ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันศุกร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ ตำนานกระสือ !!!




หากเรามีโอกาสได้พักอาศัยอยู่ในแถบชนบท แล้วต้องมีเหตุให้ต้องออกไปข้างนอกบ้านในเวลากลางค่ำกลางคืนนั้น เราจะรู้เลยว่าความมืดนั้นมันน่ากลัวขนาดไหน แล้วถ้าหากเดินไปอยู่ดี ๆ ก็มีดวงไฟสีแดงลอยผ่านมาให้เห็นไกล ๆ แบบนั้น เราจะรู้สึกอย่างไร ?

กดเพื่อดูคลิปที่นี่

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ ในวันศุกร์สะดวกสัปดาห์นี้ เราจะพาคุณไปรู้จักกับตำนานระดับนา ๆ ชาติอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องราวของความโชคร้ายกับคำสาปที่ไม่มีหญิงสาวคนใดต้องการ ที่มันจะทำให้พวกเธอต้องออกไปข้างนอกด้วยสภาพที่น่าสยดสยอง ว่าเรื่องนี้... มันคืออะไรกันแน่ !?



"กระสือ"
เป็นตำนานเรื่องเล่าน่ากลัวที่ถูกเล่าขานมายาวนานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เรื่องราวของผีสาวผู้ต้องคำสาปให้ตัวเองต้องกลายเป็นกระสือในยามค่ำคืน ร่างที่มีเพียงศีรษะติดกับหัวใจ ปอด ตับ ไต และลำไส้ สามารถเปล่งแสงสีแดงออกมาได้และลอยไปมาเพื่อหาอาหาร มันไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเล่าขานแต่เพียงในประเทศไทยเท่านั้น

หากแต่ตำนานกระสือนั้น ว่ากันว่ามีต้นกำเนิดมาจากประเทศกำพูชาหรือเขมร ที่นั่นชาวบ้านเรียกกระสือว่า อาบ (Ahp) โดยมีตำนานเล่าขานเกี่ยวกับเจ้าหญิงของเมืองเขมรผู้น่าสงสาร ที่ถูกส่งไปบรรณาการเป็นชายาของเจ้าเมืองสยาม เพราะเมืองของตัวเองแพ้สงครามเมื่อกาลครั้งนั้น

เจ้าหญิงไม่เต็มใจกับการแต่งงานครั้งนี้ เพราะเธอมีคนรักที่กำลคบหากันอยู่ ชายคนนั้นเป็นเพียงทหารหนุ่มผู้ต่ำต้อย ถึงแม้เจ้าหญิงจะแต่งงานกับเจ้าเมืองสยามไปแล้ว แต่เธอก็ยังคงลักลอบพบกับทหารหนุ่มผู้นั้น

จนกระทั่งวันหนึ่งเธอก็ถูกเจ้าเมืองสยามจับได้ว่าคบชู้สู่ชาย นั่นจึงทำให้เธอถูกสั่งประหารโดยการเผาทั้งเป็นในอีกสามวันต่อมา

ข่าวการประหารชีวิตของเจ้าหญิงได้ถูกเผยแพร่ออกไป หมอผีเขมรผู้จงรักภักดีรู้เรื่องเข้าจึงต้องการช่วยเหลือ แต่กว่าจะรู้มันก็เกือบสายไปเสียแล้ว

จะให้นิ่งดูดายมันก็ยากเกินกว่าจะทำใจ นั่นจึงทำให้หมอผีรีบใช้เวลาในคืนสุดท้าย จัดเครื่องเซ่นในพิธีโดยไม่รีรอ จากนั้นจึงเริ่มร่ายมนต์คาถาวิเศษเพื่อหวังให้ไสยเวทย์ครั้งนี้เดินทางไปช่วยปกปักรักษาเจ้าหญิงอันเป็นที่รัก ไม่ให้นางต้องถูกไฟคลอกตายอย่างน่าเวทนา

เพียงแต่ช่วงเวลาในการร่ายบริกรรมคาถามันใช้เวลายาวนานมาก มากเกินจนไม่ทันการณ์ เพราะยังไม่ทันที่หมอผีจะร่ายเวทย์จบ เจ้าหญิงก็ถูกไฟเผาทั้งเป็นเสียแล้ว เพียงแต่จะบอกว่าคาถาที่หมอผีร่ายไปมันไม่ได้ผลก็คงไม่ใช่ เพราะหลังจากที่เธอถูกเพลิงเผามอดไหม้ลำตัวส่วนล่างนั้น คาถากันไฟมันเพิ่งจะสำแดงฤทธิ์ และช่วยได้เพียงส่วนศีรษะลงไปจนถึงเครื่องใน และสิ่งนี้มันก็เลยทำให้จากคาถาป้องกันไฟ กลายเป็นคำสาปที่ทำให้เจ้าหญิงเหลือเพียงหัวกับเครื่องใน กลายเป็นผีกระสือล่องลอยออกหากินในยามค่ำคืน !!!


ในตำนานอื่น ๆ ก็มีเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับกระสือสาวตนหนึ่ง มันเคยมีชีวิตเป็นเศรษฐีสาว วันหนึ่งเธอถูกครอบงำด้วยวิญญาณของปีศาจร้าย ร่ายคำสาปให้ตัวเองต้องกลายมาเป็นกระสือ และตั้งแต่นั้นมาเวลาที่เธอเดินทางไปไหนในช่วงกลางวัน เธอจะต้องใช้ผ้าสีดำคลุมศีรษะ ส่วนลำคอจะต้องผูกริบบิ้นเพื่อป้องกันแสงแดด และปิดบังบาดแผลที่คอเพื่อไม่ให้ใครรู้ความจริงนี้

มีบางตำนานเล่าว่าผีกระสือนั้นเกิดจากหญิงสาวที่นิยมชมชอบในไสยเวทย์มนตร์ดำ แต่ด้วยความผิดพลาดในช่วงท่องคาถา จึงทำให้ศีรษะและเครื่องในของเธอหลุดแยกออกมาจากร่างอย่างน่าสยดสยอง แต่เธอกลับไม่เสียชีวิตกลายมาเป็นกระสือเที่ยวออกหากินในยามค่ำคืน

อีกกรณีที่ทำให้หญิงสาวโชคร้ายต้องกลายมาเป็นกระสือได้ก็คือ บาปกรรมในอดีตชาติตัวเอง มีเรื่องเล่าของหญิงสาวคนหนึ่งที่ในชาติที่แล้วของเธอได้สังหารผู้คนไว้มากมาย พอมาในชาติปัจจุบันมันก็ส่งผลให้เธอต้องกลายเป็นกระสือ เพื่อชดใช้กรรมในอดีตที่เคยก่อไว้

และยังมีอีกตำนานที่พูดถึงการเป็นกระสือด้วยความไม่รู้ เพราะไปกินอาหารหรือดื่มน้ำจากภาชนะเดียวกันกับคนที่เป็นกระสือ ที่ทิ้งคราบน้ำลายหรือเลือดของมันเอาไว้ ซึ่งความเป็นไปได้ที่จะทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นก็คือ หญิงสาวผู้โชคร้ายคนนั้นอาจเป็นทายาท หรือไม่ก็ลูกหลานของกระสือนั่นเอง ว่ากันว่าหลังจากที่เธอได้รับคำสาปมาเธอก็เริ่มทำตัวแปลก ๆ และในเวลาไม่นานเธอก็ถูกชาวบ้านจับได้ว่าเป็นกระสือ

ที่ฟิลิปปินส์มีความเชื่อเรื่อง มานานังเกล (Manananggal) ผีดูดเลือดที่มีปีกเหมือนค้างคาวขนาดใหญ่อยู่ด้านหลัง เมื่อออกล่าเหยื่อจะถอดลำตัวท่อนบนออกแล้วบินไปในอากาศเวลากลางคืน รวมถึงยังชอบที่จะกินเด็กทารกจากครรภ์ผู้เป็นแม่อีกด้วย

มานานังเกล หรือกระสือฟิลิปปินส์
(ภาพจาก: GerilyaGallery)

ทางมาเลเซียเองก็มีเรื่องราวเกี่ยวกับผีกระสือในชื่อ ฮันตูปินังกาลัน หรือปินังกาลัน (Penanggalan) มีตำนานเล่ากันว่าพ่อแม่ลูกครอบครัวหนึ่งที่อาศัยอยู่ในมาเลเซียต้องพบกับเรื่องราวสุดสยองขวัญ ในวันนั้นพ่อจำเป็นต้องออกไปทำธุระนอกบ้านในเวลากลางคืน ส่วนแม่นั้นก็อาศัยช่วงเวลาดังกล่าวแอบเอาน้ำมันมนต์มาทารอบคอ จากนั้นหัวของเธอก็หลุดลอยออกมาพร้อมกับเครื่องในที่มีแสงสีเหลืองสว่างวูบวาบคอยส่องทาง ออกเที่ยวหากินเรื่อยไปในยามวิกาล ลอยตุ๊บป่อง ๆ ไล่สัตว์น้อยใหญ่ที่มาคอยวุ่นวายกับตับไตไส้พุงของเธอ

เหตุการณ์เป็นแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งจนลูกสาวของเธอเห็นเข้ากับตา ผู้เป็นลูกก็ได้แต่เก็บความสงสัยไว้ จนกระทั่งวันหนึ่งหลังจากที่เธอรอให้แม่ถอดหัวลอยออกไป เธอแอบไปหยิบน้ำมันมนต์ขวดดังกล่าวมาลองทาที่คอของตัวเองดู และมันก็เป็นไปตามที่คาด หัวของเธอหลุดลอยออกมาพร้อมกับเครื่องในเหมือนกับแม่ เธอตกใจร้องตะโกนลั่นบ้านว่าหัวของเธอกำลังจะหลุดออกมาจากร่าง จนชาวบ้านละแวกนั้นได้ยินเสียงดังต่างก็พากันหวาดกลัว ไม่มีใครกล้าออกมาช่วยเหลือ หรือไม่มีแม้แต่คนจะออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น

จนกระทั่งได้เวลาที่แม่ของเธอลอยกลับมา เสียงร้องของลูกสาวก็เงียบลง และตั้งแต่วันนั้นครอบครัวนี้ก็ต้องย้ายบ้านหนีโดยไม่มีใครได้พบเห็นอีกเลย

ฮันตูปินังกาลัน หรือกระสือมาเลเซีย

นอกจากนั้นแล้วที่ประเทศญี่ปุ่นก็มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับปีศาจที่สามารถถอดหัวหากินได้ในเวลากลางคืน เรียกกันว่า นุเกะคุบิ (ぬけ首) อาศัยอยู่แถบภูเขาบริเวณมณฑลไค

มีซามูไรผู้กล้าท่านหนึ่งที่บวชพระธุดงค์ผ่านไป หัวหน้าปีศาจในร่างมนุษย์ก็ได้นิมนต์ให้ไปพักที่บ้าน ในเวลากลางดึกพระตื่นขึ้นมาเพื่อจะดื่มน้ำโดยไม่อยากรบกวนเจ้าของบ้าน ขณะผ่านไปยังห้องที่เหล่าปีศาจนอนกันก็พบว่า ทั้งหมดเป็นร่างที่ไม่มีหัว

พระตามไปแอบดูนอกบ้านก็เห็นหัวปีศาจ 3-4 หัวล่องลอยไปมา ใช้ลิ้นตวัดกินมดปลวกตามพื้น และคุยกันว่าจะกินพระในเวลาก่อนรุ่งเช้า พระจึงแอบลากเอาร่างที่ไร้หัวเหล่านั้นไปซ่อนไว้ เมื่อปีศาจกลับไปดูที่บ้านไม่พบทั้งพระและร่างของตนจึงตกใจและโกรธแค้น รุมทำร้ายพระแต่ไม่อาจทำอะไรได้ เพราะพระเคยเป็นซามูไรมือฉมังมาก่อน

