ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันศุกร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ | 10 ตำนานลี้ลับของชาวอเมริกันพื้นเมือง !!!



ใครบอกว่าประเทศสหรัฐอเมริกาจะมีแต่ตำนานซอมบี้และแวมไพร์ ! เรื่องพวกนั้นมันเป็นแค่ตำนานยุคใหม่ของเหล่าชนเผ่าผู้อพยพมาจากแดนไกลเท่านั้น จะมีใครเคยรู้กันบ้างว่าแท้ที่จริงแล้ว ชนเผ่าพื้นเมืองของชาวอเมริกันนั้น ล้วนมีตำนานเล่าขานต่อกันมาจนถึงรุ่นลูกหลาน !
มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ ในวันศุกร์สะดวกสัปดาห์นี้ เราจะขอนำท่านไปรู้จักกับตำนานลี้ลับ เรื่องเล่าที่ยังคงถูกเล่าขานกันต่อมา ในหมู่ชนพื้นเมืองเจ้าของแผ่นดินของประเทศสหรัฐฯ ว่าเรื่องราวเหล่านี้... มันคืออะไรกันแน่ !?

บูควุส (Bookwus)



บูควุส (บาควุส, โบควุส หรือ บูควิส) คือชาวป่าลึกลับในตำนานของชนเผ่าควาคิอุท โดยบูควุสเป็นกลุ่มชนที่สามารถสื่อสารกับวิญญาณที่ตายในท้องน้ำ มันอาศัยอยู่บริเวณรอบป่าชายเลน สิ่งที่น่ากลัวสำหรับพวกเรานั้นก็คือหากใครพบกับบูควุสเข้า คนผู้นั้นจะถูกพวกเขาหลอกล่อด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้เดินตามไปยังถิ่นของพวกเขา ซึ่งที่อยู่ที่ว่านั้นไม่เคยมีใครพบเห็นกันมาก่อน พอเราหลงเข้าไปพวกเขาจะนำผลแซลมอนเบอรี่ที่สุดแสนน่ากินมาให้ โดยเราจะไม่รู้เลยว่ามันเป็นผลไม้ต้องคำสาป ที่เมื่อเรากินเข้าไปมันจะทำให้เราต้องกลายเป็นบูควุสตามไปด้วย
บูควุสนั้นเป็นชนเผ่าที่ค่อนข้างเก็บตัว ปกติเขาจะไม่ค่อยออกมาพบเจอกับมนุษย์สักเท่าไหร่ ว่ากันว่าอาหารโปรดของพวกเขานั้นก็คือ "หอยแครง"
หน้ากากของชาวบูควุสนั้นจะถูกสร้างขึ้นมาอย่างปราณีต ลักษณะเด่นที่เห็นได้ชัดเจนก็คือดวงตากลม คิ้วหนา จมูกแหลมเหมือนเจ้าอุซบในวันพีซ มีท่าเต้นประจำเผ่าที่ผู้เต้นจะสวมหน้ากาก และนำกิ่งต้นซีด้ามาปักทั่วร่างกาย ซึ่งท่าเต้นนั้นจะสื่อให้เห็นถึงความขี้อายและการออกหากิน

แต่ถึงมันจะมีตำนานระบุไว้ขนาดนี้ กลับไม่เคยมีใครพบหลักฐานการมีอยู่ของพวกเขามาก่อน นั่นจึงทำให้มันกลายเป็นเรื่องเล่าประจำเผ่าที่เอาไว้กำหราบความซนของชนเผ่าวัยรุ่นหรือเปล่า ? มันก็ยากเกินกว่าที่จะคาดเดาได้


ผีกลิ้งหัว (The Rolling Head)
(ภาพจาก: Scary Stories to Tell in the Dark)

ชนเผ่าทางตะวันออกกลางของประเทศสหรัฐอเมริกานั้น พวกเขามีความกลัวสิ่งลึกลับอย่างหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายกับผีกระสือในบ้านเรา เพียงแต่เจ้าผีที่ว่านั้นมันจะกลิ้งหัวของตัวเองเพื่อเดินทางออกตามล่ามนุษย์ และจะกินทุกคนที่มันจับตัวได้ แถมที่มาของมันก็ไม่ชัดเจนเพราะแต่ละแห่งก็เล่ากันไปไม่เหมือนกัน
โดยเรื่องแรกนั้นเล่าว่า ผีกลิ้งหัวจะแปลงตัวเป็นคนธรรมดา จากนั้นก็จะมองหาว่ามีใครบ้างที่เป็นแผลบาดเจ็บดูน่ากิน พอเจอเป้าหมายมันจะรอให้เหยื่อหลับแล้วเข้าไปเลียแผลของคน ๆ นั้นทันที พอมันได้เลียและกินจนพอใจมันก็จะดูสดชื่นเบิกบานขึ้นมาทันที คนพื้นเมืองนั้นเชื่อกันว่าเจ้าผีชนิดนี้มันน่าจะชอบรสชาติของมนุษย์ ซึ่งคนที่ถูกมันจับกินนั้นจะค่อย ๆ ถูกมันแทะร่างกายไปเรื่อย ๆ จนสุดท้ายเหลือแต่เพียงศีรษะไว้ และเมื่อทุกอย่างจบลงมันก็จะจากไปและมองหาเหยื่อรายใหม่มาเป็นอาหารแบบนี้ไปเรื่อย ๆ
บางตำนานก็เล่ากันว่า เจ้าผีกลิ้งชนิดนี้มันเกิดมาจากฆาตกรที่ฆ่าคนรักของตัวเอง บางแห่งก็เล่าว่ามีสามีคนหนึ่งทำการฆาตกรรมภรรยาจนเสียชีวิต จากนั้นก็นำเนื้อของเธอมาทำอาหารให้ลูก ๆ กิน บางแห่งก็เล่าว่าคนที่เป็นสามีใช้เลือดของภรรยามาป้อนให้เธอกินก่อนที่จะฆ่าเธอทิ้งอย่างโหดเหี้ยม และอีกเรื่องก็เล่าว่ามันคือผีที่ฟื้นคืนชีพขึ้นมาเป็นผีหัวหมุนเพื่อออกตามหาคนที่ฆ่ามัน จนมันสามารถแก้แค้นได้เป็นผลสำเร็จ หัวของมันก็จะยังคงเที่ยวออกทำร้ายผู้คนต่อไป จนกว่าวิญญาณของมันจะอ่อนแรงไม่สามารถกลิ้งหัวได้ต่อไป สุดท้ายวิญญาณก็สลายไปทิ้งไว้แต่ซากหัวอันเน่าเฟะ


เบย์ค็อก (Baykok)

(ภาพจาก: Scott Murphy Illustration)

