ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันศุกร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2561

มิติที่ 6 ไขปริศนางานวิจัยตัดเส้นประสาททั้งหมด เพื่อให้มองเห็นในสิ่งที่มองไม่เห็น !!!



วันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560 เว็บไซต์ Spokedark.tv ได้เผยแพร่บทความน่ากลัวเรื่องหนึ่ง ตั้งหัวข้อของเรื่องเอาไว้ว่า

พูดถึงเรื่องราวการทดลองอันน่าเหลือเชื่อ ที่ทำให้มีท่านผู้ชมสอบถามกับมิติที่ 6 ผ่านทางช่องทางต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อความในแฟนเพจมิติที่ 6 บนเฟสบุค ไปจนถึงบนความเห็นใต้คลิปของเราว่าเรื่องราวนี้มันคืออะไร ? มันใช่เรื่องจริงหรือไม่ ?




มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ ในวันศุกร์สะดวกสัปดาห์นี้ เราจะเล่าเรื่องราวของงานวิจัยปริศนาชิ้นนี้ ความพยายามในการติดต่อกับพระเจ้า ของเหล่านักวิทยาศาตร์ผู้ยึดมั่นในศาสนาของพวกเขา ว่าแท้ที่จริงแล้ว... มันคืออะไรกันแน่ !?



โดยเรื่องราวนั้นมีอยู่ว่า...
Gateway


ในปี ค.ศ. 1983 มีกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่เชื่อมั่นเกี่ยวกับการมีอยู่ของพระเจ้าอย่างมากกลุ่มหนึ่ง ได้ทำการทดลองอะไรบางอย่าง อยู่ภายในสถานที่ ๆ ไม่อาจเปิดเผยได้ เหล่านักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้ได้ตั้งข้อสันนิษฐานว่า มนุษย์เรานั้นหากปราศจากการรับรู้สัมผัสทุกด้านแล้ว คน ๆ นั้นจะสามารถรับรู้ถึงการมีอยู่ของพระเจ้าได้


พวกเขาเชื่อว่าประสาทสัมผัสทั้งห้านั้น ก็คือสิ่งที่ครอบงำการเข้าถึงอันนิรันดร์ ซึ่งถ้าหากละทิ้งมันไปได้ มันก็จะสามารถทำให้มนุษย์สามารถติดต่อกับพระเจ้าผ่านทางการนึกคิด ซึ่งก็มีชายชราคนหนึ่งที่ยืนยันว่าตัวของเขานั้น หมดสิ้นแล้วกับเหตุผลที่จะต้องมีชีวิตต่อไป ได้เข้ามาเป็นอาสาสมัครในการทดลองนี้เพียงคนเดียว


โดยการลบล้างสัมผัสทั้งหมดของชายคนนี้ นักวิทยาศาสตร์จะต้องปฎิบัติการผ่าตัดอันซับซ้อน ให้กับเส้นประสาทสัมผัสทุก ๆ ส่วนที่ติดต่อกับสมอง โดยปฏิบัติการนี้จะเกิดผลกระทบกับระบบการควบคุมกล้ามเนื้อทุกส่วน เขาจะไม่สามารถมองเห็น ได้ยิน สัมผัสรสชาติ กลิ่น แม้แต่ความรู้สึก และด้วยความที่มันเป็นไปไม่ได้ที่จะสื่อสารหรือใช้ประสาทสัมผัส เขาจึงได้อยู่เพียงลำพังกับความคิดของตัวเองเท่านั้น


นั่นจึงทำให้นักวิทยาศาสตร์ต้องเฝ้ามองพฤติกรรม และคอยฟังเสียงพูด ที่เขาจะต้องเป็นผู้ตะโกนออกมาเอง ซึ่งนั่นก็จะเป็นตอนที่สมองของเขากำลังสับสน และประโยคต่าง ๆ ที่เขาพูดออกมาก็จะฟังดูผิดไปจากการพูดปกติ เพราะตัวเขาเองไม่สามารถได้ยินนั่นเอง จนเวลาผ่านไป 4 วัน ชายคนนี้ก็เริ่มพูดว่าเขาได้ยินเสียง ทั้ง ๆ ที่เขาไม่ควรจะได้ยินอะไร มันเป็นเสียงที่เขาเองก็ไม่สามารถฟังเข้าใจได้ ซึ่งบางทีมันอาจจะเป็นอาการเริ่มต้นของคนกำลังจะเป็นโรคจิต โดยเหล่านักวิทยาศาสร์เองก็ดูเหมือนยังจะไม่ให้ความสำคัญกับสิ่งที่ชายคนนี้บอก


อีกสองวันต่อมาชายคนนี้ก็เริ่มร้องไห้ และบอกว่าเขาสามารถได้ยินเสียงของภรรยาที่ตายไปแล้ว กำลังพูดให้เขาได้ยินอยู่ในหัว และนอกจากนี้เขาเองก็ยังสามารถตอบโต้กับเธอได้ด้วย นั่นจึงทำให้พวกนักวิทยาศาสตร์รู้สึกแปลกใจกับคำบอกเล่านี้ เพียงแต่พวกเขาก็ยังไม่ได้เชื่ออะไร จนกระทั่งหัวข้อการพูดคุย เริ่มมีการเอ่ยชื่อเหล่าญาติ ๆ ของนักวิทยาศาสตร์ที่ตายไปแล้ว ซึ่งชายคนนี้ได้บอกรายละเอียดต่าง ๆ ออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า อย่างเช่นข้อมูลที่มีเฉพาะคนรัก หรือพ่อแม่ของพวกเขาที่ตายไปแล้วเท่านั้นที่จะรู้ ซึ่งพอมาถึงตรงนี้มันก็ส่งผลทำให้นักวิทยาศตร์ส่วนใหญ่ เริ่มตัดสินใจขอถอนตัวออกจากการศึกษาไป
หลังจากสัปดาห์แรกของการสนทนากับกลุ่มคนตายผ่านทางความคิด ทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไปในทางลบ เขาบอกว่าตอนนี้เสียงที่ดังขึ้นมามันเริ่มจะมากจนเกินไป โดยในชวงเวลาที่กำลังตื่นอยู่นั้น จิตสำนึกของเขาก็ถูกถล่มอย่างหนัก โดยเสียงของคนมากมายที่ไม่ยอมให้เขาได้สงบใจในสภาพไร้ทุกสิ่ง เขาร้องขอยากล่อมประสาท จากเหล่านักวิทยาศาสตร์ที่เหลืออยู่ ซึ่งมันก็ทำให้เขาสามารถ หนีไปจากเสียงพวกนั้นได้ด้วยการนอน ซึ่งวิธีนี้มันก็ได้ผลอยู่สามวันเท่านั้น เพราะตอนนี้เขาก็เริ่มได้พบกับความน่าสพรึงกลัวในเวลาที่หลับด้วย และตอนนี้หัวข้อที่เขาพูดอยู่ซ้ำ ๆ ก็คือ เขาสามารถมองเห็นและได้ยินเสียงของคนตายในความฝันแล้ว


และในวันต่อมาหัวข้อการศึกษามาอยู่ตรงที่ชายคนนี้เริ่มกรีดร้อง และใช้เล็บข่วนไปที่ดวงตาอันบอดสนิทของเขา ราวกับอยากจะกลับมามองเห็นโลกจริง ๆ กันอีกครั้ง ในส่วนทางด้านจิตใจเขาบอกว่าได้ยินเสียงคนตายเริ่มส่งเสียงดังและดูไม่เป็นมิตร พูดจาออกมาแต่เรื่องราวของนรกและจุดจบของโลก และมีอยู่จุดหนึ่ง ชายคนนี้ตะโกนว่า
“ไม่มีสวรรค์ ! ไม่มีการให้อภัย !!!”
ติดต่อกันยาวนานถึง 5 ชั่วโมง ตามด้วยการร้องขอความตายให้กับตัวเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันก็ได้ทำให้พวกนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ชายคนนี้กำลังจะสามารถติดต่อกับพระเจ้าได้แล้ว


