ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันศุกร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ 10 ตำนานสยองขวัญ จากยุคคริสตวรรษที่ 19 ของประเทศอังกฤษ !!!


บนโลกใบนี้มีเรื่องลึกลับจริงหรือ ? หรือว่าทุกอย่างล้วนมีคำอธิบาย แล้วถ้าสมมุติว่าบนโลกใบนี้ไม่มีปริศนาเลย มันจะทำให้โลกเราน่าอยู่ขึ้นได้หรือไม่ ?

กดเพื่อดูคลิปที่นี่


มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ ในวันศุกร์สะดวกสัปดาห์นี้ เราจึงได้รวบรวมเรื่องราวปริศนาน่ากลัวสยองขวัญจากสถานที่ต่าง ๆ ในยุคคริสตวรรษที่ 19 ที่ถูกเล่าไว้ตามบันทึกต่าง ๆ ที่ในปัจจุบันนี้มันก็ยังคงเป็นปริศนาน่ากลัวสยองขวัญ ไร้ซึ่งคำตอบใด ๆ มาทำให้มันหมดค่า ว่าทั้งหมดต่อไปนี้... มันจะทำให้เรารู้สึกยังไงกันแน่ !?



คฤหาสน์หลอนสยองขวัญฮ็อตเวลส์


ภาพโดย: John Hassell

เรามาเริ่มกันด้วยเรื่องแรกซึ่งเป็นเรื่องเล่าจากช่วงเดือนเมษายน ค.ศ. 1831 มีอดีตนักกฏหมาย ลูกสาว และคนรับใช้ 3 คน ได้ย้ายเข้ามาอยู่ในคฤหาสน์เก่า ๆ หลังหนึ่งที่รู้จักกันในชื่อ "ฮ็อตเวลส์" ที่อยู่ใกล้กับเมืองบริสตัล ประมาณ 2 สัปดาห์ต่อมาคนรับใช้สองคนก็ลาออกพร้อมกับบ่นว่า ที่แห่งนี้มันมีปีศาจหมาดำและลิงยักษ์สิงสู่อยู่ พวกเขามักจะได้ยินเสียงแปลก ๆ ที่ฟังแล้วน่ากลัวดังมาจากห้องใต้หลังคาและสวนหลังบ้าน และคิดว่าจะต้องมีใครถูกทำร้ายและถูกรัดคอที่นี่มาก่อนด้วย


จนเวลาผ่านไปคฤหาสน์หลังนี้ก็มีคนรับใช้ที่เข้ามาใหม่และลาออกไปหลายคน ซึ่งตอนแรกนั้นเจ้าของคฤหาสน์กลับไม่เคยพบเห็นหรือได้ยินเสียงอะไรผิดปกติเลย มาจนกระทั่งถึงเดือนพฤศจิกายน ปีนั้นเขาก็ต้องตกใจตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะเสียงกรีดร้องดังลั่นมาจากบนหลังคา จากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงเหมือนกับผู้ชายราว 20 ถึง 30 คน รื้อกระเบื้องมุงหลังคาแล้วโยนทิ้งออกไปทางสวน
พอเจ้าของบ้านรีบออกมาดูข้างนอกเขากล้บไม่พบว่ามีอะไรตกอยู่ในสวนหรือบนหลังคาเลย และหลังจากนั้นมาเขาก็ยังพบกับเหตุการณ์คล้าย ๆ กันนี้อยู่เป็นพัก ๆ จนในที่สุดเจ้าของบ้านก็ทนอยู่ต่อไม่ไหว ตัดสินใจขายบ้านหลังนี้ในปี ค.ศ. 1832 พอเจ้าของคฤหาสน์ถ์คนใหม่ย้ายเข้ามาอยู่ เขาก็ต้องมาเจอกับเหตุการณ์แปลกประหลาดเหมือน ๆ กันอีก จนสุดท้ายคฤหาสน์หลังนี้ก็ได้ถูกรื้อถอนไป


