าเคยมีทวีปหรือประเทศแอตแลนติสอยู่จริง เพราะในปัจจุบันเองก็มีนักโบราณคดียืนยันว่า ตัวเองพบแอตแลนติสของจริงกันแล้วหลายท่าน ซึ่งแต่ละท่านที่พบนั้นก็ล้วนระบุที่ตั้งของมันเอาไว้ต่างกันอย่างสิ้นเชิง


แม้เรื่องราวของแอตแลนติสยังไม่มีความชัดเจน ไม่มีหลักฐานใด ๆ ที่สามารถชี้ชัดได้ว่าที่ไหนมันใช่ ! แต่มันก็ยังคงมีมนต์เสน่ห์อันน่าหลงไหล ที่จะทำให้พวกเขาค้นหากันต่อไป ซึ่งเราก็ต้องรอดูกันว่าเมื่อไหร่ พวกเขาจะสามารถยืนยันได้ชัดเจนว่าแอตแลนติสเคยมีอยู่บนโลกนี้จริง ๆ
หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ และอย่าลืมทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี !


เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง

แท็ก: แอตแลนติส, Atlantis

วันศุกร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 | Bunny Man ตำนานเมืองสยองขวัญที่ต่อมากลายมาเป็นเรื่องจริง !!!



"ตำนานเมือง" ใคร ๆ ก็เข้าใจว่ามันคือเรื่องเล่ายุคใหม่ ที่เกิดขึ้นจากวัยรุ่นวัยคะนองจินตนาการเรื่องราวจากในสมอง แล้วถ่ายทอดออกมาให้รุ่นน้องได้จดจำกัน แต่ใครจะรู้บ้างว่าตำนานเมืองบางเรื่องนั้น แม้มันจะไม่ใช่เรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริงในอดีต แต่พอเวลาผ่านมานานวัน มันก็อาจกลายเป็นต้นกำเนิดของตำนานเมืองเรื่องจริงไปได้ !

กดเพื่อดูคลิปที่นี่


มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ ในวันศุกร์สะดวกสัปดาห์นี้ เราจะเล่าเรื่องราวตำนานเมืองเรื่องหนึ่ง ที่เริ่มจากเรื่องเล่าไร้แก่นสาร แล้วกลายมาเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง เพราะฝีมือของใครบางคน ว่าเรื่องนี้... มันคืออะไรกันแน่ !?



โดยเรื่องราวนั้นมีอยู่ว่า

ภาพจาก:  srviver104

เมื่อสองปีก่อน อยู่ดี ๆ ก็มีเว็บไซต์ข่าวหวือหวาในประเทศไทยหลายแห่ง นำเรื่องราวเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมสยองขวัญคดีหนึ่ง ที่ในข่าวนั้นบอกเราว่าเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเหยื่อจำนวนมากมาย ที่หลงเดินทางผ่านมายังอุโมงค์ใต้สะพานที่เรียกว่า "โคลเชสเตอร์โอเวอร์พาส"
โดยรายละเอียดบอกเล่าเอาไว้ว่า เหยื่อหลายรายล้วนถูกทำร้ายด้วยขวานจนเสียชีวิต บางรายก็ถูกนำร่างไร้วิญญาณไปแขวนห้อยไว้ที่เพดานอุโมงค์ใต้สะพาน และระบุชื่อของฆาตกรว่า บันนี่แมน !


โดยฆาตกรรายนี้ถูกบอกเล่าจากปากคำของคนในพื้นที่ว่า มันไม่ใช่มนุษย์เหมือนกับที่เราคิด มันคือวิญญาณกระหายเลือดของชายคนหนึ่ง ที่สวมชุดกระต่ายสีขาวมีหูยาวเรียว พร้อมอาวุธในมือเป็นขวานด้ามยาวอันคมกริบ ซึ่งถ้าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง นั่นก็หมายความว่าฆาตกรในคดีนี้ จะต้องเป็นผีจิตวิปริตอย่างแน่นอน !


แต่ทีนี้เรื่องราวของบันนี่แมนที่ถูกเล่ากันนั้น มันมีที่มาจริง ๆ จากตำนานเมืองแห่งหนึ่งที่อยู่ในรัฐเวอร์จิเนียประเทศสหรัฐอเมริกา โดยตำนานดังกล่าว มีต้นฉบับเรื่องราวที่แท้จริงกันมาอย่างไรนั้น มิติที่ 6 จะค่อย ๆ เล่าให้ฟังกันดังต่อไปนี้


บนถนนโคลเชสเตอร์ในแฟร์แฟกซ์เคาน์ตี้รัฐเวอร์จีเนีย ถนนเส้นนี้คือทางที่ใช้ในการสัญจรออกจากเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง เมืองนั้นมีชื่อว่าคลินตัน มันไม่ใช่เส้นทางที่นักท่องเที่ยวคิดจะผ่านหรือเดินทางสัญจร และมีอยู่จุดหนึ่งที่ทางการตั้งชื่อของมันเอาไว้ว่า "โคลเชสเตอร์โอเวอร์พาส" ที่ในปัจจุบันมีชื่อเรียกเล่น ๆ ดูน่ารักว่า "บันนี่แมนบริดจ์" หรือที่แปลว่า "สะพานบันนี่แมน" นั่นเอง


"สะพานบันนี่แมน"

จากรูปลักษณ์ภายนอกที่เห็นก็ไม่มีอะไรบ่งบอกถึงสถานที่นี้เป็นพิเศษ มีอุโมงค์ใต้สะพานที่ทำจากคอนกรีต มีถนนกว้าง 1 เลนสำหรับสัญจรผ่าน ด้านบนก็คือเส้นทางสำหรับรถไฟจำนวน 1 เส้น เพื่อเอาไว้ขนส่งผู้คนที่ต้องใช้เส้นทางนี้ และสิ่งที่ทำให้ที่นี่ถูกพูดถึงก็คือ เรื่องเล่าตำนานเกี่ยวกับการฆาตกรรม และการทารุณกรรมสุดโหดที่เกิดขึ้นในพื้นที่แห่งนี้ !

ซึ่งเรื่องราวของตำนานที่เรากำลังจะพูดถึงนั้นก็คือ
บันนี่แมน นั่นเอง !


