ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

28 ธันวาคม 2559

มิติที่ 6 คลิปพิเศษ ตอบคำถามส่งท้ายปี 2559 !!!




มิติที่ 6 อัพเดท และตอบคำถาม ครั้งที่ 7 !!!

กดดูคลิปได้ที่นี่

มาแล้วจ้า!!! หายหน้าหายตากันไปนาน ครั้งนี้เรามาอัพเดตเรื่องราวต่าง ๆ รวมถึงตอบคำถามจากหลังไมค์กันครับ

1. คลิปทหารรัสเซียถูกซอมบี้ไล่ล่า
2. ผี Doppelganger
3. ไขปริศนาพบไทม์แมชชีนใต้ซิงค์ล้างจาน
4. เอ็ดเวิร์ดและลอร์เลน วอร์เล็น ที่เป็นนักปราบผีและเขาได้เจอสิ่งเหนือธรรมชาติจริงไหม ?
5. คลิปพบซานตาคลอสในช่วงที่กำลังทำงาน

ดำเนินรายการโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
-----------
Website : http://www.mitithee6.com/
Twitter : https://twitter.com/mitithee6
Google+ :https://goo.gl/DFmJmz
Facebook : https://facebook.com/Mitithee6/
(Search คำว่า mitithee6 ไม่ต้องเว้นวรรค)
-----------
พบกันทุกวันพุธ เวลา 17.00 น. และวันศุกร์ เวลา 22.00 น. 
------------
ดนตรีประกอบโดย
Echo of Time
Dreams Become Real โดย Kevin MacLeod
ได้รับอนุญาตภายใต้ ใบอนุญาต Creative Commons Attribution(https://creativecommons.org/licenses/...)
ที่มา: http://incompetech.com/music/royalty-...
ศิลปิน: http://incompetech.com/
-----------
แท็ก
มิติที่ 6, สยองขวัญ, ฆาตกรรม, ฆาตกร, เรื่องเล่า, เรื่องจริง, จอมโหด, เรื่องน่ากลัว, ฆาตกรต่อเนื่อง, เรื่องลึกลับ,  ลี้ลับ, เหลือเชื่อ, ไขปริศนา, คลิปทหารรัสเซีย, ซอมบี้, ไล่ล่า, ผี, Doppelganger, ไทม์แมชชีน, ซิงค์ล้างจาน, เอ็ดเวิร์ด, ลอร์เลน, วอร์เล็น, นักปราบผี, คลิปซานตาคลอส, เรื่องลี้ลับ , ลึกลับ, ตอบคำถามท่านผู้ชม, ฟังก่อนนอน

23 ธันวาคม 2559

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ "ฮาจิชาคุซามะ" ตำนานสยองขวัญปีศาจสาวสูง 8 ฟุต !!!




ตอนเด็ก ๆ คุณเคยได้ยินคำเตือนจากผู้เฒ่าผู้แก่เรื่องนี้กันบ้างไหม ? ตอนกลางคืนอย่าได้ส่งเสียงอะไรออกมา เพราะถ้าไม่เชื่อฟังระวังจะถูกปีศาจพาตัวไปอยู่ด้วย ซึ่งปกติเราก็จะยอมสงบปากสงบคำ แล้วเข้านอนไปแต่โดยดี แต่ในใจก็อยากรู้เหมือนกันใช่ไหมว่า ถ้าเราส่งเสียงออกไปมันจะมีอะไรเกิดขึ้นจริง ๆ หรือเปล่า ?

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญกับเรื่องราวเบา ๆ ในวันศุกร์สะดวกสัปดาห์นี้ เราจะพาท่านผู้ชมไปพบกับเรื่องราววัยเด็กของชายคนหนึ่ง ที่ได้พบกับเหตุการณ์แปลกประหลาด กับหญิงสาวที่มีขนาดสูงใหญ่กว่าคนทั่วไป ซึ่งถ้าใครโชคร้ายได้พบเจอกับเธอเข้า มันจะทำให้คนผู้นั้นถูกลักพาตัวไป โดยไม่มีใครสามารถพาตัวกลับมาได้อีกตลอดกาล !!!
เปิดชมบนยูทูป

โดยเรื่องราวนั้นมีอยู่ว่า...


ประมาณปี ค.ศ. 2008 ชายวัยรุ่นคนหนึ่งได้โพสต์เล่าถึงประสบการณ์ที่เขาได้พบในช่วงวัยเด็ก วันนั้นคุณพ่อของเขาได้ขับรถพาเขาไปยังหมู่บ้านเล็ก ๆ ทางชนบท เพื่อจะได้ไปเยี่ยมคุณปู่และคุณย่าอย่างที่เคยทำเสมอมาในช่วงวันหยุดปิดเทอม เขาบอกว่าทุก ๆ ครั้งที่ไปคุณปู่และคุณย่าจะคอยต้อนรับขับสู้ และมีอะไรดี ๆ ให้เขารู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่ได้แวะมาเยี่ยมพวกท่านอยู่เสมอ



เพียงแต่ในครั้งสุดท้ายที่เขาแวะไปเยี่ยมนี้มันเป็นช่วงที่เขาเรียนอยู่ในชั้นปีสาม ทั้ง ๆ ที่ทุกอย่าง มันก็ดูจะเหมือนทุก ๆ ครั้งที่แวะมาที่นี่ บรรยายกาศดี ๆ อย่างที่เป็น และในขณะที่เขากำลังขี่จักรยานเล่นไปรอบ ๆ บ้านของคุณปู่อยู่นั้น


เขาได้พบกับบางสิ่งบางอย่าง ที่มันทำให้เขารู้สึกหนาววูบเสียวสันหลังไปทั่ว ทั้ง ๆ ที่แสงแดดอันร้อนแรงยังคงทำหน้าที่ของมันอยู่อย่างแข็งขัน ซึ่งทุกสิ่งอย่างมันก็เกิดขึ้น หลังจากที่เขาได้ยินเสียงแปลก ๆ บางอย่างดังขึ้นมา

“โพโพ, โพโพโพพโพ, โพ, โพพ…..”


เขาแน่ใจว่ามันไม่ใช่เสียงเครื่องยนต์จากไหนแน่ ๆ เสียงแปลก ๆ นั่นมันเป็นเสียงของคนชัด ๆ เขาจึงค่อย ๆ มองหาที่มาเสียงประหลาดนี้ ว่ามันดังมาจากทางไหน และในที่สุดเขาก็เห็นหมวกสีขาวใบหนึ่ง กำลังขยับไปมาลอยอยู่เหนือพุ่มไม้ ราวกับว่ามันกำลังพยายามจะทำลายพุ่มไม้นั้นอยู่ และเมื่อพยายามมองดูดี ๆ ตรงพุ่มไม้นั้น เขาก็สังเกตเห็นว่าแท้ที่จริงแล้วเจ้าหมวกนั้นมันสวมอยู่บนศีรษะของหญิงสาวคนหนึ่ง
หญิงสาวในชุดสีขาว ตัวของเธอสูงมาก น่าจะสูงกว่าสองเมตรเสียอีก แต่ยังไม่ทันที่เขาจะคิดอะไรได้มากไปกว่านี้ หญิงสาวคนนั้นก็หายไป เธอหายตัวไปพร้อมกับเจ้าเสียงประหลาดนั่น ซึ่งในตอนนั้นเขาเองก็ได้แต่สงสัยว่า สิ่งที่เขาเห็นเมื่อสักครู่นี้ แท้ที่จริงอาจจะไม่ใช่ผู้หญิงตัวสูงอย่างที่คิดก็ได้ บางทีเขาอาจจะแค่เห็นผู้ชายตัวสูง ที่แต่งตัวให้ดูเหมือนผู้หญิงอย่างที่ผู้ชายบางคนเขานิยมทำกัน แต่ถึงจะคิดแบบนั้น มันก็ยังทำให้เขารู้สึกแปลก ๆ กับประสบการณ์ครั้งนี้อยู่ดี


ในเวลาต่อมา หลังจากที่เขากลับมาที่บ้านพักและนั่งดื่มชากับคูณปู่และคุณย่า เขาก็ได้เล่าถึงประสบการณ์ประหลาดเรื่องนี้ให้กับพวกท่านฟัง และคาดเดาไปว่าบางทีเขาอาจจะพบกับสาวประเภทสองก็เป็นได้ และก็บอกไปว่าบางทีเขาอาจจะคิดมากไป จนเขาเล่ามาถึงช่วงที่เขาได้ยินเสียงประหลาด มันก็ทำให้คุณปู่และคุณย่าของเขา ออกอาการตกใจขึ้นมาจนเขาเองก็รู้สึกได้ ทันใดนั้นคุณปู่ก็ถามคำถามกับเขาว่า เขาไปเห็นหญิงสาวคนนี้ตอนไหน ? และถามถึงความสูงของหญิงสาวที่เขาได้พบ ตามด้วยคำถามว่า มันมองมาทางเขาด้วยหรือเปล่า ?



