ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

[18+ จัดเต็ม] มิติที่ 6 แจ็คเดอะริปเปอร์ จอมเชือดตำนานสยองขวัญแห่งประเทศอังกฤษ



สำหรับมิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาคุณย้อนกลับไปใน ค.ศ. 1888  เพื่อพบกับคดีฆาตกรรมคดีหนึ่ง ซึ่งกลายเป็นคดีมืดดำ ที่สื่อในยุคนั้นต่างพยายามช่วยกันตั้งสมมติฐานหาตัวคนร้าย มีผู้ต้องสงสัยหลายรายตั้งแต่นักเขียน นักวาดภาพ ไปจนถึงพระราชินีแห่งราชวงศ์อังกฤษ แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ว่า คนร้ายเป็นใคร และก่อเหตุฆาตกรรมไปทำไม จนสมญานามของฆาตกรรายนี้ ก็ได้กลายเป็นไอค่อนแห่งการฆาตกรรมต่อเนื่องปริศนารายอื่น ๆ ที่มีลักษณะคล้ายกันในยุคต่อมา


กลางดึกของวันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม ค.ศ. 1888  ณ ไวท์ชาเพล ที่อยู่อาศัยอันฟอนเฟะ อยู่ทางตะวันออกของกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ  ย่านที่มีทั้งอาชญากรรม และยาเสพติดสิงสู่อยู่ที่นี่ ราวกับว่ามันเป็นเรื่องปกติ คืนนั้น "แมรี่แอน นิโคลส์" เธอกำลังเดินอยู่ตามลำพังบนถนน จู่ ๆ ก็มีเงาคนลึกลับเดินตามหลังเธอมาโดยที่เธอไม่น่าจะทันรู้ตัว ทันใดนั้นมันก็ได้ลงมือจู่โจมรัดคอของเธอจนหมดสติ ซึ่งเจ้าฆาตกรจอมโหดคนนี้ ได้ใช้มีดขนาด 12 นิ้ว ชำแหละร่างของเธออย่างโหดเหี้ยมจนหนำใจ จากนั้นก็หลบหนีหายไปในความมืดของยามราตรี

แมรี่แอน นิโคลส์

จนกระทั่งเวลาผ่านไปไม่นาน ก็มีคนพบศพแมรี่แอน นิโคลส์ เหยื่อรายแรกผู้น่าสงสาร เนื่องจากสภาพศพของเธอนั้น ที่ลำคอของเธอถูกเชือดเป็นรอยลึก และช่วงล่างของเธอนั้น ก็ยังถูกมีดเล่มเดียวกัน กรีดชำแหละเปิดกว้างออก จนเครื่องในทะลักออกมา ทั้งเลือดและเครื่องในของเธอไหลอาบไปทั่วพื้น ส่งกลิ่นคาวคละคลุ้งไปทั่ว โดยตอนเจ้าหน้าที่ได้พบศพนั้น ร่างที่ไร้วิญญาณของเธอเพิ่งตายใหม่ ๆ ศพยังไม่ทันเย็นซะด้วยซ้ำ

เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้ามาสืบคดีนี้ ต่างก็พยายามหาร่องรอยที่คนร้ายทิ้งไว้ตามเครื่องไม้เครื่องมือในสมัยนั้นจะช่วยได้ แต่ยังไม่ทันจะมีอะไรคืบหน้า เวลาผ่านไปเพียงแค่เดือนเดียว ในช่วงเวลาประมาณหกโมงเย็นของวันที่ 8 กันยายน ค.ศ. 1888 ก็มีเหยื่อเคราะห์ร้ายเกิดขึ้นมาอีกราย ครั้งนี้เป็นคราวเคราะห์ของ "แอนนี่ แช็บแมน" โดยสภาพศพของเธอนั้น แทบไม่ต่างจากแมรี่แอน นิโคลส์ สักเท่าไหร่ คอของเธอถูกเชือดเป็นรอยลึกถึง 2 รอย และที่ท้องของเธอ ก็ถูกผ่าลักษณะเช่นเดียวกันกับนิโคล แต่คราวนี้ผิดแปลกไปอย่างหนึ่งคือ มดลูกของแช็บแมนนั้น ถูกคนร้ายควักออกไปด้วย ซึ่งเหตุการณ์ฆาตกรรมครั้งที่ 2 นี้ มีรายงานว่าพบพยานในที่เกิดเหตุให้การว่า เขาเห็นแอนนี่ แชบแมน กำลังอยู่กับชายลึกลับผมสีดำ แต่งกายโทรม ๆ แต่ดูสุภาพเรียบร้อย ก่อนที่จะพบว่าเธอเพิ่งเสียชีวิตเพียงครึ่งชั่วโมง

