ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันศุกร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 ไขปริศนาตู้อาถรรพ์เก็บวิญญาณ Dybbuk box !!!



บนโลกใบนี้มีเรื่องราวลึกลับมากมายที่เรายังไม่รู้ บางเรื่องก็บอกว่าเป็นเรื่องจริง บางเรื่องก็ไม่ใช่ และหลายเรื่องที่เราไม่สามารถหาคำตอบได้ว่ามันคืออะไร ?

เปิดดูบนยูทูป


มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ ในวันศุกร์สะดวกสัปดาห์นี้ เราจะพาคุณไปพบกับเรื่องราวที่ถูกเล่าขานจากเว็บไซต์อีเบย์เรื่องหนึ่ง เรื่องของตู้เก็บไวน์อาถรรพ์ที่ถูกอ้างว่าเป็นเรื่องจริง ว่าเรื่องนี้... มันคืออะไรกันแน่ ?

โดยเรื่องราวนั้นมีอยู่ว่า
ภาพจาก: The Possession  

นี่คือเรื่องราวของตู้เก็บไวน์สยองขวัญ ที่ถูกวางขายในเว็บไซต์ อีเบย์ โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม


ผู้ซื้อรายแรกเขาคือนักค้าของเก่า โดยเขาได้โพสต์เรื่องราวของเขาไว้ที่หน้าประมูลของเว็บไซต์อีเบย์ว่า เหตุการณ์ทั้งหมดนี้มันคือเรื่องจริงที่ผมจะบรรยายให้รู้ เพื่อคัดกรองผู้ชนะในการประมูล โดยจะมีสำเนาของทางโรงพยาบาลและคำสาบานเพื่อรับรองว่า ผมจะขายตู้ใบนี้ทั้งใบรวมถึงของที่อยู่ข้างในทุกชิ้น


ในช่วงเดือนกันยายน ค.ศ. 2001 ผมเข้าร่วมการประมูลแห่งหนึ่งที่จัดขึ้นในเมืองพอร์ตแลนด์รัฐโอเรกอน ของชิ้นนี้มันถูกนำมาเข้าร่วมการประมูล โดยหญิงคนหนึ่งที่อ้างว่าเธอเป็นหลานของเจ้าของสิ่งนี้ ตัวผู้ครอบครองที่แท้จริงนั้นเป็นหญิงชราที่เสียชีวิตไปเมื่ออายุ 103 ปี เธอบอกกับผมว่ายายของเธอเกิดที่โปแลนด์ เติบโตและแต่งงานมีครอบครัวอยู่ที่นั่น
จนกระทั่งวันหนึ่งครอบครัวของเธอถูกพวกนาซีจับตัวไปขังอยู่ในค่ายกักกันเมื่อช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งยายของเธอเป็นผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียว ส่วนคนอื่น ๆ ได้เสียชีวิตทั้งหมดเพราะถูกสังหารอยู่ในค่าย โดยคุณยายรอดออกมาได้เพราะความช่วยเหลือจากนักโทษคนอื่น ๆ พวกเขาพาเธอหนีมายังประเทศสเปน และเธอก็ได้อาศัยอยู่ที่นี่จนกระทั่งสงครามจบ


และเจ้าตู้เก็บไวน์เล็ก ๆ ตู้นี้มันได้ถูกมาร่วมประมูลจากของทั้งหมด 3 ชิ้น ที่คุณยายของเธอนำมันติดตัวมายังสหรัฐอเมริกาด้วย โดยสิ่งของอีก 2 ชิ้นนั้นก็คือหีบกลไกและกล่องเก็บด้ายเย็บผ้า


ผมตัดสินใจซื้อตู้เก็บไวน์มา รวมถึงเจ้ากล่องเก็บด้ายและเฟอร์นิเจอร์อื่น ๆ หลังจากการซื้อขายจบลง หลานสาวคุณยายเจ้าของสิ่งที่ผมซื้อได้เดินมาบอกกับผมว่า เจ้าตู้นี้มันชื่อว่า "ดิบบุค" ผมจึงถามเธอกลับไปว่ามันหมายถึงอะไร ? เธอก็ตอบว่าสมัยที่เธออยู่กับคุณยาย คุณยายจะเก็บตู้ใบนี้ไว้ในห้องเย็บผ้าของท่าน มันถูกปิดไว้ตลอดเวลาและวางอยู่ที่เดิมไม่เคยถูกเคลื่อนย้ายไปไหน พอเธอถามคุณยายว่าข้างในมีอะไร ท่านก็ชี้ไปที่มันและบอกว่านั่นคือดิบบุกเป็นแท่นบูชา และกำชับเธอว่าห้ามเปิดตู้ไวน์ใบนี้ออกโดยเด็ดขาด


หญิงสาวหลานอดีตเจ้าของตู้ใบนี้ยังเล่าอีกว่า คุณยายของเธอได้ขอให้นำกล่องใบนี้ไปฝังไว้ในหลุมศพเมื่อวันที่ท่านเสียชีวิตด้วย แต่คำขอของท่านมันไปขัดกับพิธีฝังศพของชาวยิวผู้นับถือนิกายออร์โธด็อกซ์ นั่นจึงทำให้คำขอนี้ต้องถูกปฏิเสธไป ผมจึงถามเธอต่อว่า แล้วดิบบุคมันคืออะไร ? แล้วไหนล่ะแท่นบูชา ? เธอก็ตอบกลับมาว่าไม่รู้ ผมจึงถามต่อว่า ถ้าเราจะลองมาเปิดดูข้างในพร้อม ๆ กันจะดีไหม ? เธอก็ตอบกลับว่าเธอไม่ต้องการเช่นนั้น เพราะเธอไม่อยากผิดต่อคำขอของคุณยายที่เสียไป