มีตำนานสยองขวัญอีกเรื่องหนึ่งที่ถูกเล่าขานกันในกลุ่มชนเผ่าชิพพิวา นั่นก็คือเรื่องราวของเบย์ค็อก โครงกระดูกร่างยักษ์ผิวหนังโปร่งแสง นัยน์ตาสีดำ และจะกลายเป็นสีแดงยามที่มันแอบติดตามเหยื่อ

มีความเชื่อกันว่าเบย์ค็อกนั้นก็คือวิญญาณของนายพรานที่ต้องตายไป หลังจากที่ตัวเองพลาดท่าเสียที ถูกกับดักของนายพรานคนอื่นทำร้าย และด้วยความอาฆาตจึงทำให้วิญญาณของเขากลับมาในสภาพของโครงกระดูกขนาดใหญ่ ตามที่ชาวชิพพิวาได้เล่าขานกัน
วิธีที่จะทำให้เราสามารถรู้ได้ว่าเบย์ค็อกอยู่ใกล้ ๆ เราหรือเปล่า นั่นก็คือการใช้หูของเราค่อย ๆ ฟังเสียงกระเทาะที่ดังมาจากกระดูก และเสียงผิวหนังของมันเสียดสีกัน โดยการโจมตีของมันนั้นจะสามารถหายตัวเพื่อหลบซ่อนคอยจังหวะที่เหยื่อหลับไปแล้ว จากนั้นมันจะใช้ธนูอาบยาพิษยิงใส่จนกระทั่งเหยื่อหมดสติไป แล้วใช้ลิ่มก้อนหินอันแหลมคมค่อย ๆ เฉือนเอาตับของเหยื่อออกมากิน และด้วยวิธีการนี้จะทำให้เหยื่อไม่สามารถรู้ได้เลยว่า ตัวเองนั้นกำลังถูกอะไรทำร้าย และค่อย ๆ ตายไปเพราะตับถูกกินไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้

เรียกได้ว่ามาถึงตรงนี้มีแต่ตำนานสุดโหด ถ้ามันมีจริงคนสมัยก่อนคงใช้ชีวิตกันตื่นเต้นน่าดู แต่อย่างไรก็ดี เรามาดูกันอีกตำนานที่น่าจะเป็นสัตว์ในหลายตำนานทั่วโลกเข่นกัน


อันเชกิล่า (Unhcegila)

(ภาพจาก: Final Fantasy)
อันเชกิลา (อังเซกุลา หรือ อังเทฮี) คือตำนานสัตว์ประหลาดของชาวลาโกต้า ที่ฟังดูไปก็คล้ายกับมังกรตัวใหญ่ โดยเล่ากันว่ามีข่าวลือการพบเห็นเงาประหลาดบริเวณหุบเขาในทะเลที่ชื่อว่าแบล็กฮิลส์
ในตอนแรกยังไม่มีใครสามารถระบุรูปร่างของมันได้ เพราะว่ากันว่าร่างของมันถูกหมอกหนาทึบบดบังอยู่ และต่อมาก็มีการระบุเอาไว้ว่า ร่างของอันเชกิล่านั้นมีลักษณะลำตัวยาวดูราวกับเป็นหอกหรือลูกธนูขนาดยักษ์ แต่ถึงมันจะยิ่งใหญ่ขนาดนั้นเจ้าอันเชกิลาก็ต้องพ่ายแพ้แก่ชาวลาโกต้า และต่อมาเรื่องราวการพบกับมันก็ถูกนำมาเล่าขานออกไปมากมายหลายรูปแบบ
มีหนึ่งตำนานนั้นเล่าว่า เจ้าอันเชกิลานั้นเคยอาศัยอยู่ร่วมกับชาวเผ่ามาก่อน แล้วต่อมาลูกหลานของเจ้ามังกรตัวนี้เกิดติดใจรสชาติของเนื้อมนุษย์ นั่นจึงทำให้ชาวเผ่าต้องลุกขึ้นต่อสู้กับมัน โดยบางแห่งก็บอกว่านักรบที่สามารถฆ่ามันได้ครั้งนั้น ก็คือศิษย์เอกของอาจารย์ที่เป็นวิญญาณพังพอน ผู้ต้องตายไปเพราะถูกเจ้าอันเชกิลาจับกินนั่นเอง
ส่วนอีกเรื่องก็เล่าว่า มีวัยรุ่นแฝดสองคนใช้คันศรและวิชาอาคมอันแข็งกล้า บุกเข้าโจมตีเจ้าอันเชกิล่าที่จุดอ่อนอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดก็สามารถฆ่ามันได้สำเร็จ ซึ่งก็เรียกได้ว่าทุกเรื่องที่เล่ากันไปนั้นล้วนสามารถฆ่ามันได้อย่างง่ายดาย ราวกับว่ามันเป็นเพียงนิทานก่อนนอนเท่านั้นเอง


อะโพทัมกิน (Apotamkin)
(ภาพจาก: Exshinka)

ในยุคสมัยใหม่เจ้าอะโพทัมกินได้ถูกนำมาเสนอไว้ในฉากหนึ่งของภาพยนตร์เรื่องทไวไลท์ อ้างถึงตำนานของเดอะโคลด์วัน ที่น่าจะสรุปได้ว่าอะโพทัมกินนั้นก็คือแวมไพร์ของชาวอเมริกันพื้นเมืองนั่นเอง
สิ่งหนึ่งที่ทำให้เราแน่ใจว่าอะโพทัมกินก็คือแวมไพร์นั่นก็คือ มันมีพลังพิเศษอันยิ่งใหญ่ที่สามารถเพิ่มพูนขึ้นหลังจากได้ดื่มเลือดของมนุษย์ ต่างกับแวมไพร์ยุคใหม่ที่อะโพทัมกินจะสามารถเลี้ยงดูสัตว์ต่าง ๆ และสร้างผีดิบไว้ประดับบารมี ได้มากเท่าที่ตัวเองจะต้องการ
แต่ก็มีบางตำนานบอกว่าอะโพทัมกินนั้นไม่ใช่แวมไพร์คืองูทะเลที่อาศัยอยู่แถบอ่าวพาสซามาโควดดี้ และเมื่อมีคนเดินผ่านมาใกล้บริเวณฝั่งน้ำถิ่นของมัน เจ้าอะโพทัมกินจะโผล่ขึ้นมาฉกและลากเหยื่อกลับลงไปในทะเล บางแห่งก็บอกว่าอะโพทัมกินนั้นก็คือหญิงสาวผู้ต้องกลายมาเป็นงู ที่มีเส้นผมยาวเป็นสีแดง
โดยที่มาทุกแบบของตำนานอะโพทัมกินนั้น ถูกใช้เล่าเพื่อให้เหล่าเด็ก ๆ พึงระวังในอันตรายจากความประมาท ในช่วงที่พวกเขาออกไปเที่ยวเล่นข้างนอก ซึ่งไม่ว่าจะเป็นแวมไพร์หรืออะไรก็ตาม เรื่องราวของมันก็ทำให้เด็ก ๆ มีชีวิตรอดปลอดภัยมาจนโตได้เพราะตำนานลึกลับแบบนี้นั่นเอง

