ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2559

มิติที่ 6 "แอนเนลิส มิเชล" เหยื่อนรกหมอผีเอ็กซ์ซอร์ซิสต์ !!!



ถ้าพูดถึงเรื่องผี ๆ มันก็น่าจะทำให้เราเข้าใจกันว่า เรื่องนี้เป็นความเชื่อที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน เพื่อไว้ใช้ตัดสินว่า สิ่งที่ไม่เข้าใจที่เกิดขึ้นอยู่เบื้องหน้าเรานั้นมันคืออะไร? และถ้าบุคคลใดมีอาการแปลก ๆ พูดจาด้วยน้ำเสียงที่ไม่คุ้นหู แสดงทีท่าราวกับว่าร่างกายของเขากำลังถูกอะไรบางอย่างครอบงำอยู่ล่ะก็ หลาย ๆ เสียงก็แทบจะสรุปออกมาได้เลยว่าบุคคลผู้นั้นน่าจะถูกผีเข้าสิง และถ้าเราไม่รีบหาพระหรือหมอผีมาดำเนินการ มันก็อาจจะทำให้คนผู้นั้นต้องสังเวยชีวิตให้กับวิญญาณผีร้ายไปก็เป็นได้

กดที่นี่เพื่อดูคลิป

มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาท่านไปยังประเทศเยอรมนีตะวันตก ยุคสมัยที่ประเทศยังคงแบ่งเป็นสองฝั่ง กับเรื่องราวคดีฆาตกรรมคดีหนึ่งที่คนร้ายทุกคน ล้วนกระทำการลงไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ต่อหญิงสาวคนหนึ่ง ที่แม้แต่ตัวเธอเองก็ยังเชื่อเช่นกันว่า เธอถูกผีร้ายมากมายหลายตนเข้าสิงสู่ กับความจริงอีกด้านที่ไม่เคยมีที่แห่งใดนำมาพูดถึงว่า แท้ที่จริงเธอถูกสิ่งใดทำร้ายอยู่กันแน่ !!!


"แอนเนลิส มิเชิล" ชื่อเดิมของเธอคือ "แอนนา อลิซาเบธ มิเชล" เธอเกิดเมื่อวันที่ 21 กันยายน ค.ศ. 1952 จากเมืองลายเบิลฟิงบาวาเรียประเทศเยอรมนีตะวันตก ครอบครัวของเธอเป็นคาธอลิกมีพี่น้องสามคน อยู่ภายใต้การเลี้ยงดูของพ่อและแม่คือโจเซฟ และแอนนา

"แอนเนลิส มิเชล" (แถวบนซ้ายสุด) และครอบครัว


แอนเนลิสเองก็เป็นเด็กที่เคร่งครัดในศาสนาเช่นกัน เธอไปโบสถ์สัปดาห์ละสองครั้ง และเมื่ออายุได้ 16 ปีนั้น แพทย์ตรวจพบว่าเธอมีอาการของคนเป็นโรคลมชักอย่างรุนแรง และตั้งแต่นั้นมาเธอก็จะมีอาการลมชักแสดงออกมาให้เห็นอยู่เสมอ


ในปี ค.ศ. 1970 แอเนลิสก็เกิดอาการลมชักอย่างหนักขึ้นอีก จนต้องเข้าไปนอนในโรงพยาบาลถึง 3 ครั้ง และแพทย์ก็ได้จัดยาประเภทไดแลนติน ซึ่งเป็นยาตัวเดิมที่ใช้บำบัดอาการของเธอมาตลอด เพียงแต่ว่าครั้งนี้ตัวยามันไม่สามารถจะช่วยบรรเทาอาการป่วยได้อีกต่อไป และมันก็ยังส่งผลให้ใบหน้าของเธอดูน่ากลัวจนผิดปกติ โดยคนใกล้ชิดล้วนพูดกันว่าใบหน้าของเธอตอนนี้ มันดูเหมือนกับใบหน้าของปีศาจ ซึ่งทางแพทย์ก็ได้เปลี่ยนตัวยาที่ใช้รักษาให้กับเธอเป็นตัวยาประเภทเอโอเลพท์ ซึ่งยาตัวนี้มันมีสรรพคุณไว้ใช้สำหรับบำบัดอาการของผู้ป่วยทางจิตเภท


