ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันศุกร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ เปิด 3 ตำนานผีนับจาน บันโจ ซารายะชิกิ !!!



ความซื่อสัตย์และความพยาบาท มันคือเชื้อไฟแห่งความอาฆาตที่ก่อให้เกิดโศกนาฎกรรมมากมายขึ้นมาบนโลกใบนี้ และมันก็คงไม่แปลกที่ทั้งสองอย่างมันจะทำให้ผู้จากไปอย่างไม่เต็มใจ จนต้องย้อนกลับมาเพื่อร้องขอความยุติธรรมกันอีกครั้ง !
พาคุณไปรู้จักกับตำนานความพยาบาทของผีสาวผู้โชคร้ายที่ถูกเล่าขานกันมา กับเรื่องเล่าที่ถูกเล่าไว้ต่างกันทุกแบบ ว่าเรื่องนี้... มันคืออะไรกันแน่ !?

บันโจ ซารายะชิกิ คือตำนานผีเรื่องหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น ที่เรารู้จักกันดีในชื่อภาษาไทยก็คือ ตำนานผีนับจาน มันคือเรื่องราวของการหักหลังและผิดสัญญาที่จบลงด้วยความน่าสลดใจ ผ่านเรื่องราวชีวิตของหญิงสาวที่ต้องเสียชีวิตไปเพียงเพราะเธอนับจานแล้วได้ 9 ใบ ทั้ง ๆ ที่มันควรจะมี 10 ใบ

โดยเรื่องเล่านี้ถือได้ว่าเป็นตำนานที่ถูกเล่าสืบทอดกันมายาวนาน จนไม่สามารถค้นหาได้ว่าต้นฉบับที่แท้จริงนั้นเริ่มมาจากที่ใดกันแน่ ! แต่อย่างไรก็ตามเรื่องราวนี้ถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ว่ามันถูกเล่าครั้งแรกในช่วงเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1741 ที่โรงละครโทโยตะเคซะในชื่อ บันโจ ซารายะชิกิ

เวอร์ชั่นที่ 1 เวอร์ชั่นต้นฉบับโบราณ
นานมาแล้วมีสาวใช้รูปงามนามว่า โอคิคุ เธอทำงานเป็นสาวใช้ให้กับซามุไรชื่อ อาโอยามะ เทะสุซัง ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าเจ้านายของเธอคนนี้เป็นคนเจ้าชู้ และมักจะแอบเข้ามาจีบเธอด้วยวิธีการต่าง ๆ อยู่เสมอ

โอคิคุเองก็รู้ในเรื่องนี้ เธอจึงพยายามหลีกเลี่ยงที่ต้องพูดคุยกับเขาเสมอมา โดยไม่รู้เลยว่าเทะสุซังนั้นได้แอบคิดกลอุบายหลอกเธอ ด้วยการนำจานลายครามซึ่งเป็นมรดกสำคัญของตระกูลอาโอยามะที่มีทั้งหมด 10 ใบ แอบไปซ่อนเอาไว้เสียใบหนึ่ง จากนั้นก็หลอกให้โอคิคุเข้าไปทำความสะอาด จนเวลาผ่านไปเทะสุซังก็ทำเป็นเข้าไปตรวจสอบและโวยวายว่าจานในชุดนี้มันหายไปหนึ่งใบ ซึ่งสุดท้ายเขาก็สรุปว่าโอคิคุนั่นแหละคือคนที่ขโมยมันไป

โอคิคุช็อคเพราะความหวาดกลัว เธอจึงพยายามนับจานใบที่เหลืออยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

"1.. 2.. 3.. 4.. 5.. 6.. 7.. 8.. 9... "

แต่ไม่ว่าจะนับยังไงมันก็มีเพียง 9 ใบเท่านั้น จนนับเท่าไหร่ก็ไม่สามารถทำให้มันกลับมาเป็น 10 ใบได้ โอคิคุจึงตัดสินใจเข้าไปหาเทะสุซังเพื่อรับโทษ ทางเทะสุซังเห็นแบบนั้นก็ได้ใจ คิดว่าทุกอย่างกำลังเป็นไปตามแผน จึงออกปากว่าอย่างไรแล้วเขาจะไม่เอาเรื่องก็ได้ แต่มีข้อแม้ว่าโอคิคุจะต้องยอมมาเป็นเมียของเขา