จะว่าไปอะโพทัมกิ้นกับยุคสมัยนี้ มันทำให้สาว ๆ คลั่งไคล้ในความหล่อขาวมากกว่าจะกลัว งั้นเราก็ควรลืม ๆ มันไปก่อน เดี๋ยวเรามาดูตำนานต่อไปกันดีกว่า


คีวากว์ (Kee-Wakw)



คีวากว์ หรือที่รู้จักกันในชื่ออื่นว่า เชนู (คีวากวา หรือ จีวากวา) มันก็คือยักษ์ในตำนานของชนเผ่าวาบานาคี ที่เล่าสืบต่อกันมาว่าการเผชิญหน้ากับเจ้าคีวากว์นั้นไม่ใช่เรื่องดี เพราะเจ้าสิ่งนี้มันสามารถขยายร่างตัวเองให้สูงกว่าต้นไม้ใหญ่ ๆ ได้ คีวากว์มันมีเขี้ยวขนาดใหญ่แถมยังชอบกินเนื้อมนุษย์ มีทางเดียวที่จะรอดจากมันได้ก็คือ ตอนที่มันยังไม่หิวเท่านั้นเอง ว่ากันว่าจริง ๆ แล้วไม่ว่าจะเป็นตอนไหน เจ้าคีวากว์มันก็จะหิวอยู่เสมอนั่นแหละ
ที่มาของเจ้าคีวากว์นั้นก็ไม่ค่อยจะเหมือนกัน บางตำนานเล่าว่ามันคือร่างของพ่อมดผู้ทรงอำนาจ ที่กลับมาจากโลกความตายด้วยร่างแปลงของตัวเอง บางแห่งเล่าว่ามันเป็นวิญญาณของปีศาจร้าย ที่เกิดจากผู้คนที่ล้มตายด้วยความอดอยากจากการกระทำของใครบางคน และนั่นจึงทำให้พวกเขากลับมาเป็นคีวากว์ผู้มีหัวใจเป็นน้ำแข็งเพื่อแก้แค้น

ในบางตำนานก็เล่าว่ามันไม่ใชร่างแปลงของมนุษย์ แต่มันเป็นสัตว์ประหลาดแบบนี้มาตั้งแต่เกิด มีผลึกน้ำแข็งเป็นแหล่งพลังวิเศษของมัน การที่จะเอาชนะมันได้นั้น เราจะต้องทำให้มันอาเจียรเอาก้อนน้ำแข็งนั้นออกมา ซึ่งสิ่งที่จะทำให้มันอาเจียรได้ก็คือเกลือ บางตำนานก็เล่าว่าถ้าใครสามารถทำให้มันอาเจียรเอาน้ำแข็งออกมาได้ เจ้าคีวากว์ก็จะสามารถกลับมาเป็นมนุษย์ได้เหมือนเดิม

พุกควุดจี้ (Puckwudgie)
(ภาพจาก: Autumn Haynes)

พุกควุดจี้ เป็นตำนานของชนเผ่าวามปาน็อก สูงประมาณ 60 ถึง 90 เซ็นติเมตร เที่ยวออกอาละวาดอยู่ในแถบชายป่า รูปร่างของมันดูคล้ายกับมนุษย์ แต่มีจมูก นิ้วมือ และหูที่ใหญ่กว่าคนปกติมาก ตามเรื่องเล่านั้นมันจะมีพลังพิเศษหลายแบบ หนึ่งในความสามารถนั้นก็คือการหายตัว ใช้เวทย์มนต์ มีธนูอาบยาพิษ สามารถเสกไฟ และแปลงร่างเป็นตัวเม่นได้
ส่วนที่มาของมันนั้นมันอยู่ในเรื่องเล่าของยักษ์ตัวหนึ่งชื่อ "เมาช็อพ" ซึ่งเป็นอีกตำนานของชนเผ่าวามปาน็อกเช่นกัน โดยเล่ากันว่าเจ้าพุกควุดจี้เริ่มอิจฉาที่ชาวเผ่าให้ความสำคัญกับเจ้าเมาช็อพมากไป นั่นจึงทำให้พวกมันตัดสินใจที่จะออกมาช่วยเหลือชาวเผ่าด้วยอีกแรง เผื่ออย่างน้อยชาวเผ่าจะได้เห็นคุณค่า และคอยส่งเสียเลี้ยงดู ให้อาหารบรรณาการพวกมันเหมือนกับเมาช็อฟบ้าง

เพียงแต่สิ่งที่มันคิดนั้นกลับไม่ได้ให้ผลออกมาตามที่พวกมันหวังเอาไว้ นั่นจึงทำให้พวกมันเปลี่ยนใจผันตัวเองมาเป็นตัวแทนแห่งความชั่วร้ายแทน และนั่นจึงทำให้ชาวเผ่าต้องเรียกเมาช็อพออกมา เพื่อกวาดต้อนพวกพุกควุดจี้ให้ออกไปจากที่แห่งนั้น จนสุดท้ายพวกมันก็ต้องบาดเจ็บล้มตายไปเป็นจำนวนมาก
ต่อมาเจ้าเมาช็อพขวัญใจของชาวเผ่าก็หายตัวไปจากเผ่าไปทำธุระส่วนตัวเป็นเวลานาน เจ้าพวกพุกควุดจี้รู้เข้ก็ยกพวกกลับมาแก้แค้น เผาบ้านเผาเมืองรวมทั้งลักพาตัวเด็ก ๆ ไป นั่นจึงทำให้เจ้าเมาช็อพที่อยู่ห่างไก ส่งลูกชายทั้ง 5 ตนของมันให้รีบตามไปช่วยชาวเผ่า แต่ฝีมือพวกเขาก็ยังอ่อนหัดถูกพวกพุกควุดฆ่าทิ้งไปทั้งหมดอย่างง่ายดาย

พอเมาช็อพรู้เข้ามันก็โกรธแค้น แต่ตัวเองก็ทำอะไรไม่ได้มากเพราะมันก็เพิ่งจะพลังพลาดเสียมือทั้งสองข้างให้กับเจ้าที่ในช่วงเดินทางอีก และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาชาวเผ่าวามปาน็อกก็ต้องเดือดร้อนเพราะการแก้แค้นของพวกพุกควุดจี้มาตลอด จนกลายเป็นตำนานเล่าขานประจำท้องถิ่นมาให้เราได้รับรู้กันในวันนี้