เมื่อเขาให้คำตอบทั้งหมดไปแล้ว คุณตาก็รีบลุกเดินไปยังโทรศัพท์ที่ตั้งอยู่ในห้องโถงถัดไป จากนั้นก็ปิดประตู ทำให้เขาไม่รู้ว่าท่านไปคุยอะไรกับใคร บรรยากาศในห้องตอนนี้เริ่มเงียบงัน คุณย่ายิ้มออกมาเล็กน้อย แต่เขาก็สังเกตได้ว่าตอนนี้คุณย่ามีอาการตัวสั่นเหมือนกำลังกังวลอะไรบางอย่าง


ในที่สุดคุณปู่ก็กลับมาและบอกกับเขาว่า คืนนี้เขาจะต้องนอนอยู่กันทั้งคืน ซึ่งเขาเองก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไร เพียงแต่รู้สึกแปลก ๆ นิดหน่อย ซึ่งความรู้สึกนี้มันก็ได้ทำให้เขาตัดสินใจถามพวกท่านไปว่า สาเหตุที่ต้องทำแบบนี้ มันเป็นเพราะเขาไปพบหญิงสาวคนนั้นใช่หรือเปล่า ? คุณปู่ของเขากลับโยนไปให้คุณย่าเป็นผู้ตอบแทนคำถามนี้ โดยอ้างว่าเดี๋ยวคุณปู่จะต้องไปรับเคซังก่อนที่จะเดินออกไป


คุณย่าของเขาตอบเรื่องนี้ด้วยน้ำเสียงอันสั่นเครือว่า ดูเหมือนว่าท่านฮาจิชาคุน่าจะกำลังสนใจตัวของเขาอยู่ แต่ไม่ต้องกังวลอะไรมากไป เพราะต้อนนี้คุณปู่กำลังเดินเรื่องแก้ไขให้ และคุณย่าก็ได้อธิบายว่า ท่านฮาจิชาคุนั้นไม่ใช่มนุษย์ แต่ท่านเป็นปีศาจในร่างของหญิงสาว และสาเหตุที่ทำให้ต้องเรียกเธอว่า ท่านฮาจิชาคุนั้นก็เพราะความสูงกว่า 8 ฟุต ของเธอนั่นเอง เพราะคำว่า "ฮะจิ" ก็คือเลขแปด ส่วน "ชาคุ" ก็คือหน่วยวัดเป็นฟุต และ "ซามะ" ที่แปลว่าท่าน ก็หมายถึงร่างมนุษย์



โดยการปรากฏตัวของท่านฮาจิชาคุในแต่ละครั้งนั้น จะมีลักษณะแตกต่างกันออกไป บางทีก็เป็นเด็ก บางทีก็เป็นคนแก่ แต่ทุกครั้งที่เห็นเหมือน ๆ กันก็คือความสูงที่สูงเกินกว่ามนุษย์ทั่วไป และเสียงประหลาดที่เขาได้ยินนั้น มันก็คือเสียงหัวเราะของเธอนั่นเอง


คุณย่าเล่าว่า เวลาที่ท่านฮาจิชาคุสนใจใครเข้าล่ะก็ คน ๆ นั้นจะต้องถูกตามล่าจนเสียชีวิตไปภายในเวลาไม่กี่วัน และเหยื่อคนล่าสุดของท่านฮาจิชาคุนั้น น่าจะมีอายุประมาณ 15 ปี เท่านั้นเอง


โดยท่านฮาจิชาคุนั้น เป็นปีศาจที่ถูกขังอยู่ในศาลเจ้าของหมู่บ้าน และใช้พระพุทธรูปปูนปั้นชื่อจิโซ ผนึกวิญญาณล้อมไว้ทั้ง 4 ทิศ เพื่อคอยปกป้องเหล่าเด็ก ๆ ไม่ให้ถูกมันทำร้าย และในสมัยก่อนนั้นชาวบ้านต่างก็ได้ทำการตกลงกันว่า ทุก ๆ คนจะช่วยกันสอดส่องดูแลไม่ให้ปีศาจตนนี้หลุดออกมา ซึ่งเรื่องนี้มันก็เกิดขึ้นมานานมากแล้ว และก็มีเพียงแต่ผู้เฒ่าผู้แก่ของหมู่บ้านเท่านั้นที่พอจะรู้วิธีจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้

แต่เรื่องเล่าของคุณย่าก็ไม่ได้ทำให้เขาปักใจเชื่ออะไรสักเท่าไหร่ จนเวลาผ่านไปพักหนึ่ง คุณปู่ก็เดินทางกลับมาพร้อมกับหญิงชราอีกคน ซึ่งเธอก็คือเคซังนั่นเอง หญิงชราคนนี้ได้ส่งเศษกระดาษชิ้นเล็ก ๆ ให้ และกำชับเขากำมันเอาไว้ในมือตลอดเวลา และเคซังกับคุณปู่จึงเดินขึ้นไปชั้นบน โดยสั่งให้เขาหลบเข้าไปเตรียมตัวในห้องน้ำ โดยมีคุณย่าคอยเฝ้าระวังที่ประตูเอาไว้ ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างมันได้ทำให้เขารู้สึกได้ว่า ทุก ๆ ไม่ได้ล้อเล่นกับเหตุการณ์ในครั้งนี้เลย


ในเวลาต่อมาเขาก็กลับมาที่ห้องนอน เขาพบว่าหน้าต่างในห้องถูกกระดาษหนังสือพิมพ์ปิดทับเอาไว้อีกชั้น ที่มุมห้องก็มีเกลือกองหนึ่งอยู่ในจานใบเล็ก มันเรียกว่าโมริชิโอ คุณปู่และเคซังคงทำมันเอาไว้เพื่อเป็นเครื่องรางช่วยคุ้มกัน  และข้าง ๆ นั้นก็มีพระพุทธรูปตั้งอยู่ด้วย โดยคุณปู่บอกว่า เขาจะต้องอยู่ในห้องนอนแบบนี้ไปจนกว่าจะถึงเจ็ดโมงเช้าของวันรุ่งขึ้น และไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม จงห้ามส่งเสียง และห้ามออกนอกห้องไปไหนเป็นอันขาด และทุกคนก็จะไม่มีใครพูดอะไรกับเขาเช่นกัน ส่วนเคซังบอกกับเขาว่า ถ้าเขารู้สึกกลัวขึ้นมาก็ให้รีบสวดมนต์ทันที



พอถึงเวลานอน เขาก็นั่งดูทีวีไปเรื่อย ๆ คุณย่าได้ทิ้งของขบเคี้ยวไว้ให้นิดหน่อย พอดูทีวีไปได้สักพักเขาก็เผลอหลับไป ปล่อยให้ทีวีเปิดทิ้งไว้แบบนั้น จนมารู้สึกตัวอีกทีเวลาก็ผ่านมาถึงตอนตี 1 แล้วจู่ ๆ ก็มีเสียงอะไรบางอย่างเคาะที่หน้าต่างที่ถูกปิดไว้นั้น

เขาพยายามนั่งดูทีวีต่อโดยทำเป็นไม่สนใจเสียงดังกล่าว และตอนนั้นเสียงคุณปู่ที่อยู่ห้องข้างล่างก็ตะโกนถามขึ้นมาว่าเป็นอย่างไรบ้าง ถ้ากลัวมากก็ให้รีบลงมาที่ห้องโถงนี้ซะ พอได้ยินแบบนั้นเขาก็แทบจะลุกออกไปทันที แต่ก็นึกได้ว่าเมื่อตอนเย็นคุณปู่และเคซังได้กำชับเอาไว้ว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทุกคนจะไม่พูดกับเขาจนถึงเช้าไม่ใช่หรือ ?  แล้วเขาก็ได้ยินเสียงคุณปู่เรียกมาอีกครั้งว่า ไม่เป็นไรหรอก ลงมาสิ นั่นจึงทำให้เขารู้สึกระแวงว่า บางทีมันอาจจะไม่ใช่เสียงของคุณปู่ก็ได้ พอมองไปที่จานใส่เกลือมุมห้อง เขาก็เห็นเม็ดเกลือเริ่มกลายสภาพเป็นสีดำขึ้นมาทีละนิด


เขาจึงรีบหันหน้าไปยังพระพุทธรูป พนมมือขึ้นพร้อมกับสวดมนต์ด้วยความกลัว แล้วเสียงร้องที่เขาเคยได้ยินมาก่อนนั้นก็ดังขึ้น
“โพโพ….. โพ….” 
พร้อมกับเสียงเคาะหน้าต่างอีกครั้ง คราวนี้มันดังขึ้นเรื่อย ๆ จากเสียงเคาะในตอนแรกก็กลายมาเป็นเสียงมือคนทุบตีที่กระจกอย่างแรง แต่ว่าตอนนี้เขาคงทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการสวดมนต์แล้ว



ทำไมคืนนี้มันถึงได้ยาวนานจังนะ เขาพยายามสวดมนต์ต่อไปจนกระทั่งโทรทัศน์มีรายการข่าวตอนเช้า ซึ่งมันหมายความว่าตอนนี้ก็คือเวลาเจ็ดโมงเช้าแล้วใช่ไหม ? พอมองไปที่จอทีวีตรงมุมบนของจอภาพก็บอกเวลา 7.13 นาฬิกา ตอนนี้เสียงทุบมันก็หายไปแล้ว เกลือที่อยู่ในจานกลายเป็นสีดำสนิท  เขาจึงรีบเปิดประตูออกไปทันที และที่หน้าประตูนั้นเขาก็พบทั้งคุณย่ากับเคซังกำลังนั่งเฝ้าอยู่ ใบหน้าของทั้งคู่ดูกังวลใจเป็นอย่างมาก พอคุณย่าหันมาเห็นหน้าเขา ท่านก็ร้องไห้ออกมาบอกเขาว่าทุกอย่างมันผ่านไปเรียบร้อยแล้ว
พอเดินลงบันไดไป เขาก็เห็นคุณพ่อกำลังนั่งรออยู่ ส่วนคุณปู่เพิ่งเดินกลับมาจากข้างนอก คุณพ่อบอกกับเขาว่า ตอนนี้ก็ได้เวลาต้องรีบเดินทางกลับกันแล้ว และพอเขามองออกไปที่หน้าบ้าน เขาก็เห็นผู้ชายกลุ่มหนึ่งยืนอยู่ใกล้ ๆ รถตู้ ส่วนรถของคุณปู่จอดอยู่ข้างหน้า และรถของคุณพ่อก็จอดประกบท้ายรถตู้คันนั้นอยู่


เขาถูกเรียกให้เข้าไปนั่งในรถตู้ จากนั้นชายกลุ่มดังกล่าวมานั่งล้อมที่นั่งของเขาไว้ ส่วนเคซังก็นั่งอยู่ที่เบาะหน้าข้าง ๆ คนขับ และก่อนที่เคซังจะบอกให้คนขับรถขับออกไป เคซังก็หันกลับมาบอกเขาว่า เขาจะเป็นคนเดียวที่สามารถมองเห็นท่านฮาจิชาคุได้ และกำชับว่า จงห้ามมองไปที่ตัวท่านโดยเด็ดขาด


เมื่อขบวนรถทุกคันวิ่งออกไป เขาเองก็ไม่ได้คิดว่าจะมีอะไรน่ากลัวเกิดขึ้นอีก แต่แล้วเคซังก็เริ่มสวดมนต์ออกมาด้วยเสียงที่ดังมาก และตอนนี้เขาก็เริ่มได้ยินเสียงหัวเราะประหลาดนั้นดังขึ้นมาอีกครั้ง
“โพ…..โพ…...โพพ….โพ….”
นั่นจึงทำให้เขารู้สึกเสียววูบขึ้นมาที่กระดูกสันหลัง กอดอกซุกหัวตัวเองลงไปด้วยความกลัว ไม่กล้ามองออกไปที่หน้าต่างรถแม้แต่ปลายสายตา ชายที่นั่งมาด้วยข้าง ๆ เขาก็ช่วยปิดตาให้อีกแรง

