ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันเสาร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2560

เช็คก่อนแชร์ ! บราซิลฮือฮา แชร์สนั่นภาพ "เมฆหายนะ" โผล่กลางเมือง

จากกระแสคลิปและภาพท้องฟ้า


..


จริง ๆ เขานำคลิปมาจากอินสตาแกรมของท่านนี้ครับ

A post shared by João Paulo Magalhães (@joaopaulodemolay) on



ในข่าวจาก Sanook.com >>
บราซิลฮือฮา แชร์สนั่นภาพ "เมฆหายนะ" โผล่กลางเมือง
คนบราซิลแห่แชร์ภาพประหลาดเหนือฟากฟ้ายามเย็น หลังพบเห็นก้อนเมฆประหลาด คล้ายทางสะเก็ดดาวตก ร่ำลือถึงขั้นเป็นลางบอกเหตุวันสิ้นโลก
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โลกโซเชียลมีเดียของบราซิลต่างพิศวงสงสัยและแชร์ภาพก้อนเมฆรูปร่างสุดประหลาดอยู่เหนือท้องฟ้า บางคนต่างจินตนาการมองออกเป็นรูปต่างๆ และวิเคราะห์กันไปต่างๆ นานา บ้างก็ร่ำลือว่าอาจเป็นสัญญาณของวันสิ้นโลก 
ตามรายงานระบุว่า ประชาชนชาวบราซิลจำนวนมาก ต่างแชร์ภาพปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่แปลกประหลาด เมื่อเกิดก้อนเมฆรูปร่างประหลาดลอยอยู่เหนือท้องฟ้ายามเย็นที่เมืองเตเชย์รา เด เฟรย์ตัส รัฐบาเฮีย ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของกรุงบราซิเลีย เมืองหลวงของประเทศ 
ภาพก้อนเมฆดังกล่าวมีลักษณะเหมือนกับภาพตกแต่งตัดต่อในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพียงแต่ว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง อีกทั้งยังสายตาประชาชนจำนวนมากมองเห็นปรากฏการณ์ดังกล่าว ก้อนเมฆรูปทรงยาวคล้ายกับฉากอุกกาบาตตกในหนังหายนะของฮอลลิวูด เมื่อกระทบกับแสงอาทิตย์ตอนใกล้ลับขอบฟ้า ทำให้เกิดเงาสะท้อนสีแดงเทาที่ดูน่าเกรงขาม

ภาพของเมฆก้อนที่ถูกแชร์แพร่หลายในเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม หลายคนวิเคราะห์ไปต่างๆ นานา มีทั้งเชื่อว่าเป็นเหตุสะเก็ดดาวตก หรืออาจจะเป็นเมฆของพายุทอร์นาโด บ้างก็โยงไปถึงสัญญาณจากพระเจ้า และก็อ้างว่าเป็นสิ่งเตือนภัยจากวันสิ้นโลก
แต่อย่างไรก็ตาม ก้อนเมฆดังกล่าวปรากฏให้เห็นอยู่เหนือท้องฟ้ายามเย็น ก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนรูปร่างตามกระแสลม ซึ่งในเวลาต่อมาก็ดูเป็นเพียงแนวชั้นเมฆที่ทอดตัวยาวธรรมดาทั่วไป และไม่ได้เกิดภัยธรรมชาติหรือหายนะใดๆ ตามเสียงร่ำลือ - Sanook.com
และลงท้ายแหล่งข่าวว่านำมาจาก - RT.com

-----------

พอเราเข้าไปยังแหล่งข่าวต้นฉบับก็พบว่า ในข่าวของเว็บไซต์สนุกนั้น น่าจะ "สลับที่" เนื้อหาของย่อหน้าแรกไปไว้ที่ย่อหน้าสุดท้ายของข่าวนะครับ
At first look the obscure cloud resembles a meteorite trail or tornado, frozen in time, seconds before the impending doom. At second glance,it looks more like a freaky cloud formation. 
"ดูในตอนแรกน่าจะเป็นควันของหางดาวตก ไม่ก็พายุทอนาโดก่อนจะก่อตัว แต่ดูอีกทีก็เหมือนเมฆประหลาด"

ซึ่งจะเห็นว่าย่อหน้าสุดท้ายของข่าวในเว็บไซต์ Sanook.com เขาก็บอกไว้นะครับ
แต่อย่างไรก็ตาม ก้อนเมฆดังกล่าวปรากฏให้เห็นอยู่เหนือท้องฟ้ายามเย็น ก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนรูปร่างตามกระแสลม ซึ่งในเวลาต่อมาก็ดูเป็นเพียงแนวชั้นเมฆที่ทอดตัวยาวธรรมดาทั่วไป และไม่ได้เกิดภัยธรรมชาติหรือหายนะใดๆ ตามเสียงร่ำลือ - Sanook.com
ดังนั้นสบายใจได้ครับ "แค่อ่านข่าวให้จบ ทุกอย่างก็สงบลงได้เช่นกัน" ครับ

เรียบเรียงโดย มิติที่ 6
ที่มา: Sanook.com และ RT.com

วันศุกร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 ตัวอะไรกันนั่น !! เฟรสโน่เอเลี่ยน คอนเทรลเส้นบนท้องฟ้า และเอเลี่ยนใต้ทะเลลึก !!!