แอนนี่ แช็บแมน และแฟนหนุ่ม

เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามสืบหาคนร้ายต่อไป แต่ความสยองขวัญยังไม่ทันจางหาย เวลาผ่านไปไม่ถึงเดือน ในเช้าวันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน ค.ศ. 1888 ก็พบศพเหยื่อเคราะห์ร้ายพร้อมกันอีกถึง 2 ราย

รายแรกคือ "เอลิซเบธ สไตรด์" และอีกรายหนึ่งคือ "แคเธอรีน เอ็ดโดวส์" โดยศพของเอลิซเบธ สไตรด์นั้น ถูกพบเมื่อช่วงเวลาประมาณตี 1 แถวสวนสาธารณะดัฟฟิลด์ ใกล้ถนนเบิร์นเนอร์ ซึ่งปัจจุบันคือถนนเอ็นรีเก้ ย่านไวท์ชาเพล

สภาพศพของเอลิซเบธนั้น ถูกเชือดที่บริเวณด้านซ้ายของคอ แต่ที่ท้องของเธอกลับไม่ได้ถูกเชือดเหมือนรายอื่น ๆ ซึ่งคาดว่าอาจเป็นไปได้ที่คนร้ายเจออะไรบางอย่าง ทำให้ไม่สามารถลงมือผ่าท้องของเธอได้

เอลิซเบธ สไตรด์

ส่วนศพของแคทเธอรีน เอ็ดโดวส์ นั้น ถูกพบอยู่แถวจตุรัสไมเตอร์ ในกรุงลอนดอนเช่นเดียวกัน ซึ่งพบหลังจากเอลิซเบธ สไตรด์เพียงสามชั่วโมงครึ่งเท่านั้น โดยสภาพศพของเธอก็ถูกคนร้ายใช้มีดเชือดคอเป็นรอยยาว ส่วนท้องก็ถูกผ่าออกมาเช่นเดียวกัน โดยเครื่องในสำคัญ ๆ ในท้องของเธอนั้น ได้ถูกควักออกไปด้วย ซึ่งในที่เกิดเหตุนั้น มีพยานชื่อว่าโจเซฟ ลาเวนเด้ ที่เดินเล่นอยู่กับเพื่อน ๆ ได้ระบุรูปพรรณของคนร้ายเพิ่มเติมว่า เขาเห็นชายผมสีอ่อน ๆ กำลังยืนคุยอยู่กับเอ็ดดาวส์ ก่อนที่จะเกิดเหตุสยองขวัญครั้งนี้

แคทเธอรีน เอ็ดโดวส์

ซึ่งสำหรับพยานที่ชื่อโจเซฟนั้น เขาอาจเข้าใจว่ามีคนตายเพียงคนเดียว แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น ถึงกับตกใจกับเหตุการณ์ฆ่าดับเบิ้ลฆ่าของคนร้ายรายนี้ นี่มันอะไรกัน เจ้าคนร้ายมันเกิดสะดุดอะไรระหว่างที่กำลังสังหารเอลิซเบธกันแน่ ทำไมมันถึงไม่พอใจที่ได้ฆ่าคนไปแล้ว และทำไมมันถึงเลือกที่จะฆ่าแคทเธอรีน เอ็ดโดวส์ เพิ่มอีกรายในคืนเดียวกัน ใจของมันทำด้วยอะไรกัน ?

