ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 เปิดปมปริศนา Men in Black ตำนานชายลึกลับในชุดสูทดำกับความเป็นมาที่คุณอาจไม่เคยรู้ !!!


บนโลกใบนี้ยังมีปริศนาอีกมากมายที่ทำให้เราต้องนอนไม่หลับ บางเรื่องก็มีคำตอบ บางเรื่องก็เกินกว่าจะหาคำอธิบายได้ ซึ่งมันก็แล้วแต่ว่าเราจะเชื่อไปในทิศทางไหน

กดเพื่อดูคลิปที่นี่

มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะเล่าถึงที่มาที่แท้จริงของกลุ่มชายในชุดสูทสีดำปริศนา พวกเขาเป็นใคร ? มาจากไหน ? กับข้อมูลอีกด้านที่ไม่เคยมีใครพูดถึงสักเท่าไหร่ ว่าแท้ที่จริงแล้วแหล่งกำเนิดของเรื่องเล่าทุกวันนี้ มันคืออะไรกันแน่ !?

ภาพยนตร์ฮอลิวูดที่เรารู้จักกันดี นำแสดงโดยวิล สมิธ และทอมมี่ ลี โจนส์ กับเรื่องราวที่ได้รับแรงบันดาลใจจากซีรีส์ดิเอ็กซ์ไฟล์และหนังสือการ์ตูนที่มีผู้คนร่ำลือเกี่ยวกับหน่วยงานลับสุดยอด ที่มีหน้าที่ดูแลประชาชนผู้บริสุทธิ์กันมาตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1950

ทอมมี่ ลี โจนส์ และวิล สมิธ ในภาพยนตร์ "Men in Black"
จนมาถึงปัจจุบันนี้ก็ยังมีผู้คนเชื่อกันว่าพวกเขาเหล่านี้ยังคงทำงานอยู่กันอย่างลับ ๆ ในสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก และถ้าคุณมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับประสบการณ์ยูเอฟโอ มันก็อาจเป็นไปได้ว่าวันดีคืนดีคนกลุ่มนี้จะแวะมาเยี่ยมคุณที่หน้าประตูบ้าน กลุ่มบุรุษปริศนาในชุดสูทสีดำที่อาจจะเป็นหรือไม่ได้เป็นคนของทางรัฐบาลสหรัฐอเมริกา พวกเขาคือ Men In Black !

การมาเยี่ยมเยือนของเจ้าหน้าที่จากรัฐบาลอเมริกานั้น เป็นหนึ่งในเรื่องเล่าระดับตำนานของกลุ่มผู้เชื่อในการมีอยู่ของ UFO เรื่องราวหลาย ๆ กรณีพูดถึงกองกำลังทางทหารที่เข้ามารายล้อมรอบบริเวณที่พบวัตถุลึกลับที่ไม่สามารถระบุรูปลักษณ์ ไม่เว้นแม้แต่การเข้ามาข่มขู่พยานผู้พบเห็นให้พวกเขาต่างต้องปิดปากเงียบ แต่มันก็เป็นเพียงเรื่องราวเพียงครึ่งเดียวเกี่ยวกับ Men in Black เท่านั้น
ว่ากันว่ากลุ่มชายชุดดำเหล่านี้จะปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตูบ้านของพยานที่เห็นยูเอฟโอภายในคืนเกิดเหตุ พวกเขาจะคุกคาม สอบปากคำ และข่มขู่พยาน โดยรูปพรรณสัณฐานของพวกเขาถูกอธิบายออกมาค่อนข้างจะผิดแปลกกว่าบุคคลทั่วไปอยู่บ้าง อย่างเช่นสีผิวที่ดูเหมือนคนผิวดำ บางทีก็บอกว่ามีผิวขาวซีด บ้างก็บอกว่านัยน์ตาของพวกเขามีสีสรรผิดแปลกกว่าคนทั่วไป ไม่ก็ไร้เส้นขนบนร่างกาย
ส่วนเครื่องแต่งกายและยานพาหนะของพวกเขานั้น ถูกรายงานว่ามันดูแปลกใหม่และไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน ซึ่งเรื่องนี้ก็มีนักเขียนแนวเหนือธรรมชาติชื่อ โรเบิร์ต โกร์แมน เคยระบุถึงเรื่องนี้ไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งของเขาชื่อว่า "Menace in Black (เมเนซอินแบล็ค)" หรือกลุ่มคุกคามในชุดสีดำ มีใจความว่า...

