ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ Squidward's Suicide การฆ่าตัวตายของสควิดเวิร์ด !!!




“ผมแค่อยากจะเริ่มต้นด้วยการเล่า ถ้าอยากจะได้คำตอบว่าจบยังไงล่ะก็ เตรียมผิดหวังได้เลย ! เพราะมันไม่มีหรอก และนี่ก็คือบทเริ่มต้นของเรื่องเล่าเรื่องนี้”

กดเพื่อดูคลิปที่นี่

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ ในวันศุกร์สะดวกสัปดาห์นี้ เราจะเล่าเรื่องราวที่ถูกแต่งขึ้นมาจากการ์ตูนเรื่องหนึ่งที่โด่งดัง จนกลายเป็นเรื่องเล่าระดับคลาสสิคของเรื่องน่ากลัวในโลกอินเตอร์เน็ต จนเราต้องบอกกับท่านผู้ชมก่อนเลยว่า มันเป็นเรื่องที่ถูกแต่งขึ้นมา ! และถ้าคุณรักสปองบ็อบ รักสควิดเวิร์ด หรือเป็นผู้ปกครองที่กำลังจะเปิดคลิปนี้ให้บุตรหลานของท่านชมแล้วละก็ กรุณาเปลี่ยนใจก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป !!!


โดยเรื่องราวนั้นมีอยู่ว่า



สมัยที่ผมยังเรียนอยู่ในสายแอนิเมชั่น ผมได้มาฝึกงานอยู่ที่นิคเคโลเดียนสตูดิโอเมื่อปี ค.ศ. 2005 ผมไม่ต้องเสียเงินเหมือนคนอื่น แต่ก็ไม่ใช่เพราะผมมีเส้นสายหรอก สำหรับคนโต ๆ เขาไม่สนเรื่องอะไรแบบนี้กันแล้ว แต่กับเด็ก ๆ คงมองว่าเรื่องแบบนี้มันบ้าที่สุด !

ตอนนั้นผมทำงานขึ้นตรงกับฝ่ายตัดต่อและแอนิเมเตอร์ ผมได้ดูตอนใหม่ ๆ ก่อนมันจะออกฉายด้วย ถึงผมจะได้รับสิทธิ์นี้ก็จริง แต่รายละเอียดของมันผมกลับไม่รู้อะไรเลย พวกเขาทำการ์ตูนเรื่องสปองบ็อบไว้แล้วหลายตอน พนักงานทั้งหมดได้ระดมไอเดียมากมายเพื่อทำให้มันยังฉายได้ไปจนถึงฤดูกาลหน้า แต่มันก็มีบางครั้งที่ใช้เวลานานเกินไป เพราะเหตุผลแย่ ๆ บางอย่าง ซึ่งมันก็มีปัญหาอยู่ที่ตอนปฐมฤกษ์ของฤดูกาลที่ 4 เพราะมันทำให้ทุกอย่างต้องย้อนกลับไปแก้ไขเป็นเดือน ๆ

ผมกับเด็กฝึกงานคนอื่นอีกสองคน อยู่ในห้องตัดต่อกับหัวหน้าฝ่ายแอนิเมเตอร์ และเจ้าหน้าที่ตัดต่อเสียงในขั้นตอนสุดท้าย พวกเราได้รับสำเนาที่น่าจะชื่อตอนว่า “ความกลัวของแคร็บบี้แพ็ตตี้” มาสุมหัวกันดูหน้าจอมอนิเตอร์ มันดูไม่น่าจะใช่ตัวล่าสุดเลย ทางแอนิเมเตอร์ก็เลยหยิบป้ายชื่อมาดูรายละเอียด ที่ปกติมันก็มีบอกเกี่ยวกับมุกตลก การเรียกชื่อตอนปลอม ๆ อย่างมุกลามกจำพวก ทำไมเรื่องบนเตียงมันถึงไม่เวิร์ก เขาก็ใช้คำแทนว่าหินจ๋าหอยลาก่อน ที่ใช้กับตอนสปองบ็อบกับแพทริกเก็บหอยทะเลมาได้ จริง ๆ มันก็ไม่มีอะไรตลกนักหรอก ดังนั้นเมื่อเราได้เห็นป้ายชื่อตอนว่า การฆ่าตัวตายของสควิดเวิร์ด เราก็เลยไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่ามุกตลกเดิม ๆ

เด็กฝึกงานคนนึงหัวเราะหึหึ เพลงใส ๆ เดิม ๆ ก็ยังมีให้ได้ยิน เนื้อเรื่องมันเริ่มต้นที่สควิดเวิร์ดกำลังฝึกเป่าคลาริเน็ทเล่นไปตามโน็ตเพลงเป็นปกติ เราก็ได้ยินเสียงเจ้าสปองบ็อบหัวเราะอยู่ข้างนอก จากนั้นสควิดเวิร์ดก็หยุดเล่น แล้วก็ตะโกนต่อว่าให้พวกข้างนอกหยุดส่งเสียงได้แล้วเพราะเขาจะมีคอนเสิร์ตคืนนี้ และต้องการฝึกซ้อมอย่างสงบ สปองบ็อบก็ตอบตกลงแล้วไปหาแซนดี้กับแพ็ททริค แล้วฟองอากาศสำหรับเปลี่ยนฉากก็ตัดไปที่ช่วงคอนเสิร์ตของสควิดเวิร์ดตอนท้ายทันที

ในขณะที่กำลังแสดงนั้น มีบางเฟรมถูกเล่นซ้ำไปมา แต่เสียงกลับเล่นไปเรื่อย ๆ จริง ๆ มันก็ดูตรงกับภาพนะ แต่มันก็ดูไม่ปกติเท่าไหร่ จนเขาหยุดแสดงไปเสียงมันก็หยุดไปแบบดื้อ ๆ เหมือนไม่ได้มาด้วยกัน มีเสียงพึมออกมาจากฝั่งคนดูดังขึ้นมาทีละนิด ก่อนที่จะเริ่มโห่ไล่สควิดเวิร์ด ซึ่งการโห่ไล่แบบนี้มันไม่ใช่เรื่องปกติของการ์ตูนเรื่องนี้ แต่ทีนี้เรากลับได้ยินเสียงโห่ระดับอาฆาตเจ้าสควิดเวิร์ดกันเลยทีเดียว

ภาพตัดมาที่สควิดเวิร์ดแสดงสีหน้าหวาดกลัวออกมาอย่างเห็นได้ชัด แล้วก็ตัดภาพไปที่กลุ่มคนดูโดยมีสปองบ็อบอยู่ตรงกลางของภาพกำลังโห่ไล่กับเขาเหมือนกัน มันดูไม่ใช่สปองบ็อบเลย แต่ถ้ายังแปลกไม่พอก็ยังมีที่แปลกกว่านั้น ซึ่งมันก็คือสายตาที่ดูราวกับจะกินเลือดกินเนื้อของทุกคน มันดูสมจริงมาก ถึงจะไม่เท่าคนจริง ๆ ก็เถอะ แต่มันดูสมจริงมากกว่าที่จะเป็นภาพกราฟิก ทุกคนตาแดงก่ำ พวกเราบางคนดูแล้วก็ไม่เข้าใจ แต่ว่าพวกเราก็ไม่ใช่คนเขียนบทสักหน่อย พวกเราเลยไม่ได้ถามหรือออกความเห็นอะไร

ภาพตัดมาที่สควิดเวิร์ดกลับมานั่งที่ขอบเตียงของเขา มองดูแล้วสิ้นหวังมาก ภาพวิวนอกหน้าต่างก็เป็นท้องฟ้ายามค่ำคืน มันน่าจะเป็นช่วงหลังจากจบคอนเสิร์ตไปได้ไม่นานนัก จุดนี้ไม่มีเสียงประกอบอะไรเลย ไม่มีเสียงอะไรจริง ๆ ไม่มีเสียงดังมาจากลำโพงในห้อง เรียกได้ว่าเงียบราวกับไม่ได้เปิดลำโพงทั้ง ๆ ที่มันก็ยังคงทำงานดีอยู่ เขายังคงนั่งอยู่กับที่ตรงนั้น กระพริบตาท่ามกลางความเงียบยาวนานถึง 30 วินาที จากนั้นเขาก็ค่อย ๆ ร้องไห้ออกมา เขาใช้หนวดหมึกของเขาปิดหน้าปิดตาแล้วร้องไห้อยู่เงียบ ๆ เกือบหนึ่งนาที แล้วเสียงแบ็คกราวก็ค่อย ๆ ดังขึ้นอย่างช้า ๆ จากความเงียบก็กลายมาเป็นเสียงดังจนน่ากลัว เสียงมันดังราวกับลมที่พัดอยู่ในป่า

ภาพในจอค่อย ๆ เริ่มซูมไปที่ใบหน้าของเขาอย่างช้า ๆ จากนั้นเขาก็ร้องไห้ดังขึ้น เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความโกรธมากขึ้น ภาพในจอบิดเบี้ยวไปเล็กน้อย ราวกับมันเกิดจากตัวภาพเอง เป็นแบบนี้อยู่แป็บเดียวก็กลับมาเป็นปกติ เสียงลมพัดในฉากหลังก็ค่อย ๆ ดังขึ้นและฟังดูรุนแรงมากขึ้น มันฟังดูสมจริงมาก นี่ถ้ามันไม่ได้ดังมาจากลำโพงล่ะก็ คงนึกว่ามันดังมาจากข้างนอกเลยทีเดียว ถือเป็นเสียงที่มีคุณภาพดีมาก พวกเขาไม่น่าจะซื้อเสียงดี ๆ ขนาดนี้มาใช้กับงานระดับแค่นี้เลยนะ

ภายใต้เสียงลมและเสียงร้องไห้ที่ดังระงมจนเวียนหัวก็มีเสียงคล้าย ๆ เสียงหัวเราะดังขึ้น มันมาผิดที่ผิดเวลาจริง ๆ ไม่ถึงหนึ่งวินาทีจากช่วงเสียงร้องไห้สามสิบวินาทีต่อมาภาพในจอก็เบลอและบิดเบี้ยวอย่างหนัก แถมภาพก็ยังกระพริบตลอดเวลา และดูราวกับว่ามีอะไรแปลก ๆ แทรกเข้ามาหนึ่งเฟรม

หัวหน้าฝ่ายตัดต่อแอนิเมชั่นเลยกดหยุดภาพแล้วตรวจดูทีละเฟรม สิ่งที่พวกเราเห็นนั่นดูน่าขนลุกเป็นอย่างมาก  มันเป็นภาพของศพเด็กอายุไม่น่าจะเกิน 6 ขวบ ใบหน้าของเขาแหลกเละเต็มไปด้วยเลือด ดวงตาข้างหนึ่งถลนออกมาจากใบหน้าที่เงยอยู่ ร่างกายเปลือยเปล่าเหลือแต่กางเกงใน ที่ท้องถูกผ่าออกมีอวัยวะภายในกองอยู่ข้าง ๆ โดยเขาน่าจะนอนอยู่ข้างทางของถนนที่ไหนสักแห่ง

ส่วนที่ดูแย่ที่สุดก็คือ ในภาพนี้เราเห็นเงาของคนถ่ายภาพด้วย ไม่มีแถบกั้นในที่เกิดเหตุ ไม่มีป้ายชี้บอกหลักฐานหรือแม้แต่การกาจุดวงเอาไว้ แถมมุมกล้องก็จงใจทำให้ไม่เห็นหลักฐานอะไรเลย ดูเหมือนตากล้องน่าจะมีส่วนรู้เห็นกับการตายของเด็กคนนี้ พวกเราตกใจมากแต่ก็ต้องเปิดดูต่อไป โดยหวังว่ามันคงจะเป็นแค่มุกป่วย ๆ เท่านั้น

ภาพตัดกลับมาที่สวิดเวิร์ด มันยังคงร้องไห้อยู่แบบนั้น แถมยังร้องเสียงดังกว่าช่วงก่อนหน้า โดยเห็นเป็นภาพครึ่งตัว แล้วตอนนี้ก็มีเลือดไหลลงมาจากดวงตาอาบไปทั่วใบหน้า เลือดที่ไหลออกมามันดูสมจริงยิ่งกว่าจริง ลองนึกภาพเวลามีเลือดไหลออกมาจากนิ้วของเราดูก็ได้

