ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันศุกร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ ตำนานกระสือ !!!




หากเรามีโอกาสได้พักอาศัยอยู่ในแถบชนบท แล้วต้องมีเหตุให้ต้องออกไปข้างนอกบ้านในเวลากลางค่ำกลางคืนนั้น เราจะรู้เลยว่าความมืดนั้นมันน่ากลัวขนาดไหน แล้วถ้าหากเดินไปอยู่ดี ๆ ก็มีดวงไฟสีแดงลอยผ่านมาให้เห็นไกล ๆ แบบนั้น เราจะรู้สึกอย่างไร ?

กดเพื่อดูคลิปที่นี่

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ ในวันศุกร์สะดวกสัปดาห์นี้ เราจะพาคุณไปรู้จักกับตำนานระดับนา ๆ ชาติอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องราวของความโชคร้ายกับคำสาปที่ไม่มีหญิงสาวคนใดต้องการ ที่มันจะทำให้พวกเธอต้องออกไปข้างนอกด้วยสภาพที่น่าสยดสยอง ว่าเรื่องนี้... มันคืออะไรกันแน่ !?



"กระสือ"
เป็นตำนานเรื่องเล่าน่ากลัวที่ถูกเล่าขานมายาวนานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เรื่องราวของผีสาวผู้ต้องคำสาปให้ตัวเองต้องกลายเป็นกระสือในยามค่ำคืน ร่างที่มีเพียงศีรษะติดกับหัวใจ ปอด ตับ ไต และลำไส้ สามารถเปล่งแสงสีแดงออกมาได้และลอยไปมาเพื่อหาอาหาร มันไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเล่าขานแต่เพียงในประเทศไทยเท่านั้น

หากแต่ตำนานกระสือนั้น ว่ากันว่ามีต้นกำเนิดมาจากประเทศกำพูชาหรือเขมร ที่นั่นชาวบ้านเรียกกระสือว่า อาบ (Ahp) โดยมีตำนานเล่าขานเกี่ยวกับเจ้าหญิงของเมืองเขมรผู้น่าสงสาร ที่ถูกส่งไปบรรณาการเป็นชายาของเจ้าเมืองสยาม เพราะเมืองของตัวเองแพ้สงครามเมื่อกาลครั้งนั้น

เจ้าหญิงไม่เต็มใจกับการแต่งงานครั้งนี้ เพราะเธอมีคนรักที่กำลคบหากันอยู่ ชายคนนั้นเป็นเพียงทหารหนุ่มผู้ต่ำต้อย ถึงแม้เจ้าหญิงจะแต่งงานกับเจ้าเมืองสยามไปแล้ว แต่เธอก็ยังคงลักลอบพบกับทหารหนุ่มผู้นั้น

จนกระทั่งวันหนึ่งเธอก็ถูกเจ้าเมืองสยามจับได้ว่าคบชู้สู่ชาย นั่นจึงทำให้เธอถูกสั่งประหารโดยการเผาทั้งเป็นในอีกสามวันต่อมา

ข่าวการประหารชีวิตของเจ้าหญิงได้ถูกเผยแพร่ออกไป หมอผีเขมรผู้จงรักภักดีรู้เรื่องเข้าจึงต้องการช่วยเหลือ แต่กว่าจะรู้มันก็เกือบสายไปเสียแล้ว

จะให้นิ่งดูดายมันก็ยากเกินกว่าจะทำใจ นั่นจึงทำให้หมอผีรีบใช้เวลาในคืนสุดท้าย จัดเครื่องเซ่นในพิธีโดยไม่รีรอ จากนั้นจึงเริ่มร่ายมนต์คาถาวิเศษเพื่อหวังให้ไสยเวทย์ครั้งนี้เดินทางไปช่วยปกปักรักษาเจ้าหญิงอันเป็นที่รัก ไม่ให้นางต้องถูกไฟคลอกตายอย่างน่าเวทนา