และนั่นจึงทำให้ผมต้องจบการสนทนาและบอกกับเธอว่าจะคืนมันให้ เพื่อเธอจะได้รักษาสัจจะต่อคุณยายต่อไป เธอก็ตอบกลับมาด้วยเสียงที่ดูจริงจังเป็นอย่างมากว่า "ไม่... คุณซื้อมันไปแล้ว"


ผมจึงต้องอธิบายว่าผมไม่ได้อยากได้เงินคืน และผมน่าจะรู้สึกดีกว่าถ้าจะคืนมันให้เธอ เพราะคิดว่ามันเป็นน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ จากผมเท่านั้น พอเธอได้ยินแบบนั้นก็ออกอาการไม่สบายใจ ซึ่งพอผมกลับไปนึกถึงตอนนั้นทีไรผมก็อดคิดไม่ได้ว่าทีท่าของเธอในวันนั้นมันแปลก ๆ เพราะตอนนั้นเธอยังคงยืนกรานด้วยเสียงอันหนักแน่นว่า คุณซื้อมันไปแล้ว มันเป็นของคุณ


พอผมพยายามจะพูดอะไรต่อเธอก็ตวาดกลับมาว่า "พวกเราไม่ต้องการมันแล้ว !!!" จากนั้นเธอก็ร้องไห้และพูดขอให้ผมออกไป พูดจบเธอก็เดินจากไปด้วยความรวดเร็ว ซึ่งผมคิดว่าทั้งหมดมันน่าจะมาจากความเครียดสะสม จากประสบการณ์ชีวิตอันน่าเศร้าที่ผ่านมาก็เป็นได้ คิดได้แบบนั้นผมจึงขนของที่ซื้อมาทั้งหมดขึ้นรถ


ผมนำเจ้าตู้ใบนี้มาเก็บไว้ที่ร้านของผมก่อน ผมเก็บมันไว้ในห้องใต้ดิน โดยกะว่าจะนำเจ้าสิ่งนี้มาทำเป็นของขวัญให้กับคุณแม่ของผม ซึ่งผมก็ไม่ได้วางแผนอะไรไปมากกว่านี้ และวันนั้นผมก็เปิดร้านแต่หัววันแล้วออกไปทำธุระ ปล่อยให้พนักงานหญิงของผมดูแลร้านให้


ผ่านไปเพียงครึ่งชั่วโมงพนักงานที่ร้านก็โทรเข้ามือถือ เธอบอกว่าได้ยินเสียงใครบางคนกรีดร้อง และได้ยินเสียงกระจกแตกดังออกมาจากห้องใต้ดินของผม และยิ่งไปกว่านั้นผู้บุกรุกยังได้แอบล็อคประตูนิรภัยและประตูทางออกฉุกเฉินเพื่อขังเธอเอาไว้ ผมจึงบอกให้เธอรีบโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะโทรศัพท์ของผมตอนนี้แบตกำลังจะหมด จากนั้นผมก็รีบขับรถกลับมาที่ร้านทันที
พอผมมาถึงประตูร้านยังคงถูกล็อคอยู่ ผมจึงรีบเปิดประตูเข้าไป แล้วก็พบว่าลูกจ้างของผมอยู่ในสภาพนั่งหมดแรงอยู่ตรงมุมห้องร้องห่มร้องไห้ออกมาไม่หยุด ผมจึงรีบวิ่งลงบันไดไปยังชั้นใต้ดิน พอเหยียบถึงบันไดขั้นสุดท้ายมันก็เหมือนมีพลังงานอะไรบางอย่าง โจมตีมาที่จมูกของผมอย่างรุนแรง


มันเป็นกลิ่นเหม็นเหมือนกับปัสสาวะของแมว ทั้ง ๆ ที่จำได้ว่าที่นี่ไม่เคยมีใครนำสัตว์ใด ๆ เข้ามาในร้านไฟก็ดับอีก พอลองหาสาเหตุผมก็พบว่า เสียงแก้วแตกที่ลูกจ้างของผมได้ยินมันก็น่าจะเป็นเสียงหลอดไฟแตกแน่ ๆ หลอดไส้แตกไปทั้งหมด 9 ดวง ทั้ง ๆ ที่มันไม่ได้หล่นลงมาเลยสักดวง

และหลอดฟลูออเรสเซนส์อีก 10 ดวง ต่างก็หล่นลงมากองอยู่บนพื้น ผมไม่พบใครอยู่ที่นี่ แล้วผมก็นึกได้ว่าที่ห้องใต้ดินนี้มันมีทางเข้าออกอยู่เพียงทางเดียว ถ้ามันยังอยู่ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีใครเดินสวนออกมา ผมจึงเดินกลับไปหาพนักงานของผมเพื่อสอบถาม แต่ปรากฏว่าเธอหายตัวไปแล้ว


เธอไม่เคยกลับมาทำงานอีกเลย ทั้ง ๆ ที่ทำงานด้วยกันมากว่า 2 ปี เธอไม่ยอมพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น ซึ่งผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าเรื่องนี้มันจะเกี่ยวข้องกับตู้ที่ผมซื้อมา

แล้วทุกอย่างก็เลวร้ายลงไป...