แต่แทนที่โอคิคุจะรีบตกลงตอบรับในไมตรีครั้งนี้ เธอกลับบอกปฏิเสธเจ้านายของเธอ ทั้ง ๆ ที่มันเหลือทางเลือกที่ดีที่สุดแบบนี้เพียงทางเดียว และนั่นจึงทำให้อาโอยามะ เทะสุซัง ถึงกับโกรธจนคุมสติไม่อยู่ ลากตัวโอคิคุจากสวนมาที่บริเวณบ่อน้ำ จากนั้นก็โยนร่างของเธอทิ้งลงไปในบ่อ นั่นจึงทำให้ร่างของโอคิคุกระแทกกับพื้นก้นบ่อสิ้นใจตายไปอย่างน่าเวทนา

และในเวลาต่อมาโอคิคุจึงกลายเป็นวิญญาณพยาบาท กลับมาล้างแค้นผู้ที่ทำให้เธอต้องตายด้วยการกลับมานับจานให้เทะสุซังได้ยินทุกคืน ซึ่งเสียงของเธอนั้นจะพยายามนับจานไปเรื่อย ๆ จนถึงใบที่เก้า และจะร้องคร่ำครวญหาจานใบที่สิบซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนในที่สุดเทะสึซังก็ทนไม่ได้ จึงว่าจ้างหมอผีให้มาช่วยทำพิธีขับไล่

โดยในคืนนั้นหมอผีที่นั่งคอยช่วงเวลาที่ผีสาวจะปรากฏตัว ก็เริ่มได้ยินเสียงของผีโอคิคุนับจำนวนจานไปเรื่อย ๆ ตามคำที่เทะสุซังบอก จนเธอนับมาถึงใบที่ 9 หมอผีจึงตะโกนขึ้นมาด้วยเสียงอันดังว่า "10 ! " และด้วยสิ่งนี้ จึงทำให้วิญญาณของโอคิคุสบายใจ เข้าใจว่าในที่สุดก็มีคนพบจานใบที่ 10 แล้ว และตั้งแต่นั้นมาเทะสุซังก็ไม่ถูกผีโอคิคุหลอกหลอนอีกเลย ซึ่งในเนื้อหาต้นฉบับเวอร์ชั่นนี้ต่อมาก็ได้ถูกนำไปดัดแปลงไปบางส่วน และเล่าออกมาในชื่อเรื่อง “นินเกียว โจรุริ”


เวอร์ชั่นที่ 2 ของนินเกียว โจรุริ

โฮโซคาวะ คัตสึโมโตะ เจ้าผู้ครองปราสาทฮิเมจิได้ล้มป่วยลง นั่นจึงทำให้ทายาทของเขาชื่อ โฮโซคาวะ โทโมโนะสุเกะ คิดอยากจะนำชุดจานลายคราม 10 ใบ มามอบให้กับเขาเพื่อเป็นของขวัญ แต่ท่ามกลางความหวังดีต่อบรรพบุรุษนี้ พ่อบ้านของตระกูลชื่อ อาซายามะ เท็ตสึซัง กลับคิดการใหญ่ วางแผนที่จะยึดทุกอย่างไว้เป็นของตัวเอง
นั่นจึงทำให้เขาวางแผนยืมมือฆ่าคน คิดหาอุบายบังคับให้บริวารของโทโมโนะสุเกะที่ชื่อ ฟุนาเสะ ซัมเป ทาเคสึเนะ ที่เป็นคู่หมั้นของ โอคิคุ ลงมือสังหารโทโมโนะสุเกะด้วยการที่จะใช้โอคิคุ มาเป็นตัวช่วยหว่านล้อมแฟนหนุ่มของโอคิคุให้ลงมือกระทำการใหญ่ในครั้งนี้