เพียงแต่ช่วงเวลาในการร่ายบริกรรมคาถามันใช้เวลายาวนานมาก มากเกินจนไม่ทันการณ์ เพราะยังไม่ทันที่หมอผีจะร่ายเวทย์จบ เจ้าหญิงก็ถูกไฟเผาทั้งเป็นเสียแล้ว เพียงแต่จะบอกว่าคาถาที่หมอผีร่ายไปมันไม่ได้ผลก็คงไม่ใช่ เพราะหลังจากที่เธอถูกเพลิงเผามอดไหม้ลำตัวส่วนล่างนั้น คาถากันไฟมันเพิ่งจะสำแดงฤทธิ์ และช่วยได้เพียงส่วนศีรษะลงไปจนถึงเครื่องใน และสิ่งนี้มันก็เลยทำให้จากคาถาป้องกันไฟ กลายเป็นคำสาปที่ทำให้เจ้าหญิงเหลือเพียงหัวกับเครื่องใน กลายเป็นผีกระสือล่องลอยออกหากินในยามค่ำคืน !!!


ในตำนานอื่น ๆ ก็มีเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับกระสือสาวตนหนึ่ง มันเคยมีชีวิตเป็นเศรษฐีสาว วันหนึ่งเธอถูกครอบงำด้วยวิญญาณของปีศาจร้าย ร่ายคำสาปให้ตัวเองต้องกลายมาเป็นกระสือ และตั้งแต่นั้นมาเวลาที่เธอเดินทางไปไหนในช่วงกลางวัน เธอจะต้องใช้ผ้าสีดำคลุมศีรษะ ส่วนลำคอจะต้องผูกริบบิ้นเพื่อป้องกันแสงแดด และปิดบังบาดแผลที่คอเพื่อไม่ให้ใครรู้ความจริงนี้

มีบางตำนานเล่าว่าผีกระสือนั้นเกิดจากหญิงสาวที่นิยมชมชอบในไสยเวทย์มนตร์ดำ แต่ด้วยความผิดพลาดในช่วงท่องคาถา จึงทำให้ศีรษะและเครื่องในของเธอหลุดแยกออกมาจากร่างอย่างน่าสยดสยอง แต่เธอกลับไม่เสียชีวิตกลายมาเป็นกระสือเที่ยวออกหากินในยามค่ำคืน

อีกกรณีที่ทำให้หญิงสาวโชคร้ายต้องกลายมาเป็นกระสือได้ก็คือ บาปกรรมในอดีตชาติตัวเอง มีเรื่องเล่าของหญิงสาวคนหนึ่งที่ในชาติที่แล้วของเธอได้สังหารผู้คนไว้มากมาย พอมาในชาติปัจจุบันมันก็ส่งผลให้เธอต้องกลายเป็นกระสือ เพื่อชดใช้กรรมในอดีตที่เคยก่อไว้

และยังมีอีกตำนานที่พูดถึงการเป็นกระสือด้วยความไม่รู้ เพราะไปกินอาหารหรือดื่มน้ำจากภาชนะเดียวกันกับคนที่เป็นกระสือ ที่ทิ้งคราบน้ำลายหรือเลือดของมันเอาไว้ ซึ่งความเป็นไปได้ที่จะทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นก็คือ หญิงสาวผู้โชคร้ายคนนั้นอาจเป็นทายาท หรือไม่ก็ลูกหลานของกระสือนั่นเอง ว่ากันว่าหลังจากที่เธอได้รับคำสาปมาเธอก็เริ่มทำตัวแปลก ๆ และในเวลาไม่นานเธอก็ถูกชาวบ้านจับได้ว่าเป็นกระสือ

ที่ฟิลิปปินส์มีความเชื่อเรื่อง มานานังเกล (Manananggal) ผีดูดเลือดที่มีปีกเหมือนค้างคาวขนาดใหญ่อยู่ด้านหลัง เมื่อออกล่าเหยื่อจะถอดลำตัวท่อนบนออกแล้วบินไปในอากาศเวลากลางคืน รวมถึงยังชอบที่จะกินเด็กทารกจากครรภ์ผู้เป็นแม่อีกด้วย

มานานังเกล หรือกระสือฟิลิปปินส์
(ภาพจาก: GerilyaGallery)