โดยในปี ค.ศ. 1973 แอนเนลิสที่เพิ่งสำเร็จการศึกษาในชั้นมัธยม ได้ย้ายเข้าไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยวูซบวร์ก ซึ่งที่นี่เพื่อน ๆ ของเธอล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า แอนเนลิสนั้นเป็นคนรักความสันโดษ และเป็นคนที่เคร่งศาสนาค่อนข้างมาก

"แอนเนลิส" และเพื่อนชาย


ซึ่งในปีเดียวกันนี้ เธอก็เริ่มมีอาการของโรคซึมเศร้าเพิ่มขึ้นมาอีก เท่านั้นยังไม่พอ เธอยังมักจะเห็นภาพหลอนบางอย่างในขณะที่กำลังสวดมนต์ โดยเธอบอกว่าทุก ๆ ครั้งที่กำลังปฎิบัติกิจกรรมทางศาสนา เธอจะได้ยินเสียงใครสักคนพูดว่า ตัวของเธอนั้นเป็นคนเลว และยังพูดออกคำสั่งให้เธอไปเน่าตายในขุมนรกซะ ซึ่งทางโรงพยาบาลได้พยายามรักษาอาการทางจิตที่เพิ่มขึ้นมานี้อย่างเต็มที่ เพียงแต่มันไม่ได้ช่วยอะไรให้กลับมาดีขึ้นได้เลยแม้แต่น้อย

นั่นจึงทำให้ทุกคนในครอบครัวและแม้แต่ตัวของเธอเอง ก็เริ่มจะหมดความหวังในการพึ่งพาวิทยาการแพทย์สมัยใหม่ และด้วยความเชื่อแบบโรมันคาธอลิกของครอบครัว จึงถูกทุกคนระบุว่าตอนนี้เธอน่าจะถูกผีเข้า ด้วยเหตุผลว่าเธอมักจะมีอาการทุรนทุรายเมื่อต้องอยู่ในพิธีกรรมของโบสถ์ และยังมีอาการต่อต้านวัตถุเครื่องรางอย่างเช่นไม้กางเขนอีกด้วย ซึ่งดู ๆ ไปแล้ว อาการแบบนี้ถ้าเป็นประเทศไทย ก็คงต้องออกอาการกับสร้อยพระหรือเข้าวัด


รักษากับแพทย์แผนปัจจุบันในโรงพยาบาลก็ไม่หาย ซ้ำร้ายยังมีอาการผีเข้าแบบนี้ ทั้งตัวเธอและครอบครัวจึงต้องหาทางรักษาด้วยวิธีที่เป็นที่นิยมมากที่สุดในสมัยนั้น นั่นก็คือการหาใครสักคนที่จะสามารถพาเธอไปพบกับผู้ที่มีวิชาอาคมแก่กล้าเพียงพอ ที่จะขับไล่ผีร้ายพวกนี้ออกไปจากร่างของแอนเนลิสให้จงได้


ว่าแล้วพ่อแม่ของแอนเนลิสก็ได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้านผู้หวังดี พาเธอไปยังโบสถ์ที่คล้าย ๆ กับตำหนักหมอผีคนทรงในบ้านเรา มันเป็นโบสถ์ที่ไม่ได้รับการรับรองจากส่วนกลาง ซึ่งอย่างไรแล้วทุกคนต่างก็คาดหวังว่าโบสถ์แห่งนี้จะช่วยให้อะไรดีขึ้นมาได้บ้าง