สวัสดีครับ... พบกันอีกครั้งกับช่วงตอบคำถามที่ส่งถามกันมาในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊กครับ ต้องบอกก่อนว่าเราเองก็ไม่ได้รู้คำตอบไปทุกอย่าง แต่เพราะท่านผู้ชมอยากทราบเราก็เลยไปหาคำอธิบายมาเล่าให้ฟังกันครับ ซึ่งอาจจะตอบถูกหรือไม่ถูกก็ขอให้ท่านผู้ชมใช้วิจารณญาณประกอบด้วยนะครับ

กดเพื่อดูคลิปที่ี่นี่
0:48 คอนเทรล ! เส้นบนท้องฟ้า !?
3:04 เฟรสโน่เอเลี่ยน !!!
7:04 เอเลี่ยนใต้ทะเลลึก !!!
-----------
อยากชมเรื่องอะไร แนะนำได้ที่นี่ครับ
http://www.mitithee6.com/p/blog-page.html
-----------
Website : http://www.mitithee6.com/
Twitter : https://twitter.com/mitithee6
Google+ :https://goo.gl/DFmJmz
Facebook : https://facebook.com/Mitithee6/
(Search คำว่า mitithee6 ไม่ต้องเว้นวรรค)
------------
ดนตรีประกอบโดย
The Drive, Full On, Jaunty Gumption, Enter the Maze, Interloper และ Jaunty Gumption โดย Kevin MacLeod ได้รับอนุญาตภายใต้ Creative Commons Attribution (https://creativecommons.org/licenses/by/4.0/)
ที่มา: http://incompetech.com/music/royalty-free/index.html?isrc=USUAN1300017
ศิลปิน: http://incompetech.com/
------------
แท็ก:
คอนเทรล, Contrail, เส้นบนท้องฟ้า, เฟรสโน่เอเลี่ยน, Fresno Alien, เอเลี่ยนใต้ทะเลลึก, Bigfin Squid, Magnapinna Squid

วันพุธที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 อัลเฟร็ด โลเวนสไตน์ ชายผู้หายตัวไปอย่างปริศนากลางอากาศ !!!




ช่วงตอนเย็นของวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1928 นักธุรกิจผู้มั่งคั่งอัลเฟร็ด โลเวนสไตน์ ได้เดินทางไปขึ้นเครื่องบินส่วนตัวที่สนามบินเมืองครอยดอนประเทศอังกฤษ สำหรับเขามันเป็นการเดินทางปกติ ที่บินจากประเทศอังกฤษเลาะชายฝั่งของประเทศฝรั่งเศส ก่อนที่จะร่อนลงที่บรัสเซล สถานที่ ๆ โลเวนสไตน์เคยใช้ชีวิตอยู่กับเมเดลีนภรรยา

กดเพื่อดูคลิปที่นี่

มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาคุณไปพบกับคดีปริศนากับการหายตัวไปอย่างลึกลับจากสถานที่ไม่น่าเชื่อ จนกระทั่งปัจจุบันนี้ยังไม่มีใครสามารถอธิบายได้ว่า ในวันนั้น.. มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ !?

ชีวิตของอัลเฟรด โลเวนสไตน์นั้นสร้างศัตรูเอาไว้ไม่ใช่น้อย ในปี ค.ศ. 1926 เขาได้ก่อตั้งบริษัทอินเตอร์เนชันแนลแอนด์แอนเวสต์เมนต์ จำกัด ด้วยการระดมทุนจำนวนมากจากนายทุนผู้มั่งมีหลายคน จนสองปีต่อมานายทุนเหล่านั้นก็เริ่มอยากจะได้รับผลกำไรคืนมาบ้าง

โลเวนสไตน์บินตรงกลับบ้านด้วยความยินดี วันนั้นคือวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1928 เย็นวันนั้นท้องฟ้าโปร่งเหมาะสำหรับการบินเป็นอย่างมาก โดยมีนักบินชื่อโดนัล ดรูว เป็นผู้พาเขาเดินทางในเที่ยวบินที่น่าจะราบรื่นครั้งนี้

ก่อนเดินทาง

แม้ถึงมันจะดูเป็นเที่ยวบินที่ราบรื่นสำหรับคนอื่น แต่สำหรับอัลเฟรด โลเวนสไตน์แล้ว มันไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย เขาหายตัวไปในระหว่างทาง ใช่แล้ว! เขาหายไปทั้ง ๆ ที่เครื่องบินยังอยู่กลางอากาศ และนี่ก็คือเรื่องราวการหายตัวอย่างแปลกประหลาดในประวัติศาสตร์คนหายแบบไม่น่าเชื่อ ! จนเวลาผ่านมา 85 ปี ทางคณะลูกขุนที่ดูแลคดีนี้ ก็ยังไม่สามารถฟันธงตัดสินใจอะไรได้

ในเที่ยวบินปริศนาครั้งนั้นนอกจากโลเวนสไตน์แล้ว ก็ยังมีคนอีก 6 คนอยู่บนเครื่องบินลำนั้น


ภาพวาดจำลองเหตุการณ์ผู้โดยสารในเที่ยวบิน

คนแรกคือนักบินชื่อโดนัล ดรูว เขายืนอยู่ที่จุดทางเข้าออกของเครื่องบิน ในช่วงเวลาที่ผู้โดยสารขึ้นเครื่อง เขาทำงานร่วมกับช่างเครื่องคือโรเบิร์ต ลิตเติลที่นั่งในห้องนักบิน ส่วนห้องนักบินนี้ก็ไม่ได้มีประตูหรือจุดใดที่จะเชื่อมต่อกับบริเวณของห้องผู้โดยสาร นั่นหมายความว่าเมื่อพวกเขาทั้งสองเข้าประจำตำแหน่งในห้องนักบินแล้ว จะไม่มีใครสามารถเดินเข้าไปยังบริเวณห้องผู้โดยสารได้อีกเลย