ในวันต่อ ๆ มาคำพูดทุก ๆ อย่างก็ไม่สามารถจะฟังเข้าใจได้อีกต่อไป ตอนนี้เขาดูเหมือนคนบ้า เขาเริ่มกัดแขนแล้วดื่มเลือดตัวเอง นั่นจึงทำให้พวกนักวิทยาศาสตร์ต้องรีบวิ่งเข้าไปยังห้องทดลอง รีบจับตัวเขามัดติดกับโต๊ะ นั่นจึงทำให้เขาไม่สามารถฆ่าตัวตายได้อีกต่อไป
จนเวลาผ่านไปประมาณสองชั่วโมง เขาก็ได้รับการแก้เชือกที่มัดออก ไม่มีการอาละวาดอะไรอีกต่อไป เขากลับมานั่งเฉย ๆ อยู่ในห้อง ที่ใบหน้ามีน้ำตาไหลอาบไปทั่ว และในที่สุดเขาก็หันศีรษะกลับมามอง ทั้ง ๆ ที่สายตาของเขาบอดสนิทไปแล้วแบบนั้น แต่ตอนนี้สายตาของเขากลับจ้องมองไปที่นักวิทยาศาสตร์ ราวกับว่าเขายังคงมองเห็นเป็นปกติเหมือนช่วงวันแรกของการทดลอง แล้วเขาก็พูดขึ้นมาด้วยเสียงแผ่วเบาว่า
“ผมได้คุยกับพระเจ้า พระองค์ทิ้งพวกเราไปแล้ว !”
แล้วสัญญาณชีวิตของเขาก็หยุดลง... ไม่มีอะไรสามารถระบุสาเหตุการเสียชีวิตครั้งนี้ได้


จากการติดตามผลการศึกษา ในปี ค.ศ. 2000 ของดร. จี.เอฟ. จากภาควิชาจิตวิทยาของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในซานฟรานซิสโกรัฐแคลิฟอร์เนีย ระบุผลล่าสุดของการศึกษา "โรคเสื่อมถอยทางด้านการรับรู้" ที่จะนำไปสู่อาการเห็นภาพหลอนของคนตาย เซลสมองและสารเคมีในจุดสำคัญของสมอง คือสาเหตุที่นำไปสู่การสูญเสียสัมผัสในการดมกลิ่น รวมไปถึงสัมผัสอื่น ๆ สาเหตุของโรคไม่สามารถระบุได้
โดยภาพหลอนนั้นถูกพบในกลุ่มผู้ป่วยถึง 39.8% ที่ต้องตกอยู่ในอาการสามประเภทดังนี้
  1. รู้สึกถึงการปรากฏตัวของบุคคลที่จากไป
  2. รู้สึกว่ามีคนยืนอยู่ข้าง ๆ ซึ่งถือเป็นปกติของสัตว์โลกทุกชนิด
  3. มองเห็นภาพลวงตา

โดยในคนไข้ 25.5% จากที่แยกออกมา จะมองเห็นภาพหลอนอยู่ 22.2% และมีคนไข้เกิดอาการหลอนทางหูอยู่ 9.7 % ซึ่งการศึกษานั้นยังคงดำเนินต่อไปในซานฟรานซิสโก แคลิฟอร์เนีย ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2003 ถึงปัจจุบัน


-- จบ --


เกตเวย์ออฟเดอะไมนด์ (Gateway of the Mind) คือเรื่องเล่าสยองขวัญออนไลน์หรือครีบปี้พาสต้า ที่พูดถึงกลุ่มนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่ง ที่พยายามหาทางสื่อสารกับพระเจ้าด้วยการนำชายคนหนึ่งมาทำการทดลอง โดยการผ่าตัดเอาสัมผัสทั้งห้าของของเขาทิ้งไป โดยเชื่อว่ามันเป็นการรบกวนในการติดต่อกับพระเจ้า

จนเวลาผ่านไปชายคนดังกล่าวก็เริ่มพูดกับคนที่ตายไปได้ ก่อนที่จะเริ่มพบกับสภาพความเจ็บปวดทรมาน โดยในตอนจบชายคนนี้ก็บอกกับนักวิทยาศาสตร์ว่าพระเจ้าได้ทอดทิ้งโลกไปแล้ว ก่อนที่จะเสียชีวิตไปในทันที


โดยที่มาของเรื่องนี้ถูกโพสต์ต้นฉบับเอาไว้เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 2010 บนเว็บไซต์ ครีบปี้พาสต้าวิกิ โดยสมาชิกระดับผู้ดูแลที่ใช้ชื่อว่า StabbyStab ซึ่งตัวเขาเองก็ไม่ได้บอกว่านำเรื่องนี้มาจากไหน และตั้งชื่อเรื่องจากชื่อจากภาพยนตร์เชิงการศึกษาของอเมริกาว่า "Gateways to the Mind" ที่ออกฉายเมื่อช่วงปี ค.ศ. 1958 โดยดัดแปลงเพียงคำว่า ทูเดอะมายน์ มาเป็นคำว่า ออฟเดอะมายน์


กดเพื่อเข้าดูเนื้อเรื่องของ StabbyStab

โดยหลังจากที่เรื่องนี้ถูกโพสต์มาได้ 2 ปี วันที่ 15 กรกฎาคม ค.ศ. 2012 ก็มียูทูปเบอร์ชื่อ creepypaste ได้โพสต์คลิปวิดีโอชื่อ Gateway of the Mind และได้พิมพ์เนื้อเรื่องทั้งหมดเอาไว้ที่ส่วนรายละเอียด โดยเปิดหัวประเด็นเอาไว้ว่า I HAVE SPOKEN TO GOD, AND HE HAS ABANDONED US. ซึ่งมันก็คือประโยคของชายในเรื่องเล่าที่ได้พูดเอาไว้ก่อนที่จะเสียชีวิต ตามด้วยเรื่องราวที่มิติที่ 6 ได้เล่าไปแล้วนั่นเอง

เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ
ซึ่งคลิปนี้สามารถทำยอดผู้เข้าชมมาจนถึงปัจจุบันไปแล้วมากกว่า 185,000 วิวเลยทีเดียว โดยหลังจากการค้นหาว่าคลิปประกอบการเล่าเรื่องของยูทูเบอร์ท่านนี้ ได้นำคลิปของใครมาใช้ประกอบการเล่ากันแน่ เราก็พบว่าแท้ที่จริงแล้วมันคือคลิปการแสดงเชิงศิลปะของ Olivier de Sagazan ศิลปินชาวฝรั่งเศส ในชื่อว่า Transfiguration - performance Olivier de Sagazan เอามาตัดต่อให้เป็นภาพขาวดำโทนมืด ๆ นั่นเอง

เวอร์ชั่นต้นฉบับ


ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ในเวลาต่อมา Gateway of the Mind ได้ขึ้นแท่นเป็นเรื่องยอดฮิตติดอันดับท้อปเท็นของเว็บไซต์ครีปปี้พาสต้าวิกิมาจนถึงทุกวันนี้


ส่วนในประเทศไทยนั้น เว็บไซต์ Spokedark.tv ได้นำเรื่องนี้มาเสนอไว้เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560 ที่เพิ่งผ่านมา โดยตั้งหัวข้อของเรื่องเอาไว้ว่า...




ซึ่งแม้รายละเอียดจะมีที่แตกต่างกันอยู่บ้าง แต่ใจความโดยรวมแม้แต่ประโยคเด็ด “ผมได้คุยกับพระเจ้า พระองค์ได้ทิ้งพวกเราไปแล้ว !” ก็ตรงกับเรื่องราวที่เรานำมาเล่านี้ และท้ายบทความก็ยังก็ได้นำคลิปชื่อ Portal de la mente ของ VampiroFumador มาใช้ประกอบการเล่าด้วย ซึ่งเรื่องดังกล่าวก็คือเวอร์ชั่นภาษาสเปนนั่นเอง !!!