ยักษีแบกตะกร้า (Basket Ogress)
มาถึงตรงนี้เราก็ยังมีตำนานระดับแฟรี่เทลของชนเผ่าพื้นเมืองอีกเรื่อง ที่นึกว่ามาจากยุโรปกันเลยทีเดียว นั่นก็คือ บาสเก็ตออเกรส หรือ ตำนานนางยักษีแบกตะกร้า
ที่เรียกง่าย ๆ ให้เข้าใจตรงกันก็คือยักษ์เพศหญิงแบกตะกร้า โดยตำนานนี้ไม่ได้ถูกระบุว่ามาจากชนเผ่าไหน ซึ่งหลาย ๆ เผ่านั้นจะมีเรื่องเล่าพูดถึงยักษ์แบกตะกร้าตัวหนึ่ง มันอยู่แถวๆ ชายหาดทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ถือเป็นตำนานที่ถูกเล่าขานไปทั่วชนเผ่าพื้นเมืองของอเมริกา มากกว่าตำนานของตัวใด ๆ ที่กล่าวมาทั้งหมด
ยักษ์แบกตะกร้านั้นมีที่มาคล้าย ๆ กับนิทานหรือเทพนิยาย เธอชอบการลักพาตัวผู้คนโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็พวกเด็กเกเร เธอจะจับเด็ก ๆ มาโยนใส่ไว้ในตะกร้าใบโตที่เธอแบกมันติดตัวอยู่เสมอ จนกระทั่งมันได้จำนวนคนมากพอก็จะนำเด็กเหล่านั้นไปทำอาหารกินต่อไป
แต่ไม่ว่าจะแข็งแกร่งขนาดไหนบาสเกตออเกรสก็มีจุดอ่อน เพราะบ่อเกิดของความพินาศของเธอเองนั้น มันก็มาจากความแข็งแกร่งที่ส่งผลทำให้เธอไม่ค่อยจะฉลาด และมักจะถูกหลอกได้ง่าย ๆ อยู่เสมอ โดยมีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งบอกว่า หลังจากที่เธอจับเด็ก ๆ ได้จำนวนหนึ่งแล้ว เธอก็ถูกเด็ก ๆ บอกให้ไปหาหินลาวามาใช้สำหรับปิ้งย่างพวกเขา และหลอกให้เธอร้องรำทำเพลงก่อนจะลงมือ จนเมื่อเธอเต้นจนติดลม พวกเด็ก ๆ ก็รีบช่วยกันผลักเธอให้ตกลงไปในหินลาวาแทน


อัคลุท (Akhlut)

(ภาพจาก: Owlapin)

ตำนานของอัคลุทนั้นมาจากชนเผ่าอินุอิท ที่เล่าถึงชายผู้ลุ่มหลงในทะเลจนอยากจะใช้ชีวิตอยู่ใต้ท้องน้ำอันกว้างใหญ่ โดยวันหนึ่งหลังจากที่เขากลับมาถึงหมู่บ้านก็ตัดสินใจที่จะลงไปอยู่ใต้น้ำ และเรื่องนี้มันก็ได้ทำให้ร่างกายของเขาเปลี่ยนไป จนคนในหมู่บ้านจำไม่ได้ขับไล่ออกไปจากหมู่บ้าน และนั่นจึงเป็นที่มาของการออกเดินทางไปยังดินแดนต่าง ๆ เพื่อแก้แค้น
ในขณะที่กำลังเดินทางอยู่นั้น เขาต้องเดินผ่านฝูงหมาป่าและเห็นว่าลักษณะของพวกมันนั้นเหมาะกับการแก้แค้นเป็นอย่างมาก นั่นจึงทำให้เขากลายร่างเป็นหมาป่าทันที พอเขารู้ว่าตัวเองสามารถแปลงร่างเป็นสัตว์ที่ต้องการได้แบบนี้ เขาก็ใช้ความสามารถนี้อีกครั้ง

เมื่อเดินทางไปจนถึงมหาสมุทร เขาก็กระโดดลงไปในน้ำทะเลแล้วแปลงร่างเป็นปลาวาฬเพชรฆาตทันที จากนั้นก็ว่ายวนไปมาในทะเล จนในที่สุดก็ตัดสินใจที่จะแก้แค้นพวกมนุษย์ที่ไล่เขาออกมา นั่นจึงทำให้เขากระโดดขึ้นมาบนแผ่นดินอีกครั้ง จากนั้นก็แปลงร่างไปเป็นหมาป่าเพื่อไล่ล่าชาวเผ่าให้หายแค้น
ซึ่งก็มีเรื่องเล่ากันว่าถ้าเราอยู่ในดินแดนของชาวอินุอิท แล้วเดินผ่านเส้นทางที่มีหมาป่ามุ่งหน้าสู่ชายทะเล มันก็ถือเป็นโอกาสอันดีที่คุณอาจจะได้พบกับเจ้าอัคลุทก็เป็นได้ แต่จะให้ดีกว่านั้นขอเดินทางไกลแบบไม่เจออะไรเลยก็น่าจะดีกว่าใช่ไหม ?


แอดเลท (Adlet)

(ภาพจาก: World of Warcraft Game)
นั่นก็คือตำนานของเจ้า แอดเลท ตำนานสัตว์ประหลาดอีกเรื่องของชนเผ่าอินุอิท ที่มีเรื่องเล่าของมันต่างกันไปหลายแบบ โดยตัวของเจ้าแอดเลทนั้นเป็นผลลัพท์ที่เกิดมาจากมนุษย์ชาวอินุอิทกับสุนัขสีแดง จนมีลูกด้วยกันทีเดียวถึง 10 คน โดยทุกคนนั้นจะมีลักษณะเป็นลูกครึ่งคนกับสุนัข บางตำนานเล่าว่าแอดเลทนั้นจะมีช่วงล่างเป็นสุนัขช่วงบนเป็นคน แต่ก็มีบางตำนานบอกว่าพวกมันจะมีรูปร่างเป็นสุนัข แต่มีมันสมองอันฉลาดปราดเปรื่องแบบมนุษย์
โดยหลังจากที่เด็ก ๆ แอดเลทถือกำเนิดขึ้นมา ครอบครัวฝ่ายหมาของพวกเขาก็ถูกขับไล่ออกจากเผ่าไปอยู่บนเกาะแห่งหนึ่ง ทุก ๆ วันจะมีแอดเลทตัวน้อยหนึ่งคนว่ายน้ำกลับมายังแผ่นดิน เพื่อนำรองเท้าและเนื้อสัตว์จากฝั่งทางพ่อกลับมาให้ครอบครัวบนเกาะได้ประทังชีวิต
จนมาวันหนึ่งพ่อของเขากลับนำหินมาใส่ไว้ในรองเท้าแทนเนื้อสัตว์ นั่นจึงทำให้แอดเลทลูกชายของเขาต้องจมน้ำตายไปหนึ่งคน พอครอบครัวบนเกาะรู้ก็ทำให้เจ้าสุนัขแดงฝ่ายหญิงโกรธมาก ถึงกับบอกให้ลูก ๆ ทั้งหมดของเธอว่ายน้ำกลับมายังแผ่นดินใหญ่ เพื่อฆ่าพ่อของตัวเองให้หายแค้น เท่านั้นไม่พอชาวบ้านทุกคนที่พวกเขาพบระหว่างทางก็ถูกพวกเขาสังหารตายไปจนหมดสิ้น
แต่ก็มีอีกตำนานเล่าเอาไว้ว่า เจ้าหมาแดงตัวเมียนั่นไม่ได้ออกจากเกาะไปไหน เธอแค่ส่งลูก ๆ เพียง 5 คน ว่ายน้ำกลับมายังแผ่นดินใหญ่เพื่อแก้แค้น ส่วนที่เหลือก็อยู่บนเกาะต่อไปเพราะแค่นั้นมันก็มากพอที่จะดื่มเลือดของชาวเผ่าได้ทั้งหมด เพื่อสังเวยให้กับความแค้นอันยิ่งใหญ่ในครั้งนี้