ซึ่งต่อมาชิ้นส่วนผ้ากันเปื้อนของเอ็ดโดวส์ที่หายไป ได้ถูกพบที่บริเวณทางเข้าของตึกแถว ย่านถนนกูลสตั้น แถบไวท์ชาเพลนั่นเอง โดยมันถูกพบอยู่ในสภาพชุ่มไปด้วยเลือด โดยบริเวณกำแพงใกล้ ๆ นั้น ก็มีรอยเลือดละเลงเป็นตัวหนังสือแบบกราฟิตี้ สื่อความหมายว่า "พวกยิว" ซึ่งเรื่องนี้ ก็ไม่มีใครเข้าใจว่า คนร้ายมันจะเขียนแบบนั้นทำไม แล้วทำไมต้องทิ้งชิ้นส่วนของผ้ากันเปื้อนนี้ไว้ด้วย ?  ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนชื่อ ชาร์ล วอเรนน์ สันนิษฐานว่า การกระทำเช่นนี้ของคนร้ายนั้น เขาอาจอยากบอกให้รู้ว่า เขาเป็นพวกต่อต้านชาวยิวก็เป็นได้ ซึ่งต่อมา ร่องรอยเลือดบนกำแพงแห่งนั้น ก็ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจล้างออก

ในสมัยก่อน การสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็นไปได้อย่างยากลำบากมาก เพราะเพียงแค่ปากคำของพยานในที่เกิดเหตุนั้น มันก็ไม่มากพอที่จะสามารถหาตัวคนร้ายได้ ซึ่งระหว่างที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังมึนกับการสืบสวนที่ไม่คืบหน้าเลยแม้แต่น้อยนั้น

ในวันศุกร์ที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1888  ช่วงเวลาประมาณ 10:45 น. ก็มีรายงานผู้พบศพของ "แมรี่ เคลลี่" นอนตายอยู่ในห้องของเธอเอง ที่บ้านเลขที่ 13 แถบมิลเลอร์คอร์ท ถนนดอร์เซ็ทสปีทอลฟิลด์ ศพของแมรี่ เคลลี่ อยู่ในสภาพยับเยิน ทั่วทั้งร่างของเธอ ถูกคนร้ายชำแหละเละเทะน่าเวทนาเป็นอย่างมาก ที่คอของเธอถูกคนร้ายกดมีดลึกลงมาจนถึงกระดูกสันหลัง ลากยาวมาจนถึงบริเวณหน้าท้อง เจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วพบว่า หัวใจของเธอถูกควักหายไป

แมรี่ เคลลี่

ซึ่งเหตุการณ์การฆาตกรรมต่อเนื่องสุดโหดทั้ง 5 รายนี้ ถูกตั้งชื่อว่า "ห้าบัญญัติฆาตกรรม" หรือ "เดอะคาโนนิคัล ไฟฟ์ เมอร์เดอร์ส" เพราะทุกศพล้วนเป็นหญิงขายบริการ และทุกศพ ล้วนถูกสังหารในเวลากลางคืน โดยวันที่เหยื่อแต่ละคนถูกฆ่านั้น มันก็ตรงกับช่วงสุดสัปดาห์เหมือนกันทั้งสิ้น แถมสภาพศพที่ถูกพบก็ดูจะถูกกระทำรุนแรงมากขึ้น ซึ่งมีเพียงเหยื่อรายเดียวที่ฆาตกรลงมือไม่ครบขั้นตอน เพราะอาจจะถูกใครผ่านมาเห็นเข้านั่นเอง