ทางมาเลเซียเองก็มีเรื่องราวเกี่ยวกับผีกระสือในชื่อ ฮันตูปินังกาลัน หรือปินังกาลัน (Penanggalan) มีตำนานเล่ากันว่าพ่อแม่ลูกครอบครัวหนึ่งที่อาศัยอยู่ในมาเลเซียต้องพบกับเรื่องราวสุดสยองขวัญ ในวันนั้นพ่อจำเป็นต้องออกไปทำธุระนอกบ้านในเวลากลางคืน ส่วนแม่นั้นก็อาศัยช่วงเวลาดังกล่าวแอบเอาน้ำมันมนต์มาทารอบคอ จากนั้นหัวของเธอก็หลุดลอยออกมาพร้อมกับเครื่องในที่มีแสงสีเหลืองสว่างวูบวาบคอยส่องทาง ออกเที่ยวหากินเรื่อยไปในยามวิกาล ลอยตุ๊บป่อง ๆ ไล่สัตว์น้อยใหญ่ที่มาคอยวุ่นวายกับตับไตไส้พุงของเธอ

เหตุการณ์เป็นแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งจนลูกสาวของเธอเห็นเข้ากับตา ผู้เป็นลูกก็ได้แต่เก็บความสงสัยไว้ จนกระทั่งวันหนึ่งหลังจากที่เธอรอให้แม่ถอดหัวลอยออกไป เธอแอบไปหยิบน้ำมันมนต์ขวดดังกล่าวมาลองทาที่คอของตัวเองดู และมันก็เป็นไปตามที่คาด หัวของเธอหลุดลอยออกมาพร้อมกับเครื่องในเหมือนกับแม่ เธอตกใจร้องตะโกนลั่นบ้านว่าหัวของเธอกำลังจะหลุดออกมาจากร่าง จนชาวบ้านละแวกนั้นได้ยินเสียงดังต่างก็พากันหวาดกลัว ไม่มีใครกล้าออกมาช่วยเหลือ หรือไม่มีแม้แต่คนจะออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น

จนกระทั่งได้เวลาที่แม่ของเธอลอยกลับมา เสียงร้องของลูกสาวก็เงียบลง และตั้งแต่วันนั้นครอบครัวนี้ก็ต้องย้ายบ้านหนีโดยไม่มีใครได้พบเห็นอีกเลย

ฮันตูปินังกาลัน หรือกระสือมาเลเซีย

นอกจากนั้นแล้วที่ประเทศญี่ปุ่นก็มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับปีศาจที่สามารถถอดหัวหากินได้ในเวลากลางคืน เรียกกันว่า นุเกะคุบิ (ぬけ首) อาศัยอยู่แถบภูเขาบริเวณมณฑลไค

มีซามูไรผู้กล้าท่านหนึ่งที่บวชพระธุดงค์ผ่านไป หัวหน้าปีศาจในร่างมนุษย์ก็ได้นิมนต์ให้ไปพักที่บ้าน ในเวลากลางดึกพระตื่นขึ้นมาเพื่อจะดื่มน้ำโดยไม่อยากรบกวนเจ้าของบ้าน ขณะผ่านไปยังห้องที่เหล่าปีศาจนอนกันก็พบว่า ทั้งหมดเป็นร่างที่ไม่มีหัว

พระตามไปแอบดูนอกบ้านก็เห็นหัวปีศาจ 3-4 หัวล่องลอยไปมา ใช้ลิ้นตวัดกินมดปลวกตามพื้น และคุยกันว่าจะกินพระในเวลาก่อนรุ่งเช้า พระจึงแอบลากเอาร่างที่ไร้หัวเหล่านั้นไปซ่อนไว้ เมื่อปีศาจกลับไปดูที่บ้านไม่พบทั้งพระและร่างของตนจึงตกใจและโกรธแค้น รุมทำร้ายพระแต่ไม่อาจทำอะไรได้ เพราะพระเคยเป็นซามูไรมือฉมังมาก่อน

เมื่อถึงเวลาเช้าปีศาจทั้งหมดจึงตายลง แต่ศีรษะของหัวหน้าปีศาจก็ได้กัดติดกับจีวรพระจนไม่สามารถถอดออกได้ ต่อมามีโจรผู้หนึ่งได้ขอซื้อไปโดยหวังจะใช้ศีรษะปีศาจนี้หลอกเอาเงินจากผู้คน แต่ต่อมาโจรกลัวปีศาจจะมาเอาคืนจึงทำสุสานฝังให้ ว่ากันว่าสุสานแห่งนี้ยังมีปรากฏจนถึงทุกวันนี้

