ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 | เปิดปม 10 บันทึกการพบนางเงือกจากทั่วโลก ที่ชาวบ้านต่างยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง !!!


บนโลกใบนี้ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายที่เรายังไม่รู้ บางเรื่องก็มีคำตอบ บางเรื่องก็ไม่ใช่ ซึ่งคำตอบเหล่านั้นมันก็แล้วแต่เราว่าจะเลือกเชื่อกันไปในทิศทางใด

กดเพื่อดูคลิปที่นี่


มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาคุณไปพบกับ 10 เหตุการณ์ การพบเจอกับสิ่งมีชีวิตในตำนานที่เรียกว่า "เงือก" การพบเจอที่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตผู้คนในท้องถิ่น ว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้... มันคืออะไรกันแน่ !?


เงือกแห่งเคียยัทยัม (The Mermaid of Kiryat Yam)



กดเพื่อดูคลิปนางเงือกปริศนา
ในปี ค.ศ. 2009 กระแสคลั่งนางเงือกได้เริ่มก่อกำเนิดขึ้นที่เมืองเคียยัทยัมประเทศอิสราเอล วันนั้นเป็นช่วงเย็นมีนักท่องเที่ยวสองคนใช้กล้องถ่ายคลิปลงในเว็บไซต์ยูทูป ทั้งภาพและการสนทนาที่เราได้เห็นนั้น พวกเขายืนยันว่า
"มันดูเหมือนปลาอะไรบางอย่าง ที่มีท่อนบนเหมือนกับหญิงสาว แต่ท่อนล่างเป็นปลาแบบนางเงือก !"
พวกเขาเดาว่าเธอน่าจะขึ้นมาอาบแดด และเมื่อทั้งสองพยายามตะโกนเรียก นางเงือกก็รู้ตัวแล้วรีบหนีหายไปในเกลียวคลื่นอันน่ากลัวนั้น และนั่นจึงทำให้พวกเขานำคลิปกลับมาตรวจดูให้ชัด ๆ แล้วก็ได้พบว่า เงือกน้อยอาบแดดที่เห็นในตอนนั้น มันคือเงือกจริง ๆ ไม่ได้คิดไปเองอย่างแน่นอน


คลิปดังกล่าวได้กลายมาเป็นกระแสลุกลาม บอกเล่าปากต่อปากออกไปว่า ที่เคียยัทยัมนั้นมันมีนางเงือกอยู่จริง ๆ และต่อมาก็มีผู้คนอีกนับร้อยยืนยันเช่นกันว่า พวกเขาก็เคยเห็นนางเงือกจากที่นี่มาแล้ว คราวนี้พอเรื่องของมันโด่งดังขึ้นมากันจนได้ที่ ทางสภาของเมืองเคียยัทยัมก็เลยใช้โอกาสนี้ ออกมาประกาศว่าจะให้เงินรางวัลถึง 35 ล้านบาท ใครก็ตามที่สามารถนำหลักฐานมาชี้ชัดได้ว่า นางเงือกที่ว่านั้นมันเป็นของจริง ไม่ใช่แค่ CG VFX ที่ถูกเด็กวัยรุ่นทำแกล้งปั่นหัวกัน


ตั้งแต่บัดนั้นมาจนถึงทุกวันนี้ ทางสภาเมืองเคียยัทยัมก็ยังคงนั่งรอกันต่อไป เพราะยังไม่มีใครสามารถค้นหาหลักฐานการมีอยู่ของนางเงือกจริง ๆ มาให้ดูกันได้เลย


ซึ่งก็ต้องขอบอกกันว่านางเงือกแห่งเคียยัทยัมเรื่องนี้ มีท่านผู้ชมส่งคลิปมาให้เราตรวจสอบกันบ่อยมาก จนในที่สุดเราก็ได้พบกับคลิปที่มีผู้ขยายภาพนางเงือกที่ว่านี้ จนสามารถเห็นกันได้แบบนชัด ๆ ว่ามันจะเป็นคลิปของจริง หรือจะเป็นแค่ CG ระดับเด็กวัยรุ่นทำแกล้งชาวบ้านสนุก ๆ กันแน่ ท่านผู้ชมก็ลองชมดูกันเอาเอง แล้วลองวิเคราะห์บอกเราให้ทราบที่คอมเมนต์กันด้วยนะครับ

------------


โคลัมบัสกับเงือกแห่งทะเลแคริบเบียน (Columbus and Caribbean Mermaids)


