ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 | 10 ปรากฏการณ์แปลกประหลาดจากธรรมชาติ ที่ยังหาคำอธิบายไม่ได้ !!!



ถ้าจะถามว่าทำไมเราต้องกลัวผี ? คำตอบมันก็คงเป็นเพราะเรามองไม่เห็นแต่สัมผัสได้ ทั้งที่จริง ๆ ก็ไม่แน่ใจว่ามีหรือเปล่า แต่บางคนเขาก็บอกว่าเคยเห็นจริง ๆ นั่นก็เลยยิ่งทำให้เรากลัวกันไปใหญ่

แล้วกับเหตุการณ์จากธรรมชาติลึกลับที่เราไม่เข้าใจล่ะ ? เรากลัวมันกันได้เหมือนกลัวผีหรือเปล่า ? แล้วกับเรื่องแบบนี้ เราเคยคิดไหมว่ามันจะเกิดขึ้นเพราะอะไรได้บ้าง !?

กดเพื่อดูคลิปที่นี่
มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาคุณไปพบกับปรากฏการณ์แปลกประหลาดที่เกิดจากธรรมชาติ 10 เรื่อง ที่ว่ากันว่าทุกวันนี้ ก็ยังไม่เคยมีใครออกมาฟันธงกันได้สักที ว่าแท้ที่จริงแล้ว มันเกิดจากอะไรบ้าง !?


เมือกเจลลี่จากดวงดาว (Star Jelly) 


ภาพจาก: Kudlacek
ฝน หิมะ ฝนหิมะ ลูกเห็บ เราไม่ได้กำลังพูดถึงจตุธาตุ แต่มันคือเกือบทุกอย่างที่จะตกลงมาจากฟากฟ้าในช่วงเวลาและสถานที่ที่เหมาะสม ในปัจจุบันแม้การพยากรณ์ว่าวันไหนฝนจะตกหรือลูกเห็บจะออกได้แม่นยำกว่าเมื่อก่อนแล้วก็จริง แต่มันก็ยังไม่วายที่จะมีอะไรก็ไม่รู้ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้าให้เราได้งุนงง และสิ่งที่เราจะขอยกมาให้สงสัยกันก่อนก็คือ สิ่งที่ถูกนิยามเอาไว้ในชื่อที่ฟังแล้วหยุยหูว่า สตาร์เจลลี่


สตาร์เจลลี่ หรือ เจลลี่ดวงดาว มันคือวัตถุอันเยือกเย็นและโปร่งแสงเกาะอยู่ตามใบไม้ใบหญ้าในช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนที่จะระเหยหายไปในเวลาไม่นานหลังจากที่เราพบ มีรายงานมากมายบอกว่ามันร่วงหล่นมาจากท้องฟ้า บางคนเชื่อว่ามันอาจจะเป็นชิ้นส่วนที่หลุดจากดวงดาว บ้างก็บอกว่ามันคืออุจจาระของเอเลี่ยน เลยเถิดไปถึงแนวคิดที่ว่าทางการอาจจะเป็นคนนำมันมาทิ้ง มีเอกสารอ้างอิงพูดถึงมันมาตั้งแต่สมัยยุคคริสต์ศตวรรษที่ 14 ระบุว่าแพทย์โบราณใช้มันมาทำยารักษาฝีหนองกันด้วย


ซึ่งก็แน่นอนเช่นกันว่าในปัจจุบันเองก็มีนักวิทยาศาสตร์ ได้ทำการศึกษาเจ้าสิ่งแปลกปลอมนี้เพื่อหาที่มากันอยู่บ้าง มีบางท่านเชื่อว่ามันน่าจะเป็นเพียงเมือกจากไข่ของกบ ที่ขยายตัวคืนสภาพหลังจากโดนน้ำในปริมาณมากพอ

แล้วปัญหามันก็ตามมาแย้งให้งงกันต่อไปว่า พวกเขาไม่สามารถระบุดีเอ็นเอของกบจากมันได้อยู่ดี จริง ๆ ต้องบอกว่าพวกเขาไม่พบอะไรที่จะบอกได้เลยว่า มันคือสารที่หลั่งออกมาจากสัตว์ แม้แต่ของพืชมันก็ยังไม่ใช่ นั่นจึงทำให้เจลลี่สตาร์ ยังคงถูกลิสต์เอาไว้ในรายชื่อของแปลกอะไรสักอย่างกันต่อไป


