ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 | 10 เรื่องเล่าประสบการณ์พบแฝดผี Doppelganger !!!



"ดอพเพลแกงเกอร์" คือฝาแฝดปีศาจที่หน้าตาเหมือนเรา และอาศัยอยู่ในร่างกายของเรา ! ถูกเล่าขานให้เชื่อกันมาตั้งแต่โบราณว่ามีอยู่จริง เพียงแต่ในปัจจุบันความเชื่อในเรื่องนี้ก็ถูกเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย จนสุดท้ายความน่ากลัวสลายไป หลงเหลือไว้แต่เพียงเรื่องราวของคนหน้าเหมือน ที่อาจจะอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกใบนี้ !

กดเพื่อดูคลิปที่นี่


มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ ในวันศุกร์สะดวกสัปดาห์นี้ เราจะเล่าเรื่องราวประสบการณ์ 10 เรื่อง จาก 10 เหตุการณ์ที่พวกเขาอ้างกันว่า ได้พบกับแฝดปีศาจดอพเพลแกงเกอร์จริง ๆ มาแล้ว ว่าเรื่องราวทั้งหมดนั้น... มันคืออะไรกันแน่ !?


ผมคือ "ดอพเพลแกงเกอร์ !"

ภาพประกอบเท่านั้น

เช้าวันหนึ่ง ผมนอนหลับอยู่ในห้องนอนดี ๆ พี่ชายก็ตะโกนด้วยเสียงดังมาจากชั้นล่างว่า ผมกำลังทำอะไรอยู่ !? ผมเข้าใจว่าเขาน่าจะอยากปลุกผมให้ตื่นขึ้นมาได้แล้ว พอผมตื่นขึ้นมาก็เลยเดินลงไปที่ชั้นล่างเพื่อจะได้ดูว่าเขามีอะไรให้ผมช่วยหรือเปล่า ? และทันทีที่พี่ชายมองมา ผมก็สังเกตเห็นได้ว่าใบหน้าของเขาตอนนี้ดูซีดลงไปจนเห็นได้ชัด สายตาที่เขามองผมตอนนี้มันเต็มไปด้วยความหวาดกลัว นั่นจึงทำให้ผมเอ่ยปากถามเขาว่ามันเกิดอะไรขึ้น !?
ทันใดนั้นผมก็ได้ยินเสียงประตูห้องน้ำที่อยู่ตรงสุดทางเดินปิดอย่างแรง มันแปลกมากที่ผมได้ยินแบบนั้น เพราะนอกจากเราสองพี่น้องแล้ว ตอนนี้ในบ้านของเรามันไม่ควรจะมีใครอาศัยอยู่อีก พี่ชายบอกผมว่า เขาเพิ่งจะเห็นตัวผมเดินผ่านไปเมื่อไม่ถึงนาทีก่อนหน้านี้ ซึ่งในเวลานั้นเขาเห็นใบหน้าของผมยิ้มให้เขาด้วยความรู้สึกน่าขนลุก
นั่นจึงทำให้เขาต้องตะโกนว่าผมทำอะไรอยู่ และหลังจากที่เขาถามผมไปแบบนั้น เขาก็เห็นผมเดินผ่านไปโดยไม่แสดงอาการอะไรตอบรับคำถามเลย จนกระทั้งเขาเห็นผมเดินต่อไปจนถึงสุดทางเดินตรงนั้น เขาก็เลยหันหน้ากลับมาเห็นตัวผมกำลังเดินลงบันได้มา และทั้งหมดนั้นก็คือสาเหตุที่ทำให้เขาถึงกับหน้าซีดจนทำอะไรไม่ถูก


เราทั้งสองมองหน้ากันสักพัก จากนั้นจึงตัดสินใจรีบวิ่งตรงไปยังห้องน้ำสุดทางเดินที่เห็นผมอีกคนเดินไปที่นั่น พอเราวิ่งไปถึงและเปิดประตูห้องน้ำดู เราก็พบว่าภายในห้องนั้นไม่มีใครอยู่เลย !




----------

คุณแม่ ?

ภาพประกอบเท่านั้น

ในคืนหนึ่งช่วงที่ผมอายุได้ 9 ขวบ ผมตื่นขึ้นมาในเวลาประมาณตี 3 ผมเห็นคุณแม่กำลังยืนอยู่ที่หน้าประตูห้องนอน มันมีบางอย่างไม่ถูกต้อง ซึ่งบางอย่างนั้นมันก็เกี่ยวกับคุณแม่นั่นแหละ ทั้งตัวเธอดูขาวซีดไปหมด และมีลักษณะโปร่งใสจนมองทะลุเห็นข้างหลัง หันหน้ามองไปที่กำแพงตลอดเวลา


ผมจึงตัดสินใจเรียกคุณแม่ด้วยความเป็นห่วง ซึ่งเสียงเรียกของผมก็ทำให้คุณแม่ค่อย ๆ เดินเข้ามาที่เตียงของผมอย่างช้า ๆ โดยตลอดเวลาที่แม่กำลังเดินเข้ามานั้น ผมก็พยายามเรียกคุณแม่ต่อไปถึงสามหน คุณแม่ไม่ยอมตอบอะไรกลับมาเลย จนกระทั้งเธอเดินมาถึงบริเวณหัวนอน เธอก็ค่อย ๆ ขยับมือเข้ามาใกล้ผมอย่างช้า ๆ และทันทีที่แม่สัมผัสถูกตัวของผม เธอก็หายตัวไปต่อหน้าต่อตาผมทันที


พอเป็นแบบนั้น ผมก็ถึงกับกระโดดออกมาจากที่นอนทันทีด้วยความกลัว ผมรีบวิ่งไปยังห้องนอนของพ่อและแม่ พอผมเปิดประตูเข้าไป ผมก็เห็นทั้งสองกำลังนอนอยู่บนที่นอน พวกเขากำลังนอนหลับอยู่


จนมาถึงทุกวันนี้ ผมยังคงจำช่วงเวลาอันน่าสยองขวัญวันนั้นได้ดี ถ้าสิ่งนั้นไม่ใช่คุณแม่ แล้วใครกันที่ค่อย ๆ เดินเข้ามาหาผมอย่างช้า ๆ ในคืนนั้น




----------

หลังคาโรงรถ !

ภาพประกอบเท่านั้น

ตอนนั้นผมอายุได้ 10 ปี ผมเล่นซ่อนหากับพี่สาวของผมอยู่ในสวนหลังบ้าน พอการนับเลขเพื่อให้เธอรีบไปซ่อนตัวจบลง ผมก็รีบเดินตามหาพี่สาวในทันที แล้วผมก็ต้องแปลกใจที่พบเธอกำลังนั่งหมอบอยู่บนหลังคาโรงรถ ซึ่งเธอเองก็จ้องมองลงมาที่ผมเช่นกัน เธอยิ้มให้ผมในลักษณะที่ทำให้ผมจะต้องจำไปจนวันตาย ปากของเธอแสยะยิ้มจนแทบจะฉีกถึงรูหู ตอนนั้นผมคิดออกแค่ว่ามันดูแปลก ๆ ผมก็เลยตะโกนเรียกให้เธอรีบลงมาข้างล่างได้แล้ว ซึ่งหลังจากที่ผมพูดจบ เธอก็ไม่ได้ขยับเขยื้อนตัวไปไหนเลยแม้แต่น้อย เธอยังคงแสยะยิ้มและจ้องมองลงมาที่ผมไปเรื่อย ๆ
ทันใดนั้นผมก็ได้ยินของใครบางคนพูดขึ้นมาจากข้างหลังว่า “นั่นเธอกำลังพูดอยู่กับใครเหรอ ?” พอผมหันหน้ากลับไปยังต้นเสียง ก็พบว่าพี่สาวของผมกำลังยืนอยู่ที่ตรงนั้นอีก จนมาวันนี้ผมก็ยังไม่รู้ว่าใครกันแน่ ที่นั่งหมอบอยู่บนหลังคาโรงรถตอนนั้น บ้านที่เราอยู่นั้นก็มีอายุเกิน 50 ปี และมีเรื่องเล่าบอกว่าสมัยก่อนนั้น มีบางคนถูกไฟคลอกตายอยู่ในโรงรถตรงนั้น ซึ่งร่องรอยของไฟไหม้ดังกล่าว ก็ยังคงมีให้เห็นอยู่ตามแผ่นไม้เก่า ๆ ของโรงรถอยู่เลย




----------

ตัวผมอีกคนหนึ่ง !