ตอนนี้เสียงลมก็ดังขึ้นราวกับเกิดพายุพัดกระหน่ำไปทั่วป่า เสียงหัวเราะเบา ๆ ก็ดังถี่ขึ้นและค่อย ๆ ดังขึ้น จนผ่านไป 20 วินาที ตัวภาพก็เริ่มบิดเบี้ยวและแสดงให้เห็นรูปภาพอีกรูปหนึ่งขึ้นมา

ช่างตัดต่อภาพไม่กล้าจะถอยกลับไปดู พวกเราก็กลัวเหมือนกัน แต่เขาก็ย้อนกลับไปดูจนได้ ตอนนี้ตัวภาพก็คือเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง อายุน่าจะดูแก่กว่าเด็กคนแรกนิดหน่อย เธอนอนคว่ำอยู่ในสภาพจมกองเลือด ตาถลนออกมานอกเล้า สวมแต่กางเกงชั้นใน อวัยวะภายในถูกควักออกมาวางกองอยู่ทางด้านหลังที่ถูกผ่าออก และก็เหมือนกับรายแรก ร่างของเธอนอนอยู่บนพื้นถนน เห็นเงาของตากล้องที่ดูแล้วใกล้เคียงราวกับเป็นคนเดียวกัน ผมถึงกับคลื่นไส้เกือบสำลัก ส่วนเด็กฝึกงานอีกคนถึงกับวิ่งออกไปนอกห้อง จากนั้นเราก็ดูกันต่อ

ผ่านไป 5 วินาที หลังจากภาพเมื่อสักครู่ เจ้าสควิดเวิร์ดก็เงียบลงแล้ว เช่นเดียวกับเสียงทุก ๆ อย่าง ราวกับเปลี่ยนฉากใหม่ เขาวางมือหนวดปลาหมึกลง ดวงตาของเขาตอนนี้ดูจริงจังเกินจริงเหมือนกับคนอื่น ๆ ที่เห็นช่วงต้นเรื่อง สควิดเวิร์ดจ้องมองมาที่หน้าจอราวกับกำลังมองมาที่คนดู มีเสียงแหลมสูงดังขึ้น และที่น่ากลัวมากที่สุดก็คือการได้เห็นภาพใบหน้าอันเศร้าโศกของเขา พร้อมกับเสียงกรีดร้องอันโหยหวลที่ดังขึ้นมา

น้ำตาสีเลือดไหลหยดลงมาจากใบหน้าของเขาอย่างหนัก เสียงลมพัดกลับดังขึ้นมา พร้อม ๆ กับเสียงหัวเราะเบา ๆ นั้นด้วย ตอนนี้ก็มีภาพถ่ายขึ้นมาให้เห็น มันชัดเจนมากและยังมีจำนวนถึง 5 เฟรม

แอนิเมเตอร์เลยหยุดภาพดูในเฟรมที่ 4 มันเป็นภาพของเด็กชายอายุพอ ๆ กันกับคนก่อนหน้า แต่สถานที่ดูเหมือนจะเปลี่ยนไป อวัยวะภายในของเขาถูกควักออกมาจากหน้าท้อง ดวงตาข้างขวาถลนออกมา เลือดไหลเต็มไปหมดแอนิเมเตอร์จึงดูภาพต่อไป แทบไม่น่าเชื่อภาพนี้มันแตกต่างออกไป เราไม่รู้ว่าจะบอกยังไงดี เขาเลยดูภาพต่อไป มันก็เหมือนกับภาพที่แล้ว เขาอยากจะกลับไปดูภาพแรก แล้วเริ่มดูใหม่อีกครั้งให้มันต่อเนื่องแบบเร็ว ๆ พอผมได้เห็นเข้าก็ถึงกับทนไม่ไหวอาเจียนออกมาเลยทีเดียว ส่วนแอนิเมเตอร์กับเจ้าหน้าที่ตัดต่อถึงกับอ้าปากค้างอยู่ตรงหน้าจอ เพราะภาพทั้ง 5 ภาพที่เรียงกันนั้นมันก็คือ ภาพมือกำลังยกขึ้นมา เราเห็นสายตาของเด็กกำลังมองอยู่ ส่วนสองเฟรมสุดท้ายก็คือภาพเด็กกระพริบตา

หัวหน้าฝ่ายเสียงบอกให้เราหยุดดู เพราะเขาอยากจะโทรหาฝ่ายครีเอเตอร์ให้มาดูด้วย คุณฮิลเลนเบิร์กจึงมาถึงที่นี่ใน 15 นาทีต่อมา เขาไม่เข้าใจว่าทำไมต้องโทรเรียกให้มาที่นี่ ทางฝ่ายตัดต่อจึงเล่นวิดีโอให้ดูต่อไป พอผ่านไปได้ไม่กี่เฟรมทั้งเสียงกรีดร้องเสียงทุกอย่างก็หยุดลง เจ้าสควิดเวิร์ดมองมาที่คนดู จากนั้น 3 วินาทีต่อมาฉากก็ตัดไปพร้อมกับเสียงพูดว่า “เอาเลย” แล้วเราก็เห็นสควิดเวิร์ดหยิบปืนสั้นขึ้นมา จากนั้นก็นำมันใส่เข้าไปในปากแล้วเหนี่ยวไกทันที เลือดและสมองของมันกระจายเลอะไปทั่วกำแพงและที่นอนที่อยู่ด้านหลัง มันดูสมจริงเป็นอย่างมาก พร้อม ๆ กับตัวของเขาที่กระดอนกลับเพราะแรงเหวี่ยงของปืน ดวงตาข้างหนึ่งกระเด็นหลุดออกมาหล่นลงบนพื้น แล้วทุกอย่างก็ว่างเปล่า จากนั้นก็จบตอนลงไป

"ฮิลเลนเบิร์ก" ที่ถูกอ้างถึงในเรื่อง

คุณฮิลเลนเบิร์กโกรธมาก เขาอยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น หลาย ๆ คนรีบเดินออกไปจากห้องทันที เลยเหลืออยู่ไม่กี่คนที่จะดูวิดีโอนี้กันอีกรอบ การดูอีกรอบมันก็น่าจะทำให้ทุกอย่างกลายเป็นฝันร้ายที่ประทับอยู่ในสมองของผมแน่ ๆ แต่ก็นะ ผมก็ยังดูมันอยูดี

มีเพียงสมมติฐานเดียวที่เราคิดออกก็คือ ไฟล์นี้มันน่าจะถูกใครบางคนในสตูดิโอนี้เอาไปตัดต่อ ทางหัวหน้าฝ่ายเทคนิคจึงถูกเรียกตัวมาตรวจสอบด้วย ผลก็ออกมาว่าวิดีโอนี้มันถูกตัดต่อขึ้นมาใหม่ ส่วนประกอบต่าง ๆ บ่งขี้ว่ามีการใช้ซอฟท์แวร์ภายนอกเข้ามาตัดต่อร่วมด้วย จุดประทับเวลาหลายจุดวิ่งไม่ต่อเนื่องดูผิดเพี้ยนไปอย่างมาก แต่ภาพทุกอย่างถูกจัดเรียงไว้อย่างดี เราเลยไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น และไม่รู้ว่าใครทำมันขึ้นมา

มีการสืบสวนเกี่ยวกับภาพถ่ายที่เราพบ แต่ก็ไม่มีอะไรคืบหน้า ไม่สามารถระบุได้ว่าเด็กในภาพต่าง ๆ นั้นเป็นใคร ? และเกิดเหตุขึ้นที่ไหน ? บอกตรง ๆ ว่าผมไม่เคยเชื่อเรื่องลี้ลับมาก่อน แต่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดที่ไม่สามารถพิสูจน์อะไรได้เลยครั้งนี้ มันทำให้ผมต้องกลับมาคิดกันใหม่อีกรอบกันเลยทีเดียว


--จบ--


"สควิดเวิร์ดซุยซายด์" หรือ "การฆ่าตัวตายของสควิดเวิร์ด" เป็นหนึ่งในเรื่องเล่าที่ถูกแต่งขึ้นมาเมื่อวันที่ 6 เมษายน ค.ศ. 2010 โดยสมาชิกนิรนาม ที่ได้โพสต์เรื่องนี้เอาไว้บนเว็บไซต์กระดานรูปภาพ 7chan ที่หมวด X พารานอยด์ โดยใช้เทคนิคการเล่าแบบบุคคลที่ 1 อ้างว่าตัวเองได้ไปพบกับวิดีโอเรื่องสปองบ็อบในตอนที่ไม่ได้ถูกออกฉาย ช่วงสมัยฝึกงานอยู่ที่นิคเคลโลเดียนสตูดิโอ โดยทีมทำงานในวันนั้น ต้องนั่งดูวิดีโอลึกลับชุดนี้และไม่สามารถหาคำตอบออกมาได้


คลิป "สควิดเวิร์ดซุยซายด์" ต้นฉบับ

โดยหลังจากที่ยูทูปเบอร์ช่อง MrCreepyPasta ได้นำเรื่องนี้มาเล่าไว้ในยูทูปช่องของเขาเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน ค.ศ. 2011 มันก็สามารถทำยอดผู้เข้าชมได้สูงกว่าหนึ่งล้านวิว จนต่อมาในวันที่ 21 พฤศจิกายนปีเดียวกัน ยูทูปเบอร์ช่อง Bolero5097 ก็นำเรื่องนี้มาเล่าอีกครั้ง และสามารถทำยอดผู้เข้าชมได้เกินหนึ่งล้านวิวไปแล้วเช่นกัน

ต่อมาในวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2012 ยูทูปช่อง Cooler2000 จึงได้จัดทำเรื่องนี้ออกมาเป็นเวอร์ชั่นการ์ตูน โดยใช้ภาพต้นฉบับจากตอนในโทรทัศน์หลาย ๆ ตอนมาตัดต่อและวาดภาพเพิ่มเข้าไป ซึ่งมันก็สามารถทำยอดผู้เข้าชมได้อย่างถล่มทลายภายในระยะเวลาสั้น ๆ ไม่ถึง 2 ปี เลยทีเดียว

ต่อมาในวันที่ 26 ตุลาคมปีเดียวกัน ช่อง SomeOrdinaryGamers จึงได้อับโหลดเรื่องนี้ในแบบแอนิเมชั่นอีกเวอร์ชั่นหนึ่ง โดยใช้ฟุตเทจมาจากเกมและจากตอนที่ออกฉายในโทรทัศมาตัดต่อใหม่ ก็สามารถทำยอดผู้เข้าชมได้มากกว่าเวอร์ชั่นของ Cooler2000 ถึงสองเท่าในเวลาเท่า ๆ กัน (แต่ปัจจุบันทางเว็บไซต์ยูทูปก็ได้ลบคลิปดังกล่าวทิ้งไปเนื่องจากปัญหาละเมืดลิขสิทธิ์ แต่บังเอิญมิติที่ 6 ก็ได้ไปเจอมา >> SomeOrdinaryGamers )

ต่อมาในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2013 สมาชิกเรดดิตชื่อ SuicideSquidward ก็ได้ออกมาแสดงตัวว่า เขานั้นก็คือผู้แต่งเรื่องนี้ขึ้นมา โดยเขาได้โพสต์กระทู้ชื่อว่า ผมคือผู้แต่งเรื่องสควิดเวิร์ดซุยซายด์ และรู้สึกดีมากที่มันโด่งดังไปทั่ว ไว้ที่หมวด /r/self โดยกล่าวไว้ว่า
“ผมไม่รู้ว่าทำไม แต่มันรู้สึกดีมากที่ได้เห็นสิ่งที่พวกคุณสร้าง และเผยแพร่ความน่ากลัวของเรื่องนี้ออกไป จนผู้คนมากมายพูดถึงความน่ากลัว หลังจากที่ได้อ่านเรื่องนี้ ทั้ง ๆ ที่มันแค่เป็นเรื่องที่ถูกก็อปปี้ต่อ ๆ กันมาเท่านั้น”
“ผมอ่านเรื่องซุยซายด์เมาส์และเดตบาร์ดก่อนหน้าที่จะเขียนเรื่องนี้ วันนั้นผมไม่มีอะไรจะทำ ก็เลยตัดสินใจแต่งเรื่องนี้ขึ้นมาอย่างลวก ๆ เรื่อย ๆ ตามใจตัวเอง ผมไม่คิดว่าเรื่องนี้มันจะสามารถไปได้ไกลกว่าในบอร์ด 7chan หมวด x เลย” 