เวอร์ชั่นภาษาเสปน


นั่นจึงทำให้เราต้องกลับมาพูดวลีเดิม ๆ กันอีกครั้ง ว่าถ้าหากมีใครนำเรื่องราวเกี่ยวกับงานวิจัยปริศนา การตัดเส้นประสาทรับรู้ทั้งหมดเพื่อให้มองเห็นสิ่งที่มองไม่เห็น มาเล่าสู่กันฟังในวงสนทนา มิติที่ 6 ก็อยากจะบอกกับท่านผู้ชมว่า ขอจงอย่าได้ไปทำอะไรที่จะทำให้การเล่านั้นต้องหยุดชะงักไปจะดีเป็นที่สุด นั่นก็เป็นเพราะว่าความจริงนั้น มันช่างไม่มีเสน่ห์... เอาเสียเลย !

"อิอิ"

แล้วอย่าลืมติดตามรายการมิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ พร้อมกับที่มาของมันกันได้ทุกวันศุกร์สะดวก และหลังจากจบรายการแล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ และอย่าลืมทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี !


แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา:
Creepypasta Wiki - Gateway of the Mind
Youtube - Transfiguration - performance Olivier de Sagazan (ต้นฉบับ)
Youtube - Gateway of the Mind (เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ)
Youtube - Portal de la mente (เวอร์ชั่นภาษาสเปน)

แท็ก: Gateway of the Mind

วันพุธที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2561

มิติที่ 6 | เปิดปม 10 ตำนานยานพาหนะอาถรรพ์จากทั่วโลก กับเรื่องจริงที่ถูกซ่อนอยู่เบื้องหลัง !




"ยานพาหนะ" คือสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการเดินทาง มันทำงานจากการควบคุมของมนุษย์ ที่ในบางครั้งก็ต้องเกิดเหตุขัดข้องกันบ้าง ซึ่งผลที่ตามมาก็คืออุบัติเหตุ ทั้งแบบที่เกิดเบา ๆ ไปจนถึงหนักระดับเสียชีวิต
ซึ่งถ้ามันร้ายแรงกันระดับนั้น ก็ย่อมมีตำนานเล่าขานตามมาเช่นกันว่า บางทีพวกมันอาจต้องคำสาป หรือมีอาถรรพ์จากวิญญาณเจ้าของที่ไม่ยอมไปเกิดใหม่ ยังคงสิ่งสู่อยู่กับของรักของพวกเขา แล้วปรากฎร่างออกมาให้ผู้คนได้พบเห็น !

กดเพื่อดูคลิปที่นี่

มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะขอพาท่านไปรู้จักกับยานพาหนะต้องสาปอาถรรพ์  เรื่องราวของผู้คนที่ต้องตายไปก่อนเวลาอันควร กับเรื่องจริงของมันที่เกิดขึ้นก่อนจะกลายมาเป็นตำนานยุคใหม่ ว่าจริงๆ แล้ว... มันคืออะไรกันแน่ !?



เครื่องบิน Eastern Airlines Flight 401

ภาพจาก: Wikimedia
โดยเรื่องแรกที่เราจะเล่าให้ได้รับทราบนั้นก็คือเรื่องของ "เครื่องบินไฟลท์ 401 ของสายการบินอีสเทิร์นแอร์ไลน์" เป็นเครื่องบินระดับ 3 ดาว ที่ประสบอุบัติเหตุในช่วงเดือนธันวาคม ค.ศ. 1972 ตกลงไปในบึงแห่งหนึ่งของรัฐฟลอริด้า ประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้โดยสาร 101 รายเสียชีวิตทั้งหมด รวมถึงนักบินชื่อ โรเบิร์ต (บ็อบ) ลอฟท์ และวิศวกรประจำเครื่องที่ชื่อ โดนัล (ดอน) รีโพ

โรเบิร์ต (บ็อบ) ลอฟท์, เบิร์ท สต็อกสติล และ โดนัล (ดอน) รีโพ /ภาพจาก: Ocultos
โดยอุบัติเหตุครั้งนี้ได้กลายมาเป็นเรื่องราวน่ากลัวสยองขวัญทันที ซึ่งเรากำลังหมายถึงมันไม่ใช่แค่เรื่องราวการตกของมัน แต่ยังมีเรื่องเล่าชวนขนหัวลุกตามมาด้วย เพราะในภายหลังทางสายการบินได้ตัดสินใจ นำชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่ยังพอใช้ได้จากเครื่องบินลำนี้ กลับมาติดตั้งใช้งานต่อไปในเครื่องบินลำใหม่ เพื่อประหยัดต้นทุนในการบริหารจัดการ


มีเจ้าหน้าที่บนเครื่องบินลำใหม่บางคนยืนยันว่าเห็นวิญญาณของบ็อบและดอน ปรากฏออกมาให้เห็นราวกับว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่ พวกเขาเห็นวิญญาณของทั้งสองกำลังนั่งอยู่ที่บริเวณที่นั่งผู้โดยสาร บางรายก็บอกว่าเห็นพวกเขากำลังนั่งพูดคุยอยู่กับผู้โดยสารคนอื่น ๆ ซึ่งวิญญาณของกัปตันและวิศวกรก็นั่งคุยกับผู้โดยสารบนเครื่องราวกับว่ายังคงทำงานกันอยู่ พอเจ้าหน้าที่ดูแลการบินตัวจริงเดินเข้าไปหา เธอก็ต้องถึงกับหัวใจร่วงหล่นไปที่ตาตุ่ม เพราะกัปตันกับวิศวกรลึกลับทั้งสอง ได้หายตัวไปต่อหน้าต่อตาทุกคนที่อยู่บริเวณนั้นทันที
ซึ่งนอกจากเรื่องนี้ก็ยังมีรายงานระบุว่า วิญญาณของดอนที่เป็นวิศวกรประจำเครื่องที่ตายไป ยังคงปรากฏกายให้ได้เห็นอยู่ในรูปแบบเดิมอีกหลายครั้งหลายหน มีคนพบวิญญาณของเขากำลังอยู่ในห้องเครื่องเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยก่อนขึ้นบิน มีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งได้เห็นใบหน้าของดอนปรากฏขึ้นในเตาอบอาหารบนเครื่อง ซึ่งก็แน่นอนว่าเตาอบดังกล่าวก็คือหนึ่งในอุปกรณ์จากไฟลท์ 401 ที่นำกลับมาติดตั้งใช้บนเครื่องบินลำใหม่
กัปตันบนเครื่องบินลำใหม่ได้เล่าประสบการณ์น่าขนลุกว่า ก่อนที่เครื่องบินจะออกเดินทาง เขาเห็นดอนกำลังมองเขาอยู่ตรงที่นั่งคนขับข้าง ๆ ดอนหันหน้ามาคุยกับเขาว่า ให้ระวังไฟที่กำลังไหม้อยู่บริเวณตัวเครื่องด้วย ซึ่งเหตุการณ์นี้มีพยานอยู่ในที่เกิดเหตุเห็นพร้อมกันถึง 3 คน และที่น่าขนลุกไปกว่านั้นก็คือ หลังจากที่ดอนพูดเตือนจบก็หายตัวไปต่อหน้าต่อตาทุกคน และที่ห้องเครื่องก็เกิดเหตุไฟไหม้ขึ้นมาทันทีเช่นกัน โดยเหตุไฟลุกที่ห้องเครื่องนี้ก็ได้ทำให้เที่ยวบินดังกล่าวถึงกับต้องยกเลิก เพื่อตรวจสอบความปลอดภัยกันใหม่

โดยเรื่องเล่าขานทั้งหมดนี้ ทางสายการบินอีสเทิร์นแอร์ไลน์ก็ไม่ได้ออกมาให้ความเห็นแต่อย่างใด นั่นจึงทำให้เรื่องเล่าผีของไฟลท์ 401 ได้กลายมาเป็นตำนานเล่าขานกันอยู่ภายในบริษัทนี้ และนอกจากเรื่องเล่าที่เกิดในเครื่องบิน ก็ยังมีข่าวลือออกมาอีกว่า ประธานบริษัทสายการบินเองก็ยังได้เคยพบกับวิญญาณผู้เสียชีวิตมาแล้วกับตา