----------



ผีพระนางแอนโบลีน


ภาพจาก: National Portrait Gallery

จากเรื่องสยองในบ้านหลังใหญ่เรามาลองดูเรื่องสยองระดับวังกันบ้าง ที่แห่งนี้ก็คือ หอคอยแห่งลอนดอน (Tower of London) มันคือสถานที่สยองขวัญขึ้นชื่อแห่งหนึ่งของประเทศอังกฤษ เรื่องราวของพระนางแอนโบลีนพระมเหสีองค์ที่สองของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 หลังจากราชพิธีอภิเษกสมรสจบลง พระนางก็พยายามที่จะยึดการปกครองภายในมาไว้กับตัวเอง ซึ่งผลมันก็แน่นอนว่าทุกอย่างจบลงด้วยความพ่ายแพ้ พระนางถูกพระสวามีสั่งจองจำและถูกลงโทษประหารชีวิตด้วยการตัดศีรษะภายในหอคอยแห่งนั้น


ทีนี้มันก็เกิดเรื่องสยองขวัญตามมา โดยในช่วงเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1535 มีรายงานว่าผีพระนางแอนโบลีนเที่ยวออกอาละวาดในแถบปราสาท ซึ่งมันก็คือสถานที่ ๆ พระนางเคยพำนักอาศัยอยู่ในช่วงก่อนที่จะถูกประหารชีวิต


ตอนแรกเรื่องดังกล่าวมันก็ดูเหมือนจะเป็นเพียงข่าวลือ จนมาถึงปี ค.ศ. 1864 เหล่าทหารยามรักษาการของปราสาทดังกล่าวได้พบกับเงาร่างสีขาวลอยผ่านไปมาให้เห็น พวกเขาเชื่อกันว่าสิ่งนั้นมันก็คือวิญญาณของพระนางแอนโบลีน ซึ่งทหารยามรายแรกที่ได้พบกับสิ่งนี้ถึงกับตกใจกลัวจนตัวสั่น แต่ถึงจะสั่นแค่ไหนเขาก็เตรียมหยิบดาบประจำตัวขึ้นมาสู้ทั้ง ๆ ที่สวมใจสิงห์ขนาดนั้น แต่จริง ๆ แล้วเขากลัวจนทำอะไรไม่ถูก ยิ่งเงาร่างสีขาวนั้นไม่กลัวดาบและยังคงลอยอยู่ตรงหน้าแบบนั้น มันก็ทำให้ทหารยามผู้ขวัญกระเจิงถึงกับช็อคจนหมดสติคาที่ ฟื้นขึ้นมาอีกทีก็ตอนที่ผู้บังคับบัญชามาเรียก

พอทหารพยายามจะอธิบายว่าตัวเองเจออะไรมา ผู้บังคับบัญชาก็ไม่เชื่อและหาว่าเขาแอบหลับยามแล้วมาทำตีเนียนว่าถูกผีหลอกจนสลบแบบนี้ ก็เลยถูกส่งตัวไปขึ้นศาลทหารเพื่อลงโทษ ซึ่งก็ยังถือว่าโชคของเขายังดีที่ไม่ได้ถูกลงโทษร้ายแรงอะไรเลย นั่นมันก็เป็นเพราะว่านอกจากเขาแล้วมันก็ยังมีทหารยามนายอื่น ๆ ที่ต้องมาเข้ายามต่อจากทหารนายนี้อีกหลายคน ต่างก็ล้วนรายงานว่าพวกเขาเห็นวิญญาณของพระนางแอนโบลีน ปรากฏกายขึ้นมาให้เห็นเหมือนกันทุกนายนั่นเอง

หอคอยแห่งลอนดอนในปัจจุบัน
(ภาพจาก: Stephan Brunker)


