ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 เปิดปมปริศนา พิธีไล่ผีเอ็กซอร์ซิสต์ "โรแลนด์ โดว์" มันคืออะไรกันแน่ ?


ปี ค.ศ. 1949 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกามีนักบวชของโบสถ์โรมันคาธอลิค ได้จัดทำบันทึกเรื่องราวพิธีกรรมไล่ผีที่สิงสู่อยู่ในร่างของเด็กชายคนหนึ่ง โดยบันทึกชุดนั้นพวกเขาเรียกเด็กชายด้วยนามแฝงว่า โรแลนด์ โดว์ และ ร็อบบี้ แมนเฮม เด็กชายคนนี้อายุ 14 ปี เขาเกิดช่วงประมาณปี ค.ศ. 1935 และถูกกล่าวหาว่าถูกปีศาจเข้าครอบงำ !
มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะนำคุณไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อไปพบกับเรื่องราวเหนือธรรมชาติที่ถูกอ้างว่ามันคือเรื่องจริง เด็กชายคนหนึ่งที่ต้องทนทุกข์กับวิญญาณชั่วร้าย กับข้อมูลที่คุณอาจไม่เคยรู้ ว่าทุกอย่างมันจะใช่อย่างที่เราคิดกันหรือไม่ !?

ในช่วงกลางปี ค.ศ. 1949 หนังสือพิมพ์หลายฉบับได้ลงพาดหัวข่าว รายงานเหตุการณ์แปลกประหลาด เกี่ยวกับการสิงสู่ของวิญญาณร้ายและพิธีขับไล่ผี แหล่งข่าวนั้นเดาว่าเหตุการณ์นี้มันน่าจะเกิดขึ้นกับครอบครัวของลูเธอร์ ไมล์ ชูลซ์ซึ่งเป็นอดีตปาสเตอร์ โดยเหตุการนี้มีผู้คนมากถึง 48 คน เป็นพยานในพิธีกรรม และมี 9 คนในนั้นเป็นเจซูอิท

จากข้อมูลในหนังสือของผู้เขียนชื่อ โธมัส บี อัลเลน ระบุว่านักบวชเจซูอิทชื่อคุณพ่อวอลเดอร์ เอช ฮอโลแรน เป็นหนึ่งในพยานจากเหตุการไล่ผีในครั้งนั้น โธมัสได้บันทึกอ้างถึงไดอารี่เล่มหนึ่งที่ถูกเก็บรักษาโดยคุณพ่อเรมอนด์ บิช็อป เกี่ยวกับรายละเอียดพิธีการไล่ผีให้กับเด็กชายผู้ใช้นามแฝงว่า โรแลนด์ โด หรือ ร็อบบี้ แมนเฮม
"โธมัส บี อัลเลน" เจ้าของบันทึกเหตุการณ์นี้
"คุณพ่อวอลเดอร์ เอช. ฮอโลแรน" หนึ่งในพยาน
โรแลนด์เกิดในครอบครัวชาวเยอรมันที่นับถือลัทธิลูเธอรัน โดยในช่วงปี ค.ศ.1940 จากข้อมูลในหนังสือของโธมัส บี อัลเลนได้ระบุเอาไว้ว่า ครอบครัวนี้พำนักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 3210 ถนนบังเกอร์ฮิลล์ เมาท์เรนเนอร์ รัฐแมรี่แลนด์ และได้กล่าวถึงเด็กชายเอาไว้ว่า
โรแลนด์เป็นเด็กเพียงคนเดียวในบ้าน ไม่มีพี่น้องที่อายุใกล้เคียงเป็นเพื่อน และนั่นจึงทำให้เขามีเพื่อนเล่นเป็นผู้ใหญ่แทน ซึ่งคนที่เล่นกับเขาเป็นหลักก็คือคุณป้าแฮเรียต เธอเป็นคนทรงและเป็นคนที่สอนให้โรแลนด์รู้จักกับ "กระดานอุยจา"หรือ "กระดานผีถ้วยแก้ว"


"บ้านเลขที่ 3210 ถนนบังเกอร์ฮิลล์ เมาท์เรนเนอร์ รัฐแมรี่แลนด์" ถูกอ้างว่าเป็นที่เกิดเหตุ
ต่อมาคุณป้าของเขาก็เสียชีวิต และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาครอบครัวนี้ก็มักจะได้ยินเสียงแปลก ๆ หรือของในบ้านสามารถเคลื่อนที่ได้ด้วยตัวเอง และมักจะมีของในบ้านลอยไปมาเมื่อเด็กชายอยู่ในบริเวณนั้น นั่นจึงทำให้ทางครอบครัวต้องพึ่งปาสเตอร์ของลูเธอรันชื่อลูเธอร์ ไมล์ ชูลซ์ เพื่อให้เข้ามาช่วยเหลือในเรื่องนี้

และด้วยความสนใจด้านจิตวิทยาอาถรรพ์ของคุณพ่อลูเธอร์ ชูลซ์ เขาจึงนำตัวเด็กชายมาไว้ที่บ้านของเขาอยู่ทั้งคืน โดยอ้างกับพ่อและแม่ของเด็กว่าจะพาเด็กชายไปพบกับนักบวชคาธอลิค และในคืนนั้นเขาได้บันทึกเหตุการณ์อันน่าขนลุกเอาไว้ว่า ตลอดเวลาที่เด็กชายอยู่ในบ้านของเขา ข้าวของในบ้านสามารถเคลื่อนที่ได้เองอย่างน่าประหลาด เพียงแต่เรื่องนี้นักจิตวิทยาชื่อ เจ.บี. ไรน์ (Joseph Banks Rhine) ผู้ที่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องราวนี้บอกกับทางสื่อว่า บางทีคำบอกเล่านี้อาจเป็นเพียงสิ่งที่คุณพ่อลูเธอร์ ชูลซ์ พูดอวดอ้างไปเองก็เป็นได้

เจ.บี. ไรน์ กล่าวว่า "คุณพ่อลูเธอร์อวดอ้างเรื่องของเคลื่อนที่เอง"

ในเนื้อหาบันทึกต้นฉบับของคุณพ่อเรมอนด์ บิช็อป ที่โธมัส บี อัลเลนนำมาเป็นข้อมูลนั้นบอกว่า เด็กชายต้องพบกับหมอผีจำนวนหลายคน โดยหนึ่งในนั้นก็คือเอ็ดเวิร์ด ฮิวซ์ นักบวชโรมันคาธอลิค ที่จัดพิธีไล่ผีให้กับเด็กชายโรแลนด์ภายในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ที่อยู่ภายใต้การดูแลของสถาบันเจซูอิท

ในช่วงพิธีไล่ผีนั้นเด็กชายเกิดสะบัดมือข้างหนึ่งหลุดออกจากที่มัดบนเตียง ซึ่งการสะบัดครั้งนั้นทำให้เตียงถึงกับหักร่วงลงมาด้านล่าง และเด็กชายก็ได้ใช้ท่อนเหล็กที่หลุดออกเหวี่ยงไปมาจนถูกแขนของนักบวชฉีกเป็นแผลยาว ซึ่งสิ่งนี้มันก็ทำให้พิธีขับไล่ผีถึงกับต้องหยุดชะงักไปทันที