ข้อมูลสรุปของ NTSB ก่อนเครื่องบินตก
(ภาพจาก: libraryonline.erau.edu)
ภาพจาก: Pinsdaddy

แต่ทีนี้ทางจิตแพทย์ที่สนใจเรื่องนี้ ก็ได้ออกมาให้ความเห็นเหมือนกันว่า บางทีเรื่องเล่าทั้งหมดที่เกิดขึ้น มันอาจมาจากความกลัวของจิตใต้สำนึก ที่พนักงานใหม่บนเครื่องใหม่ เขาคงพอทราบกันว่าของใช้หลาย ๆ อย่าง มันเป็นของรีไซเคิลจากเครื่องไฟลท์ 401 หรือเปล่า ? แล้วทีนี้พอไม่อยากใช้ของเหล่านี้ขึ้นมา ก็เลยพาลหาเรื่องให้ทางบริษัทรีบเปลี่ยนเอาของใหม่มาใช้ไว ๆ ก็เป็นไปได้เหมือนกัน


ภาพยนตร์เรื่อง The Ghost of Flight 401
ซึ่งเรื่องเล่าทั้งหมด ก็ได้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ออกฉายในปี ค.ศ. 1978 ในชื่อเรื่อง The Ghost of Flight 401 ที่ใครอยากลองชมก็สามารถกดไปที่ลิงก์ได้นะครับ
ที่มา: Near Death และ Wikipedia


----------


แบล็คโวลก้า (Black Volga)

ภาพจาก: Freeoboi
ช่วงยุคปี ค.ศ. 1960 และ 70 นอกจากประชากรของสหภาพโซเวียตจะกังวลใจเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจแล้ว ยังมีอีกเรื่องคือความไม่ปลอดภัยในชีวิต นั่นก็คือข่าวร่ำลือที่น่ากลัวสยองขวัญเกี่ยวกับรถยนต์ที่มีชื่อว่า แบล็คโวลก้า !

ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นเจ้าของรถ นอกจากข่าวลือบอกว่าน่าจะเป็นนักบวช บางคนบอกว่าน่าจะเป็นแม่ชี บางคนก็คิดไปไกลว่าคนขับแบล็คโวลก้าน่าจะเป็นผู้รับใช้ซาตาน และก็มีบางคนคิดไปไกลกว่านั้น โดยพูดกันระดับที่ว่าซาตานต่างหากที่มาขับรถคันนี้

แบล็คโวลก้า คือรถยนต์ยี่ห้อโวลก้าสีดำขอบขาว ติดผ้าม่านบดบังภายในรอบทั้งคัน ซึ่งก็จะมีบางครั้งที่มีคนมองเห็นทางตรงกระจกหลังว่า คนขับมีเขาอยู่บนศีรษะด้วย


พวกเขาร่ำลือกันว่า เด็ก ๆ ที่เข้ามาใกล้มันจะถูกจับขึ้นรถไปสังหารที่ไหนสักแห่ง เพราะในช่วงเวลานั้นก็เคยเกิดคดีเด็กหายตัวไป ซึ่งในเรื่องเล่ายังพูดอีกว่า หลังจากเด็กหายไปศพของพวกเขาจะถูกพบภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง ส่วนเด็กที่หาตัวไม่พบ ชาวบ้านก็คิดว่าน่าจะถูกลักพาตัวไปขายให้กับเศรษฐีในประเทศห่างไกลที่ไหนสักแห่ง เพื่อนำเลือดของเด็กไปใช้รักษาโรคลูคีเมีย ไม่ก็นำอวัยวะภายในไปขายต่อให้กับโรงพยาบาล
ตำนานเรื่องเล่าของแบล็คโวลก้าถูกลือออกไปเป็นวงกว้างในประเทศต่าง ๆ ตั้งแต่ รัสเซีย เบลารุส ยูเครน โปแลนด์ และมองโกเลีย ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยมีหลักฐานเชิงประจักษ์ ทุกเหตุการณ์ที่เล่ามาก็ไม่มีใครยืนยัน ไม่มีแม้แต่ผู้กล้าคนไหนกล้าออกมาบอกว่าไม่ใช่เรื่องจริง นอกจากข้อเท็จจริงเดียวก็คือ รถยนต์ยี่ห้อโวลก้านั้นเป็นรถที่ถือว่ามีราคาแพงที่สุด ที่มีจำหน่ายในสหภาพโซเวียตช่วงนั้น และเจ้าของรถพวกนี้ ก็ล้วนแต่เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูง ไปจนถึงนักการเมืองของสหภาพโซเวียตเลยทีเดียว
ที่มา: Books.google.co.uk และ Wikipedia


----------


ลูกธนูสีเงิน (Silverpilen)
 

คลิปจาก: Jeff T
ในกรุงสต็อกโฮล์มเมืองหลวงอันแสนสงบสุขและรุ่งเรืองของประเทศสวีเด็น ได้ซ่อนเรื่องราวความลับอันดำมืดอยู่ในระบบรถไฟใต้ดินของพวกเขา มันคือเรื่องราวตำนานรถไฟขบวนสีเงินอันเงางาม รถไฟผีที่ถูกขนานนามว่า ซิลเวอร์พิลเลน ที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ลูกธนูสีเงิน !
มันแอบซ่อนอยู่ที่ไหนสักแห่งในระบบรางใต้ดิน เที่ยวแวะจอดไปตามสถานีต่าง ๆ แบบไม่เจาะจง บางครั้งภายในตู้โดยสารก็ไม่มีใคร แต่บางครั้งก็มีผู้โดยมากมายแออัดกันอยู่เต็มตู้เหมือนกัน ซึ่งผู้โดยสารเหล่านั้นถูกยืนยันว่าไม่ใช่มนุษย์ พวกมันเป็นผี ! ซึ่งถ้าหากคุณโชคร้ายหลงขึ้นไปอาจจะได้ไปยังจุดหมายที่ชื่อสถานีคิมลิ่ง สถานีแห่งความตายที่มีอยู่จริง และในปัจจุบันได้ถูกทิ้งร้างไป ไม่ก็อาจได้เดินทางแบบเที่ยวเดียว เพื่อกลับไปยังโลกอดีตกาลที่อาจจะไกลออกไปไม่กี่สัปดาห์ ไปจนถึงไกลกว่านั้นเป็นหลายสิบปี


ซึ่งรถไฟขบวนซิลเวอร์พิลเลนนี้ก็ไม่ได้จะมีแต่เฉพาะเรื่องเล่า มันมีอยู่บนโลกจริง ๆ มันคือรถไฟที่หัวรถจักรเป็นสีเงินเงางาม ตัวถังทำจากอลูมีนัม 8 ชนิด ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพียงคันเดียว และจะออกวิ่งเพื่อใช้สมทบกับขบวนปกติในชั่วโมงเร่งด่วน

ภาพจาก: Bussmicke

ซึ่งนั่นก็คือเรื่องราวจริง ๆ ในอดีต เพราะปัจจุบันซิลเวอร์พิลเลนถูกปลดระวางไปแล้ว นั่นจึงทำให้ในตัวขบวนรถเองไม่เคยมีป้ายโฆษณาหรือป้ายส่งเสริมการขายใด ๆ ถูกติดตั้งหรือเคยมีร่องรอยการติดตั้งมาก่อน และมันก็ไม่เคยถูกย้อมสีใหม่ สีเงินอันเฉิดฉายของมันก็เลยยังคงอยู่เหมือนเดิม ซึ่งวันไหนมันถูกนำมาวิ่งบนราง ก็จะทำให้ชาวเมืองที่ไม่เคยพบมันมาก่อน ต้องรู้สึกอกสั่นขวัญกระเจิง ที่จู่ ๆ ก็มีรถไฟแปลก ๆ วิ่งผ่านสถานีของพวกเขาไป