34b1c0abb55744cd48ac85a825b9b3ef
ภาพจาก: Unknown Source
คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ชื่อนี้เป็นชื่อของคนที่เราสามารถพูดได้เต็มปากว่า เขาคือผู้ค้นพบดินแดนทวีปอันกว้างใหญ่ ที่ต่อมาใคร ๆ ก็เรียกมันว่า "อเมริกา" ดินแดนที่มีชาวยุโรปอพยพเข้ามาบุกเบิกที่ทำกิน

"คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส"
แต่ทีนี้เราจะขอข้ามเรื่องประวัติศาสตร์กันไป แล้วมาพูดถึงช่วงที่ชายคนนี้กำลังเดินทางรอนแรมอยู่กลางมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ที่นอกจากเขาจะได้เขียนแผนที่กันอยู่บนเรือแล้ว ก็ยังมีบันทึกจากปลายปากกาของเขาอีกหนึ่งเรื่อง ที่ต่อมาโลกต้องจารึกเอาไว้ว่า ครั้งหนึ่งนั้นเขาได้บันทึกเรื่องราวการพบเห็นนางเงือกจริง ๆ แถมยังเห็นทีเดียวถึง 3 ตัว กำลังว่ายอยู่ในท้องทะเลรอบ ๆ เกาะฮิสมานิโอลา นั่นจึงเป็นที่มาของ เงือกแห่งทะเลแคริบเบียน นั่นเอง


สิ่งที่ทำให้โคลัมบัสถึงกับขวัญผวา ก็คือลักษณะของเงือกที่เขาเห็น มันไม่ได้สวยงามเหมือนกับที่เขาเคยรู้มาจากนิทานปรัมปรา โคลัมบัสบอกว่าเงือกที่เขาเห็นตอนนั้น
"มันดูน่าเกลียดน่ากลัว และเหมือนผู้ชายมากกว่าผู้หญิง !"
ซึ่งทุกวันนี้มีการวิเคราะห์สิ่งที่เขาบันทึกถึงการเผชิญหน้ากับเงือกว่า จริง ๆ แล้วตอนนั้นโคลัมบัสน่าจะเห็นสิ่งมีชีวิตในทะเล ที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า "แมนะที" หรือ "Sea Cow" หรือที่คนไทยเรียกว่า "พยูนหางกลม" นั่นเอง ซึ่งมันก็เป็นไปได้เพราะถึงแม้โคลัมบัสจะอยู่กับเรือและทะเลมานาน แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะรู้จักสัตว์ทะเลทุกชนิดบนโลกใบนี้


แต่ถึงจะมีผู้วิเคราะห์กันเอาไว้แบบนั้น ก็ยังเกิดคำถามอีกอย่างขึ้นมาว่า กัปตันเรือผู้ที่น่าจะเต็มไปด้วยตรรกะความคิดที่หนักแน่นอย่างเช่นโคลัมบัส จะสามารถมองเห็นตัวพยูนอ้วนกลมแบบนั้นให้ดูเหมือนกับคนมีหางเป็นปลาแบบเงือกไปได้อย่างไร ถ้าไม่ใช่ว่าเขาเห็นเงือกมาแล้วกับตาจริง ๆ


ซึ่งอันนี้ก็ต้องฟังหูไว้หูกันเอาไว้บ้าง เพราะเรื่องราวมันก็ยาวนานผ่านมาหลายร้อยปีแล้ว ใครจะไปรู้ว่า คนยุคนั้นเขาคิดอะไรแบบไหนอย่างไร แล้วมาดูเรื่องต่อไปกันจะดีกว่า

------------


เงือกแห่งซิมบับเว (Zimbabwe Mermaids)


afrikanskie-rusalochki_20
ภาพจาก: Unknown Source
ในปี ค.ศ. 2012 ที่ผ่านมานั้น มีคนงานก่อสร้างกลุ่มหนึ่งของประเทศซิมบับเว ถึงกับต้องอกสั่นขวัญผวาวิ่งหนีออกจากไซต์งาน การสร้างเขื่อนหลายแห่งที่เมืองโกเควและออสบอร์น พวกเขาบอกว่าเห็นนางเงือกปรากฏตัวขึ้นมาในสภาพที่ดูแล้วไม่ต้องเดาให้มากมาย ว่าตอนนั้นเธอกำลังโกรธเกรี้ยวพวกเขาขนาดไหน เหล่าคนงานเรียกนางเงือกที่พวกเขาเห็นกันว่า เงือกมัมบ้ามุนตู
ซึ่งคำนี้สำหรับชาวพื้นเมืองซิมบับเวแล้ว หมายถึงนางเงือกในตำนานท้องถิ่นของพวกเขา และยังเล่าอีกว่ามัมบ้ามุนตูแสดงทีท่าข่มขู่พวกคนงาน ที่ตอนนั้นกำลังรีบเร่งในงานก่อสร้างเขื่อนให้ลุล่วง ซึ่งคนงานในส่วนที่ว่านั้นก็ล้วนเป็นคนงานชาวพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ ๆ พวกเขาล้วนเคยได้ฟังตำนานเกี่ยวกับมัน แล้วเชื่อว่ามัมบ้ามุนตูกำลังจะบอกให้รู้ว่า เธอไม่ต้องการให้สร้างเขื่อนนั่นเอง