ซึ่งถ้าเรามองกันให้ลึกลงไป ตำนานทุกตำนานล้วนถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้คนในชนเผ่ารู้จักระแวดระวังภัย ยามที่ต้องออกเดินทางไกลหรือไม่ก็เล่าไว้ให้รู้จักความรอบคอบ เพราะไม่ว่ายุคสมัยจะผ่านมากี่ยุค การพูดจาด้วยเหตุผลมักจะไม่มีใครเชื่อถือ เพราะของแบบนี้หากไม่พบเจอด้วยตัวเองก็ไม่มีทางใส่ใจ ก็ต้องใช้เรื่องเล่าตำนานน่ากลัวมาขู่กันไว้ก่อน เพราะถึงจะดูเกินความจริงแค่ไหน อย่างน้อยมันก็ทำให้เรารู้จักกลัวกันบ้าง ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้มาก็ถือว่าประสบผลให้พวกเขาเติบโตมาได้โดยไม่ต้องเจอกับความสูญเสียอันยิ่งใหญ่

แล้วอย่าลืมติดตามรายการมิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ พร้อมที่มาของมันกันได้ทุกวันศุกร์สะดวก หลังจากจบรายการแล้วอย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี

เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง

แท็ก: ตำนานลี้ลับ, บุควุส, Bookwus, ผีกลิ้งหัว, The Rolling Head, เบย์ค็อก, Baykok, อันเชกิล่า, Unhcegila, อะโพทัมกิน, Apotamkin, คีวากว์, Kee-Wakw, พุกควุดจี้, Puckwudgie, ยักษีแบกตะกร้า, Basket Ogress, อัคลุท, Akhlut, แอดเลท, Adlet, wicked, creatures, native, american folklore

วันพุธที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 เปิดปมปริศนา พิธีไล่ผีเอ็กซอร์ซิสต์ "โรแลนด์ โดว์" มันคืออะไรกันแน่ ?


ปี ค.ศ. 1949 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกามีนักบวชของโบสถ์โรมันคาธอลิค ได้จัดทำบันทึกเรื่องราวพิธีกรรมไล่ผีที่สิงสู่อยู่ในร่างของเด็กชายคนหนึ่ง โดยบันทึกชุดนั้นพวกเขาเรียกเด็กชายด้วยนามแฝงว่า โรแลนด์ โดว์ และ ร็อบบี้ แมนเฮม เด็กชายคนนี้อายุ 14 ปี เขาเกิดช่วงประมาณปี ค.ศ. 1935 และถูกกล่าวหาว่าถูกปีศาจเข้าครอบงำ !
มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะนำคุณไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อไปพบกับเรื่องราวเหนือธรรมชาติที่ถูกอ้างว่ามันคือเรื่องจริง เด็กชายคนหนึ่งที่ต้องทนทุกข์กับวิญญาณชั่วร้าย กับข้อมูลที่คุณอาจไม่เคยรู้ ว่าทุกอย่างมันจะใช่อย่างที่เราคิดกันหรือไม่ !?

ในช่วงกลางปี ค.ศ. 1949 หนังสือพิมพ์หลายฉบับได้ลงพาดหัวข่าว รายงานเหตุการณ์แปลกประหลาด เกี่ยวกับการสิงสู่ของวิญญาณร้ายและพิธีขับไล่ผี แหล่งข่าวนั้นเดาว่าเหตุการณ์นี้มันน่าจะเกิดขึ้นกับครอบครัวของลูเธอร์ ไมล์ ชูลซ์ซึ่งเป็นอดีตปาสเตอร์ โดยเหตุการนี้มีผู้คนมากถึง 48 คน เป็นพยานในพิธีกรรม และมี 9 คนในนั้นเป็นเจซูอิท

จากข้อมูลในหนังสือของผู้เขียนชื่อ โธมัส บี อัลเลน ระบุว่านักบวชเจซูอิทชื่อคุณพ่อวอลเดอร์ เอช ฮอโลแรน เป็นหนึ่งในพยานจากเหตุการไล่ผีในครั้งนั้น โธมัสได้บันทึกอ้างถึงไดอารี่เล่มหนึ่งที่ถูกเก็บรักษาโดยคุณพ่อเรมอนด์ บิช็อป เกี่ยวกับรายละเอียดพิธีการไล่ผีให้กับเด็กชายผู้ใช้นามแฝงว่า โรแลนด์ โด หรือ ร็อบบี้ แมนเฮม
"โธมัส บี อัลเลน" เจ้าของบันทึกเหตุการณ์นี้
"คุณพ่อวอลเดอร์ เอช. ฮอโลแรน" หนึ่งในพยาน
โรแลนด์เกิดในครอบครัวชาวเยอรมันที่นับถือลัทธิลูเธอรัน โดยในช่วงปี ค.ศ.1940 จากข้อมูลในหนังสือของโธมัส บี อัลเลนได้ระบุเอาไว้ว่า ครอบครัวนี้พำนักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 3210 ถนนบังเกอร์ฮิลล์ เมาท์เรนเนอร์ รัฐแมรี่แลนด์ และได้กล่าวถึงเด็กชายเอาไว้ว่า
โรแลนด์เป็นเด็กเพียงคนเดียวในบ้าน ไม่มีพี่น้องที่อายุใกล้เคียงเป็นเพื่อน และนั่นจึงทำให้เขามีเพื่อนเล่นเป็นผู้ใหญ่แทน ซึ่งคนที่เล่นกับเขาเป็นหลักก็คือคุณป้าแฮเรียต เธอเป็นคนทรงและเป็นคนที่สอนให้โรแลนด์รู้จักกับ "กระดานอุยจา"หรือ "กระดานผีถ้วยแก้ว"