เมื่อแอนเนลิสได้พบกับบาทหลวงประจำโบสถ์ เธอก็ถูกระบุทันทีว่าถูกผีเข้าสิงแน่ ๆ และเธอก็ยังถูกระบุอีกว่า สาเหตุที่เธอต้องเป็นแบบนี้ก็เพราะเคยละเลยพิธีดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์อยู่ครั้งหนึ่ง ซึ่งก็แน่นอนว่าทั้งตัวเธอและครอบครัวเชื่อในการวินิจฉัยนี้ และได้ขอคำปรึกษากับบาทหลวงที่นี้ เพื่อให้ท่านช่วยทำพิธีไล่ผีให้


แต่ทางบาทหลวงก็ตอบปฎิเสธ โดยท่านเองก็ได้แนะนำให้พาแอนเนลิสไปรับการรักษาด้วยการแพทย์แผนปัจจุบัน เพราะการจะทำพิธีไล่ผีนั้นจะต้องได้รับอนุญาตจากบาทหลวงระดับบิชอปของนิกายคาธอลิกเสียก่อน ซึ่งการอนุญาตนี้ก็ไม่ใช่จะให้ได้ง่าย ๆ เพราะทางบิชอปจะต้องพิจารณาแล้วว่า คนที่ขอนั้นจะต้องอยู่ในอาการหนักมากแล้ว ยกตัวอย่างเช่น คน ๆ นั้นจะต้องมีอาการแสดงออกมาอย่างชัดเจนแล้วว่า ตัวเองถูกปีศาจสิงร่างจนไม่สามารถบังคับร่างกายได้อีกต่อไป ซึ่งอาการของแอนเนลิสที่เป็นอยู่ในตอนนี้ มันก็มีเพียงอาการต่อต้านเครื่องรางไม้กางเขน ซึ่งถือเป็นอาการเริ่มต้น ยังไม่หนักมากพอที่จะให้อนุญาตทำพิธีไล่ผีได้


ต่อมาอาการของแอนเนลิสก็เริ่มจะทรุดลง เธอเริ่มทำร้ายตัวเองและคนรอบข้าง เธอกินแมลงต่าง ๆ เป็นอาหารและดื่มปัสสาวะตัวเองราวกับถูกผีบังคับ โดยในปี ค.ศ. 1973 นั้น แพทย์ก็ได้รักษาอาการเหล่านี้ของเธอด้วยยารักษาโรคลมชักประเภทเทเกรตอล ซึ่งเป็นยาช่วยปรับสภาพจิตใจและระบบประสาททั้งหมดให้อยู่ในสภาวะสมดุล ซึ่งเธอก็ได้ใช้ยานี้ทุกครั้งที่เดินทางไปทำพิธีทางศาสนาที่โบสถ์ เพราะอย่างน้อยยาตัวนี้มันก็ทำให้เธอไม่ออกอาการทุรนทุรายเมื่อเข้าใกล้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และเธอก็ทำเช่นนี้เรื่อยมาตลอดจนกระทั่งถึงช่วงก่อนที่จะเสียชีวิต


โดยในปี ค.ศ. 1975 นั้น แอนเนลิสได้เขียนจดหมายฉบับหนึ่งส่งถึงบาทหลวงเอิร์นเนส อัลท์ ว่า

“ฉันไม่เหลืออะไรแล้ว ฉันควรจะต้องทำอย่างไรให้ทุกอย่างมันดีขึ้น ได้โปรดเถิดเจ้าค่ะ”
และเธอยังเคยพูดกับบาทหลวงว่า
“ฉันกำลังทำให้ทุกคนลำบาก…มันช่างโหดร้ายจริง ๆ”


บาทหลวงเอิร์เนส อัลท์เห็นอาการป่วยของเธอกับตา โดยท่านให้เหตุผลว่าแอนเนลิสไม่มีอาการลมชักเลยแม้แต่น้อยน่าจะถูกผีเข้ามากกว่า นั่นจึงทำให้ท่านบาทหลวงแนะนำให้ครอบครัวของเธอยื่นคำร้องต่อบิชอป เพื่อขออนุญาตให้มีการทำพิธีขับไล่ผีจะดีที่สุด ซึ่งทางครอบครัวก็ได้ยื่นคำร้องนี้ไป ด้วยความหวังว่าทุกอย่างมันจะต้องดีขึ้น