เมื่อถึงเวลาเช้าปีศาจทั้งหมดจึงตายลง แต่ศีรษะของหัวหน้าปีศาจก็ได้กัดติดกับจีวรพระจนไม่สามารถถอดออกได้ ต่อมามีโจรผู้หนึ่งได้ขอซื้อไปโดยหวังจะใช้ศีรษะปีศาจนี้หลอกเอาเงินจากผู้คน แต่ต่อมาโจรกลัวปีศาจจะมาเอาคืนจึงทำสุสานฝังให้ ว่ากันว่าสุสานแห่งนี้ยังมีปรากฏจนถึงทุกวันนี้

นุเกะคุบิ หรือกระสือญี่ปุ่น

ในส่วนตำนานของประเทศไทยนั้น กระสือ (Krasue) จะมีพฤติกรรมไม่ต่างกับประเทศเพื่อนบ้าน ดูเหมือนมันถูกสาปให้ต้องออกหากินในเวลาค่ำคืนกันทุกประเทศ อาหารของพวกมันคือเครื่องใน เลือด และเนื้อสด ๆ ของสัตว์ชนิดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวัวตัวใหญ่จนกระทั่งไก่ในเล้า

กระสือยายสายในตำนาน (พ.ศ. 2537) แสดงโดยน้ำเงิน บุญหนัก

แต่ถ้าในท้องถิ่นนั้นไม่มีเลือดให้มันกิน กระสือก็จะอาศัยกินอุจจาระและซากศพของสิ่งมีชีวิตเป็นอาหาร และก่อนที่จะถึงรุ่งเช้ามันจะลอยไปหาเสื้อผ้าที่ถูกตากทิ้งไว้ เพื่อใช้เช็ดคราบสกปรกไม่ว่าจะเป็นเลือดหรือสิ่งปฎิกูลที่ติดอยู่บริเวณปากให้หมดเสียก่อน และสิ่งนี้ก็คือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ชาวบ้านต่างจังหวัดไม่นิยมตากผ้าทิ้งไว้ยามค่ำคืน

ในตำนานของไทยได้พูดไปถึงพฤติกรรมน่ากลัวอีกอย่างของกระสือ ยามที่มันรู้ว่าบ้านไหนมีหญิงท้องแก่ใกล้คลอดอยู่ มันจะแวะมาเยี่ยมเยียนบ่อยครั้ง เพื่อที่จะฉวยโอกาสในช่วงที่หญิงท้องแก่กำลังนอนหลับ ลอยเข้าไปใกล้ ๆ แล้วใช้ลิ้นยาว ๆ ของมันชอนไชเข้าไปทางช่องคลอด ลึกเข้าไปจนถึงทารกในครรภ์ไม่ก็รกของเด็ก ซึ่งพฤติกรรมแปลก ๆ ของมันไม่มีใครสามารถอธิบายได้ว่าทำไปทำไม ? ทำแล้วได้อะไร ? แต่มีความเชื่อว่าการกระทำของกระสือแบบนี้ จะมีผลทำให้หญิงมีครรภ์เกิดโรคภัย และในบางกรณีจะพบว่าเด็กในครรภ์สามารถแท้งเพราะถูกมันแอบกัดกินไปนั่นเอง

การป้องกันเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสัตว์เลี้ยงและหญิงท้องแก่ คือคนในบ้านจะต้องช่วยกันหากิ่งไม้มาวางล้อมรอบตัวบ้าน เพื่อทำเป็นรั้วกั้นคอยขัดขวางไม่ให้กระสือสามารถบุกเข้ามาดื่มเลือดหรือทำร้ายหญิงมีครรถ์ในยามวิกาลได้ และเมื่อถึงวันที่หญิงมีครรภ์จะต้องคลอดบุตร ญาติ ๆ จะรีบนำรกของเด็กไปฝังไว้ใต้ดินให้ลึกที่สุด เพราะเชื่อกันว่าถ้าไม่รีบจัดการให้เรียบร้อย กระสือมันจะบุกเข้ามากินรกของเด็กได้

รกของเด็ก

ว่ากันว่ากระสือจะซ่อนร่างกายที่ไร้หัวของมันเอาไว้ในที่ปลอดคนอยู่เสมอ เพราะมันจะต้องกลับมาประกอบร่างให้ทันเวลาก่อนรุ่งสาง เพื่อกลับมาใช้ชีวิตให้เหมือนคนปกติทั่วไปในเวลากลางวัน สิ่งผิดปกติที่แสดงออกมานั้นก็จะมีเพียงอาการสะลึมสะลือราวกับคนอดนอนเท่านั้นเอง

ถ้าหากมันไม่ได้ซ่อนร่างเอาไว้แล้วเกิดมีใครมาพบ ก็เป็นไปได้ว่าผู้คนเหล่านั้นจะเคลื่อนย้ายร่างของมัน ไม่ก็ทำลายร่างด้วยการทุบตีจนไม่สามารถกลับเข้าร่างได้อีก

และว่ากันว่าหากร่างกายของมันถูกขยับไปจากท่าทางเดิมหลังช่วงที่ถอดศีรษะออกไปนั้น เวลามันกลับมาประกอบร่าง อาจทำให้อวัยวะภายในอยู่ผิดที่ผิดทาง ซึ่งทุก ๆ อย่างที่เกิดขึ้นนี้จะสามารถส่งผลทำให้มันต้องตายไปได้ง่าย ๆ เลยทีเดียว

ในบางตำนานเชื่อว่าการจับกระสือไปเผาไฟก็สามารถฆ่ามันให้ตายได้เช่นกัน เพราะเคยมีเรื่องเล่ากันว่าเมื่อเหล่าชาวบ้านตกอยู่ในความกลัวนานวันเข้า พวกเขาเริ่มทนไม่ไหวจะบุกไปยังบ้านของผู้ต้องสงสัยที่น่าจะเป็นกระสือ และรอให้มันกลับเข้ามาประกอบร่าง จากนั้นก็รีบจุดไฟเผาให้มันตายไปต่อหน้าต่อตาทันที

มีคำแนะนำกันว่าถ้าใครได้รับบาดเจ็บถึงเลือดตกยางออก ก็ควรจะต้องระวังกระสือไว้ให้ดีเช่นกัน เพราะถ้ามันลอยมาใกล้บริเวณบ้าน มันจะสามารถได้กลิ่นคาวเลือดที่แผลของเรา ซึ่งถ้ามันเป็นเช่นนั้น กระสือก็จะลอยเข้ามากินเลือดของเราในช่วงที่เรากำลังนอนหลับอยู่

แต่มันก็พอจะมีวิธีป้องกันไม่ให้กระสือลอยเข้ามาในบ้านได้ นั่นก็คือให้เจ้าของบ้านสร้างรั้วที่มีความคม หรือทำเป็นหนามแหลม ๆ จากต้นไผ่ เพราะกระสือมันจะกลัวความคมของตอกไม้ไผ่ที่สามารถบาดลำไส้ของมันได้ และสิ่งเหล่านี้ก็จะทำให้มันไม่กล้าลอยเข้ามาในบ้านของเรานั่นเอง

จะว่าไปในบ้านเราเคยมีข่าวใหญ่เกี่ยวกับการพบกระสือติดอยู่ในกล้อง CCTV ที่เจ้าของโรงงานผลิตน้ำมะนาวแห่งหนึ่งติดตั้งไว้กันขโมย ในอำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี  ครั้งนั้นเรียกได้ว่าตัวกล้องสามารถจับภาพได้ค่อนข้างชัดพอสมควร

ภาพจาก: ไทยรัฐ  

และอีกข่าวที่โด่งดังมากก็คือ เกิดเหตุการณ์ตายอย่างปริศนาของไก่จำนวนมากในฟาร์มแห่งหนึ่งที่อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2558 โดยชาวบ้านแถวนั้นลงความเห็นกันว่ากระสือเป็นผู้ทำนั่นเอง


ซึ่งนอกจากสองกรณีนี้ ก็ยังมีอีกหลายกรณีที่อ้างว่าพบกระสือบนต้นไม้บ้าง และอยู่ตามแหล่งน้ำบ้าง เพียงแต่ทุกกรณีนั้นพอมีการพิสูจน์จริง ๆ บางคนก็แย้งว่ามันอาจจะเป็นเพียงไฟฉายติดศีรษะของชาวบ้านที่เอาไว้ส่องกบ บางทีก็เป็นเพียงแค่ชาวบ้านเดินถือตะเกียง และอย่างกรณีที่พบแสงไฟบนต้นไม้ ก็มีผู้อธิบายว่ามันคือการปีนขึ้นไปเผารังต่อ ไม่ก็รังผึ้งของชาวบ้านย่านนั้น


ในทางวิทยาศาสตร์เองเคยมีคำอธิบายเกี่ยวกับการพบเห็นกระสือเอาไว้ว่า มันอาจเป็นปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ ที่สามารถเกิดขึ้นได้จากการเผาไหม้ของแก๊สมีเทน ที่เกิดจากการหมักหมมของสิ่งปฎิกูลและซากพืชซากสัตว์ ทับถมมาเป็นเวลานานในบริเวณฟาร์มเลี้ยงสัตว์

แต่ในงานวิจัยของรองศาสตราจารย์ ดร. สิรินทรเทพ เต้าประยูร นักวิจัยด้านพลังงานของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้แย้งว่าแนวคิดเกี่ยวกับการเรืองแสงของแก๊สมีเทนนั้นเป็นไปไม่ได้ ก๊าซชนิดนี้ไม่สามารถเรืองแสงได้หากไม่มีประกายไฟเป็นตัวนำ และต่อให้มีการจุดไฟที่บ่อก๊าซจริง ๆ มันก็จะเผาไหม้เฉพาะบริเวณนั้น ไม่สามารถลอยไปมาได้เหมือนกับตำนานกระสือ แต่ถ้าจะพูดถึงลักษณะทางกายวิภาคแล้ว ถ้าเราดึงศีรษะออกมาจากร่างกายได้ พวกเครื่องใน หัวใจ ตับ ไต ใส้พุง มันก็ไม่มีทางหลุดติดออกมากับศีรษะด้วยอย่างแน่นอน

ไม่ว่าคำอธิบายเกี่ยวกับปรากฏการณ์การพบเห็นกระสือตามที่ต่าง ๆ นั้นจะคืออะไร ราชบัณฑิตยสถานก็ได้ระบุเอาไว้ว่า กระสือนั้นกลายเป็นความเชื่อที่ถูกปลูกฝังกันมาอย่างยาวนาน และยังคงถูกพูดถึงให้ได้ยินในชีวิตประจำวันไปแล้ว ยกตัวอย่างเช่น
  • ถ้าพบหัวปลีหรือเครือกล้วยที่มีรูปร่างบิดงอผิดปกติ ก็จะสรุปว่ามันถูกกระสือกิน
  • ใครกินข้าวเร็วเกินไป หรือออกอาการตะกละตะกรามเกินงาม ก็จะถูกตำนิว่ากินเหมือนกับกระสือ หรือไม่ก็ตะกละอย่างกับกระสือ
  • ในจังหวัดชลบุรีเคยมีหมู่บ้านชื่อ "หนองกระสือ" ตอนนี้ก็ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น "หนองเกษม" เพื่อให้ดูไม่น่ากลัวกันเลยทีเดียว
  • มีเห็ดพันธุ์หนึ่งในจังหวัดขอนแก่น สามารถเรืองแสงในยามค่ำคืน ก็ถูกตั้งชื่อว่า "เห็ดกระสือ"
"เห็ดกระสือ"

ไม่ว่ากระสือมันจะเป็นอะไร เป็นแสงไฟจากตะเกียง แสงจากไฟฉายส่องกบ หรือจะเป็นเพียงจินตนาการของคนโบราณที่เล่าขานกันมา มันก็ล้วนมีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะย้ำเตือนว่าตอนกลางคืนนั้นอันตราย กลางวันทำอะไรทิ้งไว้ก็ต้องเก็บให้เรียบร้อยก่อนจะพลบค่ำ มิฉะนั้นหากกระสือโผล่มาแล้วเราจะไม่ทันรับมือกับมันได้ เราก็คงต้องรับกรรมที่จะต้องขนหัวลุกเพราะมันเท่านั้นเอง !



อย่าลืมติดตามชมรายการมิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ พร้อมที่มากันได้ทุกวันศุกร์สะดวก หลังจากจบรายการแล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้ สวัสดี

เรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ที่มา : Wikipedia (กระสือ และ Krasue)

แท็ก : กระสือ, krasue, ผีกระสือ, ผีไทย, กระสือไทย, กระสือเขมร, ที่มาของกระสือ, กินขี้, ไก่สด, ผีตากผ้าอ้อม, วาบๆๆ

วันพุธที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 เปิดปมตำนาน เอลิซาเบธ บาโธรี่ เคาน์เตสแวมไพร์สยองขวัญ !!!




ผู้คนเล่าขานกันว่าเธอคือแวมไพร์ สมญานามของเธอคือ "เคาน์เตสแดร็กคิวลาร์" บันทึกประวัติศาสต์บางฉบับบอกว่าเธอฆ่าคนเพื่อใช้เลือดของเหยื่อมาทำให้ตัวเองเป็นอมตะ และไม่ว่าความจริงจะคืออะไร ทุกอย่างก็ล้วนบ่งชี้ว่า เธอคือหญิงจอมโหดเพียงหนึ่งเดียวแห่งราชอาณาจักรฮังการี

มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาคุณไปพบกับเรื่องราวที่แท้จริงของฆาตกรหญิงแห่งตำนาน เธอคือปีศาจกระหายเลือดผู้สูงศักดิ์ หรือจะเป็นเพียงเหยื่อการเมืองที่ถูกปรักปรำ กับความจริงที่ไม่ค่อยจะมีใครพูดถึง ว่าแท้ที่จริงแล้ว เธอได้ทำอะไรลงไปกันแน่ !!!

"เอลิซาเบธ บาโธรี่"

เอลิซาเบธ บาโธรี่ มีบางบันทึกกล่าวไว้ว่าเธอเกิดเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ค.ศ. 1560 (400 ปีก่อน) แต่จริง ๆ แล้วเรื่องนี้ก็ยังไม่ได้รับการยืนยันแต่อย่างใด วัยเด็กของเธอนั้นใช้ชีวิตอยู่ในปราสาทเอ็คเชด เป็นบุตรสาวของจอร์จ บาธอรี่ (น้องชายของแอนดรูว โบนาเวนทูรา บาธอรี่ อดีตเจ้าครองแคว้นทรานซิลเวเนีย) แม่ของเธอคือแอนนา บาธอรี่ (บุตรสาวของสตีเฟน บาธอรี่ เจ้าครองแคว้นในสายตระกูลซอมมีโยแห่งทรานซิลวาเนียเช่นกัน) ซึ่งถึงแม้ว่าทั้งสองตระกูลจะใช้นามสกุลเดียวกันแต่ก็ถือได้ว่ามาจากคนละสาย และทั้งหมดนี้จึงทำให้เอลิซาเบธได้เกิดมาอยู่ในตระกูลผู้ดีมีการศึกษา และมีหน้ามีตาอยู่ในสังคมชนชั้นสูง

ภาพจำลอง "ปราสาทเอ็คเชด"

พอถึงช่วงที่เธออายุได้ 11 ปี เอลิซาเบธก็ได้หมั้นกับเฟอเรนซ์ นาดาสดี่ บุตรชายของท่านบารอน ทามาส นาดาสดี้ เดอนาดาสเอท ฟอการาสโฟล และออร์โซลยา คานิซเซ มีบางบันทึกบอกว่าก่อนหน้าที่เอลิซาเบธจะแต่งงานกับนาดาสดี้นั้น เธอเคยใจแตกจนพลาดไปมีลูกมาก่อน แต่ถ้าตรวจสอบประวัติการแต่งงานในอายุ 11 ปีของเธอนี้ จะเห็นได้ว่าเรื่องใจแตกดังกล่าวน่าจะเป็นเพียงข่าวลืออย่างแน่นอน

ว่ากันว่าการหมั้นของทั้งคู่ เป็นเพียงวาระที่หวังผลทางการเมืองเท่านั้น เพราะถ้าจะให้เทียบยศฐาบรรดาศักดิ์ของทั้งสองตระกูลกันแล้ว ทางตระกูลของเอลิซาเบธนั้นถือว่ามีศักดิ์ศรีเหนือกว่าทางตระกูลของสามีอยู่พอสมควร  และด้วยเหตุนี้มันจึงทำให้เธอปฎิเสธที่จะเปลี่ยนไปใช้นามสกุลของสามี และยังคงใช้นามสกุลบาธอรี่เช่นเดิม

ต่อมาทั้งคู่ก็แต่งงานและย้ายมาอยู่กินด้วยกันที่ปราสาทซาวาร์ของนาดาสดี้ในปี ค.ศ. 1575 ซึ่งเป็นช่วงที่เอลิซาเบธอายุได้ 15 ปี ในวันดังกล่าวนั้นมีการบันทึกเกี่ยวกับจำนวนแขกที่มาร่วมงานแต่งงานครั้งนี้ว่ามีจำนวนมากถึง 4,500 คน นาดาสดี้ได้ยกปราสาทของเขาอีกแห่งที่ชื่อว่าเชจเต้ เพื่อเป็นของขวัญวันแต่งงานให้กับเธอด้วย แต่กลายเป็นว่าพองานแต่งงานจบลง กลายเป็นเอลิซาเบธต้องใช้ชีวิตอยู่ในปราสาทนาดาสดี้แต่เพียงลำพัง เพราะของสามีนั้นยังคงต้องไปเรียนและอาศัยอยู่ที่เวียนนา

"นาดาสดี้" สามีจอมอำมหิตของเอลิซาเบธ

มีบางบันทึกบอกว่า ในช่วงเวลาอันน้อยนิดที่ทั้งคู่ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันนั้น นาดาสดี้มักจะชวนเอลิซาเบธจับเอาคนรับใช้หญิงในปราสาทมาทรมานอยู่เสมอ โดยนาดาสดี้ได้ปลูกฝังความซาดิสม์วิตถาร ชอบทรมานคนให้เธอ ทั้งที่จริง ๆ แล้วเธอยังอยู่ในวัยแรกรุ่น ไม่ว่าจะเป็นการใช้มีดตัดข้อเท้าเหยื่อหญิงสาว ไปจนถึงการทรมานด้วยการเฆี่ยนตีจนเสียชีวิต ไม่เว้นแม้แต่การใช้เครื่องมือในการทรมานหลากหลายรูปแบบ

การทรมาณคนรับใช้ของเอลิซาเบธ

เพียงแต่เรื่องเหล่านี้ถึงมันจะเป็นหนึ่งในค่านิยมของกลุ่มชนชั้นสูง ที่มักจะกระทำต่อเหล่าคนรับใช้อย่างไร้ความปราณีก็ตาม แต่มันก็ไม่มีหลักฐานบันทึกยืนยันแน่ชัด จะมีเพียงบันทึกจากปากคำของผู้เขียนประวัติของเธอ ที่เขียนขึ้นหลังจากยุคสมัยดังกล่าวผ่านไปแล้วเป็นร้อยปี และแต่ละบันทึกเองก็ล้วนมีรายละเอียดหลายจุดไม่ค่อยตรงกันสักเท่าไหร่

ในปี ค.ศ. 1578 นาดาสดี้สามีของเธอได้รับตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด ของกองทัพราชอาณาจักรฮังการี เพื่อนำทัพเข้าร่วมสงครามต่อสู้กับจักรวรรดิ์อ็อตโตมานส์ ส่วนเอลิซาเบธเองก็มีธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ เธอมีปราสาทเป็นของตัวเองหลายแห่ง รวมไปถึงงานดูแลผู้คนทั้งชาวฮังกาเรียนและสโลวักด้วยการเปิดสถานพยาบาล

ต่อมาอลิซเบธก็ได้ให้กำเนิดแอนนา นาดาสดี้ในปี ค.ศ. 1585 และห้าปีต่อมาเธอก็คลอดบุตรสาวอีกคนชื่อออร์โซลยา นาดาสดี้ และสี่ปีถัดมาเธอก็ได้แคเธอรีน่า มาอีกคน ถัดไปอีกสองปีเธอก็ได้ลูกอีกคนชื่อแอนดราส และตัดสินใจปิดอู่ผลิตทายาทในปี ค.ศ. 1598 หลังจากที่เธอได้ให้กำเนิดพอล นาดาสดี้ เป็นคนสุดท้าย ซึ่งรวมทั้งสิ้นแล้วเธอได้ให้กำเนิดบุตรถึง 5 คน เพียงแต่ในบางบันทึกก็บอกว่าจริง ๆ แล้วเธอน่าจะมีลูกอีกสองคน แต่บางแห่งก็ยืนยันว่าเป็นเพียงลูกเลี้ยงเท่านั้น

เอลิซาเบธ บาโธรี่ และบุตร

ต่อมาในวันที่ 4 มกราคม ค.ศ. 1604 เฟอเรนซ์ นาดาสดี สามีของเอลิซาเบธก็เสียชีวิตลงในวัย 48 ปี บางบันทึกก็บอกว่าเขาเสียชีวิตไปในช่วงออกรบ ด้วยโรคร้ายแรงที่ไม่ทราบว่าเป็นโรคอะไร บางแห่งก็บันทึกเอาไว้ว่า นาดาสดีนั้นมีอาการปวดขาและหมดเรี่ยวแรงมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1601 และไม่สามารถหาทางรักษาให้หายขาดได้ จนสุดท้ายก็ต้องหยุดการรักษาไปในปี ค.ศ. 1603 จนกระทั่งเขาเสียชีวิตไปในเวลาต่อมา

หลังจากแต่งงานมา 29 ปี ชีวิตแต่งงานของเอลิซาเบธก็จบลง แต่การจากไปของสามีครั้งนี้ มันได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของหลายสิ่งหลายอย่าง และหนึ่งในนั้นก็คือข่าวลือแปลก ๆ ที่ทำให้ทางการของฮังการีต้องส่งคนมาจากในวังเพื่อพิสูจน์ความจริง

เพราะในช่วงปี ค.ศ. 1602 ไปจนถึง ปี ค.ศ. 1604 ซึ่งยังคงเป็นช่วงที่สามีของเอลิซาเบธยังมีชีวิตอยู่ มีข่าวลือเกี่ยวกับความโหดร้ายของอลิซเบธมากมายแพร่กระจายออกไปทั่วเมืองรอบ โดยข่าวลือก็มีตั้งแต่การหายไปของเหล่าลูกสาวชาวบ้าน ที่ถูกคนของเธอมารับตัวไปแล้วไม่ได้กลับ ไปจนถึงมีข่าวลือว่าในตอนกลางคืนจะมีรถขนศพวิ่งเข้าออกในปราสาทแห่งนี้บ่อยครั้ง

ซึ่งมันก็คงจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นถ้าพ่อแม่ของเด็กสาวเหล่านั้น ไม่นำเรื่องราวไปฟ้องร้องกับอิสต์วาน แม็กเกียรี่ ซึ่งถือเป็นผู้นำทางศาสนาเจ้าลัทธิลูเธอราน ซึ่งเป็นหนึ่งในสาขาของนิกายโปรเตสแตนท์ที่ชาวบ้านเลื่อมใสศรัทธา แม้แต่นาดาสดี้สามีของเอลิซาเบธเองก็ยังได้เคยฝากฝังภรรยาของตัวเองให้เขาดูแลหลังจากที่ตัวเองเสียชีวิตไปแล้ว

