ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

7 กุมภาพันธ์ 2561

มิติที่ 6 | 10 สถานที่สุดหลอนทั่วโลก ที่จ้างให้เท่าไหร่ก็ขออย่าให้ต้องไปนอนค้างคืนกันจะดีกว่า !!!




หนึ่งในความสุขของมนุษย์คือการพักผ่อน และการพักผ่อนที่ดีที่สุดก็คือการได้นอนหลับอยู่ภายในที่ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นบ้าน หอพัก หรือแม้กระทั่งสถานที่ของคนอื่นแต่เราอยากจะเข้าไปนอน ซึ่งอย่างหลังมันก็เรียกได้ว่า มีความเป็นไปได้สูงที่เราอาจจะพบเจอกับเจ้าของตัวจริง ที่เขาเคยอยู่และยังอยู่มานานแสนนาน


กดเพื่อดูคลิปที่นี่


มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาคุณไปรู้จักกับ 10 สถานที่สุดสยอง ความหลอนที่เกิดจากวิญญาณพยาบาท วิญญาณที่ต้องตายไปทั้ง ๆ ที่ยังไม่พร้อม ส่งผลให้พวกเขากลับมาปรากฏตัวให้พวกเราเห็น ว่าเรื่องราวเหล่านี้... มันคืออะไรกันแน่ !?


โดยเรามาเริ่มกันที่เรื่องแรก กับสถานที่ที่ยังไงก็ต้องไม่มีใครอยากไปนอนค้างคืนกันแน่ ๆ...


สนามเด็กเล่นแห่งความตาย

ภาพจาก: Mapio.net
เมเปิลฮิลล์เซเมทรี ถ้าแปลตรงตัวก็คือป่าช้าเมเปิลฮิลล์ มันกว้างใหญ่และได้รับการดูแลอย่างดี ที่นี่มีป้ายหลุมศพน้อยใหญ่จำนวนนับไม่ถ้วน มันคือป่าช้าเก่าแก่ที่สุดของเมืองฮันส์วิลล์ในรัฐอลาบามา เป็นสถานที่แนะนำสำหรับการพักผ่อนชั่วนิรันดร์ ที่นักการเมืองของรัฐอลาบามาถึง 10 ท่าน ต่างก็เจาะจงขอมาอยู่ที่นี่ด้วยกันทั้งสิ้น


ในตอนกลางวันถ้าไม่นับวันที่มีเมฆปกคลุม ที่นี่จะมีแสงแดดสดใส ทำให้เมื่อยามวิกาลย่างกรายเข้ามาเมื่อใด ไออุ่นที่สะสมเอาไว้ในดินจะถูกคลายออกมาจนสามารถรู้สึกได้ และความอบอุ่นที่อวลออกมานี้เอง ที่ทำให้เกิดคำอธิบายว่าแท้ที่จริงแล้ว มันคือไอจากวิญญาณของเหล่าเด็กที่ตายไป กำลังออกมาวิ่งเล่นกันอยู่ในป่าช้าแห่งนี้
บริเวณสุดขอบของป่าช้า ก็มีสนามเด็กเล่นขนาดเล็กถูกสร้างเอาไว้อีกต่างหาก นั่นจึงทำให้มีเรื่องร่ำลือกันว่าเมื่อถึงช่วงเวลาสี่ทุ่ม แทนที่สนามเด็กเล่นจะเงียบสงบ มันจะมีผู้คนได้ยินเสียงเอี๊ยดอ๊าดของชิงช้าที่เกิดขยับขึ้นมาได้เองเสียอย่างนั้น ที่ไม้กระดานลื่นก็เกิดเสียงลั่นขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่ไม่มีเด็กที่ไหนจะมาเล่นในตอนดึก แถมที่นี่ก็ยังมีเรื่องเล่าน่ากลัว ที่ทำให้ชาวบ้านเรียกมันว่าสนามเด็กเล่นแห่งความตาย นั่นก็คือมีผู้คนเห็นวิญญาณเด็กจากป่าช้าเมเปิลฮิลล์ ออกมาเล่นของเล่นกันอย่างสนุกสนานที่นี่

ชิงช้าไกวเองได้ (ที่เมืองไทยก็มี)
โดยตำนานนั้นเล่าว่า ที่เมดิสันเคาน์ตี้ของรัฐอลาบามา เคยเกิดคดีลักพาตัวเด็กในช่วงต้นยุคปี ค.ศ. 1960 เด็กเหล่านั้นถูกพบอยู่ในสภาพไร้ลมหายใจ ถูกทิ้งอยู่ในบริเวณสนามเด็กเล่นข้างป่าช้าแห่งนี้ คนร้ายเป็นใครก็ไม่สามารถตามจับตัวได้ ไม่มีใครบอกได้ว่าเด็ก ๆ ถูกทำร้ายจากที่ไหนมาก่อนจะถูกทิ้งที่นี่ แต่กับเหล่าผู้คนที่มักจะมายังสนามเด็กเล่นแห่งนี้ ต่างก็มีเรื่องเล่าพูดถึงการพบแสงไฟปริศนา ล่องลอยไปมาอยู่ทั่วบริเวณตัวสนาม ซึ่งพวกเขาก็สรุปให้เราต้องขนลุกกันไปว่า แสงไฟพวกนั้นก็คือวิญญาณของเหล่าเด็ก ๆ ที่ตายไปนั่นเอง


------------


ห้องแม่มดดำ
640px-MonisternagalliaghduffAbbey
ภาพจาก: JohnArmagh
ในดินแดงแห่งเล็ปพระคอน หรือแฟรี่ในร่างคนแก่ตามตำนานโบราณ สุนัขล่าเนื้อ ภูติผีที่สัญจรผ่านมาเป็นจำนวนมากนั้น มันก็ถือเป็นคำอธิบายของพื้นที่แถบหุบเขาทางใต้ของประเทศไอร์แลนด์ ที่ได้แอบซ่อนเรื่องราวชวนน่าขนลุกกันแบบของจริงเอาไว้ ที่นั่นคือโบสถ์เซนท์แคทเธอรีนเก่า ที่ตอนนี้เหลือแต่ซากปรักหักพัง ถูกทอดทิ้งเอาไว้อยู่ในลิเมอริคเคาน์ตี้แห่งนี้