-------------


เมฆมอร์นิ่งกลอรี่ (Morning Glory Clouds)



ภาพจาก: Neal Meisling

ถ้าพูดถึงเมฆมันก็ทำให้เรานึกถึงลักษณะปุยนุ่นดูนุ่มนิ่มของมัน ถ้าเอามาใช้หนุนนอนก็คงเหมือนได้หมอนชั้นดี แต่แท้ที่จริงแล้วมันไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดกันไว้เลยแม้แต่น้อย เพราะเมฆนั้นมันไม่มีความนุ่ม ไม่มีความนิ่ม มันคือไอน้ำที่ระเหยขึ้นมาอยูบนชั้นบรรยากาศ มันไม่เคยคิดจะร่วงหล่นลงมาในสภาพที่เห็น ซึ่งเราเองก็ต้องเข้าใจว่ารูปร่างของเมฆแบบต่าง ๆ นั้น จะสามารถทำให้เราทำนายกันได้ว่า ในอนาคตอันใกล้จะมีน้ำท่าจากฝนฟ้าตกลงมากันมากน้อยกันแค่ไหน


สำหรับเมฆมอร์นิ่งกลอรี่ ที่เราเองก็ไม่แน่ใจว่าเขาหมายถึงเมฆรูปผักบุ้ง หรือจะหมายถึงเมฆยามเช้าอันรุ่งโรจน์กันแน่ เพราะมันมีรูปร่างแปลกประหลาดดูเหมือนท่อที่ทำจากปุยเมฆทอดยาว ข้ามท้องฟ้าเป็นเส้น ๆ จนคิดว่ามันอาจเป็นลางร้ายบอกเหตุเภทภัยอะไรหรือเปล่า ?
ด้วยความยาวพาดผ่านท้องฟ้ากว่า 965 กิโลเมตรของมัน ถูกพบโดยคนจำนวนมากในประเทศออสเตรเลียในช่วงรอยต่อของฤดูแล้งและฤดูฝน ชาวอาบอริจิ้นในท้องถิ่นอธิบายว่า เจ้าเมฆรูปร่างแปลก ๆ พวกนี้ ก็คือลางบอกเหตุว่าอีกไม่นานจะมีการขยายจำนวนของนกจนน่าตกใจ


ตัวอย่างเมฆมอร์นิ่งกลอรี่

นอกจากความเชื่อในตำนานของชาวอาบอริจิ้นแล้ว ก็ไม่มีใครอีกเลยที่จะอธิบายได้ว่า ก้อนเมฆมอร์นิ่งกลอรี่พวกนี้มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร นักอุตุนิยมวิทยาบางท่านกล่าวไว้ว่า เมฆเหล่านี้น่าจะเกิดขึ้นมาจาก การสอดประสานกันระหว่างลมทะเลและความชื้นที่แปรเปลี่ยนกระทันหัน

ถึงจะบอกแบบนั้นแต่ในปัจจุบันก็ยังไม่มีใครสามารถจำลองสถานการณ์ที่น่าจะทำให้เกิดเมฆแบบนี้ หรือแม้แต่จะนำมันมาใช้พยากรณ์อากาศ ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นในเวลาอันใกล้กับพื้นที่แถวนั้นได้เลย


-------------


เมืองในท้องฟ้า (Cities In The Sky)