ซึ่งรูปแบบการฆาตกรรมเช่นนี้ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจลงความเห็นว่า เหยื่อทุกรายนั้น ล้วนมาจากฝีมือของฆาตกรคนเดียวกันทั้งสิ้น โดยหลังจากที่เหยื่อทั้ง 5 ถูกสังหารไป ก็ยังคงมีเหตุฆาตกรรมเกิดขึ้นอีกมากมาย เพียงแต่ว่า มีเพียง 5 รายนี้เท่านั้น ที่น่าจะพูดได้ว่า เป็นฝีมือของ "แจ็คเดอะริบเปอร์" เพราะที่เหลือ เหยื่อจะถูกฆ่าตายในลักษณะที่แตกต่างกันออกไป ไม่มีรายใดถูกฆ่าด้วยวิธีเชือดอีกเลย

ท่ามกลางความสงสัยว่าใครคือแจ็คเดอะริปเปอร์ มากว่าร้อยปีนั้น ได้มีเหล่าสื่อมากมายหลายสาย พยายามตั้งทฤษฎีเพื่อหาคำตอบ โดยผู้ต้องสงสัยในยุคนั้นก็มีทั้ง "ลูอิส คาร์โรลล์" นักเขียนเรื่องอลิสอินวันเดอร์แลนด์ ไปจนถึง "วอลเตอร์ ชิคเกิร์ต" นักวาดภาพอิมเพรสชั่นนิสม์ผู้โด่งดัง หรือแม้แต่มีการตั้งสมมติฐานว่า เรื่องนี้อาจมีคนของราชวงศ์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งพวกเขาหมายถึงกรณีที่ "เจ้าชายอัลเบิร์ต วิคเตอร์" หลานของพระนางวิคตอเรียราชินีอังกฤษ ที่พระองค์มักจะเสด็จไปในย่านที่เกิดคดีฆาตกรรมนี้อยู่บ่อยครั้ง เพราะว่ามีข่าวลือออกมาว่า เจ้าชายอัลเบิร์ตน่าจะเป็นพระบิดาของเด็กคนหนึ่ง เด็กที่เกิดจากสาวชาวบ้านแถวย่านนั้น ทำให้พระราชินีทรงรับสั่งให้ส่งคนไปกำจัดผู้หญิงทุกคน ที่รู้จักกับเด็กคนนี้ ซึ่งถ้าเราดูกันให้ดี ๆ จะพบว่า แต่ละทฤษฎีที่ตั้งผู้สงสัยขึ้นมานั้น ล้วนแล้วแต่คิดอ่านกันไปเอง จนเหมือนแค่อยากจะใส่ร้ายป้ายสีให้กับบุคคลสำคัญต่าง ๆ เท่านั้นเอง

แต่ไม่ว่าสื่อ และเจ้าหน้าที่ตำรวจของอังกฤษในสมัยนั้น จะพยายามมากมายเท่าไหร่ ก็ไม่มีใครสามารถรู้ได้ว่า แท้ที่จริงแล้วใครคือฆาตกรผู้นี้ จนเมื่อเวลาผ่านไป มาจนถึงยุคของเรานี้ ก็มีรายการทีวีชื่อว่า "รายการ Mystery Quest" ได้ส่งทีมงานไปตามย่านต่าง ๆ ของลอนดอนเพื่อทำการสืบสวน และตรวจสอบหาหลักฐานใหม่ๆ โดยพวกเขาสามารถโยงไปถึงผู้ต้องสงสัยรายใหม่ได้สองคน คนหนึ่งคือแพทย์ชาวอเมริกัน "ฟรานซีส ทัมเบิลตี้ (Francis Tumblety)" และอีกคนหนึ่งที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นแจ็คเดอะริปเปอร์ได้นั้น อาจเป็นผู้หญิงที่มีชื่อว่า "แมรี่ เพียร์ซี่ (Mary Pearcey)"