นุเกะคุบิ หรือกระสือญี่ปุ่น

ในส่วนตำนานของประเทศไทยนั้น กระสือ (Krasue) จะมีพฤติกรรมไม่ต่างกับประเทศเพื่อนบ้าน ดูเหมือนมันถูกสาปให้ต้องออกหากินในเวลาค่ำคืนกันทุกประเทศ อาหารของพวกมันคือเครื่องใน เลือด และเนื้อสด ๆ ของสัตว์ชนิดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวัวตัวใหญ่จนกระทั่งไก่ในเล้า

กระสือยายสายในตำนาน (พ.ศ. 2537) แสดงโดยน้ำเงิน บุญหนัก

แต่ถ้าในท้องถิ่นนั้นไม่มีเลือดให้มันกิน กระสือก็จะอาศัยกินอุจจาระและซากศพของสิ่งมีชีวิตเป็นอาหาร และก่อนที่จะถึงรุ่งเช้ามันจะลอยไปหาเสื้อผ้าที่ถูกตากทิ้งไว้ เพื่อใช้เช็ดคราบสกปรกไม่ว่าจะเป็นเลือดหรือสิ่งปฎิกูลที่ติดอยู่บริเวณปากให้หมดเสียก่อน และสิ่งนี้ก็คือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ชาวบ้านต่างจังหวัดไม่นิยมตากผ้าทิ้งไว้ยามค่ำคืน

ในตำนานของไทยได้พูดไปถึงพฤติกรรมน่ากลัวอีกอย่างของกระสือ ยามที่มันรู้ว่าบ้านไหนมีหญิงท้องแก่ใกล้คลอดอยู่ มันจะแวะมาเยี่ยมเยียนบ่อยครั้ง เพื่อที่จะฉวยโอกาสในช่วงที่หญิงท้องแก่กำลังนอนหลับ ลอยเข้าไปใกล้ ๆ แล้วใช้ลิ้นยาว ๆ ของมันชอนไชเข้าไปทางช่องคลอด ลึกเข้าไปจนถึงทารกในครรภ์ไม่ก็รกของเด็ก ซึ่งพฤติกรรมแปลก ๆ ของมันไม่มีใครสามารถอธิบายได้ว่าทำไปทำไม ? ทำแล้วได้อะไร ? แต่มีความเชื่อว่าการกระทำของกระสือแบบนี้ จะมีผลทำให้หญิงมีครรภ์เกิดโรคภัย และในบางกรณีจะพบว่าเด็กในครรภ์สามารถแท้งเพราะถูกมันแอบกัดกินไปนั่นเอง

การป้องกันเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสัตว์เลี้ยงและหญิงท้องแก่ คือคนในบ้านจะต้องช่วยกันหากิ่งไม้มาวางล้อมรอบตัวบ้าน เพื่อทำเป็นรั้วกั้นคอยขัดขวางไม่ให้กระสือสามารถบุกเข้ามาดื่มเลือดหรือทำร้ายหญิงมีครรถ์ในยามวิกาลได้ และเมื่อถึงวันที่หญิงมีครรภ์จะต้องคลอดบุตร ญาติ ๆ จะรีบนำรกของเด็กไปฝังไว้ใต้ดินให้ลึกที่สุด เพราะเชื่อกันว่าถ้าไม่รีบจัดการให้เรียบร้อย กระสือมันจะบุกเข้ามากินรกของเด็กได้

รกของเด็ก

ว่ากันว่ากระสือจะซ่อนร่างกายที่ไร้หัวของมันเอาไว้ในที่ปลอดคนอยู่เสมอ เพราะมันจะต้องกลับมาประกอบร่างให้ทันเวลาก่อนรุ่งสาง เพื่อกลับมาใช้ชีวิตให้เหมือนคนปกติทั่วไปในเวลากลางวัน สิ่งผิดปกติที่แสดงออกมานั้นก็จะมีเพียงอาการสะลึมสะลือราวกับคนอดนอนเท่านั้นเอง