ต่อมาเดือนกันยายนปีเดียวกัน บิชอปโจเซฟ สแตนเกิลก็ได้รับคำร้องนี้ และมอบหมายให้บาทหลวงอาร์โนลด์ เรนซ์ มาเป็นผู้ทำพิธีขับไล่ผีกันแบบลับ ๆ โดยพิธีกรรมครั้งแรกเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 24 กันยายน ค.ศ. 1975 ซึ่งผลของพิธีนี้มันจะเรียกว่าส่งผลดีขึ้นหรือเปล่าก็ไม่ทราบได้ เพราะเรื่องนี้ได้ทำให้แอนเนลิสพูดออกมาว่า
“มีแต่เพียงความตายเท่านั้น ที่จะเอาเจ้าเด็กเอาแต่ใจคนนี้กับเจ้านักบวชนอกรีตนั่น มันถึงจะสามารถชดใช้ให้กับข้าได้”
ตั้งแต่นั้นมา เธอก็ไม่สามารถรับอาหารใด ๆ เข้าสู่ร่างกายได้เลย แม้แต่น้ำเธอก็จะสำลักออกมาทั้งหมด


พอมาถึงจุดนี้มันก็ยิ่งทำให้ครอบครัวของแอนเนลิสมั่นใจว่าเธอถูกผีร้ายเข้าสิงอยู่จริง ๆ พวกเขาจึงตัดสินใจที่จะหยุดขอคำปรึกษาจากแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งเรื่องนี้แอนเนลิสเองก็ไม่ได้คัดค้านอะไร เพราะพิธีกรรมของบาทหลวงอาร์โนลด์มันได้ผล ทุกคนจึงตัดสินใจพึ่งพาพิธีกรรมไล่ผีแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะคิดว่ามันคือสิ่งที่ดีที่สุดกับแอนเนลิส

การทำพิธีนี้ก็ได้ดำเนินต่อมาอีกประมาณหนึ่งถึงสองสัปดาห์ ก่อนที่จะยกระดับพิธีกรรมในแต่ละวันให้ใช้เวลายาวนานเพิ่มขึ้นไปเป็นวันละมากกว่า 4 ชั่วโมง และตัวของแอนเนลิสเองต้องเข้าพิธีแบบนี้ต่อไปอีกถึง 10 เดือน กินเวลาล่วงเลยยาวนานตั้งแต่ ค.ศ. 1975 มาจนถึงปี ค.ศ. 1976

ต่อมาในวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1976 แอนเนลิสก็เสียชีวิตลงที่บ้าน ผลการชันสูตรศพรายงานว่า เธอเสียชีวิตเพราะขาดอาหารและน้ำมาเป็นเวลากว่า 1 ปี นับตั้งแต่พิธีไล่ผีเริ่มต้นขึ้น น้ำหนักของเธอตอนเสียชีวิตลดลงมาเหลือเพียง 38 กิโลกรัม ที่บริเวณข้อหัวเข่าแตกเสียหายเนื่องจากการคุกเข่าสวดมนต์ติดต่อกันมาอย่างยาวนาน และในช่วงก่อนที่เธอจะเสียชีวิตนั้น เธอไม่สามารถขยับตัวได้หากไม่มีใครคอยช่วยพยุงให้ และทีมแพทย์ยังพบว่าเธอมีอาการปอดติดเชื้อจนน้ำท่วมปอดเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างด้วย