ปราสาทฮิเมจิ (Himeji castle) ที่ถูกอ้างในบทละคร



พ่อบ้านจอมโฉดจึงแอบส่งคนของตัวเอง ให้ลักลอบเข้าไปขโมยจานลายครามใบที่ 10 ออกจากกล่องที่เก็บไว้ไปซ่อนที่ไหนสักแห่ง จากนั้นก็เรียกโอคิคุให้มาช่วยเป็นผู้ถือกล่องใส่จานทั้งหมด เพื่อนำไปยังห้องของโทโมโนะสุเกะผู้เป็นเจ้านาย โดยก่อนที่ทั้งสองจะออกเดินทางนั้น พ่อบ้านก็พยายามพูดเกลี้ยกล่อมให้เธอเข้าร่วมตามแผน ที่จะให้ทาเคสึเนะคู่หมั้นของเธอเป็นผู้ลงมือสังหารเจ้านาย

โอคิคุได้ยินแบบนั้นเข้าก็ขอปฎิเสธ เพราะเธอกลัวว่าแฟนของเธออาจจะต้องตายถ้าเขาทำพลาด ทางพ่อบ้านเองก็กะไว้อยู่แล้วว่าโอคิคุจะต้องตอบแบบนี้แน่ ๆ เขาจึงบอกกับเธอว่า ในกล่องที่เธอจะต้องถือมันไปให้เจ้านายนั้นมันคือจานลายครามจำนวน 10 ใบ ไหน ๆ ก่อนที่จะต้องออกเดินทางไป จะไม่ลองนับเสียหน่อยหรือ ?

โอคิคุได้ยินเช่นนั้นจึงเปิดฝากล่องลองนับดู ซึ่งมันก็เป็นไปตามที่คาดเพราะไม่ว่าจะนับจานไปกี่ครั้ง เธอก็ยังคงนับได้ทั้งหมด 9 ใบ

"1.. 2.. 3.. 4.. 5.. 6.. 7.. 8.. 9... แล้วใบที่ 10 มันหายไปไหน !!!?"

พ่อบ้านเท็ตสึซังจึงพูดต่อว่า เขาจะบอกโทโมโนะสุเกะว่ามันหายไปเพราะเธอเป็นผู้ขโมย แต่จะช่วยโกหกให้รอดก็ได้ถ้าเธอยอมรับปาก ที่จะช่วยกันพูดให้แฟนหนุ่มของเธอยอมมาทำงานสำคัญในการชิงอำนาจครั้งนี้

โอคิคุได้ยินแบบนั้นเข้าก็ยังคงใจแข็ง ตอบปฏิเสธพ่อบ้านไปอีกครั้งโดยไม่รู้เลยว่าการปฏิเสธครั้งนี้ของเธอ จะทำให้พ่อบ้านเท็ตสึซังคว้าดาบไม้มาทุบตีเธอทันที

หลังจากที่พ่อบ้านตีเธอจนสลบ เขาก็จับเธอถอดเสื้อผ้าออก แล้วแขวนร่างของเธอเอาไว้เหนือบ่อน้ำ จากนั้นก็เริ่มลงมือทรมานด้วยการจุ่มท่อนล่างของเธอลงไปในบ่อ พอดึงขึ้นมาก็จะใช้แส้เฆี่ยนตี โดยไม่ลืมที่จะยื่นข้อเสนอให้เธอช่วยเกลี้ยกล่อมแฟนหนุ่มเพื่อฆ่าโทโมโนะสุเกะ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรโอคิคุก็ยังคงปฎิเสธเช่นเดิม จนพ่อบ้านหมดความอดทนหยิบดาบขึ้นมาฟันไปที่ร่างของเธอ จากนั้นก็ตัดเชือกปล่อยร่างของหญิงสาวให้ตกลงไปตายที่ก้นบ่อน้ำ


