ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันศุกร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2559

มิติที่ 6 แบล็คไนท์ แซทเทิลไลท์ อัศวินสีดำจากห้วงอวกาศ




มีเรื่องเล่าขานกันว่า มันคือดาวเทียมที่มนุษย์ต่างดาวส่งมายังโลกเมื่อ 13000 ปีก่อน บ้างก็อ้างว่าในปี ค.ศ. 1899 นั้น นิโคลา เทสล่า ได้พบสัญญาณวิทยุส่งมาจากตัวมัน ทั้งดาวเทียม ทั้งมนุษย์อวกาศ ต่างก็เห็นมันด้วยตาเปล่าข้างบนนั้น ทั้งภาพถ่ายจากอวกาศที่จับภาพมันไว้ได้อย่างชัดเจน ถูกเผยแพร่สู่สาธารณะชนแล้ว แต่ทำไมรัฐบาลสหรัฐอเมริกากลับพยายามเบี่ยงประเด็น แสดงออกว่ามันไม่มีตัวตน และไม่ได้มีอะไรน่าสนใจ หรือว่าจริงๆ แล้วพวกเขาซ่อนความลับอะไรบางอย่างเอาไว้ ?


ปี ค.ศ. 1940 สื่อมวลชนสายเรื่องราวลึกลับของประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ตีพิมพ์เรื่องของวัตถุแปลกปลอมชิ้นหนึ่ง ที่ล่องลอยโคจรอยู่รอบโลกมาเป็นเวลานานแล้ว เมื่อข่าวนี้ได้เผยแพร่ออกไป ทางเพ็นตาก้อน หน่วยงานด้านความปลอดภัยของอเมริกา กลับทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ มิติที่ 6 วันนี้ เราจะพาท่านออกไปยังสุดชั้นบรรยากาศของโลก เพื่อพบกับมัน !!!
ภาพถ่ายจริงของวัตถุลึกลับ
หลังจากที่เรื่องราวของวัตถุลึกลับได้ถูกเผยแพร่ออกไป ท่ามกลางความสงสัยของเหล่านักสืบปริศนาดาราศาสตร์ของอเมริกา ต่างก็พากันตั้งข้อสงสัยถึงวัตถุแปลกประหลาดชิ้นหนึ่ง วัตถุที่ไม่สามารถระบุแหล่งที่มาได้ วัตถุที่ไม่ใช่จานดาวเทียมของอเมริกา จนถึงวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 1954 เรื่องราวของวัตถุลึกลับนี้ก็ได้ถูกพูดถึงอีกครั้งโดยหนังสือพิมพ์เซนต์หลุยส์โพสต์ ดิสแพทช์ ที่พาดหัวข่าวใหญ่ว่า

"เจ้าดาวเทียมลึกลับนั้น มันโคจรรอบโลก และมันมีถึง 2 ชิ้น เลยทีเดียว"

โดยเนื้อหาข่าวบอกว่า เมื่อ 3 สัปดาห์ก่อนนั้น ทางผู้นำของกองทัพอเมริกัน ได้ตรวจพบดาวเทียมสีดำอันลึกลับ มันโคจรอยู่รอบโลก ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่ามันเป็นดาวเทียมจากฝ่ายศัตรูอย่างรัสเซีย ซึ่งเรื่องนี้ทำให้กองทัพรู้สึกว่า มันจะต้องได้รับการเปิดเผยว่า มีอะไรบางอย่างกำลังแอบมองชาวอเมริกันอยู่ และเมื่อกองทัพได้ส่งเครื่องบินไปตรวจสอบใกล้ ๆ ก็กลับพบว่ามันได้หายไป
ภาพถ่ายวัตถุลึกลับบริเวณขั้วโลก
และในวันที่ 23 สิงหาคม ค.ศ. 1954 นิตยาสารเทคโนโลยี แมกกาซีน เอเวียชั่น วีค แอนด์สเปซ เทคโนโลยี ได้ตีพิมพ์บทความ โดยอ้างว่า เพนตาก้อน ได้พยายามปิดบังข้อมูลของมัน !!