แต่ถึงจะมีคนงานออกมายืนยันกันขนาดไหน ทางสภาท้องถิ่นก็ยังคงพยายามผลักดันให้การสร้างเขื่อนดำเนินต่อไป ด้วยการเปลี่ยนมาว่าจ้างคนงานผิวขาวให้มาช่วยก่อสร้างกันต่อให้สำเร็จ ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดการว่าจ้างคนผิวขาวมาทำงานนั้น เพราะทางการคิดว่าพวกเขาน่าจะไม่รู้จักตำนานมัมบ้ามุนตู ไม่เคยพบไม่เคยเห็นรูปภาพของเธอมาก่อนแน่ ๆ
ซึ่งผลที่ตามมานั้นก็เป็นไปอย่างที่คิด การก่อสร้างเขื่อนสามารถดำเนินงานต่อกันไปได้อย่างรวดเร็ว ไม่มีคนงานผิวขาวคนใดได้พบกับอะไรที่ดูเหมือนกับนางเงือกเลย และไม่มีใครพยายามพูดถึงเงือกสาวในตำนานของซิมบับเวแม้แต่น้อยนิด
สิ่งที่เรากำลังจะสื่อสารอย่างระมัดระวังเรื่องสีผิวนั้น มันไม่น่าจะไปเกี่ยวข้องอะไรกับประสิทธิภาพการทำงานอย่างแน่นอน เพียงแต่ความเชื่อที่ถูกเล่าขานกันมาแต่โบราณต่างหาก ที่อาจทำให้เหล่าคนงานจากพื้นที่รู้สึกหวาดวิตก จนแยกไม่ออกว่าสิ่งที่พวกเขาเห็นเป็นมัมบ้ามุนตูในตอนนั้น มันเป็นเงือกของจริง หรือเป็นเพียงภาพลวงตาจากสมองของพวกเขากันแน่ !


------------


เงือกโอรังอิคัน (The Orang Ikan)


merman_me_by_magnetic_eye-570x306
ภาพจาก: Unknown Source
ช่วงปี ค.ศ. 1943 ตอนนั้นเพลิงสงครามโลกครั้งที่ 2 ยังคงลุกโชน แต่ถึงจะบอกแบบนั้นก็ยังไม่วายที่จะมีคนเห็นอะไรแปลกประหลาดอย่างเงือกอีกเช่นกัน มันเกิดขึ้นแล้วที่เกาะเคหรือเกาะไคของประเทศอินโดนีเซีย เหล่าทหารญี่ปุ่นได้จัดกองกำลังรักษาความปลอดภัยออกลาดตระเวนภายในเกาะ


ในช่วงเวลาดังกล่าวก็มีทหารบางคนกลับมารายงานกับหน่วยว่า พวกเขาพบเห็นอะไรบางอย่าง รูปร่างเหมือนกับมนุษย์ตัวเล็ก กำลังว่ายไปมาอยู่ในน้ำ ที่ปาก คอและหลัง มีหนามแหลมงอกออกมาเป็นขน มีแขนมีขาเหมือนคน ในขณะที่หน้าตาดูแล้วบอกไม่ถูกว่าเหมือนคนหรือเปล่า โดยในรายงานนั้นถูกระบุจากพวกทหารยามว่า มันมักจะออกมาเล่นน้ำอยู่แถวทะเลสาบใกล้ชายฝั่งของหาดบนเกาะเคแห่งนี้


ซึ่งในตอนนั้นพวกเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสิ่งที่เห็นมันคือตัวอะไรกันแน่ จนหลังจากได้พูดคุยกับชาวพื้นเมืองบนเกาะ เหล่าทหารญี่ปุ่นจึงได้ทราบว่ามันคือเงือกในตำนานของที่นั่น ซึ่งพวกชาวบ้านต่างก็ได้ตั้งชื่อให้ว่า เงือกโอรังอิคัน หรือที่แปลเป็นภาษาไทยแบบง่าย ๆ ก็คือมนุษย์ปลานั่นเอง