ก่อนที่จะต้องปลดระวางกันจริง ๆ ในปี ค.ศ. 1996 ซิลเวอร์พิลเลนก็ได้ทำงานของมันในฐานะรถไฟท่องเที่ยวจนถึงวันสุดท้าย ซึ่งพอมันไม่ได้วิ่งจริง ๆ แล้วนี่แหละ ข่าวลือเกี่ยวกับเรื่องราวสยองขวัญ ถึงได้พึ่งถูกเล่ากันออกมา โดยต้นเรื่องแรกก็เริ่มมาจาก มีเหล่าคนงานในระบบรถไฟใต้ดินเก่าเห็นมันยังคงวิ่งหลอกหลอนกันในแบบเรื่องเล่าข้างต้นนั่นเอง


ซึ่งมันก็ทำให้เราคิดถึงเรื่องเล่าเก่า ๆ ของไทย ชื่อ รถไฟวิ่งหายเข้าไปในอุโมงค์ 42 ปี และ รถไฟผีแห่งโพลตาวา ต้นฉบับที่แท้จริงของรถไฟหายไปในอุโมงค์ 42 ปี !!! ซึ่งมิติที่ 6 ได้เคยนำเสนอไปแล้ว แบบนี้เราก็เลยอยากจะเปลี่ยนบรรยากาศ พาไปรู้จักเรื่องของรถเมล์ผีกันบ้าง
ที่มา: Silverpilen และ Wikipedia
----------


รถเมล์ผีสิงแห่งกรุงลอนดอน

ภาพจาก: Francisco Mula

ในปี ค.ศ. 1934 ผู้ขับขี่ยวดยานพาหนะของกรุงลอนดอนได้พบกับเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้นมาแถวบริเวณเคมบริดจ์การ์เด็น มันคืออุบัติเหตุรถยนต์คันหนึ่งเสียหลัก วิ่งชนกำแพงจนเกิดระเบิดขึ้นมา ชายเจ้าของรถเสียชีวิตไปอย่างน่าอนาถ สาเหตุการเกิดก็ไม่มีใครสามารถระบุได้ชัดเจน มีพยานจำนวนมากที่ออกมามุงดูเหตุการณ์ยืนยันว่า สาเหตุที่ทำให้รถยนต์คันนี้พุ่งชนกำแพงมาจาก รถเมล์ผีแห่งลอนดอน !
ว่ากันว่ารถเมล์ผีคันดังกล่าว ถูกพบเห็นโดยชาวเมืองลอนดอนในช่วงยุคปี ค.ศ. 1930 มาจนถึง ค.ศ. 1990 รถเมล์ผีสีแดงสองชั้นติดหมายเลขประจำตัวรถเป็นเลข 7 มักปรากฏตัวขึ้นมาในช่วงเวลาตีหนึ่งสิบห้านาที ส่งเสียงเครื่องยนต์ดังไปทั่วท้องถนน สร้างความน่าสะพรึงกลัวให้กับผู้คนที่ขับยวดยานอยู่ในบริเวณนั้น ไฟในรถไม่เคยถูกเปิด คนขับรถเป็นใครก็เลยมองไม่เห็น จริง ๆ ต้องบอกว่าไม่มีคนขับถึงจะถูก
นั่นคือสาเหตุที่ทำให้ผู้ขับขี่ที่มองเห็นมันต้องตกใจจนทำให้รถเสียหลัก เพราะกลัวว่าจะถูกมันพุ่งชนจนต้องหักพวงมาลัยกระทันหัน ซึ่งตำนานของรถเมล์ผีคันนี้ก็ถูกเล่าออกไปแบบไม่ยึดติดกับสถานที่ เพราะทุกแห่งก็ล้วนพูดถึงมันหลังจากที่ถนนบริเวณนั้นเกิดอุบัติเหตุที่ไม่สามารถหาคำตอบได้


ซึ่งมันก็ทำให้เรานึกถึงตำนานรถเมล์อาถรรพ์สายหนึ่ง ที่ยิ่งทอดยาวไปครึ่งกรุงเทพแบบไม่เต็มใจวิ่ง แต่เราก็ต้องปล่อยวางเอาไว้ แล้วไปดูเรื่องต่อไปดีกว่า
ที่มา: Haunted London และ Theghostbustours

----------


เครื่องบินผีปิ๊พโป้ (Pippo)

ภาพประกอบเท่านั้น
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ประชากรอิตาเลียนต้องต่อสู้ดิ้นรนเอาตัวรอด จากภาวะสงครามที่รุกคืบเข้ามาเต็มพื้นที่ แต่ถึงกระนั้นมันก็ยังมีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ประชากรทางภาคเหนือของอิตาลี ต้องได้รับความหวาดกลัวแบบขั้นสุดที่มากกว่าภาวะความอดอยาก มันก็คือบางสิ่งที่บุกเข้ามาทำร้ายพวกเขา ซึ่งบางสิ่งที่ว่านั้นก็คือ เครื่องบินปริศนาที่ถูกเรียกขานกันว่า ปิ๊พโป้ (Pippo) !


ไม่มีใครรู้ว่าปิ๊พโป้มาจากไหน ไม่มีใครรู้ว่ามันเป็นเครื่องบินชนิดใด แม้กระทั่งใครขับก็ไม่มีใครสามารถให้รายละเอียดได้ มันจะโผล่มาให้เห็นแบบไม่ทันตั้งตัว ผู้คนลือกันว่ามันจะยิงปืนกลใส่ผู้คนที่โชคร้ายยืนอยู่ในระยะกระสุนของมัน และสิ่งเดียวที่จะทำให้เรารู้ว่ามันกำลังมาก็คือเสียงสัญญาณดังปิ๊บ ๆ ที่น่าจะดังมาจากส่วนตัวเครื่องยนต์ของเครื่องบินลำนี้ และทุกครั้งที่มันมาก็คือช่วงเวลากลางคืนหลังจากดวงอาทิตย์ตกไปแล้วทั้งสิ้น
ทุกคนหวาดกลัวเจ้าปิ๊บโป้ เพราะมันมักจะปรากฏตัวขึ้นมาอย่างกระทันหันเสมอ พวกชาวบ้านต่างพากันปิดไฟเมื่อได้ยินเสียงของมัน เพราะถ้าไม่ทำแบบนั้น ปิ๊พโป้ก็จะกราดยิงเข้าใส่บ้านของพวกเขาทันที


นอกจากปืนกล ปิ๊พโป้ก็ยังมีอาวุธอันตรายอีกหลายอย่าง เช่น ระเบิดปากกา ลูกกวาดเคลือบยาพิษ ระเบิดร้ายแรงต่าง ๆ ที่เวลามันรู้สึกเบื่อทีไรก็จะเปิดฉากทิ้งระเบิดเพลิงเข้าใส่ฟาร์มของผู้คนอยู่เสมอ


ซึ่งตำนานของเครื่องบินปิ๊พโป้เรื่องนี้ จะมีลักษณะคล้ายกับตำนานบูกี้แมนอยู่พอสมควร โดยนักประวัติศาสตร์ต่างก็มองว่ามีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่เบื้องหลังตำนานเรื่องนี้ เพราะในความเป็นจริงเจ้าเครื่องบินปิ๊พโป้ ก็น่าจะเป็นหนึ่งในซีรีย์เครื่องบินรูปแบบเดอฮาวิลแลนด์โมสควิโต้ ที่จะมีเสียงเครื่องยนต์ดังออกมาใกล้เคียงกับเรื่องเล่านี้อย่างมาก โดยเครื่องบินรุ่นนี้ มักจะออกบินไปตามย่านชนบทตอนกลางคืนอยู่เสมอ

และในปัจจุบันเจ้าเครื่องบินปีศาจปิ๊พโป้ ก็ได้ถูกฝังรางลึกเข้าไปอยู่ในสมองชาวเมืองทางเหนือของอิตาลีกันไปเรียบร้อย เพราะล่าสุดเรื่องที่ยังคงถูกเล่านั้นก็คือช่วงยุคปี 90 ที่ผ่านมาไม่นานนี้เอง