ซึ่งภายหลัง "ดร. ลินคอล์น ลาปาซ" ผู้เชี่ยวชาญเรื่องสิ่งมีชีวิตนอกโลกของมหาวิทยาลัยนิวเม็กซิโก ได้เป็นผู้ก่อตั้งโครงการระบุตัวตนของมัน และในที่สุดก็พบว่า ดาวเทียมประหลาดนี้ มีอยู่ทั้งสิ้น 2 ชิ้น ชิ้นแรกโคจรอยู่เหนือพื้นโลกบริเวณขั้วโลกประมาณ 400 ไมล์ และอีกชิ้น โคจรอยู่ในระยะ 600 ไมล์ ซึ่งทางเพนตาก้อนคิดว่า มันเป็นเพียงซากของยานอวกาศของกองทัพอเมริกา ที่ถูกรัสเซียทำลายไว้เท่านั้น
ดร. ลินคอล์น ลาปาซ
ความสนใจต่อดาวเทียมลึกลับนี้ ได้เริ่มเป็นที่สนใจเป็นวงกว้างมากขึ้น เมื่อปี ค.ศ. 1957 นั้น ดาวเทียมดวงแรกของโลก ชื่อว่า "สปุ๊ตนิก 1"  ได้รายงานว่าพบวัตถุที่ไม่สามารถระบุที่มาได้ชิ้นหนึ่งอย่างเป็นทางการ โดยวิเคราะห์แล้วก็พบว่า มันน่าจะโคจรอยู่ทางขั้วโลกอย่างโดดเดี่ยวมานานมากแล้ว ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่มีประเทศไหน สามารถคิดค้นอะไรให้มาโคจรรอบโลกที่บริเวณขั้วโลกใต้มาก่อน และกว่าจะมีการส่งดาวเทียมไปโคจรที่บริเวณนี้จริง ๆ โลกก็อยู่ในยุคปี ค.ศ. 1960 แล้ว

ซึ่งเมื่อถึงปี ค.ศ. 1960 จริง ๆ เรื่องของมันก็สร้างความมหัศจรรย์ให้กับเหล่านักอวกาศนิยมกันมาก มีนักวิทยาศาสตร์ได้คำนวนน้ำหนักของมันว่า น่าจะหนักได้มากกว่า 10 ตันเลยทีเดียว

ต่อมาในปี ค.ศ. 1963 เมื่อ "กอร์ดอน คูเปอร์" ได้ขึ้นสู่อวกาศ ในการโคจรรอบโลกครั้งสุดท้าย เขาได้รายงานถึงการพบวัตถุสีเขียว ลอยผ่านด้านหน้าของยานอวกาศ แต่เมื่อเขาได้กลับมายังพื้นโลก นักข่าวของสำนักข่าว NBC กลับไม่ได้รับอนุญาตให้สัมภาษณ์คูเปอร์ถึงเรื่องนี้เลย และมีการกลบเกลื่อนสิ่งที่เขาเห็นว่าจริง ๆ มันเป็นเพียงก้อนคาร์บอนไดออกไซด์หนาแน่น ที่ทำให้คูเปอร์เห็นภาพหลอนเท่านั้น
กอร์ดอน คูเปอร์
ปี ค.ศ. 1973 "ดันแคน ลูแนน" นักเขียนชาวสก็อตแลนด์ ได้ตั้งสมมติฐานระบุอายุของมันว่า มันอยู่คู่โลกมากว่า 13000 ปีแล้ว และแท้ที่จริง เจ้าอัศวินดำนี้ กำลังทำหน้าที่สอดส่องดูความเป็นไปของโลกเรา และส่งข้อมูลกลับไปยังดาวที่มันจากมา ซึ่งถึงแม้เรื่องนี้จะดูคลุมเครื่อ แต่มันก็สามารถสร้างสีสันให้กับเรื่องของมันได้มากเลยทีเดียว
ดันแคน ลูแนน นักเขียนชาวสก๊อต
แต่อย่างไรก็ดี เจ้าวัตถุลึกลับดังกล่าวนี้ มันได้ล่องลอยโคจรอยู่บริเวณขั้วโลกของเราอย่างเหงา ๆ ลำพังมานานก็จริง แต่ปัจจุบันนี้ มนุษย์เรานั้นก็พัฒนาตัวเองจนสามารถจะบินขึ้นไปอยู่เป็นเพื่อนกับมันได้แล้ว
นักทฤษฎีสมคบคิดล้วนลงความเห็นที่จะเรียกมันว่า "แบล็คไนท์ แซทเทิลไลท์" ด้วยลักษณะของมันที่ดูคล้ายมนุษย์ และมีสีดำ ยิ่งทำให้มันดูน่าหลงไหล น่าค้นหาเพิ่มเข้าไปอีก