ตามที่ได้เคยบอกเอาไว้ ผมตัดสินใจว่าจะนำเจ้าตู้เก็บไวน์ใบนี้ให้เป็นของขวัญกับคุณแม่ โดยหลังจากที่ซื้อมันมาได้ 2 สัปดาห์ ผมก็ตัดสินใจจะนำมันออกมาทำความสะอาด แล้วผมก็ต้องตกตะลึง เมื่อพบว่ามันมีกลไกแปลก ๆ บางอย่างติดตั้งอยู่ มันเป็นกลไกที่อยู่ด้านหลังของประตูและใต้ลิ้นชักเล็ก ๆ ที่พอเปิดประตูออกแล้วลิ้นชักก็จะยื่นออกมาด้วยพร้อม ๆ กัน มันถูกออกแบบมาค่อนข้างดีมาก
ภายในตู้ไม้ใบนี้ผมพบของอย่างเช่น เหรียญเพ็นนีของปี ค.ศ. 1928 และเหรียญของปี ค.ศ. 1925 อย่างละ 1 เหรียญ เชือกที่ทำจากเส้นผมสีบลอนด์พันกับเชือก 1 เส้น และทำจากเส้นผมสีดำอีก 1 เส้น รูปสลักบนหินแกรนิตอีก 1 ชิ้น ส่วนอีกชิ้นสลักเป็นตัวอักษรภาษาฮิบรู เท่าที่สอบถามมามันอ่านว่าชาลอม (SHALOM) มีดอกกุหลาบแห้ง 1 ดอก มีถ้วยใส่ไวน์สีทอง 1 ถ้วย และมีเชิงเทียนรูปร่างแปลก ๆ ที่ขามีรูปร่างคล้ายหนวดปลาหมึกอีก 1 ชิ้น


ผมจดบันทึกรายการทั้งหมดเสร็จก็นำทุกอย่างกลับไปวางไว้ที่เดิม ครอบครัวเจ้าของเดิมน่าจะไม่ชอบของที่อยู่ในนี้เลยเอามายัดใส่ตู้แล้วขายทิ้งแน่ ๆ


หลังจากเปิดตู้ดูแล้วผมก็ไม่คิดอยากจะดัดแปลงอะไรอีก แค่ทำควาามสะอาดและเช็ดมันด้วยน้ำมันเลมอนก็พอ ตอนนี้ผมเพิ่งจะสังเกตเห็นว่ามีอักษรฮิบรูสลักอยู่ที่หลังตู้ด้วย ผมไม่รู้เหมือนกันว่ามันคืออะไร ซึ่งผมก็ได้ถ่ายภาพมาลงไว้ให้ดูไว้เช่นกัน


พอถึงวันเกิดของคุณแม่ในวันที่ 28 ตุลาคม ค.ศ. 2001 คุณแม่โทรหาผมว่า เธอจะออกมานอกเมืองกับน้องสาวของผมสามวัน นั่นจึงทำให้เราต้องเลื่อนงานฉลองวันเกิดไปจนกว่าคุณแม่จะกลับมา

พอถึงวันที่ 31 ตุลาคม คุณแม่ก็เข้ามาที่ร้านของผม เราก็เลยจะออกไปทานอาหารมื้อเที่ยงด้วยกัน แต่ก่อนที่จะออกไปผมก็นำตู้ใบนี้มามอบให้กับคุณแม่ ดูเหมือนแม่จะชอบมันมาก ในช่วงที่แม่กำลังตรวจสอบเจ้าตู้ใบนี้อยู่ ผมก็ออกไปโทรศัพท์ครู่หนึ่ง คลาดสายตาจากในร้านไปแค่ 5 นาที ลูกจ้างคนหนึ่งก็วิ่งออกมาเรียกผม บอกว่าคุณแม่มีอาการผิดปกติบางอย่าง


พอผมรีบกลับไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น ผมก็พบว่าคุณแม่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ข้าง ๆ ตู้ใบนั้น ใบหน้าของเธอนิ่งเฉยแต่น้ำตากลับไหลอาบแก้มไปทั่ว ไม่ว่าผมจะทำอย่างไรแม่ก็ไม่ตอบสนองอะไรกลับมา จริง ๆ แล้วดูเหมือนกับว่าเธออยากจะทำแต่ทำไม่ได้มากกว่า ผมรีบพาแม่ส่งขึ้นรถพยาบาล ทุกอย่างจบลงที่แม่กลายเป็นอัมพาต มีผลทำให้แม่ไม่สามารถพูดออกมาเป็นคำได้ แต่ยังดีที่แม่ยังสามารถเข้าใจในสิ่งที่เธอได้ยิน

"เควิน และไอด้า แมนนิส" (คนลงขายตู้ในอีเบย์ และมารดาที่เป็นอัมพาต)
พอผมถามว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้น น้ำตาของเธอก็ไหลออกมาแล้วพยายามสะกดคำว่า "ไม่ใช่ของขวัญ" หรือ "ไม่มีของขวัญ" ซึ่งผมก็มั่นใจว่าตัวเองเพิ่งให้ของขวัญวันเกิดแม่ไป บางทีแม่อาจจะจำไม่ได้ แต่แล้วแม่ก็แสดงอาการไม่สบายใจออกมา แล้วพยายามสะกดคำว่า "เกลียดของขวัญ" ผมได้ยินถึงกับหัวเราะแล้วบอกให้แม่ไม่ต้องห่วง ผมบอกแม่ว่าผมขอโทษที่แม่ไม่ชอบเจ้าตู้ใบนั้น แล้วยังไงจะหาอย่างอื่นที่แม่อยากได้มาให้อีกที เพียงแค่แม่สัญญากับผมว่าแม่จะหายดีก็พอ


แต่ผมก็ยังไม่เข้าใจว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนี้มันจะเกี่ยวอะไรกับเจ้าตู้ใบนั้น หรือจะเกี่ยวข้องกับอาถรรพ์อะไรเลย เอาตรง ๆ เลยก็คือผมไม่เคยคิดเลยว่ามันเป็นอาถรรพ์ จนกระทั่งเมื่อเดือนที่ผ่านมา