ภาพประกอบเท่านั้น

เพื่อน ๆ กับผมใช้เวลาทั้งคืนนั้นอยู่ในโรงแรมผีสิงแห่งหนึ่ง มันคือโรงแรมคองเกรสพลาซ่าในรัฐชิคาโกั พวกเราประกอบไปด้วยตัวผมกับเพื่อนหญิงสองคน โดยเปิดเป็นห้องคู่เอาไว้เพื่อพักผ่อน ซึ่งตัวผมก็ได้ที่นอนเดี่ยวอยู่ในห้องอีกฝั่ง ส่วนอีกสองสาวนั้นก็ไปนอนอยู่อีกห้องนั่นเอง


เราตื่นขึ้นมาในตอนเช้า หนึ่งในเพื่อนของผมนั้นก็มีอาการแปลกไป เธอไม่พูดไม่จา ใบหน้าก็ซีดขาวราวกับไก่ต้ม ร่างกายสั่นเทาไปด้วยความกลัว พวกเราที่เหลือจึงถามเธอว่ามันเกิดอะไรขึ้น ? ซึ่งเธอเองก็ไม่ยอมตอบอะไรกลับมาให้รู้เลยแม้แต่น้อย จนหลังจากที่พวกเราพยายามกล่อมให้เธอสงบลง เธอก็เล่าให้ฟังว่าก่อนหน้านั้นเธอฝันไป ซึ่งตัวเธอเองก็ค่อนข้างแน่ใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นน่าจะจะเป็นความฝันแน่ ๆ


เธอเล่าว่าเธอตื่นขึ้นมากลางดึกในห้องมืดสนิท เธอเห็นผมกำลังยืนอยู่ในความมืด ตอนนั้นเธอเห็นผมกำลังหันหน้าเข้าหากำแพงและหันหลังให้เธอ และนั่นจึงทำให้เธอไม่สามารถมองเห็นใบหน้าของผมได้เลย เธอเล่าต่อว่าตอนนั้นได้ลุกขึ้นมานั่งบนเตียง พอเรียกชื่อผม ตัวผมที่เธอมองเห็นก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับ นั่นจึงทำให้เธอถามตัวผมว่ากำลังทำอะไร ? ซึ่งตัวผมก็ไม่ได้ตอบอะไรให้เธอได้ยินแม้แต่น้อย พอเธอมองไปตรงที่นอนของผม เธอก็ยังเห็นผมอีกคนที่จะหมายถึงตัวผมจริง ๆ กำลังนอนหลับอยู่บนที่นอนเช่นกัน พอเธอมองกลับไปที่ตัวผมอีกคนที่กำลังยืนอยู่ เธอก็พบว่าตัวผมคนนั้นได้หายตัวไปแล้ว




----------

พ่อของเธออยู่ที่นี่...

ภาพประกอบเท่านั้น

ผมตื่นขึ้นมาในกลางดึกคืนหนึ่ง ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ผมต้องตื่นขึ้นมานั้นเพราะเสียงอะไรบางอย่างดังมาจากบันได้ข้างล่าง พอผมเดินออกจากห้องลงไปดู ผมก็เห็นคุณพ่ออยู่ที่ทางเดินตรงนั้น เขาอยู่ในท่าทางเหมือนคนกำลังทรุดตัวลง ก่อนที่จะเปิดประตูหน้าบ้านแล้วเดินออกไป ผมเฝ้ามองดูคุณพ่อกำลังเดินออกไปที่ถนนจากทางหน้าต่าง แล้วอยู่ดี ๆ คุณพ่อก็นั่งลงที่ข้างถนน จากนั้นก็เงยหน้ามองขึ้นไปที่ยอดต้นไม้ใกล้ ๆ ใบหน้าของคุณพ่อตอนนี้ดูซีดเซียว ไร้ซึ่งอารมณ์ใด ๆ แถมยังโปร่งแสง
นั่นจึงทำให้ผมรีบวิ่งไปยังห้องนอนของพ่อแม่ เพื่อที่จะปลุกคุณแม่ให้ออกมาช่วยกันดูคุณพ่อ ผมละล่ำละลักถามคุณแม่ว่าทำไมคุณพ่อถึงออกไปนั่งที่ข้างนอกบ้าน ซึ่งคุณแม่ก็ทำหน้างงแล้วตอบกลับผมว่านั่นลูกกำลังพูดเรื่องอะไร ก็พ่อยังนอนอยู่ตรงนี้ ซึ่งพอผมมองตามไปทางที่คุณแม่มองอยู่ ผมก็เห็นคุณพ่อยังคงนอนหลับอยู่บนเตียงข้างคุณแม่ ซึ่งเรื่องนี้มันยังคงทำให้ผมรู้สึกเสียขวัญทุกครั้งที่นึกถึง




----------

ผีดอพเพลแกงเกอร์ที่โรงเรียน !

ภาพประกอบเท่านั้น

เรื่องนี้มันเกิดขึ้นกับผมตอนสมัยเรียนอยู่เกรดสาม ตอนนั้นผมกลัวมากจนถึงกับร้องไห้ ผมเดินทางไปยังสถานีตำรวจเพื่อเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่า ตอนนั้นผมอยู่ที่บริเวณทางเดิน แล้วเพื่อนของผมก็เดินออกมาจากห้องเรียนเพื่อข้ามฝั่งมาทางผม เขาเดินผ่านมาทางด้านขวาแล้วทักทายกับผมสั้น ๆ ก่อนที่จะเดินลงไปทางบันได

จนเวลาผ่านไปประมาณ 20 วินาที ผมก็เห็นเขาเดินออกมาจากห้องเรียนที่เดิมอีกครั้ง จากนั้นก็เดินผ่านผมลงไปทางบันไดอีกหน ผมทำได้แค่ยืนงงด้วยความสับสนและหวาดกลัว และในตอนนั้นเพื่อนคนดังกล่าวก็หันหน้ากลับมามองผมด้วยความสงสัยว่าผมเป็นอะไร ?




----------

เชิ้ตสีเขียว กางเกงยีนส์ !

ภาพประกอบเท่านั้น

วันนั้นผมนอนเล่นอยู่ในบ้านเพียงคนเดียว พอกำลังจะเคลิ้มหลับผมก็ได้ยินเสียงประตูโรงรถดังขึ้น และพี่ชายของผมก็เดินเข้ามาในบ้าน สิ่งแปลก ๆ ที่ผมสังเกตเห็นนั้นก็คือ พี่ชายของผมไม่พูดจาอะไรเลยสักคำ เขาทำแค่หันหน้ามามองและยิ้มให้ผมเหมือนกับกำลังยิ้มเยาะ ซึ่งมันก็ทำให้ผมรู้สึกใจไม่ดีเอาเสียเลย

เมื่อผมมองดูดี ๆ ก็เห็นได้ชัดเจนว่าปากของเขาฉีกยิ้มจนแทบจะถึงใบหู ผมคิดว่ามันไม่ใช่เหตุการณ์ปกติเสียแล้ว แต่ก็พยายามไม่คิดอะไรให้มันมากเกินไปกว่าผมตาฝาด แล้วตลอดทั้งวันนั้นผมก็ไม่ได้เห็นหน้าพี่ชายอีกเลย ซึ่งสิ่งที่จำได้นอกจากรอยยิ้มของเขาแล้ว ผมก็จำได้ว่าเขาสวมเสื้อเชิ้ตสีเขียวกับกางเกงยีนส์ของเขา


สามชั่วโมงต่อมาคุณพ่อคุณแม่ก็กลับมาถึงบ้านพร้อมกับพี่ชายข ผมหันหน้าไปมองคุณแม่แล้วพูดว่า “พี่ชายเขาเพิ่งกลับมาเมื่อสองสามชั่วโมงก่อนไม่ใช่เหรอ ?” ซึ่งคุณแม่ก็มองมาที่ผมแบบแปลก ๆ แล้วบอกว่าเธอเพิ่งจะไปรับเขากลับมาด้วยกัน และพี่ชายของผมก็ไม่ได้อยู่ที่บ้านเลยทั้งวัน แล้วที่ผมเห็นชุดที่พี่ชายอีกคนที่เพิ่งกลับมาคนนี้สวมใส่อยู่นั้น มันก็คือเสื้อเชิ้ตสีเขียวและกางเกงยีนส์ตัวนั้นนั่นเอง




----------

คุณแม่ลอยได้ !

