ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

14 กุมภาพันธ์ 2561

มิติที่ 6 | 10 ตำนานผีพยาบาทจากทั่วโลก ที่ทำให้เราไม่ต้องหลับต้องนอนทั้งคืนกันแน่ ๆ !!!



คนเราอยู่ร่วมกันได้ด้วยความซื่อสัตย์ ซึ่งถ้าให้กันไม่ได้มันก็ยากที่จะทนใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน และยิ่งถ้าโดนหักหลังจนทำให้เจ็บใจอย่างหนัก มันก็แทบอยากจะกลายเป็นผีกลับมาหลอกหลอนให้รู้สำนึก !


ชมบนยูทูป


มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะขอเล่าตำนานของผีร้ายทั่วโลก ที่ต้องจากไปทั้ง ๆ ที่ใจยังไม่สงบ ความแค้นจากการถูกคนรักหักหลัง ไปจนถึงไม่มีอะไรให้แค้นแต่ก็อยากแก้แค้น โปรดวางวิจารณญาณเอาไว้ในเครื่องปรับอากาศ แล้วมาดูกันว่าเรื่องราวทั้งหมดนั้น... มันคืออะไรกันแน่ !?

คาร์ลพรุยท์ - อเมริกา
1- carl
ภาพจาก: Listverse


ย้อนกลับไปช่วงเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1938 มีชายคนหนึ่งชื่อ คาร์ลพรุยท์ (Carl Pruitt) เขาได้พบพฤติกรรมไม่ซื่อสัตย์ของภรรยาในชนิดที่เรียกว่าคาหนังคาเขา และด้วยความเสียใจกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า คาร์ลออกไปนำโซ่กลับมารัดคอเธอ ในขณะที่ชายชู้หลบหนีไปเรียบร้อย และกว่าที่คาร์ลจะรู้ตัวว่าทำอะไรลงไป เขาก็พบว่าตัวเองได้สังหารภรรยาสุดที่รักไปเสียแล้ว นั่นจึงทำให้เขารู้สึกผิด และทำอัตวินิบาตกรรมตายตามเธอไป
เพียงแต่ในช่วงทำพิธีฝัง ศพของทั้งคู่ต่างก็ถูกฝังแยกกันไปคนละสุสาน ชาวบ้านต่างก็พูดกันหนาหูว่า วิธีสังเกตว่าคาร์ลถูกฝังอยู่ตรงไหนก็คือ ที่ป้ายหลุมศพของเขาจะมีโซ่เส้นหนึ่งถูกฝังเป็นส่วนประกอบ ซึ่งจริง ๆ แล้วตอนแรกมันเป็นเพียงป้ายชื่อปกติ จนกระทั่งมีผู้คนจำนวนหนึ่งต้องเสียชีวิตไป โดยมีโซ่และหลุมศพของคาร์ลแห่งนี้เป็นส่วนประกอบ
เหยื่อรายแรกเป็นเด็กชายที่เที่ยวซุกซนเอาหินปาไปที่ป้ายหลุมศพของคาร์ล ในช่วงที่กำลังขี่จักรยานกลับไปที่บ้าน อยู่ดี ๆ ก็ควบคุมรถไม่ได้ ราวกับมีอะไรบางอย่างมาบังคับจักรยานของเขา จนในที่สุดมันก็เสียหลักล้ม และตอนนั้นโซ่จักรยานก็หลุดออกมา แล้วไปรัดที่คอของเด็กชายจนเสียชีวิต
สองสัปดาห์ถัดมาแม่ของเด็กชายก็เลยนำขวานด้ามหนึ่ง ไปจามใส่ป้ายหลุมศพเพื่อแก้แค้นให้กับลูกของเธอ ซึ่งก็แน่นอนว่าป้ายหลุมศพของคาร์ลถูกทำลายแบบไม่มีปัญหา เพียงแต่หลังจากนั้นเธอก็กลับบ้านมาตากผ้าต่อ แล้วอยู่ดี ๆ เชือกราวตากผ้าก็หลุดออกจากเสา เข้ามารัดที่คอของเธอจนเสียชีวิตไปอีกราย ซึ่งเราก็ลืมบอกไปว่า เจ้าเชือกราวตากผ้าที่ว่านี้ก็ทำจากสายโซ่ ไม่ได้ทำจากเชือกแบบที่เราใช้กันอยู่ แล้วทีนี้พอทางการเข้าไปตรวจสอบที่หลุมศพต้นเหตุ พวกเขาก็พบว่ามันยังดูเป็นปกติ ไม่มีอะไรที่บอกเลยว่ามันเพิ่งถูกทำลายมาก่อน