มันคือที่สิงสู่ของเหล่าวิญาณ ที่ถูกระบุว่าคือแม่ชีนอกรีตแห่งลัทธิซาตานท่านหนึ่ง เธอถูกฝังทั้งเป็นเอาไว้ในบริเวณดังกล่าว และนอกจากนี้ก็ยังมีห้องเก็บพัสดุมงคลโบราณ ที่ถูกชาวบ้านตั้งชื่อเรียกที่แห่งกันเล่น ๆ ว่า “ห้องแม่มดดำ” ซึ่งสาเหตุที่พวกเขาเรียกกันแบบนั้น ก็เพราะมันคือสถานที่ที่แม่ชีท่านนี้ใช้ทำพิธีบูชาซาตานนั่นเอง โดยชาวบ้านเล่าว่า ในตอนกลางคืนแม่ชีท่านนี้ จะปล่อยผมให้ยาวสยาย ก่อนจะส่งเสียงกรีดร้องดังก้องไปทั่วหุบเขา   


ส่วนการเสียชีวิตของแม่ชีนั้น ก็ถูกระบุเอาไว้มากมายหลายสาเหตุ หนึ่งในนั้นบอกว่าเธอถูกพบอยู่บนเก้าอี้นอกที่พัก ร่างกายแข็งทื่อ ใบหน้าบิดเบี้ยวดูน่ากลัว ซึ่งก็อาจเป็นไปได้ว่าปีศาจได้ทำการดูดวิญญาณของเธอไปก็จริง แต่กลับทิ้งวิญญาณส่วนที่ถูกทรมานของเธอเอาไว้บนโลกเสียแบบนั้น
ส่วนอีกเรื่องเล่ามันก็ออกจะดาร์กสักหน่อย โดยชาวบ้านเล่าว่า ในช่วงยุคคริสต์ศตวรรษที่ 16 เกิดการต่อสู้กันเองของคนในท้องถิ่นอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง แม่ชีดังกล่าวได้รับบาดเจ็บจากลูกธนู ซึ่งท่านเอิร์ลแห่งเดสมอนด์เข้าใจว่าแม่ชีคงเสียชีวิตไปแล้ว ก็เลยตัดสินใจสั่งให้คนนำร่างที่ยังมีลมหายใจของแม่ชีไปฝัง ซึ่งพอฝังเสร็จก็มีชาวนาแถว ๆ นั้นมารายงานว่า พวกเขาได้ยินเสียงแม่ชียังกรีดร้องอยู่ นั่นจึงทำให้เกิดการขุดร่างกลับขึ้นมา แต่มันก็สายเกินไป แม่ชีเสียชีวิตเหลือทิ้งไว้แต่ร่องรอยขีดข่วนจากเล็บมือ ประทับอยู่ที่ฝาโลงเต็มไปหมด
นอกเหนือจากตำนานต่าง ๆ แล้ว โบสถ์เซนต์แคทเธอรีนเก่าแห่งนี้ ก็ยังเคยถูกกล่าวถึงในบันทึกประวัติศาสตร์ยุคกลาง ระบุว่ามันน่าจะถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ยุคปลายคริสต์ศตวรรษที่ 13 และถูกทำลายไปในช่วงยุคคริสต์ศตวรรษที่ 15 โดยเรื่องเล่าตำนานเหล่านั้น ถูกระบุว่าน่าจะมาจากการปล่อยข่าวแม่มด ภายใต้คำสั่งของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 เสียมากกว่า แต่ถึงจะบอกแบบนั้น ถ้าหากคุณได้ไปยืนอยู่ในสถานที่โบสถ์เก่าแห่งนี้ แล้วลองตั้งใจเงี่ยหูฟังให้ดี ๆ แล้วล่ะก็ คุณอาจจะได้ยินเสียงกรีดร้องของแม่ชีอยู่ใกล้ ๆ ราวกับว่าท่านกำลังอยู่ข้างหลังของคุณก็ได้เหมือนกัน ซึ่งนั่นก็อาจจะเป็นแค่เสียงลมรึเปล่าก็ขึ้นอยู่กับสติของเราในตอนนั้นอยู่ดี

ที่มา: Books.Google(1) และ Books.Google(2)


------------


บ้านอาถรรพ์แฮมพ์ตันลิลลิบริดจ์
056059pv
ภาพจาก: Library of Congress
ถ้าคุณเดินทางไปยังถนนอีสต์เซนต์จูเลี่ยน ที่อยู่ในเมืองซาวานนาห์ของรัฐจอร์เจีย คุณก็จะได้ผ่านบ้านผีสุดเฮี้ยนของเมืองซาวานนาห์แบบไม่ทันตั้งตัวแน่ ๆ และจากภาพที่เรานำมาให้ดูนี้ มันก็เป็นภาพของตัวบ้านในอดีต ที่ตอนนี้ได้ถูกซ่อมแซมกันไปเรียบร้อยแล้ว
ถ้าหากมองจากภายนอก บ้านแฮมพ์ตันลิลลิบริดจ์อันน่าอบอุ่นหลังนี้ มันก็คือมรดกตกทอดมาจากยุคคริสต์ศตวรรษที่ 18 บนหลังคามีลานเอนกประสงค์ที่ให้บรรยากาศอันเงียบสงบ ผิดไปจากอดีตอันโหดร้ายของมัน
ซึ่งอดีตที่ว่านั้นก็คือ เคยมีทหารเรือคนหนึ่งผูกคอตายอยู่ที่บริเวณห้องนอนชั้นสาม ส่วนสมาชิกในบ้านที่เหลือก็ถูกวางยาพิษเสียชีวิตไปโดยฝีมือของทาส ส่วนห้องใต้ดินโบราณของตัวบ้านนั้น ก็ถูกพบโดยบังเอิญจากคนงานคนหนึ่ง ซึ่งเขาก็รีบปิดผนึกมันทันทีเพราะไปเห็นอะไรสักอย่าง โดยข่าวลือในอดีตของบ้านหลังนี้ก็ล้วนถูกยืนยันอย่างแข็งขันจากบริษัททัวร์แนวผี ๆ ที่แม้แต่ในปัจจุบันเองนักท่องเที่ยวที่ได้แวะมาเยี่ยมชม ต่างก็ยืนยันว่ามันยังคงความน่ากลัวให้ได้สัมผัส ยามเมื่อเดินแวะไปตามส่วนต่าง ๆ ของบ้าน