ส่วนผู้โดยสารคนอื่น ๆ บนเครื่องนั้น จะมีเฟร็ด แบ็กซ์เตอร์ที่น่าจะเรียกได้ว่าเขาเป็นลูกน้องของโลเวนสไตน์ ที่คอยติดตามเขาไปทุกหนทุกแห่ง และนอกจากนี้ก็ยังมีอาร์เธอร์ ฮ็อดจ์สันเลขาของโลเวนสไตน์ กับหญิงสาวอีกสองคน นั่นก็คืออายลีน คลาร์ค และพอลล่า บิดาลอน มีหน้าที่เป็นผู้คอยจดบันทึกชวเลขให้กับเจ้านายของพวกเธอ

ในช่วงเวลาหลังจาก 6 โมงเย็น ฟ็อกเกอร์เอ็ฟเซเวนซึ่งก็หมายถึงเครื่องบินเล็กลำนี้ ได้เริ่มออกตัวจากทางวิ่งพื้นหญ้า ใช้เวลาไม่กี่นาทีตัวเครื่องก็ไต่ระดับลอยขึ้นไปอยู่ที่จุดความสูงประมาณ 4,000 ฟิต

ต่อมาทุกคนบนเครื่องก็เริ่มมองเห็นแนวชายฝั่งเคนท์อยู่ที่ด้านล่าง จากนั้นเรียกได้ว่าทุกคนได้เริ่มต้นการบินอยู่เหนือช่องแคบอังกฤษแล้ว

ในส่วนด้านหลังห้องโดยสารของเครื่องบินลำนี้จะมีประตูไร้หน้าต่างบานหนึ่ง ที่ด้านหลังบานประตูจะมีห้องน้ำเล็ก ๆ ไว้บริการ และหลังห้องนี้จะมีประตูอีกบานที่เรียกได้ว่ามันคือประตูทางเข้าออกของเครื่องบิน

ตำแหน่งที่นั่งผู้โดยสารเที่ยวบินนั้น

ซึ่งประตูบานนี้มีป้ายบอกชัดเจนว่ามันเป็นประตูทางออก ล็อกด้วยสลักสปริงที่สามารถควบคุมการเปิดปิดจากในตัวเครื่อง และมันก็ไม่ใช่ประตูที่สามารถจะเปิดได้ง่าย ๆ หากเครื่องยังบินอยู่กลางอากาศ ซึ่งถ้าอยากจะเปิดมันจริง ๆ ก็คงต้องใช้แรงจากผู้ชายสัก 2 คน ในการฝืนแรงดันจากภายนอกเพื่อเปิดมันออก

อัลเฟร็ด โลเวนสไตน์ ใช้เวลาหมดไปกับการจดบันทึกในช่วงการบินครึ่งแรก และหลังจากที่เครื่องบินขึ้นสู่ทางเหนือของช่องแคบอังกฤษแล้ว เขาจึงเดินไปยังห้องน้ำที่อยู่ด้านหลังห้องโดยสารนี้

ตามบันทึกให้ปากคำหลังเกิดเหตุของลูกน้องชื่อแบ็กซ์เตอร์ เขาบอกว่าเวลาผ่านไปถึง 10 นาที โลเวนสไตน์ก็ยังไม่กลับมายังที่นั่งเสียที แบ็กซ์เตอร์จึงเริ่มกังวลและเดินไปเคาะประตูห้องน้ำ แต่กลายเป็นว่า ไม่มีเสียงใด ๆ ตอบกลับมาเลย

และนั่นจึงทำให้แบ็กซ์เตอร์ยิ่งกังวลเพิ่มขึ้น ตอนนั้นเขาคิดว่าโลเวนสไตน์อาจจะเกิดป่วยกระทันหัน คิดได้ดังนั้นเขาจึงพยายามเปิดประตูห้องน้ำ พอเปิดได้สำเร็จก็พบว่าในห้องน้ำนั้นไม่มีใครอยู่แล้ว นี่มันอะไรกัน ! อัลเฟร็ด โลเวนสไตน์นายของเขาหายตัวไปทั้ง ๆ ที่เครื่องบินอยู่กลางอากาศ !

และสิ่งที่ดีที่สุดที่เจ้าหน้าที่บนเครื่องบินจะทำได้ตอนนั้นก็คือ เขาต้องเปลี่ยนเส้นทางการบินไปยังสนามบินเซนต์อิงเกิลเวิร์ท ที่อยู่ระหว่างเมืองท่ากาแลและเมืองดันเคิร์กของประเทศฝรั่งเศส และที่นี่พวกเขาจะสามารถแจ้งหน่วยงานชายฝั่งให้รับทราบเกี่ยวกับการหายไปของอัลเฟร็ด โลเวนสไตน์ได้

โดยในการลงจอดนั้น ตอนแรกนักบินเข้าใจว่าเขาลงจอดแถว ๆ ชายหาดร้างใกล้เมืองดันเคิร์ก แต่จริง ๆ แล้วหาดที่พวกเขาลงจอดนั้นเป็นสถานที่ของทหาร นั่นจึงทำให้พอเครื่องลงจอดเพียง 6 นาที ก็มีทหารเดินทางมายังจุดลงจอดเครื่องบิน ที่ตอนนี้เหล่าลูกเรือทุกคนได้ลงจากเครื่องมายืนอยู่ข้างล่างกันเรียบร้อยแล้ว