ซึ่งก็มีเหยื่อมากกว่าสามราย ที่ต่างก็ถูกหลุมศพของคาร์ลทำร้ายจนเสียชีวิตไปในลักษณะใกล้เคียงกัน และต่อมาสุสานดังกล่าวก็ได้ทำพิธีล้างป่าช้า เรื่องราวของคาร์ล พรุยท์ ก็ไม่ได้แค่ถูกลืมเลือนไปเพียงอย่างเดียว หลุ่มศพของเขาก็ถูกลืมขุดออกไปด้วยเช่นกัน นั่นจึงทำให้ที่นอนสุดท้ายของคาร์ลยังคงอยู่แบบเหงา ๆ และถูกวัชพืชปกคลุมไม่มีใครเหลียวแล ยาวนานจนกระทั่งมาถึงยุคปี ค.ศ. 1950 เจ้าหน้าที่ขุดเหมืองก็ได้มาพบหลุมศพนี้อีกครั้ง นั่นจึงทำให้พวกเขาขุดทุกอย่างออกไปทำลาย โดยไม่มีใครต้องเสียชีวิตเพราะโซ่สักคน
ที่มา: books.google.com

------------
ซุนเดลโบล็อง - มาเลเซีย
2- malaysia
ภาพจาก: Listverse


จะว่าไป มิติที่ 6 ก็เล่าเรื่องตำนานผีของมาเลเซียมาหลายตัว ไม่ว่าจะ โพชง(โพคอง) ผีมัดจุกในผ้าห่อศพ, ปีนังกาลัน หรือผีกระสือไฟเหลืองผู้เหี้ยมโหด, ปนตีอานัก ผีสาวกระหายเลือดจากประเทศมาเลเซีย หรืออื่นๆ อีกมากมายที่ต้องบอกตรงนี้ว่า มันก็ยังมีอยู่อีกตัวที่น่ากลัวไม่แพ้กัน นั่นก็คือ ซุนเดลโบล็อง (Sundel Bolong) !


โพคอง ผีมัดจุกในผ้าห่อศพ


ปีนังกาลัน (6:54) หรือผีกระสือไฟเหลืองผู้เหี้ยมโหด

ปนตีอานัก ผีสาวกระหายเลือดจากประเทศมาเลเซีย
เธอคือวิญญาณของผีสาวผู้เลอโฉม ที่ต้องเสียชีวิตไปในช่วงระหว่างตังครรภ์ แล้วคลอดลูกออกมาในช่วงที่ถูกฝังอยู่ในหลุม ซึ่งบางเวอร์ชั่นก็บอกว่าเธอเสียชีวิตไปในช่วงระหว่างคลอดลูกต่างหาก แต่ไม่ว่าจะแบบไหนก็ต้องสรุปว่าเธอเสียชีวิตไปพร้อมกับลูก และกลับมาจากความตายภายใต้ชุดสีขาว มีเส้นผมสีดำยาวลงมาจนถึงสะโพก โดยบางรายจะแบกลูกของเธอไว้เป็นพร็อพ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้ดูกันง่าย ๆ ว่า ฮันตูหรือผีตัวนี้เรียกว่าซุนเดลโบล็องนั่นเอง โดยในปัจจุบันลักษณะของเธอที่พบในภาพยนตร์ จะถูกลดต้นทุนความเสี่ยงเลี่ยงไม่ให้มีเด็กกันแล้ว แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นซุนเดลโบล็องก็ยังคงความน่ากลัวเอาไว้อยู่ดี
และด้วยลักษณะการเสียชีวิตข้างต้น มันก็เลยทำให้เหยื่อหลัก ๆ ของซุนเดลโบล็องก็คือผู้ชาย ที่ล้วนถูกเล่าขานว่าพวกหนุ่ม ๆ จะต้องได้ตายเพราะความลุ่มหลง นั่นก็เป็นเพราะชื่อที่เรียกผีชนิดนี้ มันหมายถึง หญิงไม่ดีผู้มีรูอยู่ข้างใน คือจริง ๆ ฝรั่งเขาแปลไว้หยาบคายกว่านั้น ก็เอาเป็นว่าชื่อของเธอมันแปลเอาไว้ประมาณนี้
พฤติกรรมของผีชนิดนี้ก็คือเธอจะหลอกล่อให้เหยื่อออกมา จากนั้นก็จะตัดอัณฑะของเขาทิ้งไป แล้วปล่อยให้มีชีวิตอยู่ต่อไปแบบเจ็บปวด สาเหตุมันก็มาจากก่อนที่เธอจะตาย เธอถูกข่มขืนทรมานจนตั้งท้อง ที่บางเวอร์ชั่นก็บอกว่าเธอฆ่าตัวตายเพราะรู้ว่าตัวเองตั้งท้องเสียมากกว่า แล้วก็ต้องกลายมาเป็นซุนเดลโบล็อง เที่ยวออกแก้แค้นชายหื่นแบบไม่เลือกหน้านั่นเอง
ที่มา: cinema.usc.edu และ books.google.com