ส่วนทางครอบครัวของเด็กชายได้เดินทางไปยังมหาวิทยาลัยเซนต์หลุยส์ที่อยู่ในรัฐมิสซูรี่ เพื่อไปพบกับคุณพ่อเรมอนด์ เจ บิช็อปซึ่งเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่นั่นจากการติดต่อผ่านญาติคนหนึ่ง ซึ่งคุณพ่อเรมอนด์เองก็ได้พูดคุยกับคุณพ่อวิลเลี่ยม เอส โบวเดิร์น ที่ร่วมงานกันอยู่ในวิทยาลัยของโบสถ์ว่า พวกเขาจะไปพบกับโรแลนด์ที่บ้านญาติคนหนึ่ง

"คุณพ่อวิลเลี่ยม เอส โบว์เดิร์น" ผู้ทำพิธีไล่ผี
ซึ่งพอไปถึงทั้งสองก็เล่าว่า พวกเขาเห็นที่นอนของเด็กชายสั่นอยู่ตลอดเวลา ข้าวของรอบ ๆ ลอยได้ ส่วนตัวเด็กชายก็พูดจาออกมาด้วยน้ำเสียงพึมพำอยู่ในลำคอเป็นภาษาลาติน ใจความบอกว่าตัวเองนั้นต่อต้านสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกอย่าง พอเห็นเป็นเช่นนี้ทางคุณพ่อโบว์เดิร์นจึงรีบขออนุญาติจากท่านอาร์คบิช็อบ เพื่อขอทำพิธีไล่ผีให้กับเด็กชายคนนี้ทันที

พิธีไล่ผีครั้งนี้ถูกจัดตั้งขึ้นที่โรงพยาบาลอาเล็กเซียนบราเธอร์ ที่อยู่ในเซาธ์เซนต์หลุยส์รัฐมิสซูรี่ โดยปัจจุบันสถานที่แห่งนี้ได้ถูกรื้อถอนไปแล้ว

โรงพยาบาลอาเล็กเซียนบราเธอร์ (ปัจจุบันไม่มีแล้ว)

ช่วงก่อนพิธีจะเริ่มนั้น คุณพ่อวอลเทอร์ ฮอโลแรนได้แจ้งกับทางแผนกจิตเวชของโรงพยาบาลเพื่อขอให้คุณพ่อวิลเลี่ยม แวน รู ซึ่งถือเป็นนักบวชรูปที่สาม ให้มาช่วยทางคุณพ่อโบวเดิร์นอีกแรง ซึ่งทางคุณพ่อวิลเลี่ยมเองได้ยืนยันสิ่งที่เขาเห็นกับตาว่า เขาเห็นตัวอักษรเขียนว่า EVIL และ HELL ปรากฏขึ้นบนหน้าอกของเด็กชายคนนั้น นอกจากนี้เด็กชายยังอาละวาดจนทำให้จมูกของคุณพ่อฮอลโรแรนบาดเจ็บ ในช่วงขณะที่พิธีกรรมยังดำเนินอยู่อีกด้วย  

จนเมื่อพิธีกรรมไล่ผีผ่านพ้นไป วิญญาณอันชั่วร้ายที่สิงสู่ในตัวเด็กชายผู้นี้ก็ถูกขับไล่ออกไปสำเร็จ ทุกอย่างกลับเข้าสู่สภาวะปกติและเด็กชายก็ได้กลับไปใช้ชีวิตเหมือนคนปกติทั่วไป โดยว่ากันว่าหลังจากเวลาผ่านไประยะหนึ่ง เด็กชายที่เติบโตขึ้นก็เสียชีวิตและทิ้งเรื่องราวทั้งหมดเอาไว้เบื้องหลังให้คนสงสัยมาจนถึงปัจจุบัน

ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ มันได้ถูกบอกเล่าผ่านหนังสือของ โธมัส บี อัลเลน ที่ออกตีพิมพ์จำหน่ายในปี ค.ศ. 1993 ชื่อ The True Story of an Exorcism โดยเนื้อหาที่ถูกนำเสนอนั้น มีข้อสรุปอย่างเป็นเอกฉันท์จากผู้เชี่ยวชาญในยุคปัจจุบันลงความเห็นกันว่า

“ตัวของเด็กชายชื่อร็อบบี้นั้น เขาเพียงประสบกับภาวะสับสนทางจิตใต้สำนึก และไม่มีสิ่งใดบอกว่ามันเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติเลย”

มีนักเขียนชื่อ มาร์ค อ็อพซาสนิค ได้นำเสนอว่า จากประวัติที่เด็กคนนี้เป็นเด็กเพียงคนเดียวในบ้าน ก็น่าจะเป็นเหตุทำให้เขาถูกเลี้ยงดูอย่างตามใจมากเกินไป ส่งผลให้เขากลายเป็นเด็กดื้อรั้นและใช้ความรุนแรงเพื่อเรียกร้องความสนใจ ไม่ก็หาเรื่องทำทุกอย่างเพื่อเกโรงเรียน และยังมองว่าช่วงที่ทำพิธีไล่ผีในโรงพยาบาลนั้น ทางคุณพ่อฮอโลแรนไม่เคยได้ยินเสียงของเด็กชายมาก่อนเลย แล้วท่านจะมาบอกว่าเด็กเสียงเปลี่ยนไปได้อย่างไร ?

"มาร์ค อ็อพซาสนิค" นักเขียนและนักวิเคราะห์

และที่เขาคิดว่าเด็กชายพึมพำเป็นภาษาลาติน มันก็น่าจะเป็นเพราะเขาได้ยินเสียงที่เด็กพูดออกมาไปพ้องเสียงกับภาษาลาตินหรือเปล่า ? ส่วนที่คุณพ่อฮอโลแรนนั้นบอกว่า เขาเห็นตัวอักษรปรากฎขึ้นบนหน้าอกของเด็กนั้น เขาก็ไม่ได้ตรวจสอบที่นิ้วมือของเด็กเลย ว่าเด็กอาจจะใช้นิ้วมือนั้นกรีดเป็นตัวอักษรไว้เองหรือไม่ ?