ต่อมาในวันที่ 13 ตุลาคม ค.ศ. 2013 เว็บไซต์ Geek.com ก็ได้นำเรื่องนี้ไปบรรจุไว้ในหัวข้อ 4 เรื่องสุดแสนจะน่ากลัวในโลกอินเตอร์เน็ต

ในวันที่ 31 ตุลาคม ค.ศ. 2014 ก็มีผู้ทำแฟนเพจสควิดเวิร์ดซุยซายด์ขึ้นในเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก และทำยอดกดถูกใจได้มากกว่า 2,000 ไลค์ เพียงแต่หลังจากนั้นไม่นาน มันก็ถูกทางเฟสบุคลบทิ้งไปด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง

ซึ่งบางอย่างนั้นก็น่าจะเป็นเหตุผลเดียวกันกับที่มิติที่ 6 เคยประกาศเอาไว้ว่าเราจะไม่เล่าเรื่องนี้ นั่นก็เพราะว่ามันเป็นเรื่องเล่าน่ากลัวที่นำมาจากการ์ตูนสำหรับเด็ก เพียงแต่หลังจากที่เราประกาศไป ก็ยังคงมีท่านผู้ชมมากมายขอให้เราทำมาตลอด

ดังนั้นมิติที่ 6 จึงตัดสินใจนำเรื่องนี้มาเล่า โดยตัดรายละเอียดความน่ากลัวบางอย่างออกไป และแจ้งให้ท่านผู้ชมทราบก่อนว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง รวมถึงแจ้งให้ทราบว่าเรื่องนี้ไม่เหมาะสำหรับเด็ก ๆ ไม่เหมาะสำหรับให้ผู้ปกครองเปิดให้เด็ก ๆ ชมก่อนนอนด้วยนั่นเอง โดยเวอร์ชั่นเต็มแบบไม่มีการตัดทอนนั้น เราได้เขียนไว้ที่เว็บไซต์ของเราแทน ซึ่งท่านผู้ชมที่สนใจอยากทราบรายละเอียดที่ถูกตัดทิ้งไป ก็สามารถแวะเข้าไปหาอ่านกันได้นะครับ

ภาพจาก Nickelodeon

อย่าลืมติดตามชมรายการมิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ พร้อมที่มาของมันกันได้ทุกวันศุกร์สะดวก หลังจากจบรายการแล้วอย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนต์กันไว้นะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้ สวัสดี

แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ที่มา :
[1] Creepypasta Wiki – Squidward’s Suicide
[3] Imgur – Imgur
[5] YouTube – cooler2000
[6] YouTube – MrCreepyPasta
[7] YouTube – Bolero5097

วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 เปิดปม คดีฆาตกรรมปริศนา ลิซ่า โฮล์ม !!?




ช่วงประมาณเดือนมิถุนายนจนถึงปลายปี ค.ศ. 2015 เว็บไซต์หลายแห่งในต่างประเทศได้พูดถึงคดีปริศนาคดีหนึ่ง มันเป็นคดีฆาตกรรมที่ถูกนำไปผูกกับคลิปยูทูปคลิปสุดท้ายของหญิงสาวคนหนึ่ง ที่ศพถูกพบหลังจากวันที่เธอได้โพสต์คลิปนี้ไป 13 วัน


มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาท่านผู้ชมไปพบกับคดีที่ถูกพูดถึงอย่างมากคดีหนึ่ง ว่ากันว่ามันเป็นคดีปริศนาที่ไม่สามารถหาคำตอบได้ ว่าแท้ที่จริงแล้ว..มันคืออะไร ? และมันจะเกี่ยวข้องอะไรกับคลิปปริศนาที่เธอได้โพสต์ไว้ก่อนจะเสียชีวิตหรือไม่ ?

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ค.ศ. 2015 เว็บไซต์เรดดิตได้มีสมาชิกชื่อ PansarSWE เปิดประเด็นลงในหมวด /r/creepy พูดถึงคดีปริศนาคดีหนึ่ง โดยตั้งหัวข้อพูดถึงกรณีเด็กสาวชาวสวีเด็นเสียชีวิตหลังจากโพสต์คลิปวิดีโอปริศนาลงในช่องยูทูปของเธอไปแล้ว 13 วัน โดยช่องดังกล่าวนั้นใช้ชื่อและนามสกุลเดียวกับเธอนั่นก็คือ ลิซ่า โฮล์ม

"ลิซ่า โฮล์ม"

ลิซ่า โฮล์ม สาวน้อยอายุ 17 ปี เธอหายตัวไปอย่างลึกลับเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ค.ศ. 2015 และถูกพบอีกครั้งในสภาพเป็นศพเมื่อวันที่ 12 เดือนเดียวกัน โดยกระทู้ในเว็บไซต์เรดดิทนั้น ไม่ได้บอกรายละเอียดอะไรไว้มากกว่านี้ และมันก็ได้ทำให้สมาชิกหลาย ๆ คนให้ความสำคัญไปที่คลิปสุดท้ายบนเว็บไซต์ยูทูปของเธอ ซึ่งคลิปดังกล่าวนั้นถูกอัพโหลดไว้เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม ค.ศ. 2015 ชื่อคลิปว่า “13” โดยในคลิปดังกล่าวเป็นคลิปนาฬิกาจับเวลากำลังนับถอยหลังตั้งแต่ 1 นาที และจบคลิปไปในช่วงนับถอยหลังถึงวินาทีที่ 50

ทุกคนต่างก็บอกว่าเธอเสียชีวิตหลังจากคลิปนี้ถูกอัพโหลดไป 13 วัน แต่ถ้าเรานับวันกันจริง ๆ เธอน่าจะเสียชีวิตไป 14 วันถึงจะถูกต้อง แต่อาจจะเพราะชื่อคลิปที่เธอตั้งไว้ว่า 13 นั้น มันน่าจะดูเข้าท่ากว่าที่จะบอกว่าเธอเสียชีวิตเมื่อผ่านไป 13 วัน และมันจะได้ทำให้เรื่องราวการเสียชีวิตของเธอดูเป็นปริศนา ที่เกี่ยวข้องกับอาถรรพ์หมายเลข 13 ซึ่งมันก็ได้ผลเพราะหลังจากที่กระทู้บนเว็บไซต์เรดดิทถูกเผยแพร่ออกไป ก็มีการนำเรื่องราวการเสียชีวิตของลิซ่า โฮล์ม มาเล่าต่อกันในรูปแบบของคดีฆาตกรรมที่น่าจะเกี่ยวข้องกับอาถรรพ์หมายเลข 13 โดยเรื่องราวของเธอถูกตัดจบอยู่ที่ มันเป็นคดีที่ไม่สามารถหาคำตอบได้ ตลอดปี ค.ศ. 2016 ที่ผ่านมา

แต่แท้ที่จริงแล้วคดีของเธอมันคืออะไรกันแน่ ? ลิซ่า โฮล์มเป็นใคร ? เธอถูกใครฆ่า ? และคลิปยูทูปที่ถูกพูดถึงนั้น มันเกี่ยวข้องอะไรกับการเสียชีวิตของเธอหรือไม่ ?

หลังจากมิติที่ 6 ได้พูดคุยกับท่านผู้ชมที่ยกเรื่องราวนี้มาสอบถาม เราก็ได้ค้นหาข้อมูลจากหลาย ๆ แห่ง และพบว่าคดีฆาตกรรมลิซ่า โฮล์มนั้นไม่ได้ถูกทิ้งให้กลายเป็นคดีปริศนาเพราะหาคำตอบไม่ได้แต่อย่างใด และเรื่องราวต่อไปนี้มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ ตั้งแต่วันที่เธอหายตัวไป

ลิซ่า โฮล์ม เป็นเด็กสาววัยรุ่นชาวสวีเด็น อายุ 17 ปี เธอคือเด็กวัยรุ่นธรรมดา ๆ มีนิสัยขี้อาย และไม่ค่อยชอบพูดคุยกับคนแปลกหน้า เธอทำงานพิเศษช่วงซัมเมอร์เป็นพนักงานพาร์ทไทม์อยู่ที่ร้านกาแฟและเบเกอรี่ชื่อคาฟีพาโครสเตร็ท ตั้งอยู่ใจกลางเมืองบลอมเบิร์กจังหวัดเวสตาย็อตตาแลนด์ ประเทศสวีเด็น (Blomberg, Västra Götalands Län, Sweden) เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 10:00น. - 18:00น. โดยในวันที่ 7 มิถุนายน ค.ศ. 2015 นั้น มีพยานพบเห็นครั้งสุดท้ายว่าเธอมาทำงานที่ร้านกาแฟแห่งนี้ตามปกติ โดยในวันดังกล่าวหลังจากที่ลิซ่าปิดร้านเสร็จในเวลา 18:23น. เธอได้ส่งข้อความจากโทรศัพท์มือถือของเธอ เพื่อบอกกับพ่อแม่ที่รออยู่ที่บ้านในเมืองสโควฟเด (Skovde) ในจังหวัดเดียวกัน โดยเธอพิมพ์บอกพวกท่านว่า ตอนนี้เลิกงานแล้วและเธอกำลังจะขี่จักรยานยนต์กลับบ้าน

"ร้านกาแฟคาฟีพาโครสเตร็ท" ที่ลิซ่าหายตัวไป

แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานผิดปกติ เธอก็ยังกลับมาไม่ถึงบ้านเสียที นั่นจึงทำให้พ่อของลิซ่า ตัดสินใจขี่มอเตอร์ไซค์วิ่งออกจากบ้านไปตามเส้นทางสู่ร้านกาแฟด้วยความเป็นห่วง เนื่องจากเขารู้ดีว่าลิซ่าลูกสาวของเขายังขี่มอเตอร์ไซค์ไม่เก่ง โดยเขาเองก็คาดาว่าน่าจะพบลิซ่ากำลังขี่มอเตอร์ไซค์สวนทางกลับมาในระหว่างทางแน่ ๆ จนกระทั่งพ่อของเธอวิ่งไปถึงร้านกาแฟ เขาถึงได้พบว่ามอเตอร์ไซค์ของเธอยังคงจอดอยู่โดยที่ตัวรถยังมีกุญแจเสียบคาเอาไว้ นั่นจึงทำให้พ่อของลิซ่าลงจากรถแล้วเดินค้นหาเธอรอบร้าน จนถึงเวลา 21:47น. พ่อของเธอจึงตัดสินใจเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าตำรวจ ว่าลูกสาวของเขาหายตัวไปอย่างลึกลับ

หลังจากแจ้งเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมหน่วยสุนัขดมกลิ่นก็รีบค้นหาตัวของลิซ่าตั้งแต่บริเวณตัวร้านกาแฟแห่งนี้ไปพร้อม ๆ กับเจ้าหน้าที่อีกส่วน ที่ช่วยออกตามหาเธอในบ้านของเพื่อน ๆ หน่วยสุนัขตำรวจพยายามค้นหาเธอตั้งแต่บริเวณร้านกาแฟ ไปจนถึงโรงนาขนาดใหญ่ที่อยู่ในบริเวณใกล้ ๆ แต่พวกเขาก็ไม่พบร่องรอยของเธอเลยแม้แต่น้อย

จนการค้นหาผ่านพ้นข้ามคืนไปถึงวันจันทร์เจ้าหน้าที่ก็พบหลักฐานชิ้นแรก โดยชายคนหนึ่งได้นำมันมาส่งให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งสิ่งที่ชายคนนี้พบนั้นมันก็คือถุงมือข้างหนึ่งของใครบางคน หลังจากการตรวจสอบแล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจก็พบว่ามันเป็นของของลิซ่า โฮล์มแน่ ๆ โดยในตอนแรกนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจเห็นว่าชายคนนี้เป็นเพียงพนักงานที่ทำงานอยู่ในฟาร์มมาร์ทอร์ฟ ที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับร้านกาแฟที่เธอทำงานอยู่ และการที่เขานำหลักฐานชิ้นสำคัญชิ้นนี้มาให้ มันก็ทำให้ตำรวจไม่ได้ติดใจสงสัยอะไรในตัวเขา และทำการสืบหาลิซ่ากันอย่างเต็มที่ต่อไป