 ภาพของจริงที่เมือง "หยุยหยาง" และ "เจียหยาง" ประเทศจีน


เราไม่ได้กำลังพูดถึงเรื่องราวจากหนังสือการ์ตูน และไม่ได้กำลังพูดถึงอะไรที่มาจากความเชื่อโบราณ แต่นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในเมืองเจียหยาง ประเทศจีน วันนั้นคือวันที่ 21 เมษายน ค.ศ. 2017 มีผู้คนมากมายได้พบกับเหตุการณ์ประหลาด เมืองทั้งเมืองลอยอยู่เหนือก้อนเมฆอย่างน่าอัศจรรย์ ทุกคนที่นั่นใช้มือถือถ่ายภาพหายากนี้อัพลงในโซเชียลมีเดีย พร้อมแคบชั่นที่ต่างก็พูดถึงมันจนออกนอกทะเลกันไปไกล
แต่ไม่ว่าอย่างไรเหตุการณ์นี้มันก็เกิดขึ้นแล้วจริง ๆ เพียงแต่เรื่องแบบนี้มันไม่ได้เกิดครั้งแรก เพราะมีบันทึกเอาไว้ว่าก่อนหน้านี้มีถึง 5 แห่ง ที่เคยเกิดอะไรแบบนี้ขึ้นในประเทศจีน ในรอบ 6 ปีที่ผ่านมากันเลยทีเดียว และผู้คนต่างก็พยายามคิดทฤษฎีขึ้นมารองรับ บ้างก็บอกว่ามันเกิดจากฝีมือของเอเลียนต่างดาว ที่เดินทางข้ามมิติมาจากภิพบอื่น อีกฝั่งก็บอกว่านั่นคือสัญญาณว่าพระคริสต์กำลังจะเดินทางกลับมา และที่หนักไปกว่านั้นก็คือ บอกว่ามันเป็นภาพลวงตาจากการทดลองของรัฐบาลจีน ไม่ก็มาจากรัฐบาลของสหรัฐฯ

ปรากฎการณ์ภาพลวงตา "Fata Morgana" (ภาพจริง)


แต่จริง ๆ แล้วมันก็มีคำอธิบายที่เป็นไปได้ และก็ดูจะเป็นเหตุเป็นผลมากที่สุดก็คือ มันเกิดจากสภาพอากาศแปรปรวนทำให้เกิดปรากฏการณ์ภาพลวงตา ที่มีผู้คิดคำศัพท์แปลก ๆ เรียกว่า "Fata Morgana" มันเกิดขึ้นพอดิบพอดีระหว่างแสงแดดที่เดินทางมากระทบกับคลื่นความร้อน แล้วสะท้อนกันเองไปมาภายในนั้น จนเกิดภาพลวงตาดูเหมือนก้อนเมฆก้อนใหญ่ มาบดบังฐานของตึกอาคารสูงแบบที่เห็น ซึ่งมันจะไม่มีทางเห็นเป็นแบบนี้ได้เลย ถ้าเมฆบนท้องฟ้าจริง ๆ มันมีรูปร่างแตกต่างไปจากกลุ่มหมอกควันที่เกิดขึ้นนี้

ภาพตัดต่อที่จีน และแคลิฟอร์เนีย

แต่สำหรับบางคลิปที่เห็นกันตามอินเทอร์เน็ตว่าเป็นภาพเมืองลอยฟ้านั้น มันเป็นคลิปที่ทำปลอมขึ้นมาทั้งสิ้น ดังนั้นก็ต้องแยกให้ออกระหว่างภาพลวงตากับของที่ทำหลอกลวงขึ้นกันให้ดีนะครับ

-------------

แท็บบี้สตาร์ (Tabby’s Star)

ภาพจาก: National Geographic

จักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลนั้น มีกาแล็กซี่นับพันล้านหรือไม่ก็มากกว่า ที่บอกเลยว่าในช่วงชีวิตของเรา ไม่มีทางเลยที่จะนับได้ว่ามันมีอยู่เท่าไหร่กันแน่ นอกจากหวังเอาไว้ว่าสักวันหนึ่งมนุษย์จะสามารถเดินทางไปสำรวจกันใกล้ ๆ ได้เท่านั้น
ซึ่งนั่นก็ยังไม่ได้นับรวมไปถึงทางช้างเผือกของเรา ที่ยังกุมความลับในตัวเองตลอดมาอย่างยาวนาน แต่กับเรื่องนี้เรากำลังพูดถึงทฤษฎีใหม่เรื่องหนึ่ง นั่นก็คือเรื่องราวของ Tabby’s Star หรือ KIC 8462852 โดยชื่อเล่นของมันถูกตั้งขึ้นหลังจาก ทาเบธา โบยาเจียน ที่พบอะไรบางอย่างที่อยู่ท่ามกลางดวงดาวกว่า 150,000 ดวง ตอนช่วงที่เธอปฎิบัติการอยู่กับกล้องดูดาวเคพเลอร์