หลังจากเหตุการณ์จบลง พ่อบ้านเท็ตสึซังก็กลับเข้าไปในบ้าน แต่ในขณะที่พ่อบ้านกำลังนั่งทำความสะอาดดาบอยู่นั้น เขาก็ได้ยินเสียงของโอคิขุกำลังนับจานดังขึ้นมาจากบ่อ พ่อบ้านได้ยินเข้าก็รู้ทันทีว่ามันเป็นเสียงของผีโอคิคุแน่นอน คิดได้แบบนั้นเขาจึงลุกออกไปดูที่บ่อน้ำให้เห็นกับตา และที่นั่นเขาก็ได้เห็นวิญญาณของเธอกำลังนับจานอยู่ แต่ด้วยความโหดเหี้ยมของพ่อบ้านเขาจึงไม่คิดว่าจะต้องกลัวอะไร และจ้องมองไปที่ดวงวิญญาณของเธอด้วยสายตาเย้ยหยันจนจบเรื่องไป

โดยเวอร์ชั่นนี้กำกับและอำนวยการสร้างโดยอาซาดะ อิโจ และทาเมนางะ ทาโรเบะ ที่ 1 และยังได้ถูกดัดแปลงออกมาทำเป็นบทละครหุ่นโรงเล็ก ไปจนถึงละครคาบูกิโรงใหญ่อีกด้วย

ละครหุ่นโรงเล็ก

ต่อมาในช่วงปี ค.ศ. 1824 บันโจ ซารายะชิกิก็ถูกนำไปแสดงที่โรงละครนาคาโนะชิบาอิ นำแสดงโดยโอทานิ โมโมเอมอน ที่ 2 และอาราชิ โคโรคุ ที่ 4 โดยเปลี่ยนชื่อตัวแสดงเป็น "อาโอยามะ ไดฮาจิ และโอคิคุ" เป็นตัวเดินเรื่อง

และในการแสดงคาบุกิช่วงปี ค.ศ. 1850 ของคณะเซงาวะ โจโค ที่ 3 ก็นำผีนับจานกลับมาเสนอใหม่ในชื่อ มิโนริโยชิ โคงาเนะ โนะ คิคุซูกิ ออกแสดงครั้งแรกที่โรงละครนาคามุราสะ นำแสดงโดยอิจิคาวะ ดันจูโร่ ที่ 3 และอิจิคาวะ โคดันจิ ที่ 4 โดยใช้ชื่อตัวแสดงเป็น เท็ตสึซัง และโอคิคุ แต่ในเวอร์ชั่นนี้กลับไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร

โปสเตอร์ละครคาบุกิ “มิโนริโยชิ โคงาเนะ โนะ คิคุซูกิ” ของคณะเซงาวะ 

จนมาถึงเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1971 บทละครเวอร์ชั่นนี้ก็ถูกนำมาแสดงอีกครั้งที่โรงละครชินบาชิเอ็นบุโจ และใช้นักแสดงชื่อดังคือคาทาโอกะ ทาคาโอะ และบันโดะ ทามะซาบุโร ที่ 4 มาแสดงคู่พระนางของเวอร์ชั่นนี้

โรงละครชินบาชิเอ็นบุโจ (Shinbashi Enbujo Theatre)
ส่วนเนื้อหาที่โด่งดังมากที่สุดที่ถูกดัดแปลงมาจากบันโจ ซารายะชิกินั้น มันถูกเขียนขึ้นมาโดย "โอกาโมโตะ คิโดะ" ออกแสดงครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1916 ที่ โรงละครฮงโกซะ นำแสดงโดยอิจิคาวะ ซาดันจิ ที่ 2 และอิจิคาวะ โชโจ ที่ 2 ตั้งชื่อตัวละครนำทั้งสองเป็น ฮาริมะ และโอคิคุ


เวอร์ชั่นที่ 3 ของโอกาโมโตะ คิโด
เวอร์ชั่นที่ 3 ที่โด่งดังมากสุด เขียนบทโดย "โอกาโมโตะ คิโดะ"