ในตำนานนั้นมีรายละเอียดแตกต่างกันไปในแต่ละเรื่องเล่า ที่พอจะสรุปมาเล่าให้ฟังกันได้อยู่ 2 แบบ โดยเรื่องราวใน แบบแรก จะขอเล่าให้ได้รับทราบกันดังต่อไปนี้


หลังจากโรงพยาบาลบำบัดผู้ป่วยโรตจิตแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้กันกับแฟร์แฟกซ์เคาน์ตี้ปิดตัวลง รถบัสจำนวนมากถูกว่าจ้างให้เข้ามาที่นี่ เพราะช่วงเวลานี้พวกเขาจำเป็นต้องย้ายผู้ป่วยจำนวนมาก ไปบำบัดต่อในสถานพยาบาลแห่งอื่น ๆ แล้วทีนี้ก็เกิดมีคนไข้อันตรายสองคนแอบหลบหนีไปในช่วงชุลมุน


พวกเขาวิ่งหนีไปในป่าที่อยู่ใกล้ ๆ ซึ่งในเวลาต่อมาทางการก็ได้ส่งหน่วยติดตามเข้าไปค้นหาด้วยความเร่งรีบ จนเวลาผ่านไปเป็นสัปดาห์ เจ้าหน้าที่ก็พบเบาะแส เป็นซากกระต่ายครึ่งตัวที่น่าจะถูกใครกินเข้าไป และนั่นจึงทำให้พวกเขาตื่นตัวในการค้นหาเพิ่มขึ้น
ในที่สุดเจ้าหน้าที่ก็พบศพผู้ป่วยที่หลบหนีในสภาพถูกแขวนคอหนึ่งราย อยู่บนขื่อของช่องอุโมงค์ใต้สะพานโคลเชสเตอร์ โอเวอร์พาส ส่วนผู้หลบหนีอีกคนไม่ว่าเจ้าหน้าที่จะพยายามค้นหาสักเท่าไหร่ ก็ไม่สามารถตามรอยของเขาให้พบกันได้เลย และด้วยความสัมพันธ์ระหว่างศพกระต่ายกับศพผู้เสียชีวิต จึงทำให้ทางการเรียกผู้หลบหนีที่เหลือว่า บันนี่แมน นั่นเอง


ในเวลาต่อมาก็มีบางคนคาดเดาเอาว่า บางทีชายโรคจิตคนที่เหลือนั้น อาจจะถูกรถไฟชนจนเสียชีวิตไปแล้วก็เป็นได้ นั่นจึงทำให้ชาวบ้านร่ำลือกันต่อมาจนกลายเป็นตำนานเมืองของที่นั่น ว่าตอนนี้วิญญาณของบันนี่แมนยังคงสิงสู่อยู่ที่บริเวณอุโมงค์ใต้สะพานแห่งนั้น และมันจะออกมาสังหารเหยื่อผู้บริสุทธิ์ทุกครั้งที่มีใครเดินทางผ่านมายังใต้สะพานแห่งนี้



ส่วนในตำนาน แบบที่สอง เล่าว่า ที่เมืองแห่งนี้เคยมีเด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง เขาคือผู้ป่วยจิตเภทที่อาศัยอยู่กับครอบครัว และในวันหนึ่งเด็กคนนี้ก็เกิดอาการคลุ้มคลั่ง ไปหาชุดกระต่ายสีขาวมาสวมใส่ จากนั้นก็ลงมือสังหารสมาชิกในครอบครัวทั้งหมด ก่อนที่ตัวของเขาจะแขวนคอตายอยู่ที่อุโมงค์ใต้สะพานโคลเชสเตอร์โอเวอร์พาสแห่งนี้


ต่อมาวิญญาณของเขาก็ยังคงสิงสู่อยู่ที่นี่ เฝ้าคอยสังหารผู้คนที่หลงเดินผ่านมาด้วยขวานอันเดียวกันกับที่เขาใช้สังหารครอบครัว โดยว่ากันว่ามีเหยื่อผู้บริสุทธิ์ประมาณ 32 ราย ต้องมาตายอย่างน่าอนาถกันอยู่ที่อุโมงค์ใต้สะพานแห่งนี้


และก็มีรายงานว่า นอกจากใต้สะพานโคลเชสเตอร์โอเวอร์พาสแล้ว ก็ยังมีผู้คนพบเห็นบันนี้แมนปรากฏตัวอยู่ตามสถานที่อื่น ๆ ด้วย อย่างเช่น ตามชนบทของรัฐแมรี่แลนด์ไปจนถึงย่านชุมชนในโคลอมเบีย เพียงแต่ในสถานที่ต่าง ๆ ที่ว่านี้ ก็ไม่ได้มีเหตุฆาตกรรมเกิดขึ้นแต่อย่างใด จะมีเพียงรายงานบอกว่าบันนี่แมนนั้นเที่ยววิ่งไล่เด็ก ๆ ด้วยขวานของเขา บ้างก็ออกอาละวาดใช้ขวานไล่ทุบรถผู้คน รวมไปถึงเที่ยวทำลายข้าวของชาวบ้านให้เสียหาย


แล้วแบบนี้ตำนานบันนี่แมนจะถือว่าเป็นเรื่องจริงได้หรือเปล่า ?


คำตอบในเบื้องต้นนั้นถูกระบุออกมาว่า เรื่องราวตำนานเกี่ยวกับบันนี่แมนนั้นไม่เคยเกิดขึ้นจริงมาก่อนอย่างแน่นอน !


ไม่เคยมีโรงพยาบาลรักษาผู้ป่วยโรคจิตขั้นรุนแรงถูกสร้างอยู่ใกล้กับแฟร์แฟกซ์เคาน์ตี้ หรือเมืองคลิฟตัน ในรัฐเวอร์จิเนียมาก่อน ซึ่งเรื่องนี้ถูกยืนยันจากนักประวัติศาสตร์ชื่อ ไบรอัน เอ. คอนลีย์ ที่ได้ค้นคว้าเรื่องราวของบันนี่แมนมาอย่างเข้มข้น เขาได้อ้างถึงบันทึกต่าง ๆ ภายในห้องสมุดของแฟร์แฟกซ์เคาน์ตี้ ที่ระบุว่า

"ไบรอัน เอ. คอนลีย์" นักวิจัยประวัติศาสตร์
ไม่เคยมีการบันทึกเกี่ยวกับเด็กวัยรุ่นวิกลจริตก่อคดีฆาตกรรมล้างครอบครัวตัวเอง ไม่เคยมีใครไปแขวนคอตายอยู่ที่อุโมงค์ใต้สะพานโคลเชสเตอร์โอเวอร์พาส และนั่นก็รวมไปถึงไม่เคยมีใครสวมชุดกระต่ายสีขาวมีหูยาวเรียว ออกก่อเหตุร้ายเหมือนกับในตำนาน และยืนยันว่าไม่เคยมีการฆาตกรรมใด ๆ เกิดขึ้นแถว ๆ อุโมงค์เลยแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งไบรอัน คอนลีย์ ก็ได้สรุปในตอนท้ายแบบสั้น ๆ ว่า "มันไม่เคยมีบันนี่แมนอยู่จริง !"