หนึ่งในเรื่องเล่าน่ากลัวที่สุดจากบ้านแฮมพ์ตันลิลลิบริดจ์นั้น ก็คือเรื่องเจ้าของบ้านคนเก่า ชายคนนี้ชื่อว่าจิม วิลเลียมส์ เขากับเพื่อน ๆ ได้เข้ามาอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ และได้ยินเสียงเหมือนผู้หญิงกรีดร้องดังมาจากทางบันไดชั้นบน
โดยช่วงเวลาที่เกิดเหตุตัวบ้านยังคงอยู่ในกระบวนการซ่อมแซม และเสียงที่ว่านั้นก็ดังมาจากห้องหนึ่ง ซึ่งห้องนี้จะตรงกับปลายปล่องควันบนชั้นสาม พอเพื่อนของวิลเลียมส์เดินไปที่ห้องดังกล่าว เขาก็ถูกพลังงานบางอย่างผลักจนล้ม จากนั้นเขาก็ถูกอะไรที่ว่านั้นลากตัวไปจนถึงบริเวณรูปล่องควัน ที่อีกเพียงนิดเดียวเขาก็จะตกไปตามปล่องลงมายังพื้นเบื้องล่าง ซึ่งก็ถือว่าเคราะห์ยังดีที่เขาไม่ได้ตกลงมา เพราะจากตรงนั้นมันก็คือชั้นสาม ที่ถ้าตกลงมาก็คงต้องถึงแก่ชีวิตแน่ ๆ

ปัจจุบันเปิดให้เยี่ยมชม


------------


บ้านมรณะ

ภาพจาก: Julep
เรียกได้ว่าแทบจะทุกคนต่างก็ลงความเห็นว่ามันจะต้องมีอะไรบางอย่าง พำนักอาศัยอยู่ภายในบ้านเลขที่ 14 ถนนเวสต์หมายเลข 10 ของหมู่บ้านกรีนวิช เมืองนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกาหลังนี้แน่ ๆ เพียงแต่ว่าอะไรบางอย่างที่ว่านั้น มันก็ยังคงเป็นที่ถกเถียงของพวกเขากันอยู่ เพราะย้อนหลังกลับไปประมาณร้อยปีก่อน ตัวบ้านหลังนี้ถูกร่ำลือว่ามีเรื่องราวน่ากลัวบางอย่างเกิดขึ้น โดยเรื่องแรกมันก็เริ่มจากคดีฆาตกรรม และฆ่าตัวตายในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19
ที่หน้าบ้านหลังนี้มีแผ่นเหล็กอยู่หนึ่งแผ่น ติดตั้งอยู่บนแผ่นหินสีน้ำตาลที่ระบุว่า ครั้งหนึ่งบ้านหลังนี้เคยเป็นของ มาร์กทเวน นักเขียนนิยายผู้โด่งดังคนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา และก็มีผู้คนจำนวนหนึ่งยืนยันว่า พวกเขาเคยเห็นวิญญาณของมาร์ก กำลังทำหน้าตาเคร่งเครียดอยู่แถวทางขึ้นบันไดชั้นบน แต่เรื่องนี้มันก็ไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้ตัวบ้าน ต้องถูกขนานนามว่าบ้านมรณะแต่อย่างใด
มีผู้พบเห็นวิญาณ "มาร์กทเวน" ออกมาหลอน
เพราะเรื่องสยองขวัญจริง ๆ ที่ทำให้มันถูกเรียกแบบนั้น เกิดขึ้นหลังจากที่มีนักแสดงและนักแต่งกลอนคนหนึ่ง เธอชื่อ แจน ไบรอันท์ บาร์เทล ที่ครอบครองบ้านหลังนี้ในช่วงยุคปี ค.ศ. 1960 โดยหลังจากที่เธอเข้ามาอยู่ไม่กี่อาทิตย์ แจนก็เริ่มพบกับประสบการณ์น่ากลัวอย่างจัง ตอนนั้นเธอรู้สึกได้ว่ามีมือเย็น ๆ เข้ามาลูบที่ต้นคอ มีเสียงฝีเท้าปริศนาเดินตามเธอไปจนทั่วบ้าน และได้กลิ่นสาปสางของความตาย อยู่ดี ๆ สุนัขตัวหนึ่งของเธอก็ขู่คำรามไปที่เก้าอี้ว่าง ๆ แล้วสุนัขอีกตัวก็มาตายไป

"แจน ไบรอันท์ บาร์เทล" มารับช่วงต่อ
ซึ่งสิ่งที่ทำให้แจน บาร์เทล ยังคงยืนหยัดอยู่ในบ้านหลังนี้ ก็เพราะประวัติของบ้านที่เธอทราบมาว่า เจ้าของบ้านคนเก่าเคยกระโดดลงมาจากชั้นบน ซึ่งจะเป็นการฆ่าตัวตาย อุบัติเหตุ หรือการฆาตกรรมก็เกินจะคาดเดา แต่สิ่งหนึ่งที่ตำรวจพยายามสรุปก็คือ เธอน่าจะคิดสั้นเพราะต้องการหนีจากอาการป่วยเรื้อรังก็เป็นได้ โดยประสบการณ์แปลก ๆ ที่แจนพบ ก็ได้ทำให้เธอเรียกคนทรงมาช่วย แต่สิ่งที่เธอตัดสินใจนี้มันก็ได้ทำให้สถานการณ์ต่าง ๆ เลวร้ายลงไปอีก