พอย่างเข้าวันอังคารที่ 9 มิถุนายน ค.ศ. 2015 หน่วยค้นหาอีกหน่วยที่แยกออกมาตรวจสอบบริเวณทางเดินเล็ก ๆ ก็พบหลักฐานเพิ่มเติม พวกเขาพบโทรศัพท์มือถือ ใบเสร็จ รายการอาหาร รวมไปถึงแผ่นป้ายโปรโมชั่นพร้อมกล่องบรรจุของร้านกาแฟที่ลิซ่าทำงานอยู่ตกกระจายอยู่ตามทางเดินแถวนั้น ซึ่งของทุกอย่างได้รับการยืนยันว่ามันเป็นของที่ลิซ่านำติดตัวใส่กระเป๋าเอาไว้

จนเวลาผ่านมาถึงวันที่ 10 มิถุนายน การค้นหาได้เพิ่มกองกำลังเจ้าหน้าที่ช่วยกันออกค้นหาไปทางทิศใต้และตะวันออกของตัวร้านกันต่อไป

หน่วยค้นหาคนหายของประเทศสวีเดน ได้ส่งอาสาสมัครจำนวนหนึ่งมาช่วยค้นหาด้วยอีกแรง จนเวลาผ่านไปถึงช่วงตอนเย็นวันนั้น พวกเขาก็พบกับโรงนาอีกแห่งหนึ่ง และที่นี่พวกเขาก็ได้พบกับเอกสารเพิ่มเติม มันคือใบขับขี่และพวงกุญแจของใครสักคน ซึ่งหลังจากตรวจสอบหมายเลขประจำตัวที่ปรากฏอยู่ในใบขับขี่แล้ว เจ้าหน้าที่ก็พบว่ามันเป็นของลิซ่า โฮล์ม ส่วนพวงกุญแจนั้นก็คือลูกกกุญแจสำรองของมอเตอร์ไซค์ที่ลิซ่าน่าจะเก็บไว้คู่กับใบขับขี่นั่นเอง

หลังจากพบหลักฐานต่าง ๆ กระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเริ่มตั้งสมมติฐานหาตัวคนร้าย โดยพวกเขาคาดว่าคนร้ายนั้นน่าจะรู้จักกับลิซ่าอยู่บ้าง โดยในวันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พวกเขาจึงเริ่มออกสืบสวนตามหาผู้ต้องสงสัยไปพร้อม ๆ กับการตามหาตัวของลิซ่า ด้วยการออกสืบหาตั้งแต่ฟาร์มมาทอร์ฟเรื่อยไปจนถึงบริเวณบ้านเรือนในบล็อมเบิร์กที่อยู่ในรัศมีสองสามกิโลเมตรจากจุดเกิดเหตุ ว่ามีใครหายตัวไปโดยไม่มีเหตุอันควรอีกหรือไม่

ในระหว่างที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังค้นหาอยู่นั้น ก็มีคนสองคนขับรถวิ่งเข้ามาในฟาร์มมาร์ทอร์ฟ โดยพวกเขาได้เข้ามาแจ้งกับเจ้าหน้าที่ว่า มีชายคนหนึ่งหายตัวไปหลังจากวันเกิดเหตุ ซึ่งพวกเขาคิดว่าชายคนนี้ดูน่าสงสัยมาก จึงได้ตัดสินใจเดินทางมาแจ้งให้เจ้าหน้าที่รับทราบเอาไว้

หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจรับแจ้งความเรียบร้อย พวกเขาก็ค้นหากันต่อจนถึงบริเวณซากรถเก่าที่ถูกจอดทิ้งไว้ในฟาร์มมาร์ทอร์ฟแห่งนี้ แล้วพวกเขาก็พบเสื้อแจ็กเก็ตกับหมวกกันน็อคของใครบางคนถูกทิ้งอยู่ในซากรถคันดังกล่าว จนเมื่อเจ้าหน้าที่นำหลักฐานมาตรวจสอบพวกเขาก็พบว่ามันเป็นของลิซ่า โฮล์มเช่นกัน นั่นจึงทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเพิ่มกำลังในค้นหาเธอไปทั่วฟาร์มมาทอร์ฟแห่งนี้ทันที และในเย็นวันนั้นเจ้าหน้าที่ก็ได้พบกับศพของลิซ่า โฮล์ม ถูกซ่อนอยู่ในตู้เก็บเครื่องมือภายในโรงนาที่อยู่ห่างออกไปจากซากรถเก่าไปเพียง 20 เมตร เท่านั้น

ตู้ที่พบร่างไร้วิญญาณของเธอ

หลังจากศพของลิซ่า โฮล์มถูกส่งไปชันสูตรที่นิติเวช เจ้าหน้าที่ก็แจ้งผลการตรวจสอบออกมาว่า ลิซ่า โฮล์มน่าจะเสียชีวิตโดยการถูกอะไรบางอย่างรัดคอ ไม่ก็ถูกของมีคมแทงจนเสียชีวิต โดยเจ้าหน้าที่ไม่สามารถระบุชี้ชัดได้เนื่องจากเธอถูกกระทำทั้งสองอย่างในเวลาใกล้เคียงกัน

แต่ถึงจะสรุปสาเหตุการตายยังไม่ได้ เจ้าหน้าที่ก็ยังสามารถตรวจพบ DNA ที่น่าจะเป็นของคนร้ายได้จากศพของเธอ และในจุดเกิดเหตุรวมไปถึงเสื้อผ้าของลิซ่านับสิบจุด โดยผลการตรวจก็บ่งชี้ออกมาว่า DNA ทั้งหมดมาจากคนร้ายเพียงคนเดียว และโชคก็ยังเข้าข้างเจ้าหน้าที่เพราะหลังจากที่นำผล DNA ไปตรวจสอบในฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์แล้ว รหัสพันธุกรรมของคนร้ายก็ไปตรงกับชายผู้ถือสัญชาติลิธัวเนีย อายุประมาณ 35 ปี ชายคนเดียวกันกับที่ส่งถุงมือของลิซ่าให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ชายคนนี้ก็คือ เนอริจุส  บิเลวิชิอุสนั่นเอง




 
"ถุงมือ" ที่คนร้ายนำมาให้ตำรวจ และของที่พบในที่เกิดเหตุ

เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจจำเนอริจุสได้ นั่นจึงทำให้พวกเขาสามารถค้นหาและควบคุมตัวได้แทบจะทันที

เพียงแต่ในช่วงการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น เนอริจุสกลับให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยเขาย้ำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าตัวเองไม่ได้เป็นคนร้าย วันนั้นเขานอนหลับทั้งวันและยังมีพยานที่จะช่วยยืนยันที่อยู่ช่วงเวลาเกิดเหตุอีกด้วย และคราบเลือดของเขาที่ถูกพบในบริเวณจุดพบศพนั้นมันเกิดจากการที่เขาได้รับบาดเจ็บจากการทำงาน

พอเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับคำตอบแบบนี้ ก็รู้ทันทีว่าเนอริจุสนั้นไม่ยอมรับสารภาพง่าย ๆ แต่ไม่ว่าเขาจะพยายามปฏิเสธอย่างไร มันก็ยังมีหลักฐานเด็ดอยู่ในมือของเจ้าหน้าที่อยู่ดี และสิ่งนี้มันก็ได้ทำให้เจ้าหน้าที่สอบสวนตัดสินใจยื่นคดีขึ้นสู่ชั้นศาล แม้เนอริจุสจะยืนกรานว่าตัวเองไม่ได้ทำก็ตาม

พอเนอริจุสถูกนำตัวขึ้นศาลในวันแรกอัยการก็เริ่มเบิกความกล่าวหาเนอริจุสว่า เขาคือผู้ที่เรียกลิซ่า โฮล์มในขณะที่เธอกำลังจะสตาร์ทรถมอเตอร์ไซค์กลับบ้าน จากนั้นเขาก็จับตัวลิซ่าขึ้นรถและสังหารเธอในโรงนาที่เจ้าหน้าที่พบหลักฐานใบขับขี่ พอสังหารเสร็จเนอริจุสก็อุ้มศพของลิซ่าโยนขึ้นรถขับกลับมายังฟาร์มมอร์ทอร์พ เพื่อนำศพของเธอไปซ่อนในตู้เก็บเครื่องมือ

จากนั้นทนายของเนอริจุสได้ค้านคำกล่าวหานี้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างนี้มันเกิดมาจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมโนเอาเองว่าเนอริจุสเป็นฆาตกร ซึ่งถือว่าเป็นการด่วนตัดสินจนเกินไป แถมคนที่เอาถุงมือของลิซ่าส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมันก็คือเนอริจุสไม่ใช่หรือ ? ถ้าเขาเป็นคนร้ายเขาจะทำแบบนั้นไปทำไม ? สู้อยู่เงียบ ๆ ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ไม่พบอะไรเลย มันจะไม่ง่ายกว่าหรือเปล่า ?

ส่วนการพิจารณาคดีในวันที่สองนั้น พอถึงตาเนอริจุสขึ้นให้การเขาก็บอกกับศาลว่า จริง ๆ แล้วในวันดังกล่าวมันเป็นวันหยุดของเขา เขาใช้เวลาทั้งวันหมดไปกับการนอนพักผ่อน และช่วงเวลาทุ่มครึ่งของวันนั้นเขามีหลักฐานหยานยืนยันคือแม่ของเขาที่ได้พูดคุยกันผ่านโปรแกรมสไกป์ และตัวของเขานั้นไม่เคยพบกับลิซ่ามาก่อน จะเคยเห็นก็เพียงภาพถ่ายจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น และตัวเขาเองก็เข้าใจความรู้สึกของพ่อแม่ลิซ่าเป็นอย่างดีเพราะเขาก็เป็นพ่อคนเช่นกัน

พออัยการงัดหลักฐานเด็ดเป็นผล DNA ที่พบบนเสื้อผ้าและเส้นผมของศพ เนอริจุสก็ตอบว่าในฟาร์มมันก็มีเลือดเขาเลอะอยู่ไปทั่วนั่นแหละ เพราะเขาได้รับบาดเจ็บจากการทำงานอยู่บ่อย ๆ เท่านั้นเอง

และเมื่ออัยการพูดถึงภาพลามกจำนวนมากที่ถูกพบในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเนอริจุส ว่ามันก็น่าจะเป็นพื้นฐานของผู้มีจิตวิปริตที่มีความต้องการทางเพศสูง จนอาจสามารถออกไปก่อเหตุข่มขืนจริง ๆ ได้ ทนายของเนอริจุสก็ได้ค้านในข้อกล่าวหานี้ว่า มันไม่ใช่สิ่งผิดปกติเพราะการมีของอะไรแบบนี้เก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์มันเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ผู้ชายต่างหาก ซึ่งศาลก็รับฟังในเหตุผลนี้

สุดท้ายอัยการจึงได้กล่าวปิดคดี ว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นทั้งหมดมันก็มาจากความต้องการทางเพศอย่างรุนแรงของเนอริจุส ที่ได้กระทำต่อเด็กสาวอายุเพียง 17 ปี โดยวางแผนการมาอย่างดี และขอให้ศาลพิจารณาโทษสูงสุดให้กับฆาตกรคนนี้ เพื่อมอบความยุติธรรมให้กับลิซ่า

ส่วนพ่อของลิซ่าที่มานั่งดูการพิจารณาคดีอยู่ตลอดก็ได้บอกกับนักข่าวว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในศาลมันก็คือส่วนหนึ่งในกระบวนการยุติธรรม แต่เขาไม่ชอบช่วงเวลานี้เอาเสียเลย และยังได้ยืนยันว่าลูกสาวของเขานั้นเป็นคนขี้อายและไม่มีทางไว้ใจคนแปลกหน้าจนไปไหนมาไหนด้วยอย่างแน่นอน

ในที่สุดวันที่ 17 พฤศจิกายน ค.ศ. 2015 ศาลชั้นต้นก็พิพากษาโทษให้เนอริจุส บิเลวิชิอุส ได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิต โดยจะไม่ได้รับสิทธิในการขออภัยโทษใด ๆ ตลอดกาล

ต่อมาเนอริจุสได้ยื่นขออุทธรณ์ต่อศาลและยังคงยืนยันว่าตัวเองนั้นไม่ได้ทำ โดยยืนกรานในพยานและหลักฐานที่อยู่ของตัวเองเช่นเดิม และพยายามชี้นำศาลว่า DNA ที่พบในโรงนาแห่งนั้นมันใช้ไม่ได้ เนื่องจากเขาเคยได้รับบาดเจ็บจนเลือดตกยางออกระหว่างทำงานในที่แห่งนั้นอยู่บ่อยครั้ง มันคงอาจไปติดอยู่บนตัวของศพในช่วงที่คนร้ายตัวจริงกำลังทำการเคลื่อนย้ายร่างของเธอก็เป็นได้

นั่นจึงทำให้ทางอัยการต้องแจงรายละเอียดให้ศาลอุทธรณ์ทราบอีกครั้งว่า DNA ที่ถูกพบบนตัวของลิซ่านั้น มันติดอยู่ตามเสื้อผ้าชุดชั้นในรวมไปถึงไรเส้นผมของเธอ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดจากศพของเธอไปโดนกับคราบเลือดเก่าของคนเนอริจุส เพราะการที่คราบเลือดของคนร้ายจะประทับอยู่บนตัวของผู้เสียชีวิตได้ มันต้องเกิดจากเลือดสด ๆ เท่านั้น และเมื่อผล DNA มันบ่งชี้มาที่ตัวของเนอริจุสมันก็ย่อมหมายความว่า เขานั้นก็คือคนร้ายตัวจริงอย่างแน่นอน !