------------


ชูเรล - อินเดีย
ภาพจาก: Deviantart/PurpleScissors


ชูเรล (Churel) บางแห่งเรียก ชูเดล หรือ จูเดล มันคือผีจากตำนานของอินเดียยุคใหม่ ที่ว่ากันว่าเรื่องมันเกิดขึ้นอยู่ทางตอนเหนือ เสียงกรีดร้องของเธอคือสัญญาณ ที่บ่งบอกว่าตอนนี้เธอกำลังจะเข้ามาใกล้เหยื่อผู้โชคดีอย่างคุณแล้ว


และที่เราใช้สรรพนามเรียกว่าเธอ นั่นก็เพราะชูเรลจะปรากฏตัวขึ้นมาในร่างของผู้หญิง ที่มาของนั้นก็คล้ายคลึงกับซุนเดลโบล็องของมาเลเซีย เพราะเสียชีวิตในระหว่างตั้งครรภ์ ในช่วงของงานเทศกาลดิวาลี ซึ่งเทศกาลที่ว่านี้คืองานเทศกาลแห่งแสงของชาวฮินดู ในบางเรื่องเล่าบอกว่าเธอตายในขณะคลอด ซึ่งไม่ว่าจะเป็นแบบไหน เธอก็กลับมาจากโลกแห่งความตาย และใช้ชีวิตต่อไปเยี่ยงแวมไพร์ผีดูดเลือด เพื่อแก้แค้นในสิ่งที่ทำให้เธอต้องตายพร้อมกับลูกนั่นเอง


ชูเรลจะออกอาละวาดเฉพาะในแถบชนบท ท่าเดินก็ไม่เหมือนคนทั่วไป เพราะเท้าของเธอกลับหน้ากลับหลังแบบ 180 องศา นั่นจึงทำให้เธอต้องเดินถอยหลังในขณะกำลังจะล่าเหยื่อ ซึ่งเมื่อเธอได้พบชายหนุ่มที่หมายตา ชูเรลก็จะสะกดจิตเหยื่อผ่านทางดวงตาทั้งสองข้าง ซึ่งถ้าไม่ได้ใช้วิธีแบบนั้นเธอก็มักจะใช้ผ้าขาวนี่แหละ โยนลอยข้ามศีรษะของเหยื่อ คล้าย ๆ กับหนังจีนกำลังภายใน จากนั้นเธอก็จะพาเหยื่อไปยังสถานที่เงียบ ๆ แล้วค่อยสูบเลือดออกจากตัวของเหยื่ออย่างใจเย็น
ซึ่งเหยื่อส่วนใหญ่ของชูเรลนี้มักจะเป็นคนที่อยู่ในครอบครัวของเธอ เพราะก่อนที่จะเสียชีวิตเธอได้สะสมความโกรธที่ไม่มีใครเหลียวแลในช่วงระหว่างตั้งครรภ์ ซึ่งวิธีที่จะทำให้ชูเรลสงบลงได้ ก็มีแต่การจัดงานพิธีฝังศพอย่างถูกต้องและเคารพอีกครั้ง ซึ่งมันก็ไม่แน่เหมือนกันว่าจะได้ผลเสมอไป เพราะทั้งนี้มันก็ขึ้นอยู่กับแรงแค้นของชูเรลว่ามีแค่ไหนนั่นเอง
ที่มา: books.google.com และ Hindustantimes