เพราะในช่วงเริ่มพิธีนั้น คนทรงได้เข้าสู่ภวังค์เพื่อติดต่อกับอีกโลก เธอได้พูดว่ามีศพจำนวนมากเคยถูกฝังอยู่ภายใต้บ้านหลังนี้มาก่อน และมีวิญญาณสาวน้อยคนหนึ่ง ที่ยังคงสิงสู่อยู่ภายใต้พื้นบ้านหลังนี้ แถมศพของหญิงคนดังกล่าวมีสภาพถูกยิงเข้าไปที่บริเวณเบ้าตาจนเสียชีวิต ตั้งแต่เมื่อสมัยสงครามซิวิลวอร์ เธอถูกสามีนี่แหละที่เป็นคนยิง พอคนทรงเล่ามาถึงตรงนี้ อยู่ดี ๆ เธอก็กรีดร้องขึ้นมาด้วยเสียงแหลมเล็กว่า “ชั้นจะไม่ยอมไปไหนแน่นอน !”
ซึ่งพอแจนได้ยินแบบนั้น เธอก็เลยตัดสินใจที่จะเป็นฝ่ายจากไปแทน และยังได้เขียนหนังสือเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ออกวางขายเพื่อบอกให้ทุกคนรู้ในชื่อหนังสือว่า Spindrift: Spray From a Psychic Sea และเมื่อหนังสือของเธอออกวางจำหน่ายไปได้ไม่กี่สัปดาห์ แจน บาร์เทลก็ฆ่าตัวตาย
หนังสือ Spindrift: Spray From a Psychic Sea ของ "แจน ไบรอันท์ บาร์เทล"


ซึ่งเรื่องที่เล่าไปทั้งหมด มันก็ไม่ได้บอกให้เราหายสงสัยว่าจะไปเกี่ยวข้องอะไรกับเหตุการณ์ในบ้านหลังนี้ ที่เกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน ปี ค.ศ. 1987 ตอนนั้นทนายชื่อ โจเอล สเตนเบิร์ก ได้ฆาตกรรมลูกสาววัย 7 ปีของตัวเอง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของวิญญาณร้าย หรือจะเป็นเหตุฆาตกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ที่เรารู้แน่ ๆ ก็คือ ปัจุบันบ้านหลังนี้ก็ยังคงถูกเรียกว่าบ้านมรณะอยู่ดี !

หนูน้อย "ลิซ่า สเตนเบิร์ก" ก็ถูกฆาตกรรมที่นั่น

ที่มา: NytimesBourbonandteaNypost และ Thevillager


------------


เจอโรมแห่งอริโซน่า

640px-High_street_Jerome,_Arizona
ภาพจาก: Andrew Dunn
เจอโรมแห่งอริโซน่าถูกเรียกว่าเป็นเมืองผีสิงก็จริง แต่มันก็ไม่ใช่เมืองร้างไร้ผู้คน เพราะที่นี่ยังคงมีชาวบ้านอาศัยและใช้ชีวิตเป็นปกติ แต่สาเหตุที่มันถูกเรียกกันแบบนั้น ก็เพราะในยุคคริสต์ศตวรรษที่ 19 เจอโรมแห่งนี้เป็นเมืองที่โด่งดังด้านแร่ทองแดง ความเจริญรุ่งเรืองดุจแสงสว่างแห่งทะเลทรายตะวันตกเฉียงใต้ก็เลยมาอยู่ที่นี่ เหล่านักขุดเหมืองพร้อมครอบครัวต่างก็แห่กันมากอบโกยเงินทองจนร่ำรวย


เมื่อมีผู้คนแห่กันเข้ามามากมาย เมืองเจอโรมก็เลยมีกลุ่มคนแย่ ๆ มาอยู่ด้วยกันเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งกลุ่มคนเถื่อนเหล่านี้ ก็ได้ทำให้ผู้คนเรียกชื่อเมืองนี้ใหม่ว่า The Wickedest Town in America หรือ เมืองที่ชั่วร้ายที่สุดในประเทศ มีศพคนตายสุมกันเป็นกองพะเนิน บ้านเมืองไร้กฏหมายที่วัน ๆ มีแต่การดวลปืนกลางถนน ไหนจะอุบัติเหตุระหว่างการทำเหมือง ผนังถ้ำถล่มลงมาฝังคนทำงานทั้งเป็น ไปจนถึงเหล่าหญิงบริการจากประเทศแผ่นดินใหญ่ ก็มีให้เห็นไปทั่วทั้งเมืองเจอโรมแห่งนี้
นั่นจึงทำให้เกิดย่าน Husband’s Alley ที่ถือเป็นศูนย์กลางของความเสื่อมทรามของเจอโรม ที่นอกจากจะมีการค้าประเวณีกันอย่างเปิดเผยแล้ว มันก็ยังมีเรื่องร่ำลือเกี่ยวกับวิญญาณของหญิงสาว ส่งเสียงร่ำร้องให้ผู้คนได้ยิน ทั้งที่ตอนนั้นไม่มีใครอยู่บนถนน มีวิญญาณตนหนึ่งซึ่งถูกยืนยันโดยชาวบ้านว่า เธอคือ แซมมี่ ดีน หญิงบำเรอที่ถูกฆาตกรรมด้วยการรัดคอจนเสียชีวิต ซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่าที่วิญญาณของเธอยังคงส่งเสียงร้องไปทั่วถนนสายนี้ ก็เพราะกำลังตามหาคนที่ฆ่าเธออยู่นั่นเอง
"แซมมี่ ดีน" วิญญาณของเธอออกมาเรียกร้องความเป็นธรรม


แต่เรื่องของผีสาวก็เป็นแค่หนึ่งในตำนานของที่นี่ เพราะบริเวณใกล้ ๆ กับเหมืองก็ยังมีเรื่องเล่าของผีที่ชื่อว่า “ชาร์ลีไร้หัว” ที่จะออกมาหลอกหลอนผู้คนอยู่ในอุโมงค์อันมืดมิด เพื่อค้นหาศีรษะของตัวเองที่ทำหายไปเพราะอุบัติเหตุ