"โรเบิร์ต โกร์แมน" ผู้เขียนเรื่อง Menace in Black

ตอนนั้นนายเชียเรอร์พยายามขยับตัวเข้าไปดูที่ใบหน้าใกล้ ๆ เขาไม่มีทั้งขนตาและขนคิ้ว ไม่มีแม้แต่ร่องรอยว่ามันถูกมีดโกนออกไปด้วยซ้ำ คนเหล่านี้น่าจะรู้จักเชียเรอร์เพียงแต่ชื่อ และพุ่งเป้ามาที่การสอบถามเกี่ยวกับยูเอฟโอที่เขาเห็น แถมยังรู้ช่วงเวลาที่เกิดเหตุอย่างถูกต้อง จนเชียเรอร์เองยังสงสัยว่าพวกเขาเหล่านี้รู้ได้อย่างไร แต่อย่างไรเชียเรอร์ก็ไม่ได้อนุญาตให้พวกเขาเข้ามาในบ้าน พอถามถึงบัตรประจำตัวผู้มาเยี่ยมเยือนเขาก็ทำเป็นไม่สนใจ และพูดขอเข้าไปในบ้านท่าเดียวราวกับว่าคนพวกนี้พูดจาได้แค่ไม่กี่ประโยค ไม่ก็มีบทพูดอยู่เพียงเท่านั้น

อีกเรื่องก็เล่าว่า ชายสองคนอายุประมาณ 20 ปี ได้แวะมาเยี่ยมนายริชาร์ดสัน และตั้งคำถามกับเขาเพียงสั้น ๆ พวกเขาไม่เคยแนะนำตัวเอง และริชาร์ดสันเองก็ทำได้แค่แปลกใจ จนไม่ได้ถามว่าพวกเขาเป็นใคร เขาจำได้แค่สองคนนี้จากไปด้วยรถคาดิแลคปี ค.ศ. 1953 หมายเลขทะเบียนรถคันนั้นก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่ามันเป็นของใครที่ไหนกันแน่ !

อีกเรื่องเขียนไว้ว่า ตอนเย็นช่วงเวลาห้าโมงครึ่งมีเสียงเคาะประตูดังขึ้น ผู้แทนของที่ทำการตามหาผู้รับมรดกบอกว่า เขากำลังตามหาคนชื่อเอ็ดเวิร์ด คริสเทียนเซน ที่จะต้องได้รับมรดกเป็นเงินก้อนใหญ่กันอยู่ นักสืบคนนี้แต่งกายในชุดสีดำ สูงประมาณหกฟุตหกนิ้ว ศีรษะแทบจะชนขอบประตู ตาโปนเหมือนคนป่วยเป็นโรคไทรอยด์ ผิวขาวซีด แขนขาเก้งก้าง รองเท้าที่สวมก็มีพื้นยางหนาเป็นพิเศษ และถึงตัวของเขาจะใหญ่โตแต่ผู้มาเยี่ยมเยียนคนนี้กลับพูดจาด้วยน้ำเสียงแหลมเล็ก ไม่มีสำเนียงสูงต่ำ ราวกับเป็นเสียงพูดที่ได้ยินจากคอมพิวเตอร์ในสมัยนั้นเลย