------------


อนเรียว - ญีปุ่น


4- onryo
ภาพจาก: Listverse


อนเรียว (Onryo) คือผีร้ายที่กลับมาจากโลกความตายเพื่อแก้แค้น โดยปกติเธอเป็นหญิงที่ถูกกระทำจากคนรักและครอบครัวอย่างเลวร้าย จนเกิดเป็นแรงอาฆาตพยาบาท ทำให้เธอต้องจบชีวิตไปด้วยความแค้น ซึ่งการแก้แค้นเหยื่อแต่ละรายนั้น เธอสามารถรอให้ทุกอย่างเหมาะสมเสมอ โดยเริ่มจากทำร้ายคนรอบข้างของเหยื่อไปเรื่อย ๆ เพื่อจะได้เฝ้ามองเหยื่อที่กำลังหวาดกลัว เพราะไม่รู้ว่าตัวเองจะโดนวันไหนอย่างสะใจ


ว่ากันว่าอนเรียวนั้นจะคล้ายกับผีโกเรียว มันเป็นผีอีกชนิดในตำนานของญี่ปุ่น ที่กลับมาเพื่อแก้แค้นคนที่ยังมีชีวิตอยู่ เพียงแต่โกเรียวจะเป็นผีจากชนชั้นสูงของญี่ปุ่นโบราณ ที่ต้องพลีชีพจากไปเพราะความเสียสละ ส่วนอนเรียวจะเกิดขึ้นมาจากความเจ็บแค้น อย่างเช่นสามีไปมีชู้ ซึ่งก็อาจเป็นสาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้เธอต้องเจ็บใจอย่างแรงก็ได้อยู่ โดยส่วนมากก็มักจะมาจากคนในบ้านนี่แหละที่ทำ และไม่สนใจใยดีอะไรกับการจากไปของเธอ
และที่สำคัญคนที่ทำให้เธอตายนั้น จะไม่ค่อยถูกอนเรียวแก้แค้นทีทำให้เธอต้องเป็นแบบนี้ เพราะบางที เธออาจจะอยากขอบคุณ ที่พวกฆาตกรทำให้เธอสามารถจัดการกับความแค้นที่อัดอั้นมาตลอดได้หรือเปล่า ? เราก็คงต้องไปถามคนแต่งเรื่องจะดีกว่านะครับ
ที่มา: books.google.com


------------

ผีตายโหง - ไทย


5- phi
ภาพจาก: Listverse
ในประเทศไทยถ้ามีใครต้องจากไปด้วยความทารุณ หรือไม่ก็ไม่ได้รับการทำพิธีศพอย่างเหมาะสมแล้วล่ะก็ วิญญาณของพวกเขาจะกลับมาเป็นผี ที่เรียกชื่อแบบฝรั่งว่า พีทายฮอง (Phi Tai Hong) แต่เรียกแบบไทยง่ายกว่าว่า ผีตายโหง ซึ่งถ้าผีตัวนั้นเป็นผู้หญิงด้วยแล้วล่ะก็ ว่ากันว่าเธอจะมีพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ และยิ่งถ้าเธอต้องตายไปทั้ง ๆ ที่ยังตั้งท้องด้วยแล้ว ว่ากันว่าพลังอำนาจของผีตายโหงตัวนั้นจะเบิ้ลขึ้นอีกสองเท่า
ซึ่งความเฮี้ยนของผีตายโหงนั้น ก็ขึ้นอยู่กับสถานที่และวิธีการเสียชีวิต ที่จะมากจะน้อยขึ้นอยู่กับว่าเขาโดนอะไรมา ไม่ว่าจะเพราะอุบัติเหตุ ถูกล่อลวงไปฆ่า ไปจนถึงถูกใครก็ไม่รู้มาสังหารแบบไม่ตั้งใจ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองยังไม่ทันได้เตรียมตัว โดยชาวบ้านมักจะทำศาลเพียงตาวางไว้ในจุดเกิดเหตุเพื่อที่จะบอกให้รู้ว่า สถานที่ตรงนั้น มันมีวิญญาณผีตายโหงสิงสู่อยู่