เมื่อเวลาผ่านมาการพบเห็นโอรังอิคันก็ยังคงดำเนินต่อไป และก็มีจ่ากองร้อยคนหนึ่งชื่อทาโร่ โฮริบะ ได้ถูกชาวพื้นเมืองของเกาะพาไปดูสิ่งที่พวกเขาจับมาได้ พอจ่าทาโร่มาถึงหมู่บ้าน เขาก็รีบเปิดประตูเข้าไปในที่พักของหัวหน้าเผ่า แล้วเขาก็ได้เห็นมันจัง ๆ เป็นครั้งแรก จ่าทาโร่บรรยายลักษณะของมันเอาไว้ว่า
"มันตัวเล็ก ผมสีน้ำตาลแดง มีหนามงอกออกมาจากกระดูกสันหลังยาวต่อเนื่องเรื่อยไปจนถึงลำคอ หน้าคล้ายมนุษย์แต่ไม่มีริมฝีปาก ปากของมันเหมือนปลาที่เต็มไปด้วยฟันแหลมคม !"
ซึ่งจ่าทาโร่ในตอนนั้นก็ถึงกับผงะว่าตรงหน้าของเขาตอนนี้มันคือสัตว์ชนิดไหนกันก็ไม่รู้
หลังจากสงครามโลกจบลง ก็มีนักสัตววิทยาหลายท่าน ต่างพากันเข้ามายังเกาะแห่งนี้เพื่อพิสูจน์ว่ามันคืออะไร เพราะแทบทุกคนนั้นไม่เชื่อสิ่งที่จ่าทาโร่ได้บันทึกเอาไว้ แต่สุดท้ายพวกเขาก็ไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า เงือกที่จ่าทาโร่เห็นตอนนั้นมันเป็นเงือกจริงๆ หรือเป็นแค่ความเข้าใจผิดในสิ่งที่เขาไม่รู้จักกันแน่


ต้องขอบอกกันตรง ๆ เลยว่า เราเองเห็นหน้าตาของมันแล้วก็ยิ่งทำให้นึกถึงเจ้าตัวกัปปะของชาวญี่ปุ่น ว่าบางทีพวกทหารญี่ปุ่นอาจจะไปเห็นตัวอะไรที่คล้าย ๆ สัตว์ในตำนานบ้านเขาหรือเปล่า แต่มันเป็นเพียงเรื่องราวที่ถูกบันทึกเอาไว้เมื่อนานมาแล้วเพียงเท่านั้น


------------

เงือกอาบแดดแห่งบริติชโคลัมเบีย
activepass
ภาพจาก: Unknown Source
ในปี ค.ศ. 1967 ที่รัฐบริติชโคลัมเบียของประเทศแคนาดา ได้กลายมาเป็นศูนย์กลางความตื่นเต้นในการพบนางเงือกไปอีกแห่ง เมื่อมีผู้คนร่ำลือกันว่าได้พบเห็นนางเงือกตัวหนึ่ง กำลังนอนอาบแดดเล่นอยู่บริเวณชายฝั่งของเกาะเมย์นี


จากปากคำของพนักงานขับเรือข้ามฟากหลายคนบอกว่า ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาตอนเย็นพวกเขาเห็นหญิงสาวผมสีบลอนด์คนหนึ่งกำลังนั่งเล่นอยู่บริเวณชายหาด
"ท่อนบนไม่ได้สวมใส่อะไร ผมบลอนด์ยาว แถมยังมีหางงอกออกมาเหมือนปลาโลมา พยานบางคนถึงกับเล่าด้วยความสยองว่า พวกเขาเห็นนางเงือกกำลังกินปลาแซลมอนทั้งเป็นด้วย !"

หลังจากมีการพบเห็นนางเงือกครั้งนั้น สัปดาห์ต่อมาก็มีผู้ได้เห็นอีก มีชาวบ้านท้องที่บางคนถึงกับเข้าไปดูให้เห็นกับตา ทั่วเมืองล้วนเริ่มพูดจากันแต่เรื่องการพบกับนางเงือกตัวนี้ จนในที่สุดหนังสือพิมพ์ท้องที่ชื่อโคโลนิสต์ ได้ตั้งเงินรางวัลจำนวน 25,000 เหรียญ ให้กับใครก็ได้ที่สามารถจับตัวนางเงือกได้
เท่านั้นยังไม่พอ ได้มีการจัดสร้างห้องพักเอาไว้เพื่อรอวันที่นางเงือกถูกส่งตัวมาให้อย่างพร้อมสรรพ ทั้งที่จริง ๆ แล้วพวกเขาก็ล้วนมองว่า การพบเห็นนางเงือกนั้นมันอาจเป็นเรื่องเหลวไหลทั้งเพ แต่ด้วยเพราะมีผู้คนอีกจำนวนมากเข้าใจว่านางเงือกที่ถูกพบเห็นในวันนั้นน่าจะเป็นเรื่องจริง มันก็เลยน่าจะใช้ประโยชน์จากสิ่งนี้เพื่อยกระดับขึ้นมาให้เป็นตำนาน ว่าครั้งหนึ่งเคยมีนางเงือกปรากฏตัวขึ้นมาที่เกาะเมย์นี่แห่งนี้ ซึ่งมันก็น่าจะดีที่จะมีนักท่องเที่ยวมากมายหลั่งไหลเข้ามา ดีกว่าอยู่กันไปแบบลม ๆ แล้ง ๆ แบบนี้