อีกเรื่องก็เล่าว่า กางเกงของนักสืบคนนี้มันสั้นจนเผยให้เห็นขาอันเรียวเล็ก และยังมีเส้นลวดสีเขียวโผล่ออกมาจากถุงเท้ายาวจรดชายขอบกางเกงของเขา เจ้าเส้นลวดนี้เหมือนจะแทงเข้าไปในขาเลย และมีอยู่จุดหนึ่งถูกปกคลุมไปด้วยจุดสีน้ำตาลขนาดใหญ่
พอผู้มาเยือนออกจากบ้านแล้วเดินไปที่ถนน เขาก็ส่งสัญญาณมือขึ้นมา จากนั้นก็มีรถคาดิแลคสีดำปี ค.ศ. 1963 ที่ไม่ได้เปิดไฟส่องทางก็วิ่งมาหาทันที และชายลึกลับคนนั้นก็ขึ้นไปบนรถ แล้วจากไปทั้ง ๆ ที่รถไม่ได้เปิดไฟหน้าแบบนั้น


เรื่องราวเกี่ยวกับชายชุดดำเหล่านี้ถูกเล่าสืบต่อกันมาครั้งแล้วครั้งเล่า โดยการปรากฏตัวของพวกเขามีให้เห็นกันก็แต่ในเรื่องราวจากหนังสือเท่านั้น แม้ต่อมาจะมีพยานยืนยันอย่างแน่ชัดว่าเคยเห็นแต่กลับกลายเป็นว่า ไม่เคยมีชายชุดดำถูกถ่ายภาพเอาไว้ได้มาก่อนเลย นั่นรวมไปถึงภาพจากกล้องวงจรปิด และไม่เคยมีใครระบุได้ว่าเลขทะเบียนรถลึกลับที่ว่านั้นคืออะไร
และก็แน่นอนถ้าคนเหล่านี้มีตัวตนจริง ๆ มันก็อาจเป็นไปได้ว่า พวกเขาสามารถหลบหลีกการบันทึกภาพ และหลบซ่อนตัวตนได้เป็นอย่างดี และนี่จึงทำให้ปรากฏการณ์ชายชุดดำกลายเป็นที่น่าสนใจขึ้นมา และถูกบรรจุเข้าไปอยู่ในกลุ่มพิเศษที่เรียกได้ว่า ไร้หลักฐานการมีอยู่ จนอาจทำให้ไม่สามารถหาข้อสรุปดี ๆ มายืนยันกันได้เลยว่าพวกเขามีจริงหรือไม่กันแน่ ?


แต่อย่างไรก็ตามจากบทวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ท่านหนึ่งชื่อ ไบรอัน ดันนิ่ง เขาสนใจเกี่ยวกับเรื่องราวนี้ และได้ลองตรวจสอบงานเขียนอื่น ๆ รวมถึงประวัติของผู้เขียนเหล่านั้น ซึ่งมันก็ทำให้เขาพบกับหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่ใช้คำว่า Men in Black แบบตรง ๆ เป็นครั้งแรก !

"ไบรอัน ดันนิ่ง" ออกมาไขปริศนาชายชุดดำ
โดยมันถูกใช้อยู่ในหนังสือเล่มหนึ่งในปี ค.ศ. 1956 เป็นหนังสือสารคดีชื่อ They Knew Too Much about Flying Saucers หรือแปลเป็นภาษาไทยก็คือพวกเขารู้เรื่องจานบินมากเกินไป โดยนักเขียนแนวยูเอฟโอชื่อ เกรย์ บาร์กเกอร์ ที่มีชีวิตอยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1925 ถึง 1984 ที่เขียนขึ้นมาเพื่อบอกเล่าความจริงและความน่าตื่นเต้นของนักยูเอฟโอวิทยาคนหนึ่ง ผู้ซึ่งเคยถูกทางรัฐบาลคุกคามบอกให้เขาต้องเลิกทำการวิจัยและเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับยูเอฟโอ และบอกเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจ

หนังสือเปิดประเด็นเรื่องชายชุดดำ และเกรย์ บาร์กเกอร์
หนังสือของเกรย์ บาร์เกอร์เล่มนี้ ได้กลายมาเป็นที่มาของตำนานเมนอินแบล็กที่เกี่ยวข้องกับยูเอฟโอมาจนถึงทุกวันนี้ โดยหลังจากที่มันถูกตีพิมพ์จำหน่ายก็มีนักเขียนเกี่ยวกับยูเอฟโอในสหรัฐอเมริกามากมายนำเรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้มาใช้อ้างอิงอยู่เสมอ และยังถูกพูดถึงมากกว่าสิบครั้งในรายงานด้านวิทยาศาสตร์ของเจ้าหน้าที่กองทัพอากาศอเมริกาในปี ค.ศ. 1969 ในหมวดยูเอฟโอและเรื่องที่เกี่ยวข้องในส่วนบรรณานุกรมและคำอธิบายประกอบ