โดยการสืบหาครั้งใหม่นี้ อยู่ในช่วง ค.ศ. 2006  พวกเขาได้มอบหมายให้ ผู้เชี่ยวชาญด้านดีเอ็นเอจากประเทศออสเตรเลีย ได้ทำการทดสอบน้ำลายจากจดหมายที่เชื่อกันว่า มันถูกส่งมาจากแจ็คเดอะริปเปอร์ในช่วงที่ก่อเหตุ ซึ่งช่วงนั้นมีจดหมายแบบนี้อยู่มากมาย ส่งมาถึงหนังสือพิมพ์และตำรวจ โดยมีอยู่ฉบับหนึ่ง ที่น่าจะเป็นจดหมายฉบับจริงนั้น ได้ถูกนำมาใช้ในการทดสอบดีเอ็นเอครั้งนี้ ซึ่งผลการทดสอบดีเอ็นเอกลับระบุว่า ผู้ที่ทำการปิดซองจดหมายฉบับนี้คือผู้หญิง


ซึ่งตามความจริงแล้ว ผู้ต้องสงสัยที่เป็นหญิงคนนี้ คือ "แมรี่ เพียร์ซี่" เองก็ได้เสียชีวิตไปตั้งแต่ปี ค.ศ. 1890 โดยช่วงที่เธอมีชีวิตอยู่นั้น เธอได้เคยลงมือสังหารลูกเมียของผู้ชายที่เป็นชู้กับเธออย่างโหดเหี้ยม โดยลักษณะการลงมือฆาตกรรมของเธอนั้น เธอได้ทำการปาดคอเหยื่อของเธอจนเป็นแผลลึกมาก จนคอแทบจะขาดเลยทีเดียว ซึ่งก่อนที่เธอจะถูกศาลตัดสินโทษนั้น เพียร์ซี่ได้เขียนจดหมายถึงครอบครัวของเธอ ซึ่งข้อความในจดหมายนั้นบ่งบอกถึงสภาพจิตใจของเธอว่า ตอนนั้นเธอค่อนข้างจะไม่ปกติแล้ว

แมรี่ เพียร์ซี่ ผู้ต้องสงสัย
ในส่วนผู้ต้องสงสัยอีกคน ที่เป็นแพทย์ชาวอเมริกันชื่อ "ฟรานซีส ทัมเบิลตี้" นั้น เขาก็เป็นคนที่มีความรู้ด้านการใช้มีดชำแหละร่างกายคนไข้เป็นอย่างดี โดยตอนแรกนั้น หมอทัมเบิลตี้ไม่น่าจะสามารถตกเป็นผู้ต้องสงสัยได้เลย จนกระทั่งมีการพบจดหมายฉบับหนึ่ง มันมาจากหน่วยงานของสก็อตแลนด์ยาร์ด เนื้อความระบุว่า พวกเขากำลังสงสัยชายคนนี้อยู่ ซึ่งรายงานนี้ถูกเขียนไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1913  โดยหน่วยพิเศษของสก็อตแลนด์ยาร์ดนั้น ได้ระบุข้อมูลว่าหมอทัมเบิลตี้ มักจะแต่งตัวเป็นทหาร และอ้างว่าตัวเองทำงานให้กับกองทัพ โดยมีหลักฐานเป็นภาพถ่าย อยู่ในเครื่องแบบทหารที่ไม่ถูกต้องตามกฎเครื่องแต่งกาย ซึ่งนั่นหมายความว่าหมอทัมเบิลตี้นั้น ได้แอบอ้างว่าตัวเองเป็นทหารนั่นเอง

ฟรานซีส ทัมเบิลตี้ ผู้ต้องสงสัย
ตามข้อมูลยังระบุอีกว่าทัมเบิลตี้ก่อนจะมาเป็นแพทย์นั้น เขาทำตัวเหมือนพวกศิลปินจอมเจ้าเล่ห์ จนกระทั่งเขาได้เป็นแพทย์ในภายหลัง เขาก็ยังแอบขายยาปลอมไปทั่วอเมริกา จนเมื่อถูกจับได้ เขาจึงหนีออกจากอเมริกามาอยู่ที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ซึ่งย่านที่เขาอยู่อาศัยนั้น ก็อยู่ที่ถนนแบทตี้ ใกล้ ๆ กับถนนเบิร์เนอร์ส ซึ่งที่เกิดเหตุของเหยื่อรายแรก กับรายที่สามและสี่ ที่ถูกฆ่าในคืนเดียวกัน และหลังจากที่เกิดเหตุฆาตกรรมของแจ็คเดอะริปเปอร์ในวันดังกล่าว เจ้าของอพาร์ทเม้นท์ที่หมอทัมเบิลตี้เช่าอาศัยอยู่ ก็ได้เคยให้การไว้ว่า ชายอเมริกันคนนี้ได้หายตัวไปในคืนวันนั้นเช่นกัน