"อิสต์วาน แม็กเกียรี่" ผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษในคดีนี้

พอแม็กเกียรี่ได้รับทราบข้อมูลทุกอย่าง เขาเองก็ใช้เวลาและส่งคนไปสืบหาความจริงอยู่พักหนึ่ง จนวิเคราะห์แล้วพบว่า ข้อกล่าวหาของชาวบ้านนั้นน่าจะเป็นความจริงแน่ ๆ นั่นจึงทำให้อิสต์วาน แม็กเกียรี่ได้กล่าวหาเอลิซาเบธทั้งต่อหน้าสาธารณะชน เพื่อให้ชาวบ้านวางใจว่าเรื่องนี้จะต้องได้รับคำตอบ จากนั้นเขาก็ได้ส่งจดหมายเพื่อร้องทุกข์เรื่องนี้ไปยังศาลของกรุงเวียนนา ที่ในสมัยนั้นยังเป็นเมืองขึ้นของฮังการี ว่าตัวของเอลิซาเบธนั้นเป็นคนโหดร้าย หลอกลวงหญิงสาวมากมายมาสังหารทิ้งเพื่อความพอใจของตัวเอง

หลังจากศาลเวียนนาส่งเรื่องไปยังเมืองหลวง ทางการของฮังการีก็ใช้เวลาพิจารณาเรื่องนี้อยู่หลายปี สุดท้ายก็ตัดสินใจรับคำร้องนี้ในปี ค.ศ. 1610 โดยช่วงเวลานั้นกษัตริย์แมทเธียสที่ 2 ได้มอบหมายให้จีออร์จี ธัวร์โซ เป็นผู้สำเร็จราชการเพื่อเข้าตรวจสอบหาความจริง โดยธัวร์โซก็ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ของตัวเอง ลงพื้นที่ไปเก็บหลักฐานกันตั้งแต่เดือนมีนาคม ค.ศ. 1610 ซึ่งก็ใช้เวลายาวนานมาจนถึงปี ค.ศ. 1611 เหล่าเจ้าหน้าที่จึงรวบรวมหลักฐานและพยานได้มากถึง 300 ปาก ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากผู้คนที่อยู่ในปราสาทซาวาร์ของเอลิซาเบธเอง อีกส่วนก็คือคนที่เดินทางเข้าออกในปราสาทแห่งนั้น ซึ่งก็มีตั้งแต่บุคคลทั่วไปไล่ไปจนถึงนักบวชไม่เว้นแม้แต่ชนชั้นขุนนาง โดยมีบันทึกระบุเอาไว้ว่ามีพยาน 13 ราย ได้ระบุว่าเรื่องนี้มีผู้สมรู้ร่วมคิดกระทำความผิดร่วมกับเอลิซาเบธอยู่อีก 4 ราย

ธัวร์โซได้เดินทางไปยังปราสาทเชจเต้ในวันที่ 30 ธันวาคม ค.ศ. 1610 และเข้าจับกุมตัวเอลิซาเบธพร้อมกับเหล่าคนรับใช้ผู้สมรู้ร่วมคิดอีก 4 คน ประกอบไปด้วย โดโรเธีย เซมเทสซ์, อิโลน่า โจ, คาธารินา เบนิก้า, และจาโนส ยูจวารี (อีบิส หรือฟิคโก้)

"ปราสาทเชจเต้"

โดยคนของธัวร์โซได้รายงานถึงการพบศพหญิงสาวหนึ่งรายและมีอีกคนที่กำลังจะตาย อีกทั้งยังพบหญิงสาวอีกหลายคน ถูกจองจำด้วยเครื่องพันธนาการตามเนื้อตัวมีแต่รอยแผลจากการถูกทรมาน ที่บริเวณห้องใต้ดินปราสาทของท่านเคาน์เตสบาธอรี่แห่งนี้

มีข่าวลือและบันทึกบางฉบับพูดถึงขั้นตอนการสอบสวนเอลิซาเบธ บาโธรี่ว่า เธอถูกธัวร์โซจับไปคุมขังทรมานเพื่อให้รับสารภาพความจริง แต่ธัวร์โซเองก็ได้ออกแถลงการณ์แจ้งไปยังเหล่ามิตรสหายและญาติของเธอ รวมไปถึงแจ้งกับชาวบ้านทั่วไปว่า เขาจับกุมเอลิซาเบธด้วยความโปร่งใสและก็มีข่าวลืออีกด้านหนึ่งที่ลือกันว่า ช่วงเวลาที่ธัวร์โซเข้าจับกุมตัวเอลิซาเบธนั้น เธอถูกจับตัวได้ในขณะที่เธอกำลังอาบโลหิตของเหยื่ออยู่ ตามร่างกายยังเต็มไปด้วยเลือดของหญิงสาวชโลมไปทั่ว แต่เรื่องนี้มันก็เป็นเพียงข่าวลือ เป็นเรื่องที่ถูกแต่งขึ้นเพื่อให้ดูน่ากลัวเกินจริงเพียงเท่านั้น

ภาพจาก: Newnownext.com     

ธัวร์โซได้พูดคุยกับลูกชายของเอลิซาเบธ รวมไปถึงลูกเลี้ยงอีกสองคนของเธอ เกี่ยวกับผลการพิจารณาคดีที่เอลิซาเบธน่าจะได้รับ ซึ่งนั่นก็คือโทษประหารชีวิต เพียงแต่การประหารชีวิตของชนชั้นสูงในสมัยนั้น อาจสร้างความเสียหายให้กับภาพลักษณ์ ศักดิ์ศรี รวมไปถึงผลกระทบต่อวงศ์วานย่านเครือในตระกูลบาธอรี่ และตระกูลชนชั้นสูงทั้งหมด และยังได้พูดคุยถึงทรัพย์สมบัติอันมากมายมหาศาลของเธอ ที่น่าจะต้องถูกยึดเข้าไปอยู่ในส่วนทรัพย์สินของกษัตริย์

นั่นจึงทำให้ทั้งหมดลงความเห็นในตอนแรกว่า จะกำหนดผลพิจารณาคดีลงโทษให้อลิซเบธบวชเป็นแม่ชี แต่พอมีข่าวเหยื่อรายหนึ่งที่ถูกเอลิซาเบธสังหารไปนั้น เป็นถึงลูกสาวของขุนนางชั้นผู้น้อยคนหนึ่งถูกเปิดเผยออกไป มันก็กลายเป็นข่าวใหญ่กระจายออกไปเป็นวงกว้าง และนั่นจึงเป็นเหตุทำให้พวกเขาต้องเปลี่ยนแผนให้อลิซเบธต้องถูกจองจำอยู่ภายในปราสาทของเธอ โดยไม่มีการพิจารณาโทษใด ๆ เพิ่มขึ้นมาอีก

ขนาดกษัตริย์แมนเธียสเอง ก็ยังทรงเรียกร้องให้ธัวร์โซตัดสินโทษอลิซเบธ บาโธรี่ ด้วยการประหารชีวิตให้ตายตกไปตามกัน แต่ธัวร์โซเองก็พยายามทูลเกลี้ยกล่อมพระองค์ว่า การกระทำแบบนั้นจะส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อภาพลักษณ์ของชนชั้นสูง และทางธัวร์โซเองก็ยังได้เข้าไปเกลี้ยกล่อมเหล่าขุนนางและข้าราชการต่าง ๆ ให้มองเห็นถึงผลกระทบนี้ด้วยอีกทาง

"กษัตริย์แมนเธียส" เรียกร้องให้ตัดสินประหารชีวิตเอลิซาเบธ

แล้วการพิจารณาคดีเอลิซาเบธ บาธอรี่ กับเหล่าผู้สมรู้ร่วมคิดของเธอ ก็ได้เริ่มต้นขึ้นในวันที่ 2 มกราคม ค.ศ. 1611 ที่เมืองบิทชา ปัจจุบันอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศสโลวัก มีประธานเป็นผู้พิพากษาจากในวังชื่อเธโอโดชิอุส ซีร์มีเอนซิส เดอชูโล และผู้พิพากษาสมทบมากถึง 20 ท่าน พร้อมด้วยพยานและผู้รอดชีวิตจำนวนหลายสิบราย ใช้เวลาพิจารณาคดี 35 วัน โดยในระหว่างการพิจารณาคดี ได้มีการนำซากโครงกระดูกและชิ้นส่วนของซากศพมาแสดงต่อหน้าศาลด้วย

และจากคำให้การของพยานทั้งหมด ก็สามารถสรุปออกมาได้ว่า เหยื่อรายแรกของเอลิซาเบธนั้นก็คือบุตรสาวของชาวนาคนหนึ่ง ส่วนที่เหลือก็ล้วนถูกล่อลวงมาจากที่แห่งต่าง ๆ ด้วยการหลอกว่ามีงานแม่บ้านรายได้งาม รอให้พวกเธอมาทำอยู่ในปราสาทแห่งนี้ โดยหญิงสาวเหล่านี้จะได้รับการขออนุญาตจากพ่อแม่ของเธอ เพื่อให้ไปเข้ารับการอบรมมารยาทในปราสาทซาวาร์กันก่อน

จากนั้นพวกเธอก็จะถูกนำตัวไปพบกับความโหดร้ายและทารุณอย่างไร้ปราณี เหยื่อทุกรายถูกฉีกเสื้อผ้าออก ทั้งเฆี่ยน ทั้งทุบตี จุดไฟเผา ไม่ก็ตัดข้อมือข้อเท้าของพวกเธอ พยานผู้รอดชีวิตคนหนึ่งเล่าว่า เธอเคยเห็นเอลิซาเบธใช้ปากกัดเข้าไปที่ใบหน้า แขน ขา และส่วนต่าง ๆ บนร่างกายของเหยื่อทั้งเป็น เสร็จแล้วเหยื่อก็จะถูกนำไปขังไว้ในห้องที่มีอากาศหนาวเย็น และปล่อยให้อดอาหารจนตาย

พยานบางคนบอกว่าเอลิซาเบธคิดเครื่องไม้เครื่องมือแปลก ๆ อย่างเช่นไอรอนมายเด็น หรือโลงเหล็กที่ภายในเต็มไปด้วยหนามแหลมเพื่อนำหญิงสาวมาบรรจุใส่เอาไว้ แล้วปิดฝากดลงไปให้หนามภายในทิ่มแทงจนเหยื่อเสียชีวิต จากนั้นเลือดที่ไหลออกก็จะถูกส่งมาตามท่อเก็บไว้ในถัง เพื่อนำมาใส่อ่างไว้ให้เอลิซาเบธอาบ

"ไอรอนมายเด็น" หรือ "โลงเหล็กหนามแหลม"

และถึงแม้เรื่องนี้จะมีการบันทึกเอาไว้ แต่ในที่เกิดเหตุกลับไม่พบหลักฐานใด ๆ ที่จะบ่งบอกว่ามันเคยมีอยู่จริง แต่ถ้าเป็นเรื่องจริงมันก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับเคาน์เตสกระหายเลือดคนนี้ โดยในระหว่างการสอบสวนของศาลนั้น พยานหลายปากได้พูดถึงการทรมานเหยื่อด้วยการใช้เข็มทิ่มแทง ไปตามร่างกายของเหยื่ออีกด้วย

พยานบางรายก็เป็นญาติของผู้เสียชีวิต บางคนก็รายงานว่า พวกเขาเห็นร่องรอยของการทำทารุณกรรมปรากฏอยู่บนร่างกายศพอย่างชัดเจน บางศพถูกนำไปฝังในสุสาน บางศพก็ถูกฝังที่อื่นโดยไม่รู้ว่าเป็นที่ใด แต่อย่างไรก็ตามมีพยาน 2 ราย ยืนยันว่าพวกเขาเห็นเอลิซาเบธลงมือทรมานลูกจ้างสาวจนเสียชีวิตไปหลายคนจริง