ผมพยายามเล่าสั้น ๆ ละกันว่า ผมได้มอบตู้ใบนั้นให้กับน้องสาว เธอนำมันไปเก็บไว้ประมาณหนึ่งสัปดาห์แล้วก็รีบส่งมันคืน เธอบ่นว่าเธอไม่สามารถปิดประตูตู้ใบนี้ได้เลย พอปิดลงไปมันก็จะกลับมาเปิดใหม่ตลอด ผมรู้ว่ามันไม่ได้ติดตั้งสปริงหรือกลไกอะไรแบบนั้นไว้ และผมเองก็ไม่เคยเห็นประตูมันจะเปิดเองได้สักครั้ง ผมเลยนำมันไปให้พี่ชายกับแฟนของเขา
เอาไปได้แค่สามวันพวกเขาก็นำมันกลับมาคืน พี่ชายบอกว่ามันมีกลิ่นเหมือนกับดอกมะลิโชยออกมา ในขณะที่แฟนของพี่บอกว่ากลิ่นมันเหมือนกับปัสสาวะแมว ผมก็เลยต้องนำมันมาให้กับเพื่อนหญิงของผมที่เคยออกปากว่าอยากได้มันมาก แต่ก็กลายเป็นว่าเธอนำมันมาคืนหลังจากเอาไปเพียง 2 วัน

แล้วในวันนั้นก็มีคู่รักวัยกลางคนคู่หนึ่งมาซื้อมัน แล้วสามวันต่อมาในตอนที่ผมเดินทางมาเปิดร้าน ผมก็พบเจ้าตู้ใบนี้กลับมาวางอยู่ที่หน้าประตูร้านพร้อมกับกระดาษโน้ตเขียนว่า "สิ่งนี้มันดำมืด" ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจว่ามันหมายถึงอะไร สุดท้ายผมก็เลยต้องนำมันกลับมาไว้ที่บ้านแทน


แล้วมันก็เกิดเรื่องเลวร้ายขึ้นมาอีก...

ในวันที่ผมนำมันกลับมาที่บ้านผมก็เริ่มจะฝันร้าย ตลอดความฝันนั้นเหมือนกับว่าผมพบตัวเองกำลังเดินอยู่กับเพื่อนคนหนึ่ง ทุกอย่างดูเหมือนปกติ และสิ่งที่ผมจำได้ในฝันคือตัวเองกำลังมองไปที่ดวงตาของคนนั้น แล้วก็พบว่ามันมีบางอย่างผิดแปลกไป เหมือนมีอะไรบางอย่างที่เลวร้ายกำลังมองกลับมาหาผม และที่ตรงจุดนี้คน ๆ นั้นก็เปลี่ยนสภาพไป
มันคือใบหน้าของหญิงชราที่เหมือนกับปีศาจอันน่ากลัว จากนั้นหญิงชราคนนี้ก็สาดน้ำมันดินร้อน ๆ ใส่ผม จนผมต้องสะดุ้งตื่นเพราะเรื่องนี้อยู่หลายหน เพื่อมองหารอบตัวว่ามีบาดแผลจากการถูกทำร้ายบ้างหรือเปล่า มาจนถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่รู้ว่าความฝันของผมมันจะเกี่ยวข้องอะไรกับตู้ใบนี้เลย ผมไม่ได้คิดถึงมันเลยด้วยซ้ำ


จนประมาณเมื่อเดือนที่แล้วน้องสาว และพี่ชายกับแฟนของเขาได้มาหาผมที่บ้านเพื่อพูดคุยกัน พอถึงรุ่งเช้าในช่วงระหว่างรับประทานอาหาร น้องสาวของผมก็บ่นว่าเมื่อคืนเธอฝันร้าย เธอเล่าว่าเธอเคยฝันแบบนี้มาก่อนสองสามครั้ง และเล่าถึงรายละเอียดตอนท้ายเหมือนกับที่ผมเคยฝันเห็น พี่ชายกับแฟนของเขาต่างก็นั่งนิ่งไม่พูดอะไรอยู่พักหนึ่ง แล้วก็เริ่มพูดขึ้นบ้างว่า พวกเขาเองก็เคยฝันเหมือนกันกับพวกเรา


พอถึงตอนนี้ขนที่หลังของผมถึงกับลุกชัน และจากการพูดคุยครั้งนี้มันก็ได้ทำให้กระจ่างขึ้นมาอย่างหนึ่งก็คือ พวกเราเริ่มฝันร้ายกันเมื่อตอนที่นำเจ้าตู้ใบนี้มาวางไว้ในบ้าน ผมเลยโทรศัพท์หาเพื่อนหญิงที่เคยให้ตู้นี้ไป เพื่อถามว่าเธอเคยฝันเห็นอะไรแบบนี้บ้างหรือเปล่า ซึ่งเธอก็ตอบกลับมาว่าเคยฝันเช่นกัน หญิงชราใบหน้าปีศาจและทุก ๆ อย่าง พอผมถามว่าจำได้ไหมว่าฝันแบบนั้นตอนไหน เธอก็ตอบกลับมาว่าจำไม่ได้ ผมก็เลยถามต่อว่ามันใช่ช่วงก่อนที่จะเอาตู้ใบนี้มาคืนหรือเปล่า ? เธอก็ตอบว่าใช่เลย เธอจึงถามผมกลับมาว่าผมรู้ได้อย่างไร ?


