ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 | เปิดปม 10 การระลึกชาติ ที่อ้างกันว่าต้องเป็นเรื่องจริงแน่ ๆ !!!



บนโลกใบนี้... ยังมีปริศนาอีกมากมายที่เรายังไม่เคยรู้ บางเรื่องก็มีคำตอบ บางเรื่องก็ไม่ใช่ ซึ่งคำตอบในแต่ละเรื่องนั้น มันก็แล้วแต่เราว่าจะเลือกเชื่อกันไปในทิศทางไหน !

กดเพื่อดูคลิปที่นี่

มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาคุณไปรู้จักกับบุคคลที่อ้างว่า สามารถระลึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชาติก่อนได้ ซึ่งเราก็ต้องขอบอกก่อนว่า เราอยากให้ทุกท่านเก็บวิจารณญาณไปยัดใส่ตู้กันเอาไว้ก่อน จากนั้นก็ทำใจเตรียมรับชม แล้วค่อยกลับมาสงสัยกันหลังคลิปจบจะดีที่สุด !



เอ็ดเวิร์ด ออสเทรียน (Edward Austrian)
WWII
Unknown Source
เอ็ดเวิร์ด ออสเทรียน เขาคือลูกชายวัย 4 ขวบของแพทริเซีย ออสเทรียน เอ็ดเวิร์ดป่วยเป็นโรคหวาดกลัวระดับโฟเบียกับสิ่งที่คนทั่วไปไม่น่าจะต้องกลัว อย่างเช่น กลัวสายฝน รวมไปถึงวันที่ไม่มีแดดออก จนนานวันผ่านไปปัญหาที่พบนี้ก็ยิ่งลุกลามไปยังร่างกายของเขา

เอ็ดเวิร์ดเริ่มมีอาการเจ็บคอจนต้องบ่นขึ้นมาบ่อย ๆ ซึ่งวลีที่เขาบ่นให้ฟังก็ไม่ใช่คำที่เด็กทั่วไปจะสรรหามาใช้ เขาพูดว่า...

“ผมโดนยิง... เจ็บ !!!”

ในที่สุดคุณแม่ก็เลยตัดสินใจขอให้เอ็ดเวิร์ดช่วยอธิบายว่าหมายถึงอะไร แล้วสิ่งที่แพทรีเซียได้รับฟังจากปากลูกชายก็ยิ่งทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจเพิ่มขึ้นมาอีก


เอ็ดเวิร์ด ออสเทรียน และคุณแม่

เอ็ดเวิร์ดเริ่มเล่าเรื่องราวความเป็นมาก่อนที่เขาจะได้เกิดเป็นเด้กชายเอ็ดเวิร์ด เขาบอกว่าทุกอย่างมันเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยเอ็ดเวิร์ดบอกว่า "เขาถูกปืนยิงเข้าที่คอจนเสียชีวิต !"

โดยก่อนที่เอ็ดเวิร์ดจะเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง แพทริเซียได้เคยพาเขาไปหาหมอที่คลินิค ซึ่งคุณหมอเองก็ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดจึงรักษาด้วยการผ่าเอาต่อมทอลซิลออก เพื่อป้องกันไม่ให้อาการดังกล่าวลุกลามใหญ่โต นั่นจึงทำให้เขาพบว่าในคอของเอ็ดเวิร์ดมีก้อนซิสต์ก้อนหนึ่ง ซึ่งคุณหมอเองก็ยังอยู่ในช่วงตัดสินใจว่าจะลงมือรักษาในรูปแบบใด

เอ็ดเวิร์ดได้เล่าชีวิตในช่วงอดีตของเขาให้กับคุณพ่อคุณแม่ฟัง จนรู้ว่าชาติก่อนเขาโดนอะไรมา และในที่สุดเจ้าก้อนซิสต์ก้อนนั้นมันก็อันตรธานหายไป ซึ่งทางคุณหมอที่ทำการรักษาก็ยืนยันว่า ก้อนซีสต์ก้อนนั้นมันหายไปเอง แต่สาเหตุที่หายก็ไม่สามารถอธิบายได้เช่นกัน

ที่มา: Riseearth และ Seektruthandwisdom/Youtube

----------
นาฬิกาของบรูซ (The Dutch Clock)

"บรูซ วิทเทีย"

บรูซ วิทเทีย ต้องพบกับความฝันซ้ำ ๆ เกี่ยวกับชายชาวยิวคนหนึ่งที่เข้ามาซ่อนตัวอยู่ในบ้าน ในความฝันเขารู้สึกว่าตนเป็นชายคนดังกล่าว โดยในความฝันเห็นเขาเข้ามาหลบซ่อนอยู่ในบ้านไม่นาน ก็ถูกเจ้าหน้าที่ของหน่วยไหนสักหน่วยจับตัวไปคุมขังที่ค่ายกักกันจนกระทั่งเสียชีวิต

โดยหลังจากความฝันจบลง บรูซก็รู้สึกไม่สบายใจและกระวนกระวายไปทุกครั้ง นั่นจึงทำให้เขาเริ่มเขียนบันทึกทุกอย่างที่เห็นในความฝันแต่ละคืนเอาไว้โดยละเอียด