"ทาเบธา โบยาเจียน" ผู้ค้นพบ


เธอพบว่ามันมีอะไรบางอย่างที่มีขนาดใหญ่กว่าโลกถึงพันเท่า กำลังบดบังแสงที่มาจากดาวฤกษ์ที่มีชื่อรหัสว่า KIC 8462852 มีผลทำให้แสงที่ส่องมาจากมันลดลงไปมากกว่าร้อยละยี่สิบ


เธอคาดว่าบางทีมันอาจจะเป็นฝุ่นไม่ก็ซากของดาวในอวกาศ ซึ่งมันไม่น่าจะใช่ดวงดาวทั้งดวงอย่างแน่นอน แต่ก็มีคนบางกลุ่มออกมาอธิบายว่า บางทีมันอาจเป็นเศษซากของยานเอเลี่ยนที่ขับยานขนาดใหญ่มาจอดเติมพลังงานที่ดาวฤกษ์ดวงนี้ก็เป็นได้ ซึ่งอันนี้ก็ต้องเลือกเอาเองว่า จะเชื่อทาเบธาหรือจะเชื่อกลุ่มนักเอเลี่ยนนิยม


แต่อย่างไรก็ดีการค้นพบครั้งนี้ก็ถือเป็นอีกสิ่งที่น่าสนใจสำหรับวงการดาราศาสตร์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพียงแต่ตอนนี้ใครสนใจทฤษฎีของเธอ และอยากช่วยสมทบเงินทุนให้กับทาเบธาก็ลองแวะไปสำรวจโครงการนี้กันได้ ที่หน้าเว็บไซต์ระดมทุนของเธอก็แล้วกันนะครับ


-------------


ฝนประหลาด (Raining Cats And Dogs . . . And Spiders?)





อีกสิ่งที่ถือเป็นกฏแห่งจักรวาลนี้ก็คือ ใคร ๆ ก็เป็นทาสแมว ไม่ก็เป็นนายของสุนัขกันใช่ไหม เพราะเรื่องแบบนี้มันคือกฏแห่งกรรม และถือเป็นเหตุผลอันยิ่งใหญ่ของการเป็นมนุษยชาติของเรา แต่มันก็คงจะไม่ดีแน่ ๆ ถ้าหากมนุษย์อย่างเราอยากเห็นพวกมันลอยตกลงมาจากท้องฟ้า


ซึ่งเราเองก็ไม่ได้พูดเล่นเพราะมันเคยมีเหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นมาจริง ๆ เพียงแต่สัตว์ที่ตกลงมาเป็นฝนมันไม่ใช่สุนัขหรือแมว มีรายงานว่าเคยมีสัตว์หลายชนิดตกลงมาจากฟากฟ้าจริง ๆ ซึ่งนั่นก็ได้แก่เหตุการณ์กบจำนวนมากตกลงมาเหมือนเม็ดฝน ซึ่งนั่นก็รวมไปถึงฝนลูกอ๊อด ฝนแมงมุม ฝนปลา ฝนปลาไหล ฝนงู ไปจนถึงฝนที่ตกลงมาเป็นตัวหนอน ซึ่งอย่างหลังนี่ก็ไม่ต้องไปนึกภาพให้ขนลุกดีกว่า

ฝนแมงมุมที่ออสเตเรีย ฝนปลาที่ไทย ฝนกบที่เยอรมัน และฝนลูกอ๊อดที่ญี่ปุ่น


ถ้าจะถามถึงสาเหตุว่ามันเป็นแบบนั้นได้อย่างไร มันก็มีแต่ทฤษฎีคาดกันไปว่าสัตว์ต่าง ๆ เหล่านั้นมันถูกหอบขึ้นไปบนท้องฟ้าได้ ด้วยการประทุของน้ำพุอย่างแรงจากพายุทอนาโด ก่อตัวขึ้นในแถบท้องถิ่นที่เกิดเหตุพวกนี้ แต่มันก็น่าเสียดายที่เหตุการณ์เหล่านี้ไม่เคยมีนักวิทยาศาสตร์คนไหนเห็นกับตากันเลย