และทางมาร์ค อ็อพซาสนิคยังได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องที่คุณพ่อเอ็ดเวิร์ด ฮิวส์ ได้รับบาดเจ็บเพราะเด็กชายจนทำพิธีไล่ผีต่อไม่ได้นั้น ตัวของมาร์คเองไม่สามารถหาหลักฐานได้ว่ามันเคยมีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริง ช่วงที่มาร์คสืบหาความจริงของเรื่องนี้ เขาก็พบข้อเท็จจริงหลายอย่างว่า

  • การทำพิธีไล่ผีไม่ได้เกิดขึ้นในบ้านเลขที่ 3210 ถนนบังเกอร์ฮิลล์ ในเมาท์เรนเนอร์ รัฐแมรี่แลนด์
  • เด็กชายคนนี้ไม่เคยอาศัยอยู่ในเมาท์เรนเนอร์มาก่อน
  • จริง ๆ แล้วบ้านของเด็กชายคนนี้อยู่ที่เมืองค็อทเทจ รัฐแมรี่แลนด์
  • เหตุการไล่ผีครั้งนั้นมันเป็นเพียงเรื่องเล่า ไม่เคยมีการบันทึกอย่างเป็นทางการ และไม่เคยมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงมาก่อน
  • แถมยังไม่มีหลักฐานว่าคุณพ่อเอ็ดเวิร์ด อัลเบิร์ต ฮิวส์ เคยไปที่บ้านของเด็กชายเลย เพราะตอนนั้นเด็กชายพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลจอร์จทาวน์ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเขาถูกนำตัวส่งไปยังโรงพยาบาลตอนนั้นเพื่อจะทำพิธีไล่ผีหรือเปล่า ? หรือเพียงแค่นำตัวเด็กชายมารักษาอาการบาดเจ็บจากพิธีไล่ผีก็ยังไม่สามารถระบุได้ชัด
  • แต่ที่แน่ ๆ มาร์ค ออพซาสนิคมีหลักฐานว่าคุณพ่อฮิวส์นั้นเคยป่วยเป็นโรคภาวะทางอารมณ์แหลกสลาย และเคยหายตัวไปจากชุมชนเมืองค็อทเทจมาก่อนด้วย

บ้านที่เกิดเหตุจริง (ค็อทเทจซิตี้ รัฐแมรี่แลนด์)
 ทางอ็อพซาสนิคจึงได้ติดต่อกับผู้เชี่ยวชาญส่วนตัวของเขา เพื่อพูดคุยจนสุดท้ายก็ได้ผลสรุปออกมาว่า
“จิตแพทย์บอกว่าร็อบ โดว์ นั้นมีอาการป่วยทางจิต ส่วนนักบวชบอกว่าเขาถูกผีเข้าสิง แต่พวกนักเขียนและพวกสร้างหนังนั้นมองว่า เรื่องนี้มันทำกำไรงามได้แน่ ๆ ซึ่งมันก็เป็นมุมมองที่แต่ละฝ่ายได้รับการฝึกฝนกันมา โดยแต่ละคนก็ล้วนมองไปยังสิ่งที่เห็นตรงหน้า แต่ไม่ได้คำนึงกันเลยว่าสิ่งที่เขามองกันนั้น มันตรงข้ามกับความเป็นจริงอะไรบางอย่างหรือไม่ ?— พวกเขาควรจะจัดการสิ่งที่เห็น และให้ความสำคัญกับข้อมูล เท่าที่ตัวเองเห็นควรจะทำกันอยู่หรือเปล่า ?”
อ็อพซาสนิคยังได้บันทึกไว้อีกว่า หลังจากที่เขาได้พูดคุยกับเพื่อนสมัยปัจจุบันและเพื่อนสมัยเด็กของเด็กชายคนนี้ เขาก็สรุปว่า
“เด็กชายคนนี้เป็นเด็กฉลาดแกมโกงมาก่อน เขาชอบแกล้งให้แม่ของเขาตกใจกลัว และชอบหลอกเด็ก ๆ แถวบ้านอยู่เสมอ”

นักไขปริศนาชื่อ โจ นิเคล ได้เขียนบทความเอาไว้ว่า...
“มันไม่มีหลักฐานมากพอที่จะยืนยันได้ว่าเด็กชายคนนี้ถูกวิญญาณของปีศาจหรือถูกผีร้ายเข้าสิง”
"โจ นิเคล (Joe Nickell)" นักไขปริศนา

และมองสิ่งที่นักบวชเข้าใจว่าเป็นการถูกผีเข้านั้น คือการแหกตาที่เด็กชายคนนี้ก่อเรื่องขึ้น และอธิบายเกี่ยวกับตัวอักษรที่ปรากฏขึ้นบนหน้าอกของเด็กชายว่า...
“ของแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องยากที่เด็กคนหนึ่งจะทำมันขึ้นมาด้วยตัวเอง และต่อให้มันเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติจริง ตัวอักษรมันก็ควรจะไปปรากฏในส่วนอื่น ๆ ของร่างกายในส่วนที่ไม่สามารถเขียนได้ใช่หรือไม่ ? ไม่ใช่เห็นแค่ที่หน้าอกกันแบบนี้”
“ไม่มีรายงานไหนระบุเลยว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้น มันจะเกินความสามารถของเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่จะทำขึ้นมาเองได้ ไม่ว่าจะอาการอาละวาด มึนงง เคลื่อนย้ายข้าวของ ขว้างปาวัตถุ เขียนข้อความลึกลับ สร้างรอยขีดข่วนตามผิวหนัง และปรากฎการณ์อื่น ๆ ที่เด็กวัยรุ่นคนนึงจะคิดได้ทั้งก่อนหน้าและหลังเกิดเหตุ ซึ่งทุก ๆ อย่างที่เกิดขึ้นมันเป็นเพียงเกมที่ถูกคิดขึ้นมาจากเด็กคนนี้เท่านั้น”

โจ นิคเคลได้ปิดท้ายว่า
“ไม่มีอะไรมากไปกว่าการเรียกร้องความสนใจอย่างแรงกล้าของเด็กวัยรุ่น”
และวิพากษ์พิธีกรรมไล่ผีว่า
“มันคือการจินตนาการจากหนังสือที่พวกนักบวชศึกษามาเท่านั้น”
ในมุมมองความเชื่อทางศาสนาของคนบางกลุ่มนั้น มีนักวิชาการคริสเตียนสองท่านชื่อ เทอรรี่ ดี คูเปอร์ ศาสตราจารย์ภาคจิตวิทยา และ ซินดี้ เค เอ็พเพอร์สัน ศาสตราจารย์ด้านสังคมศาสตร์ ได้เขียนสนับสนุนเรื่องผีเข้าเรื่องนี้เอาไว้ว่า...

“มันไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะเจอกันบ่อย ๆ การไล่ผีมันก็คือการขับไล่วิญญาณร้าย”

 
“กรณีคนถูกผีเข้าจริง ๆ นั้น มันไม่สามารถอธิบายได้ด้วยหลักจิตวิทยาใด ๆ”

และทั้งคู่ยังได้จัดทำหนังสือชื่อ Evil: Satan, Sin and Psychology เพื่ออุทิศให้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และสนับสนุนว่ามันคือเหตุการณ์เหนือธรรมชาติที่เกิดจากความชั่วร้ายแน่ ๆ
หนังสือ "Evil: Satan, Sin and Psychology"

ท่ามกลางการถกเถียงของทั้งสองฝ่าย ก็ได้มีการให้สัมภาษณ์จาก โธมัส บี อัลเลน เจ้าของหนังสือที่บันทึกเหตุการณ์ในครั้งนั้นเมื่อปี ค.ศ. 2013 ว่า เขารู้เพียงแค่เด็กชายคนนี้ที่ชื่อร็อบบี้ถูกสิงสู่โดยวิญญาณชั่วร้าย โดยบอกว่าบางทีเด็กชายคนนี้อาจเป็นผู้ป่วยทางจิต หรือไม่ก็ถูกล่วงละเมิดทางเพศมาก่อน หรือถ้ามันไม่ใช่เหตุการณ์ทั้งหมดก็อาจเป็นเพียงเรื่องราวที่ถูกสร้างขึ้นมา และอัลเลนยังบอกอีกว่า คุณพ่อฮอโลแรนเองก็เคยแสดงความสงสัยเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ในช่วงก่อนที่เด็กชายจะเสียชีวิตด้วย