ภาพประกอบเท่านั้น

ช่วงตอนที่ลูกชายของผมอายุได้ 2 ขวบ เขามักจะตื่นขึ้นมาในตอนเช้าตรู่ จากนั้นก็จะออกเดินไปรอบ ๆ บ้านก่อนที่ผมกับภรรยาจะตื่น และในเช้าวันหนึ่ง เมื่อผมตื่นนอนขึ้นมาแล้ว ผมก็เดินลงบันไดไปหาลูกชายที่กำลังยืนอยู่ในครัว เขากำลังชี้นิ้วไปที่อะไรบางอย่างพร้อมกับหัวเราะ พอผมถามเขาว่ากำลังชี้อะไรอยู่ เขาก็ตอบผมว่า “คุณแม่กำลังลอยอยู่ในห้องครัวครับ !”


ตอนนั้นผมเองก็ไม่ได้คิดอะไรมากมายนัก จนกระทั่งหนึ่งชั่วโมงผ่านไป ภรรยาของผมก็เดินลงมาจากทางบันได เธอเล่าให้ผมฟังว่าเธอตื่นมาเพราะฝันแปลก ๆ โดยในความฝันนั้นเธอพบว่าตัวเองกำลังลอยออกมาจากร่าง โดยเธอจำได้ว่าเธอนั้นลอยลงมาทางบันไดเข้าไปในห้องครัว มันน่ากลัวจริง ๆ !




----------

ชายคนนั้นเป็นใคร ?


ภาพประกอบเท่านั้น

ผมอายุ 24 ปี ตอนนั้นผมทำงานอยู่ในสำนักงานแห่งหนึ่ง โดยในเช้าวันนั้นผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะเผลอนอนหลับเพลินไปหน่อย ซึ่งมันก็ทำให้ผมมาทำงานสายไปถึงครึ่งชั่วโมง ผมรีบแต่งตัวแล้วไปสำนักงานด้วยความกังวลเพราะกลัวว่าจะถูกไล่ออก พอไปถึงที่ออฟฟิศผมก็รีบจอดรถแล้ววิ่งเข้าไปยังที่ทำงานทันที จนผมก้าวเข้าไปในลิฟท์ก็รู้สึกได้ว่าทุกคนมองมาที่ผมแบบแปลก ๆ ซึ่งมันก็ทำให้ผมรู้สึกตกใจมาก เพราะบางทีพวกเขาอาจจะรู้ว่าผมต้องถูกไล่ออกจากงานแน่ ๆ


พอผมมาถึงโต๊ะทำงาน มันก็มีหลายอย่างทำให้ผมเดินเข้าสู่ความสยองขวัญ มีบางคนกำลังนั่งอยู่ตรงที่นั่งของผม ใครคนนั้นกำลังนั่งพิมพ์งานอยู่ เขาเป็นผู้ชาย พอเขาหันหน้ากลับมามองผมที่ยืนมองอยู่ สายตาของเขาที่กำลังมองมามันก็ทำให้เลือดของผมแทบจะแข็งตัว เพราะชายที่กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะคนนั้นมันก็คือตัวของผมเอง เขาสวมเสื้อผ้าเหมือนกับที่ผมสวม ไว้ผมทรงเดียวกัน หน้าตาก็เหมือนผมชนิดที่ผมยังต้องตกใจ
ตอนนี้เขามองมาที่ผมด้วยใบหน้าตกใจเหมือนกัน แล้วเขาก็หยิบเอกสารบนโต๊ะขึ้นมาม้วนเก็บไว้ในมือ พอผมจะเดินเข้าไปหาเขา เขาก็รีบพุ่งหลบออกจากที่นั่งของผมแล้ววิ่งหนีไปที่ทางเดินตรงมุมห้อง ผมเองก็รีบวิ่งตาม โดยหวังว่าน่าจะจับตัวเขาได้แน่ ๆ แต่พอผมวิ่งตามไปถึงมุมตรงนั้น มันก็ไม่มีใครอยู่ที่นั่นแล้ว นี่มันอะไรกัน ทำไมใครคนนั้นมันถึงเหมือนกับตัวผมขนาดนี้


ผมรีบไปตรวจที่ทางออกของสำนักงาน แต่ก็ไม่พบร่องรอยของเขาเลยแม้แต่น้อย ผมจึงถามเพื่อนรวมงานว่าใครกันที่มานั่งที่นั่งของผม แต่ทุกคนต่างก็ตอบกลับมาว่ามันไม่มีใครมานั่งเลยตลอดทั้งเช้า พวกเขาไม่เห็นใคร นั่นจึงทำให้ผมรู้สึกแทบอยากจะบ้า เพราะไม่มีใครเห็นเจ้าคนที่หน้าตาเหมือนผมคนนั้นเลย นั่นจึงทำให้ผมเดินไปทางห้องน้ำเพื่อล้างหน้า แต่พอสายตาได้มองไปที่กระจก มันก็อดไม่ได้ที่จะต้องคิดถึงชายคนที่หน้าตาเหมือนผมคนนั้นอีก


และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนั้น มันก็ถือเป็นเรื่องสยองขวัญที่สุดในชีวิตของผม ผมลาออกจากที่นั่นหลังจากสิ้นสัปดาห์ และไม่เคยเดินทางกลับไปที่นั่นอีก และถึงมันจะผ่านมาหลายปี ผมก็ยังคงกลัวที่จะต้องมองหน้าตัวเองในกระจกอยู่เสมอ




----------

คุณพ่อสองคน !

ภาพประกอบเท่านั้น

คุณพ่อของผมเป็นคนทำงานกะดึก เขาต้องตื่นขึ้นมาตอนตีสามทุกเช้าเพื่อไปทำงาน ซึ่งบางครั้งผมก็จะตื่นขึ้นมาเพื่อตามไปกอดคุณพ่อก่อนที่จะออกไปเสมอ ในเช้าวันหนึ่งช่วงผมอายุ 4 ขวบ ผมเดินลงบันไดมาก็สังเกตเห็นว่าที่ประตูมีคนกำลังยืนอยู่ข้างนอก พอผมเปิดประตูก็เห็นคุณพ่อกำลังเดินลงไปตามทางที่รถบรรทุกของเขาจอดอยู่ เขาสวมชุดทำงานเรียบร้อยแล้ว ผมจึงตะโกนเรียกพ่อเพื่อให้กลับมากอดผมก่อนที่จะออกไปทำงาน


ซึ่งคุณพ่อเองก็ค่อย ๆ หันหน้ากลับมามองผมอย่างช้า ๆ สายตาของเขามองมาที่ผมอย่างแปลก ๆ และนั่นก็ทำให้ผมรู้สึกหวาดกลัวจนเริ่มร้องไห้ออกมา ผมถามพ่อว่ามันเกิดอะไรขึ้น ซึ่งคุณพ่อก็ไม่ได้ตอบอะไรนอกจากค่อย ๆ เดินเข้ามาหาผมเรื่อย ๆ


โดยก่อนที่พ่อจะเข้ามาถึงตัว ผมก็รู้สึกได้ว่ามีแขนของใครบางคนยื่นมาจับตัวผมจากทางด้านหลัง พอผมหันหลังกลับไปดูก็พบว่ามีคุณพ่ออีกคนอยู่ตรงนั้น เขาสวมชุดเครื่องแบบไปทำงานอยู่เช่นกัน และกำลังจ้องมองไปที่ดอพเพลแกงเกอร์ของเขาที่อยู่ตรงหน้า คุณพ่อที่อยู่ข้างนอกมองมาที่คุณพ่อในบ้านสักพัก เขาก็รีบวิ่งหายไปตามทางทันที และคุณพ่อที่อยู่ในบ้านก็รีบดึงผมกลับเข้ามาก่อนที่จะล็อกประตู
ซึ่งผมเองก็พยายามคิดว่ามันเป็นแค่ภาพลวงตาของเด็ก 4 ขวบหรือเปล่า ? แต่ตอนนั้นคุณพ่อก็เห็นมันเหมือนกับผม ซึ่งคุณพ่อเองก็ไม่ยอมพูดถึงเรื่องนี้อีกเลย แต่คุณแม่บอกกับผมว่าพ่อเองก็กลัวมาก จนไม่กล้าที่จะออกไปทำงานในวันนั้น และตลอดทั้งวันคุณแม่ต้องคอยปลอบคุณพ่อบอกว่าเขาไม่ได้เป็นบ้าไปแน่ ๆ !