------------


เงือกคายแมน (The Kaaiman)


1F
ภาพจาก: Unknown Source
ในปี ค.ศ. 2008 มีคลื่นข่าวลือมากมายที่ทำให้ประเทศอัฟริกาใต้ ได้กลายมาเป็นแหล่งตำนานที่มีชื่อเรียกกันว่า เงือกคายแมน เรื่องของมันถูกแพร่สะพัดกันไปจนทั่วท้องที่ ว่ามีกลุ่มเพื่อนกันกลุ่มหนึ่งได้พากันมาตั้งค่ายพักแรมกันอยู่บริเวณใกล้ ๆ แม่น้ำบัฟเฟลส์แจ็ค ตอนนั้นพวกเขาได้ยินเสียงน้ำสาดกระเซ็น ตามด้วยเสียงกระแทกจากอะไรบางอย่างดังก้องกังวาลจนตกใจ หลังออกมาตรวจสอบพวกเขาก็ได้เห็น
"หญิงสาวคนหนึ่งอยู่กลางน้ำ ผิวของเธอมีสีขาวซีด เส้นผมสีดำยาว และเมื่อมองไปที่ผิวหนัง พวกเขาก็พบว่ามีประกายเรืองแสง จนทำให้พวกเขาเห็นผิวของเธอเป็นสีขาว สายตาของหญิงสาวคนดังกล่าวส่องประกายสีแดง จิกออกมาจนทำให้พวกเขาหวาดกลัว !"

มีหญิงสาวในกลุ่มคนหนึ่งตัดสินใจวิ่งออกมาดู เพื่อจะได้พิสูจน์กันให้ชัด ๆ ว่านั่นคือคายแมนจริงหรือไม่ ซึ่งเธอก็รายงานว่าสิ่งที่เห็นชัดเจนนั้นก็คือนางเงือกตัวนั้นกำลังร้องไห้อยู่ เธอร้องเหมือนกับผู้หญิงทั่วไป จนเวลาแห่งความสับสนผ่านไปได้ชั่วระยะ นางเงือกที่ว่าก็หายตัวลงไปใต้เงาน้ำอันดำมืด


ผู้คนในอัฟริกาใต้ต่างก็คาดเดากันไปว่า การร้องไห้ของนางเงือกนั้นน่าจะเป็นแค่กลอุบาย จริง ๆ แล้วเธอน่าจะต้องการหลอกใครสักคนให้หลงเชื่อ หลังจากนั้นก็จะจับตัวเหยื่อมนุษย์คนนั้นลงไปอยู่ด้วยกันที่ใต้น้ำ ซึ่งก็แน่นอนว่ามนุษย์ธรรมดาอย่างเรา มีหรือจะทนใช้ชีวิตหายใจอยู่ใต้น้ำกันได้เหมือนเงือก สุดท้ายก็คงต้องตายแบบไร้ร่องรอย ไม่ได้กลับมาเล่าอะไรให้ใครฟังกันอย่างแน่นอน
ซึ่งตำนานเกี่ยวกับเงือกคายแมนนั้น คนอัฟริกาใต้เองก็ยังไม่สามารถหาคำตอบกันได้ว่ามันจะเป็นเรื่องจริง หรือเป็นแค่เรื่องเล่าเอาสนุกของเด็กวัยรุ่นกันแน่ ?