โดยภาพถ่ายทางอวกาศของมัน ได้ถูกทางองค์การนาซ่า ถ่ายไว้มากมาย และได้นำออกมาเผยแพร่ให้สาธารณชนได้ชมกัน

แต่อีกด้านของนักมโนยูเอฟโอที่ได้ให้ความสนใจเกี่ยวกับเจ้าอัศวินดำก้อนนี้ ต่างพยายามค้นหาข้อมูลลึก ๆ ของมันไปในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความพยายามในการจินตนาการรูปร่างที่แท้จริงภายใต้เงามืดของมัน ว่าจริง ๆ แล้วมันคือยานอวกาศรูปร่างคน
และก็มีบางคน พยายามบอกว่า แท้ที่จริง เจ้าอัศวินดำนี้ ไม่น่าจะมาจากไหนลึกลับ เพราะรูปร่างของมันหลาย ๆ ส่วน คล้ายคลึงกับชิ้นส่วนของยานอวกาศที่ถูกสลัดออกมาช่วงที่กำลังบินขึ้นไป

และบางคนก็บอกว่า มันเป็นเพียงชิ้นส่วนที่หลุดจากการซ่อมแซมดาวเทียมเท่านั้นเอง โดยได้นำภาพของมัน มาเทียบเชิงซ้อนกับชิ้นส่วนดังกล่าวด้วย

และสาเหตุที่ทำให้ช่วงนี้ มีผู้คนในโลกอินเตอร์เน็ต ได้พูดถึงมันกันเป็นอย่างมากนั้น ก็มาจากภาพยนต์ส่งเสริมการขายของบริษัทเปบซี่ เรื่อง "แบล็คไนท์ ดีโค้ดเด็ด" โดยเรื่องราวพูดถึงความพยายามของมนุษย์ที่จะส่งข้อความออกไปยังอวกาศภายนอก โดยสร้างสัญลักษณ์แห่งความเป็นมิตรทางพื้นดิน ให้เจ้าอัศวินสีดำบนอวกาศได้ถ่ายทอดออกไปยังดาวอันไกลโพ้น ซึ่งภาพยนต์ชุดนี้ ท่านสามารถแวะไปชมกันได้ในยูทูป ตามในลิงค์ด้านล่างนี้

ภาพยนต์จาก PEPSI
BLACK KNIGHT DECODED


ซึ่งไม่ว่าความจริงจะเป็นเช่นไร มันเป็นดาวเทียมของมนุษย์ต่างดาว หรือมันจะเป็นเพียงขยะอวกาศ แต่มันก็ทำให้เรารู้ว่า ภายนอกของโลกใบนี้ ถึงมันจะยังมีเรื่องราวอีกมากมายให้เราได้ค้นหา แต่เพียงแค่อยู่ใกล้ ๆ สายตา เรากลับไม่สามารถที่จะรู้จักตัวตนที่แท้จริงของมันได้เลย

"เจ้าอัศวินดำ แบล็คไนท์ แซเทิลไลท์"


พบกับเรื่องราวเบา ๆ ทุกวันศุกร์สะดวก กับมิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญกันได้นะครับ หลังจากอ่านจบแล้ว อย่าลืมสับสไครป์ กดไลค์ กดแชร์ และทิ้งคอมเม้นท์กันไว้นะครับ แล้วพบกันใหม่ สวัสดี...


แปล/เรียบเรียง/บรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
http://www.ancient-code.com/the-black-knight-a-13000-year-old-alien-satellite/
https://en.wikipedia.org/wiki/Black_Knight_satellite