ซึ่งถ้าทฤษฎีของพวกเขาถูกต้อง มันก็ยังไม่สามารถอธิบายถึงเหตุฝนประหลาดบางกรณีได้ อย่างเช่น ฝนที่ตกลงมาเป็นก้อนเนื้อจากท้องฟ้าอันสดใสของรัฐเคนตักกี้เมื่อปี ค.ศ. 1876 นั่นก็หมายความว่าในอนาคตอันใกล้นี้ ก็คงจะมีการบันทึกเพิ่มเติมกันแน่ ๆ ว่า จะมีตัวอะไรตกลงมาเป็นฝนกันอีก เพราะเมื่อไม่นานมานี้ก็มีข่าวตามเว็บไซต์แนวบันเทิงพูดกันว่า เคยมีเงินจำนวนมากลอยตกลงมาเป็นฝนจนเราต้องอิจฉาเหมือนกัน


-------------


ท้องฟ้าสีเลือด (Bloody Sky)



ภาพจาก: georgianewsday.com (ภาพจริง)

ถ้าจะถามกันว่า อะไรคือสัญญาณของวันสิ้นโลก ? คำตอบที่ได้ก็น่าจะเป็นความอดอยาก สงคราม หรือไม่ก็โรคระบาด ซึ่งถ้าไปถามกับคนบางกลุ่มที่มีความเชื่อแตกต่างกันออกไป เขาก็น่าจะตอบว่า เมื่อถึงเวลานั้นท้องฟ้าจะมืดมิด ตามด้วยเปลี่ยนเป็นสีแดงทันทีเพียงชั่วครู่ ก่อนที่จะกลับคืนสู่สภาวะปกติ


และมันก็เกิดขึ้นแบบนั้นจริง ๆ ที่หมู่บ้านชาลชัวปา ของประเทศเอลซัลวาดอร์ ตอนนั้นตรงกับเดือนเมษายน ค.ศ. 2016 ท้องฟ้าสีแดงฉานปรากฏขึ้นที่นั่นประมาณหนึ่งนาที ก่อนที่จะค่อย ๆ เปลี่ยนมาเป็นสีชมพู

ซึ่งก็แน่นอนว่าสำหรับชาวคริสเตียนที่นั่นต่างก็เชื่อกันไปแล้วว่า แสงสีแดงบนท้องฟ้านั่นก็คือสัญญาณของวันสิ้นโลก ที่เคยถูกกล่าวไว้ในหนังสือวิวรณ์ ที่เป็นหนังสือเล่มสุดท้ายหมายเลข 27 ของคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธะสัญญาใหม่ ที่มีเนื้อหาแปลกกว่าใครในด้านพยากรณ์เหตุการณ์ต่าง ๆ รวมไปถึงวันสิ้นโลก ซึ่งก็อย่างที่บอกกันบ่อย ๆ ว่ามิติที่ 6 เราขอไม่ยุ่งเรื่องสถาบัน ดังนั้นเราเรียกก็ได้ว่ามันคือหนังสือที่แปลกที่สุด


โดยเหตุผลที่พอจะเป็นไปได้นั้น ก็มองว่ามันน่าจะเป็นผลข้างเคียงของฝนดาวตกช่วงเดือนเมษายน ที่คนในท้องที่แถบนั้นสามารถพบได้ทุกปี เพียงแต่รอบนี้มันแปลกไปหน่อยเพราะท้องฟ้าสีเลือดแบบที่เป็น มันไม่ใช่สิ่งที่ชาวบ้านเคยเห็นกันมาก่อน


นั่นก็เลยทำให้มีคำอธิบายที่เป็นไปได้เพิ่มขึ้นมาอีกกรณี โดยคาดกันว่าแสงสีแดงที่เกิดขึ้นนี้คือปรากฏการณ์เดียวกันกับแสงสะท้อนของเมฆสีแดงยามเย็นที่เราเห็นกันบ่อย ๆ ซึ่งมันก็แล้วแต่เราว่าจะเลือกเชื่อตามพระคัมภีร์ หรือจะเลือกเชื่อว่ามันไม่มีอะไรในกอไผ่ก็ได้เช่นกัน