โดยทั่วไปผีตายโหงจะสิงสู่อยู่ในบริเวณที่พวกเขาเสียชีวิต เพื่อรอคอยให้ใครสักคนผ่านมา แล้วก็ทำให้ใครคนนั้นต้องตายในลักษณะเดียวกัน จากนั้นพวกเขาถึงจะได้ไปเกิด แล้วทิ้งให้เหยื่อรายใหม่อาศัยอยู่แทนที่ราวกับว่าตรงนั้นมันมีอะไรดี จนเสียดายที่จะต้องจากไปเกิดกันเฉย ๆ ก็ไม่ปาน
และว่ากันว่าในช่วงยุคคริสต์ศตวรรษที่ 14 สมัยพญามังรายมีกฏหมายเกี่ยวกับคดีฆากรรมระบุเอาไว้ว่า เมื่อมีผู้ใดก่อเหตุฆาตกรรมต่อผู้อื่นโดยเฉพาะฆาตกรรมต่อเด็ก  คนผู้นั้นจะต้องถูกบังคับให้นำศพของผู้เสียชีวิต ไปไว้ในบ้านตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ เพื่อจะได้ให้ผู้ตายกลับมาเป็นผีตายโหง มาหลอกหลอนคนร้ายให้ได้รับความทรมานนั่นเอง
ที่มา: books.google.com(1), books.google.com(2) และ books.google.com(3)

------------

สาวชุดเขียว - อังกฤษ , สก็อตแลนด์


6- green lady
ภาพจาก: Listverse
เดอะกรีนเลดี้ (The Green Lady) คนท้องถิ่นเรียกชื่อเธอว่า เกลสทิก (Glaistig) เธอคือวิญาณแห่งท้องน้ำ ที่มีรูปโฉมท่อนบนเป็นหญิงสาวส่วนท่อนล่างเป็นแพะ ส่วนที่เป็นมนุษย์จะมีผิวหนังสีเทา มีเส้นผมสีบลอนด์ยาวปกคลุมไปทั่วร่าง ส่วนท่อนล่างที่เป็นสัตว์เธอจะใช้เสื้อคลุมยาวสีเขียวปิดบังเอาไว้ไม่ให้ใครเห็น และนอกจากนี้ก็ยังมีการระบุไว้อีกว่า เธอสามารถแปลงกายไปเป็นอะไรก็ได้ ซึ่งเรื่องนี้มันก็แล้วแต่ว่าคนเล่าอยากจะให้เธอแปลงกายเป็นอะไร

บางครั้งเธอก็ทำตัวเกเรขว้างปาก้อนหินใส่ผู้คนที่เดินผ่าน ไม่ก็แกล้งให่ผู้คนเดินหลงทาง จากนั้นก็จะหัวเราะชอบใจยามที่เหยื่อรู้ว่าตัวเองโดนเข้าให้แล้ว ที่มาของเธอนั้นมีหลายเรื่องเล่า บ้างก็บอกว่าเธอเคยเป็นหญิงสูงศักดิ์ที่ถูกฆาตกรรมโดยคนรับใช้ จากนั้นก็ถูกนำร่างไปยัดใส่ในกองไฟ โดยในเวอร์ชั่นนี้ สาวในชุดเขียวจะหลอกล่อพวกผู้ชาย ให้ถึงแก่ความตายด้วยเสียงร้องเพลงของเธอ
ที่มา: Pantheon และ Mysteriousbritain