จนกระทั่งคืนหนึ่งเขาก็ได้ฝันเห็นนาฬิกา ซึ่งพอตื่นขึ้นมาเขาก็รีบวาดภาพของมันเอาไว้ทันที มีอะไรบางอย่างบอกบรูซว่า เจ้านาฬิกาเรือนนั้นมันจะต้องมีเงื่อนงำอะไรแน่ ๆ นั่นจึงทำให้เขาเริ่มออกค้นหานาฬิกาเรือนนี้ ไปตามร้านขายของเก่าที่เขาพอจะสืบได้

จนกระทั่งมาถึงร้านหนึ่ง บรูซก็ได้พบนาฬิกาเรือนดังกล่าววางตั้งโชว์อยู่ ซึ่งเขาเองก็พินิจพิเคราะห์อย่างละเอียดจนมั่นใจว่า มันจะต้องเป็นนาฬิกาเรือนเดียวกันกับในฝันของเขาแน่ ๆ นั่นจึงทำให้บรูซตัดสินใจเดินเข้าไปถามพนักงานขาย ว่าทางร้านได้นาฬิกาเรือนนี้มาจากที่ไหน


แล้วคำตอบที่บรูซได้รับนั้น มันก็ทำให้เขาถึงกับอึ้งไปพักใหญ่ เพราะนาฬิกาเรือนนี้ทางร้านได้มาจากอดีตผู้การทหารเยอรมันคนหนึ่ง ที่ตอนนี้ปลดเกษียณมาอาศัยอยู่ในเนเธอแลนด์ ซึ่งมันก็ทำให้บรูซเชื่อว่า ตัวของเขาน่าจะมองเห็นอดีตชาติของตัวเองได้จากความฝันแน่ ๆ


ทางเดียวที่จะทำให้ทุกอย่างกระจ่างขึ้นมาได้ก็คือ บรูซจะต้องเข้ารับการสะกดจิตเพื่อระลึกชาติ และในขณะที่บรูซอยู่ในภวังค์เต็มที่แล้ว เขาก็ได้เล่าช่วงเวลาที่เกิดขึ้นในฝันออกมาให้เราทราบกันว่า

"เมื่อชาติก่อนเขาชื่อ สเตฟาน โฮโรวิซ เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายโทรสารชาวยิวที่กำลังถูกตามล่า ซึ่งเขาและครอบครัวก็ได้หลบซ่อนตัวอยู่ในห้องใต้หลังคาอยู่สองสัปดาห์ ก่อนที่จะถูกทางการมาจับตัวไปคุมขัง จนกระทั่งต้องเสียชีวิตไปเท่านั้นเอง"

"บรูซ วิทเทีย" เข้ารับการสะกดจิต

ซึ่งจริง ๆ รายละเอียดบางอย่างเราจำเป็นต้องตัดทิ้งออกไป เพราะเราเองก็ไม่สามารถยืนยันได้เช่นกันว่า ในช่วงภาวะถูกสะกดจิตอยู่นั้น บรูซได้เล่าสิ่งที่เคยพบเมื่อชาติก่อนจริง ๆ หรือว่ามันจะเป็นเพียงภาพความทรงจำในความฝัน ที่ได้มาจากรายการสารคดีผสมกับจินตนาการหรือเปล่า ซึ่งก็อย่างที่บอก เรายังต้องวางวิจารณญาณเอาไว้ที่เดิมกันก่อน แล้วมาดูเรื่องของรายต่อไปกันจะดีกว่า


ที่มา: Mindbodyspiritcanada และ Books.google.co.uk


----------


จอห์น ราฟาเอล (John Raphael And The Tower Tree)

ปีเตอร์ ฮิวม์ (จอห์น ราฟาเอล)
ปีเตอร์ ฮีวม์ เจ้าหน้าที่ขานแต้มเกมบิงโกจากเมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ เขาเริ่มฝันเห็นอะไรแปลก ๆ เกี่ยวกับช่วงชีวิตที่เขาไม่เคยเป็น โดยในความฝันนั้นเขากำลังปฏิบัติหน้าที่เป็นยามรักษาความปลอดภัยอยู่แถวชายแดนแห่งหนึ่งที่ติดกับสก็อตแลนด์ แถมยังรู้อีกว่าช่วงนั้นก็คือปี ค.ศ. 1646 ในความฝันเขาเป็นทหารอยู่ในกองทัพชื่อหน่วยครอมเวลล์ และชื่อ จอห์น ราฟาเอล ก็คือชื่อที่ปีเตอร์ ฮิวม์ใช้เรียกแทนตัวเองอยู่ในความฝันนั้น
นั่นจึงทำให้ปีเตอร์ตัดสินใจเดินทางไปหานักสะกดจิต ซึ่งในช่วงเวลาที่เขาตกอยู่ในภวังค์นั้น ปีเตอร์ก็เริ่มจำรายละเอียดและสถานที่ทุกอย่างชัดเจนขึ้นมา และได้ตัดสินใจเดินทางไปยังสถานที่ดังกล่าวกับน้องชายของเขา และในที่สุดเขาก็ได้พบกับสิ่งของชิ้นเล็ก ๆ ชิ้นหนึ่ง ที่น่าจะเป็นของที่อยู่มาตั้งแต่ยุคชาติก่อนของเขา ซึ่งของที่ว่านั้นก็คือเดือยรูปเกือกม้าสำหรับติดกับรองเท้าบู๊ตนั่นเอง