พอมีผู้สื่อข่าวไปซักถามกับคุณพ่อฮอโลแรนเกี่ยวกับเหตุการณ์ในครั้งนั้น ว่าเด็กชายคนดังกล่าวถูกผีสิงจริงหรือไม่ ? คุณพ่อก็ตอบว่า "ไม่ !" เขาเคยบันทึกอะไรไว้แบบนั้นและเขาก็ไม่เคยสรุปอะไรเอาไว้เลย เพราะตัวเองก็ไม่รู้ว่าจะยืนยันเรื่องนี้ยังไงดีเช่นกัน

แต่ไม่ว่าเหตุการณ์สยองขวัญครั้งนั้นจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ เหตุการณ์นี้ก็ได้ถูกใช้เป็นแรงบันดาลใจให้กับวิลเลี่ยม ปีเตอร์ แบล็ทตี้ เขียนนิยายเรื่อง The Exorcist ขึ้นมาในปี ค.ศ. 1971 จนกลายเป็นนิยายคลาสสิคตลอดกาลมาจนถึงทุกวันนี้ และต่อมาในปี ค.ศ. 1973 ก็มีภาพยนตร์สยองขวัญถูกสร้างขึ้นมาในชื่อเดียวกัน

นิยายและภาพยนตร์ "The Exorcist" (1971/1973)
ต่อมาในปี ค.ศ. 2000 เรื่องราวนี้ก็ถูกนำมาใช้เป็นแรงบันดาลใจในภาพยนตร์เรื่อง Possessed ที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกับเรื่องราวในหนังสือของโธมัส บี อัลเลน ในส่วนของภาพยนตร์สารคดีเรื่องราวนี้ได้ถูกจัดทำไว้ในชื่อ In the Grip of Evil ในปี ค.ศ. 1997


โปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่อง "Possessed" (2000) และ  "In the Grip of Evil" (1997)
และถูกนำมาทำเป็นสารคดีอีกครั้งในปี ค.ศ. 2010 ชื่อ The Haunted Boy: The Secret Diary of the Exorcist ดำเนินเรื่องโดยกลุ่มนักสืบไขปริศนาออกหาข้อมูลตามสถานที่ต่าง ๆ และวิเคราะห์เรื่องราวในส่วนบันทึกของคุณพ่อวิลเลี่ยม เอส โบว์เดิร์น

ภาพยนตร์สารคดี "The Haunted Boy" (2010)
ทั้งหมดนี้ก็คือข้อมูลทุกอย่างที่มิติที่ 6 พอจะสรุปมาให้ท่านผู้ชมได้ทราบ โดยเราจะไม่ขอสรุปว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1949 ครั้งนั้นมันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงหรือเปล่า ? เพราะมิติที่ 6 นั้นอยากจะทราบมากกว่าว่า ท่านผู้ชมคิดว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ? ผ่านช่องทางการโหวตของยูทูป โดยการกดที่เครื่องหมายนี้ ( i ) นะครับ

หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี

เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ที่มา: Wikipedia - Exorcism of Roland Doe

แท็ก: Exorcism , Roland Doe, พิธีไล่ผีThe Exorcist

วันศุกร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ ไขปริศนา "พระอุ้มหมา ชีอุ้มแมว" ตำนานผีปอบบางแคกับความจริงที่ถูกลืมเลือน !!!



มีความเชื่อเกี่ยวกับผีปอบเล่าขานกันมานมนาน มันเป็นเหตุการณ์ที่พวกเขาเคยพบเจอกันตลอดมา จนไม่มีใครรู้ว่ามันเป็นเพียงตำนานเรื่องเล่า หรือเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับชุมชนของพวกเขา !
มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ ในวันศุกร์สะดวกสัปดาห์นี้ เราจะพาท่านผู้ชมไปรู้จักกับที่มาของเรื่องเล่าตำนานผีปอบประเภทหนึ่ง ที่จำแลงกายมาในรูปของนักบวชผู้ทรงศีล ว่าเรื่องนี้... มันคืออะไรกันแน่ !?

ก่อนที่จะตามหาที่มาของเรื่องเล่านี้ มิติที่ 6 จะขอเล่าที่มาของเรื่องราวให้ท่านผู้ชมได้รับทราบกันก่อน

โดยเรื่องราวนั้นมีอยู่ว่า

ว่ากันว่าผีปอบนั้นกลัวคนกรุงเทพ ที่ต้องพูดแบบนี้มันก็เป็นเพราะมีคนเคยพบผีปอบหลายราย ที่พอมาอยู่กรุงเทพแล้วไม่กล้าเข้าสิงหรือทำร้ายใคร บางทีผีปอบมันอาจจะกลัวคนกรุงเทพจริง ๆ ก็เป็นได้ !

คนกรุงนั้นไม่เชื่อเรื่องผีปอบ พวกเขาคิดว่ามันเป็นเพียงแค่โรคอย่างหนึ่ง ยิ่งเป็นเมืองหลวงที่มีโรงพยาบาลใกล้ ๆ แบบนั้น มันก็เลยไม่มีเรื่องผีปอบเข้าสิงใครเหมือนกับที่พบเจอกันตามชนบท โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นั่นก็คือภาคอีสาน !!!

แต่สำหรับผมที่เป็นคนต่างจังหวัด เคยเห็นผีปอบสิงคนมาแล้วนักต่อนัก เห็นจนชินตั้งแต่เด็ก ๆ ตอนนั้นผมอยู่ชั้นประถม มักจะเห็นพวกผู้ใหญ่แห่กันไปดูคนที่ถูกผีปอบเข้าสิงเป็นประจำ ซึ่งปกติแล้วเขาจะไม่ยอมให้เด็กเข้าไปใกล้คนที่ถูกผีปอบสิงกันนักหรอก เพราะเขากลัวกันว่าถ้ามันถูกทำพิธีไล่ผีออกมา มันจะหาทางเข้าสิงเด็กที่มันพบทันทีนั่นเอง

แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ผมก็เลยแอบมุดเข้าไปดูใกล้ ๆ ผมเห็นหมอผีกำลังใช้แส้เฆี่ยนตีไปที่คนถูกผีเข้า ที่กำลังนอนกรีดร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด สลับกับร้องขอให้หมอผีหยุดตี "ยอมแล้ว ๆ" อะไรแบบนั้น
แต่ถึงจะเห็นมันร้องครวญครางน่าสงสาร มันก็ไม่ยอมออกจากร่างเหยื่อของมันสักที มันคงต้องการจะหลอกหมอผี เพราะบางทีมันก็บอกว่าจะเอาคนที่มันสิงไปอยู่ด้วยให้จงได้ ท่าทางผีปอบตัวนี้มันคงจะดื้อ เพราะไม่ว่าหมอผีจะพยายามสักเท่าไหร่มันก็ไม่ยอมออกจากร่างของหญิงชราคนนี้เสียที

จนเวลาผ่านไปเป็นชั่วโมงนอกจากเจ้าผีมันจะไม่ยอมออกไป มันกลับสงบขึ้นและใช้สายตาอันแข็งกร้าวมองกลับมาที่หมอผี จนแม้แต่ผมเองที่แอบมองอยู่ไกล ๆ ก็ยังไม่วายที่จะต้องหลบสายตามันไปด้วย มาถึงตอนนี้นอกจากเจ้าผีร้ายมันจะไม่ยอมออกไปดี ๆ มันกลับหัวเราะขึ้นมาผิดกับตอนที่มันร้องครวญครางเมื่อกี้ แถมยังตวาดใส่หมอผีเสียอีกว่า “ไอ้หัวล้าน !”