โดยทางเอลิซาเบธเองก็ได้สารภาพบอกกับศาลว่า เหยื่อทารุณกรรมที่เสียชีวิตไปนั้น มันไม่ได้มีแค่เพียงในปราสาทเชจเต้ แต่เธอทำแบบนี้ด้วยกับเหยื่อในปราสาทซาวาร์ และปราสาทอีกหลายแห่งที่เธอเป็นเจ้าของอยู่ นอกจากนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งบอกว่าเหล่านายหน้าที่พาหญิงสาวมาส่งให้กับเอลิซาเบธนั้น ล้วนใช้วิธีการหลอกลวงและบังคับพวกเธอให้ต้องมาตายอย่างน่าเวทนาทั้งสิ้น

ในส่วนของเหยื่อที่ถูกอลิซเบธสังหาร ทางการไม่สามารถระบุตัวตนและจำนวนได้ โดยในช่วงการพิจารณาคดี เชนเตสและฟิคโก้ซึ่งเป็นสองคนจากผู้สมรู้ร่วมคิด สารภาพระบุว่าน่าจะมีจำนวนเหยื่อที่เสียชีวิตอยู่ประมาณ 36 ถึง 37 คน แต่มันก็เป็นเพียงจำนวนที่ทั้งสองเห็นในช่วงยังอยู่ในที่เกิดเหตุเท่านั้น เพราะหลังจากรวบรวมข้อมูลหลักฐานพยานทั้งหมด ทางการก็ประมาณจำนวนผู้เสียชีวิตได้มากกว่า 50 ราย พอสอบถามจากคนที่อาศัยอยู่ในปราสาทซาวาร์ พวกเขาต่างก็บอกว่าเคยนับจำนวนศพที่ถูกขนออกมาจากปราสาท ว่าน่าจะมีมากถึง 100 ไปจนถึง 200 คน

ภาพวาดเอลิซาเบธ ที่วาดขึ้นมาในภายหลัง

โดยพยานคนหนึ่งเป็นหญิงชื่อซูซานน่าห์ เธอบอกกับศาลว่า เอลิซาเบธได้จัดทำบัญชีจำนวนหญิงสาวเอาไว้มากกว่า 650 ราย และตัวเลขนี้มันก็ได้กลายมาเป็นตัวเลขอ้างอิงอยู่ในตำนานเรื่องราวของเธอในเวลาต่อมา ทั้ง ๆ ที่ตัวเลขนี้ไม่สามารถนำไปตรวจสอบกับจำนวนศพจริง ๆ ได้เลย โดยตัวเลขที่สามารถพอจะนำมาใช้ยืนยันได้จริงจากการนับจำนวนศพของเจ้าหน้าที่แล้ว น่าจะอยู่ที่ 80 ราย ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นจำนวนที่ศพทั้งหมดอยู่ดี

แต่อย่างไรก็ตามสมุดบันทึกเล่มดังกล่าวนี้ก็ไม่ได้มีใครค้นหามันพบ ซึ่งตัวของอลิซเบธเองได้เขียนเตือนความจำเกี่ยวกับสถานที่เก็บรักษามันเอาไว้เพียง 32 ตัวอักษร โดยบอกว่าสมุดเล่มนี้ถูกเก็บรักษาไว้ที่บูดาเปสเเพียงเท่านั้น

ว่ากันว่าจำเลยร่วมสามคนแรก ได้แก่ โดโรเธีย เซมเตส, โจ และฟิคโก้ ต่างก็ได้รับโทษประหารชีวิตในทันที โดยก่อนที่จะถูกนำตัวออกไปผูกกับเสาแล้วเผาทั้งเป็นนั้น โดโรเธียและโจถูกตัดนิ้วทั้งหมดด้วยกรรไกรเผาไฟ ส่วนฟิคโก้ที่ดูจะมีความผิดน้อยกว่าก็ถูกจับตัวไปตัดศีรษะ ด้านเบนิคก้าซึ่งเป็นจำเลยคนที่ 4 นั้น ถูกตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิต เนื่องจากสามารถพิสูจน์ได้ว่าเธอเพียงแค่ถูกคนอื่น ๆ ครอบงำ และยังถูกรังแกตลอดมา

หลังจากการพิจารณาคดีจบลง ทั้งสี่จึงถูกนำตัวไปประหารที่ข้างปราสาทบิทชา เพื่อประกาศให้ประชาชนรู้ว่าตอนนี้กระบวนการยุติธรรมได้สิ้นสุดลงแล้ว

"ปราสาทบิทชา" ที่พิจรณาคดีและประหารจำเลยทั้ง 4 คน

อลิซเบธ บาโธรี่ถูกพิพากษาให้ได้รับโทษจองจำอยู่ในปราสาทเชจเต้ของเธอ ด้วยการก่ออิฐทำเป็นห้องขังเดี่ยวเอาไว้ มีเพียงช่องเล็ก ๆ ที่เจาะเอาไว้สำหรับส่งอาหารเท่านั้น เธอใช้ชีวิตอยู่ในห้องนี้อยู่ 4 ปี ก่อนที่จะเสียชีวิตไป โดยมีบันทึกช่วงเวลาก่อนเสียชีวิตว่า ในเย็นวันที่ 21 สิงหาคม ค.ศ. 1614 เธอบอกกับคนของเธอที่อยู่ภายนอกว่า ตอนนี้มือของเธอเย็นมาก และเธอก็ได้รับคำตอบกลับไปว่า “ไม่เป็นอะไรนะนายหญิง จงนอนพักผ่อนเสียก่อนเถิด” จากนั้นอลิซเบธก็นอนหลับไปและถูกพบว่าเสียชีวิตในเช้าวันรุ่งขึ้น

ศพของเธอถูกฝังที่สุสานของโบสถ์ภายในอาณาเขตของปราสาทเชจเต้ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน ค.ศ. 1614 แต่ก็มีบางแห่งบอกว่าเหล่าชาวบ้านที่รู้ข่าวในช่วงนั้น ต่างก็พากันหวาดกลัวและเรียกเธอว่า "ปีศาจเสือสมิงแห่งเชจเต้" ได้ออกมาต่อต้านการทำพิธีฝังศพครั้งนี้ นั่นจึงทำให้ร่างของเธอถูกย้ายไปฝังไว้ที่เมืองเอ็คเซดซึ่งเป็นบ้านเกิด โดยฝังไว้ในสุสานใต้ดินประจำครอบครัวบาโธรี่ เพียงแต่ไม่มีรายงานระบุว่า สถานที่ดังกล่าวในปัจจุบันคือที่ไหนกันแน่ ?

มีนักเขียนบางท่าน เช่น ลาสซีโอ นาจ และดร. เออร์มา ชาเดคสกี้ คาร์โดส ได้ถกเถียงกันเกี่ยวกับสิ่งที่เหยื่อของอลิซเบธต้องประสบ โดยลาสซิโอนาจบอกว่าการดำเนินคดีกับเธอนั้นน่าจะเป็นวาระทางการเมืองเสียมากกว่า โดยอ้างอิงจากประวัติศาสตร์ของประเทศฮังการีในยุคนั้น ที่มีความขัดแย้งระหว่างศาสนาและการปกครองอย่างรุนแรง รวมไปถึงสงครามที่ต้องเผชิญอยู่กับจักรวรรดิ์อ็อตโตมาน ที่นำนิกายโปรเตสแตนท์จากแฮปซ์เบิร์กเข้ามามีอิทธิพลในฮังการี

 
ลาสซีโอ นาจ และดร. เออร์มา ชาเดคสกี้ คาร์โดส

ส่วนทางคาร์โดสก็โตัแย้งกลับไปว่า การสืบสวนคดีฆาตกรรมของเธอถูกตั้งขึ้นเนื่องจากเจ้าลัทธิลูเธอรานชื่ออิสต์วาน มาเกียรี่ เป็นผู้เปิดประเด็นร้องทุกข์ ซึ่งเขาเองก็ไม่ใช่ฝ่ายคาทอลิกที่ต่อต้านอลิซเบธที่นับถือนิกายโปรเตสแตนท์ เพราะมาเกียรี่เองก็เป็นโปรเตสแตนท์เช่นกัน แล้วทำไมถึงต้องพยายามบอกว่าอลิซเบธนั้นบริสุทธิ์ ทั้ง ๆ ที่มีประจักษ์พยานมีมากมายถึง 300 ปาก ซึ่งมันก็รวมไปถึงหลักฐานจากหน่วยสืบสวนด้วย ไหนจะยังมีศพหญิงสาวมากมายถูกพบภายในปราสาท ซึ่งผู้ที่พบก็คือคนของธัวร์โซ ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ การทำงานของเขาไม่สามารถเชื่อถือได้เลยอย่างนั้นหรือ ?

ด้านความโหดร้ายในการกระทำทารุณกรรมของเอลิซาเบธ บาโธรี่นั้น ถึงแม้จะมีหลายคนอ้างว่ามันดูโหดเหี้ยมเกินกว่าที่จะเป็นความจริงได้ ก็ยังได้รับการยืนยันจากเหล่าคนรับใช้ของเธอเอง ที่เคยเห็นเอลิซาเบธสั่งให้คนรับใช้ฉีกเสื้อผ้าของเหยื่อออก แล้วบังคับให้พวกเธอยืนกลางแจ้งท่ามกลางอากาศอันหนาวเย็นจนกระทั่งเสียชีวิตไป เพราะร่างกายทนสภาพอากาศหนาวจัดแบบนั้นไม่ได้

โดยคดีของเอลิซาเบธ บาโธรี่นี้ ได้เป็นแรงบันดาลใจให้กับเรื่องราวงานเขียนมากมายตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 18 และ 19 ส่วนที่นิยมมากที่สุดก็คือเรื่องที่เธอใช้เลือดของเหยื่อมาอาบแทนน้ำ เพื่อให้ร่างกายของเธออยู่ยงคงความสวย ซึ่งตำนานนี้ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1729 โดยนักประวัติศาสตร์นิกายเจซูอิท ชื่อลาซิโล ตูโรซี และถ้าบวกลบเลขกันดี ๆ บันทึกประวัติศาสตร์เล่มนี้ถูกเขียนขึ้นหลังจากคดีจบไปแล้วถึง 118 ปีเลยทีเดียว ดูโรซีจะนำข้อมูลมาจากไหนถ้าไม่ใช่จากบันทึกจดหมายเหตุ และคำบอกเล่าของชาวบ้านรุ่นลูกหลาน ที่น่าจะผิดเพี้ยนไปจากความจริงไม่ใช่น้อย

โดยงานเขียนชิ้นนี้ก็กลายเป็นปัญหาขึ้นมาจริง ๆ เพราะในปี ค.ศ. 1817 ได้มีการเปิดดูบันทึกของพยาน แล้วกลับไม่พบว่ามีการอ้างอิงเกี่ยวกับการนำเลือดของเหยื่อมาอาบเลย โดยจอห์น พาเก็ต อธิบายเกี่ยวกับเรื่องการอาบโลหิตของเอลิซาเบธว่า มันเหมือนกับเป็นเรื่องที่ถูกแต่งขึ้นมา หรือไม่ก็เป็นเรื่องที่นำมาจากข่าวลือของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในละแวกนั้น ซึ่งมันก็ไม่ใช่สิ่งที่จะพิสูจน์ได้ง่าย ๆ เลยว่าสิ่งที่อลิซเบธก่อขึ้นมาทั้งหมด มันจะมีสาเหตุเป็นเพราะเธอเชื่อในแวมไพร์ หรือได้สูตรเด็ดมาจากไหน หรือมันจะเป็นเพราะความซาดิสม์ในใจของเธอเพียงเท่านั้น