ตอนนี้ครอบครัวของเราก็เริ่มได้เงื่อนงำ มันเหมือนสิ่งเลวร้ายกำลังจะคลี่คลาย โดยสัปดาห์ก่อนหน้านี้ผมเริ่มมองเห็นว่าน่าจะเป็นเพียงคนเดียวที่เห็นเงาดำปกคลุมอยู่รอบ ๆ บ้าน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วคนที่แวะมาเยี่ยมบ้านของผมก็ล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ามันมีอะไรบางอย่าง

ผมจึงนำเจ้าตู้ใบนี้ไปไว้ในห้องเก็บของนอกบ้าน แล้วกลางดึกคืนนั้นผมก็ได้กลิ่นควันไฟโชยมา พอออกมาหาว่ามันเป็นกลิ่นไหม้ของอะไร เปิดประตูออกไปดูนอกบ้านก็ไม่เห็นมีควันไฟแม้แต่นิดเดียว แล้วผมก็ได้กลิ่นเหมือนปัสสาวะแมวอีกครั้ง พอกลับเข้ามาในบ้านเจ้ากลิ่นนี้ก็ตลบอบอวนไปทั่ว ผมไม่ได้เลี้ยงแมวและไม่เคยมี ผมจึงกลับออกไปนอกบ้านอีกครั้งเพื่อที่จะนำเจ้าตู้ใบนั้นกลับมาวางไว้ในบ้าน จากนั้นก็พยายามค้นหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต
ในขณะที่กำลังค้นหาข้อมูลอยู่ ผมก็เผลอหลับแล้วก็ฝันร้ายแบบเดิมอีก ผมตื่นขึ้นมาตอนตีสี่ครึ่งเพราะรู้สึกว่ามีใครกำลังหายใจรดต้นคออยู่ ตอนนี้ผมได้กลิ่นหอมเหมือนดอกมะลิลอยอบอวลอยู่ในบ้าน นั่นจึงทำให้ผมเดินตามหาที่มาของมัน พอเดินหามาจนถึงทางเดินกลางบ้าน ผมก็เห็นเงาสีดำขนาดใหญ่กำลังลอยลงมาที่พื้นทางเดินต่อหน้าต่อตาของผม


ผมเกือบจะทำลายเจ้าสิ่งนี้ไปแล้ว ผมไม่รู้ว่าเจ้าสิ่งนี้มันคืออะไร ? ผมไม่รู้ว่าทำไมถึงต้องเสียเวลาให้กับมันอีก ผมโกรธมาก ถ้าผมทำลายเจ้าตู้ไม้ใบนี้สิ่งนี้มันจะอยู่กับผมต่ออีกหรือไม่ ? ผมจึงอยากจะบอกให้กับทุกคนในอีเบย์ว่า เมื่อได้รู้รายละเอียดของมัน หรือพบอะไรที่มีหน้าตาแบบนี้ ข้างในที่มีอะไรแบบนี้ วางประมูลขายอยู่ในอีเบย์แล้วล่ะก็ ได้โปรดซื้อมันเอาไปทำอะไรก็ได้


ช่วยผมด้วย !!!


คุณจะเห็นเลยว่าผมไม่ได้ตั้งราคาขั้นต่ำเอาไว้ ถ้ามีอะไรที่มันง่ายกว่านี้ก็จงบอกผม ผมยอมทุกอย่าง


มีอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ในวันเดียวกันนั้นคุณแม่ของผมก็เกิดช็อคจนหมดสติ สัญญาเช่าร้านของผมก็ถูกยกเลิกโดยไม่มีเหตุผลอีก


เจ้าของสิ่งนี้มีขนาดกว้าง 12.5 นิ้ว ยาว 7.5 นิ้ว สูง 16.25 นิ้ว

ของที่อยู่ข้างในเป็นของดั้งเดิมที่ผมเจอในตู้ ทุก ๆ อย่างจะถูกส่งมอบพร้อมกับตู้อย่างแน่นอน


ในวันที่ 12 มิถุนายน ค.ศ. 2003 เวลาบ่ายสองโมงครึ่ง ผู้ขายได้เพิ่มรายละเอียดเข้ามาว่า :

มันแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะตอบอีเมล์จากพวกคุณทุกฉบับ ดังนั้นผมจะลงอัพเดตคำตอบจากทุกคนไว้บนเว็บไซต์แห่งนี้แทน จะได้ไม่ต้องเสียเวลาสอบถามให้มากความ

  1. ผมไม่มีศาสนา
  2. ผมไม่ต้องการเข้าไปวุ่นวายกับพิธีไล่ผีใด ๆ ไม่ต้องชักแม่น้ำทั้ง 5 หรือส่งภาพกิจกรรมอะไรมาที่บ้านผม
  3. ผมจะไม่ส่งหรือขายแยกสินค้าจากในตู้ใบนี้ เพราะมันควรไปทั้งตู้
  4. ผมไม่รู้ภาษาฮิบรู และไม่รู้ว่าเคเซลลิมมันแปลว่าอะไร คำอื่น ๆ ผมก็ไม่รู้เช่นกัน
  5. เมื่อจบการประมูลแล้ว ผมตัดสินใจว่าจะขอโอกาสพูดคุยกับคนที่ชนะการประมูลด้วยสองเหตุผล หนึ่งก็คือ เพื่อให้ความมั่นใจว่าผู้ชนะโตพอที่จะเข้าใจและยอมรับว่าได้อะไรไป ซึ่งผมจะไม่ตัดสินอะไรเอง คุณแค่ทำในสิ่งที่คุณต้องทำหลังจากซื้อมันไปก็พอ และอย่างที่สองก็คือ เพื่อจะได้บอกรายละเอียดทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้น หลังจากนั้นผมก็จะไม่สนใจอะไรอีก และหลังจากได้รับเงินแล้ว ผมจะส่งเจ้าตู้ใบนี้พร้อมกับของภายในให้คุณทางพัสดุภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นไปรษณีไทย เฟดเอ็กซ์ ไม่ก็ยูพีเอส และเมื่อถึงตอนนั้นผมจะไม่รับรู้และไม่สนว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นตามมาตลอดไป
  6. สำหรับทุกคนที่แนะนำบทสวดบูชามาให้ อยากจะบอกว่าผมไม่มีศาสนา แต่ผมก็ไม่ได้ปิดกั้นความเชื่ออะไร ไม่ว่าคุณจะนับถือศาสนาอะไรก็แล้วแต่ ผมอยากจะตอบว่า “ขอบคุณ”

------------------------------------------------------------------
ในวันที่ 14 มิถุนายน ค.ศ. 2003 เวลาห้าโมงเย็น ผู้ขายได้เพิ่มรายละเอียดว่า :

นี่เป็นการอัพเดตสำหรับทุกท่าน...