ลักษณะการเสียชีวิตอันแปลกประหลาดของแอนเนลิสนี้ก็ได้กลายเป็นคดีความขึ้นมา เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจมองว่า แอนเนลิสป่วยหนักขนาดนี้ ทำไมไม่พาเธอไปเข้ารับการรักษากับแพทย์แผนปัจจุบัน และยังตั้งข้อสังเกตว่า เธอน่าจะถูกฆาตกรรมโดยไม่ได้เจตนาจากผู้เป็นพ่อและแม่ และบาทหลวงที่ทำพิธีเองก็น่าจะต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วย ดีไม่ดี คดีนี้อาจจะต้องมีคนรับผิดชอบมากกว่าที่เห็น

หลังจากการสืบสวนสอบสวนทุกอย่างเสร็จสิ้น อัยการรัฐได้ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับการเสียชีวิตของแอนเนลิสครั้งนี้ว่า อย่างน้อยพ่อและแม่ก็ควรจะส่งเธอเข้ารับการดูแลในโรงพยาบาลบ้างสักหนึ่งสัปดาห์ก่อนเธอจะจากไป ไม่ใช่พยายามจะแก้ปัญหาด้วยพิธีกรรมจนเธอหมดลมหายใจไปต่อหน้าต่อตาแบบนี้



ในปี ค.ศ. 1976 นี้ ทางรัฐได้ทำการควบคุมตัวพ่อแม่ของแอนเนลิส บาทหลวงเอิร์นเนส อัลท์ และบาทหลวงอาร์โนล เรนซ์ ในข้อหาก่อฆาตกรรมด้วยการเพิกเฉยต่ออาการป่วยของแอนเนลิส


การพิจารณาคดีที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม ค.ศ. 1978 นั้น มันได้รับความสนใจจากผู้คนทั่วไปจนเป็นข่าวดังตามสื่อต่าง ๆ โดยช่วงเริ่มพิจารณาคดีนั้น อัยการได้เบิกตัวแพทย์ผู้เคยทำการรักษาแอนเนลิส ซึ่งแพทย์ก็ระบุชัดเจนว่าเธอไม่ได้ถูกผีเข้าสิงอย่างแน่นอน แต่ที่เธอแสดงอาการแปลก ๆ ออกมาแบบนั้น มันก็เป็นเพราะผลจากการป่วยเป็นโรคลมชัก ประกอบกับสภาวะทางจิตใจที่ถูกเข้มงวดเรื่องเกี่ยวกับพิธีกรรมทางศาสนาตลอดมา

ซึ่งในขณะที่เธอยังป่วยหนักอยู่นั้น แพทย์ได้เคยร้องขอกับบาทหลวงเอิร์นเนส อัลท์ ให้เธอได้กลับมารับการรักษาที่โรงพยาบาลบ้าง แต่ท่านบาทหลวงกลับตอบกับแพทย์ท่านนี้ว่า ตอนนี้จะต้องไม่มีการฉีดยาอะไรให้กับปีศาจที่สิงอยู่ภายในร่างของแอนาลิสอีกต่อไป

ซึ่งก็แน่นอนว่าทางท่านบาทหลวงเองก็ได้ให้ทนายของท่านออกมาซักค้านในข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่า การทำพิธีไล่ผีแบบโรมันคาธอลิกโบราณนั้น มันไม่ผิดกฏหมายข้อไหนของประเทศเยอรมนนีสักหน่อย มันเป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความเชื่อถือศรัทธาต่างหาก และทนายยังได้เปิดเทปบันทึกเสียงช่วงพิธีไล่ผีของแอนเนลิสให้ศาลฟัง โดยยืนยันว่าในบางช่วงที่ศาลได้ยินนั้นมันเห็นได้ชัดว่า เจ้าปีศาจร้ายกำลังคุยกับบาทหลวงอยู่