------------


เงือกแห่งเฮบริดีน (Hebridean Mermaid)
f5b4b74b21e21c5d510b0d49e74e9f72
ภาพจาก: Unknown Source
ประเทศสก็อตแลนด์ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีตำนานลึกลับมากมาย ที่เรียกได้ว่าเยอะกันจนไม่ต้องมานั่งนับ โดยเฉพาะกับเรื่องเกี่ยวกับนางเงือกด้วยแล้ว ก็ถือว่ามีเรื่องเล่าเกี่ยวกับมันเยอะมากจนติดอันดับต้น ๆ


และหนึ่งในนั้นก็เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1830 มีการบันทึกเกี่ยวกับการพบนางเงือกตนหนึ่ง ซึ่งคนที่พบนั้นก็คือหญิงสาวชาวเกาะเบ็นเบคิวล่า ผู้กำลังเที่ยวตัดสาหร่ายทะเลอยู่แถวชายหาดของที่นั่น เธอยืนยันว่าเห็นผู้หญิงรูปร่างเล็กกำลังว่ายน้ำอยู่ในทะเลตรงนั้น และด้วยความตกใจเธอจึงรีบตะโกนเรียกชาวบ้านให้มาดู


มีชายคนหนึ่งลงไปน้ำเพื่อหมายจะไปจับตัว ซึ่งเงือกที่ว่าก็รีบว่ายน้ำหนีออกไปจากชายหาดทันที และก็มีกลุ่มเด็กชายต่างนำก้อนหินมาปาใส่ไปที่ร่างของเงือกเช่นกัน ซึ่งก็มีหินก้อนหนึ่งปาโดนเข้าไปที่หลังของเธอแบบจัง ๆ นั่นจึงทำให้สองวันต่อมาร่างไร้วิญญาณของเงือกตัวน้อย ได้ถูกพบว่าลอยมาเกยชายหาดอย่างน่าสงสาร และพอมาถึงตรงนี้จึงได้มีการระบุรูปร่างลักษณะของเงือกตัวนี้เอาไว้ว่า
"เธอมีรูปร่างเล็ก ผิวสีขาวซีด มีหางเป็นปลา และไม่มีเกล็ด !"
หลังจากศพของเงือกน้อยถูกพบ นายอำเภอจึงได้รีบรุดมายังที่เกิดเหตุ ซึ่งเขาเองก็บอกว่าสิ่งเหมาะที่สุดที่ชาวบ้านควรจะทำในตอนนี้ก็คือ การนำศพของเงือกตัวนี้ไปฝังให้ถูกต้อง และนั่นจึงทำให้ชาวบ้านนำศพของเธอไปห่อผ้าแล้วนำร่างของเธอไปใส่ไว้ในโลงศพ โดยหลุมศพของเงือกตัวนี้ก็ถูกฝังเอาไว้ในบริเวณชายหาดตรงจุดที่เธอถูกพบ


เรื่องราวของหลุมฝังศพนางเงือกเรื่องนี้ ก็ได้ก้าวข้ามผ่านกาลเวลามาจนถึงปัจจุบัน โดยที่ีไม่มีใครสามารถระบุได้ว่า ร่างของเธอนั้นถูกฝังอยู่ที่ตรงจุดไหนกันแน่ เพราะว่ากันว่าหลังจากนำศพของเงือกตัวนี้ไปฝัง ชาวบ้านกลับไม่ได้ทำเครื่องหมายอะไรกันไว้เลย และนั่นจึงทำให้ตำนานเกี่ยวกับเงือกดังกล่าว หลงเหลือเอาไว้แต่เพียงรายละเอียดเล็ก ๆ ที่น่าสยองขวัญว่า พวกชาวเกาะได้สังหารนางเงือกไป 1 ตัว


------------


เงือกแห่งนิวซีแลนด์ (The New Zealand Mermaid)
เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ประเทศนิวซีแลนด์ ประเทศที่เพิ่งพบว่าตัวเองจะได้แวะเวียนมาอยู่ในวังวนของตำนานเงือกกับเขาเช่นกัน โดยในปี ค.ศ. 2014 มีลูกจ้างชาวประมงคนหนึ่งยืนยันว่า เขาพบกับซากของนางเงือกนอนตายอยู่บนเกาะทางใต้ ซึ่งเขาเองก็ได้พยายามค้นหาว่าอะไรกันแน่ที่เป็นสาเหตุทำให้เงือกตัวนี้ต้องนอนเสียชีวิตเป็นซากโครงกระดูกอยู่แบบนั้น