----------


สิ่งลึกลับภายในบ้านเลขที่ 50 จตุรัสเบิร์กลีย์


ภาพจาก: Theflyawayamerican

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม ค.ศ. 1887 กะลาสีเรือชื่อเอ็ดเวิร์ด บลันเด็น และโรเบิร์ต มาร์ติน ตัดสินใจที่จะใช้เวลาในยามค่ำคืนนั้น เพื่อพักผ่อนหลับนอนกันที่บ้านเลขที่ 50 แถวจตุรัสเบิร์กลีย์ มันคือบ้านร้างหลังใหญ่หลังหนึ่งในประเทศอังกฤษที่ว่ากันว่ามีผีทุกประเภทสิงสู่มาตั้งแต่ยุคสมัยวิคตอเรีย บลันเด็นและมาร์ตินเพิ่งเดินทางมาจากเวสต์อินดี้ ทั้งสองไม่มีเงินเหลือติดตัวกันเลย


(ภาพจาก: 1.bp.blogspot.com)

พอมาถึงบ้านร้างหลังนี้พวกเขาจึงไม่สนใจอะไร เข้าไปนอนหลับพักผ่อนภายในบ้านหลังนี้กันดื้อ ๆ และในคืนนั้นเองในขณะที่ทั้งสองกำลังนั่งพักกันอยู่บนทางเดินริมบันไดใกล้ ๆ หน้าห้องนอนที่อยู่บนชั้นสอง อยู่ดี ๆ ทั้งสองก็ได้ยินเสียงใครบางคนดังมาจากเหนือศีรษะ จากนั้นก็เห็นอะไรบางอย่างที่ดูไม่ออกว่ามันคืออะไรกันแน่ ลอยขึ้นมาจากทางบันไดแล้วหายเข้าไปในห้องข้างบนอย่างรวดเร็ว
เห็นแบบนั้นมาร์ตินก็รีบเผ่นออกไปนอกตัวบ้านทันที พอออกมามาร์ตินก็พบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เขาจึงรีบเล่าว่าเมื่อสักครู่มันเกิดอะไรขึ้น แต่พอเขาพาตำรวจกลับเข้าไปดูในบ้านเขาก็พบว่าในช่วงที่หนีโดยไม่คิดชีวิตนั้น บลันเดลเพื่อนเขากลับหนีจากจุดนั้นด้วยการกระโดดออกไปทางหน้าต่าง  ร่างของเขาตกลงไปเสียบกับเหล็กแหลมของรั้วที่อยู่ด้านล่างเสียชีวิตคาที่ไปอย่างน่าอนาถ


ปัจจุบันบ้านหลังนี้ยังคงอยู่ดีมีสุข เจ้าของคนใหม่คือพี่น้องตระกูลแม็กซ์ได้ดัดแปลงให้มันกลายเป็นคลังเก็บหนังสือและของเก่า ซึ่งทั้งสองเองก็บอกว่าพวกเขาไม่เคยพบเจอเหตุการณ์สยองขวัญใด ๆ เลย แต่กับเหล่าคนงานที่ทำงานในที่แห่งนี้พวกเขามักจะได้ยินเสียงแปลก ๆ ดังมาจากทางบันได พอแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาช่วยตรวจสอบ ตำรวจก็บอกว่าบางทีพวกเขาอาจจะแค่ระแวงมากเกินไป เพราะเคยได้ยินได้ฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีตมาเท่านั้นเอง

บ้านเลขที่ 50 ปัจจุบันกลายเป็นคลังเก็บหนังสือและของเก่า
(ภาพจาก: Theparanormalguide)


----------




ผีเพื่อนมาเยี่ยมตามสัญญา


(ภาพจาก: Book jacket)

ในตอนกลางดึกของวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1856 เคนเนธ อาร์.เอช. แม็คเคนซี นักภาษาศาสตร์วรรณกรรมผู้เขียนหนังสือชื่อดัง ได้พยายามที่จะข่มตานอนหลับอยู่ในคืนนั้นจู่ ๆ เขาก็รู้สึกได้ว่ามีไอเย็นลอยมาปกคลุมอยู่ตรงหน้า พอแม็กเคนซีลืมตาขึ้นมาเขาก็เห็นบัคลีย์เพื่อนของเขาซึ่งเป็นนักเขียนเหมือนกันกำลังยืนมองอยู่ที่ปลายเตียง แต่ยังไม่ทันได้พูดจาไต่ถามอะไร บัคลีย์ก็เดินไปทางหน้าต่างแล้วหยุดยืนอยู่ที่นั่นสักครู่หนึ่งก็หายตัวไป ซึ่งในเวลานั้นแม็คเคนซียังไม่รู้ว่าเพื่อนคนนี้ของเขาเสียชีวิตไปตั้งแต่สามวันก่อนแล้ว !

ย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1850 ตอนนั้นบัคลีย์เคยสัญญากับแม็คเคนซีว่า ถ้าใครคนใดตายไปก่อนก็ต้องเป็นผีแล้วแวะมาหาอีกคนด้วย และเมื่อถึงคราวของบัคลีย์ที่ต้องจากไปเขาจึงมาตามคำสัญญา ทีนี้สองคืนต่อมาบัคลีย์ก็แวะกลับมาหาเพื่อนรักของเขาอีกครั้ง รอบนี้บัคลีย์นำกล่องใบหนึ่งที่ภายในนั้นใส่จดหมายเก่า ๆ ที่ตัวเองเคยเขียนไว้เอามาฝากด้วย ซึ่งเราเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าจดหมายในกล่องใบนั้นมันเขียนอะไรไว้บ้าง แต่บันทึกเรื่องราวนี้กลับไม่ได้บอกไว้เลยว่าจดหมายฉบับที่ว่านั้นเขียนอะไรไว้ บอกเพียงว่ามันมีจดหมายอยู่ในกล่องให้เราได้คาใจกันต่อไปนั่นเอง


----------




ห้องเรืองแสงแห่งทอว์นตัน


ภาพจาก: Wikimedia

มีบันทึกจากปี ค.ศ. 1873 ฉบับหนึ่ง มันถูกเขียนไว้โดยผู้ที่ใช้ชื่อว่ามิสเตอร์ ที. เวสต์วูด พูดถึงเรื่องราวปริศนาเรื่องหนึ่งที่เขาเคยได้ยินมาเมื่อ 30 ปีก่อน จากเจ้านายคนหนึ่งที่อยู่ในเมืองทอว์นตัน ว่าในทุกคืนขณะที่เขาเดินทางกลับบ้านเขาจะต้องได้พบกับบางสิ่งบางอย่างเสมอ เจ้านายคนนั้นสังเกตว่ามีบ้านร้างอยู่ตรงนั้น และก็มักจะเห็นว่าที่หน้าต่างบานตรงกลางของบ้านจะมีแสงสว่างส่องออกมาทุกคืน เจ้านายคนนั้นเลยตั้งชื่อให้ห้องนั้นว่า “ห้องเรืองแสง”


ในคืนหนึ่งเจ้านายคนนั้นจึงชวนเพื่อนอีกคนไปร่วมกันหาคำตอบ ว่าเจ้าแสงนั้นมันคืออะไรกันแน่ !? พอเข้าไปในบ้าน ทั้งสองก็เดินค้นไปทั่วทุกห้อง โดยกะว่าจะเข้าไปตรวจสอบในห้องเรืองแสงเป็นที่สุดท้าย จนในที่สุดพวกเขาก็ต้องมาเปิดประตูห้องนี้ แล้วก็ต้องตกใจเพราะภายในห้องนั้นมีข้าวของวางอยู่แค่สองสามชิ้น แสงสว่างนั้นดูเหมือนจะเกิดจากธรรมชาติ มันเรืองแสงปกคลุมไปทั่วทุกจุดภายในห้อง พอทั้งสองเดินกลับออกมาผู้ดูแลบ้านที่ยอมให้พวกเขาเข้าไปดูข้างในก็เล่าว่า ครอบครัวของเขาเป็นเจ้าของตึกหลังนี้ และไม่เคยเข้าไปใช้งานห้องนั้นเลย ซึ่งเขาเชื่อว่ามันไม่น่าจะเป็นภูติผีวิญญาณอะไร ส่วนแสงสว่างที่เห็นนั้นมันก็น่าเป็นเพียงแค่สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเท่านั้นเอง
----------