จากประวัติส่วนตัวของหมอทัมเบิลตี้เองนั้น ก็ดูเหมือนว่าเขาจะเกลียดผู้หญิงมากพอสมควร เขาเคยแต่งงานกับผู้หญิงคนหนึ่ง เขารักเธอมาก แต่ตอนหลังเขาพบว่า แท้ที่จริงแล้ว เธอเป็นโสเภณี ทำให้ทั้งคู่ตัดสินใจแยกทางกัน และตั้งแต่นั้นมาทัมเบิลตี้ก็ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงคนไหนอีกเลย ซึ่งข้อมูลนี้ค่อนข้างจะสนับสนุนว่าหมอทัมเบิลตี้นั้น มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเป็น "แจ็คเดอะริปเปอร์" เพราะเขาทั้งเกลียดผู้หญิงขายบริการ และพอจะมีความรู้ทางด้านการแพทย์ ซึ่งในสมัยนั้นหมอทัมเบิลตี้เองก็เคยถูกจับ เพราะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสงสัยว่าเป็นแจ็คเดอะริปเปอร์เช่นกัน แต่เพราะว่าไม่มีหลักฐานใด ๆ ที่จะโยงใยไปถึงเขาได้เลย ทำให้หมอทัมเบิลตี้สามารถขอประกันตัวเองออกมา แล้วหนีกลับไปอยู่อเมริกา โดยเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "Frank Townsend"

ส่วนกรณีของ "แมรี่ เฟียร์ซี่" ผู้ต้องสงสัยอีกคนหนึ่งที่เป็นผู้หญิงนั้น มีข่าวลือในสมัยนั้นเช่นกันว่าจริงๆ แล้วแจ๊คเดอะริปเปอร์ ก็อาจจะเป็นผู้หญิงที่จงเกลียดจงชังผู้หญิงหากิน แต่ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจสมัยนั้น กลับไม่อยากจะเชื่อว่า ผู้ต้องสงสัยสามารถจะเป็นผู้หญิงได้ เลยไม่ได้ให้ความสำคัญกับข่าวลือนี้เลย ซึ่งในปี ค.ศ. 2006 ได้มีการทดสอบดีเอ็นเอที่อยู่ในน้ำลายที่ปิดผนึกจดหมายฉบับหนึ่ง ที่น่าจะเป็นของฆาตกรตัวจริงส่งมา กลับระบุว่าดีเอ็นเอดังกล่าวเป็นของผู้หญิง

โดยคดีสยองที่แมรี่ เพียร์ซี่ เคยก่อไว้ในการฆาตกรรมเมียและลูกของชายชู้ที่ตัวเองรักนั้น มีลักษณะคล้ายคลึงกับคดีของแจ็คเดอะริปเปอร์ค่อนข้างมาก โดยคดีนั้นเกิดจากแมรี่มีความสัมพันธ์กับชายที่แต่งงานแล้วคนหนึ่ง และด้วยความอิจฉาริษยาของเธอ ทำให้เธอลงมือฆ่าภรรยาและลูกของเขา ด้วยการหลอกล่อเหยื่อให้มาที่บ้านของเธอ ก่อนจะลงมือสังหารเหยื่อสองแม่ลูกด้วยที่เขี่ยไฟในเตาผิง จากนั้นเธอก็นำเด็กทารกโยนเข้าไปในเตาเผา แล้วนำซากศพของทั้งสองใส่ลงในรถเข็นเด็ก นำไปทิ้งให้ไกลจากบ้านของเธอ โดยศพของเหยื่อได้ถูกพบในภายหลัง ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่า ที่ลำคอชองเหยื่อนั้น มีบาดแผลที่ลึกมาก ซึ่งมันตรงกับเอกลักษณ์ในการสังหารเหยื่อของแจ็คเดอะริปเปอร์ และในคำให้การของแมรี่ เพียร์ซี่นั้น  เธออ้างว่าเธอไม่มีทางเลือก เธอต้องนำศพของผู้หญิงคนนั้นใส่ลงในรถเข็นเด็ก เธอจึงตัดสินใจตัดส่วนคอลงไปลึกมาก เพื่อให้ศพสามารถยัดลงไปในรถเข็นเด็กเล็ก ๆ ได้