แล้วคุณหล่ะ... มีแฝดผีอีกคนในตัวกันหรือไม่ !?

อย่าลืมติดตามรายการมิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ พร้อมกับที่มาของมันกันได้ทุกวันศุกร์สะดวก และหลังจากจบรายการแล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ และอย่าลืมทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี !
แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา: Scaryforkids

แท็ก: แฝดผี, Doppelganger

วันพุธที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 | เปิดปม 6 ปริศนาลึกลับจากป่าทั่วโลก ที่ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ !!!


ขึ้นชื่อว่า "ป่า" มันคือสถานที่ ๆ ธรรมชาติได้สรรสร้างเอาไว้ เหล่ามนุษย์ที่รู้เพียงว่ามันคือสถานที่ ๆ มีต้นไม้จำนวนมาก แต่น้อยคนนักที่จะสำนึกได้ว่าข้างในป่าแต่ละแห่งนั้น มันมีสิ่งลี้ลับอะไรอีกมากมายซ่อนอยู่ !


กดเพื่อดูคลิปที่นี่


มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาคุณไปพบกับเรื่องราวปริศนา สิ่งลี้ลับและเรื่องสยองขวัญที่เกิดขึ้นโดยมีผืนป่าแต่ละแห่งทั่วโลกเข้ามาเกี่ยวข้อง ว่าแต่ละแห่งนั้น... มันเคยมีอะไรเกิดขึ้นกันแน่ !?



คราเทโรคีโรดอนแห่งยุคไทรแอสสิก

ภาพจาก: Irmis and Parker 2005
ยุคไทรแอสสิก มันคือช่วงเวลาที่ถูกอ้างกันว่าเป็นยุครุ่งอรุณของพวกไดโนเสาร์ เป็นยุคเริ่มต้นของมหายุคเมโซโซอิก ที่เกิดขึ้นต่อมาจากยุคเพอร์เมียนและอยู่ก่อนยุคจูราสสิค ซึ่งถ้าเราจะมาเล่าว่าแต่ละยุคนั้นมีอะไรบ้าง มันอาจทำให้เราต้องใช้เวลากันหลายเดือน
ดังนั้นเราก็เลยจะขอสรุปเอาเพียงว่า ยุคไทรแอสสิก คือ ช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยเหล่าสัตว์ประหลาดของจริง และมันก็เป็นช่วงเวลาที่เกิดความเปลี่ยนแปลงทางด้านภูมิศาสตร์ครั้งใหญ่ มีผลทำให้วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตเดินออกจากยุคไดโนเสาร์ ก้าวเข้าสู่บรรพบุรุษของยุคจระเข้ และมันก็มีสิ่งมีชีวิตอยู่ชนิดหนึ่งที่ตอนนี้ก็ยังไม่สามารถระบุอัตลักษณ์ของมันได้ ซึ่งเรียกมันว่า คราเทโรคีโรดอน !

สันนิษฐานว่าคล้ายพันธุ์คราเทโรคีโรดอน


ปริศนาของคราเทโรคีโรดอนนั้น เกิดขึ้นหลังจากมีการสำรวจพบ "ซากฟัน" ในปี ค.ศ. 1946 ซึ่งฟันที่พบนั้นก็มีลักษณะแปลกคล้ายเปลือกหอย โดยนักชีววิทยาชื่อ เอ็ดวิน โคลเบิร์ท (เอดวิน เอช. กอลแบร์) ซึ่งตอนแรกเขาไม่ได้ข้อมูลอะไรจากมันเลย จนกระทั่งต่อมาโคลเบิร์ทก็เริ่มได้เบาะแสเพิ่มเติมจากการสำรวจพบซากฟัน ที่มีลักษณะคล้ายกันอีกชิ้นในอุทยานแห่งชาติเพทริไฟด์ หรืออุทยานแห่งชาติป่าหิน ที่อยู่ในรัฐอริโซน่าของประเทศสหรัฐ

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาโคลเบิร์ทก็ใช้ความพยายามทุกวิถีทาง เพื่อที่จะระบุรูปร่างของเจ้าสิ่งมีชีวิตชนิดนี้โดยอาศัยเพียงเศษซากฟันที่ค้นพบ จนถึงวันสุดท้ายของชีวิตในช่วงปี ค.ศ. 2001 กันเลยทีเดียว

"เอ็ดวิน โคลเบิร์ท" ค้นหาความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้

โดยสิ่งที่ค้นพบอันน้อยนิดกับฟันของคราเทโรคิโรดอนนั้น ดูไปมันก็น่าจะมีลักษณะคล้ายกับพวกไซโนดอนท์ เพียงแต่มันมีขนาดใหญ่กว่ามาก และถึงมันจะคล้ายแต่ก็ไม่มีอะไรที่บ่งบอกว่าทั้งสองชนิดนั้นมีความเกี่ยวข้องกัน ซึ่งนั่นก็รวมไปถึงลักษณะช่องปากที่แตกต่าง ไม่สามารถบอกได้ว่ามันเป็นสัตว์ตระกูลเดียวกัน
โดยสิ่งเดียวที่ทราบและสามารถยืนยันได้ตอนนี้ก็คือ คราเทโรคีโรดอนคือสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดใหญ่มาก ซึ่งเราก็คงต้องรอกันต่อไปว่า เหล่าผู้เชี่ยวชาญจะสามารถค้นหาชิ้นส่วนอื่น ๆ ของมัน เพื่อนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจในการระบุรูปร่างของมันให้เรารู้กันได้ในวันไหน ซึ่งเมื่อวันนั้นมาถึง ปริศนาของสัตว์ยุคดึกดำบรรพ์ตัวนี้ก็คงถูกเปิดเผยออกมาให้เราเห็นเป็นข่าวใหญ่อย่างแน่นอน เพียงแต่ตอนนี้เราลองมาดูปริศนาลึกลับชิ้นต่อไปกันดีกว่า


---------

ศิลาปริศนาแห่งนิวเม็กซิโก
ภาพจาก: The Mountain Voice


นักประวัติศาสตร์ชื่อ หลุยซ์ เซอร์น่า ได้เข้ามาสืบหาความจริงเกี่ยวกับ แท่งศิลาปริศนาแห่งนิวเม็กซิโก ที่อยู่ในบริเวณล็อบบี้ของโรงแรม(ไม่ขอระบุชื่อ) โดยโรงแรมแห่งนี้ตั้งอยู่ในรัฐนิวเม็กซิโกของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งสิ่งที่เขาสงสัยนั้นมันก็คือสัญลักษณ์ที่ถูกแกะสลักอยู่บนแท่งศิลาชิ้นนี้