จนรถตู้วิ่งไปได้พักใหญ่ เคซังก็หยุดสวดมนต์และบอกกับทุกคนว่า ตอนนี้น่าจะปลอดภัยแล้ว ขบวนรถจึงได้จอดให้เขาย้ายไปนั่งที่รถของคุณพ่อตาปกติ





หลังจากที่คุณพ่อขอบคุณคุณปู่และเคซังเสร็จ เคซังก็บอกว่า สาเหตุที่ให้เขานั่งรถตู้ไปกับกลุ่มผู้ชายที่มาด้วยกันนั้น ก็เพื่อให้ท่านฮาจิชาคุรู้สึกสับสน เพราะชายทุกคนบนรถคันนั้น ล้วนเป็นญาติ ๆ ที่เกณฑ์ให้มาช่วยเหลือนั่นเอง


เคซังถามถึงเศษกระดาษที่ให้เขากำเอาไว้ในตอนแรก ซึ่งตัวเขาเองก็กำมันเอาไว้ตลอดเวลาจนลืมไปแล้วว่ากำมันอยู่ พอแบมือออกทุกคนก็พบว่าเศษกระดาษแผ่นนั้นกลายเป็นสีดำไปหมดแล้ว และเคซังก็ได้พูดทิ้งท้ายเอาไว้ว่า
"ทุกอย่างน่าจะเรียบร้อยแล้วนะ จะเหลือก็เพียงแต่... " 

แล้วเคซังก็หยุดพูดไป พร้อมกับส่งเศษกระดาษอีกแผ่นให้เขากำเอาไว้ โดยกำชับว่าถึงบ้านแล้วค่อยแบมือออก ตลอดเส้นทางที่เขากับพ่อขับรถกลับไปนั้น คุณพ่อบอกกับเขาว่า ในสมัยเด็ก ๆ เพื่อนของคุณพ่อคนหนึ่งก็เคยถูกท่านฮาจิชาคุมาเอาตัวไปเช่นกัน


หลังจากนั้นเขาก็ได้คุยโทรศัพท์กับคุณปู่ ท่านบอกว่าเสียงเรียกที่ได้ยินตอนกลางคืนวันนั้น มันไม่ใช่เสียงของท่านแต่อย่างใด ซึ่งสิ่งนี้มันเป็นวิธีการหลอกล่อเหยื่อของท่านฮาจิชาคุ ให้เหยื่อตายใจด้วยการปลอมเสียงเป็นคนที่เขาเชื่อใจนั่นเอง



จนสิบปีต่อมาเขาเองก็ลืมเรื่องราวนี้ไปหมดแล้ว วันหนึ่งคุณย่าได้โทรศัพท์มาบอกว่า ที่แท้พระพุทธรูปจิโซที่ทำหน้าที่ผนึกวิญญาณของท่านฮาจิชาคุนั้น ได้ถูกใครบางคนมาทำลายจนแตกเสียหายไป โดยองค์ที่ถูกทำลายนั้นเป็นองค์ที่อยู่ทางถนนมุ่งสู่บ้านของคุณปู่และคุณย่าของเขานั้นเอง


โดยสองปีก่อนคุณปู่ของเขาก็เพิ่งจะเสียชีวิตไป เขาเองกลับไม่ได้รับอนุญาตให้ไปร่วมพิธีศพ ซึ่งตัวของเขาเองก็คอยบอกตัวเองเสมอมาว่า เหตุการณ์ทั้งหมดมันเป็นแค่ความเชื่อเท่านั้น แต่บางครั้งเขาก็ยังคงได้ยินเสียงประหลาดนั้นเรียกหาอยู่


-----จบ-----


เรื่องราวของท่านฮาจิชาคุหรือฮาจิชากุซามะ เป็นหนึ่งในเรื่องเล่าสยองขวัญของประเทศญี่ปุ่น ที่ดำเนินการเล่าเรื่องในแบบสมัยนิยม ซึ่งมันถูกเล่าครั้งแรกโดยสมาชิกของเว็บไซต์ 2ch โดยสมาชิกที่ใช้ชื่อว่า "VFtYjtRn0" เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ค.ศ. 2008 ในกระทู้ชื่อ "คุณมีเรื่องน่ากลัวจะเล่าไหม ?" และด้วยเรื่องราวที่เหล่าสมาชิกต่างก็บอกว่า "โมเอ้" จึงได้มีนักวาดมากมายช่วยกันวาดแฟนอาร์ตออกมากันอย่างมากมาย ยูทูปเบอร์ชาวญี่ปุ่นต่างก็นำเรื่องนี้มาอ่าน บานปลายต่อยอดออกมาเป็นหนังสั้นในเวอร์ชั่นต่าง ๆ อีกทั้งยังเคยถูกนำมาทำเป็นเกมมือถือ แต่ตอนนี้ตัวเกมก็ได้ถูกลบออกไปแล้ว 



ซึ่งต่อมามันก็ได้ถูกแปลออกมาเป็นภาษาอังกฤษ เผยแพร่ลงในเว็บไซต์ Scary For Kids โดยปรับปรุงแก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ค.ศ. 2015 และได้รับความนิยมขึ้นมาเนื่องจากเป็นเรื่องเล่าที่อ้างอิงความเชื่อของคนโบราณ ซึ่งในประเทศญี่ปุ่นนั้น แต่ละแห่งก็จะมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับภูตผีและวิญญาณ แตกต่างกันออกไปหลายแบบ



อย่างฮาจิชาคุซามะเรื่องนี้ มันก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องเล่า ที่ดูแล้วคล้ายคลึงกับสเลนเดอร์แมนที่มิติที่ 6 เคยนำมาเล่าไว้แล้วเช่นกัน นั่นหมายความว่า ผู้แต่งเรื่องฮาจิชาคุซามะ ก็น่าจะได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องสเลนเดอร์แมนนี้ โดยนำมาดัดแปลงให้เข้ากับวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่นในแถบต่างจังหวัด และเปลี่ยนจากปีศาจผู้ชายให้เป็นหญิงสาวร่างสูงใหญ่ ใส่หมวกน่ารัก ๆ และส่งเสียง “โพๆ” เหมือนกับตัวละครจากอนิเมะแนวสาวน้อย ที่คนญี่ปุ่นนิยมชมชอบกันอยู่นั่นเอง


ซึ่งแน่นอนว่าฮาจิชาคุซามะมันก็คือเรื่องราวที่ถูกแต่งขึ้นมา โดยหลังจากฟังเรื่องนี้จบ มิติที่ 6 ขอให้ท่านผู้ชมทุกท่านเตรียมตัวต้อนรับกับปีใหม่ พ.ศ. 2560 ที่จะถึงกันอีกไม่กี่วันนี้ ขอให้ท่านผู้ชมทุกท่านมีความสุข และพบความเจริญกันถ้วนหน้าตลอดทั้งปีใหม่นะครับ




อย่าลืมพบกับมิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญกับเรื่องราวเบา ๆ พร้อมกับที่มาของมันกันได้ทุกวันศุกร์สะดวก หลังจากจบรายการแล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนต์กันไว้นะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้สวัสดีปีใหม่ครับ
เรียเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ภาพประกอบจาก Pixiv.net และ 2ch.net
ที่มา
  • ต้นฉบับภาษาญี่ปุ่น: "八尺様 (Eight Feet like)," โดย VFtYjtRn0, ที่กระทู้ 死ぬ程洒落にならない話を集めてみない? [คุณมีเรื่องน่ากลัวจะเล่าไหม ?] website, posted 8-26-2008, viewed 8-26-2016. Online at [Japanese]: http://syarecowa.moo.jp/196-2/71.html 

21 ธันวาคม 2559

มิติที่ 6 "แอนเนลิส มิเชล" เหยื่อนรกหมอผีเอ็กซ์ซอร์ซิสต์ !!!



ถ้าพูดถึงเรื่องผี ๆ มันก็น่าจะทำให้เราเข้าใจกันว่า เรื่องนี้เป็นความเชื่อที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน เพื่อไว้ใช้ตัดสินว่า สิ่งที่ไม่เข้าใจที่เกิดขึ้นอยู่เบื้องหน้าเรานั้นมันคืออะไร? และถ้าบุคคลใดมีอาการแปลก ๆ พูดจาด้วยน้ำเสียงที่ไม่คุ้นหู แสดงทีท่าราวกับว่าร่างกายของเขากำลังถูกอะไรบางอย่างครอบงำอยู่ล่ะก็ หลาย ๆ เสียงก็แทบจะสรุปออกมาได้เลยว่าบุคคลผู้นั้นน่าจะถูกผีเข้าสิง และถ้าเราไม่รีบหาพระหรือหมอผีมาดำเนินการ มันก็อาจจะทำให้คนผู้นั้นต้องสังเวยชีวิตให้กับวิญญาณผีร้ายไปก็เป็นได้

กดที่นี่เพื่อดูคลิป

มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาท่านไปยังประเทศเยอรมนีตะวันตก ยุคสมัยที่ประเทศยังคงแบ่งเป็นสองฝั่ง กับเรื่องราวคดีฆาตกรรมคดีหนึ่งที่คนร้ายทุกคน ล้วนกระทำการลงไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ต่อหญิงสาวคนหนึ่ง ที่แม้แต่ตัวเธอเองก็ยังเชื่อเช่นกันว่า เธอถูกผีร้ายมากมายหลายตนเข้าสิงสู่ กับความจริงอีกด้านที่ไม่เคยมีที่แห่งใดนำมาพูดถึงว่า แท้ที่จริงเธอถูกสิ่งใดทำร้ายอยู่กันแน่ !!!