เมื่อกลับมาดูที่ข้อมูลสำคัญ ข้อมูลที่เป็นเบาะแสว่า แจ็คเดอะริปเปอร์นั้นสามารถจะเป็นใครได้ ก็มาจากจดหมายฉบับหนึ่ง จากจำนวนจดหมายหลาย ๆ ฉบับที่อ้างว่าตัวเองเป็นแจ็คเดอะริปเปอร์ส่งจดหมายมา โดยหลาย ๆ ฉบับนั้น ล้วนสามารถระบุได้ว่า เป็นจดหมายปลอมจากพวกป่วนเมือง แต่มันกลับมีจดหมายอยู่ฉบับหนึ่ง ที่ถูกส่งมาพร้อมกับไตข้างหนึ่งของมนุษย์ จดหมายฉบับนี้ระบุผู้ส่งว่ามาจากนรก และไม่มีลายเซ็นต์อยู่ที่ท้ายจดหมายเลย โดยไตดังกล่าวนั้น สามารถระบุได้ว่า เป็นไตข้างหนึ่งของแคทเธอรีน เอ็ดโดวส์ เหยื่อเคราะห์ร้ายที่ได้เล่าไว้เมื่อต้นเรื่อง โดยจดหมายเขียนว่า

"จาก นรก...
ผมขอส่งไตข้างนี้มาให้คุณ มันมาจากผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งผมได้ห่อมันเอาไว้เป็นอย่างดี ผมได้หั่นมันเป็นชิ้นพอดีคำ เพื่อที่คุณจะได้กินมันได้ง่ายขึ้นนั่นเอง ผมอาจจะส่งมีดเล่มนั้นมาให้คุณในภายหลัง ถ้าคุณจะกรุณารอต่อไปอีกสักพัก ลงชื่อ มาจากผม ถ้าคุณทำได้"

โดยต่อมาจดหมายฉบับนี้ได้กลับหายไปจากห้องเก็บหลักฐานของสก็อตแลนด์ยาร์ด เมื่อปี ค.ศ. 1950 แต่ก็ยังมีสำเนาเก็บไว้ ซึ่งหลังจากที่วิเคราะห์ลายมือ โดยนักวิเคราะห์ลายมือแล้วสามารถระบุได้ว่า ผู้ที่เขียนจดหมายฉบับนี้ เป็นลักษณะของคนที่ชอบล่วงละเมิดทางเพศ ส่วนของการสะกดคำในจดหมาย ก็สามารถระบุได้ว่า เป็นลักษณะการสะกดคำในรูปแบบของชาวไอริช หมายความว่า เจ้าของจดหมายน่าจะเป็นชาวไอริช ซึ่งผู้ต้องสงสัยรายแรกอย่างหมอฟรานซิส ทัมเบิลตี้นั้ แม้เขาจะเป็นชาวอเมริกัน แต่พ่อของเขากลับเป็นชาวไอริช และเมื่อนำจดหมายจากนรกฉบับนี้ มาเปรียบเทียบลายมือกับจดหมายของทัมเบิลตี้ ก็พบว่ามีความคล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก สิ่งหนึ่งที่พบว่าคล้ายกันก็คือการเชื่อมโยงคำที่ไม่ปกติ และการเขียนตัววาย ที่ลากหางยาวไปถึงคำด้านล่างที่อยู่อีกบรรทัดหนึ่งก็ใกล้เคียงกัน ซึ่งสุดท้ายแล้วผู้เชี่ยวชาญด้านลายมือก็สรุปว่า มีความเป็นไปได้สูงว่าผู้ที่เขียนจดหมายจากนรกคือฟรานซิส ทัมเบิลตี้