"บ้านเลขที่ 3210 ถนนบังเกอร์ฮิลล์ เมาท์เรนเนอร์ รัฐแมรี่แลนด์" ถูกอ้างว่าเป็นที่เกิดเหตุ
ต่อมาคุณป้าของเขาก็เสียชีวิต และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาครอบครัวนี้ก็มักจะได้ยินเสียงแปลก ๆ หรือของในบ้านสามารถเคลื่อนที่ได้ด้วยตัวเอง และมักจะมีของในบ้านลอยไปมาเมื่อเด็กชายอยู่ในบริเวณนั้น นั่นจึงทำให้ทางครอบครัวต้องพึ่งปาสเตอร์ของลูเธอรันชื่อลูเธอร์ ไมล์ ชูลซ์ เพื่อให้เข้ามาช่วยเหลือในเรื่องนี้

และด้วยความสนใจด้านจิตวิทยาอาถรรพ์ของคุณพ่อลูเธอร์ ชูลซ์ เขาจึงนำตัวเด็กชายมาไว้ที่บ้านของเขาอยู่ทั้งคืน โดยอ้างกับพ่อและแม่ของเด็กว่าจะพาเด็กชายไปพบกับนักบวชคาธอลิค และในคืนนั้นเขาได้บันทึกเหตุการณ์อันน่าขนลุกเอาไว้ว่า ตลอดเวลาที่เด็กชายอยู่ในบ้านของเขา ข้าวของในบ้านสามารถเคลื่อนที่ได้เองอย่างน่าประหลาด เพียงแต่เรื่องนี้นักจิตวิทยาชื่อ เจ.บี. ไรน์ (Joseph Banks Rhine) ผู้ที่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องราวนี้บอกกับทางสื่อว่า บางทีคำบอกเล่านี้อาจเป็นเพียงสิ่งที่คุณพ่อลูเธอร์ ชูลซ์ พูดอวดอ้างไปเองก็เป็นได้

เจ.บี. ไรน์ กล่าวว่า "คุณพ่อลูเธอร์อวดอ้างเรื่องของเคลื่อนที่เอง"

ในเนื้อหาบันทึกต้นฉบับของคุณพ่อเรมอนด์ บิช็อป ที่โธมัส บี อัลเลนนำมาเป็นข้อมูลนั้นบอกว่า เด็กชายต้องพบกับหมอผีจำนวนหลายคน โดยหนึ่งในนั้นก็คือเอ็ดเวิร์ด ฮิวซ์ นักบวชโรมันคาธอลิค ที่จัดพิธีไล่ผีให้กับเด็กชายโรแลนด์ภายในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ที่อยู่ภายใต้การดูแลของสถาบันเจซูอิท

ในช่วงพิธีไล่ผีนั้นเด็กชายเกิดสะบัดมือข้างหนึ่งหลุดออกจากที่มัดบนเตียง ซึ่งการสะบัดครั้งนั้นทำให้เตียงถึงกับหักร่วงลงมาด้านล่าง และเด็กชายก็ได้ใช้ท่อนเหล็กที่หลุดออกเหวี่ยงไปมาจนถูกแขนของนักบวชฉีกเป็นแผลยาว ซึ่งสิ่งนี้มันก็ทำให้พิธีขับไล่ผีถึงกับต้องหยุดชะงักไปทันที

ส่วนทางครอบครัวของเด็กชายได้เดินทางไปยังมหาวิทยาลัยเซนต์หลุยส์ที่อยู่ในรัฐมิสซูรี่ เพื่อไปพบกับคุณพ่อเรมอนด์ เจ บิช็อปซึ่งเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่นั่นจากการติดต่อผ่านญาติคนหนึ่ง ซึ่งคุณพ่อเรมอนด์เองก็ได้พูดคุยกับคุณพ่อวิลเลี่ยม เอส โบวเดิร์น ที่ร่วมงานกันอยู่ในวิทยาลัยของโบสถ์ว่า พวกเขาจะไปพบกับโรแลนด์ที่บ้านญาติคนหนึ่ง

"คุณพ่อวิลเลี่ยม เอส โบว์เดิร์น" ผู้ทำพิธีไล่ผี
ซึ่งพอไปถึงทั้งสองก็เล่าว่า พวกเขาเห็นที่นอนของเด็กชายสั่นอยู่ตลอดเวลา ข้าวของรอบ ๆ ลอยได้ ส่วนตัวเด็กชายก็พูดจาออกมาด้วยน้ำเสียงพึมพำอยู่ในลำคอเป็นภาษาลาติน ใจความบอกว่าตัวเองนั้นต่อต้านสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกอย่าง พอเห็นเป็นเช่นนี้ทางคุณพ่อโบว์เดิร์นจึงรีบขออนุญาติจากท่านอาร์คบิช็อบ เพื่อขอทำพิธีไล่ผีให้กับเด็กชายคนนี้ทันที

พิธีไล่ผีครั้งนี้ถูกจัดตั้งขึ้นที่โรงพยาบาลอาเล็กเซียนบราเธอร์ ที่อยู่ในเซาธ์เซนต์หลุยส์รัฐมิสซูรี่ โดยปัจจุบันสถานที่แห่งนี้ได้ถูกรื้อถอนไปแล้ว

โรงพยาบาลอาเล็กเซียนบราเธอร์ (ปัจจุบันไม่มีแล้ว)

ช่วงก่อนพิธีจะเริ่มนั้น คุณพ่อวอลเทอร์ ฮอโลแรนได้แจ้งกับทางแผนกจิตเวชของโรงพยาบาลเพื่อขอให้คุณพ่อวิลเลี่ยม แวน รู ซึ่งถือเป็นนักบวชรูปที่สาม ให้มาช่วยทางคุณพ่อโบวเดิร์นอีกแรง ซึ่งทางคุณพ่อวิลเลี่ยมเองได้ยืนยันสิ่งที่เขาเห็นกับตาว่า เขาเห็นตัวอักษรเขียนว่า EVIL และ HELL ปรากฏขึ้นบนหน้าอกของเด็กชายคนนั้น นอกจากนี้เด็กชายยังอาละวาดจนทำให้จมูกของคุณพ่อฮอลโรแรนบาดเจ็บ ในช่วงขณะที่พิธีกรรมยังดำเนินอยู่อีกด้วย  

จนเมื่อพิธีกรรมไล่ผีผ่านพ้นไป วิญญาณอันชั่วร้ายที่สิงสู่ในตัวเด็กชายผู้นี้ก็ถูกขับไล่ออกไปสำเร็จ ทุกอย่างกลับเข้าสู่สภาวะปกติและเด็กชายก็ได้กลับไปใช้ชีวิตเหมือนคนปกติทั่วไป โดยว่ากันว่าหลังจากเวลาผ่านไประยะหนึ่ง เด็กชายที่เติบโตขึ้นก็เสียชีวิตและทิ้งเรื่องราวทั้งหมดเอาไว้เบื้องหลังให้คนสงสัยมาจนถึงปัจจุบัน

ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ มันได้ถูกบอกเล่าผ่านหนังสือของ โธมัส บี อัลเลน ที่ออกตีพิมพ์จำหน่ายในปี ค.ศ. 1993 ชื่อ The True Story of an Exorcism โดยเนื้อหาที่ถูกนำเสนอนั้น มีข้อสรุปอย่างเป็นเอกฉันท์จากผู้เชี่ยวชาญในยุคปัจจุบันลงความเห็นกันว่า

“ตัวของเด็กชายชื่อร็อบบี้นั้น เขาเพียงประสบกับภาวะสับสนทางจิตใต้สำนึก และไม่มีสิ่งใดบอกว่ามันเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติเลย”

มีนักเขียนชื่อ มาร์ค อ็อพซาสนิค ได้นำเสนอว่า จากประวัติที่เด็กคนนี้เป็นเด็กเพียงคนเดียวในบ้าน ก็น่าจะเป็นเหตุทำให้เขาถูกเลี้ยงดูอย่างตามใจมากเกินไป ส่งผลให้เขากลายเป็นเด็กดื้อรั้นและใช้ความรุนแรงเพื่อเรียกร้องความสนใจ ไม่ก็หาเรื่องทำทุกอย่างเพื่อเกโรงเรียน และยังมองว่าช่วงที่ทำพิธีไล่ผีในโรงพยาบาลนั้น ทางคุณพ่อฮอโลแรนไม่เคยได้ยินเสียงของเด็กชายมาก่อนเลย แล้วท่านจะมาบอกว่าเด็กเสียงเปลี่ยนไปได้อย่างไร ?

"มาร์ค อ็อพซาสนิค" นักเขียนและนักวิเคราะห์

และที่เขาคิดว่าเด็กชายพึมพำเป็นภาษาลาติน มันก็น่าจะเป็นเพราะเขาได้ยินเสียงที่เด็กพูดออกมาไปพ้องเสียงกับภาษาลาตินหรือเปล่า ? ส่วนที่คุณพ่อฮอโลแรนนั้นบอกว่า เขาเห็นตัวอักษรปรากฎขึ้นบนหน้าอกของเด็กนั้น เขาก็ไม่ได้ตรวจสอบที่นิ้วมือของเด็กเลย ว่าเด็กอาจจะใช้นิ้วมือนั้นกรีดเป็นตัวอักษรไว้เองหรือไม่ ?

และทางมาร์ค อ็อพซาสนิคยังได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องที่คุณพ่อเอ็ดเวิร์ด ฮิวส์ ได้รับบาดเจ็บเพราะเด็กชายจนทำพิธีไล่ผีต่อไม่ได้นั้น ตัวของมาร์คเองไม่สามารถหาหลักฐานได้ว่ามันเคยมีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริง ช่วงที่มาร์คสืบหาความจริงของเรื่องนี้ เขาก็พบข้อเท็จจริงหลายอย่างว่า

  • การทำพิธีไล่ผีไม่ได้เกิดขึ้นในบ้านเลขที่ 3210 ถนนบังเกอร์ฮิลล์ ในเมาท์เรนเนอร์ รัฐแมรี่แลนด์
  • เด็กชายคนนี้ไม่เคยอาศัยอยู่ในเมาท์เรนเนอร์มาก่อน
  • จริง ๆ แล้วบ้านของเด็กชายคนนี้อยู่ที่เมืองค็อทเทจ รัฐแมรี่แลนด์
  • เหตุการไล่ผีครั้งนั้นมันเป็นเพียงเรื่องเล่า ไม่เคยมีการบันทึกอย่างเป็นทางการ และไม่เคยมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงมาก่อน
  • แถมยังไม่มีหลักฐานว่าคุณพ่อเอ็ดเวิร์ด อัลเบิร์ต ฮิวส์ เคยไปที่บ้านของเด็กชายเลย เพราะตอนนั้นเด็กชายพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลจอร์จทาวน์ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเขาถูกนำตัวส่งไปยังโรงพยาบาลตอนนั้นเพื่อจะทำพิธีไล่ผีหรือเปล่า ? หรือเพียงแค่นำตัวเด็กชายมารักษาอาการบาดเจ็บจากพิธีไล่ผีก็ยังไม่สามารถระบุได้ชัด
  • แต่ที่แน่ ๆ มาร์ค ออพซาสนิคมีหลักฐานว่าคุณพ่อฮิวส์นั้นเคยป่วยเป็นโรคภาวะทางอารมณ์แหลกสลาย และเคยหายตัวไปจากชุมชนเมืองค็อทเทจมาก่อนด้วย

บ้านที่เกิดเหตุจริง (ค็อทเทจซิตี้ รัฐแมรี่แลนด์)
 ทางอ็อพซาสนิคจึงได้ติดต่อกับผู้เชี่ยวชาญส่วนตัวของเขา เพื่อพูดคุยจนสุดท้ายก็ได้ผลสรุปออกมาว่า
“จิตแพทย์บอกว่าร็อบ โดว์ นั้นมีอาการป่วยทางจิต ส่วนนักบวชบอกว่าเขาถูกผีเข้าสิง แต่พวกนักเขียนและพวกสร้างหนังนั้นมองว่า เรื่องนี้มันทำกำไรงามได้แน่ ๆ ซึ่งมันก็เป็นมุมมองที่แต่ละฝ่ายได้รับการฝึกฝนกันมา โดยแต่ละคนก็ล้วนมองไปยังสิ่งที่เห็นตรงหน้า แต่ไม่ได้คำนึงกันเลยว่าสิ่งที่เขามองกันนั้น มันตรงข้ามกับความเป็นจริงอะไรบางอย่างหรือไม่ ?— พวกเขาควรจะจัดการสิ่งที่เห็น และให้ความสำคัญกับข้อมูล เท่าที่ตัวเองเห็นควรจะทำกันอยู่หรือเปล่า ?”
อ็อพซาสนิคยังได้บันทึกไว้อีกว่า หลังจากที่เขาได้พูดคุยกับเพื่อนสมัยปัจจุบันและเพื่อนสมัยเด็กของเด็กชายคนนี้ เขาก็สรุปว่า
“เด็กชายคนนี้เป็นเด็กฉลาดแกมโกงมาก่อน เขาชอบแกล้งให้แม่ของเขาตกใจกลัว และชอบหลอกเด็ก ๆ แถวบ้านอยู่เสมอ”

นักไขปริศนาชื่อ โจ นิเคล ได้เขียนบทความเอาไว้ว่า...
“มันไม่มีหลักฐานมากพอที่จะยืนยันได้ว่าเด็กชายคนนี้ถูกวิญญาณของปีศาจหรือถูกผีร้ายเข้าสิง”
"โจ นิเคล (Joe Nickell)" นักไขปริศนา