ผีแห่งสถานีดาร์ลิงตัน


ภาพจาก: Ben Brooksbank

ในช่วงฤดูหนาวของปี ค.ศ. 1890 ยามกะดึกของสถานีรถไฟดาร์ลิงตันชื่อว่าเจมส์ ดิวแรม ได้เดินลงไปยังห้องพักที่อยู่ชั้นใต้ดินเพื่อพักผ่อน ในขณะที่ดิวแรมกำลังอบอุ่นร่างกายอยู่ตรงหน้าเตาผิงนั้น มีชายสวมชุดโบราณคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับสุนัขสีดำตัวใหญ่ ชายคนนั้นยิ้มให้ดิวแรมแล้วอยู่ดี ๆ ก็บุกเข้ามาต่อย ดิวแรมพยายามจะสวนหมัดกลับ แต่ยังไม่ทันที่หมัดจะไปถึงร่างของชายลึกลับคนนั้น เขาก็เรียกเจ้าสุนัขตัวใหญ่ให้เข้ามาป้องกันตัว มันกัดดิวแรมเข้าที่น่อง จากนั้นทั้งชายลึกลับและหมาสีดำก็เดินกลับออกไปยังประตูบานที่พวกเขาเดินเข้ามา แต่พอดิวแรมรีบเดินตามไปเขาก็พบว่าที่หลังประตูบ้านนั้นมันไม่มีทางออกไปไหนได้เลย

"เจมส์ ดิวแรม" เจ้าหน้าที่สถานีผู้พบเหตุการณ์

จนเวลาผ่านไปประมาณ 2 สัปดาห์ เรื่องของดิวแรมก็ถูกเล่าลือออกไปทั่วเมือง มีชายชราชื่อเอ็ดเวิร์ด พีซให้ความสนใจกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ เขาจึงชวนดิวแรมให้มาที่บ้านและเล่าว่าเมื่อหลายปีก่อนที่สถานีแห่งนั้นมีคนงานฆ่าตัวตายไปคนนึง และไม่เพียงแต่รูปพรรณสัณฐานของเขาจะตรงกับชายลึกลับที่ติวแรมพบ เอ็ดเวิร์ดยังบอกอีกว่าชายคนนั้นก็มีสุนัขตัวใหญ่สีดำเหมือนกันด้วย !

----------




สาวหน้าหมูแห่งจตุรัสแมนเชสเตอร์


ภาพจาก: Illustrated Police News

ย้อนกลับไปในช่วงฤดูหนาวของปี ค.ศ. 1814 ช่วงนั้นมีข่าวลือออกไปทั่วลอนดอนว่า มีหญิงสาวหน้าหมูคนหนึ่ง อาศัยอยู่กับครอบครัวในเมืองแถวจตุรัสกรอสเวนอร์ ว่ากันว่าผู้คนแถวนั้นต่างขับไล่หญิงสาวทุกครั้งยามที่เธอนั่งรถม้าออกมานอกบ้าน และก็ยังบอกว่าตอนนั้นมีชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อเซอร์ วิลเลี่ยม เอเลียต ได้ออกมายืนยันว่าเขาเคยถูกหญิงคนนี้ทำร้ายมาก่อน