ปีเตอร์เข้ารับการสะกดจิต
และด้วยความช่วยเหลือจากนักประวัติศาสตร์ในเมืองคัลม์สต็อกที่อยู่ทางใต้ของประเทศอังกฤษ ปีเตอร์จึงได้รับทราบรายละเอียดเพิ่มเติม เกี่ยวกับโบสถ์แห่งหนึ่งที่เคยรู้จักในอดีตชาติ ซึ่งปีเตอร์ก็สามารถบอกได้ว่าสมัยก่อนนั้นมันเคยมีหอคอยและยังเคยมีต้นยูปลูกอยู่ในบริเวณนั้น

ซึ่งรายละเอียดนี้ทางนักประวัติศาสตร์เองก็แปลกใจว่าปีเตอร์ทราบได้อย่างไร เพราะในสมัยก่อนนั้นมีบันทึกเอาไว้ว่าที่โบสถ์แห่งนั้นเคยมีหอคอยอยู่จริง ๆ ซึ่งมันได้ถูกรื้อถอนออกไปในช่วงปี ค.ศ. 1676

"โรนัลด์ ฮัตตัน" นักประวัติศาสตร์สงครามโลก

ในบันทึกประวัติทะเบียนราษฎร์ของเมืองนี้ ก็ยังพบว่ามีคนชื่อจอห์น ราฟาเอล เคยเข้ามาทำพิธีแต่งงานกันที่โบสถ์แห่งนี้ด้วย ซึ่งเรื่องนี้มีนักประวัติศาสตร์สงครามโลกชื่อว่า โรนัลด์ ฮัตตัน ได้เข้ามาสืบสวนและสอบถามในกรณีของปีเตอร์ ฮิว์ม โดยโรนัลได้พาปีเตอร์ ไปเข้ารับการสะกดจิตระลึกชาติกันอีกครั้ง โดยครั้งนี้ปรากฏว่าปีเตอร์ไม่สามารถตอบคำถามของโรนัลด์ได้ทุกข้อ ที่จะทำให้นักประวัติศาสตร์ท่านนี้สามารถยอมรับได้ว่าปีเตอร์สามารถระลึกชาติได้จริง

ที่มา: Culmkirks.co.uk และ Ancient Yew

ซึ่งเราเองก็ต้องคิดตามกันสักนิดเหมือนกัน เพราะในช่วงยุคปี 2000 นั้น ฝรั่งเขากำลังฮิตเรื่องระลึกชาติได้จากความฝันกันเยอะมาก และก่อนที่จะเลือกเชื่อหรือไม่เชื่อนั้น เรายังอยากให้ชมเรื่องของเด็กน้อยคนนี้กันต่อ
----------
กัส เทเลอร์ (Who’s Your Grandad?)
"กัส เทเลอร์"

โดยเรื่องนี้เกิดขึ้นที่ซานฟรานซิสโกประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อ กัส เทเลอร์ หนูน้อยอายุ 1 ขวบ 6 เดือน เริ่มหัดพูดขึ้นมาได้ก็บอกกับคนในบ้านว่า เขาเคยเป็นคุณปู่ของตัวเอง ซึ่งจริง ๆ มันก็มีความเป็นไปได้ว่า เด็กเล็ก ๆ จะเกิดอาการสับสนเกี่ยวกับตัวตนและความสัมพันธ์ในครอบครัวให้ได้เห็นกันเป็นปกติ

แต่สำหรับกรณีของน้องกัสมันแปลกกว่านั้น เพราะคุณปู่ของน้องกัสได้เสียชีวิตไป ก่อนที่เขาจะได้เกิดขึ้นมาประมาณ 1 ปี และตัวของเด็กชายเองก็เชื่ออย่างสนิทใจว่าเขาเคยเป็นคุณปู่ของตัวเองมาก่อน ซึ่งเมื่อเวลาผ่านอีกไปสามปี คนในบ้านก็นำภาพถ่ายของครอบครัวในอดีตมาให้หนูน้อยดู ซึ่งก็ปรากฏว่าน้องกัสสามารถระบุว่าใครคือคุณปู่ออกี้ ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นเขามีอายุได้เพียงแค่ 4 ขวบเท่านั้น

กัสเคยเป็นคุณปู่ชาติที่แล้วครับ !
มีความลับบางอย่างที่ไม่เคยมีใครพูดให้น้องกัสฟังมาก่อน นั่นก็คือน้องสาวของคุณปู่ออกี้นั้น ถูกฆาตกรรมแล้วทิ้งร่างไว้ในอ่าวซานฟรานซิสโก ซึ่งครอบครัวของน้องกัสก็ถึงกับตะลึง เมื่อเด็กคนนี้เริ่มพูดถึงการตายของญาติผู้ใหญ่ท่านดังกล่าว และมันก็เลยทำให้ทุกคนเชื่อกันว่า บางทีน้องกัสอาจจะเป็นคุณปู่กลับมาเกิดใหม่จริง ๆ