ในปี ค.ศ. 1655 ณ กรุงเอโดะ โชกุนอาโอยามะ ฮาริมะ ได้ตกหลุมรักสาวใช้ชื่อ โอคิคุ โดยอาโอยามะ ฮาริมะสัญญากับเธอว่า เขาจะมาขอแต่งงานกับเธอแน่ ๆ แต่หลังจากที่เขาพยายามไปขอคำปรึกษาเรื่องนี้กับท่านป้าผู้คอยดูแลชีวิตของเขามาตั้งแต่เด็ก เขาก็ถูกปฏิเสธกลับมาว่าเรื่องนี้มันเป็นไปไม่ได้ เพราะเขาเป็นถึงโชกุนจะให้ไปรักกับสาวชั้นต่ำไร้หัวนอนปลายเท้าแบบนั้นได้อย่างไร

และด้วยเหตุนี้จึงทำให้ป้าของท่านโชกุนออกอุบายเรียกโอคิคุมาพบ จากนั้นก็พูดขึ้นว่าเธอจะต้องถูกทดสอบด้วยการค้นหาจานมรดกของตระกูลที่มีทั้งหมด 10 ใบให้พบ จากนั้นเธอจะต้องทำลายมันทิ้งไป 1 ใบ ซึ่งถ้าเธอทำได้แสดงว่าเธอนั้นจริงใจในความรักนี้

โดยท่านป้าของอาโอยามะนั้นไม่ได้บอกว่าชุดจาน 10 ใบนี้ มันเป็นมรดกสำคัญของตระกูลอาโอยามะเป็นอย่างมาก ถึงกับมีการตั้งกฎเอาไว้ว่าถ้าผู้ใดทำให้มันแตกหักเสียหาย มันผู้นั้นจะต้องชดใช้กับเรื่องนี้ด้วยชีวิต

โอคิคุรับคำเสร็จ เธอก็พยายามตามหาชุดถ้วยจาน 10 ใบนั้นทันที จนในที่สุดเธอก็พบชุดจานดังกล่าวอยู่ในห้องเก็บสมบัติห้องหนึ่ง โอคิคุจึงหยิบจานออกมา 1 ใบ แล้วปล่อยทิ้งให้ตกไปกระทบกับพื้นจนแตก และในวันนั้นหลังจากที่โอคิคุทำจานแตกไป เธอก็ถูกโชกุนอาโอยามะ ฮาริมะนำตัวมาสอบสวนความจริงด้วยตัวของเขาเอง สอบสวนไปก็พยายามพูดช่วยเหลือว่า บางทีการที่โอคิคุทำจานแตกครั้งนี้มันน่าจะเป็นเพียงแค่อุบัติเหตุและพร้อมที่จะยกโทษให้กับเธอ แต่กลายเป็นว่าโอคิคุกลับยืนยันว่าเธอทำจานแตกด้วยความตั้งใจ เธอต้องการพิสูจน์ในความรักของเธอกับท่านโชกุน

โชกุนได้ยินเข้าแบบนั้นก็โกรธจนไม่ทันไตร่ตรอง นึกว่าคำตอบของโอคิคุนั้นคือการพูดประชด โดยไม่ได้เฉลียวใจเลยว่าทุกอย่างมันเกิดจากแผนของท่านป้า นั่นจึงทำให้อาโอยามะโกรธมากจนพลั้งมือฆ่าสาวใช้ทันที จากนั้นจึงนำร่างของเธอไปทิ้งยังก้นบ่อน้ำของปราสาท

และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาวิญญาณของผีโอคิคุจะปรากฏตัวขึ้นภายในปราสาท มีบริวารมากมายล้วนเล่าว่า พวกเขาจะได้ยินเสียงของเธอนับจานทุกคืน

"1.. 2.. 3.. 4.. 5.. 6.. 7.. 8.. 9... "