"แอนเนลิส มิเชิล" ชื่อเดิมของเธอคือ "แอนนา อลิซาเบธ มิเชล" เธอเกิดเมื่อวันที่ 21 กันยายน ค.ศ. 1952 จากเมืองลายเบิลฟิงบาวาเรียประเทศเยอรมนีตะวันตก ครอบครัวของเธอเป็นคาธอลิกมีพี่น้องสามคน อยู่ภายใต้การเลี้ยงดูของพ่อและแม่คือโจเซฟ และแอนนา

"แอนเนลิส มิเชล" (แถวบนซ้ายสุด) และครอบครัว


แอนเนลิสเองก็เป็นเด็กที่เคร่งครัดในศาสนาเช่นกัน เธอไปโบสถ์สัปดาห์ละสองครั้ง และเมื่ออายุได้ 16 ปีนั้น แพทย์ตรวจพบว่าเธอมีอาการของคนเป็นโรคลมชักอย่างรุนแรง และตั้งแต่นั้นมาเธอก็จะมีอาการลมชักแสดงออกมาให้เห็นอยู่เสมอ


ในปี ค.ศ. 1970 แอเนลิสก็เกิดอาการลมชักอย่างหนักขึ้นอีก จนต้องเข้าไปนอนในโรงพยาบาลถึง 3 ครั้ง และแพทย์ก็ได้จัดยาประเภทไดแลนติน ซึ่งเป็นยาตัวเดิมที่ใช้บำบัดอาการของเธอมาตลอด เพียงแต่ว่าครั้งนี้ตัวยามันไม่สามารถจะช่วยบรรเทาอาการป่วยได้อีกต่อไป และมันก็ยังส่งผลให้ใบหน้าของเธอดูน่ากลัวจนผิดปกติ โดยคนใกล้ชิดล้วนพูดกันว่าใบหน้าของเธอตอนนี้ มันดูเหมือนกับใบหน้าของปีศาจ ซึ่งทางแพทย์ก็ได้เปลี่ยนตัวยาที่ใช้รักษาให้กับเธอเป็นตัวยาประเภทเอโอเลพท์ ซึ่งยาตัวนี้มันมีสรรพคุณไว้ใช้สำหรับบำบัดอาการของผู้ป่วยทางจิตเภท


โดยในปี ค.ศ. 1973 แอนเนลิสที่เพิ่งสำเร็จการศึกษาในชั้นมัธยม ได้ย้ายเข้าไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยวูซบวร์ก ซึ่งที่นี่เพื่อน ๆ ของเธอล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า แอนเนลิสนั้นเป็นคนรักความสันโดษ และเป็นคนที่เคร่งศาสนาค่อนข้างมาก

"แอนเนลิส" และเพื่อนชาย


ซึ่งในปีเดียวกันนี้ เธอก็เริ่มมีอาการของโรคซึมเศร้าเพิ่มขึ้นมาอีก เท่านั้นยังไม่พอ เธอยังมักจะเห็นภาพหลอนบางอย่างในขณะที่กำลังสวดมนต์ โดยเธอบอกว่าทุก ๆ ครั้งที่กำลังปฎิบัติกิจกรรมทางศาสนา เธอจะได้ยินเสียงใครสักคนพูดว่า ตัวของเธอนั้นเป็นคนเลว และยังพูดออกคำสั่งให้เธอไปเน่าตายในขุมนรกซะ ซึ่งทางโรงพยาบาลได้พยายามรักษาอาการทางจิตที่เพิ่มขึ้นมานี้อย่างเต็มที่ เพียงแต่มันไม่ได้ช่วยอะไรให้กลับมาดีขึ้นได้เลยแม้แต่น้อย

นั่นจึงทำให้ทุกคนในครอบครัวและแม้แต่ตัวของเธอเอง ก็เริ่มจะหมดความหวังในการพึ่งพาวิทยาการแพทย์สมัยใหม่ และด้วยความเชื่อแบบโรมันคาธอลิกของครอบครัว จึงถูกทุกคนระบุว่าตอนนี้เธอน่าจะถูกผีเข้า ด้วยเหตุผลว่าเธอมักจะมีอาการทุรนทุรายเมื่อต้องอยู่ในพิธีกรรมของโบสถ์ และยังมีอาการต่อต้านวัตถุเครื่องรางอย่างเช่นไม้กางเขนอีกด้วย ซึ่งดู ๆ ไปแล้ว อาการแบบนี้ถ้าเป็นประเทศไทย ก็คงต้องออกอาการกับสร้อยพระหรือเข้าวัด


รักษากับแพทย์แผนปัจจุบันในโรงพยาบาลก็ไม่หาย ซ้ำร้ายยังมีอาการผีเข้าแบบนี้ ทั้งตัวเธอและครอบครัวจึงต้องหาทางรักษาด้วยวิธีที่เป็นที่นิยมมากที่สุดในสมัยนั้น นั่นก็คือการหาใครสักคนที่จะสามารถพาเธอไปพบกับผู้ที่มีวิชาอาคมแก่กล้าเพียงพอ ที่จะขับไล่ผีร้ายพวกนี้ออกไปจากร่างของแอนเนลิสให้จงได้


ว่าแล้วพ่อแม่ของแอนเนลิสก็ได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้านผู้หวังดี พาเธอไปยังโบสถ์ที่คล้าย ๆ กับตำหนักหมอผีคนทรงในบ้านเรา มันเป็นโบสถ์ที่ไม่ได้รับการรับรองจากส่วนกลาง ซึ่งอย่างไรแล้วทุกคนต่างก็คาดหวังว่าโบสถ์แห่งนี้จะช่วยให้อะไรดีขึ้นมาได้บ้าง

เมื่อแอนเนลิสได้พบกับบาทหลวงประจำโบสถ์ เธอก็ถูกระบุทันทีว่าถูกผีเข้าสิงแน่ ๆ และเธอก็ยังถูกระบุอีกว่า สาเหตุที่เธอต้องเป็นแบบนี้ก็เพราะเคยละเลยพิธีดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์อยู่ครั้งหนึ่ง ซึ่งก็แน่นอนว่าทั้งตัวเธอและครอบครัวเชื่อในการวินิจฉัยนี้ และได้ขอคำปรึกษากับบาทหลวงที่นี้ เพื่อให้ท่านช่วยทำพิธีไล่ผีให้


แต่ทางบาทหลวงก็ตอบปฎิเสธ โดยท่านเองก็ได้แนะนำให้พาแอนเนลิสไปรับการรักษาด้วยการแพทย์แผนปัจจุบัน เพราะการจะทำพิธีไล่ผีนั้นจะต้องได้รับอนุญาตจากบาทหลวงระดับบิชอปของนิกายคาธอลิกเสียก่อน ซึ่งการอนุญาตนี้ก็ไม่ใช่จะให้ได้ง่าย ๆ เพราะทางบิชอปจะต้องพิจารณาแล้วว่า คนที่ขอนั้นจะต้องอยู่ในอาการหนักมากแล้ว ยกตัวอย่างเช่น คน ๆ นั้นจะต้องมีอาการแสดงออกมาอย่างชัดเจนแล้วว่า ตัวเองถูกปีศาจสิงร่างจนไม่สามารถบังคับร่างกายได้อีกต่อไป ซึ่งอาการของแอนเนลิสที่เป็นอยู่ในตอนนี้ มันก็มีเพียงอาการต่อต้านเครื่องรางไม้กางเขน ซึ่งถือเป็นอาการเริ่มต้น ยังไม่หนักมากพอที่จะให้อนุญาตทำพิธีไล่ผีได้


ต่อมาอาการของแอนเนลิสก็เริ่มจะทรุดลง เธอเริ่มทำร้ายตัวเองและคนรอบข้าง เธอกินแมลงต่าง ๆ เป็นอาหารและดื่มปัสสาวะตัวเองราวกับถูกผีบังคับ โดยในปี ค.ศ. 1973 นั้น แพทย์ก็ได้รักษาอาการเหล่านี้ของเธอด้วยยารักษาโรคลมชักประเภทเทเกรตอล ซึ่งเป็นยาช่วยปรับสภาพจิตใจและระบบประสาททั้งหมดให้อยู่ในสภาวะสมดุล ซึ่งเธอก็ได้ใช้ยานี้ทุกครั้งที่เดินทางไปทำพิธีทางศาสนาที่โบสถ์ เพราะอย่างน้อยยาตัวนี้มันก็ทำให้เธอไม่ออกอาการทุรนทุรายเมื่อเข้าใกล้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และเธอก็ทำเช่นนี้เรื่อยมาตลอดจนกระทั่งถึงช่วงก่อนที่จะเสียชีวิต


โดยในปี ค.ศ. 1975 นั้น แอนเนลิสได้เขียนจดหมายฉบับหนึ่งส่งถึงบาทหลวงเอิร์นเนส อัลท์ ว่า

“ฉันไม่เหลืออะไรแล้ว ฉันควรจะต้องทำอย่างไรให้ทุกอย่างมันดีขึ้น ได้โปรดเถิดเจ้าค่ะ”
และเธอยังเคยพูดกับบาทหลวงว่า
“ฉันกำลังทำให้ทุกคนลำบาก…มันช่างโหดร้ายจริง ๆ”


บาทหลวงเอิร์เนส อัลท์เห็นอาการป่วยของเธอกับตา โดยท่านให้เหตุผลว่าแอนเนลิสไม่มีอาการลมชักเลยแม้แต่น้อยน่าจะถูกผีเข้ามากกว่า นั่นจึงทำให้ท่านบาทหลวงแนะนำให้ครอบครัวของเธอยื่นคำร้องต่อบิชอป เพื่อขออนุญาตให้มีการทำพิธีขับไล่ผีจะดีที่สุด ซึ่งทางครอบครัวก็ได้ยื่นคำร้องนี้ไป ด้วยความหวังว่าทุกอย่างมันจะต้องดีขึ้น

ต่อมาเดือนกันยายนปีเดียวกัน บิชอปโจเซฟ สแตนเกิลก็ได้รับคำร้องนี้ และมอบหมายให้บาทหลวงอาร์โนลด์ เรนซ์ มาเป็นผู้ทำพิธีขับไล่ผีกันแบบลับ ๆ โดยพิธีกรรมครั้งแรกเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 24 กันยายน ค.ศ. 1975 ซึ่งผลของพิธีนี้มันจะเรียกว่าส่งผลดีขึ้นหรือเปล่าก็ไม่ทราบได้ เพราะเรื่องนี้ได้ทำให้แอนเนลิสพูดออกมาว่า
“มีแต่เพียงความตายเท่านั้น ที่จะเอาเจ้าเด็กเอาแต่ใจคนนี้กับเจ้านักบวชนอกรีตนั่น มันถึงจะสามารถชดใช้ให้กับข้าได้”
ตั้งแต่นั้นมา เธอก็ไม่สามารถรับอาหารใด ๆ เข้าสู่ร่างกายได้เลย แม้แต่น้ำเธอก็จะสำลักออกมาทั้งหมด