หลังจากที่มีการสอบถามว่า แล้วคุณปู่ไปทำอีท่าไหนถึงได้กลับมาเกิดใหม่อยู่ในร่างของหลานชายคนนี้ เขาก็ให้คำตอบที่ดูจะมหัศจรรย์สำหรับเราว่า ตอนนั้นมันเป็นไปได้ที่เทวดาได้ให้ตั๋วพิเศษกับเขามาใบหนึ่ง ซึ่งมันก็น่าจะเป็นตั๋วเดินทางข้ามผ่านภพชาติจากอดีตของคุณปู่ ให้เขาลอดอุโมงค์อันดำมืดแล้วออกมาเกิดใหม่ อยู่ในร่างของหลานชายชื่อน้องกัสในชาตินี้นั่นเอง

ที่มา: Wikipedia และ Mystera Magazine

----------

อิมาด อีลาวา (The Case Of Imad Elawar)

Unknown Source

เมื่อปี ค.ศ. 1994 เด็กชายอายุ 5 ปีชาวเลบานอนชื่อ อิมาด อีลาวา เริ่มพูดจาเล่าเรื่องแปลก ๆ ให้พ่อแม่ของเขาฟังว่า จริง ๆ แล้วเขาเคยใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านที่อยู่ใกล้ ๆ กันนี้ ซึ่ง 2 คำแรกที่หนูน้อยอิมาดพูดได้ตั้งแต่เด็กนั้นก็คือ ชื่อของคนสองคนซึ่งได้แก่ จามิลเล และมาฮ์มูด โดยหนูน้อยระบุว่าพวกเขานั้นก็คือคนสำคัญที่เคยรู้จัก

พอพูดรายละเอียดออกมาได้แบบนี้ ทางพ่อแม่ของอิมาดจึงได้พาเด็กชายไปพบกับ นายแพทย์เอียน สตีเวนสัน เพื่อสืบสวนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันคืออะไรกันแน่ ซึ่งหลังจากการทดสอบจบลง อิมาดสามารถยืนยันเกี่ยวกับชาติก่อนของตัวเองได้ถึง 55 เรื่อง

นายแพทย์เอียน สตีเวนสัน
จึงทำให้ครอบครัวนี้ต้องเดินทางไปยังหมู่บ้านที่อิมาดอ้างว่าตนเองเคยมีชีวิตอยู่ ซึ่งก็แน่นอนว่าหมอเอียนเองก็ได้ตามไปพิสูจน์ความจริงนี้ด้วย ซึ่งผลก็ออกมาว่าหนูน้อยอิมาดสามารถพาไปยังบ้านที่ตัวเองอ้างว่าเคยมีชีวิตอยู่ และยังสามารถนำเรื่องในอดีตมาเล่ายืนยันให้ทุกคนได้อึ้งกันอีกถึง 13 เรื่อง

ซึ่งเราก็ขอยกตัวอย่างมาให้ทราบกันเช่น หลังจากที่คนในบ้านดังกล่าวได้นำภาพถ่ายของครอบครัวมาให้เด็กน้อยลองดู อิมาดก็จำคุณลุงในชาติก่อนของตัวเองได้ทันที และระบุชื่อของลุงคนนั้นก็คือมาฮ์มุด ส่วนชื่อจามิลเลฮ์นั้น ก็คืออดีตภรรยาในชาติก่อนของหนู่น้อยนั่นเอง  
นอกจากนี้หนูน้อยอิมาดยังสามารถจำสถานที่ที่เขาเคยเก็บปืนเอาไว้ในชาติก่อนได้ ซึ่งก็ได้คำยืนยันมาจากคนอื่น ๆ ในบ้านว่าถูกต้อง และอิมาดยังได้พูดคุยกับคนแปลกหน้าเกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิต ในช่วงที่เคยเป็นทหารในกองทัพมาด้วยกัน ซึ่งประสบการณ์ที่ว่านั้น ก็ได้รับการยืนยันว่าถูกต้องถึง 51 เรื่อง จากทั้งหมด 57 เรื่องเลยทีเดียว

ซึ่งก็ถือว่าเป็นอีกเคสที่เรียกได้ว่าน่าจะเป็นเรื่องจริงเป็นอย่างมาก แต่ทีนี้เราก็ยังมีอีกการระลึกชาติมาให้ได้รับทราบกันต่อ

ที่มา: Mindlight.info และ Criticandokardec

----------

นักบินแห่งกองทัพเรือ (The Navy Fighter Pilot)