โดยปีต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1815 เรื่องราวนี้ก็กลายเป็นที่สนใจขึ้นมา มีผู้คนแสดงความเห็นกันมากมาย บางรายก็ไม่เชื่อว่ามันเป็นเรื่องจริง แต่ไม่ว่าจะจริงหรือไม่หลังจากที่มันเป็นข่าวก็มีชายคนหนึ่งได้ลงประกาศในหนังสือพิมพ์ เพื่อขอให้ช่วยกันตามหาหญิงสาวหน้าหมูคนนี้ จุดประสงค์ในการหาของเขานั้นก็เพื่อเขาจะได้ไปขอแต่งงานกับเธอ ซึ่งก็มีผู้ตั้งข้อสงสัยว่าหญิงสาวหน้าหมูคนนั้นมีตัวตนจริงหรือเปล่า ? และผู้คนก็ยังพูดกันอีกว่า “พวกคนชนบทไม่รู้หรอกว่าคนลอนดอนนั้นเบาปัญญาขนาดไหน”


----------




"วิลเลี่ยม ฟิลด์" ผีร้ายแห่งเซาธ์มอร์ตัน


ภาพจาก: Colin Bates
ในปี ค.ศ. 1804 ช่างทำล้อเกวียนชื่อวิลเลี่ยม ฟิลด์ ได้แขวนคอตายในบ้านตัวเองที่อยู่ในเซาท์มอร์ตัน จนเวลาผ่านไปกว่า 40 ปี ผีวิลเลี่ยมก็ยังคงออกอาละวาดไปทั่วบริเวณโรงนาสร้างความหวาดกลัวให้กับชาวบ้านละแวกนั้นตลอดมา จนถึงปี ค.ศ. 1850 ก็มีกลุ่มนักบวช 11 รูป ที่หมดความอดทนกับเจ้าผีร้ายตนนี้ และตัดสินใจที่จะเดินทางมาที่นี่เพื่อทำพิธีไล่ผีกัน


ในขณะที่เหล่านักบวชกำลังทำพิธีอยู่นั้น ก็มีสองพี่น้องชื่อจอห์น และเจมส์ พาร์คส์ มาแอบเฝ้ามองการทำพิธีอยู่ที่หลังกองฟาง และก่อนที่ผีจะถูกขับไล่วิญญาณของวิลเลียมก็ถามกับนักบวชว่า ตรงนั้นมันมีไก่หรือหนูสองตัวอยู่ ฉันขอจะได้ไหม ? นักบวชมองตามไปก็เห็นเด็กสองคนอยู่ตรงนั้นเขาจึงรีบไล่เด็ก ๆ ให้ออกไปก่อน จากนั้นก็ค่อยทำพิธีขับไล่ผีตาวิลเลียมให้ลงไปในบ่อน้ำ และเพื่อความแน่ใจว่าเจ้าผีจะถูกขังอยู่ที่นี่ตลอดกาล พวกเขาจึงตอกหมุดลงยันต์สะกดวิญญาณผีร้ายเอาไว้ที่นี่เสียเลย


----------




จุมพิษผีแห่งเรนิสชอว์ฮอลล์


ภาพจาก: Wikimedia

เมื่อปี ค.ศ. 1885 เซอร์จอร์จ รีเรสบี้ ซิทเวลล์ได้ฉลองวันเกิดครบรอบอายุ 25 ปี ด้วยการจัดปาร์ตี้ในคฤหาสน์ของบรรพบุรุษชื่อ "เรนิสชอว์ฮอลล์" หลังจากงานเลี้ยงจบลงซิทเวลล์ก็พยายามแอบไปเข้าห้องนอนของแขกหญิงสาวคนหนึ่ง แต่ยังไม่ทันจะได้ทำอะไรกันเธอบ่นกับซิทเวลล์ว่า เมื่อสักครู่นี้เธอรู้สึกเหมือนกับมีอะไรบางอย่างเย็น ๆ กำลังจูบเธออยู่ตอนที่เกือบจะหลับ ซึ่งซิทเวลล์เองก็ไม่ได้คิดใส่ใจอะไรสักเท่าไหร่ แต่กับเพื่อนของเขาที่ชื่อมิสเตอร์ เทิร์นบูลนั้นกลับรู้สึกตรงกันข้าม