และก็ยังมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับคลีนิคร้างแห่งหนึ่ง ที่จะมีวิญญาณอันผอมแห้งออกมาให้เห็น โดยชาวบ้านต่างก็ถ่ายทอดเรื่องราวของที่นี่ว่า เคยใช้เป็นที่รักษาผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ในปี ค.ศ. 1917 ซึ่งในยุคสมัยนั้นมีผู้คนมากมายที่ต้องตายไปเพราะโรคดังกล่าว โดยคลีนิคแห่งนี้ตั้งอยู่ในจุดที่ถนนทุกสายสามารถเดินทางมาถึงได้ และนั่นจึงทำให้มีชาวบ้านตามถนนทุกสาย ต่างก็มีเรื่องราวพบเห็นวิญญาณดังกล่าวกันทั้งนั้น ก็เลยทำให้เมืองเจอโรมแห่งนี้มีเรื่องเล่าน่ากลัวสยองขวัญมากมาย

ที่มา: JerometimesArchive AzcentralPrairieghosts และ Legendsofamerica

------------


โรงแรมออสทริช

640px-Colnbrook_Village_Ostrich_Inn
ภาพจาก: Maxwell Hamilton
จอห์น จาร์แมน เขาคือชายผู้ชั่วร้าย จิตใจมีแต่แผนการณ์สุดวิปริต ที่มากพอ ๆ กับความฉลาดและความรวยของเขา เขาสร้างโรงแรมขึ้นมาแห่งหนึ่ง ที่นี่ชื่อ ออสทริชอินน์ โรงแรมของเขาตั้งอยู่บนถนนสายหลักชื่อ คอล์นบรูค ซึ่งถือเป็นทำเลระดับพรีเมี่ยม เหมาะกับเปิดให้เหล่านักท่องเที่ยวแวะเข้ามา เพื่อหลบพักพิงหลังจากตะลุยฝุ่นแดดควัน ก่อนที่จะเดินทางกันต่อไปยังลอนดอน
โดยห้องพักทั้งหมดภายในโรงแรมออสทริชอินน์แห่งนี้ ก็ไม่ได้ถูกจัดสรรค์ไว้อย่างเท่าเทียมกันสักเท่าไหร่ ห้องพักบางห้องถูกสร้างไว้สำหรับแขกผู้มีอันจะกินแท้ ๆ แต่มันกลับถูกสร้างไว้อยู่เหนือห้องครัวที่ทำอาหารอยู่ข้างล่าง ซึ่งนั่นก็ทำให้แขกที่เข้าพักบางคนจะรู้สึกได้ว่า มีบางวันที่ตัวห้องจะร้อนขึ้นมาอย่างผิดปกติ แขกบางคนพบว่าที่นอนในห้อง มีตะปูตอกยึดติดไว้กับพื้นอย่างแน่นหนา ซึ่งสาเหตุเหล่านั้นหลายคนคิดไปเองว่า มันน่าจะมาจากจอห์น จาร์แมน สร้างโรงแรมนี้ขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจหรือเปล่า ?


ซึ่งในความเป็นจริงนั้น จอห์น จาร์แมน จงใจทำให้ห้องพักบางห้อง กลายเป็นของเล่นแห่งความสนุกส่วนตัว โดยใช้ชีวิตของแขกที่มาเข้าพักเป็นส่วนหนึ่งในความหฤหรรษ์เพื่อจุดประสงค์บางอย่าง !


โดยเฉพาะแขกที่แวะเข้ามาพักผ่อนในช่วงตอนกลางคืนด้วยแล้ว พวกเขาก็จะได้พบกับความสยองขวัญที่จอห์นได้วางแผนสุดวิปริตเอาไว้ แขกผู้โชคร้ายจะถูกจัดให้เข้าพักในห้องหนึ่ง ซึ่งห้องที่ว่านี้ก็คือห้องที่เราเพิ่งบอกไปว่า ตรงที่นอนจะถูกตอกตะปูยึดติดกับพื้นนั่นเอง เพราะสิ่งนี้มันคือกับดักขนาดใหญ่ที่มีกลไกซ่อนอยู่ และคนควบคุมกลไกดังกล่าวนั้นก็ไม่ใช่ใคร จอห์น จาร์แมน นั่นเอง !

ด้านล่างของภาพแสดงถึงเตียงนอนฆาตกรรมแบบสไลด์เดอร์
ทันทีที่เขาโยกคันโยกเพื่อให้กลไกทำงาน พื้นห้องบริเวณที่นอนก็จะถูกเปิด จากนั้นที่นอนก็จะอยู่ในสภาพลาดเอียง เพื่อให้แขกที่กำลังนอนอยู่ต้องไถลลื่นตกลงไปยังห้องข้างล่าง ที่เราบอกไว้ในตอนแรกว่าเป็นห้องครัว โดยจุดที่ตกลงมานั้นก็คือเตาไฟที่มีหม้อต้มน้ำเดือดใบใหญ่ รอรับร่างของแขกผู้โชคร้ายเหล่านั้นอย่างพอดิบพอดี


จอห์นใช้ห้องกลไกนี้ทำการฆาตกรรมเหยื่อที่มาเข้าพักไปมากกว่า 60 ราย โดยเหตุการนี้เกิดขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 เขาต้มเหยื่อทั้งเป็นก่อนที่จะนำร่างไปซ่อนไว้ในห้องใต้ดิน และสาเหตุที่จอห์น จาร์แมนต้องลงมือสังหารด้วยวิธีแปลก ๆ แบบนี้ ก็เพราะเขาแค่อยากจะได้สมบัติ ของแขกผู้ร่ำรวยที่เขาหมายตาเอาไว้ ซึ่งก็แน่นอนว่าเรื่องนี้ก็คือที่มาของเรื่องผีมากมายของโรงแรมนกกระจอกเทศแห่งนี้


ว่ากันว่าเหล่าวิญญาณมากมายนั้นยังไม่ไปไหน พวกเขายังคงสิงสู่อยู่ตามจุดต่าง ๆ ของโรงแรมออสทริช แขกที่มาเข้าพักคนอื่นต่างก็ยืนยันว่า พวกเขารู้สึกได้ถึงบรรยากาศแปลก ๆ เวลาที่ได้เดินเข้ามาในห้องพักแต่ละห้อง เหล่าคนงานของโรงแรมต่างก็บ่นว่า พวกเขาได้ยินเสียงลึกลับดังขึ้นมาบ่อย ๆ ไฟในห้องก็กระพริบได้เอง ตัวประตูก็ล็อคจากภายในอย่างปริศนา โดยทุกคนต่างก็เชื่อกันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้น่าจะมาจากฝีมือของวิญญาณผู้เข้าพักในอดีตแน่ ๆ