แต่ที่โชคไม่ดีก็คือไบรอันพบว่า สิ่งเกรย์ บาร์กเกอร์เป็นอยู่นั้น ถ้าไม่ใช่ศิลปินผู้มีความคิดหลากหลายและนักเขียนผู้มีจินตนาการเป็นอาวุธ มันก็หมายความว่าอาชีพนักเขียนของเขาน่าจะเป็นนักเล่าเรื่องตัวยง
โดยมีซีรีส์หนึ่งในนิตยสารสเก็ปติคัลอินไควเรอร์ ของนักเขียนชื่อ จอห์น เชอร์วูด ได้บอกเล่าประวัติความเป็นมาของตัวเอง และได้เล่าย้อนกลับไปในช่วงเวลาที่เขาเริ่มอยากจะเป็นนักเขียน เล่าว่าตัวเองนั้นเคยทำงานให้กับเกรย์ บาร์กเกอร์มาก่อน เขาบอกว่าช่วงนั้นเกรย์ บาร์กเกอร์จะคอยสนับสนุนเขาทุกอย่าง เพื่อให้เขาสามารถแต่งเรื่องราวที่เติมเต็มไปด้วยความตื่นเต้นได้จริง ๆ

"จอห์น เชอร์วูด" ผู้ออกมาแฉ "เกรย์ บาร์กเกอร์"

จอห์น เชอร์วูดมักจะเห็นบาร์กเกอร์ทำอะไรบางอย่าง เช่น โทรศัพท์ไปดัดเสียงเพื่อปลอมตัวเป็นผู้พบเหตุการณ์ประหลาดและเรื่องเหนือธรรมชาติ ไปยังนักวิจัยเรื่องราวเหนือธรรมชาติ ซึ่งสิ่งที่เกรย์ บาร์เกอร์ทำไปทุกอย่างนั้นก็เพื่อจะได้มีเรื่องราวตื่นเต้นน่ากลัวกลับมาเป็นวัตถุดิบในการเขียนเรื่องใหม่ขาย เขาบอกว่าบาร์กเกอร์ทำสิ่งนี้อย่างจงใจและมักจะบอกกับเขาอยู่เสมอว่า
“ดีมาก ๆ เลยนะ ที่ทำให้พวกนักยูเอฟโอกลายเป็นตัวตลก”
ซึ่งสิ่งที่จอห์น เชอร์วูดเขียนถึงบาร์กเกอร์นั้นก็คือ ไม่อยากจะบอกเลยว่าบรรดางานเขียนของเขาที่ปรากฏอยู่บนหนังสือและนิตยสารต่าง ๆ มันเกิดขึ้นมาจากความพยายามที่จะทำให้คนอื่นสร้างเรื่องราวขึ้นมา โดยเขาเป็นคนเริ่มข่าวลือจากนั้นก็นำมันไปหลอกผู้คน รวมไปถึงการสนับสนุนคนอื่น ๆ ให้ออกมาพูดในสิ่งที่พวกเขาเชื่อในเรื่องแบบเดียวกัน
ยกตัวอย่างเช่นในปี ค.ศ. 1957 เกรย์ บาร์กเกอร์กับเพื่อนของเขาชื่อ เจมส์ โมสลีย์ ได้เขียนจดหมายปลอมฉบับหนึ่ง จ่าหน้าซองหลอก ๆ ว่าส่งมาจากกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ส่งไปถึงจอร์จ อดัมสกี้ ชายคนนี้เป็นผู้อพยพชาวโปแลนด์ที่เชื่อว่าตัวเองเคยถูกเอเลี่ยนลักพาตัวไป โดยในจดหมายนั้นเขียนเอาไว้ว่า
"ทางกระทรวงเห็นด้วยกับผลงานของคุณ และขอสนับสนุนให้คุณเปิดเผยสิ่งที่คุณเชื่อนี้ออกไปสู่สายตาสาธารณะชน มันเป็นสิ่งที่คุณควรทำให้กับชาวอเมริกัน"
"เจมส์ โมสลีย์" เพื่อนร่วมขบวนการของเกรย์ บาร์กเกอร์
พอจอร์จ อดัมสกี้ได้รับจดหมายมาแบบนั้น เขาก็เริ่มออกตัวไปพูดเรื่องยูเอฟโอตามสื่อต่าง ๆ โดยไม่ลืมที่จะนำจดหมายปลอมฉบับนี้ออกมาแสดงให้ทุกคนเห็น เพื่อเป็นหลักฐานว่ารัฐบาลเชื่อว่าเอเลี่ยนมีจริง !