ซึ่งเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริง หรือเป็นเพียงเรื่องเล่าให้ชาวบ้านรีบเข้าบ้านปิดไฟ เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกกองบินต่างชาติ บุกเข้ามาทำอันตรายกับพวกเขาหรือเปล่า ? เพราะก็ต้องไม่ลืมเช่นกันว่าช่วงที่เกิดเรื่องนั้นมีสงครามโลก ซึ่งพอคิดได้แบบนั้นเราก็เลยอยากให้มาดูเรื่องเบา ๆ กันบ้าง
ที่มา: Jstor และ Wikipedia

----------


รถสยองขวัญแห่งเคปทาวน์ (The Jumping Car Of Cape Town)
Renault
ภาพประกอบเท่านั้น
ซึ่งมันก็คงไม่ใช่สัญญาณที่ดีเลยถ้ารถของเราจะติดเครื่องแล้ววิ่งออกไปเองได้ และที่เมืองเคปทาวน์ ประเทศอัฟริกาใต้ก็มีอยู่ครอบครัวหนึ่งพร้อมกับแขกที่มาเยี่ยม ได้พบกับสิ่งที่ยากเกินกว่าจะรับได้ เมื่อในกลางดึกคืนหนึ่งพวกเขาต้องสะดุ้งตื่นพร้อม ๆ กันเพราะได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง ร้องคำรามดังก้องจนนอนต่อไม่ได้
ทุกคนจึงรีบวิ่งออกมาดูหน้าบ้าน ก็พบว่ารถยนต์เรโนลท์ของแขกคนหนึ่ง กำลังกระโดดเด้งดึ๋งไปทั่วสนามหญ้าหน้าบ้าน แล้วก็หยุดนิ่งสงบลงไป หลังจากที่พุ่งเข้าชนรั้วอย่างจัง ในเบื้องต้นทุกคนคิดว่า มันน่าจะมีหัวขโมยพยายามจะลักรถแน่ ๆ แต่พอเข้าไปดูในรถ ก็ปรากฏว่าไม่มีใครอยู่ในนั้น


พอตรวจสอบไปรอบรั้วบริเวณก็ไม่พบว่ามีร่องรอยของการงัดแงะ ตัวรถก็ถูกล็อกเอาไว้ ที่หน้าต่างก็ปิดกระจกด้วย เบรกมือก็ยังคงถูกล็อกคาอยู่ นั่นจึงทำให้ทุกคนเปลี่ยนใจ แล้วมาสรุปว่าบางที เจ้ารถคันนี้มันน่าจะขยับตัวได้ขึ้นมาเอง


พอเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาถึงพวกเขาก็ไม่อยากจะเชื่อกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น ยังไม่ทันจะคิดทำอะไรเจ้ารถยนต์เรโนลท์คันเดิมก็ร้องคำรามเสียงดัง และติดเครื่องขึ้นมาเองอีกครั้งแถมยังกระโดดเด้งดึ๋งถอยหลังไปจนชนต้นไม้ใหญ่ ก่อนที่เครื่องมันจะดับลงไปอีกรอบ


ภายหลังจากการสอบสวนทางบริษัทเรโนลท์ผู้ผลิตรถยนต์ยี่ห้อนี้ ก็ได้ออกมาอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเขาบอกว่าสาเหตุมันน่าจะมาจากระบบสตาร์ทรถขึ้นสนิม แต่ถึงจะบอกแบบนั้นพวกเขาก็ไม่สามารถอธิบายถึงเสียงคำรามแปลก ๆ ที่ดังออกมาจากตัวรถได้อยู่ดี


นั่นจึงทำให้ผู้คนเริ่มลือกันว่า บางทีเจ้ารถคันนั้นมันคงอาจถูกวิญญาณร่อนเร่นึกสนุกเข้ามาสิงอยู่ในรถกันหรือเปล่า ? ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นจริง ๆ วิญญาณเหล่านั้นจะทำให้รถมันกระโดดไปมาทำไมกัน ?
ที่มา: JalopnikWeb.archive.org และ Carmag.co.za


----------

รถไฟอาถรรพ์ของอับราฮัม ลินคอล์น

tracks
Unknown Source
อีกหนึ่งเรื่องเล่านี้ก็คือเรื่องราวอันโด่งดังเกี่ยวกับยานพาหนะของประวัติศาสตร์ชาติอเมริกา มันคือหัวรถจักรไอน้ำผีสิง ที่มีเรื่องราวร่ำลือกันว่าทุก ๆ เดือนเมษายนเจ้าหัวรถจักรเครื่องนี้จะออกวิ่งไปตามรางผ่านเมืองถึง 180 เมืองเลยทีเดียว


เป็นเรื่องราวของรถไฟเที่ยวสุดท้ายของท่านอดีตประธานาธิบดี อับราฮัม ลินคอล์น ซึ่งสำหรับผู้ที่เคยติดตามมิติที่ 6 มา ก็จะทราบกันดีว่าท่านอับราฮัม ลินคอล์นนั้น คือหนึ่งในผู้ที่พบประสบเหตุการณ์เหนือธรรมชาติอยู่หลายหน เช่นเรื่องราวของดอพเพลแกงเกอร์ในกระจกที่เราเคยเล่าไว้ และเรื่องราวที่ถูกแต่งขึ้นมาโดยใช้ท่านเป็นตัวเอกปราบแวมไพร์ในภาพยนตร์ ก็ยังสามารถทำเงินเข้ากระเป๋าค่ายหนังกันไปยกใหญ่

"อับราฮัม ลินคอล์น" กับรถไฟปริศนา
แต่กับเรื่องรถไฟผีนี้มีผู้คนยืนยันว่าในขบวนรถไฟที่ว่ามีผีปรากฏตัวขึ้นมาให้เห็น โดยในช่วงเวลาที่เห็นนั้นนาฬิกาทุกชนิดจะหยุดเดิน แต่ก็ไม่มีรายงานใดบอกว่า จะมีคนเห้นวิญญาณของท่านอับราฮัม ลินคอล์น นอกจากระบุว่าร่างของท่านถูกห่อไว้ด้วยธงชาติ บรรจุในโลงศพอยู่บนรถไฟขบวนนี้ ซึ่งชาวบ้านต่างก็ลงความเห็นว่า วิญญาณมากมายที่พวกเขาเห็นนั้น น่าจะเป็นเหล่าวิญญาณองครักษ์ที่สวมเครื่องแบบทหาร คอยอารักขาไม่ให้ผีร้ายเข้ามาทำไมดีกับท่านอับราฮัมแน่ ๆ
พวกชาวบ้านเล่ากันว่า รถไฟจะค่อย ๆ วิ่งฝ่าหมอกหนาสีดำ ส่งผลให้บรรยากาศโดยรอบเย็นลงจนหนาวเหน็บ ซึ่งก็น่าจะเป็นเพราะว่ามีวิญญาณมากมายล้อมรอบขบวนรถไฟอยู่ ตลอดเส้นทางอันยาวไกลถึง 2,700 กิโลเมตร


ซึ่งในความเป็นจริงนั้นรถไฟขนศพของท่านประธานาธิบดีก็ถือว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงแน่ ๆ เพียงแต่มันไม่เคยวิ่งไปตามเส้นทาง ที่เรื่องเล่าได้ระบุที่หมายเอาไว้ก็คือเมืองสปริงฟิลด์รัฐอิลินอยซ์กันแต่อย่างใด

ซึ่งพอบันทึกของจริง มันกลายเป็นคนละเรื่องกับเรื่องเล่าแบบนี้… เราก็คงต้องรีบมาดูเรื่องต่อไปกันดีกว่า
ที่มา: Yahoo.com และ Web.archive.org
----------
รถยนต์อาถรรพ์ของฟรานซ์ เฟอร์ดินานด์