บาทหลวงเอิร์นเนส อัลท์, บาทหลวงอาโนลด์ เรนซ์ และมารดาบิดาของแอนเนลิส

ทนายก็ยืนยันได้ว่าแอนเนลิสนั้นถูกผีสิงชัด ๆ โดยบาทหลวงทั้งสองท่านก็ยืนยันว่า ปีศาจที่สิงร่างของเธออยู่นั้นได้แก่ ลูซิเฟอร์, เคน, จูดาสอิสคาเรียท, ฮิทเลอร์, เนโร และยังมีผีร้ายตัวอื่น ๆ อีกหลายตน แวะเวียนมาเข้าสิงเธอตลอดเวลา และยังบอกว่าตอนนี้แอนเนลิสได้หลุดพ้นจากเหล่าภูติผีปีศาจทั้งหมดแล้ว เพราะถ้าเธอยังอยู่เธอก็จะไม่สามารถหลุดพ้นได้เลย

โดยต่อมาเทปบันทึกเสียงดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ลงบนเว็บไซต์ยูทูป ซึ่งมีบางคลิปได้ทำการนำเสียงของเธอไปดัดแปลงเพื่อเพิ่มความน่ากลัวไปอีก ซึ่งมิติที่ 6 เองก็ได้พยายามหาเสียงที่บันทึกต้นฉบับจริง ๆ มาเปิดประกอบแล้ว หากท่านผู้ชมค้นหาคลิปเสียงนี้และพบว่ามันดูน่ากลัวกว่าที่ได้ยินนี้ แสดงว่าคลิปนั้นถูกนำไปดัดแปลงแล้วนั่นเอง ซึ่งอย่างไรแล้วขอให้ท่านผู้ชมใช้วิจารณญาณในการฟังให้มาก ๆ ครับ


คลิปเสียงพิธีกรรมไล่ผีของ "แอนเนลิส" เสียงจริง

โดยในช่วงระหว่างการดำเนินคดีนั้น ศพของเธอต้องถูกขุดขึ้นมาชันสูตรกันอีกครั้ง และมีการเปิดเทปบันทึกเสียงในช่วงทำพิธีไล่ผีให้ศาลฟังอีกด้วย โดยทนายของทางพ่อและแม่ของแอนเนลิสนั้นได้แนะนำกับศาลว่า ยังไงก็ไม่ควรจะดำเนินคดีกับพวกเขา เพราะว่าตอนนี้ทั้งพ่อและแม่ของแอนเนลิสเองก็น่าจะได้รับบาปกรรมอย่างสาสมแล้ว แต่สำหรับท่านบาทหลวงทั้งสองนี้ ศาลควรสั่งขังพวกท่านน่าจะเหมาะสมกับความผิด และได้อ้างว่าทุกสิ่งที่นำเสนอนี้น่าจะถูกต้องตามหลักกฎหมายของเยอรมันแล้ว

กลับมาที่ทางท่านบิชอปโจเซฟ สแตนเกิล ผู้ที่ทำการอนุญาติให้บาทหลวงอาร์โนลด์ เรนซ์ มาเป็นผู้ทำพิธีไล่ผีครั้งนี้ก็โบ้ยความรับผิดชอบออกมาว่า ตอนนั้นท่านไม่ทราบว่าเรื่องสุขภาพของแอนเนลิสอยู่ในขั้นเลวร้ายขนาดไหน จึงได้อนุญาตให้บาทหลวงอาร์โนลด์ไปทำพิธี ซึ่งสุดท้ายศาลจึงพิจารณาแล้วเห็นว่าบาทหลวงทุกท่านมีความผิดในคดีฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา และพิพากษาให้ได้รับโทษจำคุกกันไปท่านละ 6 เดือน แต่ให้รอลงอาญาไว้ก่อน 3 ปี นั่นหมายความว่าบาทหลวงทุกท่านมีความผิดจำคุก แต่ไม่ได้สั่งขังแต่อย่างใด

บิชอป "โจเซฟ สแตนเกิล"