ภาพจาก: โรงแรมออสทริช
ดูไปก็เหมือนตอนที่มิติที่ 6 เคยนำเสนอในเรื่อง H. H. Holmes ฆาตกรจอมปีศาจ ซาตานในร่างมนุษย์กับปราสาทมรณะในชิคาโก !!! ที่สร้างโรงแรมไว้ฆ่าคนแต่ต่างกันเพียงจุดประสงค์

ที่มา: ForteanaTheostrichcolnbrook และ Ghost Story


------------


โรงแรมเบเกอร์โฮเตล

ภาพจาก: Fatwax4

ท่านผู้ชมลองจินตนาการถึงโรงแรมร้างสักแห่ง ที่ถูกทิ้งมายาวนานหลายปี โรงแรมสักแห่งที่มีทางเดินปีศาจนำพาไปยังโลกมืด ผ่านประตูที่ผุพังไปบานแล้วบานเล่า ไฟสลัว ๆ ที่ใกล้ดับ ถูกส่องมาจากแถวผ้าม่านของหน้าต่าง ห้องโถงใหญ่ที่อ้างว้างและเงียบสนิทที่ได้ยินแต่เสียงฝีเท้าของเราดังก้องไปทั่ว และจากข้างหลังของเราก็มีเสียงของเด็กชายคนหนึ่งกระซิบอย่างแผ่วเบาว่า “แม่ครับ ผมเจ็บ...”
ก็ขอบอกเลยว่าโรงแรมชื่อเบเกอร์โฮเต็ลที่อยู่ในเมืองมิเนอรัลเวลส์รัฐเท็กซัสนี่แหละ ที่มีคุณสมบัติข้างต้นครบถ้วน และอย่างน้อยถ้าคุณเชื่อเรื่องที่เรากำลังจะเล่าต่อไปนี้ด้วยแล้วล่ะก็ มาลองฟังกันดูสักนิดจะดีกว่า
ครั้งหนึ่งที่นี่เคยเป็นสถานที่พักผ่อนสำหรับคนมั่งมี ที่มีชื่อเสียงอยู่ในอันดับต้น ๆ แต่ด้วยช่วงเวลาอันหนักหน่วงตลอดมา มันก็ได้บังคับให้โรงแรมเบเกอร์ต้องปิดกิจการลงไปในปี ค.ศ. 1972 และตั้งแต่วันนั้นมันก็มีบางสิ่งที่ทำให้ที่นี่เริ่มถูกพูดถึงกันอีกครั้ง ซึ่งบางสิ่งที่ว่านั้นก็ไม่พ้นเรื่องราวเกี่ยวกับผีสาง ที่เดินเล่นอยู่ในห้องโถงของที่นี่
มีการพูดถึงวิญญาณของใครบางคน ซึ่งนั่นก็รวมถึงหญิงชุดขาวที่ร่ำลือกันว่าเธอเคยกระโดดพุ่งหลาวลงมาจากหลังคาโรงแรม ร่างกระแทกพื้นจนเสียชีวิตไป ไหนจะเรื่องเล่าพูดถึงแสงออร่าของความทุกข์ทรมาน ที่พบได้ตามห้องหลาย ๆ ห้องของโรงแรม และวิญญาณของหญิงชราที่นั่งร้องไห้อยู่ในเก้าอี้รถเข็น ที่ปากก็พร่ำเพ้อแต่วลีสั้น ๆ ว่า “ฉันทำแบบนั้นไม่ได้” ซ้ำและซ้ำเล่าอยู่อย่างนั้น


สภาพในปัจจุบัน

ซึ่งจริง ๆ ก็มีข่าวเหมือนกันว่าเหล่านายทุน กำลังหาทางฟื้นฟูกิจการที่ล่มสลายของโรงแรมแห่งนี้ ให้สามารถกลับมารุ่งเรื่องได้เหมือนเมื่ออดีตกันอยู่บ้าง ซึ่งเราก็คงต้องรอลุ้นกันต่อไปว่า เหล่าวิญญาณเฮี้ยนในโรงแรมจะยอมสงบเสงี่ยม เพื่อเรียนรู้ที่จะอยู่อย่างเจียมตัวในช่วงที่เวลานั้นมาถึงกันได้หรืือเปล่า ? ไว้ถึงวันนั้นเราค่อยไปตามข่าวโรงแรมผีสิงแห่งนี้กันอีกทีนึงก็แล้วกันนะครับ

ที่มา: TexasescapesDallasobserver และ Texasescapes(2)