ในเวลาต่อมาทุกคนบนเครื่องบินลำนี้ ได้ถูกผู้หมวดมาร์คไควร์สอบถามเรื่องราวทั้งหมด โดนัล ดรูวผู้เป็นนักบินออกอาการผิดสังเกตบางอย่าง เขาหลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามใด ๆ กว่าครึ่งชั่วโมง แต่สุดท้ายเขาก็ยอมรับว่า อัลเฟร็ด โลเวนสไตน์หายไปในช่วงระหว่างบินอยู่เหนือช่องแคบอังกฤษ

ต่อมานักบินก็ถูกสอบสวนโดยสารวัตรสืบสวนบอนน็อทอีกครั้ง โดยสารวัตรสืบสวนท่านนี้พยายามหาคำตอบจากปริศนาที่เกิดขึ้น โดยเขาเล่าว่า

“มันเป็นคดีปริศนาที่ผิดปกติเป็นอย่างมาก พวกเราไม่ได้พยายามปรุงแต่งความคิดตัวเองในการหาสมมติฐานต่าง ๆ เลย แต่สิ่งที่คิดได้ทั้งหมดนั้น มันก็เป็นไปได้ทุกอย่างจริง ๆ”

สุดท้ายท่านสารวัตรก็ไม่สามารถหาตัวคนร้ายพบ และปล่อยให้เครื่องบินออกเดินทางต่อไปยังเซนต์อิงเกิลเวิร์ท เพื่อเดินทางกลับไปยังครอยดอน

การสืบสวนจึงต้องกลับมาที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง และต่อมาศพของอัลเฟร็ด โลเวนสไตน์ก็ถูกพบอยู่บริเวณใกล้ ๆ เมืองบูโลจ์น ในวันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ. 1928 นับเวลาจากที่เขาหายตัวไป 15 วัน และศพก็ได้ถูกนำส่งไปยังเมืองกาแลโดยใช้เรือหาปลาเป็นยานพาหนะ ต่อมาทางการสามารถระบุตัวตนของเขาได้จากนาฬิกาข้อมือ ส่วนผลการผ่าชันสูตรศพเปิดเผยว่า เขาเสียชีวิตเพราะกะโหลกศีรษะแตกและกระดูกทั่วร่างกายหักเสียหายหลายแห่ง

นักนิติวิทยาศาสตร์สรุปว่า ตอนที่เขาร่วงลงมากระแทกพื้นทะเลนั้นยังคงมีชีวิตอยู่ การตกลงไปเสียชีวิตของโลเวนสไตน์นั้นยังคงเป็นปริศนามาจนถึงทุกวันนี้

มีผู้คนมากมายต่างตั้งทฤษฎีมาอธิบาย บางคนคิดแบบง่าย ๆ ว่า อัลเฟร็ดอาจจะพลาดไปเปิดประตูผิดบาน แล้วถูกอากาศภายนอกดูดออกไปนอกเครื่อง จากนั้นก็ร่วงลงมากระแทกพื้นน้ำเสียชีวิต ซึ่งก็ถือเป็นสมมติฐานที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะเอาเข้าจริง ๆ การเปิดประตูทางออกในช่วงระหว่างการบินนั้นมันไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่าย ๆ

บางคนคาดว่าโลเวนสไตน์น่าจะฆ่าตัวตาย บางทีสาเหตุมันอาจมาจากเขากำลังถูกจับได้ว่าทุจริตในกิจการของตัวเอง และอาจไม่กล้าสู้หน้าพวกเพื่อนนายทุน หรืออาจจะรวมไปถึงการถูกดำเนินคดีในอนาคตด้วย

อีกหนึ่งสมมติฐานที่อาจเป็นไปได้ แต่ก็ค่อนข้างจะโหดเกินรับนั้นก็คือ บางทีโลเวนสไตน์อาจถูกลูกน้องและเลขาของตัวเองจับโยนออกไปนอกตัวเครื่องบิน ซึ่งถ้าพวกเขาจะทำเรื่องแบบนั้น มันก็จะต้องมีคนที่เหนือกว่าเจ้านายของเขาสั่งมา และคน ๆ นั้นก็อาจจะหมายถึงเมดาลีนภรรยาของโลเวนสไตน์นั่นเอง เพราะช่วงหลัง ๆ ความสัมพันธ์ของเธอค่อนข้างจะเย็นชาต่อสามี และมันก็เป็นไปได้ว่าเธออาจจะอยากปลดปล่อยตัวเองออกจากชีวิตของโลเวนสไตน์ก็เป็นได้

อัลเฟร็ด โลเวนสไตน์ และเมดาลีน (ภรรยา)

และก็มีสิ่งหนึ่งที่เป็นไปได้อย่างมากก็คือ ลูกเรือทั้ง 6 คนบนเครื่องบินนั้น อาจจะมีส่วนรู้เห็นกับเหตุการณ์นี้ เพราะถ้าหากมันเป็นคดีฆาตกรรมจริง ๆ นั่นก็หมายความว่าพวกเขาวางแผนในครั้งนี้มาอย่างดี

หลุมฝังศพของอัลเฟร็ด

มีอีกหนึ่งทฤษฎีที่มองไปยังสาเหตุของการลงจอดบนชายหาดระหว่างทาง โดยทฤษฎีนี้มองว่ามันมีความเป็นไปได้ที่พวกบนเครื่องจะต้องรีบหาทางลงจอดเพื่อเปลี่ยนประตูบานใหม่ หลังจากที่บานเก่าหลุดออกไปตามแผนฆาตกรรมของใครบางคนหรือเปล่า ? แม้ทฤษฎีนี้จะดูยุ่งยากเกินไป แต่มันก็เป็นไปได้เช่นกัน