ซึ่งคำพิพากษานี้ถือได้ว่าเป็นการลงโทษสถานเบามากกว่าที่หลาย ๆ ฝ่ายคาดกันไว้ และมีผู้คนมากมายมองว่า ศาลน่าจะพิจารณาคดีนี้อีกรอบ เพราะมองยังไง ๆ โทษที่ทุกคนได้รับมันดูเบาจนเกินไป นักบวชแค่ถูกปรับ ส่วนพ่อแม่ของแอนเนลิสก็ไม่ได้รับโทษอะไรเลย แถมทางโบสถ์ก็ยังได้รับการโปรโมตผ่านสื่อฟรี ๆ ว่าพวกท่านมีกิจการไล่ผีบริการให้กับประชาชนผู้สนใจอีก โดยต่อมาคดีการเสียชีวิตของแอนเนลิสก็ถูกนำไปเป็นคดีตัวอย่าง ที่เกิดจากความงมงายในศาสนามากเกินไป จนเป็นเหตุให้ทุกคนเพิกเฉยต่อการนำผู้ป่วยเข้ารับการรักษาที่ถูกต้อง


หลังจากการพิจารณาคดีจบลง พ่อแม่ของแอนเนลิสได้ขออนุญาตกับทางการเพื่อขุดศพของเธอขึ้นมาอีกครั้ง โดยเหตุผลที่พวกเขาใช้อ้างในการขอครั้งนี้ก็คือ การฝังศพครั้งก่อนหน้านั้นมันรีบเร่งมากเกินไป จนทำให้ขาดการทำพิธีกรรมทางศาสนาอย่างถูกต้อง

โดยมีรายงานอย่างเป็นทางการว่า ตอนนั้นร่างของแอนเนลิสก็เสื่อมสภาพไปอย่างมากแล้ว ส่วนผู้ที่ทำพิธีย้ายและฝังศพของเธอรอบนี้ก็ไม่ใช่ใคร ก็คือบาทหลวงอาร์โนลด์ เรนซ์ ผู้ที่ทำพิธีไล่ผีจนแอนเนลิสเสียชีวิตไปนั่นเอง ส่วนทางโบสถ์ที่เคยยินยันว่าเธอถูกผีเข้าในตอนนั้น ได้เปลี่ยนคำยืนยันใหม่ว่า แอนเนลิสนั้นป่วยและไม่ได้ถูกผีเข้าแต่อย่างใด หลุมศพของเธอตอนนี้ก็ได้กลายมาเป็นหนึ่งสถานที่แสวงบุญในเวลาต่อมา

ภาพการขุดศพของ "แอนเนลิส"

หลุมฝังศพในปัจจุบัน ที่กลายเป็นสถานที่แสวงบุญ

อูลริช นีมานน์ บาทหลวงเจซูอิต ซึ่งเป็นบาทหลวงอีกท่านที่เคยถูกผู้คนโทรศัพท์ตามตัวให้ไปทำพิธีไล่ผีเหมือนกัน ได้กล่าวให้สัมภาษณ์กับทางหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์เมื่อปี ค.ศ. 2005 เกี่ยวกับกรณีของแอนเนลิสว่า ในฐานะที่เขาเป็นหมอ เขาบอกเลยว่ากรณีของแอนเนลิสนั้นมันไม่มีอะไรที่บ่งบอกว่าเธอนั้นถูกผีเข้าสิงเลย เพราะเห็นได้ชัดว่าคนไข้รายนี้มีอาการป่วยทางจิตมากกว่า ซึ่งตัวของท่านเองก็ได้สวดภาวนาให้กับพวกเขาเช่นกัน เพียงแต่การสวดภาวนามันไม่ช่วยอะไร เพราะเราต้องดูแลเธอให้ถูกต้อง

เอาเข้าจริง ๆ เหล่าผู้ป่วยที่มาจากภาคพื้นยุโรปตะวันออก ก็ล้วนมีความเชื่อว่าอาการแบบนี้มันคือการถูกปีศาจร้ายเข้าสิง ซึ่งมันก็ฝังรากลึกจนกลายเป็นหนึ่งในระบบความเชื่อของคนแถวนั้นไปแล้ว อูลริช นีมานน์ยังบอกอีกว่า ความจริงแล้วพิธีไล่ผีมันไม่ได้เป็นหนึ่งในพิธีกรรมทางศาสนาแต่อย่างใด ส่วนนักวิชาการชื่อเฮก ชวาร์ซ ก็ได้ให้ความเห็นว่า กรณีของแอนเนลิสนั้น อาการที่เหมือนกับถูกผีเข้าของเธอ มันก็คือหนึ่งในอาการของผู้ป่วยโรคจิตประเภทหลายบุคคลิกนั่นเอง