------------
บ้านอาถรรพ์เลที่ 29 แห่งถนนฮานบิวรี่
JacktheRipper1888
ภาพจาก: Wikipedia
ในช่วงปลายยุคปี ค.ศ. 1880 เรื่องราวของ แจ็คเดอะริปเปอร์ ถือเป็นหนึ่งในคดีสยองขวัญ ที่ทำให้ย่านเสื่อมโทรมของลอนดอนต้องตกอยู่ในความหวาดกลัวเป็นเวลายาวนาน เหยื่อที่น่าจะเป็นฝีมือของฆาตกรปริศนาคนนี้ ก็คาดกันว่าน่าจะมีอยู่ 5 ราย ซึ่งรายที่สองที่เป็นเหยื่อของแจ็คเดอะริปเปอร์นั้น ก็คือแอนนี่ แช็พแมน ร่างของเธอถูกพบตรงบ้านเลขที่ 29 ถนนฮานบิวรี่ เมื่อวันที่ 8 กันยายน ค.ศ. 1888 ศีรษะของเธอเกือบจะขาด มดลูกถูกควักออกมาจากช่องท้องอย่างน่าเวทนา
ซึ่งบ้านเลขที่ 29 บนถนนฮานบิวรี่แห่งนี้อยู่ต่อมาจนถึงปี ค.ศ. 1970 แล้วก็ถูกรื้อถอนออกเพื่อหลีกทางให้กับโรงเบียร์แห่งหนึ่ง และก็ตอนนี้แหละที่เหตุการณ์แปลก ๆ ได้เริ่มต้นขึ้น มีเรื่องเล่าลือจากชาวบ้านว่า มีคนพบร่างไร้ศรีษะของแอนนี่ แช็พแมน เดินไปมาอยู่รอบบริเวณจุดที่พบศพของเธอ และทุก ๆ วันครบรอบการเสียชีวิตจะมีลมเย็น ๆ พัดผ่านตัวตึกในช่วงเวลาประมาณ 6 โมงเช้า ซึ่งเวลาดังกล่าวก็คือช่วงเวลาที่คาดกันว่าลมหายใจสุดท้ายของเธอต้องสิ้นลง จากน้ำมือของฆาตกรจอมโหดแห่งยุคนั่นเอง
แผนการฆาตกรรม "แอนนี่ แช็พแมน"
ซึ่งเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมันเป็นวิญญาณเฮี้ยนของเธอ หรือจะเป็นแค่เรื่องเล่าเอาไว้ขู่นายทุนโรงเบียร์ที่มาเปิดแหล่งมั่วสุมให้ม้วนเสื่อเลิกกิจการกันแน่ แต่ที่แน่ ๆ โรงเบียร์เป็นฝ่ายชนะ ดังนั้นเราทิ้งเรื่องราวฝั่งตะวันตก มาดูสถานที่ไม่น่าแวะไปนอนทางฝั่งเอเชียกันสักเรื่อง

ที่มา: Historic NewspapersBooks.Google และ Somersetgolfer

------------
โรงเก็บเครื่องบินสยองขวัญแห่งฐานทัพอาสึงิ

MacArthur_arrives_at_Atsugi;ac01732
ภาพจาก: Wikipedia


เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1945 จักรพรรดิ์ฮิโรฮิโตะ ได้ออกประกาศผ่านวิทยุของประเทศญี่ปุ่น เพื่อย้ำข้อความสำคัญในการยอมแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 จนเวลาผ่านมาอีก 15 วัน นายพลแม็คอาเธอร์ ก็ได้เดินทางมาเยือนศูนย์อำนวยการบินราชนาวีอาสึงิ เพื่อรับฟังข้อเสนอการยอมจำนนของประเทศญี่ปุ่นกันที่นี่ และถ้าหากเรื่องราวที่เราจะเล่านี้เป็นเรื่องจริง ก็หมายความว่านายพลแม็คอาร์เธอ ก็น่าจะต้องเคยผ่านศพของเหล่านักบินคามิคาเซะจำนวนมาก เพื่อเดินทางมาปฏิบัติภาระกิจสำคัญครั้งนี้

จักรพรรดิ์ฮิโรฮิโตะ และ นายพลแม็คอาเธอร์
ที่บอกแบบนั้นก็เพราะว่าเหล่านักบินที่ประจำการในฐานทัพอาสึงิหลายนาย ได้หลบหนีไปซ่อนตัวที่โรงเก็บเครื่องบินหลังหนึ่ง จากนั้นทุกคนก็ทำการฮาราคิรี ซึ่งถือเป็นการรักษาเกียรติยศประเทศด้วยการคว้านท้อง หลังจากที่ได้รับทราบข่าวการยอมแพ้ครั้งนั้น
และสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ก็ได้ทำให้เหล่าวิญญาณของนักบิน ยังคงวนเวียนอยู่ในโรงเก็บเครื่องบินดังกล่าว มีนายช่างคนหนึ่งรายงานว่า เขาเห็นดวงตาสีแดงฉานล่องลอยอยู่ท่ามกลางความมืดมิดของที่แห่งนั้น และพวกเขายังได้ยินเสียงกระแทกของบานประตู ที่เปิดปิดดังลั่นกันอยู่ทุกชั่วโมง ซึ่งก็แน่นอนว่าตอนนั้นไม่มีใครอยู่ในโรงเก็บ และก็ยังมีเรื่องเล่าคล้าย ๆ กัน พูดถึงเหล่าทหารเรือหลายนายที่ประจำการอยู่ในฐานทัพใหญ่ ต่างก็ฮาราคีรีเพื่อรักษาเกียรติให้กับประเทศชาติ หลังจากที่พวกนักบินได้ฆ่าตัวตายกันไปหมดสิ้นแล้ว
ซึ่งที่เราเล่าไปมันก็เป็นเพียงเรื่องเล่า เพราะจริง ๆ แล้วในบันทึกอย่างเป็นทางการ ไม่ได้พูดถึงเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในศูนย์อำนวยการบินราชนาวีอาสึงิแบบนั้นเลย นอกจากรายงานที่ว่า เหล่านักบินพยายามประท้วงการยอมแพ้ของจักรพรรดิ์ ด้วยการยึดอำนาจในฐานทัพเป็นเวลา 7 วัน ก่อนที่กองกำลังของมหาจักรวรรดิ์ญี่ปุ่นจะสามารถยึดฐานที่มั่นคืนได้สำเร็จ

ฐานทัพอาสึงิ

สภาพโรงเก็บเครื่องบินในปัจจุบัน
ซึ่งก็มีหนังสือพิมพ์ของทางอเมริกาฉบับหนึ่งลงข่าวพาดหัวว่า นักบินทำการฮาราคีรีที่อาสึงิจริง ๆ แต่มันก็เป็นเพียงข่าวที่เขียนขึ้น เพื่อเย้ยหยันทางญี่ปุ่นในตอนนั้นเสียมากกว่า ซึ่งเรื่องนี้เราก็อยากให้ท่านผู้ชมใช้วิจารณญาณในการพิจารณาให้มาก ๆ เพราะเอาเข้าจริง ๆ ในประเทศญี่ปุ่นช่วงนั้น ก็มีการฮาราคีรีเกิดขึ้นจริงอยู่ในหลายพื้นที่ ดังนั้นโปรดให้เกียรติกับเรื่องราวน่าเศร้าที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นจะดีที่สุดครับ