ไม่ว่าอัลเฟร็ด โลเวนสไตน์ จะออกไปนอกตัวเครื่องด้วยเหตุใดก็ตาม ความเป็นจริงก็คือเขาเสียชีวิตไปแล้ว และก็ยังดีที่ศพของเขาถูกพบก่อนที่สัตว์ทะเลแทะกินไปจนหมด เพียงแต่อะไรกันแน่ที่เป็นต้นเหตุของเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุ หรือแผนการฆาตกรรม มันก็ยังไม่มีใครสามารถหาคำตอบที่แท้จริงออกมาได้ นอกจากหาสมมติฐานกันไปเรื่อย ๆ ซึ่งท่านผู้ชมมีความเห็นกับเรื่องนี้กันอย่างไรบ้าง ? อย่าลืมบอกให้เราทราบด้วยการคอมเมนต์กันไว้ใต้คลิปด้วยนะครับ

หนังสือ "The Man Who Fell From The Sky"

หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรืออย่าลืมทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี

แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา: Cool interesting Stuff - The Strange Mystery of ALFRED LOEWENSTEIN

แท็ก: Strange Mystery, Alfred Loewenstein, อัลเฟร็ด, โลเวนสไตน์, หายตัว

วันอังคารที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 | ตุ๊กตาผีแอนนาเบล เฮี้ยนจริงหรือ !!?

(ภาพจาก: warrens.net)

ในปี ค.ศ. 1970 มีคุณแม่ท่านหนึ่งไปซื้อตุ๊กตาโบราณมา มันเป็นตุ๊กตาสำหรับเอาไว้กอด ชื่อของมันคือ "แอน" โดยคุณแม่ท่านนี้ได้มันมาจากร้านขายของเล่นแห่งหนึ่งที่ไม่มีการระบุประวัติไว้ พอได้มาเธอก็นำมันไปเป็นของขวัญวันเกิดให้กับลูกสาวชื่อดอนน่า ที่ตอนนั้นเธอกำลังเรียนอยู่ในระดับวิทยาลัย และกำลังเตรียมตัวจบการศึกษาเพื่อรับปริญญาด้านพยาบาล โดยเธออาศัยอยู่ในอพาร์ทเมนต์กับรูมเมทชื่อแองจี้ ที่เป็นนักเรียนพยาบาลเช่นเดียวกัน


ด้วยความดีใจหลังจากที่เธอได้รับตุ๊กตาตัวนี้มา ดอนน่าก็วางมันเอาไว้บนที่นอนและไม่เคยนึกถึงมันอีกเลย จนกระทั่งวันหนึ่งอยู่ดี ๆ ทั้งดอนน่าและแองจี้ก็รู้สึกได้ว่ามันมีอะไรบางอย่างค่อย ๆ เกิดขึ้นกับเจ้าตุ๊กตาตัวนี้ นั่นก็คือมันสามารถขยับตัวได้เอง

โดยในตอนแรกมันขยับออกไปจากจุดเดิมเพียงเล็กน้อย ทั้งคู่จึงไม่รู้เรื่องนี้เพราะมันก็มักจะเป็นเรื่องธรรมดาที่ข้าวของจะขยับได้เองเพราะแรงสะเทือนหรือลมพัด หรือปัจจัยอะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้อพาร์ทเมนต์สั่นสะเทือน แต่ทีนี้พอเวลาผ่านไปนานเข้ามันกลับเคลื่อนที่เองได้ จนทั้งสองก็เริ่มสังเกตได้อย่างชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ


ทั้งดอนน่าและแองจี้มักจะกลับมาพบว่าเจ้าตุ๊กตาตัวนี้มันขยับออกจากที่เดิมแบบน่ากลัวขึ้นเรื่อย ๆ จากตอนแรกที่ดูเหมือนจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญ คราวนี้มันเริ่มหายไปอยู่อีกห้องอย่างลึกลับ บางครั้งเจ้าตุ๊กตาตัวนี้ถูกพบอยู่ในท่าทางที่เปลี่ยนไป

มีอยู่ครั้งหนึ่งที่นอกจากจะพบว่ามันไปอยู่อีกห้อง แต่มันยังนั่งไขว้ขาเอามือกอดอกอีกด้วย บางทีก็พบว่ากำลังยืนอยู่บนพื้นได้เอง บางครั้งก็นั่งเล่นอยู่บนเก้าอี้ในห้องทานข้าว และในหลาย ๆ ครั้งก่อนจะไปทำงาน ดอนน่าจะนำเจ้าตุ๊กตาไปเก็บไว้ในกล่อง พอกลับมาถึงที่พักทีไร เธอก็จะพบว่ามันกลับไปอยู่บนที่นอนได้เองทั้ง ๆ ที่ห้องยังปิดประตูอยู่แบบนั้น