-------------


เดอะเกรทแอทแทร็กเตอร์ (The Great Attractor)



ภาพจาก: sci-news.com


หนึ่งในรูปแบบคำอธิบายที่ยอมรับได้ของการกำเนิดจักรวาลก็คือบิ๊กแบง ที่หมายถึงการระเบิดครั้งอภิมโหราฬเมื่อหนึ่งหมื่นสี่พันล้านปีก่อน ส่งผลให้เกิดทั้งฝุ่นควันมากมายกระจายตัวออกไปเป็นวงกว้าง เพียงแต่ฝุ่นควันที่ว่านั้นแต่ละชิ้นมันมีมวลขนาดใหญ่ระดับดวงดาว ที่พอมันกระจายออกไปเท่าไหร่ จักรวาลก็ยิ่งแผ่ขยายออกไปได้ไกลเท่านั้น แต่ถึงมันจะเป็นทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับ มันก็เป็นเพียงแค่หนึ่งในอีกหลายทฤษฎีที่อธิบายว่าจักรวาลมันเกิดขึ้นมาได้อย่างไรเท่านั้น และมันก็ยังไม่สามารถอธิบายเกี่ยวกับเหตุการณ์ผิดปกติอย่าง ที่นักวิทยาศาสตร์ตั้งชื่อมันว่า เดอะเกรทแอทแทร็กเตอร์ !


ในช่วงยุค ค.ศ. 1970 นั้น มนุษย์เราก็พบพลังงานแปลก ๆ ที่ว่ากันแล้ว มันอยู่ห่างออกไป 150 - 250 ล้านปีแสง ที่คอยดึงทางช้างเผือกและกาแล็กซี่อีกหลายแห่งให้ผูกติดอยู่ด้วยกันมายาวนาน โดยจุดศูนย์กลางของพลังที่ว่านั้น มันก็คือเดอะเกรทแอทแทร็กเตอร์นั่นเอง


"The Great Attractor"

โดยในปี ค.ศ. 2016 มีกลุ่มนักวิทยาศาสตร์นานาชาติสามารถมองเห็นอดีตของทางช้างเผือก ผ่านทางกล้องโทรทัศน์วิทยุที่ชื่อว่า CSIRO และที่เราบอกว่ามันเป็นภาพในอดีต ก็เพราะระยะทางที่ห่างไกลของทางช้างเผือกมันอยู่ไกลหลายล้านปีแสง สิ่งที่เราเห็นนั้นก็เลยเป็นภาพจากช่วงเวลาอันไกลโพ้น เดินทางมาถึงดวงตาของเรานั่นเอง

พวกเขาค้นพบเพิ่มเติมว่า นอกจากทางช้างเผือกแล้วก็ยังมีกาแล็กซี่อีก 883 แห่งที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง ถูกเดอะเกรทแอทแทร็กเตอร์เกาะยึดเอาไว้ ให้อยู่ในจุดบริเวณใกล้กันที่เรียกว่าซุเปอร์คลัสเตอร์

ในขณะที่ความเชื่อนี้กำลังเป็นที่พูดถึงกันอยู่ ก็ยังไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนจากใครออกมาอยู่ดีว่า ทำไมมันถึงเกิดแรงดึงดูดที่ว่าขึ้นมาได้ โดยในปัจจุบันมีเพียงข้อสันนิษฐานว่ามันน่าจะเป็นผลจากการระเบิดของบิ๊กแบงหรือเปล่า ? แต่มิติที่ 6 ก็ไม่ใช่นักดาราศาสตร์แต่อย่างใด จึงทำได้แค่นำมาเล่าเพียงเท่านั้น


-------------


เสียงฮัมจากเมืองตาโอส (The Taos Hum)



ภาพจาก: Venturewestcamping

หลายๆ  คนน่าจะเคยได้ยินเสียงแปลก ๆ ที่ไม่รู้ว่ามันดังแว่วเข้ามาในหูกันอยู่บ้างใช่ไหม ? แต่ทีนี้มันมีเสียงอยู่ชนิดหนึ่ง เกิดขึ้นที่เมือง Taos ที่อยู่ทางเหนือของรัฐนิวเม็กซิโก ประเทศสหรัฐอเมริกา