------------

ลาสิกัวนาบา - อเมริกากลาง


7- siguanaba
ภาพจาก: Listverse


ลาซีกัวนาบา (La Siguanaba) เมื่อก่อนเธอไม่ได้ใช้ชื่อนี้ ตอนแรกเธอชื่อว่า ซีเวเวท ที่มีความหมายอันแสนดีว่าหญิงผู้งดงาม ลาซีกัวนาบาถูกเล่าขานกันมาแต่โบราณว่า เธอแอบไปมีสัมพันธ์กับบุตรแห่งเทพเจ้าทลาล็อคของแอสเทค แต่ถึงเธอจะมีรักระดับนั้นก็ไม่ได้เป็นแม่ที่ดีสักเท่าไหร่ เพราะจริง ๆ แล้วเธอมีลูกชาย และเธอก็ทิ้งลูกชายเอาไว้เพียงลำพัง เพื่อจะได้ออกไปจ้ำจี้กับคู่รักที่เป็นเทพองค์นั้น
เมื่อเทพทลาล็อคพบกับความจริงนี้ พระองค์จึงสาปนางซีเวเวท เพื่อให้เธอดูงดงามเวลาอยู่ไกล ๆ แต่ดูอัปลักษณ์อย่างหนักเมื่อได้มองดูใกล้ ๆ จากนั้นเธอก็ได้ชื่อใหม่เป็น ลาซีกัวนาบา หรือที่แปลว่าหญิงผู้อัปลักษณ์ และถูกปล่อยเอาไว้ในแถบทุรกันดารเพื่อหลอกล่อให้พวกผู้ชายเข้ามาติดกับ

ในประเทศเอลซาวาดอร์ เรื่องเล่าเกี่ยวกับลาชิกัวนาบาจะบอกว่าเธอชอบมาซักผ้าที่ริมแม้น้ำ ทั้งยังถูกสาปให้ต้องใช้ชีวิตที่เหลือทั้งหมดในการดูแลลูกชายที่เธอเคยทิ้งขว้าง แต่ทีนี้เวลาที่เหลือของเธอก็เรียกได้ว่ามีไม่น้อย เพราะเธอถูกสาปให้เป็นอมตะไม่มีวันตายไปอีกหนึ่งกระทง ส่วนเหยื่อที่เธอเลือกก็มักจะเป็นพวกเจ้าชู้ โดยเธอจะออกมาอาบน้ำอยู่ใต้แสงจันทร์ในป่าลึก
และก็อย่างที่เราเล่าไป ความสวยระดับร้อยเมตรของเธอจะล่อลวงให้ชายหนุ่มเข้ามาใกล้ และเมื่อถึงตอนนั้นชายผู้โชคร้ายก็จะต้องตายเพราะตกใจ เพราะตอนนี้ใบหน้าของเธอจะดูอัปลักษณ์อย่างแรง ซึ่งถ้าเขาไม่ตาย ชายหนุ่มก็จะพบว่าตัวเองหลงทางอยู่กลางป่า โดยครั้งหนึ่งนานมาแล้วลาซีกัวนาบาเคยปรากฏตัวต่อหน้าเด็ก ๆ ในร่างของคุณแม่ จากนั้นก็หลอกล่อให้พวกเขาไปเสียชีวิตในป่า ซึ่งทางที่ดีที่สุดในการปราบเธอก็คือ จงนำไม้กางเขนไม่ก็ชิ้นส่วนของโลหะ มากัดให้แน่นแล้วสวดภาวนาต่อพระผู้เป็นเจ้า
ที่มา: Chalatenangosv และ wtf-elsalvador