โดยตำนานเหนือจริงของเอลิซาเบธมันก็ยังคงได้รับความนิยมมากกว่าเหตุผลความเป็นจริง ซึ่งนั่นก็รวมไปถึงการเชื่อมโยงพฤติกรรมของเธอกับแวมไพร์ด้วย เพราะในงานเขียนบางชิ้นนั้น ถูกเขียนขึ้นมาราวกับเพียงอยากจะประณามการกระทำอันชั่วร้ายของเธอให้ยืนยงตลอดไป ด้วยการนำเอาตำนานผีดูดเลือดแวมไพร์มาร่วมใช้อยู่ในสมญานามของเธอ

แต่เพียงแค่จำนวนเหยื่อผู้เสียชีวิตที่ไม่สามารถยืนยันได้ ไม่ว่าจะเป็น 36 ราย ไปจนถึง 650 รายนั้น มันก็ได้ทำให้ กินเนสบุคเวิร์ลออฟเรคคอร์ด ได้ประกาศให้ "เอลิซาเบธ บาโธรี่" เป็นฆาตกรต่อเนื่องหญิงที่สังหารเหยื่อมากที่สุดในโลกไปเรียบร้อย

ส่วนปราสาทเชจเต้นั้น หลังจากเจ้าของปราสาทเสียชีวิตไป มันก็ได้ถูกเปลี่ยนมือโดยเจ้าของใหม่ ที่ไม่ได้มีการบันทึกชื่อไว้อีกหลายคน และมันก็ได้ถูกซ่อมแซมแก้ไขเรื่อยมาจนถึงปี ค.ศ. 1708 จนกระทั่งถึงวันที่เจ้าของปราสาทคนสุดท้าย ถูกพวกกบฎฟราสซีส มาโชลิค ราคูซี่บุกเข้าปล้นและจับตัวไป ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่มีใครดูแลปราสาทแห่งนี้อีก จนเวลาผ่านไปมันก็ผุพังไปตามกาลเวลา

ปราสาทเชจเต้ในปัจจุบัน (ที่ซึ่งเคยคุมขังและเสียชีวิตของเอลิซาเบธ บาโธรี่)

และในปัจจุบันพื้นที่ของปราสาทแห่งนี้ ก็ได้ตกเป็นสมบัติของประเทศสโลวัก ถูกเรียกชื่อตามภาษาสโลวักว่า "Čachtice" (ชักทิเช่) และเคยถูกใช้เป็นสถานที่สำหรับถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนอสเฟอราตู เดอะแวมไพร์ ในปี ค.ศ. 1979 ดราก้อนฮาร์ทในปี ค.ศ. 1996 รวมไปถึงภาพยนต์สารคดีเกี่ยวกับชีวประวัติของเอลิซาเบธ บาโธรี่อีกหลายเรื่อง เช่น Bathory, The Countess และ The Blood Countess

  

โดยการรวบรวมข้อมูลทั้งหมดนี้ มิติที่ 6 ได้นำมาจากวิกิพีเดียและเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องจำนวนหลายแห่ง นั่นจึงทำให้ข้อมูลหลาย ๆ จุดแตกต่างกันไปในรายละเอียด ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดนี้มันเกิดขึ้นมาแล้วกว่า 400 ปี หลักฐานที่แท้จริงคงเหลือไว้เพียงบางส่วน

นั่นจึงทำให้สิ่งที่เราได้มาอาจไม่ตรงกับหลาย ๆ แห่งที่เน้นการนำเสนอเพียงเฉพาะตำนานสยองขวัญ และเครื่องมือที่เธอใช้สำหรับการทรมาน ที่ในประวัติศาสตร์จริง ๆ กลับไม่ได้มีการบันทึกไว้ จนเวลาผ่านมาแล้วถึง 100 กว่าปี จึงมีการเขียนบันทึกที่ออกจะเกินจริงในบางอย่างออกมา อย่างไรก็ดีมิติที่ 6 น้อมกราบขออภัย หากพบว่ามีจุดผิดพลาดใด ๆ เกิดขึ้นในการนำเสนอครั้งนี้

หลังจากจบรายการแล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้ สวัสดี

เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง

ขอบคุณที่มา

Wikipedia - Elizabeth Báthory



Rejected Princess - Elizabeth Bathory


แท็ก :  เอลิซาเบธ, บาโธรี่, เคาน์เตส, แวมไพร์, Elizabeth, Bathory, อาบเลือด, คงกระพัน

วันศุกร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ ไขปริศนาเว็บไซต์ใต้ดินสุดสยองขวัญ Normal Porn for Normal People


คำเตือน !
NormalPornforNormalPeople ในปัจจุบันเป็นเว็บไซต์อันตรายของจริง
กรุณาอย่าพยายามหาทางเข้าไปชม 
หากเกิดความเสียหายกับเครื่องคอมพิวเตอร์ของท่าน
 มิติที่ 6 ไม่สามารถรับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้น



ดีพเว็บ (Deep Web) คือนิยามของเหล่าเว็บใต้ดิน ก้นบึ้งแห่งความต้องการด้านมืดของมวลมนุษย์ที่ต้องอาศัยช่องทางการเข้าถึงที่ไม่ธรรมดา เพื่อให้ใครก็ตามที่อยากเข้าไปสัมผัสต้องใช้ความพยายามอย่างมากมายกว่าที่คนทั่วไปพึงกระทำ


มิติที่ 6 ศุกรสยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ ในวันศุกร์สะดวกสัปดาห์นี้ เราจะพาท่านผู้ชมไปค้นหาที่มาของเว็บไซต์ลึกลับแห่งหนึ่ง ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสนองความต้องการอะไรบางอย่าง ที่อยู่ลึกเข้าไปในก้นบึ้งของความต้องการของมนุษย์ ว่าเรื่องนี้... มันคืออะไรกันแน่ ?

ก่อนที่จะตามหาที่มาของเรื่องนี้ มิติที่ 6 จะขอเล่าเรื่องราวที่ถูกเล่าขานกันมา ให้ท่านผู้ชมได้รับทราบกันก่อน โดยเรื่องราวนั้นมีอยู่ว่า...



ถ้าใครเล่นอินเตอร์เน็ตมานานมากพอ ก็น่าจะรู้กันดีว่า การท่องไปในโลกไซเบอร์บางครั้ง เราก็มักจะพบกับบางสิ่งบางอย่างที่ไม่พึงปรารถนา ยิ่งโดยเฉพาะถ้าเราคิดจะดำดิ่งเข้าไปสืบค้นข้อมูลในส่วนก้นบึ้งของโลกไซเบอร์ด้วยแล้วล่ะก็

ผมเองก็เคยเห็นอะไรแบบนั้นมาเหมือนกัน แต่ผมไม่ค่อยสนใจมันเท่าไหร่นักหรอก แต่มันก็มีอยู่เรื่องหนึ่ง ที่มันติดอยู่ในสมองของผมตลอดมา นั่นก็คือเว็บไซต์ชื่อ "normalpornfornormalpeople.com" หรือ เว็บโป๊ธรรมดาสำหรับคนธรรมดานั่นเอง

สิ่งแปลก ๆ อย่างแรกเกี่ยวกับเว็บไซต์แห่งนี้ก็คือ ตอนนั้นมันเป็นช่วงที่ผมไม่รู้ว่าจะเข้าไปดูเว็บไซต์อะไรดี แล้วจู่ ๆ มันก็มีอีเมล์ส่งจากใครก็ไม่รู้เขียนมาหาผมว่า


สวัสดี
พอดีไปเจอเว็บไซต์น่าสนใจที่คิดว่าคุณน่าจะชอบ
normalpornfornormalpeople.com
ลองดูสิ มันดีต่อใจมาก ๆ เลย


เรียกได้ว่ามันเป็นเมล์ลูกโซ่ระดับเบ ๆ แต่เจ้ายูอาร์แอลของเว็บไซต์นี้มันดันมากระตุ้นต่อมอยากรู้อยากเห็นของผมเข้าอย่างจัง วันนี้ยิ่งน่าเบื่ออยู่ด้วย พอผมได้เมล์อะไรแบบนี้มา ผมก็เลยตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่าเจ้าแอนตี้ไวรัสในเครื่องมันยังคงทำงานปกติดีอยู่ จากนั้นก็คลิกเข้าไปดูซะเลย



เว็บไซต์แห่งนี้มันก็ดูพอใช้ รูปร่างหน้าตาก็ไม่ต่างจากเว็บทั่วไป ได้บรรยากาศชวนให้คิดว่าคนที่สร้างมันขึ้นมานั้น เขาน่าจะพยายามทำให้มันดูเป็นมืออาชีพ แต่ก็ได้แค่เกือบนะแหละ เพราะเจ้าของเว็บดูเหมือนจะไม่ค่อยเก่งภาษาอังกฤษ และที่หน้าแรกมันก็มีอะไรยาวมาก มากจนน่าเบื่อ ดูไร้สาระจนผมแทบไม่อยากจะจดจำ หรืออยากจะบันทึกเว็บนี้เก็บเอาไว้ในบุคมาร์กของผมเลย


เว็บไซต์นี้มีแท็กไลน์ หรือคำอธิบายเป็นสโลแกนแปลก ๆ เขียนเอาไว้ว่า
“นอร์มอลพอร์น ฟอร์ นอร์มอลพีเพิล คือเว็บไซต์ที่จะมาทำลายความผิดปกติทางเพศ”


พอเห็นข้อความอะไรแบบนี้ ผมก็ชักจะไม่มั่นใจว่า นี่ผมจะเข้ามาที่นี่เพื่อดูหนังโป๊ หรือเข้ามาดูรายการสารคดีวิทยาศาสตร์กันแน่ ! แต่ตอนนี้ผมเข้ามาดูแล้ว ผมก็ยิ่งอยากรู้ให้ได้ว่า “นอร์มอลพีเพิล” คำนี้มันหมายถึงอะไรกันแน่ ? คิดได้แบบนั้นผมก็เริ่มเลื่อนผ่านเจ้าข้อความที่ว่านี้ลงไป และมันก็ไม่เจออะไรเลย หน้าเพจไม่มีลิงก์ให้ไปไหนเลยสักอัน ผมจึงเริ่มคิดอยากจะออกไปดูเว็บอื่นแล้ว แต่ยังไม่ทันไรผมก็พบความจริงว่า ที่ข้อความสโลแกนแปลก ๆ นั้น ที่แท้มันก็คือลิงก์ให้เรากดเข้าไปดูได้นั่นเอง


ว่าแล้วผมก็เลยคลิกเข้าไปดู และมันก็ได้ส่งผมไปยังหน้าเพจสีขาว ที่เต็มไปด้วยลิสต์ของลิงค์ต่าง ๆ ยาวเรื่อยลงมาเป็นหางว่าว มีรูปแบบขึ้นต้นด้วยชื่อเว็บไซต์แห่งนี้ แล้วตามด้วยตัวอักษรสุ่มชุดหนึ่ง


ผมหยุดคิดเพื่อถามตัวเองก่อนว่า ถ้าผมอยากจะเสียเวลาที่น่าจะมีเพียงพระเจ้าเท่านั้น ที่สามารถรู้ว่ามันจะต้องใช้เวลานานแค่ไหน ถึงจะคลิกเปิดลิงก์ที่ดูราวจะแถมไวรัสมากมาย ให้วิ่งเข้ามารุมโทรมข่มขืนคอมพิวเตอร์เครื่องนี้จนหมดสภาพ ผมจึงตั้งใจว่าจะให้เวลากับเรื่องนี้แค่ 5 นาทีก็พอ ก็แค่เข้าไปดูว่ามันจะมีอะไร พอผมเลือกคลิกเข้าไปที่ลิงก์หนึ่งมันก็ส่งผมไปยังเพจต่อไป โดยเจ้าเพจนี้ก็ยังคงมีแต่ลิงค์ให้กดต่อไปไม้ได้ต่างอะไรกับหน้าที่แม้แต่นิดเดียว