จนกระทั่งคืนหนึ่งดอนน่าเดินทางกลับมาถึงบ้าน เธอก็พบว่าเจ้าตุ๊กตาตัวนี้กลับมาอยู่บนที่นอนอีกแล้ว และต่อมามันก็เกิดเหตุที่ทำให้ดอนน่าที่เคยเห็นมันเป็นแค่ตุ๊กตาธรรมดาตัวหนึ่ง เริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมาเมื่อเธอเห็นเลือดหยดลงมาจากตัวของมัน เลือดเหล่านี้ไหลออกมาจากมือและหน้าอกของตุ๊กตา และเริ่มสังเกตุเห็นได้ว่ามีของเหลวสีแดงซึมออกมาจากร่างของมัน พอเห็นอะไรที่น่ากลัวขนาดนี้จึงทำให้ทั้งดอนน่าและแองจี้ตัดสินใจที่จะหาใครสักคนมาช่วยเหลือ
ทั้งสองได้ติดต่อคนทรงให้มาช่วย และในขณะที่กำลังทำพิธีอยู่นั้นดอนน่าก็ได้คำตอบมาจากกลุ่มคนในพิธีกรรมว่า เจ้าตุ๊กตาตัวนี้มันชื่อ "แอนนาเบล ฮิกกินส์" และได้ทราบเรื่องราวที่มาของมันจากคนทรงเพิ่มเติมอีกว่า แอนนาเบลนั้นเคยเป็นเด็กหญิงคนหนึ่ง ที่สิงสถิตบริเวณนี้มาตั้งแต่ก่อนจะมีอพาร์ทเมนต์ เธอตายไปตั้งแต่ตอนอายุ 7 ปี ศพของเธอถูกพบอยู่กลางทุ่งที่ปัจจุบันมันก็คือที่ตั้งของอพาร์ท์แห่งนี้ วิญญาณของเธอยังบอกผ่านคนทรงอีกว่า เธอรู้สึกดีกับดอนน่าและแองจี้มาก จนอยากจะอยู่ร่วมกันกับทั้งสอง นั่นจึงทำให้เธอใช้ตุ๊กตาตัวนี้เป็นที่สิงสถิตนั่นเอง

"ภาพยนตร์" และ "ตัวจริง"

พอดอนน่าและแองจี้ได้รู้ความจริงนี้ ทั้งสองจึงรู้สึกสงสารและให้อภัย ยอมให้แอนนาเบลอยู่ต่อไปเหมือนเดิม แต่ในบางครั้งพวกเธอก็พบว่าเจ้าแอนนาเบลมันก็ไม่ได้ดูน่าสงสารอย่างที่คิดเลย เพราะมีอยู่ช่วงหนึ่งดอนน่าเห็นเจ้าตุ๊กตาแอนนาเบลมีร่องรอยฉีกขาดเป็นทางยาวที่ปากของมัน

และในคืนหนึ่งดอนน่าตื่นขึ้นมาเพราะได้ยินเสียงเด็กหญิงกำลังร้องเพลง พอเธอเดินตามเสียงไปถึงห้องน้ำก็พบศพของแองจี้นอนเสียชีวิตอยู่ และมีตัวหนังสือที่เขียนด้วยเลือดข้อความสั้น ๆ ว่า “อยากเล่นด้วยไหม ?” ส่วนตุ๊กตาแอนนาเบลก็หายไปและไม่มีใครพบอีกเลย !


ต่อมาเพื่อนอีกคนของทั้งคู่ชื่อว่าลูว์ ที่เคยแวะมาเยี่ยมที่อพาร์ทเมนต์ทั้งสองในช่วงที่ตุ๊กตามาอยู่ใหม่ ๆ ชายคนนี้บอกว่าเขารู้สึกไม่ชอบตุ๊กตาตัวนี้ และเคยเตือนดอนน่าว่ามันเป็นตุ๊กตาปีศาจและให้ทิ้งมันไป


แต่ดอนน่าที่ผูกพันกับเจ้าตุ๊กตาไม่ได้สนใจในคำเตือนนี้และตัดสินใจเก็บมันเอาไว้ ซึ่งลูว์เองก็รู้ดีว่าดอนน่าคิดผิดที่ไม่เชื่อเขาในเรื่องนี้ !


คืนหนึ่งลูว์ตื่นขึ้นมาด้วยความหวาดกลัว ซึ่งมันก็ไม่น่าจะเกิดจากฝันร้ายเหมือนเคย ครั้งนี้มันมีอะไรผิดแปลกไปบางอย่าง ซึ่งมันเหมือนกับอาการถูกผีอำ ! พอรู้สึกตัวเขาก็มองไปรอบ ๆ ห้องแต่ก็ไม่พบอะไรผิดปกติ อยู่ดี ๆ เขาก็มองไปที่ปลายเท้าที่กำลังนอนอยู่ และที่เท้าของเขาเห็นเจ้าตุ๊กตาตัวนั้นมันค่อย ๆ ไต่ขาขึ้นมา ลูว์ไม่สามารถขยับตัวได้ราวกับถูกมันสะกดเอาไว้ ตุ๊กตาแอนนาเบลค่อย ๆ ไต่ขึ้นมาจนถึงบริเวณหน้าอก และมาหยุดที่คอของเขา ! ไม่มีใครช่วยเขาได้ ! เจ้าตุ๊กตาผีเอามือบีบคอชายหนุ่มอย่างช้า ๆ มันค่อย ๆ เพิ่มแรงบีบจนในที่สุดลูว์ก็ขาดอากาศสลบไป


พอถึงเช้าวันรุ่งขึ้นลูว์ก็ฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง และรู้ดีว่าเมื่อคืนมันไม่น่าจะเป็นความฝันแน่ ๆ เขาก็แน่ใจว่าเจ้าตุ๊กตาแอนนาเบลตัวนั้นมันจะต้องมีผีสิงอยู่แน่ ๆ


ในวันต่อมาลูว์กับดอนน่าก็มาเจอกันที่ห้องของฝ่ายหญิง ทั้งสองนั่งสำรวจแผนที่กันอยู่ดี ๆ ก็มีเสียงอะไรบางอย่างดังขึ้นมาทำลายความสงบ เสียงของมันเหมือนอะไรบางอย่างแตกหักดังมาจากห้องนอนของดอนน่า ทำให้ทั้งสองคิดว่าอาจมีใครบางคนแอบย่องเข้ามาลักขโมยของ ทางลูว์อาสาเดินไปดูว่ามันเกิดอะไรขึ้น เขาค่อย ๆ เดินไปจนถึงหน้าประตูห้องนอน และรอจนกระทั่งเสียงที่ดังอยู่เงียบลง พอได้จังหวะลูว์จึงเปิดประตูเข้าไปเปิดไฟทันที และพบว่าในห้องไม่มีใครอยู่เลยนอกจากตุ๊กตาแอนนาเบลที่ถูกวางอยู่ตรงมุมห้อง