------------


ชินดี้ - เผ่านาวาโฮ อเมริกา


8- chindi
ภาพจาก: Listverse
ในระบบความเชื่อของชาวเผ่านาวาโฮ หนึ่งในชนเผ่าอินเดียนโบราณของประเทศสหรัฐอเมริกา ก็คือการมีอยู่ของวิญญาณชนิดพิเศษที่เรียกว่า ชินดี้ (Chindi) มันคือผลผลิตจากความรุนแรง ที่มักจะเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุหรือไม่ก็สงครามจนคนผู้นั้นต้องตายไป ซึ่งถ้าบุคคลดังกล่าวไม่ได้รับการทำพิธีให้ถูกต้องตามความเชื่อแล้ว วิญญาณของเขาก็จะกลับมาในรูปแบบที่เรียกว่าชินดี้ หรือแม้แต่การเรียกชื่อของคนที่จากไป ซึ่งชาวเผ่านาวาโฮนั้นจะไม่พูดกัน
ในบางกรณีชินดี้ก็จะออกมาหลอกหลอนคนในครอบครัวนานนับหลายสิบปี ยกตัวอย่างกรณีครอบครัวหนึ่งในแถบลองซอลท์ พวกเขายืนยันว่าถูกชินดี้ตามหลอกหลอนยาวนานมากว่า 100 ปีแล้ว
ภาพจาก: Facebook/Theparanormalguide
บ้านหรือทรัพย์สินของคนตายก็คือที่สิงสถิตย์วิญญาณของชินดี้ โดยเมื่อเราหาจนพบก็จะสามารถทำลายวิญญาณร้ายนั้นได้ทันที และด้วยเหตุนี้ชาวนาวาโฮจึงพยายามหลบออกไปเสียชีวิตที่นอกบ้าน เพื่อจะได้ไม่ทำให้ตัวบ้านถูกวิญญาณของพวกเขากลับมาหลอกหลอน หมอยาของชาวเผ่าต่างก็เตือนว่า การเข้าไปในสถานที่ต้องสาปก็ทำให้ถูกชินดี้ตามรังควาญได้เหมือนกัน
นั่นจึงทำให้ชาวนาวาโฮมองว่า อาการป่วยของคนในครอบครัวบางอย่าง มันอาจมาจากวิญญาณร้ายที่ว่านี้ และก็มองว่าชินดี้นั้นคือภูติผีแห่งโรคภัยที่จะทำให้พวกเขาต้องล้มป่วย เพราะการได้ไปสัมผัสกับวิญญาณของชินดี้มาแน่ ๆ
ที่มา: books.google.com(1) และ books.google.com(2)
------------
ฟุนะยูเรย์ - ญี่ปุ่น
Unknown Source
ฟุนะยูเรย์ (Funayurei) ตามตำนานของญี่ปุ่นบอกว่า ชื่อของพวกมันหมายถึงเรือผี พวกมันคือวิญญาณที่มีพลังอำนาจ สามารถทำให้เรามองเห็นเรือผีจำนวนมากบนกลางทะเล โดยฟุนะยูเรย์จะใช้วิธีนี้หลอกล่อเรือของใครก็ตามที่มาเห็น ให้หลงล่องเรือเข้ามาใกล้ ๆ เพื่อให้หลุดออกจากเส้นทางเดิม ซึ่งก็แน่นอนว่าการวิ่งออกจากเส้นทางในทะเลมันคือหายนะ อาจทำให้พวกเขาหลงทางจนเสียชีวิตกลางทะเลกันได้ง่าย ๆ

ในบางตำนานบอกว่า ฟุนะยูเรย์จะปรากฏตัวขึ้นบนเรือเพื่อจับลูกเรือที่ไม่รู้เรื่องมากินเป็นอาหาร ซึ่งเมื่อมันขึ้นมาแล้ว ฟุนะยูเรย์จะพูดขอเครื่องมือพิเศษที่เรียกว่าฮิชาคุ ที่มีรูปร่างเหมือนกระบวยตักน้ำ ซึ่งถ้าคนบนเรือตกลงจะมอบฮิชาคุให้ ฟุนะยูเรย์จะใช้มันตวัดไปในอากาศ จากนั้นก็จะมีน้ำไหลพรั่งพรูออกมาจากสิ่งนั้น ซึ่งน้ำก็จะไม่หยุดไหลจนกว่าเรือจะอับปาง และถ้าเหยื่อคือเรือเล็กหรือเรือหาปลา ฟุนะยูเรย์ก็จะใช้ฮิชาคุตักน้ำทะเลขึ้นมาบนเรือจนกว่าเรือจะจมลงไป

ที่มา: books.google.com(1) และ books.google.com(2)
------------
ลาซาโยน่า - เวเนซุเอลา
10- sayona
ภาพจาก: Quest Family House