คราบเลือดที่ติดอยู่ในที่ต่างๆ จำนวนมาก

จากนั้นอัยการจึงได้งัดไม้ตายใหม่มาใช้ โดยขอเบิกตัวพยานปากสำคัญขึ้นให้การกับศาล ซึ่งพยานคนนี้ยืนยันว่าในช่วงก่อนที่ลิซ่าจะเสียชีวิต เขาเห็นเนอริจุสพูดคุยกับเธอในช่วงระหว่างที่เธอกำลังวิ่งจ็อกกิ้ง บนถนนที่เชื่อมจากตำบลคาลบีไปจนถึงเมืองบล็อมเบิร์ก โดยพยานจำได้ว่าเนอริจุสได้เข้าไปถามทางกับเธอเพื่อจะเดินทางไปยังอำเภอมิเดลพลานา ซึ่งลิซ่าเองก็ได้ใช้มือถือของเธอเปิดแผนที่ให้เนอริจุสดู โดยพยานเห็นเนอริจุสพยายามขอให้ลิซ่าขึ้นรถของเขาเพื่อช่วยนำทาง ซึ่งในตอนนั้นลิซ่าเองก็น่าจะสังเกตเห็นพิรุธเธอจึงตัดสินใจวิ่งหนี และสิ่งนี้ก็คือหลักฐานสำคัญที่หักล้างคำให้การของเนอริจุสที่บอกกับศาลว่า เขาไม่เคยพบกับลิซ่ามาก่อน

ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับภาพลามกภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเนอริจุส รวมไปถึงร่องรอยการสาวแหนที่พ่นเลอะเทอะอยู่ทั่วบริเวณโรงนาซึ่งเป็นที่ทำงานของเขานั้น ทางศาลอุทธรณ์ไม่ได้นำมาใช้เป็นข้อมูลร่วมในการพิจารณาคดีแต่อย่างใด เพราะเพียงแค่หลักฐาน DNA ที่พบบนตัวของลิซ่า รวมไปถึงพยานบุคคลมันก็น่าจะมากพอกับการตัดสินคดีแล้ว

สถานที่เกิดเหตุทั้งหมด

ในที่สุดศาลอุทธรณ์ก็ได้พิพากษายืนโทษจำคุกตลอดชีวิตแก่เนอริจุสอีกครั้ง ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2016

โดยศาลอุทธรณ์ได้พุ่งประเด็นถึงแรงจูงใจที่ทำให้เนอริจุสลงมือก่อเหตุฆาตกรรมเด็กสาวอายุ 17 ปีว่า มันเป็นเพราะความต้องการทางเพศเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งจริง ๆ แล้วถ้าจะให้ศาลพิจารณากันแบบรวบรัดตัดความ เนอริจุสสมควรได้รับโทษประหารเสียด้วยซ้ำ เพราะพฤติกรรมทุกอย่างมันบ่งบอกชัดเจนว่าเขาวางแผนการนี้มาอย่างดี ขนาดลิซ่าที่รู้ตัวว่าชายคนนี้น่าจะคิดร้ายเขาก็ยังหาทางทำร้ายเธอจนสำเร็จได้แบบนั้น

ต่อมาในวันที่ 15 เมษายน ค.ศ. 2016 เนอริจุสก็ได้ขอให้ศาลฏีกาพิจารณาคดีนี้อีกครั้ง โดยครั้งนี้ศาลได้ยอมให้ทางอัยการนำหลักฐานข้อมูลในคอมพิวเตอร์ของเนอริจุสมาใช้ร่วมในการพิจารณาคดี รวมถึงการระบุจุดที่พบ DNA ของเขาบนเสื้อผ้าชุดชั้นในและเส้นผมของเหยื่อโดยละเอียดมากกว่าเดิม โดยอัยการพยายามชี้ให้ศาลเห็นว่า เนอริจุสตั้งใจสังหารลิซ่าอย่างเหี้ยมโหดแน่นอน

จนถึงวันที่ 2 พฤษภาคม ค.ศ. 2016 ศาลสูงสุดก็ยังคงพิพากษายืนโทษจำคุกตลอดชีวิตแก่เนอจิรุส บิเลวิชิอุส ตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์นั่นเอง


ต่อมาในวันที่ 4 กรกฎาคมปีเดียวกัน ก็ได้มีการประกาศออกมาว่า ตอนนี้เนอริจุส บิเลวิชิอุส ถูกย้ายตัวไปขังในเรือนจำโนร์ทาลิเย (Norrtälje) ซึ่งถือเป็นสถานกักกันที่มีความเข้มงวดสูงสุดของประเทศสวีเดนเพื่อชดใช้กรรมที่ตัวของเขาได้ก่อเอาไว้กันต่อไป

ส่วนกรณีคลิปที่เธออัพโหลดเอาไว้ในเว็บไซต์ยูทูปนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ให้ความสำคัญใด ๆ ซึ่งถ้าเราสังเกตที่คลิปดังกล่าวนั้นให้ดี ๆ เราจะพบโลโก้ของเว็บไซต์แห่งหนึ่งปรากฏอยู่ใต้เลขเวลาที่นับถอยหลัง โดยโลโก้นั้นระบุว่ามันคือเว็บไซต์ VJWORLD.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์จำหน่ายภาพเคลื่อนไหว หรือที่เราเรียกกันว่าฟุตเทจ ที่คนในวงการตัดต่อวิดีโอนิยมซื้อไปใช้ เพื่อประกอบการทำงานของตัวเอง ซึ่งทางเว็บไซต์ดังกล่าวได้อัพโหลดคลิปตัวอย่างไว้ที่เว็บไซต์ยูทูปชาแนล VJWorldTube ในคลิปชื่อ 1 Minute Countdown Clock Timer

โดยเธอได้โพสต์เอาไว้เพียง 10 วินาทีแรกของคลิปเท่านั้น ส่วนที่มีผู้ให้ข้อสังเกตว่าเธอได้อัพโหลดคลิปค้างไว้อีกคลิปหนึ่งนั้น เราคงไม่จำเป็นต้องวิเคราะห์ใด ๆ เพราะมันเป็นเพียงแผนที่ของเมืองที่เธออาศัยอยู่ มันอาจเป็นเส้นทางการวิ่งจ็อกกิ้งของเธอหรืออาจจะไม่มีอะไรเลยก็เป็นได้ เพราะคลิปที่ถูกซ่อนไว้นั้นถูกอ้างว่า มีแฮ็กเกอร์สามารถเจาะเข้าไปดู ซึ่งมันก็อาจจะเป็นเพียงเรื่องที่ถูกแต่งขึ้นมาจากนักแต่งนิยายในอินเตอร์เน็ตเท่านั้น

ดังนั้นการเสียชีวิตของลิซ่าจึงเป็นคดีปริศนาเฉพาะกับผู้ที่ต้องการให้มันเป็น ซึ่งก็คงไม่ใช่สำหรับเหล่าวัยรุ่นชาวสวีเดนอย่างแน่นอน เพราะหลังจากข่าวการเสียชีวิตของเธอถูกเสนอตามสื่อในประเทศ เหล่าวัยรุ่นมากมายต่างนำภาพของเธอมารวบรวมทำเป็นคลิปไว้อาลัยให้กับเหตุการณ์นี้ โดยทุกคลิปล้วนถูกทำเอาไว้ในภาษาสวีดิช และด้วยกำแพงของภาษานั่นจึงทำให้ข่าวการพิจารณาคดีของเธอไม่ได้ถูกนำเสนอออกมาภายนอกประเทศเลย จนกระทั่งถึงช่วงปลายปี ค.ศ. 2016 สื่อภาษาอังกฤษจึงเริ่มนำข่าวผลการพิจารณาคดีนี้มานำเสนอ โดยไม่ได้นำเรื่องราวคลิปปริศนามาเป็นตัวขายข่าวแต่อย่างใด

มิติที่ 6 เองก็พบกับรายละเอียดของคดีนี้ในตั้งแต่ช่วงก่อนพบศพ จนถึงช่วงจบการพิจารณาคดีจริง ๆ จากเว็บไซต์วิกิพีเดียของประเทศสวีเด็น รวมไปถึงเว็บไซต์ข่าวที่ใช้ภาษาสวีดิชทั้งหมด ดังนั้นหากมีข้อมูลใด ๆ คลาดเคลื่อนทางรายการก็ขอน้อมรับความผิดพลาดทั้งหมดมา ณ ที่นี้

ซึ่งจากคดีนี้ก็ทำให้เราพบว่า ในขณะที่อีกประเทศหนึ่งกำลังสนุกสนานอยู่กับการสร้างปริศนาจากคดีฆาตกรรม อีกด้านที่เป็นต้นทางของเรื่องราวนั้นกลับพยายามสืบสวนสอบสวนคดีจนพบตัวคนร้ายไปนานแล้ว ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้ก็ยังคงเกิดขึ้นเสมอมาตั้งแต่ในอดีตถึงปัจจุบัน

เพียงแต่สิ่งสำคัญที่มิติที่ 6 อยากให้ท่านผู้ชมให้ความสำคัญไปที่การพูดคุยกับคนแปลกหน้าที่เราไม่รู้จัก พยายามอย่าเปิดโอกาสให้คนร้ายด้วยการอยู่เพียงลำพังในเวลากลางคืน เพราะขนาดในคดีของลิซา โฮล์มที่เกิดขึ้นในชวงหัวค่ำ คนร้ายก็ยังสบโอกาสก่อเหตุได้ง่าย ๆ เพราะสุดท้ายชีวิตของเรามันก็อยู่ที่ตัวเราต้องดูแลตัวเอง ให้สามารถรอดพ้นจากฆาตกรโรคจิตกันอยู่ดี


หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้ สวัสดี

เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา :
Wikipedia Se - Mordet på Lisa Holm
The Local Se - Prosecutors quiet about Lisa Holm death cause
The Local Se - Life in prison for man who killed Swedish teen
Youtube - TRUCKFIGHTERS - Calm Before The Storm (OFFICIAL VIDEO)
Youtube - Mordet på Lisa Holm - här är allt som hänt - Nyheterna (TV4)
Youtube - VJWorldTube Channel
Reddit - 17-year old Swedish girl, Lisa Holm, dissapears.Thirteen days earlier a youtube video named ''13'' that shows a countdown is uploaded from a channel called ''Lisa Holm''



วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ รถประจำทางมรณะสาย 375 ตำนานเรื่องจริงจากประเทศจีน !!?





ปัญหาสำคัญของคนไม่มีรถส่วนตัว แล้วจำเป็นต้องเดินทางในเวลากลางคืนนั้น ถ้าไม่สะดวกจะนั่งแท็กซี่ มันก็เหลืออยู่เพียงทางเดียวที่จะทำให้เราสามารถไปถึงที่หมายได้ นั่นก็คือการนั่งรถประจำทาง


มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ ในวันศุกร์สะดวกสัปดาห์นี้ เราจะพาคุณไปพบกับเรื่องราวสยองขวัญของประเทศจีน เรื่องราวของการเดินทางบนรถประจำทางเที่ยวสุดท้าย ที่ไม่มีใครรู้ว่ามันจะเป็นเที่ยวสุดท้ายในชีวิตของคนที่ขึ้นไป ว่าเรื่องนี้.. มันคืออะไรกันแน่ ?