โดยเมื่อเธอนับไปจนถึงใบที่ 9 เสียงร้องไห้คร่ำครวญก็จะดังตามมา บางคนก็พบวิญญาณของเธอกำลังนับจานอยู่ที่บริเวณในสวน จนมาถึงคินหนึ่งโชกุนอาโอยามะก็ได้ยินเสียงหญิงสาวกำลังนับจานดังมาจากทางสวนของปราสาทด้วยหูของตัวเอง พอเขาเดินตามเสียงออกไปจนถึงที่บ่อน้ำ เขาก็เห็นวิญญาณของโอคิคุกำลังนับจานไปเรื่อย ๆ อย่างสงบ จนกระทั่งเธอนับถึงใบที่ 9 เธอก็หันหน้ามา จากนั้นก็ค่อย ๆ ลอยเข้ามาใกล้ ๆ อาโอยามะที่เห็นใบหน้าของผีสาวอย่างชัดเจนตอนนี้ ก็รู้สึกผิดและหยิบมีดสั้นประจำกายออกมา แทงเข้าที่หน้าท้องเพื่อคว้านท้องฆ่าตัวตายต่อหน้าผีสาวทันที

หลังจากทุกอย่างจบลงวิญญาณผีสาวโอคิคุจึงสงบ และไม่ปรากฏตัวออกมาหลอกหลอนใครมาอีกจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งในเวอร์ชั่นนี้ จะเน้นไปที่เรื่องราวความรักคล้ายกับเนื้อหาจากเรื่อง ผีสาวโคมไฟดอกโบตั๋น หรือโบตันโดโรที่มิติที่ 6 เคยได้นำเสนอไปแล้ว ซึ่งเวอร์ชั่นนี้ก็ได้รับความนิยมเพราะเนื้อหาดูทันสมัย จนทำให้เวอร์ชั่นนี้ถูกยกให้เป็นหนึ่งในเวอร์ชั่นคลาสสิคอีกเวอร์ชั่นหนึ่ง ของเรื่องผีนับจานเลยทีเดียว

โดยต่อมาในปี ค.ศ. 2002 ทางเครือข่ายสถานีโทรทัศน์ญี่ปุ่นได้นำเรื่องผีนับจานมาเสนออีกครั้ง ในซีรีย์ ไคดัง เฮียกคุ โชเซตสึ ซึ่งในเวอร์ชั่นนี้ก็ได้ทำให้เรื่องราวของตำนานผีนับจาน ถูกนำกลับมาเล่าขานกันตามอินเตอร์เน็ตอีกครั้ง

ซีรีย์ “ไคดัง เฮียกคุ โชเซตสึ” (Kaidan Hyaku Shosetsu)

ทั้งหมดนี้ก็คือเรื่องราวความเป็นมาของตำนานผีสาวนับจานทั้งหมด ซึ่งเรื่องนี้ก็ถือเป็นหนึ่งในสุดยอดสามเรื่องราวสยองขวัญของญี่ปุ่นเรื่องที่สาม ปิดท้ายซีรี่ชุดนี้ของเรา โดยมิติที่ 6 จะจัดทำเป็นเพลย์ลิสต์ "รวมสุดยอดตำนาน 3 เรื่องเล่าน่ากลัวของประเทศญี่ปุ่น" เอาไว้ให้ท่านผู้ชมที่ต้องการจะชมทั้ง 3 เรื่อง สามารถชมได้ต่อเนื่องไม่ขาดตอนนะครับ
แล้วอย่าลืมติดตามรายการมิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ พร้อมกับที่มาของมันกันได้ทุกวันศุกร์สะดวก อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้สวัสดี

แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา: Wikipedia

แท็ก: ตำนาน, ผีนับจาน, Bancho, Sarayashiki, บันโจ, ซารายะชิกิ, Bancho Sarayashi, บันโจ ซารายาชิ, Okiku, โอคิคุ, Aoyama, Tessan, อาโอยามะ, เทะสุซัง, Aoyama, Daihachi, อาโอยามะ, ไดฮาจิ, Aoyama, Harima, อาโอยามะ, ฮาริมะ, Ningyō, Jōruri, นินเกียว, โจรุริ, Okamoto, Kido, โอคาโมโตะ, คิโด