มันเป็นเสียงฮัมโทนต่ำที่มีความถี่ประมาณ 30-80 เฮิร์ต ที่บางคนก็ได้ยิน บางคนก็ไม่รู้สึกว่ามันเกิดขึ้น เพียงแต่หลังจากชาวบ้านแถวนั้นได้ยินเสียงของมัน พวกเขาก็เลยแจ้งทางการให้ทราบ แล้วทางมหาวิทยาลัยของรัฐนิวเม็กซิโกจึงได้เริ่มทำการสำรวจ โดยใช้เครื่องมือวัดความถี่เสียงรอบ ๆ เมือง Taos ในช่วงปี ค.ศ. 1990 แล้วก็พบว่ามันมีเสียงที่ว่านี้เกิดขึ้นมาจริง ๆ


โดยหลังจากการสำรวจผู้คนในเมืองแล้วก็พบว่า มีเพียง 2 % ที่ได้ยินเสียงนี้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ช่วยฟัง มีคำอธิบายจากคนบางกลุ่มบอกว่า มันเป็นเสียงฮัมที่เกิดจากการทดลองของรัฐบาล บางคนก็บอกว่าพวกเอเลี่ยนนี่แหละเป็นคนทำ แต่ไม่ว่าจะเชื่อกันแบบไหน จริง ๆ ก็คือยังไม่มีใครพิสูจน์ที่มาของเสียงนี้ได้จริง ๆ กันเลย


-------------


เหตุระเบิดลึกลับในตุงกุสคา (The Tunguska Event)




ในช่วงสงครามเย็น ผู้คนต่างก็กลัวพลังทำลายล้างของระเบิดนิวเคลียร์ เพราะหลังจากสหรัฐอเมริกาใช้มันจบสงครามโลกนั้น โลกทั้งโลกก็ได้รู้แล้วว่ามันไม่ควรมีสงครามเกิดขึ้นเลยน่าจะดีกว่า


ในวันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ. 1908 บริเวณแถว ๆ แม่น้ำโพดคาเมนนายาตุงกุสคาในไซบีเรีย เกิดเหตุลูกบอลไฟพุ่งตกลงมาจากฟากฟ้า แล้วระเบิดตัวเองไปก่อนถึงพื้นดินประมาณ 6 กิโลเมตร โดยการระเบิดครั้งนี้ทำให้เหล่าสัตว์น้อยใหญ่เสียชีวิต ต้นไม้ในป่าบริเวณนั้นถูกทำลายล้างจนราบพนาสูร แหวกออกไปเป็นรัศมีไกลกว่า 64 กิโลเมตร



ผู้ริเริ่มวิจัยเหตุการณ์นี้คือ "Leonyid Kulik" ชาวสหภาพโซเวียต

ภาพโดย: Leonid Kulik (1927)

นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่า ลูกไฟดังกล่าวก็คืออุกาบาตที่ระเบิดก่อนจะตกลงถึงพื้นดิน และพลังทำลายอันน่ากลัวของมัน ก็น่าจะเกิดจากแรงอัดของบรรยากาศอันรุนแรง เพียงแต่ปริศนามันคือหลังจากการระเบิดจบลงแล้ว กลับไม่มีใครสามารถพบซากของมันที่ไหนเลย


นั่นจึงทำให้มีคนบางกลุ่มเชื่อว่า การระเบิดครั้งนั้นมันไม่ได้เกิดจากอุกาบาต บางทีมันอาจเป็นก้อนน้ำแข็งจากอวกาศจึงทำให้ทุกอย่างหายไปหลังจากระเบิด แต่สุดท้ายทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครสามารถให้คำตอบที่ชัดเจนกันได้เลยสักที

-------------

อนุสาวรีย์แห่งเกาะโยนากุนิ (Japanese Atlantis)


(ภาพจาก: Fotolia)

การที่อะไรก็ตามจะถูกเรียกว่าสิ่งแปลกประหลาดกันได้นั้น มันก็ต้องเป็นเพราะเรานี่แหละเชื่อว่ามันไม่น่าจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติแน่ ๆ