ลูว์จึงเดินสำรวจไปทั่วห้องแต่เขาก็ไม่เจออะไรผิดปกติ จนเดินมาใกล้เจ้าตุ๊กตาผีตัวนี้เขาก็รู้สึกได้ว่ามีใครบางคนกำลังยืนอยู่ที่ข้างหลังของเขา พอลูว์หันหน้ากลับไปดูก็ไม่มีใคร แต่พอจะขยับตัวกลับไปเขาก็พบว่าตัวเองได้รับบาดเจ็บ และมีเลือดซึมออกมาจากบริเวณหน้าอก พอเลิกชายเสื้อขึ้นดูเขาก็พบว่ามีร่องรอยขีดข่วนอยู่ที่หน้าอกถึง 7 รอย

แปลโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ที่มา: Wikipedia

---จบ---


เรื่องราวของตุ๊กตาผีแอนนาเบลนี้เป็นเรื่องที่โด่งดังมากเรื่องหนึ่ง ปัจจุบันเจ้าตุ๊กตาตัวนี้ก็ยังอยู่ที่พิพิธภัณฑ์สิ่งลี้ลับของตระกูลวอร์เรน ในเมืองมูดัส รัฐคอนเน็กติกัต ซึ่งในปัจจุบันก็ได้ลอร์เรน วอร์เรน นักสืบเรื่องเหนือธรรมชาติที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เธอได้บอกไว้ในรายการทีวีชื่อพารานอร์มอลสเตทว่า ถ้าอยากจะพบกับแอนนาเบลเธอจะรอเราอยู่ที่ตู้กระจกในพิพิธภัณ์แห่งนี้ และคุณวอร์เรนยังบอกอีกว่า ปัจจุบันแอนนาเบลก็ยังคงขยับตัวได้อยู่ และก็ยังมีคนที่เดินทางไปเยี่ยมเธอเล่าว่า พวกเขายังได้ยินเสียงคำรามออกมาจากตุ๊กตาตัวนี้อีกด้วย

(ภาพจาก: warrens.net)

แต่สำหรับเรื่องเล่าต้นฉบับจากคุณเอ็ด และลอร์เรน วอร์เรน พวกเขาเล่าว่า นักเรียนพยาบาลทั้งสองได้รับตุ๊กตาตัวนี้มาในปี ค.ศ. 1970 และหลังจากที่มันมีอะไรแปลก ๆ ออกมาให้เห็น คนทรงก็บอกกับพวกเธอว่า มันถูกสิงสู่โดยวิญญาณของเด็กหญิงที่ชื่อแอนนาเบล ฮิกกินส์จริง และในตอนแรกพวกเธอก็พยายามจะเก็บตุ๊กตาตัวนี้ไว้เพราะความสงสาร แต่ก็ทนความหลอนได้ไม่นานจึงตัดสินใจติดต่อคู่รักนักสืบโลกวิญญาณให้มารับไปดูแลต่อ ซึ่งทั้งเอ็ดและลอร์เรนก็นำแอนนาเบลมาเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์ทันที โดยติดป้ายเอาไว้ว่ามันมีผีสิงอยู่

เอ็ดเวิร์ด เสียชีวิตเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ค.ศ. 2006 อายุ 79 ปี และลอร์เรน ปัจจุบันอายุ 90 ปี
(ภาพจาก: warrens.net)

ซึ่งทั้งในส่วนของเรื่องเล่าและส่วนของคำบอกเล่าที่ว่านี้มันก็มาจากแหล่งเดียวกัน นั่นก็คือจากฝั่งของคนที่เชื่อเรื่องลึกลับ

ทีนี้เรามาดูความเห็นของอีกฝ่ายที่ไม่ได้เชื่อแบบนั้นดูบ้างดีกว่า โดยความเห็นนี้มาจากผู้ช่วยศาสตราจารย์โจเซฟ เลย์คอก มหาวิทยาลัยของรัฐเท็กซัส สาขาวิชาศาสนา เขาบอกว่าเรื่องของตุ๊กตาแอนนาเบลมันเป็นเรื่องที่กลุ่มไม่เชื่อบอกว่า

พวกเขาไม่เห็นมันอยู่ในสายตาและมองว่าเป็นเพียงเรื่องเล่าส่งเสริมการขายในวันฮาโลวีน เพราะมันมีเรื่องเล่าอะไรแบบนี้ออกมาเยอะ ทั้งตุ๊กตาผี ของเล่นผีสิง และหนังสือที่สามารถซื้อหามาอ่านได้จากร้านหนังสือ

แต่สำหรับตัวของคุณโจเซฟมองว่าเรื่องของแอนนาเบลน่าสนใจมาก เพราะมันถือเป็นกรณีศึกษาเกี่ยวกับ "เรื่องเล่ายุคใหม่ที่กำลังจะกลายเป็นตำนาน" และมองว่าเรื่องแอนนาเบลจะกลายเป็นหนึ่งในภาพยนตร์สยองขวัญขายดีเหมือนกับเรื่องชาลด์เพลย์ (Child's Play), ดอลลี่เดียเรสท์ (Dolly Dearest) และเดอะคอนเจอริ่ง (The Conjuring) และยังบอกอีกว่าจริง ๆ แล้วเรื่องของแอนนาเบลมันก็เหมือนกับเรื่อง โรเบิร์ตเดอะดอลล์ ที่มิติที่ 6 เคยนำเสนอไปแล้วเป็นอย่างมาก