แต่อย่างไรก็ดี แม้ในประวัติศาสตร์ของท้องที่แฟร์แฟ็กซ์เคาน์ตี้จะบอกเราว่ามันไม่เคยมีบันนี่แมนมาก่อนก็ตาม แต่ต่อมาในวันที่ 22 ตุลาคม ค.ศ. 1970 หนังสือพิมพ์วอร์ชิงตันโพสต์ได้นำเสนอข่าวพาดหัวเอาไว้ว่า "พบชายสวมชุดกระต่ายอยู่ในแฟร์แฟกซ์เคาน์ตี้"
โดยในรายงานนั้นบอกว่า พบวัยรุ่นชายคนหนึ่งสวมชุดแฟนซีรูปกระต่าย กำลังนั่งอยู่ในรถของเขาบริเวณห่างจากถนนกูเนียไป 5,400 บล็อค หรือประมาณ 7 ไมล์ออกไปทางตะวันออกของสะพานโคลเชสเตอร์โอเวอร์พาส
โดยเหล่าพยานที่พบเห็นล้วนระบุว่า พวกเขาถูกชายสวมชุดกระต่ายหูยาวสีขาวตะโกนทักทายใส่ผู้คนที่ผ่านไปมาให้ตกใจ และชายคนนี้ก็ยังได้โยนขวานที่ทำจากไม้ไปกระแทกกับหน้าต่างรถยนต์ที่ผ่านไปมา ก่อนที่จะกระโดดหนีหายไปในความมืดตอนกลางคืน

ภาพจาก: Unknown Source

ประมาณสัปดาห์เศษ ๆ หลังจากนั้น ชายสวมชุดกระต่ายพร้อมด้วยขวานก็ถูกรายงานว่าพบเห็นอีกครั้ง ในจุดที่อยู่ไม่ไกลจากที่พบในครั้งแรกมากนัก โดยครั้งนี้เขาถูกพบว่ากำลังยืนอยู่ที่ระเบียงบ้านที่กำลังก่อสร้างยังไม่เสร็จหลังหนึ่ง โดยคาดกันว่าชายคนนี้น่าจะปีนเข้าไปในบ้านหลังดังกล่าว ผ่านทางโครงหลังคาบ้านที่ยังสร้างไม่เสร็จนั่นเอง


โดยเนื้อหาในหนังสือพิมพ์วอร์ชิงตันโพสต์นั้น อ้างถึงปากคำจากพอล ฟิลลิปส์ ซึ่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสถานก่อสร้างที่นั่น ฟิลลิปส์เล่าว่าเขามองเห็นกระต่ายกำลังยืนอยู่ที่ตรงระเบียงบ้าน ฟิลลิปส์พยายามตะโกนคุยกับชายคนดังกล่าว แต่สิ่งที่เขาได้รับนั้นก็คือ ชายคนนั้นเริ่มใช้ขวานสับไปที่เสาของตัวบ้านทันที


ฟิลลิปส์พยายามตะโกนถามว่า "เจ้ากระต่าย นายเป็นคนแถวนี้ใช่หรือเปล่า ?" ซึ่งเจ้ากระต่ายนั่นก็ตอบกลับมาว่า "เขาเพิ่งลงมือใช้ขวานสับไปได้ 8 ทีเองนะ" นั่นจึงทำให้ฟิลลิปส์ตวาดกลับไปว่า "ถ้านายไม่รีบออกไป ฉันจะเป่ากระบาลนายให้แดดิ้นแน่ ๆ !"


พอฟิลลิปส์พูดจบก็เดินไปหยิบปืนพกที่เก็บไว้ในรถทันที และเมื่อเจ้ากระต่ายเห็นแบบนี้มันจึงรีบแบกขวานของมัน วิ่งหนีหายเข้าไปในป่าทันทีเช่นกัน


โดยปริศนาของเจ้ากระต่ายแห่งถนนกูเนียที่เป็นข่าวอยู่ในหนังสือพิมพ์คดีนี้ ไม่เคยมีใครสามารถตามหาตัวมาลงโทษได้ เพราะหลังจากที่มันหนีไปก็ไม่เคยหวลกลับมาอาละวาดกับใครอีกเลย
แต่ในเวลาต่อมาก็มีเหตุผลดี ๆ จากบางคน ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ว่า บางทีอาจจะเป็นต้นเหตุตำนานที่แท้จริงของบันนี่แมนก็เป็นได้ เพราะอย่างน้อยเหตุการณ์ก็เริ่มต้นขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970 ซึ่งมันก็นานมากพอที่จะมีใครสักคนยกเรื่องราวของเจ้ากระต่ายกับขวานไม้ตัวนี้ ให้เป็นตำนานบันนี่แมนไปจริง ๆ สักวัน ซึ่งนั่นก็คือช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมานี่เอง
และข่าวจากเว็บไซต์แนวบันเทิงที่มักจะนำตำนานบันนี่แมน มาเล่าผสมปนเปกับเหตุการณ์ที่ถนนกูเนียครั้งนั้น ก็ได้ทำให้คนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยรู้ประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่แท้จริงของมัน เข้าใจกันไปแล้วว่าบันนี่แมนนั้นเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่ตำนานเมืองเรื่องเล่าเหมือนกับที่คนยุคเก่าเคยรู้กันมาอย่างแน่นอน

ตัวอย่างคอสเพลย์บันนี่แมน


ก็อย่างที่รู้ๆ กัน ถ้าหากมีใครยกตำนานเรื่องบันนี่แมนมาเล่ากันในวงสนทนา มิติที่ 6 ก็อยากก็จะบอกกับท่านผู้ชมว่า ขอพวกเราจงอย่าได้ไปทำอะไร ที่จะไปทำให้การเล่านั้นต้องหยุดชะงักไประหว่างทางจะดีเป็นที่สุด นั่นก็เป็นเพราะว่า ความจริงนั้น มันช่างไม่มีสเน่ห์... เอาเสียเลย !


แล้วอย่าลืมติดตามรายการมิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ พร้อมกับที่มาของมันกันได้ทุกวันศุกร์สะดวก และหลังจากจบรายการแล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ และอย่าลืมทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี !

แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา:
The "Rabbit" Reappears - Washington Post, 31 October 1970
FAQ: Bunnyman Bridge - ColchesterOverpass.org, 2012

แท็ก: Bunny Man, บันนี่แมน

วันพุธที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 | 10 ตำนานขนหัวลุกจากประเทศอังกฤษ ที่ร่ำลือกันว่ามันคือที่สุดของที่สุด !!!


บนโลกใบนี้ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่เรายังไม่เคยรู้ บางเรื่องก็มีคำตอบ บางเรื่องก็ไม่ใช่ ! ซึ่งแต่ละคำตอบนั้น มันก็แล้วแต่ว่าเราจะเลือกเชื่อกันไปในทิศทางใด !



มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาท่านผู้ชมไปพบกับตำนานสยองขวัญ 10 เรื่อง ที่ถูกเล่าสืบต่อกันมาของประเทศอังกฤษ ที่นอกจากจะต้องวางวิจารณญาณเอาไว้ในตู้เสื้อผ้าแล้ว ก็อย่าลิมเตรียมผ้าห่มเอาไว้คลุมโปงด้วย !!!