เปิดชมบนยูทูป
ก่อนจะตามหาที่มาของเรื่องเล่าเรื่องนี้ มิติที่ 6 จะขอเล่าเรื่องราวที่ถูกเล่าขานกันมาให้ท่านผู้ชมได้รับทราบกันก่อน


โดยเรื่องราวนั้นมีอยู่ว่า

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ค.ศ. 1995 เวลาเกือบจะเที่ยงคืน รถประจำทางสาย 375 คันสุดท้าย ได้จอดรอผู้โดยสารอยู่ที่ป้ายรถทางประตูด้านใต้ของสวนสาธารณะหยวนหมิงหยวน บนรถประจำทางคันดังกล่าวนั้น มีคนขับ พนักงานเก็บค่าโดยสารหญิง และผู้โดยสารจำนวน 4 คน


ผู้โดยสารที่นั่งอยู่นั้นประกอบไปด้วย คู่รักวัยรุ่นสองคนนั่งอยู่ตรงที่นั่งหลังคนขับ หญิงชราหนึ่งคน และชายหนุ่มอีกหนึ่งคนนั่งอยู่ตรงบริเวณกลางรถ โดยพวกเขาเหล่านี้ล้วนขึ้นรถมาจากป้ายก่อนหน้าแถว ๆ เชิงเขาเจียงชาน ที่แปลว่าเชิงเขากลิ่นหอม ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองมากนัก

หลังจากรถเมล์วิ่งผ่านไปได้ 2 ป้าย พนักงานขับรถก็มองเห็นเงาตะคุ่ม ๆ ของใครบางคน กำลังยืนโบกเรียกรถอยู่ข้างถนน ตอนนั้นลมก็ค่อนข้างจะแรง เนื่องจากมันเป็นช่วงฤดูหนาว นั่นจึงทำให้พนักงานขับรถตัดสินใจจอดรับผู้โดยสารทั้งสองคนขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่บริเวณดังกล่าวไม่ใช่ป้ายจอดรถแต่อย่างใด

แต่เมื่อทุกคนขึ้นมาบนรถจนครบ คนที่นั่งอยู่ก่อนหน้าก็เห็นว่า แท้ที่จริงแล้วพวกเขาขึ้นรถกันมา 3 คน โดยคนหนึ่งที่เกินมานั้นมันก็เป็นเพราะว่า เขาถูกคนที่เหลืออีกสองคนช่วยกันหิ้วปีกขึ้นมา ชายคนแรกผมดูยาวรุงรัง ส่วนคนที่ถูกหิ้วปีกนั้นดูเหมือนเขาจะหมดสติ ศีรษะก้มแกว่งไปตามแรงขยับของคนที่หิ้วปีก แต่ที่มันแปลกก็น่าจะเป็นเพราะทั้งสามคนนี้ แต่งกายอยู่ในชุดโบราณสมัยราชวงศ์ชิงที่พบเห็นได้ในหนังจีนโบราณ ซึ่งการมาของทั้งสามคนนี้ ก็ทำให้ผู้โดยสารที่นั่งอยู่ก่อนหน้ารู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา แต่ละคนถึงกับออกอาการกังวลจนออกนอกหน้า ซึ่งนั่นก็รวมไปถึงพนักงานขับรถที่จะต้องออกรถเดินทางต่อไปด้วย


พนักงานเก็บค่าโดยสารหญิง พยายามทำบรรยากาศให้ดีขึ้นด้วยการพูดมาว่า บางทีพวกเขาทั้งสามคนน่าจะเป็นนักแสดงที่มาถ่ายหนังอยู่แถว ๆ นี้ และพวกเขาอาจจะดื่มกันจนเมาหลังจากที่เลิกงานแล้ว นั่นจึงทำให้ไม่ทันได้เปลี่ยนเครื่องแต่งกายก็เป็นได้ พอเธอพูดจบ ผู้โดยสารทุกคนก็เริ่มผ่อนคลาย จะมีก็เพียงแต่หญิงชราที่ดูยังคงไม่ไว้วางใจ เธอคอยแอบมองไปทางที่นั่งเบาะหลังสุดตลอดเวลา เพราะตอนนี้ผู้โดยสารที่เพิ่งขึ้นมาใหม่ได้นั่งรวมกันอยู่ที่เบาะหลังตรงนั้น

หลังจากรถประจำทางวิ่งผ่านไปอีก 4 ป้าย คู่รักวัยรุ่นที่นั่งอยู่หลังคนขับก็ลงจากรถไป พนักงานขับรถกับพนักงานเก็บค่าโดยสารก็เริ่มจะพูดคุยกันเรื่อยเปื่อยบ้าง แล้วจู่ ๆ หญิงชราก็ลุกขึ้นยืนอย่างกระทันหัน จากนั้นก็หันไปตวาดใส่ชายหนุ่มที่นั่งอยู่เบาะข้างหน้าของเธอ หญิงชราโวยวายว่าชายหนุ่มแอบล้วงเอากระเป๋าเงินของเธอไป ตั้งแต่ตอนที่เธอเดินขึ้นรถมาพร้อมกับเขา

ชายหนุ่มแสดงอาการไม่พอใจขึ้นมาทันที เขาลุกขึ้นยืนมาเถียงหญิงชรารัว ๆ หญิงชราจึงใช้ไม้เท้าเหล็กเกี่ยวคอของชายหนุ่มหมายจะเอาเรื่อง โดยหญิงชราบอกกับชายหนุ่มว่า ที่ป้ายหน้ามันมีสถานีตำรวจอยู่ตรงนั้นพอดี เดี๋ยวเราต้องลงกันที่ป้ายนี้แล้วไปตกลงกันที่สถานีตำรวจกันจะดีกว่า ชายหนุ่มเองก็เห็นด้วย เพราะจะได้พิสูจน์ตัวเองว่าเขานั้นไม่ใช่หัวขโมยสักหน่อย

พอทั้งสองลงรถมาอยู่ที่ป้ายรถเมล์แล้ว รถก็ออกตัววิ่งจากไป หญิงชราทำท่าถอนหายใจราวกับยกภูเขาออกจากอก ชายหนุ่มที่ลงมาด้วยกันเห็นแบบนั้นก็งง เขาถามหญิงชราว่าไหนล่ะสถานีตำรวจ ? จะได้รีบจบ ๆ เรื่องกันเสียที หญิงชราหันมายิ้มให้แล้วบอกกับชายหนุ่มว่า เธอเพิ่งจะช่วยชีวิตของเขาเอาไว้ ยังไม่รีบขอบคุณเธออีก จากนั้นเธอจึงอธิบายถึงสาเหตุที่เธอต้องทำแบบนั้น


เธอบอกว่าชายแต่งตัวแปลก ๆ ทั้งสามคนนั้น ต่างก็ดูไม่น่าไว้ใจเอาเสียเลย ตั้งแต่พวกเขาขึ้นรถมา เธอก็คอยเฝ้ามองดูอยู่ตลอด ลมที่พัดเข้ามาจากหน้าต่างรถตอนนั้น มันพัดเอาชายเสื้อของทั้งสามเปิดออก แล้วเธอก็พบว่าทั้งสามคนนั้นไม่มีขา

ชายหนุ่มได้ยินแบบนั้นก็ถึงกับเหงื่อแตกออกมาทันที ส่วนหญิงชราที่อธิบายทุกอย่างจนจบแล้ว เธอก็บอกให้ชายหนุ่มรีบโทรศัพท์หาตำรวจ เพื่อจะได้ขออาศัยรถของเจ้าหน้าที่ เดินทางกลับบ้านกันต่อไป

วันต่อมาทางบริษัทผู้ประกอบการรถประจำทางสายนี้ก็ออกมาประกาศว่า เมื่อคืนรถประจำทางสาย 375 ได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย รวมถึงคนขับและกระเป๋ารถก็หายไปด้วย ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังพยายามสอบสวนหญิงชราและชายหนุ่มที่น่าจะพบอะไรผิดปกติบ้าง จนทำให้พวกเขาออกอุบายเพื่อขอลงจากรถเมล์มาก่อนที่มันจะหายไป

และคืนนั้นทั้งสองก็ออกมาให้สัมภาษณ์กับนักข่าว โดยรายละเอียดนั้น มันก็ตรงตามที่หญิงชราได้เคยอธิบายเอาไว้

สามวันผ่านมาทางตำรวจก็สามารถค้นหารถประจำทางคันที่หายไปจนพบ มันวิ่งตกลงไปในอ่างเก็บน้ำมียุน ที่อยู่ห่างออกไปกว่า 100 กิโลเมตรจากหุบเขาเจียงชาง และภายในรถคันนั้น เจ้าหน้าที่กู้ภัยพบกับศพ 3 ศพกำลังขึ้นอืด


โดยผู้เสียชีวิตทั้งสามคนนั้นได้แก่คนขับ พนักงานเก็บค่าโดยสารหญิง และชายไม่ทราบชื่ออีกหนึ่งคน ซึ่งชายคนนี้ก็คือคนที่ถูกชายสองคนหิ้วขึ้นมานั่นเอง และเรื่องนี้มันก็ได้กลายเป็นปริศนาขึ้นมา โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจบอกว่า

ตัวรถประจำทางคันนี้ ไม่น่าจะมีเชื้อเพลิงมากพอที่จะวิ่งออกมาได้ไกลขนาดนั้น เนื่องจากมันเป็นรถเที่ยวสุดท้ายที่ผ่านการวิ่งรับส่งผู้โดยสารมาทั้งวันแล้ว

โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่าภายในถังน้ำมันรถประจำทางคันนี้ มีแต่เลือดบรรจุอยู่เต็มถัง ดูแล้วน่ากลัวเป็นอย่างมาก

และศพที่ถูกพบนั้นก็ขึ้นอืด ทั้ง ๆ ที่เวลาเพิ่งผ่านไปเพียง 48 ชั่วโมง และถึงมันจะเป็นช่วงหน้าร้อน กระบวนการที่จะทำให้ศพขึ้นอืดมันก็ไม่น่าจะเร็วขนาดนี้ แถมผลการชันสูตรศพก็บ่งชี้ว่า ไม่มีปัจจัยอะไรมาช่วยเร่งกระบวนการย่อยสลายศพให้ไวกว่าปกติได้เลย

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบไปที่กล้องวงจรปิดที่ได้ติดตั้งเอาไว้ตรงบริเวณทางขึ้นรถ พวกเขาก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใด ๆ ซึ่งมันก็ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่ทราบว่าเพราะอะไรกันแน่ ที่เป็นสาเหตุทำให้รถประจำทางคันนี้ต้องวิ่งออกนอกเส้นทางจนพาผู้โดยสารคนสุดท้ายต้องมาพบกับจุดจบเช่นนี้

--จบ--

เรื่องเล่ารถประจำทางหมายเลข 375 หรือ บัส 375 เป็นเรื่องเล่าสยองขวัญที่โด่งดังเรื่องหนึ่งของประเทศจีน โดยทุกแห่งที่นำเสนอเรื่องราวนี้ต่างก็ระบุว่า มันเป็นเรื่องเล่าที่มีเค้าโครงมาจากเรื่องจริง ที่พูดถึงรถเมล์คันดังกล่าวได้หายไปอย่างอย่างลึกลับ และถูกพบอีกครั้งในอ่างเก็บน้ำมียุน ที่อยู่ห่างออกไปจากเส้นทางปกติถึง 100 กิโลเมตร

เพียงแต่ทุกแห่งที่เสนอเรื่องราวนี้ในภาษาอังกฤษต่างก็ออกตัวว่า เรื่องราวที่นำมาเสนอนั้น อาจมีบางจุดไม่ตรงกันกับแห่งอื่น ๆ โดยระบุว่ามันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมานานแล้ว และในบางแห่งก็สันนิษฐานว่า บางทีหลังจากที่หญิงชรากับชายหนุ่มลงจากรถไป ก็เหลือเพียงผู้โดยสารที่แต่งกายในชุดโบราณสามคน โดยคนที่อยู่ตรงกลางนั้นน่าจะเสียชีวิตไปตั้งแต่แรก และพวกเขาก็อาจจะก่อเหตุฆาตกรรมสังหารพนักงานประจำรถทั้งสอง ก่อนที่จะนำรถไปทิ้งในอ่างเก็บน้ำมียุน ซึ่งเรื่องนี้มันทำให้มิติที่ 6 ตั้งข้อสังเกตเช่นกันว่า บางทีเราอาจจะต้องค้นหาที่มาของเรื่องนี้ จากต้นฉบับภาษาจีน และมันก็น่าจะทำให้ทุกอย่างกระจ่างขึ้นมาบ้าง