ผมไม่รับติดต่อซื้อขายนอกเว็บไซต์อีเบย์โดยเด็ดขาด ต่อให้คุณเสนอราคาสูงกว่าราคาประมูลก็ตาม !!! เพราะถ้าผมยอมแล้วพอถึงเวลาจริง ๆ คุณเกิดบิดพริ้วขึ้นมา มันน่าจะก็เป็นเหตุผลมากพอที่ทำให้คุณควรจะอยู่ในเกมการประมูลกันใช่ไหม ? ผมเชื่อว่าคุณเข้าใจว่าทำไมผมถึงไม่ไว้ใจข้อเสนอแบบนี้


นอกจากนี้....

สำหรับผู้ที่อยากจะรู้ว่า ถ้าผมยังคงพบเหตุการณ์อยู่ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีเจ้าสิ่งนี้แล้วผมจะทำยังไง ? ผมคิดว่าทุกอย่างมันน่าจะไปได้สวย จนกระทั่งกลับบ้านมาเมื่อวันศุกร์ที่ 13 เดือนมิถุนายน ผมพบว่าปลาที่อยู่ในตู้ใบใหม่ทั้ง 10 ตัวของผมตายเรียบ


ผมหวังว่ามันจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญเท่านั้น
------------------------------------------------------------------




ดิบบุกบ็อกซ์ เป็นเรื่องเล่าสยองขวัญที่ถูกเขียนเล่าเอาไว้บนหน้าประมูลสินค้าของเว็บไซต์ อีเบย์ โดยเควิน แมนนิส ที่อ้างว่าเขาและคนในครอบครัวล้วนต้องประสบกับเหตุการณ์ประหลาด ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นดอกมะลิ กลิ่นปัสสาวะแมว ไปจนถึงฝันร้ายเห็นปีศาจหญิงชราสาดน้ำมันดินร้อน ๆ ใส่จนเป็นแผลไปทั่วร่าง ในที่สุดเขาทนเก็บมันไว้ในบ้านไม่ได้อีกต่อไป จึงต้องนำมันมาวางประมูลขาย โดยไม่ยอมรับข้อเสนออื่นใด นอกจากการจ่ายเงินผ่านระบบของอีเบย์


ดิบบุกบ็อกซ์ที่วางขายในอีเบย์

ต่อมาเรื่องราวของเควิน แมนนิส เรื่องนี้ก็ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจถูกทางฮอลิวูดนำไปขยายผล สร้างเป็นภาพยนตร์ออกฉายในปี ค.ศ. 2012 ในชื่อ The Possession นำแสดงโดยคีรา เซดวิค กำกับการแสดงโดยแซม รายมี่ พูดถึงหญิงสาวคนหนึ่งได้ซื้อตู้เก็บไวน์นี้ไป แล้วต้องพบกับประสบการณ์อันน่าสยองขวัญตามมา

ภาพยนตร์เรื่อง The Possession (2012)

โดยแท้ที่จริงแล้วเรื่องราวของตู้เก็บไวน์อาถรรพ์ใบนี้ ได้นำคำว่า ดิบบุค (Dybbuk) ที่มีความหมายตามสารานุกรมมิธิก้าว่า "ร่างที่ถูกสิงสู่โดยวิญญาณของคนอื่น" ซึ่งมันได้ถูกเล่าขานกันมาแบบปากต่อปาก ตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1914 ชาวยิดดิชหรือชาวยิวได้พูดอธิบายไว้ว่า ดิบบุคก็คือวิญญาณหลังความตายของชายหนุ่มคนหนึ่ง ที่ได้เข้าไปสิงสู่ในร่างของหญิงสาวที่ตัวเองรัก จากนั้นก็ถูกทำพิธีไล่ผีออกไป โดยคำนี้มาจากคำกริยาของภาษาฮิบรูที่แปลว่ายึดมั่นถือมั่น

ซึ่งก็น่าจะสรุปได้ว่า ดิบบุคก็คือวิญญาณที่ยังคงยึดมั่นอยู่กับใครบางคน และสามารถยืนยันได้ว่าไม่เคยมีงานเขียนหรือเรื่องเล่าอาถรรพ์ใด ๆ บอกว่าดิบบุคมันคือวิญญาณร้ายที่สิงสู่อยู่ในกล่องหรือตู้เก็บไวน์

และสาเหตุที่มันถูกพูดถึงจนโด่งดังกลายมาเป็นภาพยนตร์สยองขวัญฮอลิวูดก็เพราะนักจิตวิทยาชื่อ คริสต์ เฟรนช์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาความเชื่อและประสบการณ์อาถรรพ์ของมหาวิทยาลัยลอนดอนประเทศอังกฤษ

ภาพยนตร์ "Dybbuk" (1937) ที่เอามาจากตำนานของปี 1914

และในฐานะหัวหน้าแผนกวิเคราะห์ความผิดปกติทางจิตของวิทยาลัยโกลด์สมิธ ได้เคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับตู้เก็บไวน์อาถรรพ์ใบนี้เอาไว้ว่า

“พวกเขาเคยบอกว่ามันเป็นของไม่ดี ซึ่งถ้าคุณเชื่อว่าคุณถูกสาป คุณก็จะบอกแต่ว่ามันเป็นของชั่วร้ายอยู่แล้ว ลองคิดแบบนี้ดีไหม ว่าผมมีความสุขมากที่ได้เป็นเจ้าของสิ่งนี้
"คริสต์ เฟรนช์"