ตำนานหัวกะโหลกโหยหวลแห่งเบตติสคอมบ์

ภาพจาก: Dorset  County Museum

ช่วงยุคคริสต์ศตวรรษที่ 19 จอห์น เฟรเดอริค พินนีย์ และคนรับใช้ ได้เดินทางกลับจากเวสต์อินดิสไปยังคฤหาสน์เบตติสคอมบ์ ที่อยู่ในเวสต์ดอร์เซสเมืองเซาธ์เวสต์ประเทศอังกฤษ แต่พอเดินทางมาถึงที่หมาย คนรับใช้คนนี้ก็เกิดอาการไม่สู้ดีขึ้นมา และเห็นได้ชัดว่าเขาน่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน คนรับใช้จึงร้องขอกับนายของเขาว่า ถ้าเขาเสียชีวิตก็อยากจะให้ท่านเฟรเดอริคช่วยนำศพกลับไปฝังที่บ้านเกิด

"คฤหาสน์เบตติสคอมบ์" ในปัจจุบัน

เฟรเดอริคก็รับฟังคำขอนั้น เพียงแต่เขาไม่ได้ตอบรับว่าจะทำตามแต่อย่างใด และเมื่อคนรับใช้ของเขาเสียชีวิต เฟรเดอริคจึงนำศพของเขาไปฝังไว้ในป่าช้าที่อยู่ไม่ห่างจากคฤหาสน์ของเขา

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ชาวบ้านในละแวกนั้นเริ่มได้ยินเสียงกรีดร้องอันโหยหวลดังออกมาจากป่าช้าดังกล่าว มีบางคนเล่าว่าพวกเขาเห็นวิญญาณของชายบ้าคลั่งกำลังกรีดร้องอยู่ที่ตรงนั้น พอเฟรเดอริคทราบเรื่อง ก็ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก
แต่สิ่งที่เขาคิดออกอย่างแรกคือ รีบไปขุดศพของคนรับใช้แล้วนำไปซ่อนไว้ที่ห้องใต้หลังคาคฤหาสน์เบตติสคอมบ์ เพื่อหวังว่าอย่างน้อยชาวบ้านจะได้ไม่ต้องพบเจอวิญญาณคนรับใช้ ผู้ต้องการกลับบ้านออกมาอาละวาดกันอีก แต่ผลที่ได้มันกลับไม่เป็นแบบนั้น เพราะเมื่อเวลาผ่านไปร่างของคนรับใช้ก็เริ่มเน่าสลาย
สุดท้ายเฟรเดอริคจึงได้หัวกะโหลกอาถรรพ์ไว้ครอบครองอย่างไม่เต็มใจ และกะโหลกใบนี้ก็ได้นำความอับโชคมาสู่เฟรเดอริคอย่างต่อเนื่อง พอจะนำมันไปทิ้งเขาก็เป็นอันต้องได้ยินเสียงกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งอีก สุดท้ายก็ต้องเก็บมันเอาไว้แบบเสียไม่ได้
จนมาถึงปัจจุบันเจ้าหัวกะโหลกอาถรรพ์ใบนี้ก็ยังคอยจ้องมองทายาทของเฟรเดอริคด้วยความอาฆาตแค้นตลอดมา และจะคอยส่งเสียงกรีดร้องออกมาทุกครั้งที่พวกคนในบ้านพยายามจะนำมันออกไปทิ้ง
ก็เรียกได้ว่าเปิดตำนานแรกด้วยเรื่องราวที่น่ากลัวมากพอที่จะถูกสร้างเป็นภาพยนตร์เอาไว้ในปี ค.ศ. 1958 กันเลยทีเดียว แบบนี้เราก็เลยอยากจะเล่าเรื่องต่อไปให้ได้รับทราบกันต่อ
ที่มา: Darkdorset

-------------

ตำนานผีโบกรถแถวเมืองดันสเตเบิล

ภาพจาก: Nigel Cox

เมืื่อช่วงเดือนตุลาคม ค.ศ. 1979 รอย ฟูลตัน (Roy Fulton) เจ้าของผับท้องถิ่นในเมืองดันสเตเบิลประสบกับเรื่องราวสยองขวัญ หลังจากที่เขาขับรถออกจากที่ทำงานมา โดยในคืนนั้นระหว่างที่เขากำลังขับรถอยู่แถวถนนนอกเมืองดันสเตเบิล ก็มีชายคนหนึ่งโบกรถเพื่อขอโดยสารร่วมทางไปด้วย
ซึ่งมันก็เป็นเรื่องปกติของคนมีน้ำใจแบบรอย ฟูลตัน ที่จะรับคนแปลกหน้าระหว่างทางตอนกลางคืนให้ร่วมทาง เพื่อไม่ให้นักท่องเที่ยวต้องมาเดินตามถนนอย่างเดียวดาย ท่ามกลางอากาศอันหนาวเย็นแบบนั้น

ชายหนุ่มนักท่องเที่ยวขึ้นมาบนหลังรถกระบะของรอย ไม่พูดจาอะไรแม้แต่คำแนะนำตัว ซึ่งรอยเองก็ไม่ได้คิดอะไรและเริ่มขับรถวิ่งต่อไปเรื่อย ๆ จนเวลาผ่านไปเพียงไม่กี่นาที รอยก็เริ่มเปิดการสนทนาขึ้นมา แต่ชายหนุ่มคนนั้นกลับไม่ได้ตอบอะไร นั่นจึงทำให้รอยต้องหยิบเอาซิก้าขึ้นมาหนึ่งมวลเพื่อจะได้แบ่งปันสารก่อมะเร็งให้กับผู้ร่วมทางแปลก ๆ คนนั้น แต่พอเขาหันกลับไปมองที่กระบะหลัง รอยก็พบว่าชายหนุ่มคนนั้นได้หายตัวไปแล้ว

มันเป็นไปไม่ได้เพราะตลอดทางที่ขับรถอยู่นั้นรอยไม่ได้ชะลอรถที่จุดไหนเลย และมันก็ไม่น่าจะมีจุดไหนที่นักท่องเที่ยวคนนั้นจะสบโอกาสกระโดดออกไปจากตัวรถ แต่ที่เป็นไปแล้วก็คือนอกจากรอยแล้ว บนรถของเขาก็ไม่มีใครอยู่อีกแน่ ๆ
ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับรอยเมื่อครั้งนั้น มันก็ไปตรงกับเรื่องเล่าสยองขวัญเกี่ยวกับนักเดินทางโบกรถเรื่องหนึ่ง ซึ่งมันก็ดูแล้วน่าเชื่อถือมากสำหรับยุคสมัยนั้น จนหนังสือพิมพ์ระดับประเทศของอังกฤษนำไปเขียนข่าว และในปีนั้นเรื่องราวนี้ก็ถูกถ่ายทอดออกไปทั่วประเทศจนทำให้ชาวบ้านร้านถิ่นเกิดความระแวงขึ้นมา ไม่กล้าไปรับนักท่องเที่ยวขึ้นรถกันง่าย ๆ ถ้าหากพวกเขาต้องไปทำธุระผ่านถนนใกล้เมืองดันสเตเบิลนั่นเอง