ญาติของหญิงชราเห็นท่าไม่ดี จึงพูดบอกให้เพื่อนบ้านไปตามเจ้าอาวาสมาช่วย เจ้าผีปอบมันได้ยินเข้าแทนที่จะกลัว มันกลับตวาดใส่ว่า “ไอ้โล้น !” และในขณะที่รอคนไปตามหลวงพ่อนั้น เจ้าผีมันก็ชี้หน้าด่ากราดไปทั่วทุกคนแล้วพูดว่า “พามันมาเลย กูไม่กลัวมันหรอก..ไอ้โล้น !” พูดจบมันก็หัวเราะร่า จนทำให้ชาวบ้านที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ต่างก็พากันหวาดกลัวขนหัวลุก นี่มันไม่ใช่ผีปอบกระจอกเสียแล้ว !

(ภาพจาก: กันตนา)

เวลาผ่านไปไม่นานเจ้าผีร้ายมันก็มองไปทางประตูหน้ารั้วแล้วตะโกนขึ้นว่า “มาแล้วหรือวะ..ไอ้โล้น !” ทั้ง ๆ ที่ในตอนนั้นยังไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าหลวงพ่อเพิ่งจะเดินทางมายังไม่ทันจะถึงดี พอพระท่านเดินเข้ามาถึงจุดทำพิธีไล่ผี ท่านก็ไม่ได้แสดงทีท่าอาการโกรธ หรืออาการหวาดกลัวใด ๆ ออกมาเลย เจ้าผีพูดจาถากถางท่านไปเท่าไหร่ ท่านก็ยิ้มรับด้วยความใจเย็น หรือบางทีท่านอาจจะมีหนทางดี ๆ ที่จะจัดการกับมันก็อาจเป็นไปได้

หลวงพ่อสงบนิ่งราวกับกำลังทำสมาธิ จากนั้นท่านก็สอบถามเจ้าผีร้ายว่า ไปยังไงมายังไงถึงได้มาเข้าสิงร่างหญิงชราคนนี้ได้ เจ้าผีปอบถึงกับนอนนิ่ง ตาจ้องไปที่พระราวกับสงสัยว่าท่านจะมาไม้ไหน แต่ยังไม่ทันไรพระท่านก็เริ่มพูดจาหว่านล้อม พร้อมกับเทศนาเจ้าผีด้วยเหตุด้วยผล จนเวลาผ่านไปประมาณสิบกว่านาที สายตาที่แข็งกร้าวของมันจึงเริ่มอ่อนลง น้ำตาเริ่มไหลออกมาอาบสองแก้ม เพราะเริ่มสำนึกในคำสอนของหลวงพ่อที่มีแต่ความเมตตากรุณาให้กับผีร้ายอย่างมัน
จนในที่สุดเจ้าผีปอบที่นอนอยู่ก็ลุกขึ้นนั่ง ค่อย ๆ ขยับเปลี่ยนทีท่าเป็นท่านั่งพับเพียบเรียบร้อยผิดหูผิดตาจากที่เห็นในตอนแรก มันกราบหลวงพ่ออย่างช้า ๆ แล้วจึงพูดบอกท่านว่า ก่อนที่มันจะออกจากร่างนี้ไป มันอยากกินไก่สักตัวให้หายหิวเสียก่อน ญาติของหญิงชราได้ยินแบบนั้นจึงตอบว่าไม่มีปัญหา แต่ขอให้ออกจากร่างไปเสียก่อนได้ไหม เพราะหญิงชรายังไม่ได้กินอะไรเลย แล้วจะนำไก่ทั้งตัวมาให้กินอย่างแน่นอน

พอสิ้นเสียงของญาติร่างของหญิงชราก็ล้มลงทันที จนเวลาผ่านไปไม่นานหญิงชราก็ฟื้นขึ้นมาในสภาพเหนื่อยอ่อน ซึ่งมันก็จะเป็นแบบนี้ทุกครั้ง บางรายก็ออกจากร่างไปง่ายกว่านี้ และส่วนใหญ่คนที่ถูกผีปอบเข้าสิงจะรู้ว่าผีที่เข้ามาสิงร่างนั้นคือใคร เพราะเจ้าผีมันจะบอกให้รู้ก่อนที่จะออกจากร่าง ซึ่งส่วนใหญ่มันก็มักจะเป็นผีที่มาจากหมู่บ้านอื่น เพราะที่หมู่บ้านนี้ไม่เคยมีใครเป็นผีปอบมาตั้งแต่แรก

ต่อมาผมก็ได้มีโอกาสไปเรียนในตัวจังหวัด จึงไม่ได้สนใจอะไรในเรื่องผีปอบอีก จนเรียนจบก็มาเรียนต่อที่กรุงเทพ ทีนี้เรื่องผีสางนางไม้ก็ไม่มีหลงเหลืออยู่ในสมองอีกแล้ว ยิ่งฟังคำครูบาอาจารย์ในชั้นเรียน พูดให้ฟังเสมอว่าผีนั้นไม่มีจริง ในใจก็เริ่มจะเชื่อตามที่คุณครูบอกอยู่บ้าง แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นผมก็ยังคงกลัวผีอยู่ดี พอต้องไปอยู่ในที่เงียบวังเวงทีไร ถึงใจจะบอกว่าผีไม่มีจริงมันก็อดเสียวสันหลังไม่ได้ไปเสียทุกครั้ง

จนเมื่อเร็ว ๆ นี้ ในกรุงเทพก็มีข่าวออกมาตามหนังสือพิมพ์ว่า ตอนนี้มีผีปอบกำลังออกอาละวาดอยู่ในกรุงเทพ ซึ่งเรื่องนี้มันก็ทำให้คนเมืองหลวงถึงกับขวัญหนีดีฝ่อไปได้เหมือนกัน มีคนสมองใสนำใบหนาดมาขายกันใบละร้อย ก็สามารถขายจนหมดไปได้ง่าย ๆ เพราะคนเชื่อกันว่าใบหนาดมันสามารถกันผีปอบได้นั่นเอง และข่าวนี้มันก็ทำให้คนกรุงหวาดกลัวขนาดที่ว่า ใครเห็นพระจูงหมาดำผ่านมาก็จะรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้รีบมาจับตัวกันไปทันที และด้วยเหตุนี้ผมจึงต้องหาความจริงให้ได้ว่า ข่าวผีปอบในกรุงเทพครั้งนี้ มันคืออะไรกันแน่ !?