ผมนี่แทบอยากจะสบถคำหยาบออกมา พอผมคลิกลิงก์เข้าไปต่อ ก็มีคลิปวิดีโอคลิปหนึ่งถูกดาวน์โหลดขึ้น ชื่อของมันคือ "peanut.avi" มันเป็นคลิปความยาว 30 นาที ในนั้นมีผู้ชาย ผู้หญิง และสุนัขอีกตัวหนึ่ง ทั้งสามอยู่ในห้องครัว ผู้หญิงกำลังทำแซนวิชเนยถั่ว ส่วนผู้ชายก็คอยหยิบมันส่งให้สุนัขกิน และมันก็คือทั้งหมดที่ผมเห็นในคลิปความยาว 30 นาทีชิ้นนี้ และเห็นได้ชัดว่าตากล้อง ได้ทำการหยุดภาพเอาไว้ และรอจนกว่าสุนัขพร้อมที่จะกินต่อถึงได้เริ่มบันทึกภาพต่อแน่ ๆ และถ้าดูดี ๆ จะเห็นว่าเจ้าสุนัขตัวนี้ ออกอาการไม่ค่อยสบายในตอนท้ายของคลิปด้วย


ผมรู้นะว่าคุณกำลังคิดว่า “ไอ้นี่น่ะเหรอ ที่เรียกว่าหนังโป๊ ?” ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะผมก็พยายามเปิดดูคลิปอื่น ๆ ต่อไปอีกเป็นสิบ แต่ก็ไม่เจออะไรแบบนั้นสักที


หลังจากดูคลิป peanut.avi จบ ผมก็เข้าไปที่เว็บกระดานข่าวรูปภาพเจ้าประจำ ที่ผมมักจะเข้าไปใช้งานเพื่อโชว์รูปและเล่าเรื่อง ซึ่งก็กะว่าจะไปเล่าเรื่องงง ๆ ที่ได้เจอเมื่อสักครู่นี้ แต่กลับกลายเป็นว่ามีบางคนได้โพสต์ถึงเว็บไซต์ประหลาดแห่งนี้เอาไว้ก่อนแล้ว และก็ยังพบว่า มีบางคนได้รับอีเมล์ลูกโซ่เหมือนกับผมอีกหลายคน และแต่ละคนก็ได้ดูคลิปวิดีโอในเว็บไซต์แห่งนั้นเหมือนกันซะด้วย


ทุกคนในกระทู้ล้วนบอกว่า คลิปทั้งหมดนี้มันสุดแสนจะไร้สาระ หลายคนพูดถึงตากล้องที่อยู่ในห้องว่าง ๆ ที่ในนั้นมีแค่โต๊ะและเก้าอีกวางไว้อย่างละตัว ที่กำแพงก็ว่างเปล่าไม่มีเฟอร์นิเจอร์อย่างอื่น บรรยากาศแบบนี้มันทำให้ผมรู้สึกหนาวเย็นจนสัมผัสได้


การสนทนาเริ่มจริงจังขึ้น มีการพูดถึงปมในวัยเด็กของเจ้าของคลิป ซึ่งผมเองก็พยายามหยิบยกประเด็นบางอย่างขึ้นมา ว่าคนที่ถ่ายทำคลิปเหล่านี้เขาสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาทำไม ? แต่ผลที่ได้ก็คือความเงียบไม่มีใครตอบอะไรกลับมาเลย เพราะใครจะไปรู้ได้ว่าคลิปวิดีโอเหล่านี้มันจะไปเกี่ยวอะไรกับหนังโป๊ นั่นจึงทำให้ผมต้องพูดแก้ลำไปว่า พวกนักแสดงที่เห็นในคลิปเหล่านี้ พวกเขาล้วนดูน่าสนใจจริง ๆ


อย่างไรก็ตาม คลิปที่น่าสนใจชิ้นอื่นที่พอจะทำให้ผมมองว่า มันมีการแสดงออกทางเพศให้เห็นนั้น มันก็ดูมีอะไรค่อนข้างจะแปลก ๆ


ซึ่งเรื่องนี้ มันก็เลยทำให้ผมอยากจะแนะนำรายละเอียดของคลิปเหล่านั้นให้คุณทราบ ซึ่งถ้าคุณมีนิสัยอยากรู้อยากเห็นอยู่บ้างล่ะก็ ลองไปหามันดูจากเว็บไซต์แชร์ไฟล์แบบทอร์เรนต์กันได้

คลิปแรกชื่อว่า lickedclean.avi



มันเป็นคลิปความยาว 10 นาที ถูกถ่ายทำด้วยกล้องแอบถ่าย ภายในนั้นเราจะเห็นช่างคนหนึ่งกำลังซ่อมเครื่องซักผ้าใน 2 นาทีแรก จนเมื่อเขาซ่อมมันเสร็จช่างก็ให้คำแนะนำกับลูกค้าบางอย่าง จากนั้นเขาก็จากไป ส่วนลูกค้าเจ้าของเครื่องก็ตรวจสอบรอให้แน่ใจว่าช่างกลับไปแล้ว จากนั้นเขาก็เริ่มใช้ลิ้นเลียไปทั่วบริเวณด้านบนของฝาเครื่องซักผ้า ซึ่งตรงนี้ใช้เวลายาวนานถึง 7 นาที เลยทีเดียว

คลิปต่อมาชื่อ jimbo.avi



มันเป็นคลิปความยาว 5 นาที มีคนอ้วนกำลังทำท่าทางเหมือนกำลังแสดงอะไรบางอย่าง ซึ่งมันก็ดูตลกใช้ได้ ยิ่งพอมาถึงตรงที่เขาทำท่าจะนั่งลงไปบนเก้าอี้ แล้วมันก็แหลกไปในทันทีเพราะรับน้ำหนักของเขาไม่ไหว จนมาถึง 30 วินาทีสุดท้าย กล้องก็ตัดหายไปพักหนึ่ง แล้วก็กลับมาที่ภาพของชายคนนี้กำลังนั่งร้องไห้อยู่เงียบ ๆ เขายังใส่ชุดเดิมและไม่ได้ล้างหน้าออกแต่อย่างใด อันนี้ถือเป็นความชอบส่วนตัวของใครหรือเปล่า ?

คลิปที่ 3 ชื่อว่า dianna.avi



มันเป็นคลิปความยาว 40 นาที มีตากล้องกำลังพูดคุยกับผู้หญิงคนหนึ่งในห้อง ที่ดูไม่เหมือนกับห้องสัมภาษณ์สักเท่าไหร่ ห้องนี้มันดูเหมือนกับอยู่ในบ้านของคนทั่วไป ไม่มีอะไรผิดปกติให้เห็นเลย ไดอาน่าเอาแต่พูดถึงการเล่นไวโอลีนของเธอ เธอน่าจะเป็นนักไวโอลีนที่ดูเหมือนกำลังวุ่นวายอยู่กับอะไรบางอย่าง


ซึ่งมีอยู่จุดหนึ่งที่ผมไม่ได้สังเกตหรือให้ความสำคัญอะไรเลย จนกระทั่งมีบางคนในเว็บกระดานข่าวบอกว่า ถ้าดูในกระจกที่อยู่ด้านหลัง เราจะเห็นชายร่างอ้วนสวมหน้ากากอีเจี๊ยบกำลังสาวแหนอยู่

คลิปที่ 4 ชื่อว่า jessica.avi



คลิปนี้มีความยาว 4 นาที เป็นวิดีโอจากมุมมองของคนถ่าย ที่ตอนนี้เขาได้ออกมาข้างนอกบ้านและพูดคุยกับสาววัยรุ่นอีกคน ทั้งสองพูดคุยกันเรื่องการพายเรือแคนู และตรงนี้ ตัวกล้องได้ซูมไปถนนข้างหลังอยู่เป็นพัก ๆ


แต่ที่มันแปลกก็คือ ไม่มีใครรู้เลยว่าถนนแห่งนี้คือที่ไหน ? บางคนคาดว่ามันน่าจะเป็นที่ไหนสักแห่งในยุโรป ไม่ก็ออสเตรเลียหรือฟิลิปปินส์ แต่ก็ไม่มีใครสามารถหาได้ว่ามันเป็นถนนอะไรเลย

คลิปที่ 5 ชื่อ tonguetied.avi



คลิปนี้มีความยาว 10 นาที โดย 5 นาทีแรกเป็นเรื่องของหญิงชราคนหนึ่ง เธอกำลังปั้นรูปปั้นอยู่ แล้ววิดีโอก็ตัดไปเหมือนกับคลิป jimbo.avi แล้วมันก็ตัดกลับมา โดยตอนนี้ก็มีรูปปั้นเพิ่มขึ้นมาอีกหลายตัว ยืนซ้อนกันล้อมตัวตากล้องเอาไว้ แสงไฟก็ค่อนข้างจะสลัว จากนั้นก็จะเห็นหญิงชราอีกครั้ง และตั้งแต่ที่จุดนี้ในคลิปจะไม่มีเสียงใด ๆ ดังออกมาอีกเลย

คลิปที่ 6 ชื่อ stumps.avi



มันเป็นคลิปความยาว 5 นาที ในนั้นมีชายขาด้วนคนหนึ่ง กำลังเต้นเบรกแดนซ์อยู่บนจอยเกมเต้น ในสถานที่ ๆ น่าจะเป็นแห่งเดียวกันกับในคลิป peanut.avi แต่สภาพตอนนี้มันดูสกปรกกว่า มีวิทยุกำลังเล่นเพลงที่ไม่เคยได้ยินเป็นแบ็กกราวด์ แต่มันก็หยุดลงในนาทีที่ 4 พร้อม ๆ กับที่ชายคนนี้ทรุดตัวลงด้วยความเหนื่อยอ่อน


เขาหายใจหอบอย่างแรง และร้องเรียกใครสักคนที่อยู่นอกฉากให้เข้ามาช่วยเขา แล้วคนที่อยู่นอกฉากก็เข้ามาตะโกนโวยวายบอกให้เขาเต้นต่อไป จนเมื่อเขาลุกขึ้นมาเต้นต่อ เราจะได้ยินเสียงคนที่อยู่นอกกล้องตะโกนใส่เขาเรื่อยไปจนจบคลิป

คลิปที่ 7 ชื่อ privacy.avi



เราจะเห็นผู้หญิงคนเดียวกันกับในคลิป dianna.avi กำลังทำอะไรบางอย่างที่ดูเหมือนกับการช่วยตัวเองอยู่บนฟูกนอนในห้องสัมภาษณ์ ในขณะที่ผู้ชายจากคลิป stumps.avi กำลังเดินด้วยมือวนไปมาอยู่รอบ ๆ เขาสวมหน้ากากตัวก็อบลิน โดยประตูในห้องนี้ที่เราเคยเห็นว่ามันถูกปิดไว้ตลอดเวลานั้นมันก็ถูกเปิดออกในคลิปนี้ โดยภายในห้องมีแสงไฟส่องสว่างอยู่ก็จริง แต่ที่ทางเดินข้างนอกกลับมืดสนิท และในตอนใกล้จบของคลิป เราจะเห็นสัตว์บางอย่างวิ่งผ่านไปตามทางมืด ๆ ข้างหลังนั้นด้วย

และคลิปสุดท้ายที่พวกเราพบนั้นก็คือ
คลิปที่ 8 useless.avi


มันเป็นคลิปความยาว 18 นาที มีผู้หญิงผมบลอนด์จากคลิปสัมภาษณ์ก่อนหน้า ที่เธอนอนอยู่บนฟูกในห้องสัมภาษณ์นั่นแหละ ตอนนี้ดูเหมือนเธอพยายามจะกรีดร้องออกมา แต่ที่ปากของเธอกลับมีแถบผ้าเทปปิดปากของเธออยู่ โดยเจ็ดนาทีต่อมาชายสวมหน้ากากอยู่ในชุดสูทสีดำก็เปิดประตู แต่เขากลับไม่ได้เดินเข้ามาในห้องแต่อย่างใด