หลังจากมิติที่ 6 ได้ตรวจสอบที่มาของเรื่องราวนี้เราก็พบว่า เรื่องเล่ารถประจำทางหมายเลข 375 เรื่องนี้มันเป็น 1 ในรวมเรื่องเล่าลึกลับของประเทศจีนในรอบ 200 ปี ของนักเขียนจีนผู้ใช้นามปากกาว่าทอย สตอรี่ ที่ถูกนำเสนอครั้งแรกในช่วงปี ค.ศ. 2007 และปรับปรุงข้อมูลมาจนถึงปัจจุบัน โดยเรื่องราวเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องราวติดอันดับท้อปเท็นจนถูกนำมาเขียนเป็นบทภาพยนต์ซีรีย์เกรดบีของจีน ชื่อ Chinese Horrro Story ตอนรถบัสผี สาย 375 ที่ถูกวางจำหน่ายในวันที่ 14 พฤศจิกายน ค.ศ. 2015

โปสเตอร์ภาพยนต์ Chinese Horror Story
และถ้าจำกันได้ วันดังกล่าวนี้มันก็ตรงกับวันเกิดเหตุในเรื่องเล่า แถมยังเพิ่มความน่ากลัวขึ้นด้วยการประยุกต์เอาผีดิบซอมบี้เข้ามามีบทบาทในการไล่ตามตัวเอกของเรื่อง

เว็บไซต์วิกิพีเดียของประเทศจีน ได้อธิบายถึงตำนานรถประจำทางสายนี้ว่า ถึงแม้จะมีหลายฝ่ายตั้งสมมติฐานว่า สิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นการฆาตกรรม โดยโยงเรื่องราวไปที่กลุ่มคนสามคน ที่ขึ้นรถในตอนท้าย ว่ามันคือการเล่นละครตบตาของฆาตกร ที่แบกเอาศพขึ้นรถมาด้วย จากนั้นก็ก่อเหตุฆาตกรรม โดยสั่งให้พนักงานขับรถวิ่งออกนอกเส้นทางไปจนถึงอ่างเก็บน้ำ จากนั้นก็ฆ่าทุกคนบนรถ แล้วสตาร์ทรถเข้าเกียร์ เพื่อให้มันวิ่งตกลงไปในอ่างเก็บน้ำเอง

อ่างเก็บน้ำ "มียุน" มีจริง แต่ไม่เคยเกิดรถเมล์ตกบ่อ

ถึงแม้มันจะเป็นสมมติฐานที่มีเหตุผล แต่ทั้งหมดมันก็เป็นเพียงข่าวลือ เพราะจากภาพที่ถูกบันทึกไว้ในกล้องวงจรปิดมันไม่มีอะไรที่แสดงให้เห็นว่า พนักงานขับรถจะถูกใครบังคับให้วิ่งออกนอกเส้นทางไปได้ขนาดนั้น

แต่อย่างไรแล้ว แม้ทุกอย่างจะไม่มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ว่าเรื่องนี้มันเป็นการฆาตกรรมจริง ๆ หรือเป็นเพียงแค่อุบัติเหตุ ก็มีรายการโทรทัศน์ของประเทศจีน นำหลักฐานภาพถ่ายสภาพรถประจำทางสาย 375 ของจริง มาแสดงให้เห็นว่า เรื่องนี้เป็นเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาจริง ๆ เพียงแต่ภาพที่นำมาใช้นั้น ก็เป็นภาพประกอบที่ถูกทำขึ้น ที่สามารถหาได้ตามอินเตอร์เน็ต มันก็ยิ่งทำให้เชื่อได้ว่า บางทีเรื่องนี้อาจเป็นเพียงเรื่องที่ถูกลือกันขึ้นมาหรือเปล่า ?

รายการของจีนเล่าเรื่องนี้ แต่กลับใช้ภาพที่ถูกทำขึ้นในอินเตอร์เน็ต

กลับมาดูในเว็บไซต์วิกิพีเดียของจีน ที่ได้บันทึกเรื่องราวนี้ไว้ในหัวข้อตำนานลี้ลับของประเทศ ก็อธิบายเรื่องราวของรถประจำทางสายนี้เพิ่มเติมว่า สภาพอากาศช่วงหน้าหนาวของประเทศจีนอาจบดบังวิสัยทัศน์จนทำให้พนักงานขับรถวิ่งออกนอกเส้นทางไป และตัวอ่างเก็บน้ำที่ว่านั้น มันก็อาจจะไม่ได้อยู่ห่างออกไปไกลถึง 100 กิโลเมตร และรถประจำทางมันก็อาจไม่ได้วิ่งตกลงไปในอ่างเก็บน้ำ เพราะแม้ในเรื่องเล่าภาษาอังกฤษจะมีการระบุถึงชื่ออ่างเก็บน้ำก็จริง แต่ในต้นฉบับภาษาจีนที่ถูกบันทึกไว้ในวิกิพีเดียนั้น กลับไม่ได้พูดถึงอ่างเก็บน้ำ รวมถึงระยะทางที่รถประจำทางคันนี้วิ่งออกเส้นทางไปเลยแม้แต่น้อย โดยในต้นฉบับนั้นบอกว่า รถประจำทางคันนี้ประสบอุบัติเหตุวิ่งตกภูเขา และสิ่งนี้มันก็ดูจะสมเหตุสมผล มากกว่าที่มันจะตกลงไปในอ่างเก็บน้ำ

แต่จริง ๆ ในจีนมีอุบัติเหตุรถวิ่งตกเชิงเขาบ่อย เพราะสภาพอากาศบดบังวิสัยทัศน์

ส่วนชายสามคนบนรถเมล์นั้น ก็น่าจะเป็นเพียงคนเมาสามคนตามที่กระเป๋ารถเมล์บอก เพราะเธอสามารถเดินไปเก็บค่าโดยสารใกล้ ๆ และน่าจะจะได้กลิ่นเหล้าที่ระเหยออกมาจากตัวของชายทั้งสาม นั่นจึงทำให้เธอสามารถพูดกับทุกคนในรถได้ว่า พวกเขาน่าจะนั่งดื่มกันจนเมาลืมเวลา จนต้องมาโบกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย นอกป้ายจอดรถท่ามกลางอากาศหนาวแบบนั้น

ส่วนที่หญิงชราบอกกับชายหนุ่มว่า ชายทั้งสามคนนั้นไม่มีขาเราก็ต้องฟังหูไว้หู เพราะเหตุมันเกิดตอนกลางคืน ไฟในรถประจำทางที่ติดอยูด้านบนก็น่าจะมีผลทำให้หญิงชรามองเห็นทุกอย่างผิดเพี้ยนไปบ้าง เพียงแต่ก็ถือว่าเธอโชคดีที่ตัดสินใจหาเรื่องชายหนุ่มเพื่อลงไปจากรถ ก่อนที่มันจะประสบอุบัติเหตุร้ายแรง

ซึ่งถ้าทุกอย่างมันเป็นอย่างที่หญิงชราพูดจริง ตอนที่ชายทั้งสามคนขึ้นรถมา คนที่นั่งรถอยู่ก่อนก็น่าจะสังเกตเห็นความผิดปกตินี้ได้ตั้งแต่แรกแล้ว เพราะทั้งสามคนแต่งตัวออกจะเด่นขนาดนั้น ทุกคนบนรถย่อมมองอย่างละเอียดตั้งแต่หัวจรดเท้าแน่นอน

ดังนั้นข่าวลือมันก็คือข่าวลือ เพียงแต่เรื่องราวในข่าวลือมันก็ทำให้เราต้องขนลุก จนถึงกับทำให้มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ ต้องพยายามค้นหาที่มาของเรื่องราวนี้ให้ชัดเจนที่สุด ก่อนที่จะเข้านอนต่อไปอย่างสบายใจไร้กังวล

ถ้าหากว่ามีใครนำเรื่องรถประจำทางสาย 375 ของจีน มาเล่าสู่กันฟังในวงสนทนา มิติที่ 6 ก็อยากจะบอกกับท่านผู้ชมว่า ขอพวกเราจงอย่าได้ไปทำอะไร ที่จะทำให้เรื่องเล่านี้ต้องหยุดชะงักไปในกลางทางจะดีที่สุด นั่นก็เป็นเพราะว่า ความจริงนั้น..มันช่างไม่มีเสน่ห์..เอาเสียเลย !!!

ถ้าเป็นเจย์ โชว์ คงไม่ต้องให้ใครหิ้วปีก

อย่าลืมติดตามรายการมิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญกับเรื่องราวเบา ๆ พร้อมกับที่มาของมันกันได้ทุกวันศุกร์สะดวก และหลังจากจบรายการแล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้ สวัสดี

เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอขอบคุณที่มา
Story for Kids - BUS 375
Google - 灵臆事件
Zn Wikipedia - 都市传说列表
jpgushi.com - 1995年北京375路公交车灵异事件详解
jpgushi.com - 中国200年来的未解之谜一览

วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 | 14 คดีคู่รักสยองขวัญในวันวาเลนไทน์ !!!



วันแห่งความรัก ผู้คนมักจะนึกถึงวันเริ่มต้นชีวิตของคนมีคู่ แต่สำหรับคู่รักบางคู่ พวกเขากลับเลือกที่จะใช้วันนี้เป็นวันจบทุกสิ่งทุกอย่าง และถึงบางคนจะไม่อยากจบ แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าอีกฝ่ายจะคิดเหมือนกันเสมอไป
มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาท่านผู้ชมไปพบกับอีกด้านของวันวาเลนไทน์ กับชีวิตบั้นปลายของ 14 คู่รัก ที่บางคู่ก็ต้องการ บางคู่ก็ไม่ต้องการ ด้วยเหตุผลที่คนนอกอย่างเราไม่มีทางเข้าใจ !!!


คดีที่ 1 คู่รักสูงวัยตััดสินใจจบทุกสิ่งไว้ในวันแห่งความรัก

ในวันแห่งความรักของปี ค.ศ. 2015 ที่ผ่านมา หน่วยตำรวจนายอำเภอเมดิสันของรัฐอลาบามา ได้พบศพสองสามีภรรยาสูงอายุนอนเสียชีวิตอยู่ภายในบ้าน หลังจากตรวจสอบจุดเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่าน่าจะเกิดเหตุฆาตกรรมและฆ่าตัวตายตาม โดยหลักฐานในที่เกิดเหตุชี้ว่า สามีวัย 77 ปี เป็นผู้ลงมือใช้ปืนยิงภรรยาวัย 76 ปี จนแน่ใจว่าเธอเสียชีวิตแล้วจึงฆ่าตัวตายตาม จากรายงานของเว็บไซต์ AL.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ของรัฐอลาบามานั้น ได้เผยแพร่บันทึกของเจ้าหน้าที่ตำรวจเอาไว้ว่า ในเหตุการณ์นี้ไม่พบว่ามีร่องรอยการต่อสู้ใด ๆ และทั้งสามีภรรยาต่างก็มีโรคภัยรุมเร้ามาอย่างยาวนาน


ถ้าคดีนี้มันยังดูเป็นเรื่องทั่วไปที่สามารถพบได้ทุกวันในบ้านเราแล้วล่ะก็ ลองมาดูคดีที่สองกันบ้างว่ามันจะมีแง่มุมไหนที่ทำให้เราได้เห็นคุณค่าของความรักเพิ่มมากขึ้น



คดีที่ 2 ออสก้า พิสโทเรียส กับคดีฆาตกรรมแฟนสาว

ออสก้า พิสโทเรียสเขาขาพิการทั้งสองข้างและเป็นนักกีฬาพาราลิมปิกประเภทวิ่งแข่ง โดยเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2013 ออสก้าได้ลั่นไกสังหารแฟนสาวผู้มีอาชีพเป็นนางแบบชื่อรีวา สทีนแคมพ์ ภายในบ้านที่เปรโตเรียประเทศอัฟริกาใต้ โดยในตอนแรกนั้นออสก้าถูกจับในข้อหาฆาตกรรม แต่ภายหลังจากการเบิกความในศาลออสก้าพูดซ้ำ ๆ กันว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันคืออุบัติเหตุ เขาเพียงเข้าใจว่าภรรยาของเขานอกใจเท่านั้น


โดยเหตุการณ์นี้ทำให้เหล่าสปอนเซอร์ของเขา ไม่ว่าจะเป็นค่ายมือถือ แว่นตานักกีฬา และรองเท้านักกีฬายี่ห้อดัง ต่างก็ออกมาแสดงความเสียใจและตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น


เจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็พยายามหาสาเหตุว่า ออสก้าเข้าใจอะไรผิดในตัวภรรยาจนถึงขนาดต้องตัดสินใจทำแบบนี้ พวกเขาก็พบว่าก่อนที่นักกีฬาพาราลิมปิกประเภทวิ่งแข่ง 200 และ 400 เมตร เจ้าของฉายาใบมีดลมกรดจะตัดสินใจสังหารภรรยาตัวเองนั้น มันก็เพียงเพราะเขาไปพบข้อความที่รีวาโพสต์เอาไว้ในเฟซบุ๊กว่า “พรุ่งนี้คุณจะเอาแรงที่ไหนมาใช้ยกแขนกอดคนที่คุณรักได้”


โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็ยังไม่ปักใจว่าสิ่งนี้คือสาเหตุที่แท้จริง และมองว่าบางทีในช่วงเวลาที่ก่อเหตุนั้น ออสก้าอาจกำลังเมาสุราจนขาดสติก็ได้


คดีที่สองที่จบไปมันก็ไม่ต่างอะไรกับบ้านเราสักเท่าไหร่ งั้นมาดูเลิฟสตอรี่ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ ในคดีที่ 3 กันบ้าง



คดีที่ 3 เอารักเก่าหั่นเก็บไว้ ส่วนรักใหม่ไปหาในคุก !