ถ้าจะพูดถึงผีอีกชนิดที่มาจากมนุษย์ ลาซาโยน่า (La Sayona) ก็คือเรื่องที่มักเล่ากันในประเทศเวเนซุเอลา ไปจนถึงประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง เดิมทีเธอเคยเป็นมนุษย์ชื่อว่าเมลิซ่า เธอเป็นสาวสวยที่ถูกจัดอยู่ในระดับสุด ๆ ซึ่งเธอก็ได้แต่งงานจนมีลูกกับสามีสุดที่รัก มาวันหนึ่งเมลิซ่าไปอาบน้ำในแม่น้ำเหมือนเช่นทุกวัน ก็มีชายแปลกหน้าเดินเข้ามาหาแล้วบอกเธอว่า "รู้ไหม... สามีของเธอไปหลับนอนกับแม่ของเขา!" เพียงเท่านั้นมันก็มากพอที่จะทำให้เธอโมโหอย่างแรง ราวกับพายุโหมกระหน่ำกลับมาที่บ้าน ซึ่งเธอก็ได้มาพบสามีกับลูกชายกำลังนอนหลับอยู่บนที่นอนอย่างสงบสุข

ด้วยเพลิงแห่งความแค้น เธอจึงลงมือเผาบ้านทันที ทั้ง ๆ ที่ลูกกับสามียังนอนหลับอยู่แบบนั้น เมลิซ่าเดินทางกลับมาที่บ้านแม่ แล้วก็ใช้มีดแทงคุณแม่จนเสียชีวิตตามไปอีก ซึ่งตรงนี้แหละคือจุดสำคัญ เพราะก่อนที่แม่ของเธอจะเสียชีวิต ท่านได้พูดสาปแช่งเมลิซ่าให้ต้องเดินทางไปทั่วโลกเพื่อตามหาครอบครัวที่มีสามีไม่ซื่อสัตย์ จากนั้นก็เข้าสิงภรรยาของพวกเขา เพื่อลงมือสังหารให้หญิงสาวหมดเคราะห์หมดโศก
และทุกวันนี้ลาซาโยน่าจะถูกพบอยู่ในร่างของสาวสวย คอยเดินเล่นไปมาอยู่แถวริมถนนหลวง เพื่อยั่วยวนเหล่าชายหนุ่มให้เข้ามาหา ทำท่าทำทางเหมือนสาวใจง่ายเพื่อหลอกล่อชายหนุ่ม และเมื่อพวกเขาหลวมตัวเข้าไปใกล้ ลาซาโยน่าก็จะคืนใบหน้าเป็นกะโหลกผีเน่า ๆ ซึ่งเป็นใบหน้าแท้จริงอย่างที่เธอเป็นอยู่ และเมื่อถึงตอนนั้น ก็คงไม่ต้องบอกว่าใครจะต้องเป็นอะไรกันต่อ ท่านผู้ชมก็น่าจะเดาทางกันต่อได้แน่ ๆ
ที่มา: Vampires และ Lallorona


นั่นก็คือตำนานทั้งหมดที่นอกจากจะเกิดจากความแค้นแล้ว มันก็น่าจะทำให้พวกเราได้เข้านอนกันอย่างสบายอกสบายใจในคืนนี้ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะมีผีที่ไหนแวะเข้ามาหลอกหลอน เพราะวิจารณญาณที่อยู่ในเครื่องปรับอากาศของท่าน น่าจะกำลังสงบเยือกเย็นเป็นน้ำแข็งต้นหน้าร้อนกันแล้ว

เรื่องผีมีไว้เล่าเพื่อเตือนใจให้ผู้คนรู้จักใช้ความกลัวในทางที่ควรเป็น เพราะพวกเราที่ยังมีชีวิตอยู่ ต่างก็ต้องการความซื่อสัตย์จริงใจให้กันและกัน ซึ่งถ้ามันไม่เป็นแบบนั้น ก็จงระวังพวกเขาจะกลับมาแก้แค้นกันให้ดี !

หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ และอย่าลืมทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี !

แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา: Listverse
แท็ก: 10-vengeful-ghosts-in-folklore-and-mythology