"หลุยซ์ เซอร์น่า" ตามหาความจริง !
เซอร์น่าพยายามหาข้อมูลเพิ่มเติมจากคนงานของโรงแรม หลังจากที่ได้รับการบอกเล่าว่ามันคือของที่สร้างขึ้นมาเพื่อไว้ใช้สำหรับกำหนดพิกัดอะไรบางอย่าง แล้วเขาก็ได้เงื่อนงำเพิ่มขึ้นมาก็คือ เจ้าของโรงแรมนั้นน่าจะเป็นคนที่สามารถให้รายละเอียดทุกอย่างกับเขาได้ ซึ่งเซอร์น่านั้นก็คิดถูกจริง ๆ เพราะหลังจากที่เขาสามารถพบกับบุคคลดังกล่าว เซอร์น่าก็ได้ข้อมูลเพิ่มขึ้นมาว่าเจ้าสิ่งนี้ มันถูกพบโดยเจ้าของฟาร์มอีกแห่ง ที่อยู่ในบริเวณป่าแห่งหนึ่งในรัฐนิวเม็กซิโก ซึ่งชายคนนั้นก็ได้นำมันมาให้กับทางโรงแรมในเวลาต่อมานั่นเอง


ส่วนเรื่องราวที่ตามมาเพิ่มเติมนั้น เซอร์น่าก็ได้รีบเดินทางไปยังหน่วยดูแลป่าแห่งชาติ และพบว่าแท้ที่จริงแล้ว เจ้าแท่งศิลามันไม่ได้มีอยู่เพียงชิ้นเดียว มันมีอยู่สองชิ้น ถูกพบอยู่ในอุทยานแห่งชาติคาร์สัน โดยชิ้นที่สองนี้ มันตั้งอยู่ท่ามกลางก้อนหินอื่น ๆ ที่ทำให้พวกเจ้าหน้าที่คาดกันว่า บางทีมันคงจะเป็นแท่งป้ายหินหลุมศพของใครบางคน


เซอร์น่าเองได้ข้อมูลมาแบบนี้ก็ยิ่งติดใจสงสัย และเชื่อว่าแท่งศิลาพวกนี้มันน่าจะเป็นตัวบอกพิกัดที่ถูกใช้โดยนักสำรวจยุคโบราณ เพื่อระบุอาณาเขตที่พวกเขาครอบครองได้เสียมากกว่า ซึ่งเขาก็ยังหวังเอาไว้อีกว่า เหล่านักโบราณคดีจะสนใจในทฤษฎีที่เขาตั้งขึ้นนี้ และช่วยกันค้นหาคำตอบมาอธิบายว่าแท้ที่จริงแล้ว เจ้าแท่งศิลาทั้งสองนี้มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ทำอะไรกันแน่ !?


---------


ป่าเด็กหายในแคลิฟอร์เนีย

ภาพจาก: Unknown Source


ดิแองเจลิสเนชันแนลฟอเรสท์ (The Angeles National Forest) มันคืออุทยานแห่งชาติที่อยู่ทางตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนียประเทศสหรัฐอเมริกา จดทะเบียนตั้งแต่ปี ค.ศ. 1908 ประกอบไปด้วยพื้นที่อันรกร้างว่างเปล่ารวมกันถึง 5 แห่ง มันคือสถานที่ทางประวัติศาสตร์ของรัฐแคลิฟอร์เนีย และก็ยังเป็นสถานที่สำหรับเข้าค่ายพักแรมอันมีชื่อเสียง แต่ถึงมันจะดูเป็นสถานที่น่าอภิรมย์กันขนาดไหน มันก็ยังมีพื้นที่หลายจุดที่ถูกระบุว่ามีคนหายไปแบบไร้ร่องรอย ให้เราต้องประเมินความปลอดภัยในการท่องเที่ยวใน ดิแองเจลิสเนชันแนลฟอเรสท์ แห่งนี้กันใหม่ดีกว่า


ในปี ค.ศ. 1956 มีเด็กหญิงวัย 11 ปีคนหนึ่งชื่อ เบร็นดา ฮาเวลล์ และเพื่อนของเธอชื่อ โดนัลด์ ลี เบเกอร์ อายุ 13 ปี ได้ปั่นจักรยานเข้ามาเที่ยวเล่นแถวบริเวณซานแกเบรียลแคนยอนที่เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งนี้ พวกเธอไม่เคยกลับออกมา ! ซึ่งการออกตามหาก็พบแต่จักรยานสองคัน รวมไปถึงเสื้อแจ็คเก็ตของโดนัลเพียงเท่านั้น  


ต่อมาในปี ค.ศ. 1957 สองพี่น้องร่วมสามบานคู่หนึ่ง ก็ได้พาลูก ๆ มาไต่เขาเล่นกันในบริเวณที่ชื่อว่า "อาโรโยเซโค" และเมื่อลูกคนโตชื่อทอมมี่ บาวแมน อายุ 8 ขวบ ตัดสินใจวิ่งเล่นตรงไปตามเส้นทางในป่า เขาก็หายตัวไปจนคนที่เหลือต้องออกตามหา ซึ่งมันก็เลยกลายเป็นเรื่องเศร้าตามมา เพราะสุดท้ายทอมมี่ก็หายไปอย่างปริศนาเช่นกัน !

"ทอมมี่ บาวแมน" หนูน้อยผู้โชคร้าย


ต่อมาในปี ค.ศ. 1960 บรูซ ฮาวเวิร์ด อายุ 6 ปี ได้เดินทางมาเข้าค่ายพักแรมพร้อมกับเด็กคนอื่น ๆ อีก 80 คน ร่วมกับผู้ใหญ่อีกหลายคนในบริเวณ "ที่ราบบัคฮอร์น" ในขณะที่ทุกคนกำลังออกเดินทางไกล จนทิ้งระยะห่างจากจุดตั้งแคมป์ไปเพียงประมาณ 275 เมตร บรูซก็เกิดอาการเหนื่อยขึ้นมา ซึ่งทางหัวหน้ากลุ่มก็เลยบอกให้เขาเดินทางกลับไปรอที่แคมป์ดีกว่า
ด้วยระยะทางที่ไม่ได้ไกลอะไรมาก หัวหน้ากลุ่มจึงเลือกที่จะยืนมองดูบรูซค่อย ๆ เดินกลับไปจนถึงจุดที่พักจนแน่ใจ จากนั้นทุกคนจึงออกเดินทางกันต่อโดยไม่ได้คิดอะไร จนเวลาผ่านไปทุกคนก็กลับมายังแคมป์ และในตอนนั้นทุกคนถึงได้รู้ว่าบรูซไม่ได้กลับมาที่แคมป์อย่างที่คิด และตั้งแต่นั้นมาบรูซก็ไม่ได้กลับมาให้ใครเห็นอีกเลย !


โดยเหตุที่เกิดขึ้นนั้นก็มีการตั้งข้อสงสัยกันว่า บางทีมันอาจจะเป็นฝีมือของอาชญากรล่วงละเมิดทางเพศและลวนลามเด็กชื่อ แม็กซ์ เรย์ เอ็ดเวิร์ด โดยกลุ่มที่ตั้งข้อสงสัยนี้ได้กล่าวว่า บางทีชายคนนี้อาจมีส่วนในการหายตัวไปของเด็กบางคน ซึ่งในเวลาต่อมาแม็คก็ถูกจับกุม และสารภาพว่าเขาได้ฆาตกรรมเบร็นด้าฮาเวลล์กับโดนัล เบเกอร์จริง แต่ถึงเขาจะยอมรับผิด ทางการก็ไม่สามารถหาหลักฐานมาปรักปรำเขาในศาลได้สักที ซึ่งทางแม็กซ์เองก็เกิดความเครียดในระหว่างถูกคุมขัง จนในที่ที่สุดเขาก็ชิงฆ่าตัวตาย ปล่อยทิ้งให้คดีฆาตกรรมของเขาต้องปิดไปโดยไม่ได้รับการพิพากษา

"แม็กซ์ เรย์ เอ็ดเวิร์ด" ฆาตกรโรคจิต


---------

ซากฟอสซิลป่าในแอนตาร์กติกา

ภาพจาก: University of Wisconsin-Milwaukee

ก่อนที่โลกนี้จะมีไดโนเสาร์ มันก็น่าจะอยู่ในช่วงเวลา 260 ล้านปีก่อน ในตอนนั้นทางทวีปแอนตาร์คติกาอันหนาวเย็นก็ยังไม่ได้มีลักษณะภูมิประเทศเป็นเหมือนกับที่เราเห็นในทุกวันนี้ ที่นั่นยังคงอบอุ่นและมีต้นไม้ใบหญ้าขึ้นปกคลุมเขียวขจี โดยแนวคิดนี้ได้บอกให้เรารู้ว่าเคยมีป่าปกคลุมไปทั่วผืนแผ่นดินที่ปัจจุบันมีแต่น้ำแข็งไปแล้ว ซึ่งพอเราได้รู้แบบนั้น มันก็น่าเสียดายกับความอุดมสมบูรณ์ที่ต้องสูญเสียไปตั้งแต่ยุคบรรพกาล