ถ้าพูดถึงตำนานเกี่ยวกับคาบสมุทรแอตแลนติส ก็คงไม่พ้นเรื่องราวของเมืองใต้น้ำที่ครอบครองโดยเทพเจ้าโพไซดอน ซึ่งนั่นมันก็คือเรื่องเล่าตำนานต้นฉบับของชาวกรีกโบราณ ที่ทุกวันนี้มีคนบางกลุ่มเชื่อว่าเมืองดังกล่าวน่าจะอยู่ที่ไหนสักแห่งในแถบเมดิเตอเรเนียน หรือถ้าไม่ได้เป็นแบบนั้นประเทศญี่ปุ่นก็น่าจะเป็นที่ตั้งของเมืองดังกล่าวก็เป็นได้
เพราะที่นั่นมันมีหินขนาดยักษ์ก้อนหนึ่ง นอนทอดตัวอยู่ใต้ผืนทะเลแถวเกาะโยนากุนิ ประเทศญี่ปุ่น รูปร่างลักษณะของมันดูคล้ายกับปิรามิดของชาวอียิปต์ไม่ก็ของชาวแอสเทค จมอยู่ใต้น้ำที่นี่มาแล้วกว่า 2 พันปี ถูกพบครั้งแรกโดยนักประดาน้ำเมื่อปี ค.ศ. 1986 ที่ดูไปมันก็อาจเกิดจากธรรมชาติ เพียงแต่มันแปลกที่มุมในจุดต่าง ๆ ของหินก้อนนี้ ทำระดับอยู่ที่ 90 องศาเกือบทั้งหมด


ในเวลาต่อมาเจ้าแท่งหินยักษ์ที่ว่านี้ก็ถูกตั้งข้อสันนิษฐานว่า มันน่าจะเป็นเมืองโบราณอายุกว่า 5 พันปี ที่ถูกแรงแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ทำให้มันถล่มลงไปยังใต้ท้องทะเล


นักเอเลี่ยนโบราณเองก็ออกมาบอกว่า มันต้องเป็นเมืองที่สร้างโดยพวกเอเลี่ยนโบราณ ซึ่งเรื่องนี้เราขอข้ามไปเลยจะดีกว่า เพราะคงไม่มีมนุษย์ต่างดาวที่ไหนมาสร้างเมืองด้วยการตัดหินเป็นก้อน ๆ กันแบบนี้ ทั้ง ๆ ที่พวกเขาสามารถนั่งยานอวกาศอันไกลโพ้นมาถึงเราได้

ถูกสันนิษฐานว่าสร้างโดยเอเลี่ยนโบราณ


แต่กับนักภูมิศาสตร์นั้นมองว่าโยนากุนิแห่งนี้ เป็นเพียงแค่ก้อนหินที่ถล่มลงมาเพราะแผ่นดินไหว ในพื้นที่ใกล้ ๆ กันนั้นก็มีชะง่อนหินที่มีลักษณะคล้ายกันยังคงตั้งอยู่ ให้เห็นว่าแท้ที่จริงแล้วมันก็เป็นแค่ก้อนหินธรรมดา ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษมากไปกว่าสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับการดำน้ำเลย แต่ถึงจะบอกว่าไม่มีอะไรเป็นพิเศษ มันดูยิ่งใหญ่และมีพลังน่าเกรงขามมากจริง ๆ


ทั้งหมดที่เรานำมาเล่าให้ฟังนี้ มันก็คือปรากฏการณ์แปลกประหลาดลึกลับที่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปที่ถูกต้องกันได้ แต่พอมาคิดให้ดีบางทีมันก็อาจจะมีคำตอบให้เรากันไปตั้งแต่แรกแล้ว เพียงแต่มันก็ต้องมีอยู่บ้างกับข้อสงสัยจากผู้ที่ต้องการทราบรายละเอียดลึก ๆ ซึ่งของแบบนั้นถ้าอธิบายกันได้หมด มันก็คงไม่เหลือความลึกลับอะไรให้เราต้องสงสัยกันพอดี จริงไหมครับ !?

เงี้ยวววว~

หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ และอย่าลืมทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี

แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา: Listverse