ซึ่งถ้าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องผี มันก็เป็นไปได้ว่าชายหนุ่มคนดังกล่าว อาจจะรีบกระโดดลงจากรถไปเพราะเลยป้ายก็เป็นได้ แต่คิดมากไปก็เท่านั้น เรามาดูเรื่องต่อไปกันดีกว่า

ที่มา: Books.google และ Books.google(2)

-------------

ตำนานดาร์ธมัวร์ (The Dartmoor Hell Hounds)

ภาพจาก: Mattwhorlowphotography

ดาร์ธมัวร์ (Dartmoor) คือความน่ากลัวสยองขวัญของชาวอังกฤษย่านชนบท พื้นที่อันรกร้างกว้างใหญ่มีทุ่งหินแห่งวินสเว็พร็อคที่ถูกปกคลุมไปด้วยหมอกพร้อมกับเรื่องเล่าน่ากลัวมากมาย และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดนั้นก็คือมัน เย็ธฮาวด์ส !

"เย็ธฮาวด์ส"
ภาพจาก: Azany

ร่างสีดำใหญ่โต ดวงตาสุนัขปีศาจ คือรูปลักษณ์ที่พร้อมจะหลอกหลอนใครก็ได้ที่พบเห็น เย็ธฮาวด์สก็คือผลลัพธ์ของวิญญาณอันคลั่งแค้นของเหล่าเด็กทารกที่ต้องตายก่อนกำหนด มันพร้อมจะเล่นงานเราอยู่ตามท้องทุ่งในเวลาค่ำคืน ผู้คนมากมายต้องได้พบเจอกับมันยามที่พวกเขาต้องออกจากบ้านยามวิกาล
โดยศูนย์กลางของเรื่องสยองขวัญนี้ก็คือเสียงที่ชาวบ้านจะได้ยิน มันน่ากลัวเกินกว่าจะเป็นเสียงของมนุษย์ทั่วไป มันส่งเสียงลอยผ่านอากาศมาอย่างน่าสะพรึงกลัว ซึ่งชาวบ้านเรียกเสียงที่พวกเขาได้ยินนั้นว่า "เสียงกรีดร้องจากอสูรร้าย !"

ตามตำนานนั้นบอกเราว่า ถ้าเย็ธฮาวด์ส์สามารถจับตัวคุณได้แล้วล่ะก็ มันจะลากร่างของคุณไปยังฟาราเวย์แลนด์ ที่แปลว่าสถานที่อันห่างไกล ที่เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าที่นั่นมันคือที่ไหน ? แต่ที่แน่ ๆ เราสามารถบอกได้เพียงแค่ สถานที่นั้นมันจะต้องไม่น่าอยู่เหมือนโลกปกติของเราอย่างแน่นอน

ซึ่งถ้าใครได้มีโอกาสไปเที่ยวแถวดาร์ธมัวร์ก็อย่าลืมส่งภาพถ่ายมาให้เราได้ดูกันบ้าง เพราะในปัจจุบันถือเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวแนวลี้ลับอีกแห่งที่สวยงามไม่แพ้ใครเลยทีเดียว ส่วนเสียงที่ชาวบ้านได้ยินนั้น ถ้ามันไม่ใช่เสียงของสุนัขที่ว่าก็อาจมาจากเสียงลมพัดผ่านทุ่งหินสวีพร็อคก็เป็นได้เหมือนกัน ดังนั้น เราก็อยากจะขอให้ปล่อยวาง แล้วมาดูตำนานจากสถานที่ต่อไปกันบ้าง

ที่มา: Spookyisles และ Thisiscornwall

-------------

ผีแห่งคุกบ็อดมิน

ภาพจาก: Bodminjail

คุกบ็อดมิน (Bodmin Jail) คือสถานที่ ๆ มีผู้คนร่ำลือกันหนาหูว่ามีผี ซึ่งก็ต้องขอเน้นกันว่ามีผีที่ดุร้ายสุด ๆ ทันทีที่เราย่างกรายออกจากกลุ่มทัวร์แล้วหลุดเดินหลงเข้าไปในทางเขาวงกตอันอับชื้น เราจะรู้สึกได้เลยว่าความหนาววูบจะค่อย ๆ กลืนกินตั้งแต่ปลายนิ้วไปจนถึงหัวไหล่ และเมื่อถึงเวลานั้นเราถึงจะเพิ่งรู้สึกตัวกันว่า ตอนนี้กำลังเดินอยู่คนเดียวตั้งแต่เมื่อไหร่ !?

ที่นี่ตั้งอยู่ไม่ห่างจากถนนเบอรี่คูมบ์มากนั้น มันอยู่ในเขตบ็อดมินมณฑลคอร์นวอลล์ประเทศอังกฤษ นักท่องเที่ยวที่มายังอดีตคุกแห่งนี้ ล้วนมีเรื่องกลับมาเล่าให้เราฟังเหมือน ๆ กันอยู่เรื่องหนึ่ง นั่นก็คือการพบเห็นวิญญาณของผีสาวดวงหนึ่ง เที่ยวเดินเพ่นพ่านอยู่บริเวณรอบนอกคุก
ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ดูแลเองก็บอกว่า พวกเขาเคยเห็นใบหน้าผอมแห้งของใครก็ไม่รู้ ปรากฏขึ้นมาให้เห็นอยู่ในห้องขังเก่า เด็กเล็กที่มากับพ่อแม่บางคนร้องไห้ด้วยความหวาดกลัวเมื่อพวกเขาเริ่มเดินลงไปยังชั้นใต้ดิน และก็มีบางคน ออกมายืนยันว่า พวกเขาเห็นวิญญาณของผีสาวพยายามจะบุกเข้ามาคว้าตัวพวกเขาไป

ซึ่งถ้าใครได้ไปเที่ยวแถวนี้แล้วอยากได้รับประสบการณ์เหมือนคนที่เคยเจอ ก็สามารถเดินทางไปเข้าชมได้ในราคาไม่เกิน 20 ยูโร ที่ทางคุกแห่งนี้รับประกันว่า เขาจะสร้างสถานการณ์ให้เราจับไม่ได้อย่างแน่นอน

ที่มา: BBC

-------------

ตำนานเสียงกระซิบจากฟาร์มเอลวีย์

ภาพจาก: Elveyfarm

มีหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งอยู่ในเขตมณฑลเคนท์ชื่อพลัคลี่ย์ ที่นี่ถือเป็นสถานที่ ๆ น่ากลัวอีกแห่งหนึ่งของประเทศอังกฤษ และจากคำบอกเล่าที่เราหมายถึงเรื่องเล่าจริง ๆ ที่ถูกบันทึกลงในหนังสือกินเนสบุ๊กนั้น เขาระบุว่าหมู่บ้านนี้ถูกบันทึกให้เป็นหมู่บ้านสยองขวัญที่สุดในอังกฤษ เพราะทุกๆ คืนที่นี่จะมีเรื่องชวนหลอนเกิดขึ้นเกือบทั่วทุกพื้นที่ แต่ถึงจะหลอนกันไปขนาดไหนก็ไม่มีที่ใดจะเอาชนะความหลอนได้เท่ากับเรื่องของที่แห่งนี้ เสียงกระซิบจากฟาร์มเอลวีย์ !