ความเชื่อเรื่องยุคเพอร์เมียนไทรแอสสิกนั้น มันเกิดขึ้นมาเพราะปฎิกิริยาของก๊าซเรือนกระจก จากการระเบิดของภูเขาไฟครั้งใหญ่ในไซบีเรีย โดยผู้เชี่ยวชาญก็คาดหวังกันว่า ซากฟอสซิลของป่าแอนตาร์กติกา ที่พวกเขาเชื่อว่ามันเคยมีอยู่นั้น น่าจะยังมีหลงเหลืออยู่ให้พวกเขาได้พบเพื่อยืนยันแนวคิดนี้

ตัวอย่างซากฟอสซิลที่พบในป่าแอนตาร์กติกา



นักสำรวจและนักวิทยาศาสตร์จำนวนมาก สามารถค้นพบว่ามีฟอสซิลของพืชพันธุ์ในป่าแอนตาร์กติก้าอยู่จริงตั้งแต่ปี ค.ศ. 1910 แต่ถึงจะพบกันมานานขนาดนั้น มันก็มีปริศนาลึกลับอีกหลายอย่างที่พวกเขายังไม่สามารถหาคำตอบได้เสียที ซึ่งสิ่งที่พวกเขาไม่เข้าใจนั้นก็คือ ลักษณะของพืชในซากฟอสซิลนั้น มันกลับให้ข้อมูลว่ามีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละฤดูอย่างฉับพลัน
แล้วเหล่าต้นไม้ใบหญ้าพวกนี้มันสามารถเอาตัวรอดมาจากช่วงเวลาที่ทั้งหนาวและมืดของหน้าหนาวกันมาได้อย่างไร ? และมันสามารถปรับตัวเองให้มีชีวิตอยู่ได้ จากฤดูหนาวไปถึงฤดูร้อนที่มาแบบกระทันหันได้อย่างไร ? ซึ่งก็มีการตั้งทฤษฎีเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้บ้างเหมือนกันอย่างเช่น บางทีพืชเหล่านี้อาจจะสามารถปรับตัวให้อยู่ในสภาวะจำศีลในช่วงหน้าหนาว และกลับมาเจริญเติบโตต่อไปในช่วงหน้าร้อนก็เป็นไปได้


เพียงแต่การวิจัยในเรื่องนี้ก็ยังคงดำเนินต่อไป อย่างน้อยก็จนกว่าจะถึงปี ค.ศ. 2018 พวกเขาถึงจะหยุดการหาคำตอบในเรื่องนี้


---------

หินปริศนาในป่าโพคายนี่

ภาพจาก: www.latvia.travel

ป่าโพคายนี่ของประเทศลัตเวีย ป่าที่เต็มไปด้วยเรื่องลี้ลับมากมาย โดยมีอยู่ตำนานหนึ่งพูดถึงเรื่องราวของคนโบราณที่เข้ามายังป่าแห่งนี้ พวกเขาไม่ได้แค่เข้ามาแล้วก็กลับออกไปตามที่ควร แต่กลับนำก้อนหินจำนวนมากมายมากองรวมกันเป็นหย่อม ๆ ซึ่งก้อนหินทั้งหมดก็ไม่ได้เป็นของที่อยู่ในป่าแห่งนี้แต่อย่างใด พวกเขาแบกมันมาจากที่ไหนสักแห่งเพื่อเอามากองไว้
ซึ่งนักโบราณคดีคาดกันว่า "ก้อนหินแต่ละก้อนก็คือตัวแทนของบาปกรรม ที่เหล่าคนโบราณแถวนั้นได้เคยก่อเอาไว้ !" การนำมาวางไว้ในป่า ก็คือการนำบาปกรรมเหล่านั้นมาทิ้ง ซึ่งพอคาดกันไปแบบนั้น นักโบราณคดีก็ยิ่งไม่เข้าใจว่าพวกเขานำก้อนหินเหล่านี้มาจากไหน แล้วปริมาณเยอะแยะขนาดนี้ มันหมายความว่าพวกเขาต้องไปทำอะไรไม่ดีเอาไว้มากมายกันหรือเปล่า ?



กองก้อนหินจำนวนมากมายเหล่านี้ หลังจากทำการนับแล้วก็พบว่า มันมีจำนวนมากมายถึงประมาณ 30 กอง ซึ่งคนยุคปัจจุบันบางคนต่างก็ล่ำลือกันไปว่า พวกมันมีอำนาจในการฟื้นพลังชีวิตให้กับใครก็ตาม ที่ได้มีโอกาสเข้าไปสัมผัสความอบอุ่นจากมัน ซึ่งก็แน่นอนว่าหลังจากที่ข่าวลือแพร่สะพัดออกไป ก็มีผู้คนมากมายคิดอยากจะเดินทางมาที่นี่ เพื่อจะได้นำก้อนหินสักก้อนกลับไปใช้บำบัดส่วนตัวกันที่บ้านสักหน่อย ซึ่งก็ต้องขอแสดงความเสียใจกับคนเหล่านี้ด้วย เพราะชาวท้องถิ่นได้ยื่นคำขาดกันไว้แล้วว่า ได้โปรดอย่าทำแบบนั้น เพราะถ้าไม่เชื่อกันระวังจะได้พบกับเรื่องเลวร้ายกันไปตลอดชีวิต !


ในส่วนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพลังความร้อนที่แผ่ออกมาจากหิน ทั้ง ๆ ที่มันอยู่บริเวณแสงแดดส่องเข้ามาได้ไม่มากนั้น ก็เป็นเพราะพลังงานความร้อนดังกล่าวได้ถูกถ่ายทอดผ่านต้นสนโบราณต้นหนึ่ง โดยต้นสนต้นนี้ก็มีความร้อนแผ่ออกมาสูงกว่าต้นอื่น ๆ ที่อยู่บริเวณโดยรอบเช่นกัน ซึ่งพอมีการเปิดเผยเรื่องนี้ขึ้นมา พวกชาวบ้านก็ยิ่งมีเรื่องเล่าออกมากันอีกเรื่องว่า บางทีในป่าโพคายนี่แห่งนี้อาจจะมีประตูมิติที่ไปสู่จักรวาลคู่ขนานอีกแห่ง !

---------


การหายตัวไปของลารส์ มิตแทงค์



เดือนช่วงเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2014 ที่ผ่านมา ลารส์ มิตแทงค์ ชายชาวเยอรมณีวัย 28 ปีและเพื่อน ได้นั่งเครื่องบินมายังประเทศบัลเกเรีย เพื่อจะใช้ชีวิตในช่วงวันหยุดที่หาดโกลเด้นแซนด์ โดยในช่วงเวลาดังกล่าวลารส์ที่กำลังดูฟุตบอลชายหาดอยู่ดี ๆ ก็เกิดไปมีปากเสียงกับคนท้องถิ่นขึ้นมา ซึ่งผลของการทะเลาะกันครั้งนี้ก็จบลงที่เขาได้รับบาดเจ็บที่หูไปโดยปริยาย