พอมาถึงจุดนี้มันก็ยิ่งทำให้ครอบครัวของแอนเนลิสมั่นใจว่าเธอถูกผีร้ายเข้าสิงอยู่จริง ๆ พวกเขาจึงตัดสินใจที่จะหยุดขอคำปรึกษาจากแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งเรื่องนี้แอนเนลิสเองก็ไม่ได้คัดค้านอะไร เพราะพิธีกรรมของบาทหลวงอาร์โนลด์มันได้ผล ทุกคนจึงตัดสินใจพึ่งพาพิธีกรรมไล่ผีแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะคิดว่ามันคือสิ่งที่ดีที่สุดกับแอนเนลิส

การทำพิธีนี้ก็ได้ดำเนินต่อมาอีกประมาณหนึ่งถึงสองสัปดาห์ ก่อนที่จะยกระดับพิธีกรรมในแต่ละวันให้ใช้เวลายาวนานเพิ่มขึ้นไปเป็นวันละมากกว่า 4 ชั่วโมง และตัวของแอนเนลิสเองต้องเข้าพิธีแบบนี้ต่อไปอีกถึง 10 เดือน กินเวลาล่วงเลยยาวนานตั้งแต่ ค.ศ. 1975 มาจนถึงปี ค.ศ. 1976

ต่อมาในวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1976 แอนเนลิสก็เสียชีวิตลงที่บ้าน ผลการชันสูตรศพรายงานว่า เธอเสียชีวิตเพราะขาดอาหารและน้ำมาเป็นเวลากว่า 1 ปี นับตั้งแต่พิธีไล่ผีเริ่มต้นขึ้น น้ำหนักของเธอตอนเสียชีวิตลดลงมาเหลือเพียง 38 กิโลกรัม ที่บริเวณข้อหัวเข่าแตกเสียหายเนื่องจากการคุกเข่าสวดมนต์ติดต่อกันมาอย่างยาวนาน และในช่วงก่อนที่เธอจะเสียชีวิตนั้น เธอไม่สามารถขยับตัวได้หากไม่มีใครคอยช่วยพยุงให้ และทีมแพทย์ยังพบว่าเธอมีอาการปอดติดเชื้อจนน้ำท่วมปอดเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างด้วย


ลักษณะการเสียชีวิตอันแปลกประหลาดของแอนเนลิสนี้ก็ได้กลายเป็นคดีความขึ้นมา เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจมองว่า แอนเนลิสป่วยหนักขนาดนี้ ทำไมไม่พาเธอไปเข้ารับการรักษากับแพทย์แผนปัจจุบัน และยังตั้งข้อสังเกตว่า เธอน่าจะถูกฆาตกรรมโดยไม่ได้เจตนาจากผู้เป็นพ่อและแม่ และบาทหลวงที่ทำพิธีเองก็น่าจะต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วย ดีไม่ดี คดีนี้อาจจะต้องมีคนรับผิดชอบมากกว่าที่เห็น

หลังจากการสืบสวนสอบสวนทุกอย่างเสร็จสิ้น อัยการรัฐได้ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับการเสียชีวิตของแอนเนลิสครั้งนี้ว่า อย่างน้อยพ่อและแม่ก็ควรจะส่งเธอเข้ารับการดูแลในโรงพยาบาลบ้างสักหนึ่งสัปดาห์ก่อนเธอจะจากไป ไม่ใช่พยายามจะแก้ปัญหาด้วยพิธีกรรมจนเธอหมดลมหายใจไปต่อหน้าต่อตาแบบนี้




ในปี ค.ศ. 1976 นี้ ทางรัฐได้ทำการควบคุมตัวพ่อแม่ของแอนเนลิส บาทหลวงเอิร์นเนส อัลท์ และบาทหลวงอาร์โนล เรนซ์ ในข้อหาก่อฆาตกรรมด้วยการเพิกเฉยต่ออาการป่วยของแอนเนลิส


การพิจารณาคดีที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม ค.ศ. 1978 นั้น มันได้รับความสนใจจากผู้คนทั่วไปจนเป็นข่าวดังตามสื่อต่าง ๆ โดยช่วงเริ่มพิจารณาคดีนั้น อัยการได้เบิกตัวแพทย์ผู้เคยทำการรักษาแอนเนลิส ซึ่งแพทย์ก็ระบุชัดเจนว่าเธอไม่ได้ถูกผีเข้าสิงอย่างแน่นอน แต่ที่เธอแสดงอาการแปลก ๆ ออกมาแบบนั้น มันก็เป็นเพราะผลจากการป่วยเป็นโรคลมชัก ประกอบกับสภาวะทางจิตใจที่ถูกเข้มงวดเรื่องเกี่ยวกับพิธีกรรมทางศาสนาตลอดมา

ซึ่งในขณะที่เธอยังป่วยหนักอยู่นั้น แพทย์ได้เคยร้องขอกับบาทหลวงเอิร์นเนส อัลท์ ให้เธอได้กลับมารับการรักษาที่โรงพยาบาลบ้าง แต่ท่านบาทหลวงกลับตอบกับแพทย์ท่านนี้ว่า ตอนนี้จะต้องไม่มีการฉีดยาอะไรให้กับปีศาจที่สิงอยู่ภายในร่างของแอนาลิสอีกต่อไป

ซึ่งก็แน่นอนว่าทางท่านบาทหลวงเองก็ได้ให้ทนายของท่านออกมาซักค้านในข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่า การทำพิธีไล่ผีแบบโรมันคาธอลิกโบราณนั้น มันไม่ผิดกฏหมายข้อไหนของประเทศเยอรมนนีสักหน่อย มันเป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความเชื่อถือศรัทธาต่างหาก และทนายยังได้เปิดเทปบันทึกเสียงช่วงพิธีไล่ผีของแอนเนลิสให้ศาลฟัง โดยยืนยันว่าในบางช่วงที่ศาลได้ยินนั้นมันเห็นได้ชัดว่า เจ้าปีศาจร้ายกำลังคุยกับบาทหลวงอยู่

บาทหลวงเอิร์นเนส อัลท์, บาทหลวงอาโนลด์ เรนซ์ และมารดาบิดาของแอนเนลิส

ทนายก็ยืนยันได้ว่าแอนเนลิสนั้นถูกผีสิงชัด ๆ โดยบาทหลวงทั้งสองท่านก็ยืนยันว่า ปีศาจที่สิงร่างของเธออยู่นั้นได้แก่ ลูซิเฟอร์, เคน, จูดาสอิสคาเรียท, ฮิทเลอร์, เนโร และยังมีผีร้ายตัวอื่น ๆ อีกหลายตน แวะเวียนมาเข้าสิงเธอตลอดเวลา และยังบอกว่าตอนนี้แอนเนลิสได้หลุดพ้นจากเหล่าภูติผีปีศาจทั้งหมดแล้ว เพราะถ้าเธอยังอยู่เธอก็จะไม่สามารถหลุดพ้นได้เลย

โดยต่อมาเทปบันทึกเสียงดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ลงบนเว็บไซต์ยูทูป ซึ่งมีบางคลิปได้ทำการนำเสียงของเธอไปดัดแปลงเพื่อเพิ่มความน่ากลัวไปอีก ซึ่งมิติที่ 6 เองก็ได้พยายามหาเสียงที่บันทึกต้นฉบับจริง ๆ มาเปิดประกอบแล้ว หากท่านผู้ชมค้นหาคลิปเสียงนี้และพบว่ามันดูน่ากลัวกว่าที่ได้ยินนี้ แสดงว่าคลิปนั้นถูกนำไปดัดแปลงแล้วนั่นเอง ซึ่งอย่างไรแล้วขอให้ท่านผู้ชมใช้วิจารณญาณในการฟังให้มาก ๆ ครับ


คลิปเสียงพิธีกรรมไล่ผีของ "แอนเนลิส" เสียงจริง

โดยในช่วงระหว่างการดำเนินคดีนั้น ศพของเธอต้องถูกขุดขึ้นมาชันสูตรกันอีกครั้ง และมีการเปิดเทปบันทึกเสียงในช่วงทำพิธีไล่ผีให้ศาลฟังอีกด้วย โดยทนายของทางพ่อและแม่ของแอนเนลิสนั้นได้แนะนำกับศาลว่า ยังไงก็ไม่ควรจะดำเนินคดีกับพวกเขา เพราะว่าตอนนี้ทั้งพ่อและแม่ของแอนเนลิสเองก็น่าจะได้รับบาปกรรมอย่างสาสมแล้ว แต่สำหรับท่านบาทหลวงทั้งสองนี้ ศาลควรสั่งขังพวกท่านน่าจะเหมาะสมกับความผิด และได้อ้างว่าทุกสิ่งที่นำเสนอนี้น่าจะถูกต้องตามหลักกฎหมายของเยอรมันแล้ว

กลับมาที่ทางท่านบิชอปโจเซฟ สแตนเกิล ผู้ที่ทำการอนุญาติให้บาทหลวงอาร์โนลด์ เรนซ์ มาเป็นผู้ทำพิธีไล่ผีครั้งนี้ก็โบ้ยความรับผิดชอบออกมาว่า ตอนนั้นท่านไม่ทราบว่าเรื่องสุขภาพของแอนเนลิสอยู่ในขั้นเลวร้ายขนาดไหน จึงได้อนุญาตให้บาทหลวงอาร์โนลด์ไปทำพิธี ซึ่งสุดท้ายศาลจึงพิจารณาแล้วเห็นว่าบาทหลวงทุกท่านมีความผิดในคดีฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา และพิพากษาให้ได้รับโทษจำคุกกันไปท่านละ 6 เดือน แต่ให้รอลงอาญาไว้ก่อน 3 ปี นั่นหมายความว่าบาทหลวงทุกท่านมีความผิดจำคุก แต่ไม่ได้สั่งขังแต่อย่างใด

บิชอป "โจเซฟ สแตนเกิล"

ซึ่งคำพิพากษานี้ถือได้ว่าเป็นการลงโทษสถานเบามากกว่าที่หลาย ๆ ฝ่ายคาดกันไว้ และมีผู้คนมากมายมองว่า ศาลน่าจะพิจารณาคดีนี้อีกรอบ เพราะมองยังไง ๆ โทษที่ทุกคนได้รับมันดูเบาจนเกินไป นักบวชแค่ถูกปรับ ส่วนพ่อแม่ของแอนเนลิสก็ไม่ได้รับโทษอะไรเลย แถมทางโบสถ์ก็ยังได้รับการโปรโมตผ่านสื่อฟรี ๆ ว่าพวกท่านมีกิจการไล่ผีบริการให้กับประชาชนผู้สนใจอีก โดยต่อมาคดีการเสียชีวิตของแอนเนลิสก็ถูกนำไปเป็นคดีตัวอย่าง ที่เกิดจากความงมงายในศาสนามากเกินไป จนเป็นเหตุให้ทุกคนเพิกเฉยต่อการนำผู้ป่วยเข้ารับการรักษาที่ถูกต้อง