โดยในช่วงปลายยุคคริสตวรรษที่ 18 มีเรื่องเล่าว่าชาวนาคนหนึ่งชื่อ เอ็ดเวิร์ด เบร็ท ได้ทำการฆ่าตัวตายหลังจากทะเลาะกับภรรยา โดยสิ่งสุดท้ายที่เขาบันทึกไว้ในไดอารี่นั้น ได้ระบุข้อความที่เขาพูดกับเธอว่า “ฉันจะทำมัน !” จากนั้นไม่ถึงนาทีเขาก็ใช้ปืนยิงตัวตายจากไป

ผู้คนที่แวะมาเที่ยวที่ฟาร์มเอลวีย์แห่งนี้ ล้วนพูดร่ำลือกันว่าพวกเขายังคงได้ยินเสียงพูดดังกล่าวแว่วมาตามสายลมซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยเสียงที่ได้ยินนั้นฟังไปแล้วก็เหมือนกับเอ็ดเวิร์ด เบร็ท เจ้าของเสียงนั้นพูดว่า “ฉันจะทำมัน !” ให้ความรู้สึกเหมือนกับวิญญาณของเขายังคงล่องลอยไปมา คอยพร่ำบอกผู้คนแถวนั้นให้รู้ว่าเขายังคงอยู่ที่นี่ไม่ได้ไปไหน

ปัจจุบันฟาร์มแห่งนี้ได้กลายเป็นโรงแรมและเปิดให้นักท่องเที่ยวได้แวะเข้าไปพิสูจน์กันในราคาเริ่มต้นที่ 95 ยูโร หรือจะไปจัดงานแต่งงานเพื่อจะได้พูดว่า "ไอดู !" เหมือนกับคุณเอ็ดเวิร์ดที่ตายไปเขาก็มีบริการให้

ปัจจุบันฟาร์มแห่งนี้ได้กลายเป็นโรงแรม

ที่มา: IndependentTelegraph และ Elveyfarm

-------------

ตำนานเรือพระที่นั่งผีสิงของอังกฤษ

ภาพจาก: Loyola University Chicago University Archives

ในปี ค.ศ. 1878 เรือพระที่นั่งยูรี่ไดซ์ ได้อับปางลงท่ามกลางพายุหิมะ แถบใกล้ชายหาดของเกาะไวท์ ประเทศอังกฤษ ลูกเรือสามารถรอดชีวิตมาได้เพียง 2 คน จากทั้งหมด 366 คน และมันก็ถือเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่ได้กลายมาเป็นเรื่องราวแห่งความหลอนในเวลาต่อมา

โดยในบ่ายวันเดียวกันนั้น มีแขกในงานเลี้ยงรับประทานอาหารเย็นของท่านบิช็อปแห่งริพอนบอกว่า เขาเห็นภาพเหตุการณ์ตอนเรือกำลังจมพอดี และต่อจากนั้นเขาก็เห็นวิญญาณจำนวนมาก ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นมาเรื่อย ๆ จนทั่วบริเวณเกาะไวท์แห่งนั้น
ต่อมาในช่วงปี ค.ศ. 1930 มีเรือเล็กลำหนึ่งถึงกับต้องหักหลบเรือลึกลับที่โผล่ขึ้นมาอย่างกระทันหัน และเรือลำนั้นก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยแทบจะในทันทีเช่นกัน

กรณีที่น่าประทับใจที่สุดก็คือเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดเป็นผู้เล่า โดยช่วงนั้นคือปี ค.ศ. 1998 ทางสำนักราชวังได้จัดทำซีรีย์ทางโทรทัศน์เกี่ยวกับเกาะไวท์แห่งนี้ แล้วกับข้าราชบริพานก็ได้ร่วมกันรับชมรายการนั้น แล้วจู่ ๆ พระองค์ก็ทรงเห็นเรือใบลำหนึ่งปรากฏขึ้นมาจากมุมหนึ่งของจอ และพอเรือใบลำนั้นแล่นไปถึงจุดที่เรือยูรีไดซ์อับปาง เรือใบลำที่ว่ามันก็หายไปจากจอโทรทัศน์ทันที

"เจ้าชายเอ็ดเวิร์ด" ผู้เห็นเรือผิสิงดังกล่าว
ซึ่งเจ้าชายเองก็ยืนยันว่าพระองค์เห็นเหตุการณ์นั้นชัดเจนมาก เพียงแต่มีรายงานว่าช่วงเวลาที่ถ่ายทำนั้น จริง ๆ แล้วมันไม่มีเรืออะไรแล่นผ่านหน้าจอเลยแม้แต่ลำเดียว
ที่มา: Books.google

-------------

ภาพถ่ายผีคุณแม่ของนางมาเบล

ภาพที่ปรากฎหญิงปริศนาที่เบาะด้านหลัง
ภาพจาก: Haunted America Tours

สำหรับเรื่องนี้ถือว่าค่อนข้างไม่เหมือนกับเรื่องอื่น ๆ มันเป็นเรื่องของภาพถ่ายติดวิญญาณมารดาของมาเบล ชินเนอรี่ โดยในปี ค.ศ. 1959 มาเบลกับสามีของเธอได้เดินทางไปเยี่ยมหลุมศพของมารดาที่เมืองอิปสวิช โดยสามีของเธอนั้นเลือกที่จะนั่งคอยอยู่บนรถ
หลังจากที่มาเบลได้วางดอกไม้ที่หลุมศพมารดาเสร็จ เธอก็เดินกลับมายังรถที่สามีรออยู่ และด้วยเหตุอันใดก็ไม่ทราบ มาเบลก็หยิบกล้องถ่ายรูปขึ้นมา จากนั้นก็ตั้งกล้องถ่ายไปยังรถของสามี และเมื่อรูปถ่ายดังกล่าวถูกนำไปล้างอัดภาพกลับมาดู เธอก็พบว่าภาพถ่ายใบดังกล่าวนอกจากสามีของเธอที่นั่งอยู่หน้ารถแล้ว ก็ยังมีใครอีกคนนั่งที่เบาะหลังอยู่ด้วย

ก็ต้องขอบอกให้ทราบกันก่อนว่า ภาพนี้ไม่ใช่ของที่ถูกทำขึ้นมาอย่างแน่นอน เพราะหลังจากที่มันเป็นข่าว ทางหนังสือพิมพ์ลอนดอนซันเดย์ของประเทศอังกฤษ ได้นำภาพนี้ไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ และคำตอบที่ได้นั้นก็คือ มันเป็นภาพของจริง และไม่ได้มีการตกแต่งเพิ่มเติมแต่อย่างใด !