หลังจากที่คุณหมอแนะนำให้เขาเลื่อนกำหนดการเดินทางกลับออกไปสองวันเพื่อรักษาตัว ลารส์ก็ตัดสินใจที่จะพักอยู่ในบัลแกเรียต่อ เพื่อจะได้บำบัดรักษาให้หายดีก่อนไปขึ้นเครื่องกลับบ้าน นั่นจึงทำให้เขาบอกกับเพื่อนให้กลับไปก่อน ส่วนตัวเองก็ได้ไปเช่าห้องพักโรงแรมที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลจากสนามบินนัก ซึ่งมิตแทงค์ก็ได้เข้าพักในโรงแรมดังกล่าวอยู่เพียงคืนเดียว และได้ส่งข้อความหาคุณแม่บอกให้ช่วยยกเลิกบัตรเครดิตของเขา และหลังจากนั้นลารส์ก็พยายามหลบซ่อนตัวจากกลุ่มชายลึกลับ 4 คน ที่เคยได้เข้ามาสอบถามเกี่ยวกับยาที่เขาใช้รักษาอาการบาดเจ็บ


คลิปสุดท้ายของ "ลารส์ มิตแทงค์"


โดยในวันต่อมาลารส์ก็ได้กลับไปยังคลีนิค แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้พบกับคุณหมอ อยู่ดี ๆ ลารส์ก็รีบผลุนผลันวิ่งออกไปเสียดื้อ ๆ โดยเขารีบวิ่งไปยังสนามบินและก็หายไปจากกล้อง CCTV ที่วางไว้ทั่วบริเวณ โดยภาพสุดท้ายจากกล้องรักษาความปลอดภัยนั้น แสดงให้เห็นว่าชายหนุ่มคนนี้ กระโดดปีนข้ามรั้วของสนามบินแล้ววิ่งหายเข้าไปในป่า และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็ไม่มีใครได้พบกับลารส์ มิตแทงค์อีกเลย !

---------

แอนตัน พิลิพา

ภาพจาก: News Cult

แอนตัน พิลิพา เขาหายตัวไปจากเมืองโทรอนโตประเทศคานาดาในปี ค.ศ. 2012 โดยช่วงเวลาก่อนที่จะหายตัวไปไม่นาน เคยมีผู้พบว่าชายคนนี้ถูกควบคุมตัวไปขึ้นศาลข้อหาทำร้ายร่างกายและพกพาอาวุธปืน และถ้าสืบย้อนกลับไปแอนตันก็เคยมีประวัติไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ เขาเคยได้รับการบำบัดรักษาอาการจิตเภท ซึ่งเราเองก็ไม่ทราบว่ามันจะเกี่ยวข้องอะไรกับการหายตัวไปครั้งนี้หรือเปล่า ?


แต่อย่างไรก็ดีในช่วงต้นปี ค.ศ. 2017 ที่ผ่านมา มีผู้พบชายคนนี้กำลังเดินไปมาอยู่แถว ๆ เมืองมาเนาส์ โดยระบุว่าพบเขาอยู่ในป่าอาเมซอนของประเทศบราซิล ซึ่งก็ถือว่ามันเป็นเรื่องเหลือเชื่อเป็นอย่างมาก เพราะเขาสามารถเดินทางข้ามเส้นพรมแดนกว่า 10 แห่ง โดยไม่มีเอกสารการระบุตัวตนอะไรเลย และในเวลาต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจก็นำตัวเขากลับไปส่งที่โรงพยาบาล ซึ่งก็อยู่ที่นี่ได้เพียงไม่นานแอนตันก็หลบหนีหายตัวเข้าไปในป่าอีกครั้ง แล้วต่อมาเขาก็ถูกพบตัวซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ได้พาเขากลับออกมาจากป่าอีก ซึ่งครั้งหลังนี้ก็ได้ทางครอบครัวของแอนตันเอง ที่บอกว่าพวกเขาได้รับแจ้งการพบเจอผ่านทางโซเชียลมีเดีย


ซึ่งเรื่องนี้มันก็มีปริศนาให้เราได้ขบคิดกันว่า แอนตัน พิลิพาคนนี้ สามารถดูแลตัวเองให้อยู่รอดปลอดภัย จากการเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในป่าอย่างไรถึงหลายครั้งหลายหน แถมยังรอดออกมาได้แบบมีคนไปพบ และที่แน่ ๆ เขาคิดอะไรถึงได้หายตัวเข้าไปในป่าแบบนั้นตั้งแต่แรก !?

---------

ต้นไม้สวัสดิกะในเยอรมนี

ภาพจาก: AtomicFact/Twitter
ในปี ค.ศ. 1992 พนักงานฝึกหัดจากบริษัทรับจัดสวนแห่งหนึ่งของประเทศเยอรมนี ได้ถ่ายภาพพื้นดินจากทางอากาศเอาไว้จำนวนหลายใบ ซึ่งหลังจากที่นำภาพกลับมาดู เขาก็พบว่าในภาพจำนวนหนึ่งนั้น มีอะไรบางอย่างแปลก ๆ ที่ไม่ใช่ว่าจะพบกันได้ง่าย ๆ โดยจุดดังกล่าวอยู่ทางตอนเหนือของย่านเซอร์นิโคว (Zernikow) ตำบลอุคามาร์ค (Uckermark) รัฐบรันเดนบวร์ก โดยภาพนี้เห็นได้ชัดเจนว่าต้นสนหย่อมหนึ่งมีลักษณะผิดปกติออกไปจากจุดอื่น ๆ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าทำไมพวกมันถึงได้เรียงตัวคล้ายเครื่องหมาย สวัสดิกะ ของลัทธินาซีได้ชัดเจนเช่นนั้น


โดยสีที่เราเห็นแปลกออกไปนี้ มันก็เป็นเพียงสิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นได้ทั่วไปตอนช่วงฤดูใบไม้ร่วง แต่กับลักษณะที่ทำให้เราเห็นก็นึกถึงเครื่องหมายของนาซีอยู่กลางป่า ถือเป็นปริศนาที่ต้องหาคำตอบให้ได้ เพราะมันก็มีความเป็นไปได้สูงว่าต้นสนเหล่านี้ถูกปลูกเอาไว้ตั้งแต่ช่วงยุคปี ค.ศ. 1938 ที่ตอนนั้นฮิตเลอร์ยังคงเรืองอำนาจอยู่ในเยอรมันก็เป็นไปได้ !



มีผู้ตั้งข้อสังเกตกันว่า ต้นไม้สวัสดิกะกลุ่มนี้อาจจะถูกปลูกขึ้นมาเพื่อใช้เป็นของขวัญวันเกิดแก่ฮิตเลอร์ หรือไม่ก็ปลูกขึ้นมาโดยคนท้องที่เซอร์นิโคว เพื่อโชว์ความสามารถในการตัดแต่งพันธุกรรม และก็มีบางคนคาดว่าเจ้าต้นสนลายสวัสดิกะที่เห็น ถูกสร้างขึ้นเพื่อแสดงความจงรักภักดีต่ออดีตผู้นำเผด็จการ หลังจากที่เขาจับตัวชาวบ้านไปกักขังยังค่ายกักกันแห่งหนึ่ง โดยในปัจจุบันก็ยังไม่มีใครสามารถให้คำตอบที่ดีที่สุดกันเลยว่า ต้นสนพวกนี้มันคืออะไรกันแน่ ? นอกจากความจริงเดียวที่น่าจะยืนยันได้ก็คือ มันเป็นสิ่งที่มนุษย์ผู้สร้างขึ้นมาแน่ๆ !