"จอร์จ อดัมสกี้" หลงเชื่อและออกไปพูดเรื่องยูเอฟโอตามสื่อต่าง ๆ
ซึ่งหลังจากนั้นเกรย์ บาร์กเกอร์ ก็ได้เขียนหนังสือขึ้นมาอีกเล่มชื่อว่า "Gray Barker's Book of Adamski" เพื่อคอยรายงานเหตุการณ์เรื่องที่เขาได้ก่อขึ้น


ซึ่งเรื่องมันก็ยังไม่จบเพียงเท่านั้น เกรย์ บาร์เกอร์ และเจมส์ โมสลีย์เพื่อนของเขายังได้ร่วมกันสร้างคลิปภาพยนตร์ขึ้นมาชิ้นหนึ่งในปี ค.ศ. 1966 โดยใช้จานเซรามิกมาผูกห้อยไว้กับปลายคันเบ็ดตกปลา หลอกผู้คนว่ามันคือจานบินแล้วก็อปปี้ออกขายตั้งแต่บัดนั้นเรื่อยมา

ด้วยข้อมูลความเป็นมาเหล่านี้ จึงทำให้เราต้องระมัดระวังในการใช้วิจารณญาณกับงานเขียนชื่อ Men in Black ของเกรย์ บาร์กเกอร์ เขาและพวกเป็นผู้รู้จริงในเรื่องเอเลี่ยนและยูเอฟโอจริงหรือไม่ ? มันก็ไม่เท่ากับสิ่งที่พวกเขาเคยมีงานเขียนที่เกิดจากสิ่งที่เขาหว่านมันลงไป แล้วเก็บเกี่ยวผลที่ได้ออกมาเป็นรายได้มากมาย และก็ไม่ทราบเช่นกันว่า Men in Black ผลงานของเขานั้น จะมีที่มาเหมือนหรือต่างกับเรื่องอื่นที่เขาเคยสร้างไว้หรือเปล่า ? เพราะเขาคือคนแรกที่เปิดประเด็นเรื่องชายชุดดำขึ้นมานั่นเอง !

สิ่งที่ไบรอัน ดันนิ่งทราบอีกเรื่องก็คือ ในปี ค.ศ. 1952 เกรย์ บาร์เกอร์ตอนนั้นยังเป็นนักเขียนในวัย 27 ปี เขามีไอเดียแปลกใหม่มากมาย และได้ก่อตั้งสำนักพิมพ์ขึ้นมาเพื่อใช้ตีพิมพ์ผลงานใหม่ของตัวเองชื่อ "Space Review" มันเป็นหนังสือพิมพ์แบบจดหมายข่าวพาดหัวคอลัมน์ใหญ่โตว่า "International Flying Saucer Bureau" หรือสำนักงานจานบินนานาชาติ โดยสำนักงานที่ว่านั้นก็หมายถึงชายคนหนึ่ง