แต่ด้วยยุคสมัยที่ผ่านไป ทุกวันนี้ก็มีผู้เชี่ยวชาญยุคใหม่ สามารถให้คำอธิบายที่ถูกต้องออกมาได้ว่า ภาพดังกล่าวน่าจะเกิดจากความผิดพลาดของแสง ที่ล้อเล่นร่วมกับจุดนอยซ์ของภาพ ที่ภาษาคนถ่ายภาพเรียกจุดรบกวนเหล่านั้นว่า "เกรน (Grain)" ที่จะเกิดลักษณะเป็นจุดรบกวนอยู่ในเงามืด ไปซ้อนอยู่กับแสงสะท้อนของอะไรบางอย่างในรถ ทำให้เกิดมองเห็นเป็นภาพคล้ายหน้าตาของหญิงชราสวมแว่นก็เป็นได้

ซึ่งก็ต้องขอบอกกันให้ทราบตรงนี้ว่า เรื่องราวแนวภาพถ่ายติดผีส่วนมาก ถ้าไม่ใช่มีใครทำขึ้นมาก็มักจะเกิดจากความผิดพลาดทางเทคนิคกันเป็นประจำ ส่วนภาพถ่ายติดผีจริง ๆ นั้น ใครมีเบาะแสอะไรก็บอกให้เราทราบบ้างนะครับ

ที่มา: Books.google

-------------

ตำนานเดอะเคลฟไคลเออร์

ภาพจาก: Jonathancraigguides

เดอะเคลฟไคลเออร์ (The Claife Crier) คือสถานที่จุดชมวิวอันสวยงาม ที่มีเรื่องราวชวนขนหัวลุกเป็นจุดขาย มันเป็นอุทยานแห่งชาติที่อยู่ในมณฑลเลคดิสทริคของประเทศอังกฤษ มีม้าป่าน่ารักที่เราเรียกว่า "โพนี่" วิ่งไปมาท่ามกลางทุ่งหญ้าอันสดใส และเคยเป็นแรงบันดาลใจให้กับวิลเลี่ยม เวิร์ดเวิร์ธ ใช้เขียนบทกวีอันโด่งดังเกี่ยวกับสวนป่าเดฟโฟดิิลส์

"วิลเลี่ยม เวิร์ดเวิร์ธ" นักกวี

บรรยายถึงความสวยงามมาหลายบรรทัด ก่อนที่จะตัดอารมณ์อันหม่นหมองเอาไว้ในตอนท้าย และบทกวีอันสดใสวัยรุ่นของเขาก็ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องน่ากลัวสยองขวัญสุด ๆ เรื่องหนึ่ง ที่ถูกซ้อนไว้อยู่ภายในอุทยานแห่งนี้เลย

ซึ่งมันคือเรื่องของสถานีจอดเรือข้ามฟากในย่านเฟอรี่แนพ ผู้คนที่นั่นล้วนได้รับประสบการณ์เกี่ยวกับเสียงลึกลับจากยามราตรี ที่จะดังก้องกังวาลไปทั่วท้องน้ำ ราวกับว่ามันเป็นเสียงเพรียกหาจากเหล่าวิญญาณผู้หลงทาง กำลังรอคอยเรือข้ามฟากที่ไม่มีวันมารับ มีคำร่ำลือกันว่าผีเหล่านั้นเคยหลอกล่อชาวเรือจำนวนมากไปตายติดกันอยู่หลายปี

ท่าเรือข้ามฟากย่านเฟอรี่แนพในปัจจุบัน

ในตำนานยังบอกอีกว่า พวกวิญญาณเหล่านี้จะคอยเดินไปมาอยู่ตามชายน้ำช่วงหลังดวงอาทิตย์ตก และในบางครั้งพวกมันก็จะไล่ตามหลอกหลอนผู้คนอีกด้วย ซึ่งวิญญาณเหล่านี้ต้องการอะไรไม่มีใครรู้ แต่ที่เราสามารถแน่ใจได้ก็คือ ไม่มีใครอยากจะออกไปลองดีข้างนอกแน่ ๆ เพราะถ้าขืนออกไป พวกวิญญาณเหล่านั้นก็จะตามคุณกลับมาถึงโรงแรมเลยทีเดียว

แต่ทีนี้พอได้ยินคำว่าโรงแรมขึ้นมาก็ต้องขอบอกว่าแถว ๆ นั้นจะมีที่พักบริการอย่างไม่บกพร่องแน่ ๆ ดังนั้นก็ไม่ต้องกลัวจะเวิ้งว้างเวลาไปเที่ยวกันนะครับ

ที่มา: Lakedistrict และ Lakedistrict(2)

-------------

ตำนานผีแห่งโรงแรมแอนเชียนท์แรม

"โรงแรมแอนเชียนท์แรม"

ท่านผู้ชมอาจจะยังไม่ทราบเกี่ยวกับเรื่องเจ้าของโรงแรมในย่านเดอะชายนิ่งหลายราย ร่วมกันสร้างวิมานพักตากอากาศสุดหรู ทับที่ของสุสานชาวอินเดียนโบราณ จากนั้นก็ต้องพบกับเรื่องหลอน ๆ ซึ่งโรงแรมที่ว่านั้นก็คือ โรงแรมแอนเชียนท์แรม (The Ancient Ram Inn) ที่อยู่ในมณฑลกลอสเตอร์เชียร์นั่นเอง โรงแรมแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นทับสถานที่ ๆ ว่ากันว่ามันเคยถูกใช้ในการทรมานเด็ก ๆ มาก่อน