ซึ่งหลังจากที่เควิน แมนนิสได้ลงประมูลตู้ใบนี้ไปไม่นาน มันก็ถูกสมาชิกเว็บไซต์อีเบย์ชื่อ "spasmolytic" (สแปซโมไลติค) ซื้อมันไปในราคา 140 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 5,000 บาท

เรียกได้ว่าเรื่องเล่าเรื่องนี้มีผลทำให้ราคาขายมีมูลค่าขึ้นมาเป็นอย่างมาก โดยทางผู้ที่ได้มันไปได้เล่าว่า หลังจากที่เขาชนะประมูลมา เควิน แมนนิสก็ไม่เคยติดต่อมาสอบถามอะไรอย่างที่เขาเขียนบอกเอาไว้เยอะแยะในเรื่องเลย
จากนั้นสแปซโมไลติคก็ได้มอบมันให้กับเด็กนักเรียนคนหนึ่งในรัฐมิซซูรี่ชื่อไอโอซิฟ นีทสกี้ แล้วนีทสกี้ก็นำมันกลับมาวางประมูลขายอีกครั้งในแปดเดือนถัดมา โดยบอกว่าเขาได้อธิบายสาเหตุที่นำมันมาประมูลอีกครั้งไว้ที่บล็อกของตัวเอง แต่พอลองค้นหาแล้วเราก็ไม่พบว่ามันเป็นบล็อกไหน

ซึ่งในอีเบย์เองนีทสกี้ได้เขียนเล่าถึงอาการเจ็บป่วยและนอนไม่หลับของเพื่อนร่วมห้อง และคิดว่ามันน่าจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญ แถมยังได้กลิ่นเหม็นโชยออกมาเป็นครั้งคราว และตัวเขาเองก็อยากจะซ่อมรถ ซึ่งถ้าไม่รวมถึงเรื่องซ่อมรถแล้ว เรื่องที่นีทสกี้เล่ามามันก็ดูคล้ายคลึงกับเรื่องที่เควิน แมนนิส เขียนไว้พอสมควร


ซึ่งถ้าจะพูดกันจริง ๆ ถ้าเป็นคนทั่วไปได้ของแบบนี้มาอยู่ในบ้านแล้วเกิดมีอาการผิดปกติ เราก็คงจะหาทางโยนมันทิ้งไปให้พ้น ๆ หรือไม่ก็เอาไปวางทิ้งไว้ใต้ต้นไม้ หรือรีบทำอะไรสักอย่างให้มันออกไปจากชีวิตโดยทันที ไม่ใช่เอามันไปโพสต์วางขายบนอีเบย์แล้วตั้งรอทิ้งไว้ในบ้านอย่างแน่นอน


และก็เป็นอย่างที่คิดเอาไว้ก็คือ นีทสกี้สามารถขายเจ้าตู้เก็บไวน์ใบนี้ได้ เมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2004 ในราคาสูงถึง 280 เหรียญ ซึ่งเรียกได้ว่าสูงกว่าตอนที่เควินขายได้ถึง 2 เท่า

โดยคนที่ซื้อมันไปก็คือเจสัน แฮ็กซ์ตัน ผู้อำนวยการแห่งพิพิธภัณฑ์ออสทีโอเพธิคเม็ดดิซินของมหาวิทยาลัยมิซซูรี่ ซึ่งเขาอาศัยอยู่ในเมืองเดียวกันกับนีทสกี้ โดยบอกว่าเขาทราบเรื่องราวที่เด็กคนนี้เล่ามาจากนักเรียนของเขา ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมห้องของนีทสกี้นั่นเอง โดยแฮ็กซ์ตันใช้ชื่อสมาชิกอีเบย์ว่า "agetron" (เอจทรอน) ที่ตัดสินใจซื้อมันไว้เพราะอยากได้มันมาเป็นของสะสม

ต่อมาแฮ็กซ์ตันเจ้าของคนล่าสุดก็ได้กลายเป็นเจ้าของที่ใช้ประโยชน์มันอย่างคุ้มค่า เมื่อเขาได้เขียนหนังสือเล็ก ๆ ขึ้นมาในปี ค.ศ. 2011 ชื่อดิบบุคบ็อกซ์ และเปิดเว็บไซต์ www.dibbukbox.com เพื่อส่งเสริมการขายหนังสือของเขาอีกทาง

"เจสัน แฮ็กซ์ตัน" ผู้เขียนหนังสือดิบบุคบ็อกซ์ และครอบครองกล่องล่าสุด

โดยต่อมาในปี ค.ศ. 2013 แฮ็กซ์ตันได้ไลฟ์ลงใน Youtube ประกาศว่าเขาเชื่อในเรื่องราวของตู้ใบนี้เป็นอย่างมาก โดยในหนังสือของเขาได้เล่าไว้ทั้งหมดว่าเขาต้องเจอกับอะไรมาบ้าง ไม่ว่าจะอาการเป็นลมพิษไปจนถึงไอออกมาเป็นเลือด ซึ่งเขาเองก็ไม่ได้พยายามเจาะจงว่าทุกอย่างมันเกิดขึ้นเพราะมีตู้ใบนี้เก็บอยู่กับตัว หรือเจาะจงว่าใครที่ครอบครองมันจะต้องป่วยแบบเขา