"เซอร์จอร์จ รีเรสบี้ ซิทเวลล์" เจ้าของคฤหาสน์

นั่นก็เพราะเขาจำได้ว่าสองสามปีก่อนเคยมีหญิงสาวคนอื่นเข้ามาเข้าพักในห้องดังกล่าว แล้วรู้สึกแบบเดียวกับหญิงสาวคนนี้ นั่นก็คือจูบเย็น ๆ จากสิ่งที่มองไม่เห็น ส่วนทางซิทเวลล์นั้นเป็นพวกคนขี้สงสัย และเคยแฉพฤติกรรมคนทำผีหลอกแนวนี้จนตัวเองมีชื่อเสียงตามสื่อต่าง ๆ มาแล้ว เขาก็เลยตัดบทไล่ผีด้วยการบอกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้นมันเป็นเพียงความรู้สึกของผู้หญิงเท่านั้นเอง


ทีนี้หลายปีต่อมาก็มีเรื่องแปลกเกิดขึ้น มี การขุดลงไปยังใต้คฤหาสน์ และที่บริเวณใต้พื้นห้องนอนเกิดเหตุตรงนั้น ก็มีผู้พบโลงศพเปล่าใบหนึ่งถูกฝังเอาไว้ มันเป็นโลงศพของใคร ? แล้วทำไมมันถึงถูกฝังอยู่ที่นี่ ? ซึ่งปริศนาของเรื่องนี้ก็มีบางคนออกมาเล่าว่า มันน่าจะเป็นโลงศพของเด็กชายคนหนึ่ง ที่ได้จมน้ำเสียชีวิตไปเมื่อช่วงคริสตวรรษที่ 18 เพียงแต่ว่าทำไมมันถึงเป็นโลงเปล่าก็ยังไม่มีใครให้คำตอบนี้กันได้เลย


ที่ฝังศพปริศนาภายในคฤหาสน์

คฤหาสน์ "เรนิสชอว์" ในปัจจุบัน
(ภาพจาก: Jibberjabberuk.co.uk)


----------


"วิลลิงตันมิลล์" บ้านกังหันวิดน้ำสยองขวัญ


ภาพจาก: bedsarchives.bedford.gov.uk

ในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1831 ถึง ค.ศ. 1847 มีนักธุรกิจชื่อโจเซฟ พร็อคเตอร์ จูเนียร์และครอบครัว ได้เข้ามาอาศัยอยู่ในวิลลิงตันมิลล์ซึ่งเป็นอาคารกังหันวิดน้ำที่ว่ากันว่าถูกสร้างโดยแม่มด ในช่วงปีแรก ๆ มันก็ยังไม่มีอะไร แต่พอถึงปี ค.ศ. 1835 นายพร็อคเตอร์กับเหล่าคนรับใช้ก็เริ่มจะได้ยินเสียงฝีเท้าลึกลับจำนวนมากเดินข้ามไปมาตามห้องว่างต่าง ๆ ที่เขาใช้ทำเป็นสถานเลี้ยงเด็กอยู่ภายในบ้านหลังนั้น


มีเสียงประหลาดต่าง ๆ เช่น เสียงเคาะ เสียงกดกระดิ่ง และเสียงคนได้ยินกันไปทั่วทั้งบ้าน เรียกได้ว่าไม่มีใครในบ้านที่จะรอดไปจากเหตุการณ์ประหลาดนี้ เปลของเด็กไม่เพียงแต่จะไกวได้เอง มันยังมีเสียงฝีเท้าคนเดินไปรอบ ๆ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น และในช่วงเวลากลางคืนมีเด็กหญิงคนหนึ่งเล่าว่า เธอเห็นศีรษะของหญิงชราลอยไปมาเหนือที่นอนของเธอ ในขณะที่คนอื่น ๆ เห็นเป็นร่างของหญิงคนหนึ่ง เธอไม่มีดวงตากำลังนั่งอยู่บนที่นอนของคุณแม่