หลังจากการพิจารณาคดีจบลง พ่อแม่ของแอนเนลิสได้ขออนุญาตกับทางการเพื่อขุดศพของเธอขึ้นมาอีกครั้ง โดยเหตุผลที่พวกเขาใช้อ้างในการขอครั้งนี้ก็คือ การฝังศพครั้งก่อนหน้านั้นมันรีบเร่งมากเกินไป จนทำให้ขาดการทำพิธีกรรมทางศาสนาอย่างถูกต้อง

โดยมีรายงานอย่างเป็นทางการว่า ตอนนั้นร่างของแอนเนลิสก็เสื่อมสภาพไปอย่างมากแล้ว ส่วนผู้ที่ทำพิธีย้ายและฝังศพของเธอรอบนี้ก็ไม่ใช่ใคร ก็คือบาทหลวงอาร์โนลด์ เรนซ์ ผู้ที่ทำพิธีไล่ผีจนแอนเนลิสเสียชีวิตไปนั่นเอง ส่วนทางโบสถ์ที่เคยยินยันว่าเธอถูกผีเข้าในตอนนั้น ได้เปลี่ยนคำยืนยันใหม่ว่า แอนเนลิสนั้นป่วยและไม่ได้ถูกผีเข้าแต่อย่างใด หลุมศพของเธอตอนนี้ก็ได้กลายมาเป็นหนึ่งสถานที่แสวงบุญในเวลาต่อมา

ภาพการขุดศพของ "แอนเนลิส"

หลุมฝังศพในปัจจุบัน ที่กลายเป็นสถานที่แสวงบุญ

อูลริช นีมานน์ บาทหลวงเจซูอิต ซึ่งเป็นบาทหลวงอีกท่านที่เคยถูกผู้คนโทรศัพท์ตามตัวให้ไปทำพิธีไล่ผีเหมือนกัน ได้กล่าวให้สัมภาษณ์กับทางหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์เมื่อปี ค.ศ. 2005 เกี่ยวกับกรณีของแอนเนลิสว่า ในฐานะที่เขาเป็นหมอ เขาบอกเลยว่ากรณีของแอนเนลิสนั้นมันไม่มีอะไรที่บ่งบอกว่าเธอนั้นถูกผีเข้าสิงเลย เพราะเห็นได้ชัดว่าคนไข้รายนี้มีอาการป่วยทางจิตมากกว่า ซึ่งตัวของท่านเองก็ได้สวดภาวนาให้กับพวกเขาเช่นกัน เพียงแต่การสวดภาวนามันไม่ช่วยอะไร เพราะเราต้องดูแลเธอให้ถูกต้อง

เอาเข้าจริง ๆ เหล่าผู้ป่วยที่มาจากภาคพื้นยุโรปตะวันออก ก็ล้วนมีความเชื่อว่าอาการแบบนี้มันคือการถูกปีศาจร้ายเข้าสิง ซึ่งมันก็ฝังรากลึกจนกลายเป็นหนึ่งในระบบความเชื่อของคนแถวนั้นไปแล้ว อูลริช นีมานน์ยังบอกอีกว่า ความจริงแล้วพิธีไล่ผีมันไม่ได้เป็นหนึ่งในพิธีกรรมทางศาสนาแต่อย่างใด ส่วนนักวิชาการชื่อเฮก ชวาร์ซ ก็ได้ให้ความเห็นว่า กรณีของแอนเนลิสนั้น อาการที่เหมือนกับถูกผีเข้าของเธอ มันก็คือหนึ่งในอาการของผู้ป่วยโรคจิตประเภทหลายบุคคลิกนั่นเอง


ในปี ค.ศ. 2013 บ้านที่เกิดเหตุสลดนี้ก็ถูกไฟไหม้ไปทั้งหมด โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สรุปสาเหตุออกมาว่า มันน่าจะเกิดจากการวางเพลิงโดยกลุ่มคนที่ไม่พอใจในเรื่องราวที่เกิดขึ้น
บ้านแอนเนลิสที่ถูกไฟไหม้ และหลังซ่อมแซม

โดยกรณีการเสียชีวิตของแอนเนลิส มิเชลนี้ ได้ถูกนำมาทำเป็นภาพยนต์อยู่หลายเรื่อง ซึ่งได้แก่

  • The Exorcism of Emily Rose (2005) - กำกับโดย Scott Derrickson โดยเนื้อหาพุ่งประเด็นไปที่การพิจารณคดีในชั้นศาลมากกว่าพิธีไล่ผี
  • Requiem (2006) - เป็นภาพยนต์ของประเทศเยอรมนี กำกับโดย Hans-Christian Schmid นำเสนอเรื่องราวโดยตรงของแอนเนลิส มิเชล
  • Anneliese: The Exorcist Tapes (2011) - เป็นภาพยนต์สารคดีแนวสยองขวัญ กำกับโดย Jude Gerard Prest อ้างอิงเนื้อหาจากแอนเนลิส เช่นเดียวกัน




โดยเรื่องราวของแอนเนลิส มิเชลนี้ นอกจากจะถูกทำออกมาเป็นภาพยนต์แล้ว ประวัติของเธอในช่วงที่เธอป่วยและถูกทำพิธีไล่ผี ก็ได้ถูกเว็บไซต์แนวปริศนาสยองขวัญมากมาย นำเสนอก็เพียงเฉพาะด้านความเชื่อเรื่องภูติผีและไสยศาสตร์มนต์ดำ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการวินิจฉัยของแพทย์สักเท่าไหร่ และนั่นก็ได้ทำให้ภาระทุกอย่างมันตกมาที่วิจารณญาณในการรับชมของผู้ชมกันอีกครั้ง ว่าเรื่องนี้เราควรจะมองว่าเธอป่วยหรือถูกผีเข้าสิงกันแน่ เพราะในบ้านเราเองก็เคยเกิดกรณีแบบนี้ขึ้นมาจำนวนมากมายไม่แพ้ต่างประเทศ ดีไม่ดีบ้านเราอาจจะเยอะกว่ามากด้วยซ้ำ เพียงแต่เรื่องราวของบ้านเรานั้นมักจะไม่ได้ถูกนำเสนอกันในทุก ๆ ด้านสักเท่าไหร่

อย่างไรแล้ว มิติที่ 6 อยากให้ท่านผู้ชมใช้เรื่องราวของเธอ เป็นอุทธาหรณ์ก่อนที่จะมีใครใกล้ ๆ ตัวเรา มีอาการป่วยที่คล้ายคลึงกับเธอ แล้วหาที่พึ่งรักษากันอย่างไม่เข้าใจ จนสุดท้ายมันก็อาจทำให้ผู้ป่วยต้องเสียชีวิตไป โดยไม่สามารถเอาผิดกับคนที่เพิกเฉยต่อการพาพวกเขาไปรับการรักษากับทางโรงพยาบาล อย่างที่เธอคนนี้ต้องสังเวยชีวิตไปอย่าง... "แอนเนลิส มิเชล"


หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนต์กันไว้นะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้ สวัสดี


เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ที่มา Wikipedia - Anneliese Michel

16 ธันวาคม 2559

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ รถไฟผีแห่งโพลตาวา ต้นฉบับที่แท้จริงของรถไฟหายไปในอุโมงค์ 42 ปี !!!



คุณยังจำเรื่องเล่าเกี่ยวกับขบวนรถไฟปริศนาขบวนหนึ่งได้ไหม รถไฟขบวนหมายเลข F626 ที่หายเข้าไปในอุโมงค์ 42 ปี แล้วกลับออกมาโดยผู้โดยสารไม่มีใครแก่ขึ้นเลย ซึ่งเรื่องนี้มีท่านผู้ชมหลายท่านได้ชมกันไปบ้างแล้วในมิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 แต่เรื่องราวของรถไฟขบวนนี้มันก็ยังมีปริศนาอีกมากมาย ที่ในขณะนั้นเราไม่สามารถอธิบายกับท่านผู้ชมให้กระจ่างชัด ทั้งที่มาและต้นฉบับที่แท้จริง

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญกับเรื่องราวเบา ๆ ในวันศุกร์สะดวกสัปดาห์นี้ เราจะพาท่านไปพบกับเรื่องราวต้นฉบับที่แท้จริง ต้นฉบับของเรื่องราวเกี่ยวกับรถไฟขบวนปริศนา F626 รถไฟที่ถูกอ้างว่ารัฐบาลของประเทศอิตาลีปกปิดความจริงเอาไว้ ว่ามันหายเข้าไปในอุโมงค์แห่งหนึ่งแล้วข้ามกาลเวลากลับออกมาอีกครั้งเมื่อเวลาผ่านไป 42 ปี ว่าแท้ที่จริงแล้ว..มันคืออะไรกันแน่ ?