เจมส์ เอ็ม ฮูสตัน (เจมส์ ลีนนิงเกอร์ ชาติปัจจุบัน)
ในช่วงวัยเด็กของ เจมส์ ลีนนิงเกอร์ เขาเริ่มจดจำช่วงชีวิตที่ไม่เคยเป็นมาก่อนขึ้นมาได้ ซึ่งสิ่งที่เขาจำได้นั้นคือตนเองเคยเป็นนักบินประจัญบาญของกองทัพเรือ ซึ่งก่อนที่เขาจะจำเรื่องนี้ได้ ของเล่นแบบเดียวที่เจมส์จะหยิบมาเล่นคือเครื่องบิน แต่พอจำเรื่องอดีตชาติได้ขึ้นมา เครื่องบินของเล่นก็กลายเป็นฝันร้ายขึ้นมาทันที

เพราะแทบจะทุกเช้าที่เจมส์ลืมตาตื่น เขาจะต้องเล่าฝันร้ายของตัวเองให้พ่อแม่ฟังว่า ในความฝันนั้นเขากำลังขับเครื่องบิน แถมมันยังเป็นเครื่องบินรบ ซึ่งหลังจากที่บังคับเครื่องเข้าไปยิงใส่ศัตรูพักหนึ่ง เครื่องของเขาก็ประสบอุบัติเหตุจนต้องสะดุ้งตื่นไปทุกครั้ง

และจากหนูน้อยเจมส์ที่เคยดูแต่รายการทีวีสำหรับเด็ก ก็เริ่มหันมาดูรายการเกี่ยวกับสงคราม โดยเขาบอกกับคุณแม่ว่า เครื่องบินลำในโทรทัศน์จะต้องตกแน่ ๆ และพวกเขาควรจะต้องตรวจสอบ ทั้งตัวเครื่องกับนักบินให้พร้อมก่อนขึ้นบิน ซึ่งเราก็ต้องไม่ลืมว่าสิ่งที่พูดออกมาอย่างเป็นเหตุผลแบบนี้ มันกำลังออกมาจากปากของเด็กอายุเพียง 3 ขวบเท่านั้น


เด็กชายได้เล่าให้กับคุณพ่อของเขาฟังว่า เขาเคยขึ้นบินจากเรือชื่อ "นาโทม่า" รวมไปถึงระบุชื่อของนักบินคู่หูของเขาที่ชื่อว่า แจ็ค ลาร์สัน ซึ่งเรือนาโทม่านั้นก็คือคือเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดใหญ่ที่มีอยู่จริง แถมคนที่ชื่อว่าแจ็ค ลาร์สันนั้นก็ยังคงมีชีวิตอยู่ และหนูน้อยเจมส์ยังเล่ากับคุณพ่อต่ออีกว่า เขาเสียชีวิตในช่วงที่กำลังขับเครื่องบินอยู่แถวหมู่เกาะอิโวจิมะประเทศญี่ปุ่น

เจมส์และนักบินคู่หู "แจ็ค ลาร์สัน"

ซึ่งหลังจากที่คุณพ่อของเด็กน้อยตรวจสอบแล้ว เขาก็พบว่านักบินที่เสียชีวิตไปในบริเวณนั้นมีคนหนึ่งชื่อว่า เจมส์ เอ็ม ฮูสตัน ซึ่งก็ถือว่าแปลกมากเพราะหนูน้อยเจมส์ได้วาดภาพสัญลักษณ์เขียนว่า “เจมส์ 3” เพื่อยืนยันว่าตัวเองในชาติที่แล้วก็ใช้ชื่อนี้

"เจมส์ ลีนนิงเกอร์" ในปัจจุบัน

และนั่นจึงทำให้ทั้งครอบครัวนี้ ตัดสินใจติดต่อกับน้องสาวของเจมส์ ฮูสตัน ทันที และในเวลาต่อมาน้องสาวของเจมส์ ฮูสตัน ก็ได้ส่งเหรียญตราและแบบจำลองเครื่องบินส่งกลับมาให้หนูน้อยเจมส์ พร้อมกับระบุว่า เธอได้ของเหล่านี้มาจากทางกองทัพเรือ ในช่วงหลังจากที่พี่ชายของเธอเสียชีวิตไปแล้ว

ที่มา: Itsourearthtoo.com.au
----------
รูธ ซิมมอนส์ (Ruth Simmons)

บริเดย์ เมอร์ฟี่ (รูธ ซิมมอนส์)


หนึ่งในกรณีการระลึกชาติที่โด่งดังนั้น ก็คือเรื่องราวของหญิงสาวชื่อ รูธ ซิมมอนส์ โดยในปี ค.ศ. 1952 เธอได้เข้ารับการสะกดจิตเพื่อรักษาอาการป่วยบางอย่าง โดยแพทย์เฉพาะทางชื่อ มอเรย์ เบิร์นสไตน์ ซึ่งเหตุการณ์นี้ก็ทำให้รูธ ซิมมอนส์ได้ย้อนความทรงจำกลับไปไกล ไปยังชาติที่แล้วของเธอโดยไม่ทันได้เตรียมตัว อยู่ดี ๆ รูธก็เกิดพูดภาษาไอร์แลนด์ได้ระดับเชี่ยวชาญ แถมยังจดจำรายละเอียดช่วงชีวิตของตัวเองในชาติก่อนได้