และมองสิ่งที่นักบวชเข้าใจว่าเป็นการถูกผีเข้านั้น คือการแหกตาที่เด็กชายคนนี้ก่อเรื่องขึ้น และอธิบายเกี่ยวกับตัวอักษรที่ปรากฏขึ้นบนหน้าอกของเด็กชายว่า...
“ของแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องยากที่เด็กคนหนึ่งจะทำมันขึ้นมาด้วยตัวเอง และต่อให้มันเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติจริง ตัวอักษรมันก็ควรจะไปปรากฏในส่วนอื่น ๆ ของร่างกายในส่วนที่ไม่สามารถเขียนได้ใช่หรือไม่ ? ไม่ใช่เห็นแค่ที่หน้าอกกันแบบนี้”
“ไม่มีรายงานไหนระบุเลยว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้น มันจะเกินความสามารถของเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่จะทำขึ้นมาเองได้ ไม่ว่าจะอาการอาละวาด มึนงง เคลื่อนย้ายข้าวของ ขว้างปาวัตถุ เขียนข้อความลึกลับ สร้างรอยขีดข่วนตามผิวหนัง และปรากฎการณ์อื่น ๆ ที่เด็กวัยรุ่นคนนึงจะคิดได้ทั้งก่อนหน้าและหลังเกิดเหตุ ซึ่งทุก ๆ อย่างที่เกิดขึ้นมันเป็นเพียงเกมที่ถูกคิดขึ้นมาจากเด็กคนนี้เท่านั้น”

โจ นิคเคลได้ปิดท้ายว่า
“ไม่มีอะไรมากไปกว่าการเรียกร้องความสนใจอย่างแรงกล้าของเด็กวัยรุ่น”
และวิพากษ์พิธีกรรมไล่ผีว่า
“มันคือการจินตนาการจากหนังสือที่พวกนักบวชศึกษามาเท่านั้น”
ในมุมมองความเชื่อทางศาสนาของคนบางกลุ่มนั้น มีนักวิชาการคริสเตียนสองท่านชื่อ เทอรรี่ ดี คูเปอร์ ศาสตราจารย์ภาคจิตวิทยา และ ซินดี้ เค เอ็พเพอร์สัน ศาสตราจารย์ด้านสังคมศาสตร์ ได้เขียนสนับสนุนเรื่องผีเข้าเรื่องนี้เอาไว้ว่า...

“มันไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะเจอกันบ่อย ๆ การไล่ผีมันก็คือการขับไล่วิญญาณร้าย”

 
“กรณีคนถูกผีเข้าจริง ๆ นั้น มันไม่สามารถอธิบายได้ด้วยหลักจิตวิทยาใด ๆ”

และทั้งคู่ยังได้จัดทำหนังสือชื่อ Evil: Satan, Sin and Psychology เพื่ออุทิศให้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และสนับสนุนว่ามันคือเหตุการณ์เหนือธรรมชาติที่เกิดจากความชั่วร้ายแน่ ๆ
หนังสือ "Evil: Satan, Sin and Psychology"

ท่ามกลางการถกเถียงของทั้งสองฝ่าย ก็ได้มีการให้สัมภาษณ์จาก โธมัส บี อัลเลน เจ้าของหนังสือที่บันทึกเหตุการณ์ในครั้งนั้นเมื่อปี ค.ศ. 2013 ว่า เขารู้เพียงแค่เด็กชายคนนี้ที่ชื่อร็อบบี้ถูกสิงสู่โดยวิญญาณชั่วร้าย โดยบอกว่าบางทีเด็กชายคนนี้อาจเป็นผู้ป่วยทางจิต หรือไม่ก็ถูกล่วงละเมิดทางเพศมาก่อน หรือถ้ามันไม่ใช่เหตุการณ์ทั้งหมดก็อาจเป็นเพียงเรื่องราวที่ถูกสร้างขึ้นมา และอัลเลนยังบอกอีกว่า คุณพ่อฮอโลแรนเองก็เคยแสดงความสงสัยเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ในช่วงก่อนที่เด็กชายจะเสียชีวิตด้วย

พอมีผู้สื่อข่าวไปซักถามกับคุณพ่อฮอโลแรนเกี่ยวกับเหตุการณ์ในครั้งนั้น ว่าเด็กชายคนดังกล่าวถูกผีสิงจริงหรือไม่ ? คุณพ่อก็ตอบว่า "ไม่ !" เขาเคยบันทึกอะไรไว้แบบนั้นและเขาก็ไม่เคยสรุปอะไรเอาไว้เลย เพราะตัวเองก็ไม่รู้ว่าจะยืนยันเรื่องนี้ยังไงดีเช่นกัน

แต่ไม่ว่าเหตุการณ์สยองขวัญครั้งนั้นจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ เหตุการณ์นี้ก็ได้ถูกใช้เป็นแรงบันดาลใจให้กับวิลเลี่ยม ปีเตอร์ แบล็ทตี้ เขียนนิยายเรื่อง The Exorcist ขึ้นมาในปี ค.ศ. 1971 จนกลายเป็นนิยายคลาสสิคตลอดกาลมาจนถึงทุกวันนี้ และต่อมาในปี ค.ศ. 1973 ก็มีภาพยนตร์สยองขวัญถูกสร้างขึ้นมาในชื่อเดียวกัน

นิยายและภาพยนตร์ "The Exorcist" (1971/1973)
ต่อมาในปี ค.ศ. 2000 เรื่องราวนี้ก็ถูกนำมาใช้เป็นแรงบันดาลใจในภาพยนตร์เรื่อง Possessed ที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกับเรื่องราวในหนังสือของโธมัส บี อัลเลน ในส่วนของภาพยนตร์สารคดีเรื่องราวนี้ได้ถูกจัดทำไว้ในชื่อ In the Grip of Evil ในปี ค.ศ. 1997


โปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่อง "Possessed" (2000) และ  "In the Grip of Evil" (1997)
และถูกนำมาทำเป็นสารคดีอีกครั้งในปี ค.ศ. 2010 ชื่อ The Haunted Boy: The Secret Diary of the Exorcist ดำเนินเรื่องโดยกลุ่มนักสืบไขปริศนาออกหาข้อมูลตามสถานที่ต่าง ๆ และวิเคราะห์เรื่องราวในส่วนบันทึกของคุณพ่อวิลเลี่ยม เอส โบว์เดิร์น

ภาพยนตร์สารคดี "The Haunted Boy" (2010)
ทั้งหมดนี้ก็คือข้อมูลทุกอย่างที่มิติที่ 6 พอจะสรุปมาให้ท่านผู้ชมได้ทราบ โดยเราจะไม่ขอสรุปว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1949 ครั้งนั้นมันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงหรือเปล่า ? เพราะมิติที่ 6 นั้นอยากจะทราบมากกว่าว่า ท่านผู้ชมคิดว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ? ผ่านช่องทางการโหวตของยูทูป โดยการกดที่เครื่องหมายนี้ ( i ) นะครับ

หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี

เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ที่มา: Wikipedia - Exorcism of Roland Doe

แท็ก: Exorcism , Roland Doe, พิธีไล่ผีThe Exorcist