สุดท้ายได้มีการวิเคราะห์พฤติกรรมของฆาตกรเพิ่มเติม โดยวิเคราะห์จากรูปคดีออกมาว่า คนร้ายนั้น ไม่มีความจำเป็นต้องเชี่ยวชาญพื้นที่อะไรเลย เพราะเหยื่อของแจ็คเดอะริบเปอร์แต่ละราย ล้วนถูกสังหารในสถานที่ใกล้เคียงกัน และคนร้ายก็ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ทางการแพทย์ เหมือนอย่างที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสมัยนั้นวิเคราะห์ไว้เลยก็เป็นได้ เพราะบาดแผลของเหยื่อนั้น ไม่ได้ดูเหมือนคนมีความสามารถใช้มีดเป็นอย่างดีเลย มีแต่ร่องรอยของแผล ที่บ่งบอกถึงความโหดเหี้ยมของคนร้ายเท่านั้นเอง

ฆาตกรน่าจะจงใจทำร้ายเหยื่อที่เป็นเพศหญิงอย่างรุนแรง เพราะมีการผ่าเอามดลูกและหัวใจของเหยื่อออกไป เป็นไปได้ว่า ฆาตกรนั้นเกลียดเพศหญิงเป็นอย่างมาก

เมื่อได้ข้อสันนิษฐานมาแบบนี้ ก็เป็นไปได้ว่า เราอาจจะสามารถระบุตัวคนร้ายที่แท้จริงได้ว่าแจ็คเดอะริปเปอร์นั้น อาจเป็น "ฟรานซิส ทัมเบิลตี้" ด้วยคุณสมบัติที่ตรงมากที่สุด แต่ถึงแม้ผลสรุปจะออกมาแบบนั้น มันก็ไม่สามารถจะทำอะไรคนร้ายได้แล้ว เพราะว่าเวลามันผ่านมาเนิ่นนาน จนทุกคนได้เสียชีวิตไปทั้งหมดแล้ว

จากเรื่องราวของแจ็คเดอะริปเปอร์นี้ มิติที่ 6 ได้พยายามรวบรวมข้อมูลมาค่อนข้างนาน เพราะอยากนำเสนอเรื่องราวที่มากกว่าการฆาตกรรมของเขา ซึ่งสุดท้าย แม้จะยังไม่สามารถให้คำตอบอะไรได้ แต่ก็หวังว่า ผู้อ่านทุกท่าน น่าจะได้รับข้อมูลเรื่องนี้มากขึ้นกว่าเดิมจากเรา


ถึงแม้เวลามันจะผ่านล่วงเลยมานานร้อยกว่าปีแล้วก็ตาม การเดินทางในที่เปลี่ยว หรือสถานที่อโคจรในยามค่ำคืนนั้น มันก็ค่อนข้างจะอันตรายเหมือนเดิม อย่างไรแล้ว หากไม่จำเป็น ก็อย่าได้เดินทางผ่านเส้นทางแบบนั้น เพราะไม่อย่างนั้น เราอาจโชคร้าย ได้พบเจอกับฆาตกรโรคจิตอย่าง "แจ็คเดอะริปเปอร์" ก็เป็นได้


หลังจากอ่านจบแล้ว อย่าลืมกดติดตาม กด ไลค์ กดแชร์ เรื่องราวกันนะครับ
เรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ที่มา
https://en.m.wikipedia.org/w/index.php?title=Jack_the_Ripper&mobileaction=toggle_view_mobile
http://www.anyapedia.com/2013/10/jack-ripper.html