และในเวลาต่อมาหลังจากเจ้าหน้าที่ทางการได้เข้ามาขุดตรวจสอบ พวกเขาก็พบว่าซากดังกล่าวไม่ได้มีลักษณะเหมือนกับมนุษย์ทั่วไปจริง ๆ พวกเขาระบุในรายงานว่ามันเป็นสัตว์บางอย่าง
"มีรูปร่างคล้ายกับมนุษย์ ท่อนบนเหมือนคน แต่ท่อนล่างเหมือนปลา !"
และข่าวการค้นพบของมันก็ได้ทำให้ทุกคนในนิวซีแลนด์พุ่งความสนใจมาที่เจ้าซากของเงือกชิ้นนี้ และในเวลาต่อมาทางการเองก็รู้สึกไม่แน่ใจ ว่าตัวเองจะสามารถระบุชี้ชัดความจริงได้ถูกต้อง จนได้ทางมหาวิทยาลัยออคแลนด์ มาช่วยตรวจสอบพิสูจน์ ยืนยันว่าเจ้าซากนี้เป็นของจริง
ซึ่งเรื่องราวที่เล่าไปนั้น ก็มาจากเว็บไซต์แนวเรื่องลึกลับหลายแห่ง ที่ยืนยันว่าเกาะทางใต้ที่ไม่รู้ว่าเป็นเกาะไหนนั้น มีการพบซากนางเงือกของจริงให้เราได้ตื่นเต้น ซึ่งมันก็ทำให้เราได้ตื่นเต้นกันไปชั่วระยะจริง ๆ เพราะหลังจากที่มีนักสืบออนไลน์จำนวนมาก สามารถหาที่มาของภาพต้นฉบับ ที่ถูกนำมาตัดต่อให้กลายเป็นภาพซากของนางเงือกตัวนี้ มาแฉให้ดูกันแบบละเอียดยิบทุกมุมมอง นั่นก็เลยทำให้ความฝันที่จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวแนวเงือกนิยมเหมือนชาวบ้าน ต้องดับลงไปเพราะน้ำมือของนักสืบออนไลน์

"ภาพต้นฉบับ" และ "ภาพที่ถูกตัดต่อ"
------------


เงือกแห่งทะเลเบอริ่ง (Bering Sea Mermaids)
bering sea
เมื่อปี ค.ศ. 1608 นั้น เฮ็นรี่ ฮัดสัน ได้สำรวจเส้นทางน้ำเย็นทางเหนือของประเทศนอรเวย์ และได้เขียนบันทึกทุกอย่างลงในหนังสือของเขา บรรยายว่าในวันหนึ่งเขาได้พบกับฝูงเงือกปริศนา ซึ่งเงือกที่ว่าของฮัดสันนั้น เขายืนยันว่านอกจากจะได้มองเห็นพวกมันแล้ว เหล่าคนงานของเขาก็เห็น เงือกแห่งทะเลเบอริ่ง ด้วยเหมือนกัน ฮัดสันบรรยายว่า...
"พวกมันดูเหมือนกับผู้หญิงที่มีร่างกายมีขนาดพอ ๆ กับผู้ชายตัวใหญ่ สีผิวขาวซีด เส้นผมดำยาว ทำท่าทางราวกับจะชักชวนให้เข้าไปดูมันใกล้ ๆ"
ฮัดสันยังบอกอีกว่า...
"หางของมันดูเหมือนกับหางของปลาโลมา แต่ลักษณะบางอย่างก็ดูไม่ต่างอะไรกับหางของปลาแมคคาเรลเช่นกัน !"
"เฮ็นรี่ ฮัดสัน" ผู้พบเงือกห่งทะเลเบอริ่ง


ผู้คนมากมายล้วนลงความเห็นว่ามันเป็นไปได้อยู่แล้ว ที่คนอยู่ทะเลอาจจะได้พบกับสัตว์ทะเลแปลก ๆ อย่างตัวพยูนอะไรแบบนั้น แต่กับกรณีของฮัดสันนั้นค่อนข้างจะแปลกประหลาด เพราะเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นบริเวณทะเลเบอริ่งของนอรเวย์ ที่นั่นมันไม่น่าจะมีตัวพยูนอาศัยอยู่ได้เพราะน้ำมันเย็นระดับจุดเยือกแข็งแบบนั้น


นักธรรมชาตินิยมชื่อ ฟิลลิป เฮ็นรี่ กอซซ์ ที่ใช้ชีวิตทำงานอยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1800 ได้เขียนเรื่องราวนี้ไว้ในหนังสือชื่อเดอะโรแมนซ์ออฟแนเชอรอลฮิสทรี่ บอกว่าเขาเชื่อว่าฮัดสันไม่น่าจะเข้าใจผิดเรื่องนางเงือกแน่ ๆ เฮ็นรี่เชื่อว่าฮัดสันน่าจะจดจำรูปร่างของสัตว์ทะเลแถวนั้นได้อย่างแม่นยำ และเชื่อว่าเรื่องราวที่ฮัดสันเล่านั้นมันต้องมาจากสิ่งที่เขาเห็นกับตา ซึ่งถ้าไม่ได้เป็นแบบนั้นฮัดสันก็น่าจะได้เห็นอะไรบางอย่างที่เขาไม่เคยเห็น ซึ่งมันก็น่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่เกินขอบเขตการอธิบายของวิทยาศาสตร์ก็เป็นได้