แต่มิติที่ 6 ก็อยากจะแถมท้ายไว้อีกนิดเพื่อให้เราได้มั่นใจว่าเรื่องนี้มันเป็นเพียงกระแสการขายของ ก็คือ หลังจากเรื่องราวของตู้อาถรรพ์ใบนี้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ ในช่วงท้ายของหนังจะเห็นชื่อของเควิน แมนนิส อยู่ในตำแหน่งผู้เขียนบทร่วมกับเจสัน แฮ็กซ์ตัน พวกเขามีเครดิตอยู่ในตำแหน่งที่ปรึกษาฝ่ายงานผลิตด้วย

และในปี ค.ศ. 2007 ตัวของ เควิน แมนนิส เองก็ได้มานั่งตำแหน่งผู้ควบคุมการผลิตในหนังสั้นเรื่อง The Miracle, The Pretty Pitchy Pine Tree แถมยังเคยร่วมแสดงอยู่ในภาพยนตร์เรื่อง Student Bodies อีกด้วย


เรื่องล่าสุดในปี ค.ศ. 2017 ก็คือ Shanghai Faders และมีบทบาทในส่วนต่าง ๆ ของภาพยนตร์ประเภทหนังสั้นอีกหลายเรื่อง ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเพราะอานิสงส์จากเรื่องดิบบุคบ็อกซ์ที่เขาแต่งขึ้นมานั่นเอง


และก็มีข้อสงสัยเกี่ยวกับเด็กนักเรียนที่ชื่อไอโอสีฟ นีทสกี้เช่นกัน โดยเลสลี่ กอร์นสเตน ก็พยายามค้นหาว่าเขามีตัวตนจริงหรือเปล่า ? เพราะชื่อไอโอสีพ นิทสกี้นี้ มันดูไม่น่าจะเป็นชื่อของคนทั่วไปบนโลกนี้เลย โดยหลังจากที่เธอพยายามค้นชื่อนี้ในอินเตอร์เน็ตแล้ว เธอก็พบว่านอกจากบนเว็บไซต์ของแฮ็กซ์ตันแล้ว ก็ไม่มีใครบนโลกนี้ใช้ชื่อไอโอสีพให้เธอพบที่ไหนเลย

ซึ่งมันก็ถือว่าแปลกมาก เพราะถ้าเด็กคนนี้มีตัวตนจริงเขาก็น่าจะมีชื่อเขียนไว้ที่ไหนสักแห่งบ้าง ยิ่งเป็นเด็กวัยรุ่นก็ยิ่งจะต้องมีให้เห็นแน่ ๆ อย่างน้อยก็น่าจะมีคนใช้ชื่อหรือนามสกุลเหมือน ๆ กันในที่อื่น ๆ บนโลกใบนี้

ซึ่งก็เป็นอีกสิ่งที่น่าสงสัยว่าบางที "ไอโอสีฟ นีทสกี้" อาจเป็นเพียงบุคคลสมมติขึ้นมา หรือไม่ก็อาจเป็นใครสักคนที่อยู่ในวงจรการซื้อขายตู้อาถรรพ์ใบนี้ก็เป็นได้


ดังนั้นเรื่องราวของตู้เก็บไวน์อาถรรพ์หรือดิบบุคบ็อกซ์ เรื่องนี้ ก็คือเรื่องที่ถูกแต่งขึ้นมาโดยนำคำจากภาษาฮิบรูมาใช้ โดยผู้แต่งไม่รู้เลยว่าแท้ที่จริงมันหมายถึงอะไร ? เพื่อให้เกิดกระแสปั่นราคาตัวสินค้าของเขา ซึ่งคนที่ซื้อไปก็อาจจะเป็นพวกเดียวกัน ไม่ก็น่าจะรู้ดีว่าตัวเองถูกหลอก

แต่ก็น่าจะหวังเอาไว้ว่าหลังจากที่ซื้อไปแล้ว เขาก็จะสามารถสร้างเรื่องเล่าที่อิงมาจากต้นฉบับ มาใช้ปั่นราคาให้สูงกว่าที่ตัวเองซื้อไปได้แน่ ๆ ซึ่งถ้าผลออกมาแล้วไม่เป็นไปอย่างที่คิด อย่างน้อยเขาก็ยังสามารถเก็บมันไว้ได้อีกสักพักใหญ่ จนเรื่องซาลงไปก็ค่อยนำมันกลับมาวางประมูลอีกกี่ครั้งก็ได้
และถ้ามีความสามารถสูงพอที่จะเขียนเรื่องราวของมันออกวางขายเป็นหนังสือ จนฮอลิวูดตัดสินใจซื้อพล็อตเรื่องแล้วนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ มันก็น่าจะมีคุณค่ามากพอที่จะซื้อมันเก็บเอาไว้หรือเปล่า ? ดีกว่าจะให้เรื่องจริงถูกเปิดเผยออกมาแล้วเรื่องเล่าต้องถูกลบเลือนไปตามกาลเวลา ซึ่งเหตุผลง่าย ๆ ที่จะสรุปเรื่องนี้ให้เข้าใจเหมือนที่ผ่านมาก็คือ


ถ้าเกิดเราได้ยินว่ามีใครกำลังจะเล่าเรื่องราวของตู้อาถรรพ์ดิบบุคบ็อกเรื่องนี้กันในวงสนทนา มิติที่ 6 ก็อยากจะบอกกับท่านผู้ชมว่า ขอพวกเราจงอย่าได้ไปทำอะไร ที่จะทำให้เรื่องเล่านี้ต้องหยุดชะงักไประหว่างทางจะดีเป็นที่สุด นั่นก็เป็นเพราะว่า ความจริงนั้น มันช่างไม่มีเสน่ห์... เอาเสียเลย !



อย่าลืมติดตามชมรายการมิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ พร้อมกับที่มาของมันกันได้ทุกวันศุกร์สะดวก และหลังจากจบรายการแล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรืออย่าลืมทิ้งคอมเมนต์กันไว้นะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้ สวัสดี


เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอขอบคุณที่มา