ถ้าหากมันไม่ได้ซ่อนร่างเอาไว้แล้วเกิดมีใครมาพบ ก็เป็นไปได้ว่าผู้คนเหล่านั้นจะเคลื่อนย้ายร่างของมัน ไม่ก็ทำลายร่างด้วยการทุบตีจนไม่สามารถกลับเข้าร่างได้อีก

และว่ากันว่าหากร่างกายของมันถูกขยับไปจากท่าทางเดิมหลังช่วงที่ถอดศีรษะออกไปนั้น เวลามันกลับมาประกอบร่าง อาจทำให้อวัยวะภายในอยู่ผิดที่ผิดทาง ซึ่งทุก ๆ อย่างที่เกิดขึ้นนี้จะสามารถส่งผลทำให้มันต้องตายไปได้ง่าย ๆ เลยทีเดียว

ในบางตำนานเชื่อว่าการจับกระสือไปเผาไฟก็สามารถฆ่ามันให้ตายได้เช่นกัน เพราะเคยมีเรื่องเล่ากันว่าเมื่อเหล่าชาวบ้านตกอยู่ในความกลัวนานวันเข้า พวกเขาเริ่มทนไม่ไหวจะบุกไปยังบ้านของผู้ต้องสงสัยที่น่าจะเป็นกระสือ และรอให้มันกลับเข้ามาประกอบร่าง จากนั้นก็รีบจุดไฟเผาให้มันตายไปต่อหน้าต่อตาทันที

มีคำแนะนำกันว่าถ้าใครได้รับบาดเจ็บถึงเลือดตกยางออก ก็ควรจะต้องระวังกระสือไว้ให้ดีเช่นกัน เพราะถ้ามันลอยมาใกล้บริเวณบ้าน มันจะสามารถได้กลิ่นคาวเลือดที่แผลของเรา ซึ่งถ้ามันเป็นเช่นนั้น กระสือก็จะลอยเข้ามากินเลือดของเราในช่วงที่เรากำลังนอนหลับอยู่

แต่มันก็พอจะมีวิธีป้องกันไม่ให้กระสือลอยเข้ามาในบ้านได้ นั่นก็คือให้เจ้าของบ้านสร้างรั้วที่มีความคม หรือทำเป็นหนามแหลม ๆ จากต้นไผ่ เพราะกระสือมันจะกลัวความคมของตอกไม้ไผ่ที่สามารถบาดลำไส้ของมันได้ และสิ่งเหล่านี้ก็จะทำให้มันไม่กล้าลอยเข้ามาในบ้านของเรานั่นเอง

จะว่าไปในบ้านเราเคยมีข่าวใหญ่เกี่ยวกับการพบกระสือติดอยู่ในกล้อง CCTV ที่เจ้าของโรงงานผลิตน้ำมะนาวแห่งหนึ่งติดตั้งไว้กันขโมย ในอำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี  ครั้งนั้นเรียกได้ว่าตัวกล้องสามารถจับภาพได้ค่อนข้างชัดพอสมควร

ภาพจาก: ไทยรัฐ  

และอีกข่าวที่โด่งดังมากก็คือ เกิดเหตุการณ์ตายอย่างปริศนาของไก่จำนวนมากในฟาร์มแห่งหนึ่งที่อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2558 โดยชาวบ้านแถวนั้นลงความเห็นกันว่ากระสือเป็นผู้ทำนั่นเอง


ซึ่งนอกจากสองกรณีนี้ ก็ยังมีอีกหลายกรณีที่อ้างว่าพบกระสือบนต้นไม้บ้าง และอยู่ตามแหล่งน้ำบ้าง เพียงแต่ทุกกรณีนั้นพอมีการพิสูจน์จริง ๆ บางคนก็แย้งว่ามันอาจจะเป็นเพียงไฟฉายติดศีรษะของชาวบ้านที่เอาไว้ส่องกบ บางทีก็เป็นเพียงแค่ชาวบ้านเดินถือตะเกียง และอย่างกรณีที่พบแสงไฟบนต้นไม้ ก็มีผู้อธิบายว่ามันคือการปีนขึ้นไปเผารังต่อ ไม่ก็รังผึ้งของชาวบ้านย่านนั้น