โดยคุณโจเซฟได้สรุปว่า เรื่องราวแนวตุ๊กตาผีแบบนี้ถือเป็นเทรนในการเล่าเรื่องผียุคใหม่ไปแล้ว


ในส่วนของภาพยนตร์ที่นำเรื่องแอนนาเบลมาเล่าอยู่ในเรื่องเดอะคอนเจอริ่งนั้น ก็มีความเห็นจากนักเขียนแนววิทยาศาสตร์ชื่อชารอน เอ ฮิล บอกว่าเรื่องเล่าแนวอาถรรพ์ต่าง ๆ รวมไปถึงตำนานที่เกี่ยวข้องกับครอบครัววอร์เรนนั้นมีความเป็นไปได้สูงว่า

“เกิดจากทั้งคู่เป็นผู้สร้างเรื่องขึ้นมาทั้งสิ้น !”

และที่สำคัญก็คือต้องแยกให้ออกระหว่างเรื่องเล่าของคู่วอร์เรนกับเรื่องในภาพยนตร์ โดยส่วนเรื่องเล่าจากต้นทางนั้นน่าจะสร้างขึ้นเพื่อประชาสัมพันธ์พิพิธภัณฑ์ของพวกเขา และบอกอีกว่าชีวิตจริงของคู่รักนักสืบโลกวิญญาณ และชีวิตจริงของแอนนาเบลมันไม่ได้มีอะไรหวือหวาขนาดนั้น และยังยืนยันว่าเรื่องของแอนนาเบลเป็นเพียงเรื่องที่ถูกแต่งขึ้นมา โดยใช้คำว่า

“เราไม่มีอะไรจะบอก นอกจากคำบอกเล่าของพวกเขา ที่เล่าถึงสิ่งของในพิพิธภัณฑ์เท่านั้นเอง !


"ลอร์เรน วอร์เรน" ในปัจจุบัน (2016)
(ภาพจาก: Zimbio)

ที่กล่าวข้างต้นก็เป็นเพียงความเห็นจากชารอน ฮิลล์ ทุกอย่างมันอยู่ที่ตัวเรามากกว่าว่าเลือกที่จะเชื่อแบบไหน ? ระหว่าง "เชื่อว่าแอนนาเบลเฮี้ยนจริง" หรือ "เป็นแค่เรื่องเล่าโปรโมทพิพิธภัณฑ์" !!!

หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรืออย่าลืมทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี

แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง

แท็ก: แอนนาเบลล์, Annabelle, doll, ตุ๊กตาผ้า, เรกกาดี แอนน์, Raggedy Ann, Ed and Lorraine Warren, ตุ๊กตาผีสิง, The Conjuring

วันศุกร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 มันคืออะไร !? ทารกน้ำคลองแสนแสบ, ฐานทัพลับบนดาวอังคาร และแรดห้อยหัว !!!




สวัสดีครับ... พบกันอีกครั้งกับช่วงตอบคำถามที่ส่งถามกันมาในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊กครับ ต้องบอกก่อนว่าเราเองก็ไม่ได้รู้คำตอบไปทุกอย่าง แต่เพราะท่านผู้ชมอยากทราบเราก็เลยไปหาคำอธิบายมาเล่าให้ฟังกันครับ ซึ่งอาจจะตอบถูกหรือไม่ถูกก็ขอให้ท่านผู้ชมใช้วิจารณญาณประกอบด้วยนะครับ

กดเพื่อดูคลิปที่นี่
0:44 ฐานทัพลับบนดาวอังคาร
4:04 ทารกน้ำคลองแสนแสบ
16:08 แรดห้อยหัว !!!
-----------
ติดตามเวอร์ชั่นเว็บไซต์ได้ที่
http://www.mitithee6.com/2017/08/Mitithee6-EP.10.html

อยากชมเรื่องอะไร แนะนำได้ที่นี่ครับ
http://www.mitithee6.com/p/blog-page.html
-----------
Website : http://www.mitithee6.com/
Twitter : https://twitter.com/mitithee6
Google+ :https://goo.gl/DFmJmz
Facebook : https://facebook.com/Mitithee6/
(Search คำว่า mitithee6 ไม่ต้องเว้นวรรค)
------------
ดนตรีประกอบโดย
The Drive, Full On, Jaunty Gumption, Enter the Maze, Interloper และ Jaunty Gumption โดย Kevin MacLeod ได้รับอนุญาตภายใต้ Creative Commons Attribution (https://creativecommons.org/licenses/by/4.0/)
ที่มา: http://incompetech.com/music/royalty-free/index.html?isrc=USUAN1300017
ศิลปิน: http://incompetech.com/
-----------
แท็ก:
มิติที่ 6, ไขปริศนา, สารคดี, เรื่องเล่า, เรื่องจริง, ความรู้, เรื่องลึกลับ, เรื่องน่าสนใจ, ลี้ลับ, เหลือเชื่อ, ตอบคำถาม, ฟังก่อนนอน, มันคืออะไร, แบบนี้ก็มีด้วย, อย่างนี้นี่เอง, ทารกน้ำคลองแสนแสบ, Seaman, ฐานทัพลับบนดาวอังคาร, Did NASA forget to edit this out on Mars ?, 7/13/17, Google Cloud Platform expands to Maes, CGS, April fool's day, แรดห้อยหัว