ในปี ค.ศ. 2013 บ้านที่เกิดเหตุสลดนี้ก็ถูกไฟไหม้ไปทั้งหมด โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สรุปสาเหตุออกมาว่า มันน่าจะเกิดจากการวางเพลิงโดยกลุ่มคนที่ไม่พอใจในเรื่องราวที่เกิดขึ้น
บ้านแอนเนลิสที่ถูกไฟไหม้ และหลังซ่อมแซม

โดยกรณีการเสียชีวิตของแอนเนลิส มิเชลนี้ ได้ถูกนำมาทำเป็นภาพยนต์อยู่หลายเรื่อง ซึ่งได้แก่

  • The Exorcism of Emily Rose (2005) - กำกับโดย Scott Derrickson โดยเนื้อหาพุ่งประเด็นไปที่การพิจารณคดีในชั้นศาลมากกว่าพิธีไล่ผี
  • Requiem (2006) - เป็นภาพยนต์ของประเทศเยอรมนี กำกับโดย Hans-Christian Schmid นำเสนอเรื่องราวโดยตรงของแอนเนลิส มิเชล
  • Anneliese: The Exorcist Tapes (2011) - เป็นภาพยนต์สารคดีแนวสยองขวัญ กำกับโดย Jude Gerard Prest อ้างอิงเนื้อหาจากแอนเนลิส เช่นเดียวกัน




โดยเรื่องราวของแอนเนลิส มิเชลนี้ นอกจากจะถูกทำออกมาเป็นภาพยนต์แล้ว ประวัติของเธอในช่วงที่เธอป่วยและถูกทำพิธีไล่ผี ก็ได้ถูกเว็บไซต์แนวปริศนาสยองขวัญมากมาย นำเสนอก็เพียงเฉพาะด้านความเชื่อเรื่องภูติผีและไสยศาสตร์มนต์ดำ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการวินิจฉัยของแพทย์สักเท่าไหร่ และนั่นก็ได้ทำให้ภาระทุกอย่างมันตกมาที่วิจารณญาณในการรับชมของผู้ชมกันอีกครั้ง ว่าเรื่องนี้เราควรจะมองว่าเธอป่วยหรือถูกผีเข้าสิงกันแน่ เพราะในบ้านเราเองก็เคยเกิดกรณีแบบนี้ขึ้นมาจำนวนมากมายไม่แพ้ต่างประเทศ ดีไม่ดีบ้านเราอาจจะเยอะกว่ามากด้วยซ้ำ เพียงแต่เรื่องราวของบ้านเรานั้นมักจะไม่ได้ถูกนำเสนอกันในทุก ๆ ด้านสักเท่าไหร่

อย่างไรแล้ว มิติที่ 6 อยากให้ท่านผู้ชมใช้เรื่องราวของเธอ เป็นอุทธาหรณ์ก่อนที่จะมีใครใกล้ ๆ ตัวเรา มีอาการป่วยที่คล้ายคลึงกับเธอ แล้วหาที่พึ่งรักษากันอย่างไม่เข้าใจ จนสุดท้ายมันก็อาจทำให้ผู้ป่วยต้องเสียชีวิตไป โดยไม่สามารถเอาผิดกับคนที่เพิกเฉยต่อการพาพวกเขาไปรับการรักษากับทางโรงพยาบาล อย่างที่เธอคนนี้ต้องสังเวยชีวิตไปอย่าง... "แอนเนลิส มิเชล"


หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนต์กันไว้นะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้ สวัสดี


เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ที่มา Wikipedia - Anneliese Michel