โดยเธอบอกว่าตัวเองในตอนนั้นชื่อว่า บริเดย์ เมอร์ฟี่ เคยอาศัยอยู่ในกรุงเบลฟาสต์ ประเทศไอร์แลนด์ ในช่วงยุคคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งเรื่องที่เธอเล่าออกมานั้น ก็มีไม่กี่เรื่องที่สามารถยืนยันได้ว่าเคยเกิดขึ้นจริง เพียงแต่บางสิ่งที่เธอจำได้นั้น ก็คือบุคคล 2 คน ที่เธอเคยได้ไปซื้ออาหารเมื่อชาติก่อน

ซึ่งสองคนที่ว่านั้นก็คือ จอห์น คาริแกน และฟารร์ ซึ่งมันเป็นสองชื่อที่ถูกระบุว่า พวกเขาเคยมีชีวิตอยู่จริงจากประวัติทะเบียนราษฎร์ปี ค.ศ. 1865 และ ค.ศ. 1866 ซึ่งเรื่องราวของเธอก็ได้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี ค.ศ. 1956 ในชื่อเรื่องว่า "The Search for Bridey Murphy" หรือที่แปลเป็นไทยได้ก็คือ การค้นหาบริเดย์ เมอร์ฟี่นั่นเอง

ภาพยนตร์เรื่อง "The Search for Bridey Murphy"

ที่มา: Straightdope และ Socrates.berkeley.edu

----------


หนุ่มน้อยแห่งเกาะบาร์ร่า (The Barra Boy)

"คาเมรอน แม็คคอลีย์"
คาเมรอน แม็คคอลีย์ เกิดมาเป็นประชากรของเมืองกลาสโกว ประเทศสก็อตแลนด์ ตอนที่อายุได้ 2 ขวบนั้น คาเมรอนมักจะเล่าให้คุณแม่ฟังอยู่เสมอว่า ตัวเองจริง ๆ แล้วเป็นชาวเกาะ ซึ่งเกาะที่ว่านั้นก็ชื่อว่า บาร์ร่า อยู่ทางแถบชายฝั่งตะวันตกของประเทศสก็อตแลนด์

และยังเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับม้าสีขาว กับชายหาดที่มีเครื่องบินหลายลำแวะมาลงจอด แถมยังเคยเลี้ยงสุนัขลายสีขาวดำ พร้อมกับระบุว่าเคยมีพ่อชื่อว่าเชน โรเบิร์ตสัน โดยคาเมรอนบอกว่า...
"ชาติก่อนผมเสียชีวิตจากรถยนต์ และยังได้วาดภาพบ้านสีขาวที่อยู่แถวชายหาด พร้อมกับบ่นว่าคิดถึงคุณแม่อีกคนให้คุณแม่ในปัจจุบันฟังด้วย"

คุณแม่ในชาติปัจจุบัน

และด้วยการบอกเล่าที่ดูผิดปกติอย่างมากสำหรับเด็กคนหนึ่ง มันก็ได้ทำให้คุณแม่ของคาเมรอนตัดสินใจ พาลูกของเธอไปยังเกาะบาร์ร่า ด้วยการเดินทางโดยเครื่องบิน ซึ่งพอถึงที่หมาย เครื่องบินลำดังกล่าวก็ได้ร่อนลงจอดที่ชายหาดเหมือนกับที่คาเมรอนเล่าเอาไว้ทุกประการ
ครอบครัวของหนูน้อยช่วยกันตามหาจนพบบ้านสีขาว ที่ได้รับการยืนยันว่าเจ้าของบ้านคือครอบครัวโรเบิร์ตสัน พอได้พูดคุยกับคนในบ้านดังกล่าว พวกเขาก็ได้นำภาพถ่ายครอบครัวหลายใบมาให้หนู่น้อยกับผู้ปกครองของเขาดู ซึ่งมันก็มีภาพถ่ายอยู่ใบหนึ่งที่มีสุนัขลายขาวดำ รวมถึงรถยนตร์ที่คาเมรอนบอกว่าจำได้


แต่กับสมาชิกในบ้านที่ชื่อว่าเชน ที่คาเมรอนอ้างว่าเป็นพ่อในอดีตชาตินั้น คนในครอบครัวโรเบิร์ตสัน กลับไม่มีใครเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน ซึ่งนั่นก็เป็นเพียงเรื่องเดียวจริง ๆ เพราะหลังจากที่ทุกคน ได้พาหนูน้อยเดินสำรวจไปทั่วบ้านสีขาวหลังนี้ พวกเขาก็พบว่า หนูน้อยสามารถเดินบรรยายรายละเอียดทุกสิ่งที่เขาเห็นได้อย่างถูกต้อง
จนเมื่อเขาค่อย ๆ เติบโตขึ้น ความทรงจำในอดีตชาติของคาเมรอนก็ค่อย ๆ หายไป เหลือเพียงสาเหตุการตายของเขาเท่านั้น ที่เขายังจำมันได้ดีอยู่เสมอ และก็เหมือนกับกรณีของน้องกัส เทย์เลอร์ ก็คือหนูน้อยคาเมรอนยืนยันว่า ก่อนที่เขาจะได้เข้ามาอยู่ในท้องของคุณแม่ในชาติภพปัจจุบัน เขาจำได้ว่าตัวเองตกลงไปในหลุมลึก ๆ แห่งหนึ่งมาก่อน ซึ่งเรื่องราวของหนูน้อยคาเมรอน แมคคอลีย์เรื่องนี้ ได้ถูกนำเสนอไว้ในรายการสารคดีสุดยอดการระลึกชาติ โดยโทรทัศน์ของประเทศอังกฤษมาแล้ว