ในทางวิทยาศาสตร์เองเคยมีคำอธิบายเกี่ยวกับการพบเห็นกระสือเอาไว้ว่า มันอาจเป็นปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ ที่สามารถเกิดขึ้นได้จากการเผาไหม้ของแก๊สมีเทน ที่เกิดจากการหมักหมมของสิ่งปฎิกูลและซากพืชซากสัตว์ ทับถมมาเป็นเวลานานในบริเวณฟาร์มเลี้ยงสัตว์

แต่ในงานวิจัยของรองศาสตราจารย์ ดร. สิรินทรเทพ เต้าประยูร นักวิจัยด้านพลังงานของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้แย้งว่าแนวคิดเกี่ยวกับการเรืองแสงของแก๊สมีเทนนั้นเป็นไปไม่ได้ ก๊าซชนิดนี้ไม่สามารถเรืองแสงได้หากไม่มีประกายไฟเป็นตัวนำ และต่อให้มีการจุดไฟที่บ่อก๊าซจริง ๆ มันก็จะเผาไหม้เฉพาะบริเวณนั้น ไม่สามารถลอยไปมาได้เหมือนกับตำนานกระสือ แต่ถ้าจะพูดถึงลักษณะทางกายวิภาคแล้ว ถ้าเราดึงศีรษะออกมาจากร่างกายได้ พวกเครื่องใน หัวใจ ตับ ไต ใส้พุง มันก็ไม่มีทางหลุดติดออกมากับศีรษะด้วยอย่างแน่นอน

ไม่ว่าคำอธิบายเกี่ยวกับปรากฏการณ์การพบเห็นกระสือตามที่ต่าง ๆ นั้นจะคืออะไร ราชบัณฑิตยสถานก็ได้ระบุเอาไว้ว่า กระสือนั้นกลายเป็นความเชื่อที่ถูกปลูกฝังกันมาอย่างยาวนาน และยังคงถูกพูดถึงให้ได้ยินในชีวิตประจำวันไปแล้ว ยกตัวอย่างเช่น
  • ถ้าพบหัวปลีหรือเครือกล้วยที่มีรูปร่างบิดงอผิดปกติ ก็จะสรุปว่ามันถูกกระสือกิน
  • ใครกินข้าวเร็วเกินไป หรือออกอาการตะกละตะกรามเกินงาม ก็จะถูกตำนิว่ากินเหมือนกับกระสือ หรือไม่ก็ตะกละอย่างกับกระสือ
  • ในจังหวัดชลบุรีเคยมีหมู่บ้านชื่อ "หนองกระสือ" ตอนนี้ก็ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น "หนองเกษม" เพื่อให้ดูไม่น่ากลัวกันเลยทีเดียว
  • มีเห็ดพันธุ์หนึ่งในจังหวัดขอนแก่น สามารถเรืองแสงในยามค่ำคืน ก็ถูกตั้งชื่อว่า "เห็ดกระสือ"
"เห็ดกระสือ"

ไม่ว่ากระสือมันจะเป็นอะไร เป็นแสงไฟจากตะเกียง แสงจากไฟฉายส่องกบ หรือจะเป็นเพียงจินตนาการของคนโบราณที่เล่าขานกันมา มันก็ล้วนมีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะย้ำเตือนว่าตอนกลางคืนนั้นอันตราย กลางวันทำอะไรทิ้งไว้ก็ต้องเก็บให้เรียบร้อยก่อนจะพลบค่ำ มิฉะนั้นหากกระสือโผล่มาแล้วเราจะไม่ทันรับมือกับมันได้ เราก็คงต้องรับกรรมที่จะต้องขนหัวลุกเพราะมันเท่านั้นเอง !



อย่าลืมติดตามชมรายการมิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ พร้อมที่มากันได้ทุกวันศุกร์สะดวก หลังจากจบรายการแล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้ สวัสดี

เรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ที่มา : Wikipedia (กระสือ และ Krasue)

แท็ก : กระสือ, krasue, ผีกระสือ, ผีไทย, กระสือไทย, กระสือเขมร, ที่มาของกระสือ, กินขี้, ไก่สด, ผีตากผ้าอ้อม, วาบๆๆ