"ฟิลลิป เฮ็นรี่ กอซซ์" ออกมายืนยันอีกราย
แต่สำหรับคนที่สงสัยในเรื่องนี้ พวกเขาก็ได้ตั้งคำถามเกี่ยวนางเงือกของฮัดสันเอาไว้ว่า นางเงือกพวกนั้นสามารถอาศัยอยู่ในน้ำทะเลอันหนาวเย็น ในแถบทะเลอาร์คติคได้จริงหรือ ? หรือว่าเรื่องทั้งหมดนั้นมันเป็นเพียงแค่นิทานจากคนเดินเรือหรือเปล่า ?


------------


เงือกเดียร์เนส (The Deerness Mermaid)


1


เหตุการณ์มันเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1890 ซึ่งมันก็คือช่วงเวลาสำคัญที่ทำให้อ่าวนิวเวิร์คของประเทศสก็อตแลนด์ ได้มีประวัติศาสตร์การพบเห็นนางเงือกให้เราได้รู้กันในวันนี้
ผู้คนที่นั่นต่างก็ร่ำลือพูดถึงเรื่องราวของนางเงือกกันมากมาย ซึ่งที่ต้องใช้คำว่ามากมายแบบนี้ก็เป็นเพราะแต่ละคนต่างก็มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับนางเงือกมาเล่ากันแทบทุกวัน ซึ่งนางเงือกที่พวกเขาเล่านั้นล้วนระบุว่ามันคือ นางเงือกเดียร์เนส ซึ่งทุกคนต่างก็ระบุว่าเงือกตัวนี้ไม่ได้มีลักษณะสวยงามน่ามองเหมือนเรื่องเล่าจากตำนาน
"มันมีความยาวประมาณ 7 ฟุต มีลักษณะใกล้เคียงกับมนุษย์เป็นอย่างมาก ผิวสีขาวซีด และเส้นผมสีดำ !"
คนท้องถิ่นบอกว่าเงือกเดียร์เนสมักจะปีนป่ายโขดหินด้วยมือของเธอ ก่อนที่จะไถลตัวเองไปตามเกลียวคลื่นของทะเล ซึ่งการพบเห็นของพวกเขาเหล่านี้ต่างก็ระบุว่าล้วนเห็นกันในระยะไกล ๆ เพราะเงือกตัวนี้ค่อนข้างจะระมัดระวังไม่ค่อยยอมให้ใครพบเห็นได้ง่าย ๆ ซึ่งทางเดียวที่จะได้พบกับมันนั้นก็คือ ต้องรอคอยให้มันออกมาว่ายน้ำเล่นในแถบอ่าวนิวเวิร์คเท่านั้น ซึ่งช่วงเวลาที่ว่านี้ก็คือช่วงหน้าร้อนเพียงแค่สองสามวัน และมันจะหายตัวไปอย่างเงียบ ๆ แบบไม่ให้ใครพบเห็นอีกเป็นปี


ซึ่งเรื่องราวของเงือกเดียร์เนสตัวนี้ ก็มีการตั้งข้อสงสัยขึ้นมาเช่นกันว่า พวกชาวบ้านเขาเห็นตัวอะไรกันแน่ ? มันจะเป็นนางเงือกหรือว่าปลาวาฬ ? มันจะเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องที่สร้างขึ้นมา ? แต่สำหรับชาวบ้านในแถบอ่าวนิวเวิร์คแล้ว เดียร์เนสก็คือตำนานนางเงือกที่ยังมีชีวิตมาจนถึงปัจจุบัน


ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการพบสัตว์ในตำนานที่เรียกว่า "เงือก" ที่น่าจะเรียกได้ว่าเป็นยุคหลังนิทานปรัมปรา เพียงแต่คำตอบว่ามันจะเป็นเงือกของจริงหรือเปล่านั้น มิติที่ 6 ก็ได้วิเคราะห์ไว้เพียงบางส่วน ส่วนสำคัญที่สุดก็ต้องขึ้นอยู่กับท่านผู้ชมว่า จะเลือกเชื่อว่าเรื่องราวของเงือกเหล่านี้เป็นเรื่องจริง หรือเป็นเพียงแค่เรื่องเล่าปากต่อปากเพื่อการพาณิชย์ อันนี้ก็ต้องใช้วิจารณญาณให้คำตอบกับตัวเองจะดีเป็นที่สุดครับ



หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ และอย่าลืมทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี !
แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา: Listverse
แท็ก: เงือก, นางเงือก, Astonishing, Mermaid