"หนังสือสเปซรีวิว" จากสำนักพิมพ์ของเกรย์ บาร์เกอร์
เขาคืออัลเบิร์ต เบนเดอร์ ที่จริง ๆ แล้วมีอาชีพเป็นผู้ดูแลเวลาในโรงงาน ตอนนั้นเบนเดอร์อายุ 30 ปี เคยอาศัยอยู่กับพ่อเลี้ยงในห้องที่เขาเรียกมันว่า "ห้องสยองขวัญ" ตกแต่งภายในด้วยภาพเขียนรูปผีและโครงกระดูก เปิดเสียงประกอบบรรยากาศน่ากลัวจากเครื่องเล่นแผ่นเสียง

"อัลเบิร์ต เบนเดอร์" ผู้ร่วมขบวนการ
หนึ่งในแรงบันดาลใจหลักนั้นคือประสบการณ์ตอนที่เขาต้องไปเก็บศพคนจมน้ำ ตอนช่วงที่เคยทำงานอยู่ในกองทัพอากาศ เขาเชื่อว่าเลือดของชาวอินเดียนนั้นมีเวทย์มนต์ เชื่อในเรื่องการใช้โทรจิตสื่อสารกับคนทั่วโลก และใช้เวลาว่างไปกับการนั่งตำแหน่งบรรณาธิการของสเปซรีวิว ซึ่งคนที่จ้างเบนเดอร์มาก็คือเกรย์ บาร์เกอร์ !
จนต่อมาสำนักพิมพ์แห่งนี้ก็มีผลิตภัณฑ์ออกมา ทั้งหนังสือพิมพ์และสินค้าต่าง ๆ และในช่วงต้นปี ค.ศ. 1953 เบนเดอร์ก็เรียกบาร์กเกอร์เจ้านายของเขาว่าหัวหน้าหน่วยสืบสวน และนำงานเขียนของเกรย์ บาร์กเกอร์มาลงตีพิมพ์ลในสเปซรีวิวอย่างต่อเนื่องตลอดมา

และต่อมาในปีนั้นก็มีเอกสารชื่อเรียกว่า "โรเบิร์ตสันพาเนลรีพอร์ต" ออกแจกจ่ายโดยสำนักงานข่าวกรองของสหรัฐฯ มีรายละเอียดบอกว่าเรื่องราวที่พวกเขาเขียนขึ้นนั้นได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานพิเศษที่มาสอบถามพวกเขาว่า ยูเอฟโอพวกนั้นเป็นภัยต่อประเทศหรือเปล่า ?

"โรเบิร์ตสันพาเนลรีพอร์ต"

โดยเบนเดอร์ได้เคยให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์บริดจ์พอร์ทเฮราลด์ พูดถึงการได้ใกล้ชิดกับหน่วยงานข่าวกรองสหรัฐครั้งนี้ว่า

มีชายสามคนสวมชุดสูทสีดำมาที่บ้านของเขาแสดงบัตรประจำตัวอย่างรวดเร็ว และบอกว่าพวกเขาคือเจ้าหน้าที่ระดับสูง สอบถามเบนเดอร์มากมายหลายคำถามเกี่ยวกับหนังสือของหน่วยงานข่าวกรอง และบอกเขาว่ามันไม่ใช่เรื่องเป็นทางการแต่ก็ค่อนข้างจะเข้มงวด และขอให้ทางสำนักพิมพ์หยุดเสนอข่าวเกี่ยวกับจานบินทันที

อัลเบิร์ต เบนเดอร์ กับชายชุดดำ

ซึ่งตัวของเบนเดอร์เองก็ได้ยืนยันเรื่องนี้ซ้ำอีกครั้ง ในรายการโทรทัศน์แนวเรื่องปริศนาบอกว่าทางรัฐบาลกำลังจะประกาศเรื่องของจานบินในวันที่ 10 ธันวาคม ค.ศ. 1953