Graft Und Strift
บริษัทกราฟแอนด์สติฟท์คือหนึ่งในฮีโร่ที่ไม่เคยประสบความสำเร็จในวงการยานยนต์ เพราะช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 รถยนต์ของพวกเขาเคยได้รับการต้อนรับระดับหนึ่งในกลุ่มลูกค้าที่มีชื่อเสียง และก็เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ในเวลาต่อมา อาร์คดุค ฟรานซ์ เฟอร์ดินานด์ ที่ถือเป็นคนสำคัญของบริษัทได้มาถูกลอบสังหารตายไปเสียก่อน
"ฟรานซ์ เฟอร์ดินานด์"


โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับชายคนนี้ ก็ถือเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่เคยรักษาสัมพันธภาพอันดีในกลุ่มประเทศยุโรป และถือเป็นหนึ่งในสาเหตุการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่ทุกคนรู้ว่าสาเหตุการลอบสังหารครั้งนี้ มันมีความเกี่ยวข้องทางการเมืองอยู่ เพียงแต่เราก็ไม่อยากจะมุ่งไปที่ประเด็นดังกล่าว เพราะมันยังมีเรื่องราวสยองขวัญอีกด้านที่พวกเขาไม่ทันได้คาดคิด เรื่องราวเกี่ยวกับภูตผีวิญญาณต่างหากที่เรากำลังจะพูดถึงกันตรงนี้

"ฟรานซ์ เฟอร์ดินานด์" ในรถคันดังกล่าว

โดยในตำนานนั้นเล่าว่ามีรถยนต์ของเขาอยู่คันหนึ่ง ที่ผลิตขึ้นมาในปี
ค.ศ. 1910 ซึ่งคือยี่ห้อกราฟแอนด์สติฟท์ดับเบิลเฟตั้น ที่มันได้สร้างเหตุการณ์น่ากลัวสยองขวัญให้กับผู้ที่ได้เป็นเจ้าของ ให้ต้องพบกับชะตากรรมอันน่าเศร้ากันไปในแต่ละราย

โดยในระยะเวลา 12 ปี รถยนต์คันนี้ได้เปลี่ยนมือไปอยู่กับเจ้าของใหม่ถึง 15 ราย และในช่วงเวลาดังกล่าวมันก็ได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุถึงชีวิต 13 ครั้ง โดยเจ้าของคนหนึ่งเป็นชาวออสเตรีย ต้องได้รับบาดเจ็บรุนแรงจนเสียชีวิตที่โรงพยาบาล อีกคนหนึ่งเป็นกัปตัน ก็วิ่งเข้าไปชนชาวนาสองคนก่อนที่จะไปชนต้นไม้ หลังจากที่ซื้อรถคันนี้ไปได้เพียง 9 วันเท่านั้น และก็ยังมีเจ้าของรถบางคนตัดสินใจคิดสั้นฆ่าตัวตายไปด้วยสาเหตุอะไรสักอย่าง


เลวร้ายที่สุดก็คือทางเจ้าหน้าที่ของยูโกสลาเวียท่านหนึ่ง ต้องประสบอุบัติเหตุซ้ำซ้อนถึง 4 ครั้ง ในช่วงที่เขาครอบครองรถคันนี้อยู่หนึ่งในสี่ครั้งนั้นทำให้เขาแขนหัก และเมื่อเพื่อนของเขาซึ่งมีอาชีพเป็นหมอได้ซื้อเจ้ารถต้องสาปคันนี้ไปใช้ต่อ มันก็ประสบอุบัติเหตุจนรถพลิกคว่ำ ทำเอาคุณหมอถึงกับถูกอัดอยู่ในรถ
และก็เกิดเหตุคล้าย ๆ กันกับเจ้าของคนต่อมา ทั้ง ๆ เขาเป็นถึงนักขับรถแข่งชาวสวิส และก็มีชาวนาของประเทศเซอร์เบียอีกคนที่ไม่เคยแม้แต่จะมีโอกาสได้ขับมัน แต่เจ้ารถคันนี้ได้เสียหลักแล้ววิ่งเข้ามาชนเขาดื้อ ๆ ในขณะที่กำลังจูงวัวกลับบ้านแท้ ๆ
เจ้าของคนสุดท้ายเป็นชาวโรมาเนียที่ถือว่าเป้นผู้โชคร้ายท้ายสุดจริง ๆ เพราะในขณะที่เขากำลังขับรถ เพื่อไปงานแต่งงานพร้อมกับเพื่อนอีก 5 คน เจ้ารถคันนี้ก็เกิดบังคับไม่ได้ขึ้นมาอย่างกระทันหัน ส่งผลทำให้ทั้งห้าต้องเสียชีวิตในที่เกิดเหตุทั้งหมด
ซึ่งมันก็คือเรื่องราวตำนานที่ถูกเล่ากันมา เพราะในภายหลังจากการตั้งคำถามว่า ในช่วงปี ค.ศ. 1950 เจ้ารถคันนี้มีผลทำให้ใครต้องถึงกับล้มตายอย่างที่ร่ำลือกันมาจริงหรือเปล่า ? เพราะถ้าลองมันไปเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงซ้ำซ้อนมาขนาดนั้น ทำไมสภาพรถที่ถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ออสเตรียนทุกวันนี้ กลับมีร่องรอยเสียหายเกิดขึ้นกับตัวถังรถ ดูไม่ร้ายแรงสมกับวีรกรรมที่มันเคยก่อเอาไว้เลย


ซึ่งมันก็คงต้องอยู่ที่เราเหมือนกันว่า จะมองตำนานให้เป็นแค่เรื่องเล่า หรือจะมองจากสภาพความเป็นจริงที่เห็นตรงหน้ากันแน่ จากนั้นก็ค่อยมาดูเรื่องนี้กันต่อ
ที่มา: Athingforcars และ Blogs.forteana.org

----------


รถยนต์อาถรรพ์ของเจมส์ ดีน

James Deen
ภาพจาก: Time.com
หลาย ๆ ท่านคงไม่รู้จักชายคนนี้ เจมส์ ดีน อดีตดาราดังผู้ล่วงลับทั้งที่ยังหนุ่ม ผลงานการแสดงของเขาเป็นที่ตราตรึงสมกับความเป็นนักแสดงที่เปล่งประกายออกมาอย่างสมศักดิ์ศรี
เพียงแต่ช่วงชีวิตนักแสดงของเขาถูกตัดจบไป ในช่วงที่เขากำลังขึ้นสู่จุดสูงสุดเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ซึ่งก็คือปอร์เช่ 550 สไปเดอร์ ที่เขาตั้งชื่อเล่นให้กับมันว่า ลิตเติลบาสตาร์ด (Little Bastard) ที่เราก็ต้องขออภัยในการเซ็นเซอร์ชื่อในคลิปเพราะเป็นคำไม่สุภาพ เพียงแต่เจมส์เคยบอกกับนักข่าวไว้ว่า เขาตั้งชื่อให้กับรถคันนี้ด้วยความรักต่อมันจริง ๆ ซึ่งก็แน่นอนเช่นกันว่าเรื่องราวสยองขวัญต่อไปนี้ก็มาจากรถปอร์เช่คันนี้แน่ ๆ !
"เจมส์ ดีน" และเจ้าลิตเติลบาสตาร์ดของเขา

เพราะในเวลาต่อมาซากรถคันนี้ได้ถูกขายต่อให้กับ จอร์จ แบริส นักแต่งรถที่ต่อมาก็คือผู้ออกแบบแบทโมบิล ที่เป็นรถสำหรับใช้ในภาพยนตร์เรื่องแบทแมนทีวีซีรีย์ ออกฉายในช่วงปี ค.ศ. 1960 รวมไปถึงรถดัง ๆ อีกหลายคันในอเมริกา ซึ่งหลังจากที่เขาได้รถของเจมส์มาครอบครอง จอร์จก็เริ่มซ่อมแซมรถคันนี้ โดยแบ่งการซ่อมแซมเป็นสองส่วน แยกเป็นส่วนเครื่องยนต์กับตัวรถ