ในเวลาต่อมาต้นสนสวัสดิกะนี้ก็ถูกรื้อทำลายไปในช่วงหลังปี ค.ศ. 1995 โดยทางการตัดสินใจสั่งรื้อถอนต้นไม้ทั้งหมด แต่ถึงจะทำกันไปจนเรียบร้อยดีแล้ว เหล่าต้นสนที่งอกขึ้นมาใหม่ก็ยังคงผลัดใบออกมาเป็นรูปร่างสวัสดิกะเหมือนเดิมอยู่ดี และนั่นจึงทำให้ในเวลาต่อมาทางรัฐบาลจึงได้ให้เจ้าหน้าที่และชาวบ้าน มาช่วยกันตัดรากถอนโคนกันอีกรอบ ซึ่งเราเองก็ต้องรอดูกันต่อไปว่า ในอนาคตต้นสนพวกนี้จะกลับงอกขึ้นมาเป็นรูปสวัสดิกะเหมือนเดิมอีกหรือไม่


---------


ซากโบราณสถานเกดี


ภาพจาก: The Daily Beast

ซากโบราณสถานเกดี ถูกพบอยู่ในป่าลึกแห่งหนึ่งของประเทศเคนยาที่อยู่ใกล้กับมหาสมุทรอินเดีย สถานที่แห่งนี้มีบางคนเชื่อกันว่ามันถูกทิ้งร้าง เพราะประชากรของที่นี่เริ่มเข้าถึงอารยธรรมสมัยใหม่ นั่นจึงทำให้พวกเขาค่อย ๆ อพยพออกไปใช้ชีวิตแบบคนเมืองกันเรื่อย ๆ ซึ่งสิ่งที่ยืนยันในแนวคิดนี้ก็คือ ห้องน้ำ เพราะที่แห่งนี้มีการใช้โถส้วมกันแล้ว อีกทั้งยังมีีร่องรอยของแหล่งน้ำและถนนที่ถูกสร้างอยู่ในเมือง ซึ่งน่าจะเป็นช่วงระยะเวลาที่มีผู้คนอาศัยอยู่กันมาตั้งแต่ช่วงยุคคริสต์ศตวรรษที่ 13

หลาย ๆ สิ่งที่พบในซากเมืองแห่งนี้บอกให้เรารู้ได้ว่า กลุ่มประชากรหลักที่เคยอาศัยอยู่ที่นี่ก็คือชาวมุสลิม และนอกจากนี้ก็น่าจะยังมีชาวจีนกับชนชาติอื่น ๆ เคยอาศัยอยู่ที่นี่ด้วย โดยหลังจากเกิดเหตุบางอย่างที่ไม่คาดคิด มันก็ทำให้เมืองทั้งเมืองถูกทิ้งร้างไปในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 ซึ่งถ้าไม่นับแนวคิดที่มีนักโบราณคดีเดาเอาไว้ในตอนต้น ก็เรียกได้ว่ายังไม่มีอะไรที่บอกเราได้เลยว่า พวกเขาอพยพออกจากเมืองนี้ไปด้วยสาเหตุใดกันแน่ ?

ภาพจาก: Swahili.hypotheses.org

พอเป็นแบบนั้นก็เลยเกิดทฤษฎีขึ้นมาเพื่ออธิบายกันว่า บางทีเมืองนี้อาจถูกรุกรานโดยข้าศึก ซึ่งพวกเขาเองก็ไม่สามารถระบุได้เช่นกันว่าข้าศึกที่ว่านั้นคือพวกไหน บางท่านก็คิดว่าชาวเมืองเกดีอาจจะประสบกับสภาวะขาดแคลนน้ำและอาหาร จนในที่สุดก็จำเป็นจะต้องอพยพทิ้งบ้านเมืองไปหรือเปล่า ? แต่ทุกอย่างมันก็ล้วนแต่เป็นการคาดเดาทั้งสิ้น จนกว่าจะมีใครค้นหาบันทึกหรือเอกสารสักฉบับพบ เพื่อยืนยันสมมติฐานเหล่านี้กันสักวันเพียงเท่านั้น

---------

การหายตัวไปของโรซาลินด์ บอลิงกัล


ภาพจาก: Unknown Source

เมื่อปี ค.ศ. 1969 โรซาลินด์ บอลิงกัล เด็กสาวผมแดงฮิปปี้สัญชาติแอฟริกาใต้ อายุ 20 ปี ได้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวการ์เดนเราท์แห่งนี้ มันคือสวนพฤกษาทะเลทราย กินพื้นที่กว่า 300 ตารางกิโลเมตร มันอยู่ทางตะวันตกของจังหวัดคาเปประเทศอัฟริกาใต้

ภาพจาก: Paul Venter
โรซาลินด์กับเพื่อนอีก 2 คน ได้ตัดสินใจที่จะพักผ่อนในช่วงวันหยุดยาวกันที่นี่ ซึ่งมีข้อมูลรายงานเพิ่มเติมว่าจริง ๆ แล้ว พวกเธอใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการเสพสุราและยาเสพติดในสถานที่ ๆ เรียกว่า "ซูก้าเฮาส์" ซึ่งสิ่งนี้ก็อาจเป็นสาเหตุของเรื่องราวที่ทำให้เธอตัดสินใจออกไปเดินเล่นยังบริเวณใกล้กับป่าคนิสน่า โดยเธอได้นำคัมภีร์ไบเบิ้ลติดมือไปด้วยหนึ่งเล่ม ซึ่งหลังจากที่เธอออกไปก็ไม่มีใครได้พบเห็นโรซาลินด์กันอีกเลย


จนเวลาผ่านไป 24 ชั่วโมง ในช่วงที่ยังไม่มีใครนำเรื่องคนหายไปบอกกับเจ้าหน้าที่ ตอนนั้นก็เกิดฝนฟ้าคะนองอย่างหนัก จึงทำให้เส้นทางที่เธออาจจะทิ้งร่องรอยไว้ได้ถูกน้ำฝนชะล้างออกไป ซึ่งนั่นก็ยิ่งทำให้การตามหาตัวโรซาลินด์เป็นไปได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ และแทนที่จะมีแต่คนช่วยกันตามหาเธอ ก็ยังมีบางคนคิดทฤษฎีมาอธิบายการหายไปครั้งนี้ว่า บางทีโรซาลินด์อาจจะออกไปทำกิจกรรมเกี่ยวกับลัทธิหรือเปล่า ? เพราะมีบางคนบอกว่าจริง ๆ แล้ว โรซาลินด์เป็นส่วนหนึ่งของลัทธิที่ใช้ชื่อว่า "เดอะคอสมิคบัตเตอร์ฟลาย"
นั่นก็คือสาเหตุที่ทำให้เธอเดินทางมาปาร์ตี้ยาเสพติดกันอยู่ที่นี่ จนสุดท้ายเธอก็เลยหายสาปสูญไปแบบไร้ร่องรอย เพราะการออกไปเดินป่าช่วงเวลาที่กำลังเมายานั้น มันสามารถทำให้เธอหลงทางออกไปได้แบบคิดไม่ถึง และก็มีบางส่วนเชื่อว่าเธออาจจะประสบกับอบัติเหตุ หรือไม่ก็ถูกสังหารโดยสมาชิกของลัทธิคนอื่น ๆ ก็เป็นได้เช่นกัน


และก็ยังมีข่าวลืออื่น ๆ ออกมาอย่างเช่น บางทีโรซาลินด์อาจจะแอบหนีออกนอกประเทศ พวกเขาร่ำลือกันว่ามีคนพบเห็นเธออยู่ตามที่ต่าง ๆ บนโลกใบนี้ โดยมีคนท้องถิ่นของที่ต่าง ๆ เป็นผู้ให้ข้อมูลบอกมา ซึ่งเรื่องนี้มันก็น่าจะเป็นเพียงแค่ข่าวลือ เพราะในความเป็นจริงที่เกิดขึ้นนั้นก็คือ ไม่มีใครพบเห็นเธออีกเลยตั้งแต่วันนั้น ไม่มีใครพบร่องรอยอะไรหรือแม้กระทั่งร่างไร้วิญญาณของเธอ


ซึ่งเรื่องราวที่เรานำเสนอไปทั้งหมดนั้น มันก็ถือเป็นเพียงเศษเสี้ยวของเรื่องลี้ลับที่เกิดขึ้นกับป่าทั้งหมด ซึ่งมิติที่ 6 เองก็อยากให้ท่านผู้ชมตระหนักว่า แม้ในป่าจะมีเรื่องลี้ลับมากมาย และมันก็ไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยสำหรับให้ใครเข้าไปเดินเล่น
แต่ก็ถือเป็นสถานที่ ๆ สมควรจะอนุรักษ์ให้มีอยู่เอาไว้ เพราะธรรมชาติไม่สมควรถูกใครทำลาย ซึ่งสุดท้ายถ้ามันหายไปจากโลกใบนี้วันใด เราก็อาจไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างสุขสบายได้เหมือนในทุกวันนี้ !

"อิอิ"


หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ และอย่าลืมทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี !

แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา: Listverse

แท็ก: ปริศนาลึกลับจากป่า