จนเก้าปีผ่านไปเบนเดอร์ก็ปฏิเสธที่จะพูดถึงเรื่องราวของชายสามคนนี้ จนในปี ค.ศ. 1962 เกรย์ บาร์กเกอร์ก็บอกให้เบนเดอร์เขียนบทความลงในหนังสือของสำนักพิมพ์เพื่อเล่าเรื่องนี้อีกครั้ง และตั้งชื่อว่า "Flying Saucers and the Three Men" หรือจานบินและชายสามคน เบนเดอร์ยืนยันในงานเขียนของเขาว่า เขาได้เรียนรู้ความจริงเกี่ยวกับจานบิน โดยพูดถึงชั้นใต้ดินลับในแอนตาร์ติก้า บอกว่าที่นั่นมีมนุษย์ต่างดาวสามชนิดอาศัยอยู่ และอ้างว่าสิ่งเหล่านี้เป็นข้อมูลที่ได้มาจากชายลึกลับทั้งสามคนที่บอกพวกเขาว่าเคยไปที่นั่นมาแล้ว

"Flying Saucers and the Three Men" ของอัลเบิร์ต เบนเดอร์

ต่อมาเบนเดอร์ก็เลิกงานเขียนทุกอย่างไป มีรายงานว่าเขาป่วยเป็นโรคจิตหวาดระแวง ทำให้เกรย์ บาร์กเกอร์ต้องเขียนหนังสืออีกเล่มออกมาชื่อว่า They Knew Too Much about Flying Saucers (ที่เล่าไว้ต้นเรื่อง) โดยเนื้อหานั้นเล่าถึงเรื่องราวที่เบนเดอร์เคยพบกับเจ้าหน้าที่ของรัฐและเพิ่มเติมสิ่งที่ตัวเองอยากเล่าไปอีกนิดหน่อย ซึ่งเบนเดอร์ในตอนนั้นก็ไม่ยอมเปิดปากที่จะพูดอะไรต่อไป
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเรื่องราวของเมนอินแบล็คหรือกลุ่มบุรุษชุดดำปริศนาก็กลายมาเป็นเรื่องเล่าตำนาน ซึ่งมันจะมาจากจินตนาการของเกรย์ บาร์เกอร์ หรือว่าจะเป็นเรื่องจริงที่ถูกบันทึกเอาไว้ มันก็แล้วแต่เราที่จะเลือกเชื่อกันด้วยเพราะเอาเข้าจริง ๆ มันก็มีความเป็นไปได้ว่านอกจากโลกมนุษย์แล้ว ที่ข้างนอกนั้นก็น่าจะมีสิ่งมีชีวีตจากดาวดวงอื่นเดินทางมาเยี่ยมเยียนเราอยู่เสมอหรือไม่ ?

"เกรย์ บาร์เกอร์" เจ้าของตำนาน MIB (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว)
ทางการของประเทศมหาอำนาจอาจจะต้องการปิดเรื่องนี้ หรือมันจะเป็นเพียงจินตนาการจากนักเขียนจริง ๆ ก็พูดยาก เพราะปัจจุบันก็ยังมีผู้คนมากมายถกเถียงเรื่องชายชุดดำนี้กันไม่จบไม่สิ้น ซึ่งมิติที่ 6 ขอแนะนำว่าการถกเถียงเรื่องราวเหล่านี้ไม่ควรยกให้ความเชื่ออยู่เหนือเหตุผล และไม่ควรใช้ถ้อยคำที่ไม่สุภาพในการพูดคุย เพราะสุดท้ายเรื่องราวการมีอยู่ของทั้งเอเลี่ยน ยูเอฟโอ และกลุ่มชายชุดดำ ก็จะยังคงถูกบอกเล่ากันต่อไปอยู่ดี
มิติที่ 6 ก็อยากจะสอบถามท่านผู้ชมเช่นกันว่า หลังจากที่ได้รับทราบข้อมูลความเป็นมาของกลุ่มเมนอินแบล็คกันแล้ว ท่านผู้ชมคิดว่าพวกเขามีตัวตนอยู่บนโลกนี้จริงหรือไม่ ? ผ่านระบบแบบสอบถามของยูทูปด้วยการกดที่เครื่องหมาย ( i ) แล้วอย่าลืมกลับมาดูผลโหวตกันนะครับ

หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรืออย่าลืมทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี
แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ที่มา: Skeptoid

แท็ก: MIB, Men in Black, ชายลึกลับในชุดสูทดำ, UFO, ชายชุดดำ, เมนอินแบล็ค