"จอห์น ฮัมฟรีย์" ผู้ดูแลโรงแรมแห่งนี้

ซึ่งผลที่ตามมาก็ได้ทำให้โรงแรมแห่งนี้ ถูกร่ำลือว่าเป็นโรงแรมสุดหลอนของประเทศอังกฤษ ว่ากันว่าตอนกลางคืนจะมีคนเห็นดวงไฟลึกลับ ปรากฏขึ้นมาบริเวณทางเดินภายในโรงแรม มีผู้คนพบเห็นวิญญาณหลายดวงเดินขึ้นลงอยู่ตามบันได
มีผู้คนอีกส่วนบอกว่า พวกเขาได้เผชิญหน้ากับปีศาจสาวสวยซัคคิวบัส ในช่วงที่พวกเขากำลังพักผ่อนตอนกลางคืนด้วย แต่ที่ห้องบิช็อปนั้นกลับไม่มีใครพบวิญญาณอะไรภายในห้องนี้เลย
ห้องนอนใต้เพดานที่อยู่ด้านหลังของโรงแรมนั้น มันถือเป็นห้องที่มีคำร่ำลือกันว่า น่าจะมีวิญญาณของใครบางคนสิงสู่อยู่ที่นี่ เพราะมีบางคนบอกว่าพวกเขาได้ยินเสียงใครก็ไม่รู้ เดินไปมาอยู่ที่ชั้นบนนั้นทั้ง ๆ ที่ไม่มีคนอยู่
ซึ่งในห้องที่ว่านี้แม้แต่เหล่านักบวชเองยังต้องขอปฏิเสธที่จะเดินเข้าไปดู แขกจำนวน 8 คนที่มานอนพักห้องนี้ล้วนกลับออกมาบอกว่า พวกเขาต้องการนักบวชให้มาช่วยไล่ผีโดยด่วน ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ก็ล้วนถูกบอกเล่าผ่านเจ้าของคนปัจจุบันของโรงแรมนั่นเอง

ซึ่งเราเองก็ต้องขอบอกว่า การเข้าพักในโรงแรมเกรด 2 ดาวแห่งนี้ มันก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรมากมาย เพียงแค่โทรศัพท์ไปตามเบอร์ที่เขาให้ไว้ในกูเกิล ก็สามารถจองห้องพักกันได้แล้ว ส่วนใครอยากเข้าชมที่เว็บไซต์โรงแรมก็คงต้องบอกว่าเสียใจ เพราะเว็บไซต์เขาเพิ่งหมดอายุกันไปไม่นานนี้เอง

ที่มา: BBC

-------------
ตำนาน The Tulip Staircase

ภาพจาก: Mary Evans Picture Collection

ทิวลิปสแตร์เคส คือบันไดวนที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ควีนเฮาส์ แห่งเมืองกรีนวิช กรุงลอนดอนของประเทศอังกฤษ มาตั้งแต่ยุคคริสต์ศตวรรษที่ 17 โดยในสมัยนั้นมันยังไม่ได้เป็นพิพิธภัณฑ์ แต่เป็นวังของราชินีอังกฤษมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1616 และในปี ค.ศ. 1635 ได้กลายมาเป็นโรงพยาบาลในช่วงสงครามโลกจนถึงปี ค.ศ. 1933 ก่อนที่จะกลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ในปี ค.ศ. 1937
จนเวลาผ่านมาถึงวันที่ 19 มิถุนายน ค.ศ. 1966 ก็มีคู่รักชาวคานาเดียนคู่หนึ่ง ได้ถ่ายภาพบันได้แห่งนี้ และได้พบกับวิญญาณดวงหนึ่งกำลังยืนพิงราวบันไดนั้น ทั้งสองเชื่อว่าพวกเขาสามารถถ่ายภาพวิญญาณได้แน่ ๆ และได้ส่งภาพที่ว่านี้ไปยังสมาคมผีแห่งลอนดอน ที่บอกกับพวกเขาว่ามันมีทางเดียวที่จะตรวจสอบเรื่องนี้ได้ก็คือ การไปนั่งชุมนุมผีกันที่บันไดแห่งนั้นนั่นเอง

โดยในวันที่ 24 มิถุนายนปีเดียวกัน กลุ่มดังกล่าวได้นัดรวมตัวกันที่พิพิธภัณฑ์ และได้มอบหมายให้หนึ่งในสมาชิกกลุ่มทำหน้าที่คอยจดบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และมันก็ถือเป็นสิ่งเดียวที่เก็บเรื่องราวอันน่ากลัวทั้งหมดเอาไว้ โดยรายละเอียดบางส่วนนั้นเราขอยกมาอ่านให้ท่านผู้ชมทราบกันดังนี้
22:54 มีเสียงระฆังดังขึ้น
23:12 แผ่นหินเรืองแสงขึ้นมา
23:15 ได้กลิ่นชื้น ๆ มาจากทางบันได้ชั้นล่าง
23:22.5 เสียงระฆังดังขึ้น... และพอมาถึงตรงนี้ ลายมือของผู้บันทึกก็มีลักษณะสั่นจนเห็นได้ชัด ก่อนที่ทุกอย่างจะหยุดบันทึกไป !
โดยในปีที่เกิดการชุมนุมทางวิญญาณครั้งนั้น ก็มีนักท่องเที่ยวคู่หนึ่งกับผู้ร่วมกลุ่มอีก 3 คน ได้รายงานว่าพวกเขาพบกับวิญญาณของผีตนหนึ่ง โดยทางพิพิธภัณฑ์เองก็ได้ออกมายืนยันว่า จนทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครสามารถให้คำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้ได้เลย

ซึ่งเราเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกเขาไม่สามารถหาคำอธิบายได้ หรือไม่มีใครกล้าอธิบายความจริงกันแน่ เพราะภาพที่ถ่ายได้นั้นส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากแวะเข้ามาเยี่ยมชมสถานที่แห่งนี้กันอย่างต่อเนื่อง และถ้าหากมันถูกเปิดเผยว่าเป็นของปลอม ก็อาจส่งผลกระทบกับรายได้ของพิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งนี้อย่างแน่นอน

ที่มา: RMG


ทั้งหมดนั้นก็คือเรื่องราวตำนานแนวผี ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศอังกฤษตามที่ถูกขอกันมา ซึ่งเราเองก็ไม่อยากให้ท่านผู้ชมเชื่อว่าตำนานเหล่านี้เป็นเรื่องที่เกิดจากผีจริง ๆ หรือแม้แต่จะบอกว่าไม่ใช่ผีกันด้วยซ้ำ เพราะตำนานมันเป็นเรื่องที่เล่าสืบต่อกันมา มีผู้คนใช้ประโยชน์จากมันเพื่อเศรษฐกิจชุมชน ซึ่งควรค่าที่จะรักษาเรื่องเล่าเหล่านี้เอาไว้ ดีกว่าจะมานั่งเถียงกันทุกปีแบบในบ้านเรา จริงไหมครับ ?



-------------

หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ และอย่าลืมทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี !

แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา: Listverse

แท็ก: Screaming Skull, Bettiscombe Manor, Dunstable Hitchhiker, Dartmoor Hell Hounds, Bodmin Prison, Elvey Farm, Royal Ghost Ship, Photographed Passenger, Claife Crier, Ancient Ram Inn, Tulip Staircase, สยองขวัญ, อังกฤษ