ก่อนจะเล่าเรื่องราวต่อไปนี้ มิติที่ 6 จะขอสรุปเรื่องราวเกี่ยวกับรถไฟปริศนาที่แล่นหายเข้าไปในอุโมงค์ ฉบับที่ถูกเผยแพร่เฉพาะในประเทศไทยให้ทราบกันสั้น ๆ ดังนี้


มีเว็บไซต์และช่องยูทูปมากมาย ได้นำเสนอเรื่องราวของรถไฟปริศนาที่หายเข้าไปในอุโมงค์ที่มีความยาวกว่า ¼ ไมล์ ว่ามันหายไปในช่วงปี ค.ศ. 1949 (พ.ศ. 2492) แล้วปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้งที่สถานีโบล็อคน่าในปี ค.ศ. 1992 (พ.ศ. 2535) รวมเวลาทั้งสิ้นประมาณ 42 ถึง 43 ปี
โดยอ้างว่าผู้คนบนรถไฟขบวนนั้นไม่มีใครแก่ขึ้นเลย พนักงานและคนขับล้วนถูกทางการกักตัวเอาไว้ มีการอ้างว่าทางหนังสือพิมพ์เดลี่ ได้เปิดเผยเทปบันทึกการสัมภาษณ์พนักงานขับหัวรถจักร และการลักลอบสัมภาษณ์ผู้โดยสารคนอื่น ๆ ที่ต่างก็เล่าถึงหมอกสีขาวที่เกิดขึ้นก่อนที่พวกเขาจะสลบไป และรู้สึกตัวอีกทีเวลาก็ผ่านไป 42 ปีแล้ว
โดยเนื้อเรื่องได้พูดถึงรัฐบาลอิตาลีที่พยายามปกปิดความลับนี้ไม่ให้คนทั่วไปทราบ อีกทั้งยังมีการอ้างถึงมนุษย์ต่างดาวมาลักพาตัวผู้คนบนรถไฟไปทั้งขบวน ซึ่งสุดท้ายอุโมงค์นี้ก็ถูกปิดตายไป แต่ก็มีในบางฉบับบอกว่าอุโมงค์ดังกล่าวถูกกลับมาเปิดใช้เป็นปกติ แต่ขบวนรถไฟ F626 ก็ได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย

มิติที่ 6 ได้เคยวิเคราะห์เกี่ยวกับเรื่องเล่าเรื่องนี้ไว้ครั้งหนึ่ง โดยพุ่งประเด็นไปที่วิธีการเล่าเรื่องที่วกวนไม่มีการอ้างอิงชื่ออุโมงค์ และไม่มีแหล่งอ้างอิงต้นฉบับหรือเรื่องราวใกล้เคียงเกี่ยวกับขบวนรถไฟ F626 นี้ไว้บนเว็บไซต์ของต่างประเทศเลย

มีคนไม่ยอมแพ้นำเรื่องนี้ไปเพิ่มไว้ อนาคตก็จะกลายเป็นตำนานไป

และสรุปว่ามันน่าจะเป็นเรื่องที่ถูกแต่งขึ้นมาโดยใครสักคนที่น่าจะเป็นคนไทย หรือไม่ก็ใครสักคนที่ไม่ได้เป็นผู้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก แต่มันก็ยังคงมีอยู่เรื่องเดียวที่มิติที่ 6 ในขณะนั้นยังไม่สามารถตามหาได้นั่นก็คือ เรื่องราวต้นฉบับหรือเรื่องราวที่ใกล้เคียงมากที่สุดเกี่ยวกับขบวนรถไฟปริศนาเรื่องนี้

หลังจากมิติที่ 6 ได้นำเสนอเรื่องราวนี้ไปเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม เราก็ได้พบกับเรื่องราวที่น่าจะเป็นต้นฉบับของรถไฟขบวนปริศนาที่วิ่งหายเข้าไปในอุโมงค์ ซึ่งมันก็คือเรื่องที่มิติที่ 6 จะขอเล่าต่อไปนี้

ภาพประกอบอย่างเป็นทางการของรถไฟผีแห่งโพลตาวา

เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1911 ประเทศอิตาลีได้จัดทำเที่ยวรถไฟสำหรับขนส่งนักท่องเที่ยวผู้มีอันจะกินขึ้นมาขบวนหนึ่ง โดยภาระกิจของมันก็คือการขนถ่ายผู้โดยสารจากสถานีกรุงโรมไปยังจุดจอดเรือสำราญ ซึ่งกิจการนี้มีนักท่องเที่ยวให้ความสนใจมาใช้บริการกันมากกว่าหนึ่งร้อยคนต่อเที่ยว เพราะรู้กันดีว่าพวกเขาจะได้ชมทิวทัศน์สวยงามตลอดทาง และมีจุดอยู่จุดหนึ่งที่พวกเขาจะได้ตื่นตาตื่นใจไปกับการลอดอุโมงค์ที่มีความยาวมากเป็นพิเศษ
เพียงแต่ในวันดังกล่าวได้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้น เมื่อรถไฟได้วิ่งลอดเข้าไปในอุโมงค์แห่งนี้ และได้มีผู้โดยสารสองคนกระโดดหนีออกไปจากตู้รถไฟทั้ง ๆ ที่มันกำลังวิ่งด้วยความเร็วสูง

ทันใดนั้นก็เกิดหมอกสีขาวค่อย ๆ เข้ามาปกคลุมรถไฟทีละนิด จนในที่สุดหมอกก็กระจายปกคลุมไปทั่วพื้นที่ ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในขณะที่รถไฟยังคงวิ่งอยู่ในอุโมงค์ดังกล่าว และหลังจากนั้นก็ไม่มีใครได้พบเห็นรถไฟขบวนนี้ออกมาจากอีกฝั่งของอุโมงค์อีกเลย

หลังจากนั้นมาอุโมงค์ดังกล่าวก็ถูกทางการสั่งปิด ด้วยการใช้ก้อนหินมากองปิดไว้ตรงปากทาง และหลังจากนั้นมันก็ถูกเครื่องบินทิ้งระเบิดทำลายอุโมงค์ไปในช่วงสงคราม



เหตุการณ์ประหลาดครั้งนั้นมันได้ถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลา จนกระทั่งวันหนึ่งมีผู้คนได้พบกับรถไฟผีขบวนนี้ปรากฎขึ้นมาในบริเวณแยกจุดตัดทางรถไฟ ที่อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองโพลตาวาประเทศยูเครน มันเป็นขบวนรถไฟที่มีตู้โดยสารปิดผ้าม่านบาง ๆ บริเวณหัวรถจักรไม่มีใครควบคุม วิ่งบนรางรถไฟสายนี้อย่างเงียบงัน ไร้เสียงใด ๆ ผิดกับขบวนรถไฟปกติทั่วไป

ประธานกลุ่มศึกษาและวิจัยปรากฎการณ์เหนือธรรมชาติของยูเครนชื่อ "วาซิล เปโตรวิช เลสชาตยี" ได้เดินทางมาตรวจสอบเหตุการณ์ลึกลับเรื่องนี้ เขาคาดว่ารถไฟขบวนดังกล่าวน่าจะวิ่งผ่านกาลเวลามาจากที่ไหนสักแห่ง โดยวาซิลได้พบกับบันทึกของนักจิตวิทยาชาวเม็กซิกันชื่อ "โจส แซ็กซิโน่" ที่ได้เขียนบันทึกเหตุการณ์ในช่วงกลางของยุคปี ค.ศ. 1900 ที่เขาพบเอาไว้



โดยเนื้อหาในบันทึกเล่มนั้นได้เขียนบอกเล่าเกี่ยวกับเหตุการณ์การปรากฏตัวของกลุ่มชาวอิตาเลี่ยนจำนวน 104 คน ที่เม็กซิโกซิตี้ โดยผู้ผู้คนกลุ่มนั้นยืนยันว่า พวกเขาทั้งหมดคือผู้โดยสารที่เดินทางมาจากขบวนรถไฟของสถานีกรุงโรม

ต่อมาในวันที่ 25 กันยายน ค.ศ. 1991 วาซิล เปโตรวิช เลสชาตยี ที่เฝ้ารอรถไฟขบวนนี้อยู่หลายวันก็ได้พบว่ามันวิ่งผ่านมาจริง และในที่สุดวาซิลก็ได้ตัดสินใจกระโดดขึ้นไปบนรถไฟ หลังจากนั้นมาก็ไม่มีใครพบเห็นเขาอีกเลย และรถไฟผีขบวนนี้ก็ยังคงวิ่งผ่านที่เมืองโพลตาวาตลอดมาจนถึงทุกวันนี้

หลังจากที่มิติที่ 6 อ่านเรื่องนี้จบ เราก็รู้สึกว่าเนื้อหาในเรื่องนี้มันคล้ายกับรถไฟข้ามกาลเวลาของประเทศอิตาลีในปี ค.ศ. 1911 (พ.ศ. 2454) รถไฟที่วิ่งจากกรุงโรมไปยังท่าเรือ และต้องผ่านบริเวณอุโมงค์ที่มีความยาวมาก ซึ่งเรื่องราวนี้ช่างดูคล้ายคลึงกับเรื่องราวปริศนาเรื่องหนึ่ง ที่เคยถูกพูดถึงกันมาอย่างยาวนาน
มีเว็บไซต์หลายแห่งของประเทศไทยนำมาเล่าและถกเถียงกัน ไม่เว้นแม้แต่รายการมิติที่ 6 เองก็ยังเคยวิเคราะห์เอาไว้ว่ามันน่าจะเป็นเรื่องที่ถูกแต่งขึ้นมา นั่นคือเรื่องขบวนรถไฟปริศนา F626 ที่หายเข้าไปในอุโมงค์นาน 42 ปี นั่นเอง

ย้ำชัด ๆ กันว่า เรื่องรถไฟหายเข้าไปในอุโมงค์เป็นเรื่องที่คนไทยเอามาจากที่ใดไม่ทราบได้

ซึ่งถ้าเรานำเรื่องราวของขบวนรถไฟผีเรื่องนี้ มาเทียบกับเรื่องเล่าที่ถูกเผยแพร่ในไทยนั้นจะพบว่า ปีที่อ้างอิงในเรื่องเล่าทั้งสองเรื่องนี้ไม่ตรงกัน แต่มีรายละเอียดเรื่องอุโมงค์และหมอกสีขาวเหมือนกัน โดยรายละเอียดหลาย ๆ จุดที่ไม่ตรงกันนั้นก็คือ

  • ในเรื่องเล่าของไทยนั้น ไม่มีการระบุวันที่และเดือนให้ทราบ ระบุแต่ปีซึ่งไม่ตรงกับเรื่องเล่าเรื่องนี้ ที่มีการระบุวันที่เกิดเหตุอย่างชัดเจน
  • เรื่องที่ถูกเล่าในประเทศไทย รถไฟหายไปเป็นเวลา 42 ปี แต่ในฉบับของยูเครนนั้น ไม่ได้มีการพูดถึงปีที่ผู้โดยสารกลับมา
  • จุดเริ่มต้นของขบวนรถไฟและจุดปลายทางไม่ตรงกัน โดยฉบับของไทยนั้นไม่มีการระบุสถานีต้นทาง บอกเพียงแต่ว่ามันเป็นขบวนรถไฟของประเทศอิตาลี และกลับมาปรากฏตัวอีกครั้งที่สถานีโบล็อกน่า ที่จริง ๆ น่าจะหมายถึงเมืองโบโลญญา ส่วนเรื่องราวที่มิติที่ 6 นำมาเล่านี้ มันเริ่มต้นจากสถานีกรุงโรมของประเทศอิตาลี จบที่ท่าเรือแห่งหนึ่ง และระบุว่าผู้โดยสารทั้งหมดปรากฏตัวอีกครั้งที่เม็กซิโกซิตี้ในช่วงกลางยุคปี ค.ศ. 1900 และรถไฟผีก็ยังคงปรากฏตัวออกมาวิ่งอยู่บนรางใกล้เมืองโพลตาว่าของประเทศยูเครน
  • โดยในฉบับของยูเครน ยังมีเรื่องของผู้โดยสารกระโดดหนีลงรถไฟไปก่อนที่จะเกิดหมอกสีขาวเพิ่มขึ้นมา โดยเนื้อหาเริ่มต้นที่สมมติฐานเกี่ยวกับการข้ามเวลาไปปรากฏตัวอีกทีที่เม็กซิโกซิตี้ ไม่ใช่ประเทศอิตาลี