เขาเปิดประตูบานนี้เอาไว้เพื่อให้เจ้าสัตว์ที่วิ่งผ่านทางเดินมืดที่เราเห็นในคลิปก่อนหน้าเดินเข้ามา มันคือลิงชิมแปนซี หัวของมันถูกโกนจนเกลี้ยง ตามร่างกายถูกทาไปด้วยสีแดงจนทั่ว สภาพของมันดูอดโซและทรมานเป็นอย่างมาก มีร่องรอยบาดแผลที่ไหล่และหลังของมันด้วย พอมันเข้ามาในห้องแล้วชายสวมหน้ากากก็ปิดประตู มันพักหายใจอยู่ครู่หนึ่งและดูเหมือนว่าจะตาบอด และตอนนี้เราจะเห็นผู้หญิงคนนั้นถูกมัดติดอยู่กับที่นอน ส่วนเจ้าชิมแปนซีก็แสดงอาการตื่นเต้นออกมา ก่อนที่จะโผเข้าหาเธอในทันที


แล้วสิ่งนี้ก็ดำเนินต่อไปยาวนานถึง 7 นาที จนในที่สุดหญิงสาวคนนี้ก็เสียชีวิต ส่วนลิงชิมแปนซีตัวนั้นก็เริ่มแทะกินร่างของเธอยาวนานถึง 4 นาที จนกระทั่งคลิปจบ



ตอนนี้กระทู้ในเว็บกระดานข่าวแทบจะระเบิด หลังจากที่พวกเรายกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด ทุกคนต่างพูดคุยกันยาวนานไปจนถึงช่วงค่ำ จนวันถัดมาผมก็กลับมาดูความคืบหน้าของโพสต์เมื่อคืน ผมก็พบว่ากระทู้นี้มันถูกลบทิ้งไปเสียแล้ว นั่นจึงทำให้ผมพยายามตั้งกระทู้ขึ้นมาใหม่ แต่แล้วผมก็ถูกแบนออกจากเว็บไซต์ นั่นจึงทำให้ผมพยายามส่งอีเมล์กลับไปหาชายลึกลับคนที่ส่งจดหมายลูกโซ่ฉบับนี้ถึงผมในตอนแรก โดยผมพยายามส่งข้อความออกไปถึง 5 ครั้ง แต่ก็ไม่ได้รับการตอบกลับมาแต่อย่างใด


ผมพยายามตั้งกระทู้พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้บนเว็บไซต์อื่น ๆ แต่ก็กลายเป็นว่า ผมถูกแบนจากเว็บไซต์เหล่านั้นแทบจะในทันที โดยต่อมาเจ้าเว็บไซต์ตัวปัญหานั้นมันก็ลบตัวเองทิ้งไป หลังจากที่คลิป useless.avi ถูกพบเพียง 3 วัน ราวกับว่ามีใครบางคนได้ติดต่อกับผู้ดูแลเวบไซต์ให้รีบปิดเว็บ


มีสิ่งที่จะสามารถยืนยันได้ว่าเว็บไซต์ normalpornfornormalpeople.com นั้นมีอยู่จริง นั่นก็คือภาพที่ถูกแค็ปเอาไว้จากผู้คนส่วนหนึ่ง และก็ยังมีคลิปวิดีโอจากเว็บไซต์แห่งนี้ที่ถูกบางคนดาวน์โหลดออกมา โดยพวกเขาได้จัดการแจกจ่ายผ่านระบบบิตทอเรนท์ ซึ่งคลิปที่โด่งดังที่สุดก็คือ useless.avi ที่ยังสามารถหาชมกันได้ตามเว็บไซต์แนวเลือดสาด


และจงจำเอาไว้ว่า ไม่ว่าคุณจะพยายามอัพโหลดคลิปจาก normalpornfornormalpeople.com ไว้ในที่แห่งใดก็ตาม มันก็จะถูกลบทิ้งไปในเวลาต่อมาอย่างแน่นอน

Written by Cosbydaf
Content is available under CC BY-SA

ภาพประกอบนำมาจากคลิป


--จบ--


เรื่องราวของเว็บไซต์หนังโป๊ธรรมดาสำหรับคนธรรมดา หรือนอร์มอลพอร์นฟอร์นอร์มอลพีเพิลเรื่องนี้ มันคือเรื่องราวสยองขวัญออนไลน์ พูดถึงเรื่องราวเกี่ยวกับชายคนหนึ่ง ที่ได้ไปพบกับเว็บไซต์ใต้ดินจากอีเมล์ลูกโซ่ที่ส่งมาถึงเขา โดยเว็บไซต์แห่งนี้มีคลิปวิดีโอน่ากลัว และการแสดงที่ดูราวกับสร้างไว้ให้คนโรคจิตเข้ามาดู

ในเว็บต้นทางต้องกรอกวันเกิดผู้เข้าก่อนชมด้วย

โดยเรื่องราวนี้ถูกเขียนขึ้นมาโดยศิลปินสมาชิกเว็บไซต์เดเวียนอาร์ต ชื่อ CosbyDAF โดยเขาได้เขียนเอาไว้ตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน ค.ศ. 2011 และถูกเผยแพร่ลงบนเว็บไซต์ครีปปี้พาสต้าวิกิเมื่อช่วงเดือนตุลาคม ปีเดียวกัน และทาง CosbyDAF เอง ก็ได้สมัครเข้ามาเป็นสมาชิกของครีปปี้พาสต้าวิกิใน วันที่ 28 พฤศจิกายน เพื่อประกาศความเป็นเจ้าของเรื่องเล่านี้อย่างเป็นทางการ ภายใต้การประกาศสิทธิ์แบบครีเอทีฟคอมมอน อนุญาติให้ผู้สนใจสามารถนำเรื่องนี้ไปเผยแพร่และดัดแปลงเนื้อหาได้อย่างอิสระ

และต่อมาในวันที่ 22 มกราคม ค.ศ. 2012 สมาชิกเว็บไซต์เรดดิท ชื่อ LarperPro ก็ได้นำเรื่องนี้ไปโพสต์ไว้ที่หมวด  /r/WTF ซึ่งสามารถทำยอดความเห็นได้มากถึง 390 ความเห็น และได้รับการโหวตว่ายอดเยี่ยมถึง 83% ก่อนที่ตัวกระทู้จะถูกทางระบบอัตโนมัติปิดการพูดคุยไป โดยในวันเดียวกันนี้นี่เอง ก็มีใครบางคนจดโดเมนเว็บไซต์ normalpornfornormalpeople.com ขึ้นมาจริง ๆ

และต่อมาที่เว็บไซต์แห่งนี้ก็ค่อย ๆ อัพโหลดคลิปพร้อมเรื่องราวน่ากลัวตามมา โดยไม่ได้อ้างอิงชื่อคลิปเหมือนกับในเรื่องเล่าแม้แต่น้อย ซึ่งอย่างไรแล้ว ทางมิติที่ 6 ได้เข้าไปตรวจสอบในเว็บไซต์แห่งนี้ ก็พบว่าตัวเว็บนั้นได้มีการฝังสคริปท์ไวรัสจำนวนมาก เพื่อเอาไว้หลอกให้ผู้คนที่สนใจกดติดตั้งไวรัสเข้าไปในเครื่อง จนแทบจะเรียกได้ว่ามันเป็นเว็บไซต์อันตรายจริง ๆ ไปเสียแล้ว

ถึงจะเข้าไปดูได้ แต่ไวรัสเยอะมาก
คลิปในเว็บก็ไม่ตรงกับในเรื่องเล่า

ต่อมาในวันที่ 19 เมษายน ค.ศ. 2012 ยูทูปเบอร์ชื่อ Peter Markoski ได้อัพโหลดคลิปละครที่ใช้เรื่องราวนี้มาเป็นหลักในการเขียนบท โดยตั้งชื่อคลิปว่านอร์มอลพอร์นฟอร์นอร์มอลพีเพิล และทางปีเตอร์ก็ได้ตัดสินใจล็อคคลิปนี้ไม่ให้คนทั่วไปสามารถเข้าชมได้ในต่อมา

ในวันที่ 31 ตุลาคม ค.ศ. 2013 เว็บไซต์ข่าว Geek.com ก็ได้นำเรื่องนอร์มอลพอร์นฟอร์นอร์มอลพีเพิล มาเสนอรวมไว้ในบทความหัวข้อ 4 เรื่องเล่าสุดสยองขวัญ ที่ดูเหมือนกับเป็นเรื่องจริงแห่งโลกอินเตอร์เน็ต ต่อมาในวันที่ 13 เมษายน ค.ศ. 2014 ยูทูปเบอร์ช่อง SomeOrdinaryGamers ก็ได้อัพโหลดการอ่านเรื่องเล่าสยองขวัญนี้ไว้ในช่องของเขา ผ่านการเล่นเกม Torchlight II ด้วย

และต่อมานอร์มอลพอร์นฟอร์นอร์มอลพีเพิล ก็ถูกเว็บไซต์ในประเทศไทยหลายแห่งนำมาเล่า จนมีท่านผู้ชมที่ได้พบเห็นเรื่องเล่านี้ นำมาสอบถามกับทางมิติที่ 6 เพื่อให้ช่วยตามหาที่มาที่แท้จริงว่ามันคืออะไรกันแน่ ?

โดยจากข้อมูลทั้งหมดที่หามาได้นั้น ก็ทำให้มิติที่ 6 สามารถสรุปได้ว่า เรื่องราวของเว็บไซต์นอร์มอลพอร์นฟอร์นอร์มอลพีเพิลเรื่องนี้ มันก็เป็นเพียงหนึ่งในเรื่องเล่าสยองขวัญออนไลน์ที่ถูกแต่งขึ้นมาจากเว็บไซต์เดเวียนอาร์ต แล้วต่อมาตัวเว็บไซต์ชื่อเดียวกันถึงค่อยถูกจดทะเบียนเปิดตามมา เพื่อส่งเสริมให้เรื่องเล่านี้กลายเป็นที่โด่งดัง ซึ่งก็เรียกได้ว่าเป็นความสำเร็จในการประชาสัมพันธ์เรื่องเล่าให้ดูน่าเชื่อถือ สมกับเป็นหนึ่งในเรื่องราวน่ากลัวที่ทำให้หลายคนทั่วโลกเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องจริง

และก็อย่างที่เคยบอกกันเสมอมา ว่าถ้าหากมีใครนำเรื่องนอร์มอลพอร์นฟอร์นอร์มอลพีเพิลเรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟังในวงสนทนา มิติที่ 6 ก็อยากจะบอกผู้ชมว่า ขอพวกเราจงอย่าได้ไปทำอะไร ที่จะทำให้การเล่าเรื่องนี้ต้องหยุดชะงักไป ในระหว่างที่เขากำลังเล่าอยู่จะดีเป็นที่สุด นั่นก็เป็นเพราะว่า ความจริงนั้น..มันช่างไม่มีเสน่ห์ เอาเสียเลย !!!

อย่าลืมติดตามรายการมิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ พร้อมที่มาของมันกันได้ทุกวันศุกร์สะดวก และหลังจากจบรายการแล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้ สวัสดี



เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอขอบคุณที่มา
Creepypasta Wiki – Normal Porn for Normal People
Normal Porn for Normal People – Normal Porn for Normal People เว็บไซต์อันตรายอย่ากดเข้าไปดู
Geek – The 4 scariest most believable stories

แท็ก : Normal Porn for Normal People, lickedclean.avi, jimbo.avi, dianna.avi, jessica.avi, tonguetied.avi, stumps.avi, privacy.avi, useless.avi, peanut.avi