"ใบหนาด"
(ภาพจาก: MedThai)
ตามความเชื่อของคนชนบทนั้น หมาดำก็คือตัวตนของปอบ นั่นจึงทำให้เวลาที่มีหมาดำปรากฏตัวขึ้นมา ชาวบ้านจะรู้สึกหวาดกลัว ว่ามันจะต้องเป็นผีปอบจำแลงกายมาแน่ ๆ ส่วนแมวดำนั้นมันก็คือสิ่งที่ทำให้วิญญาณเดินทางกลับมา เพราะมันจะมีเรื่องเล่ากันว่า หากแมวดำกระโดดข้ามศพคนตายเมื่อใด ร่างไร้วิญญาณของคน ๆ นั้น ก็จะสามารถลุกขึ้นมาได้อีกครั้ง และถ้าศพอยู่ในโลงบางครั้งก็อาจทำให้โลงแตกได้เลยทีเดียว

เมื่อตอนกลางปี พ.ศ. 2545 มีข่าวลือไปทั่วจังหวัดสกลนคร พูดถึงผีปอบที่มาในร่างของพระสงฆ์ ที่ธุดงค์ผ่านมาขอที่พักกับชาวบ้านเชียงเครือ อำเภอคำชะอี จังหวัดสกลนคร (จริง ๆ คือจังหวัดมุกดาหารนะครับ แต่ในต้นฉบับเขียนไว้ว่าเป็นสกลนคร จึงคงไว้ตามเดิมครับ) โดยในตอนนั้นมีชาวบ้านคนหนึ่งนิมนต์พระธุดงค์รูปนี้ให้มาพักแรมในบ้านของเขา เพราะคนต่างจังหวัดถือว่าการได้ต้อนรับพระธุดงค์นั้นถือเป็นมงคลและเป็นเรื่องดีแก่ครอบครัว

จนเวลาผ่านมาถึงรุ่งเช้าบ้านหลังนั้นกลับเงียบจนผิดปกติ ไม่มีใครลุกขึ้นมานึ่งข้าวตอนเช้า ไม่มีเสียงคนในบ้านทำอะไรสักอย่าง มันเงียบราวกับว่าคนในบ้านยังไม่มีใครตื่นนอนขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่มันเลยเวลาพักผ่อนไปมากแล้ว คนละแวกใกล้ ๆ ต่างก็พากันสงสัย ลองร้องเรียกออกไปก็ไม่มีใครขานรับ เห็นแบบนั้นชาวบ้านก็เลยถือวิสาสะเปิดประตูเข้าไปดู พอพวกเขาเดินเข้าไปถึงในบ้าน ก็พบว่าทุกคนนั้นยังนอนหลับกันอยู่ พอลองเอามือจับขยับตัวดู ก็พบว่าทุกคนในบ้านนั้นตัวแข็งกันไปหมดเสียแล้ว และนอกจากคนในบ้านจะตายกันหมด พวกเหล่าสัตว์เลี้ยงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นไก่หมาแมวก็ล้วนตายไปหมดอย่างลึกลับ !

พอข่าวการตายนี้ถูกร่ำลือกันไป มันก็ทำให้ชาวบ้านตกอยู่ในความหวาดกลัว แต่ก็มีบางบ้านเล่าว่าตอนเย็นจะมีพระธุดงค์รูปนึงมาขอพักแรม พอถึงรุ่งเช้าท่านก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย ผิดจากพระสงฆ์ทั่วไปที่พอถึงรุ่งเช้าท่านจะต้องออกบิณฑบาตในหมู่บ้าน ซึ่งการหายตัวไปของพระสงฆ์รูปนี้ทำให้ชาวบ้านมองกันว่า บางทีมันอาจจะเป็นผีปอบจำแลงกายมา ซึ่งมันก็ถือเป็นเรื่องเล่าของชาวบ้านเชียงเครือเท่านั้นเอง

แต่ทีนี้หลังจากที่มีพระธุดงค์หายไป ก็เกิดเหตุการณ์แปลกประหลาดซ้ำซ้อนขึ้นมาอีก โดยคราวนี้เป็นแม่ชีที่อุ้มแมวดำเข้ามาขอพักอาศัยค้างแรมในหมู่บ้าน ซึ่งแม้ชาวบ้านจะเพิ่งผ่านเหตุการณ์สยองขวัญกันมา ก็ยังคงใจดีต้อนรับแม่ชีอย่างไม่บกพร่อง เพราะถือว่าแม่ชีนั้นคือผู้ทรงศีลบริสุทธิ์ ไม่น่าจะมีอะไรทำให้ต้องเดือดร้อนกันแน่ ๆ

พอถึงรุ่งเช้าแม่ชีก็หายไป คนในบ้านหลังนั้นก็ตายยกบ้านกันอีกหลัง ลักษณะการตายก็ใกล้เคียงกัน เพราะไม่ว่าจะทั้งคนทั้งสัตว์ต่างก็เสียชีวิตไปทั้งหมด ชาวบ้านที่เหลือต่างก็หวาดกลัวกันหนักขึ้น จะย้ายบ้านหนีก็เสียดายสิ่งที่สร้างสมกันมา คิดกันได้แบบนั้นทุกคนจึงร่วมมือร่วมใจกันหาทางออก ซึ่งมันก็มีทางเดียวนั่นก็คือต้องลุกขึ้นสู้กับมัน !

ชาวบ้านจึงเชิญหมอธรรม หรือหมอผีให้มาช่วยทำพิธีขับไล่ผีปอบทันที เพราะถ้าขืนปล่อยเอาไว้นานคนทั้งหมู่บ้านอาจจะไม่มีเหลือกันแน่ ๆ ! พิธีจับผีจึงเริ่มต้นขึ้น ซึ่งชาวอีสานเรียกพิธีนี้ว่า พิธีเสี่ยงข้อง (หรือเซียงข้อง) ไล่จับผี และหลังจากพิธีกรรมจบลง ชาวบ้านก็ไม่พบเจอกับเหตุการณ์แปลก ๆ อีกเลย

ตัวอย่าง "พิธีเสี่ยงข้อง (หรือเซียงข้อง)" ไล่ผีปอบ
(ขอบคุณภาพจาก: โอเคเนชั่น)
แต่เรื่องผีปอบมันก็ยังไม่จบ เพราะตอนนี้มีผีปอบเข้ามาในเขตชุมชนหลังวัดม่วงแถวเพชรเกษม เขตบางแค จังหวัดกรุงเทพมหานคร เพราะที่นั่นมีข่าวลือขึ้นมาว่า มีผีปอบกลุ่มนึงเข้ามาอาศัยอยู่ในบ้านร้างหลังวัด และตั้งแต่ผีปอบกลุ่มนี้เข้ามา หมาและแมวในละแวกนั้นก็หายตัวไปอย่างปริศนา และเมื่อคนกลุ่มนี้จากไปหมาและแมวที่เหลือก็ไม่มีตัวไหนหายไปอย่างไร้ร่องรอยกันอีกเลย และเหตุการณ์นี้จึงทำให้ชาวบ้านเชื่อกันว่า มันต้องเป็นผีปอบออกอาละวาดอย่างแน่นอน