ซึ่งมิติที่ 6 ได้เคยวิเคราะห์เอาไว้ว่า เรื่องราวของรถไฟหายไปในอุโมงค์ 42 ปี ที่ถูกเผยแพร่ในประเทศไทยนั้น ไม่สามารถค้นหาประวัติความเป็นมาของต้นฉบับพบ มีแต่ฉบับภาษาอังกฤษที่น่าจะถูกแปลมาจากภาษาไทยโพสต์ไว้บนเว็บไซต์บางแห่ง แต่มันก็ไม่ได้รับการยอมรับจากชุมชนเหล่านั้น จนถูกลบเรื่องราวทิ้งไปทั้งหมด

ต้นฉบับของจริง

แต่กับเรื่องราวของรถไฟหายฉบับของยูเครนเรื่องนี้ กลับมีผู้บันทึกเอาไว้มากมายหลายแห่ง และแต่ละแห่งก็เล่าตรงกันหมด ไม่มีรายละเอียดผิดเพี้ยนมากมาย
นั่นก็หมายความว่า เรื่องราวขบวนรถไฟหายไปในอุโมงค์เป็นเวลา 42 ปี ฉบับที่ถูกเล่าในประเทศไทยตลอดมานั้น เป็นฉบับที่ถูกแต่งเติมเพิ่มเนื้อหาเข้าไปจนผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับที่แท้จริง และมันก็ผิดเพี้ยนมากจนแม้กระทั่งเว็บไซต์ต่างชาติยังไม่สามารถยอมรับข้อมูลฉบับของไทยได้


เรื่องเล่าของประเทศยูเครนฉบับนี้ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่ ?

มิติที่ 6 ได้พบเรื่องราวรถไฟหายไปในอุโมงค์ฉบับนี้ จากเว็บไซต์ส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองโพลตาว่าของประเทศยูเครน โดยทางเว็บไซต์ไม่ได้ระบุว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือถูกแต่งขึ้นมา เพียงแต่เราก็สามารถวิเคราะห์ได้จากวิธีเล่าเรื่องที่เหมือนกับฉากในภาพยนต์
รวมถึงการผูกเรื่องที่เริ่มต้นด้วยนิยายวิทยาศาสตร์ แต่กลับไปจบที่เรื่องราวแนวสยองขวัญ เพราะตัวเดินเรื่องซึ่งก็คือวาซิล เปโตรวิช เลสชาตยี ที่กระโดดขึ้นรถไฟขบวนปริศนาไปและไม่เคยกลับมาอีกเลย โดยเนื้อเรื่องยังทิ้งท้ายไว้ว่า ทุกวันนี้รถไฟขบวนนี้ก็ยังคงวิ่งอยู่บนรางรถไฟแถบใกล้ ๆ เมืองโพลตาวานี้เอง

ลักษณะการจบเรื่องแบบนี้ ทำให้มิติที่ 6 นึกถึงการนำเรื่องเล่าปริศนามาเป็นจุดขาย เพื่อชักชวนนักท่องเที่ยวที่ชอบการค้นหาและผจญภัย ให้แวะมาเยี่ยมเยียนจุดเกิดเหตุที่ถูกอ้างถึงดังกล่าว เพราะการท่องเที่ยวแนวนี้กำลังเป็นที่นิยมกันอยู่ในแถบประเทศยุโรป

ท่องเที่ยวปราสาทผีสิง มีสไลด์โชว์อลังการงานสร้าง

ซึ่งในปัจจุบันก็มีทั้งกิจการการท่องเที่ยวในปราสาทผีสิงหรือบ้านผีดุสมัยโบราณ ที่น่าจะพอทำให้เราสรุปได้ว่า เรื่องราวรถไฟผีที่โพลตาวานี้มันก็คือเรื่องเล่าที่แต่งขึ้นมาในอดีต และถูกนำมาใช้เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวนั่นเอง

เมื่อมิติที่ 6 ได้พยายามค้นหาประวัติของประธานกลุ่มศึกษาและวิจัยปรากฎการณ์เหนือธรรมชาติที่ชื่อ วาซิล เปโตรวิช เลสชาตยี เราก็พบว่าไม่มีบันทึกประวัติของชายคนนี้ไว้ในที่แห่งไหนเลย แต่ชื่อของเขากลับปรากฏอยู่เฉพาะในเรื่องเล่าของรถไฟผีเรื่องนี้ในทุกภาษาทั่วโลก

ภาษาจีน
ภาษาญี่ปุ่น
เรื่องเล่าของจริง ต้องมีบันทึกไว้ทุกภาษา

ผิดกับในฉบับของประเทศไทยที่ชื่อตัวละครทุกคนในเรื่องรถไฟหายไป 42 ปี มันกลับไม่สามารถค้นพบได้ในเว็บไซต์แห่งไหนบนโลกนอกจากในประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งแม้แต่ชื่อขบวนรถไฟ F626 ก็ยังไม่มีประเทศไหนบันทึกเอาไว้

ซึ่งมิติที่ 6 ได้จัดทำเรื่องราวนี้ขึ้นมาเพื่อยืนยันว่า รถไฟหายไปในอุโมงค์เป็นเวลา 42 ปี มันคือเรื่องที่ถูกแต่งขึ้นมาเล่ากันในแถบประเทศไทยเท่านั้น ส่วนเรื่องราวที่แท้จริงที่เล่ากันอยู่ทั่วโลกก็คือ รถไฟผีที่วิ่งหายเข้าไปในอุโมงค์ราวกับข้ามเวลา แล้วกลับมาปรากฏตัวอีกครั้งที่เม็กซิโกซิตี้ จากนั้นก็แวะวนเวียนปรากฏตัวตลอดมาที่บริเวณแถบใกล้เมืองโพลตาวาของประเทศยูเครน โดยมีวาซิล เปโตรวิช เลสชาตยี เป็นผู้โดยสารคนล่าสุดนั่นเอง

โดยเจตนาของมิติที่ 6 ที่ต้องการเปิดเผยเรื่องนี้ให้เป็นที่กระจ่างที่สุด เพราะหลังจากที่เราวิเคราะห์เนื้อหาขบวนรถไฟปริศนาที่เล่ากันในประเทศไทย ลงในศุกร์สยองขวัญเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ไปแล้ว เราเองก็รู้สึกไม่สบายใจที่ไม่สามารถไขปริศนาได้อย่างสมบูรณ์
ถึงแม้ว่าทางรายการจะได้เคยเล่าเรื่องนี้ไว้ในช่วงรายการสด ซึ่งทางเราเองก็ไม่ได้หวังที่จะทำลายความน่าเชื่อถือของผู้เขียนเรื่องเล่านี้ในฉบับภาษาไทย เพราะเข้าใจว่าท่านผู้เขียนนั้นน่าจะแปลมาจากหนังสือแนวเรื่องเล่าปริศนาของต่างประเทศที่ไหนสักแห่งมาเช่นกัน เพียงแต่เรื่องนั้นมันถูกดัดแปลงแก้ไขไปจนไม่เหลือเค้าเดิมและไม่สามารถหาที่มาอ้างอิง และไม่ได้รับการยอมรับจากเว็บไซต์แนวปริศนาของต่างประเทศเลยสักแห่ง

อย่างไรแล้วเรื่องเล่าเกี่ยวกับรถไฟหายเข้าไปในอุโมงค์นั้น นอกจากเรื่องเล่าของรถไฟจากกรุงโรม ประเทศอิตาลีก็ยังมีเรื่องเล่าคล้าย ๆ กันนี้ที่ประเทศสวีเดน เกี่ยวกับรถไฟชื่อ "ซิลเวอร์พิลลัน" หรือ "ซิลเวอร์แอโรว" หายเข้าไปในอุโมงค์พร้อมกับผู้โดยสารทั้งหมดในช่วงปี ค.ศ. 1980 ซึ่งก็น่าจะเป็นเรื่องที่ถูกดัดแปลงมาจากเรื่องต้นฉบับนี้เช่นกัน และมันก็เป็นเรื่องที่ถูกแต่งขึ้นมาสำหรับส่งเสริมการท่องเที่ยวบนรถไฟขบวนดังกล่าว เพื่อเพิ่มความตื่นเต้นในขณะเดินทาง เหมือนกับเรื่องรถไฟผีของโพลตาว่าเช่นกัน

"ซิลเวอร์พิลลัน" รถไฟผีที่บอกว่าหายไปอย่างลึกลับ แต่ไหงมันยังให้บริการอยู่ ?

เมื่อเรารู้กันขนาดนี้แล้ว มิติที่ 6 ก็อยากจะบอกกับท่านผู้ชมว่า เวลาที่มีใครนำเรื่องราวไขปริศนาขบวนรถไฟหายเข้าไปในอุโมงค์ 42 ปี ที่มิติที่ 6 เคยนำเสนอแล้วไปนั้น เราก็อยากจะให้ท่านผู้ชมช่วยกันแชร์เรื่องราวต้นฉบับที่แท้จริงเรื่องนี้ออกไป อย่างน้อยพวกเราจะได้รู้สึกดี ๆ เหมือนกันว่า ความจริงนั้น..มันช่างไม่มีเสน่ห์เอาเสียเลย !!!


พบกับรายการมิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญกับเรื่องราวเบา ๆ พร้อมกับที่มาของมันได้ทุกวันศุกร์สะดวก และหลังจากจบรายการแล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนต์กันไว้นะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้ สวัสดี

แปลและเรียบเรียง นิวัฒน์ อ่ำแสง
ที่มา