ปรากฏการณ์เหล่านี้ล้วนถูกคนในครอบครัวพร็อคเตอร์เห็นกันเรื่อยมา โดยไม่มีทีท่าว่ามันจะจบลงเมื่อไหร่ บางครั้งก็มีคนเห็นแมวสีขาวตัวใหญ่เดินหายเข้าไปในเตาผิง บางทีก็เห็นผีมายืนมองคนในบ้านผ่านทางหน้าต่างที่อยู่ชั้นบน และก็ยังเคยมีคนเห็นอะไรบางอย่างที่ดูเหมือนผ้าเช็ดตัวกำลังเต้นลอยไปมาอยู่ทางนอกบ้าน ซึ่งมันก็ไม่ได้มีเพียงคนในครอบครัวพร็อคเตอร์ที่เห็น เพราะเหล่าเพื่อนบ้านหรือแขกที่แวะมาเยี่ยมเยียนก็ล้วนเคยเจออะไรแบบนี้กันอยู่เสมอเช่นกัน


และเหตุการณ์ประหลาดนี้ก็ยังคงเกิดขึ้น ต่อมาจนถึงปี ค.ศ. 1847 ครอบครัวพร็อคจึงไม่ทนอีกต่อไป พวกเขาตัดสินใจขายบ้านหลังนี้ทิ้งแล้วย้ายไปอยู่ที่อื่น และเมื่อครอบครัวใหม่ย้ายเข้ามาพวกเขาก็ยังคงพบกับเหตุการณ์สยองขวัญสั่นประสาทไม่ต่างจากที่ครอบครัวก่อนหน้าพบเจอ จนในที่สุดก็ต้องขายบ้านทิ้งแล้วย้ายออกไป
ต่อมาครอบครัวแมนน์ก็หลงเข้ามาอาศัยอยู่ได้ไม่นานก็ได้เจอกับเรื่องประหลาดแบบเดียวกัน ซึ่งสุดท้ายพวกเขาก็อยู่ไม่ได้และย้ายหนีออกไปไม่ต่างกับคนอื่น ทีนี้พอไม่มีใครอยู่ได้ บ้านหลังนี้จึงถูกดัดแปลงมาทำเป็นห้องเช่าแทน กลายสภาพจากบ้านดี ๆ มาเป็นชุมชนแออัด

จนย่างเข้าศตวรรษที่ 20 ก็มีหญิงสาวคนหนึ่งชื่อแคทเธอลีน เดเวอร์ มาเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตที่บริเวณกังหันวิดน้ำอีก ทำให้ต่อมาทางการจึงสั่งให้รื้อถอนมันออก และปัจจุบันที่แห่งนี้ก็กลายสภาพมาเป็นโรงงานผลิตเชือก ซึ่งคนในโรงงานก็ยังล้วนเล่าว่าพวกเขาเห็นวิญญาณของแคทเธอลีน ยังคงออกมาอาละวาดหลอกพวกเขากันอยู่เสมอ

"วิลลิงตันมิลล์" ปัจจุบันกลายเป็นโรงงานผลิตเชือก
(ภาพจาก: Newcastlephotos)


จากเรื่องราวสยองขวัญที่เล่ามาให้ฟังทั้งหมดนี้ มันก็ถือเป็นเรื่องที่ยังไม่มีใครสามารถหาคำตอบได้ว่ามันเกิดขึ้นจากอะไร ? แต่ที่รู้แน่ ๆ ก็คือ เรื่องราวทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องเล่าสถานที่น่ากลัวที่ถูกบันทึกเก็บไว้ในประวัติศาสตร์ของประเทศอังกฤษ ซึ่งมันจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่เราก็มิอาจทราบได้ ซึ่งมิติที่ 6 เองก็คิดอยู่ว่ามันก็ดีเหมือนกันที่ยังมีที่ว่างสำหรับเรื่องราวปริศนาน่ากลัวสยองขวัญให้เราได้มาเล่าสู่กันฟัง !


พบกับรายการมิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ แบบนี้กันได้ทุกวันศุกร์สะดวก แล้วอย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี


เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา: ListverseSjhstrangetales และ Theparanormalguide