และด้วยความหวาดระแวงนี้ร่วมกับข่าวเก่า ๆ ที่เกิดขึ้นในต่างจังหวัด จึงทำให้เวลาที่มีพระจูงหมา ชีอุ้มแมวดำผ่านเข้ามาในชุมชน ก็จะทำให้ชาวบ้านพากันหวาดกลัว ไม่เป็นอันทำมาหากิน กลัวมันมากินตับไตไส้พุง จนหนังสือพิมพ์ต้องนำมาเขียนเป็นข่าวขึ้นหน้าหนึ่งยาวนานอยู่หลายวันกันเลยทีเดียว

ส่วนใครจะเชื่อกันหรือไม่ ผู้เขียนก็ขอยกให้เป็นวิจารณญาณของแต่ละคน คิดไตร่ตรองกันให้ดีว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ?

--จบ--
ตำนานผีปอบ พระจูงหมา ชีอุ้มแมวดำ เป็นบทประพันธ์ของนักเขียนชื่อนที ลานโพธิ์ และเทพนภา ศิวะบุตร พิมพ์ครั้งที่ 1 เมื่อปี  พ.ศ. 2546 จำนวน 160 หน้า ราคาสมัยนั้นอยู่ที่ 130 บาท โดยเนื้อหาทั้งหมดในหนังสือนั้น ผู้เขียนทั้งสองท่านได้ค้นคว้ามาจากตำนานพื้นบ้าน และข่าวลือการพบผีปอบในละแวกต่าง ๆ รวมถึงการลงพื้นที่พูดคุยกับผู้คนที่เคยถูกผีปอบเข้าสิง หมอผี ไปจนถึงแพทย์แผนปัจจุบัน และยังได้อ้างถึงนายแพทย์ท่านหนึ่งที่มีความเชื่อและสนใจเกี่ยวกับผีปอบเป็นอย่างมาก ว่าท่านได้จัดทำบันทึกต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องราวเหล่านี้เอาไว้ด้วย

โดยเรื่องพระจูงหมา ชีอุ้มแมวดำเรื่องนี้ ทางผู้แต่งน่าจะได้เค้าโครงเรื่องมาจากข่าวหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ที่วางจำหน่ายในช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2545 ที่ระบุว่าเมื่อวันที่ 9 ตุลาคมปีนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า มีพระกับชีอุ้มหมาและแมวดำเดินทางเข้ามาในชุมชนพื้นที่ดังกล่าว สร้างความไม่สบายใจกับผู้คนแถวนั้นว่า ทั้งสองนั้นอาจจะเป็นผีปอบตัวเดียวกันกับที่เคยมีข่าวลือในแถบภาคอีสาน
และยังได้ระบุเอาไว้อีกว่าถ้าใครได้พบเจอ ขอทาน หรือ พระชีอุ้มหมาแมวดำ มาเรียกที่หน้าบ้านของเรา ก็จงอย่าได้ขานรับหรือออกพบปะไปพูดคุย มิฉะนั้นอาจทำให้เราต้องเสียชีวิตทันที หรือไม่ก็อาจมีอันเป็นไปในเวลาอันสั้น และอวัยวะของผู้คนที่ตายนั้นจะหายไปจากร่างกายอย่างลึกลับทุกคน

โดยเนื้อหาในข่าวยังได้ระบุว่า พอนักข่าวไปสอบถามเพิ่มเติมกับชาวบ้าน พวกเขาก็ล้วนได้รับคำตอบกลับมาว่า ทุกคนได้ยินข่าวลือกันมาก็จริง แต่ไม่เคยมีใครเห็นพระชีทั้งสองกันเลย และเรื่องของคนที่ตายนั้นก็ไม่เคยทราบกันว่าเป็นใครกันบ้าง ซึ่งชาวบ้านบางคนได้กล่าวกับนักข่าวว่า ถึงมันจะเป็นเพียงข่าวลือแต่มันก็ทำให้พวกเขารู้สึกหวาดกลัวกันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่เห็นพระชีเดินทางผ่านเข้ามาในท้องที่

ในส่วนท้ายของข่าวยังมีเนื้อหาต่ออีกว่า นายสี เส็งมา ประธานสมาชิกสภาเขตบางแคสมัยนั้น ได้พูดถึงกรณีหญิงคนหนึ่งกลับไปคลอดบุตรที่บ้านในจังหวัดบุริรัมย์ หรือศรีสะเกษก็ไม่แน่ใจ แล้วกลับมาถึงบางแคก็เสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุ พอส่งศพไปให้แพทย์ผ่าพิสูจน์ก็พบว่า ภายในร่างกายเหลือแต่เพียงหัวใจ ส่วนอวัยวะอื่น ๆ กลับหายไปทั้งหมด

แต่ทางนายแสวง ฤกษ์จรัล สส.กรุงเทพฯ เขตหนองแขมในสมัยนั้น กลับบอกว่าเรื่องนี้ไม่เป็นความจริง โดยท่าน สส. ได้ระบุว่า หลังจากนำศพรายดังกล่าวไปตรวจสอบที่โรงพยาบาลแล้ว แพทย์ก็พบว่าผู้ตายยังมีอวัยวะภายในอยู่เป็นปกติ ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องที่ถูกร่ำลือกันไป ไม่ใช่เรื่องจริงอย่างแน่นอน

สส. แสวง ฤกษ์จรัล ออกมายืนยันว่า "เรื่องนี้ไม่เป็นความจริง !" 
และก็มีนายศุภกร บัวสาย ส.ข. บางแคในสมัยนั้นอีกท่านหนึ่ง เล่าถึงคดีตำรวจจับพระจูงหมา แม่ชีอุ้มแมวดำมาสอบสวนที่โรงพัก เพราะมีชาวบ้านกลัวว่าจะเป็นปอบมาอาละวาดนั้น ท่านเล่าว่าพอเจ้าหน้าที่เผลอเพียงครู่เดียว ทั้งพระและชีก็หนีหายไป เหลือแต่หมากับแมวดำทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า และทิ้งท้ายไว้ว่า ทั้งสองไม่น่าจะใช่ผีปอบแต่อย่างใด ขอประชาชนอย่าได้วิตกกังวลกันไปจนเกินเหตุ