ที่มา: Roy Spray/Youtube และ Pureinsight
----------

ปาร์โมด ชาร์มา (Parmod Sharma)

ภาพประกอบเท่านั้น
ปาร์โมด ชาร์มา ถือกำเนิดในประเทศอินเดียเมื่อช่วงปี ค.ศ. 1944 โดยในช่วงที่เขาอายุประมาณ 2 ปีนั้น เขาเองก็ได้เล่าเรื่องแปลก ๆ ให้คุณแม่ของเขาฟังว่า...

"เขาเคยมีภรรยาอาศัยอยู่ในเมืองโมราดาบัด ที่จะมาช่วยทำอาหารให้แทน ถ้าคุณแม่ยังคงทำอาหารที่ไม่ถูกปากแบบนี้ !"

ซึ่งเมืองโมราดาบัดที่ปาร์โมดบอกนั้น มันอยู่ห่างจากเมืองบิซอลี ที่ปาร์โมดมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันไกลถึง 145 กิโลเมตรเลยทีเดียว
จนปาร์โมดมีอายุย่างเข้าปีที่สามและสี่ เขาก็พูดถึงธุรกิจที่เคยทำชื่อ “โมฮันบราเดอร์ส” ขึ้นมาอีกเรื่อง โดยบอกว่าเขาเคยทำงานร่วมกับครอบครัวอยู่ที่นั่น ซึ่งสิ่งที่เขาขายนั้นก็คือน้ำและขนมคุกกี้ เคยมีร้านเล็ก ๆ เอาไว้ให้ทุกคนมาช่วยกันผลิตของออกมาขาย อีกทั้งยังพูดด้วยว่าตัวเองเคยเป็นพ่อค้าที่เก่งกาจ แล้วมาบ่นว่าครอบครัวปัจจุบันตอนนี้ไม่ค่อยมีจะกินเอาเสียเลย

เท่านั้นยังไม่พอ ปาร์โมดยังบอกให้พ่อแม่ของเขาเลิกทานนมเปรี้ยว และสั่งห้ามไม่ให้พวกเขาเข้ามาแตะเนื้อต้องตัว โดยให้เหตุผลว่าเขาเคยป่วยหนัก หลังจากกินนมเปรี้ยวมาแล้วเมื่อชาติก่อน และสิ่งที่ทำให้ทุกคนในบ้านต้องเป็นกังวลมากที่สุดก็คือ ปาร์โมดเกลียดการดำน้ำเล่นในอ่างน้ำ โดยบอกกับพ่อแม่ว่า เขาเคยเสียชีวิตอยู่ในอ่างอาบน้ำมาก่อน !
นั่นจึงทำให้พ่อแม่ของปาร์โมดสัญญากับเขาว่า ทุกคนจะแวะไปที่เมืองโมราดาบัดสักครั้ง ถ้าเขายอมไปเข้าโรงเรียนเหมือนกับเด็กคนอื่น ๆ และในที่สุดทุกคนก็ได้เดินทางมายังโมราดาบัด และตามหาจนพบครอบครัวที่มีชื่อว่า เมหรา ผู้เคยดำเนินธุรกิจเปิดร้านเล็ก ๆ เพื่อขายน้ำโซดาและคุกกี้
ซึ่งชื่อของร้านนี้ก็เคยใช้ชื่อว่า “โมฮานบราเดอร์ส” เคยมีผู้จัดการชื่อ ปาร์มนันด์ เมหรา ที่เสียชีวิตไปตั้งแต่ปี ค.ศ. 1943 ภายหลังจากที่ได้ทานนมเปรี้ยวแล้วล้มป่วย ด้วยอาการของโรคทางเดินอาหารกับเยื่อบุกระเพาะอักเสบ

โดยในช่วงก่อนที่เขาจะเสียชีวิตนั้น ปาร์มนันด์เคยลงไปในอ่างอาบน้ำยาสมุนไพร แล้วเกิดเสียชีวิตไปในช่วงขณะอาบน้ำอย่างกระทันหัน เหมือนกับเรื่องราวที่ปาร์โมดได้เคยเล่าเอาไว้ทุกประการ

ที่มา: Stanislavgrof และ Beliefnet

----------
สตีฟ จ็อปส์ (Steve Jobs)