ที่มา: Books.GoogleBooks.Google(2), Dvidshub.netlpthe.lussieu.fr และ News Google


------------
คฤหาสน์เลทช์เวิร์ธวิลเลจ

640px-Letchworth_Village_building_Dec_11
ภาพจาก: Doug Kerr


ไม่มีใครจะปฏิเสธได้เลยว่า เหล่าโรงพยาบาลโรคจิตที่ถูกทิ้งร้างนั้น เคยเกิดเรื่องราวการข่มขืนและทำร้ายคนไข้มากมาย ซึ่งเพียงแค่สิ่งที่เกิดขึ้นดังกล่าว มันก็มากพอที่จะทำให้สถานที่เหล่านี้ดูน่ากลัว โดยไม่จำเป็นต้องมีเรื่องเล่าเหนือธรรมชาติมาประกอบกันอยู่แล้ว
แต่ที่เลทช์เวิร์ธวิลเลจแห่งนี้ ต้องเรียกว่ายิงปืนไปนัดเดียวได้นกมาถึงสองเด้ง ที่นี่ตั้งอยู่ในกรุงนิวยอร์กเมื่อปี ค.ศ. 1911 เคยเป็นสถานที่ให้บริการทางด้านสุขภาพจิตที่ดีที่สุดของประเทศสหรัฐอเมริกา เคยเป็นสถานที่ใช้ทดสอบวัคซีนป้องกันโปลิโอมาแล้วในปี ค.ศ. 1950 ซึ่งมันก็เกือบจะไม่มีอะไรผิดเลยถ้าไม่มีการทดลองวัคซีนดังกล่าว กับเด็กชายอายุเพียง 8 ปี โดยไม่ได้รับการยินยอมจากผู้ปกครอง ที่ถึงจะอ้างว่าตัวเด็กชายยินยอมให้ทำเอง มันก็ไม่สามารถที่จะปัดป้องความผิดพลาดครั้งนั้นได้


ในช่วงยุคปี ค.ศ. 1920 เป็นต้นมา มีข่าวลือด้านลบมากมายส่งผลทำให้โรงพยาบาลแห่งนี้ค่อย ๆ เสื่อมความศรัทธาลงไป โดยในปี ค.ศ. 1921 มีคนไข้กว่า 1,200 ราย ที่เกือบทั้งหมดเป็นคนไข้เด็ก ต่างก็ถูกนำตัวไปแออัดกันอยู่ในห้องโถงเพียงห้องเดียว ซึ่งมันก็เป็นปีเดียวกันกับที่ผู้บริหารโรงพยาบาลชื่อ นายแพทย์ชาร์ลส์ ลิตเติล ประกาศว่าเขาตั้งใจที่จะนำผู้ป่วยทั้งหมด มาใช้ทดลองทางด้านยารักษาโรค โดยในช่วงปี ค.ศ. 1950 มีผู้ป่วยทางจิตมากกว่า 4,000 ราย นอนเรียงรายไปทั่วพื้นที่ทางเดินของโรงพยาบาล โดยผู้ป่วยที่ถูกทอดทิ้งส่วนมากล้วนเป็นเพศหญิง พวกเธอล้วนถูกทารุณกรรมและเสียชีวิตไปเป็นโดยที่ไม่มีใครเหลียวแล

ในที่สุดเลทช์เวิร์ธวิลเลจแห่งนี้ ก็ต้องถูกปิดกิจการไปในปี ค.ศ. 1996 และตั้งแต่วันนั้นก็เริ่มมีรายงานเกี่ยวกับภูตผีวิญญาณออกมาตามระเบียบ ทั้งเสียงเด็กหัวเราะ โต๊ะและเก้าอี้สามารถเคลื่อนที่ไปมาบนพื้นโรงพยาบาล กองกล่องกระดาษเรียงตัวกันเป็นคำว่า “ความตาย” ซึ่งก็ล้วนเป็นรายงานที่มาจากเหล่าผู้แวะเข้ามาเยี่ยมชมในสถานที่แห่งนี้โดยไม่ได้รับอนุญาตทั้งสิ้น


ซึ่งก็มีคนอีกกลุ่มออกมาคัดค้านว่า เรื่องเล่าที่เล่าไปนั้นไม่ใช่เรื่องจริงสักอย่าง แต่ฝั่งที่เชื่อก็ไม่ได้บังคับให้ใครต้องเชื่อตามเขา แค่ให้คำแนะนำดี ๆ กลับไปว่า ถ้าแน่จริงพี่ไม่ลองไปเที่ยวที่นี่ตอนกลางคืนดูสักครั้งล่ะ ?

สภาพโรงพยาบาลในปัจจุบัน
(ภาพจาก: Gulshan และ Untapped Cities)

ซึ่งเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสิ่งที่เกิดในโรงพยาบาลร้างนั้น มันจะเกิดจากผีของจริงหรือจะเป็นสิ่งที่เกิดจากพวกวัยรุ่นมือซน แอบไปทำทิ้งไว้เพื่อหลอกคนที่ลักลอบเข้าไปดูหรือเปล่า ? ก็คงต้องขอให้ใครก็ได้ ลองไปเที่ยวตอนกลางคืนให้ดูเพื่อพิสูจน์เหมือนกันนะครับ

ที่มา: Web ArchiveIssuuSullivancountypost และ Weirdus

นั่นก็เป็นสถานที่ทั้งหมดที่มิติที่ 6 เองอยากแนะนำให้ท่านผู้ชมลองแวะไปพักผ่อนดูสักครั้ง ทุกสถานที่มีเจ้าของ จะทำอะไรก็อย่าลืมบอกกล่าวให้เขาได้รับรู้ เพราะยิ่งถ้าพวกเขาไม่ใช่มนุษย์แบบเราด้วยแล้วล่ะก็ เดี๋ยวจะหาว่ามิติที่ 6 ไม่เตือนนะครับ !!!


หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ และอย่าลืมทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี !

แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา: Listverse

แท็ก: 10-terrifying-places-haunted-by-the-ghosts-of-brutal-violence