ต่อมาข่าวลือนี้ก็เงียบหายไปหลายปี จนมาถึงปี พ.ศ. 2556 ที่เว็บไซต์พันทิปได้มีสมาชิกชื่อ “นิ่มนวล ประรองเชิง” ตั้งกระทู้ถามเพื่อนสมาชิกว่า "ชีอุ้มหมา พระอุ้มแมว ใครเคยได้ยินเรื่องเล่านี้มั่ง" เพื่อสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้บนอินเตอร์เน็ตเป็นครั้งแรก ซึ่งก็มีสมาชิกจำนวนหนึ่งเข้ามาตอบ มีเนื้อหาสาระใกล้เคียงกับข่าวที่ถูกเสนอกันมา และมีผู้ตอบกระทู้ท่านหนึ่งชื่อว่า "JD300" หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ เจ้าของฉายานักสืบวิทยาศาสตร์ ได้โพสต์ภาพปกหลังของภาพยนตร์วีซีดีของค่ายโรสวิดีโอเรื่องพระอุ้มหมา ชีอุ้มแมว พร้อมกับตัวอย่างเนื้อหาบางส่วน โดยระบุว่า ขอลงเอาไว้เพื่อเพิ่มบรรยากาศของกระทู้
ต่อมาในวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ก็มีสมาชิกเว็บไซต์พันทิปชื่อ "เทพบุตร ขุดมันขาย" ได้เปิดประเด็นเรื่อง "ว่าด้วยตำนาน พระอุ้มหมา แม่ชีอุ้มแมว" ขึ้นมาอีกครั้ง โดยความเห็นต่าง ๆ ในกระทู้ดังกล่าว ก็ได้ถูกนำมาใช้อ้างอิงในเรื่องเล่านี้บนเว็บไซต์แนวบันเทิงหลาย ๆ แห่งในปัจจุบันด้วย
และสองเดือนต่อมาแฟนเพจเฟซบุ๊กชื่อ "เรื่องลี้ลับ ตำนาน ประวัติศาสตร์" ได้โพสต์เนื้อหาข่าวที่เกิดขึ้นสมัยปี พ.ศ. 2545 ในโพสต์ของวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ซึ่งเป็นเนื้อหาตามที่มิติที่ 6 ได้นำมาใช้ประกอบการหาที่มาครั้งนี้ ซึ่งคาดว่าต้นฉบับข่าวตัวนี้น่าจะถูกคัดลอกมาจากเว็บไซต์อื่นก่อนหน้านั้น เนื่องจากหัวข้อข่าวมีการใส่กราฟฟิกหน้ายิ้ม เพียงแต่ในปัจจุบันเว็บไซต์ต้นทางจริง ๆ อาจปิดตัวหรือลบข่าวนี้ทิ้งไปตามอายุของระบบฐานข้อมูลไปนานแล้ว
จนเวลาผ่านไปเรื่องพระอุ้มหมา ชีอุ้มแมวดำ จึงถูกนำมาแต่งเติมเล่ากันใหม่ตามเว็บไซต์แนวบันเทิงอีกหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นที่สำนักข่าว T News, AppGeji, Palangjit, UpYim, MThai, Postjung, ชมรมสาวโสด และอีกหลายแห่ง ซึ่งถูกพูดถึงมากที่สุดในช่วงปิดเทอมของปี พ.ศ. 2560 มากกว่าทุกปีที่ผ่านมาถึง 1,600% ซึ่งเราเองก็ไม่ทราบเช่นกันว่า เว็บไซต์แห่งใดกันแน่ที่เป็นต้นฉบับชิ้นใหม่ที่เราอ่านกันทุกวันนี้ เพราะทุกแห่งล้วนคัดลอกต่อมาเหมือนกันทุกตัวอักษร ไม่มีใครให้เครดิตใครในระยะเวลาที่ใกล้เคียงกันแทบจะทุกแห่ง
ท่ามกลางเรื่องเล่าข่าวลือนี้ นอกจากกลุ่มผู้คนที่ออกมาแสดงความเห็นว่ามันไม่ใช่เรื่องจริงแล้ว ก็ยังมีผู้คนอีกกลุ่มหนึ่งได้ออกมาแสดงความเห็นว่าปอบนั้นมีจริง และมีเพียงคนพื้นที่เกิดเหตุเท่านั้นที่จะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร นั่นจึงทำให้มิติที่ 6 ก็อยากจะทราบความเห็นของท่านผู้ชมเช่นกันว่า ท่านเชื่อว่าปอบมีจริงหรือไม่ ? ผ่านระบบแบบสอบถามของทางยูทูป ด้วยการกดที่เครื่องหมาย ( i ) บริเวณมุมบนขวาของหน้าจอกันนะครับ

อีกสิ่งหนึ่งที่จะลืมไปไม่ได้ก็คือ มิติที่ 6 ขอขอบคุณ "คุณพงษ์พัฒน์ เจริญวรี" ที่ช่วยค้นหาข้อมูลต้นฉบับหนังสือ "ตำนานผีปอบ พระจูงหมา ชีอุ้มแมวดำ" จนเราสามารถนำมาใช้เป็นแหล่งอ้างอิงแรกเพื่อสืบค้นข้อมูลที่เหลือทั้งหมด มาทำเป็นคลิปให้ได้ชมกันในครั้งนี้ และทางรายการขอขอบคุณ คุณ Bed Ba, Kate Kretnatthee และคุณสาธิต รวงแขม ที่ช่วยค้นหาภาพหน้าปกของหนังสือเล่มนี้มาให้อีกทางด้วยครับ


หนังสือ "ตำนานผีปอบ พระจูงหมา ชีอุ้มแมวดำ" (พ.ศ. 2546) จากสมาชิกแฟนเพจมิติที่ 6

วีซีดี "พระอุ้มหมา ชีอุ้มแมว" (พ.ศ. 2550)

ไม่ว่า "ตำนานผีปอบ พระจูงหมา ชีอุ้มแมวดำ" จะถูกเล่ากันไปเลยเถิดอย่างไร มิติที่ 6 ก็อยากจะบอกกับท่านผู้ชมว่า เวลาที่มีใครนำเรื่องพระอุ้มหมา ชีอุ้มแมว เวอร์ชั่นที่พบกันทุกวันนี้มาเล่ากันในวงสนทนา ก็ขอให้พวกเราจงอย่าได้ไปขัดใจคนเล่าก็น่าจะดีเป็นทีสุด นั่นก็เป็นเพราะว่าความจริงนั้น มันช่างไม่มีเสน่ห์... เอาเสียเลย !

พบกับรายการมิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ พร้อมกับที่มาของมันกันได้ทุกวันศุกร์สะดวก และหลังจากจบรายการแล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี

เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง

ขอขอบคุณ:
ข้อมูลต้นฉบับ: คุณพงษ์พัฒน์ เจริญวรี
ภาพปก: คุณ Bed Ba, Kate Kretnatthee และสาธิต รวงแขม
ขอขอบคุณที่มา:
- นที ลานโพธิ์, และ เทพนภา ศิวะบุตร. (๒๕๔๖). หนังสือตำนานผีปอบ พระจูงหมา ชีอุ้มแมวดำ. (หน้า ๗-๑๖). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ อนิเมทกรุ๊ป. ISBN 974-90900-8-X.
- https://pantip.com/topic/30362645 (เปิดประเด็น)
- https://pantip.com/topic/34093940 (เปิดประเด็นครั้งที่ 2)
 
แท็ก: พระอุ้มหมา ชีอุ้มแมว, ตำนานผีปอบ พระจูงหมา ชีอุ้มแมวดำ, นที ลานโพธิ์, เทพนภา ศิวะบุตร, ตำนานผีปอบบางแค, ปอบบางแค, ปอบ