"จอร์จ แบริส"

และมันก็คือจุดเริ่มต้นของเรื่องน่ากลัว เพราะในเวลาต่อมาก็เกิดอุบัติเหตุปริศนาจากรถคันนี้หลายครั้ง ซึ่งก็มีอย่างน้อยหนึ่งครั้งที่ถือเป็นอุบัติเหตุร้ายแรง และอุบัติเหตุปริศนาที่ว่ามันก็ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสนามแข่งรถ เพราะมีอยู่ครั้งหนึ่งมันเกิดไฟลุกไหม้ขึ้นมาในโรงจอด และก็มีอีกครั้งหนึ่งมันก็เคยหายไปอย่างลึกลับ ทั้ง ๆ ที่รถถูกเก็บรักษาไว้ในกล่องนิรภัย

ซึ่งเรื่องราวรถสยองขวัญของเจมส์ ดีน ก็เริ่มถูกพูดถึงกันออกไปเป็นวงกว้าง โดยเรื่องหลัก ๆ ที่พูดกันก็มักจะออกมาจากปากของจอร์จ แบริสทั้งนั้น นั่นจึงทำให้มีหลายฝ่ายมองว่า บางทีตัวของจอร์จอาจจะกำลังพยายามสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับรถคันนี้ ด้วยการสร้างเรื่องราวสยองขวัญขึ้นมาเพื่อเรียกร้องความสนใจก็เป็นได้


แต่ถึงจะบอกแบบนั้นเรื่องจริงที่น่ากลัวที่สุดของรถคันนี้ก็คือความตายของเจมส์ ดีน เนื่องจากอุบัติเหตุครั้งนั้นถูกทำนายโดยนักแสดงคนหนึ่งคือ อเลค กินเนส ผู้แสดงเป็นโอบีวันเคโนบี ในภาพยนตร์เรื่องสตาร์วอร์สไทรโลจี้ ซึ่งในครั้งนั้นเจมส์ได้ขอให้อเลคช่วยวิจารณ์รถคันนี้ของเขา ซึ่งอเลคได้ตอบกลับเจมส์ไปว่า...
“ถ้านายขับเจ้าปอร์เช่คันนี้ สัปดาห์หน้านายต้องตายแน่ ๆ !”
แล้วใครจะไปคิดว่าเจ็ดวันต่อมาเจมส์ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตจริง !!!
ที่มา: Wikipedia1 และ Wikipedia2
----------


เรือดำน้ำสยองขวัญของเยอรมัน


ภาพจาก: Voka.me
โดยเรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เรือดำน้ำอันทรงประสิทธิภาพตัวอันตรายที่อยู่ในคลาสเยอร์มันยูบีทรี มันเคยจมเรือคู่ต่อสู้ไปแล้วถึง 507 ลำในช่วงสงคราม ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือเรือพระที่นั่งบริเทนเนีย


เจ้าเรือดำน้ำยูบีทรีลำนี้นอกจากจะเป็นตัวอันตรายสำหรับศัตรูแล้ว ก็ยังถือเป็นตัวอันตรายสำหรับคนที่ทำงานอยู่ในนั้นด้วย เริ่มตั้งแต่ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในช่วงก่อสร้าง เพราะมีเจ้าหน้าที่ก่อสร้างสามนายต้องล้มเจ็บเพราะสำลักควันดีเซลจากมัน และมีสองนายหรือมากกว่านั้นถูกบดร่างจนเละไปกับคานขนาดใหญ่ หนึ่งในสมาชิกของเรือถูกคลื่นกวาดหายไปในทะเล

ภาพจาก: Pigboats
ในการทดสอบดำน้ำจริงครั้งแรก ก็เกิดอุบัติเหตุทำให้ถังอับเฉาแตก เหล่าทหารในเรือต้องลอยคออยู่กลางมหาสมุทร 4 ชั่วโมง เพื่อรอจนกว่าจะมีใครส่งเรือมาช่วยเหลือ ภายในของมันก็เกิดแก๊สพิษเพราะแบตเตอรี่ของเรือเกิดความเสียหาย ซึ่งถึงแม้วาตัวเรือจะได้รับการปรับปรุง มันก็ยังมีทหารหลายนายต้องล้มป่วยเพราะเหตุนี้กันต่อ จนในที่สุดพวกเขาก็ต้องสูญเสียกำลังพลไปแบบไม่น่าจะเกิดไปถึง 2 นาย


แต่ถึงจะเกิดเรื่องขึ้นมามากมาย เรือดำน้ำลำนี้ก็ยังคงถูกประกาศให้ใช้งานได้ต่อไป ด้วยชื่อรหัสทะเบียนระบุไว้ว่า U-65 โดยในช่วงแรกของการปฏิบัติหน้าที่ของมัน ก็เกิดเหตุตอปิโดระเบิดขึ้นมาจนทำให้เจ้าหน้าที่บนเรือเสียชีวิตไป 8 นาย
จึงเป็นที่มาของรายงานการพบวิญญาณเจ้าหน้าที่ทหารที่ยังคงสิงสู่ในเรือดำน้ำลำนี้ และในเวลาต่อมา กัปตันของเรือลำนี้ก็มาเสียชีวิตไป เพราะสะเก็ดระเบิดกระเด็นมาเด็ดศีรษะของเขา โดยในคืนวันนั้นมีลูกเรือหลายรายบอกว่า พวกเขาเห็นเจ้าหน้าที่ที่ตายไปแล้วปรากฏตัวขึ้นมาปกป้องร่างไร้ศีรษะของกัปตันวอลเทอร์ ชวีเกอร์ (Walther Schwieger)

"วอลเทอร์ ชวีเกอร์" ปรากฏร่างศีรษะขาดสุดหลอน
ลูกเรือ U-65
(ภาพจาก: Unknown Source/Expedientecopernicus)
จากจุดนั้นเหล่าลูกเรือที่เหลือของ U-65 จึงตัดสินใจกันว่าจะไม่ทนกันต่อ และร้องขอให้ทางการช่วยพาพวกเขากลับมาทำงานที่บ้านเกิดจะดีกว่า แต่ทางกองทัพเรือของเยอรมันก็ไม่สามารถหาลูกเรือมาแทนที่ได้สักที
นั่นจึงทำให้พวกเขาร้องขอพิธีไล่ผีในเรือให้แทนก็ได้ ซึ่งก็ไม่ได้ผลอีกเพราะในสองเดือนต่อมา เจ้า U-65 ลำนี้ ก็ถูกเรือดำน้ำของอเมริกายิงจนระเบิดด้วยตอปิโด ที่บางสายก็บอกว่ามันไม่ได้เป็นแบบนั้น เพราะทางกัปตันเรือของอเมริกาได้ออกมาบอกกับสื่อว่า จริง ๆ แล้วในเวลานั้นเขาไม่เคยได้จังหวะในการยิงตอปิโดออกไปเลย แต่ที่เรือ U-65 ระเบิดก็เพราะมันระเบิดตัวเองต่างหาก
ที่มา: Wikipedia และ Perdurabo10.tripod



นั่นก็คือเรื่องราวทั้งหมด ที่มิติที่ 6 ได้นำมาเสนอให้ท่านผู้ชมได้ทราบ ส่วนใครจะเชื่ออะไรกันแบบไหนก็แล้วแต่ท่านผู้ชมเพียงเท่านั้น เพราะในตำนานนั้นก็มีเรื่องจริงซ่อนอยู่ ที่พอเราได้ทราบคู่กับเรื่องเล่ากันแล้ว การหาคำตอบที่ถูกใจก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
และก็อย่าลืมหยิบวิจารณญาณออกมาผึ่งแดดตากลมกัน เพราะอย่างน้อยเราก็จะได้ดูหนักแน่นสมเป็นผู้ชื่นชอบเรื่องราวแนวนี้ จริงไหมครับ ?



หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ และอย่าลืมทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี !

แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา: Listverse
แท็ก: ยานพาหนะอาถรรพ์