โทนี่ เจียง เขาคือเจ้าหน้าที่วิศวกรซอฟท์แวร์ของบริษัทแอบเปิ้ล โทนี่ได้ส่งอีเมล์ฉบับหนึ่งไปยังกลุ่มผู้นับถือศาสนาแห่งหนึ่งในประเทศไทย ซึ่งเราเองต้องขออนุญาตปิดบังที่อยู่ปลายทางว่าเป็นที่ไหน เพื่อไม่ให้กลุ่มดังกล่าวได้รับความไม่สบายใจจะดีที่สุด
โดยจดหมายของโทนี่นั้นถามพวกเขาว่า ตอนนี้อดีตผู้ก่อตั้งบริษัทแอบเปิ้ลที่เพิ่งเสียชีวิตไป เขามีสถานะในโลกภูมิใหม่อย่างไรบ้าง ? โดยทางกลุ่มศาสนาดังกล่าว ก็ได้ให้คำตอบแก่นายโทนี่ไปว่า ตอนนี้อดีตผู้ก่อตั้งคนดังกล่าวได้เกิดใหม่ อยู่ในสถานะใหม่ที่เรียกกันว่า
"เทพบุตรภุมมะเทวาระดับกลางสายวิทยาธรกึ่งยักษ์"

อาศัยอยู่ในโลกอีกระดับที่มีมิติซ้อนทับอยู่ใกล้กับบริษัทแม่ของแอบเปิ้ล อยู่เหนือเมืองคูเปอร์ทิโน รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกานั่นเอง ซึ่งเรื่องนี้เคยโด่งดังไปทั่วโลก และน่าจะส่งผลกระทบกับกลุ่มผู้ศรัทธาเป็นจำนวนมาก ดังนั้นเนื้อหาของเรื่องนี้เราจำเป็นจะต้องปิดบังชื่อบุคคลและรายละเอียดบางอย่างที่ไม่จำเป็นเอาไว้บ้าง


โดยรายละเอียดนั้นระบุว่า ประเทศมาเลเซียก็มีกลุ่มผู้ชื่นชอบอดีตผู้ก่อตั้งท่านนี้ ได้ร่วมจัดงานเฉลิมฉลองให้กับเขากันใหญ่โต โดยในช่วงพิธีนั้นก็มีบางคนนำผลแอบเปิ้ลมากัดไปคนละหนึ่งคำจากนั้นก็พากันโยนลงไปในทะเล โดยเชื่อกันว่าการทำสิ่งนี้จะช่วยให้ผู้ที่ตายไป สามารถกลับชาติมาเกิดใหม่ได้เร็วที่สุดนั่นเอง


ซึ่งในข่าวนั้นระบุว่านายไชยบูล หรือพระธรรมชโยอดีตเจ้าอาวาสวัดธรรมกายนั้น ก็คือผู้ที่ระบุว่าตอนนี้อดีตผู้ก่อตั้งบริษัทแอบเปิ้ลท่านดังกล่าวได้เกิดใหม่เป็นเทพบุตรไปแล้วจริง ๆ โดยยังคงไว้ซึ่งบุคคลิกของผู้สนใจวิทยาการสมัยใหม่เหมือนเมื่อครั้งที่เขายังมีชีวิตอยู่


ซึ่งเรื่องนี้แม้ในภายหลังทางกลุ่มศาสนาได้ออกมาอธิบายแล้วว่า เรื่องราวทั้งหมดเป็นเพียงสิ่งที่สร้างขึ้นมา เพื่อใช้ประกอบในการเผยแผ่ธรรมและศาสนาของพวกเขา แต่ข่าวมันก็โด่งดังออกไปแล้วแบบนั้น นั่นจึงทำให้มีผู้คนมากมาย รอติดตามข้อมูลเพิ่มเติมกันต่อว่า อดีตผู้ก่อตั้งบริษัทที่เกิดใหม่ไปแล้วท่านนี้ จะติดต่อกลับมาหาพวกเขาในวันใดหรือเปล่า ?

ที่มา: Religiondispatches และ Asiancorrespondent


----------
ซึ่งเรื่องราวระลึกชาติที่เราเล่าให้ได้รับทราบไปทั้งหมดนั้นมีบางเรื่องที่ฟังแล้วน่าเชื่อ แต่บางเรื่องก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องจริง เพราะก็เป็นไปได้เหมือนกันว่า ความทรงจำในสมองของเรานั้น บางทีมันก็ไม่สามารถเชื่อถืออะไรได้มากมาย บางอย่างมันเกิดขึ้นจากความฝันที่สมองได้จดจำมาจากสิ่งแวดล้อมในช่วงที่เรากำลังตื่นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นรายการโทรทัศน์ ไปจนถึงคำบอกเล่าประสบการณ์จากคนรอบข้าง
ซึ่งทุกอย่างมันก็คงต้องอยู่ที่เราว่า จะเลือกเชื่อเรื่องราวไหนกันบ้าง แต่ที่แน่ ๆ ตอนนี้มีท่านผู้ชมท่านใดที่จำเรื่องราวแปลก ๆ จากชาติก่อนขึ้นมาได้บ้าง อย่างไรแล้วก็อย่าลืมมาเล่าให้เราได้รับทราบกันนะครับ


หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ และอย่าลืมทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี !

แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา: Listverse
แท็ก: ระลึกชาติ