"สตีเฟน แกรนท์" และ "ท่ารา" ภรรยาสาว

ในวันวาเลนไทน์ของปี ค.ศ. 2007 ณ สถานีตำรวจเมืองมาคอมบ์รัฐวอชิงตันประเทศสหรัฐอเมริกา สตีเฟน แกรนท์ เดินเข้ามาแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าภรรยาของเขาหายไป แต่สามสัปดาห์ต่อมาศพของเธอก็ถูกพบในโรงรถของสตีเฟนนั่นเอง ภรรยาของเขาชื่อทารา ลินน์ อายุ 34 ปี ซึ่งถ้ามองกันด้วยตรรกะแบบตำรวจแล้ว คนร้ายมันก็ไม่น่าจะใช่ใครที่ไหนไกล เพราะลองเธอเสียชีวิตในโรงรถของบ้านสามีแบบนั้น คนร้ายก็ต้องไม่พ้นสตีเฟนนั่นเอง
แต่สิ่งที่ยิ่งกว่านั้นก็คือ ในช่วงเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนสตีเฟนก่อนจะมาพบศพนั้น เขาบอกว่านอกจากภรรยาของเขาจะหายไปแล้ว ก็ยังมีแม่และลูก ๆ อีกสองคนที่หายไปตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ด้วยเช่นกัน และเขาก็ยังบอกกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกว่า ภรรยาของเขาน่าจะแอบกลับไปทำงานเดิมที่บ้านเกิดในเปอโตริโก้ และยังทะเลาะกับเขาก่อนที่เจ้าตัวจะขึ้นรถลึกลับสีดำสนิทจากไป


ต่อมาเจ้าหน้าที่ก็พบศพเพิ่มเติมอยู่ภายในบ้านของเขา ซึ่งศพที่ว่านี้ก็มีแต่เพียงชิ้นส่วนของร่างกายบางส่วน และพบอีกหลายส่วนอยู่ในบริเวณป่าใกล้ ๆ สวนสาธารณะสโตนีครีคเมโทรพาร์ค ซึ่งสตีเฟนเองก็ยังไม่ยอมรับสารภาพ ทั้ง ๆ ที่พบซากศพอยู่ทนโท่แบบนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงต้องควบคุมตัวของเขาเอาไว้ก่อน
เพราะก่อนที่พวกเขาจะพบศพเหล่านี้ สตีเฟนนั้นดูเหมือนกับสามีผู้รักภรรยาเป็นอย่างมาก มันทำให้พวกเขาเองก็ยังไม่แน่ใจว่าสตีเฟนจะเป็นคนร้ายจริง ๆ หรือเปล่า แถมยังพบจดหมายติดต่อจากภรรยาหลังที่เธอทิ้งเขาไป ว่ามันมาจากสถานที่หนึ่งในเปอโตริโก้ ซึ่งแน่นอนว่าในภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจก็พบว่าทั้งหมดนั้น มันเป็นเพียงจดหมายที่สตีเฟนทำปลอมขึ้นมาเพื่อใช้เป็นหลักฐานปลอมทั้งสิ้น



แถมสตีเฟนยังบอกกับเจ้าหน้าที่ตลอดในช่วงการสอบสวนว่า เขารู้ว่าภรรยาของเขานั้นกำลังแอบมีกิ๊ก ซึ่งกิ๊กคนนั้นก็คือชายหนุ่มที่ทำงานที่เดียวกับเธอ แถมยังพูดยืนยันกับตำรวจอีกว่า ให้เอาหัวของเขาเป็นประกันกับเรื่องนี้ได้เลย นั่นก็ยิ่งทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเริ่มสับสน มองว่ามันก็เป็นไปได้ที่ทาร่าภรรยาของเขาจะแอบเดินทางกลับมา แล้วเกิดไปพบกับคนร้ายตัวจริงเข้าที่บริเวณใกล้บ้าน ซึ่งก็เป็นไปได้ว่าเธอถูกคนร้ายฆ่าแล้วซ่อนศพเอาไว้ เพียงแต่มันก็ยังมีพิรุธที่จะต้องพิสูจน์กันต่อ


แต่เพราะสตีเฟนยืนยันกันขนาดนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงใจอ่อนพาตัวเขาไปตรวจสอบภายในบ้านอีกครั้ง แล้วอยู่ดี ๆ สตีเฟนก็เผ่นหนีไปเลยเสียดื้อ ๆ เจ้าหน้าที่ตำรวจก็เลยต้องเหนื่อยตามหาตัวเขาจนทั่วบริเวณ ไม่ว่าจะพยายามติดต่อกับญาติพี่น้องรวมไปถึงบ้านเพื่อน ไม่เว้นแม้แต่บ้านของทนายความของเขา

และทางเจ้าหน้าที่นายอำเภอมาร์ค แฮ็กเคลเองก็ยังบอกกับนักข่าวว่า “ทุก ๆ สิ่งที่สตีเฟนกระทำ รวมไปถึงสิ่งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจพบ มันก็ไม่ได้หมายความว่าสตีเฟนจะเป็นคนร้ายเสียหน่อย” ซึ่งสิ่งที่ท่านนายอำเภอกล่าวนั้น ก็ดูไม่ค่อยจะสอดคล้องกับหลักฐานชิ้นส่วนของศพที่พบในบ้านเลยแม้แต่น้อย


แต่สุดท้ายสตีเฟนก็ถูกตามจับตัวกลับมาได้ และสารภาพทุกอย่างออกมาว่า เขาเป็นคนสังหารทุกคนในบ้านจริง ๆ และต่อมาเขาก็ถูกนำตัวไปฝากขังไว้ที่เรือนจำในเมืองมาคอมพ์ เพื่อรอพิพากษาโทษกันต่อไป


แต่ไหน ๆ สตีเฟนก็ดูจะเป็นชายผู้ภักดีในความรักจนต้องสังหารภรรยา รวมถึงแม่และลูกของตัวเองแล้ว ก็ยังมีรายงานอีกว่าในช่วงที่เขาติดคุกอยู่นั้น เขาได้ส่งจดหมายรักหานักโทษหญิงคนหนึ่งชื่อเจนนิเฟอร์ ที่ต้องคดีฆาตกรรมเด็กหญิงอเล็กซานเดรีย อายุ 8 ปี และเด็กหญิงแอชลีย์ อายุ 5 ปี พร้อมกับสุนัขพันธ์ุปอมเมอเรเนียนอีกสามตัวในเมืองมาคอมบ์เช่นเดียวกัน โดยคดีนั้นเธอสารภาพว่า มีปีศาจบอกให้เธอสังหารเด็ก ๆ พร้อมกับสุนัข


สตีเฟนได้ส่งจดหมายหาเจนนิเฟอร์มากกว่าสิบฉบับ และที่มากกว่านั้นก็คือเขาเขียนชื่อตัวเองที่หน้าซองว่าซาร่า ซึ่งถ้าจะถามว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบได้อย่างไรว่าสตีเฟนเป็นคนเขียนจดหมายเหล่านี้ คำตอบมันก็ได้มาจากจดหมายตอบกลับของเจนนิเฟอร์ ที่เธอจ่าหน้าซองถึงสตีเฟน แกรนท์อย่างเจาะจงนั่นเอง

"เจนนิเฟอร์ คูคลา" ฆาตกรฆ่าลูกสาว 2 ศพ !!!

และข้อความจากจดหมายฉบับหนึ่งที่สตีเฟนส่งถึงเจนนิเฟอร์นั้น เขาได้เขียนเอาไว้ว่า “แล้วพบกันที่หน้าตู้เปลี่ยนเสื้อผ้านะจ๊ะ :)” ตามด้วยเครื่องหมายตัวอักษรแทนใบหน้ายิ้มหวาน


อีกฉบับที่ถูกเจ้าหน้าที่เปิดอ่านก่อนส่งนั้น เขาก็เขียนเล่าถึงชีวิตอันแสนจะอาภัพของตัวเอง ไม่ว่าจะถูกภรรยาทิ้ง ลูกหาย แม่ไม่รัก และยังบอกอีกว่าเขาคิดถึงทุกคนมาก แถมยังเขียนอีกว่าเจนนิเฟอร์นั้นเป็นคนแรกที่เขาบอกเรื่องนี้ให้รู้


พอกลับมาถามกับเจนนิเฟอร์ว่าทำไมเธอถึงยอมส่งจดหมายคุยกับสตีเฟนเยอะแยะขนาดนี้ เธอก็ตอบกับเจ้าหน้าที่ว่า เธอแค่อยากรู้ว่าชายคนนี้จะกล้าเล่าไหมว่าตัวเองไปทำอะไรมา ถึงได้มาติดคุกเหมือนกับเธอ


ในที่สุดสตีเฟนก็ถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุก 50 - 80 ปี มีความผิดในคดีฆาตกรรมภรรยาของตัวเอง และยังถูกย้ายตัวไปยังคุกอีกแห่งที่ไม่มีเจนนิเฟอร์อยู่ ก็คงต้องเรียกได้ว่านิยายรักของเขากับเจนนิเฟอร์นั้น จบลงทั้ง ๆ ที่ยังไปไม่ถึงไหนอย่างไร้ปราณีกันเลยทีเดียว หลังจากได้รับทราบเรื่องราวกุ๊กกิ๊กกันมาแล้ว คราวนี้มิติที่ 6 อยากให้มาดูคดีต่อไป



คดีที่ 4 มิชชันนารีหัวงู กับคดีสังหารภรรยาตัวเอง

"ครอบครัวลุทโธลด์"

นาธาน ลุทโธลด์ กับภรรยาชื่อเดนนิส ได้พบกับนักเรียนสาวชาวลิธัวเนียคนหนึ่งในช่วงที่ทั้งสองได้ออกเดินทางไปเผยแผ่ศาสนาที่ยุโรปตะวันออก จนเมื่อเวลาผ่านไปเด็กสาวก็อายุได้ 18 ปี สองสามีภรรยาบ้านลุทโธลด์ก็ตัดสินใจพาเธอมาเลี้ยงดูอยู่ที่รัฐอิลินอยซ์ประเทศสหรัฐอเมริกา และสิ่งนี้มันก็ได้ทำให้นาธานเริ่มตกหลุมรักเด็กสาว จนสองปีต่อมาเขาจึงได้ตัดสินใจลงมือสังหารภรรยาของตัวเอง เพื่อที่จะได้อยู่กับเด็กสาวตลอดไป
โดยในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2013 นั้น นาธานได้แจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ภรรยาของเขาถูกนักย่องเบาลอบเข้ามาฆ่า ด้วยการใช้ปืนยิงที่ศีรษะของเธอ แต่หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของนาธานแล้วก็พบว่า เขาได้เข้าไปในเว็บไซต์กูเกิลแล้วค้นหาข้อมูลจากคำค้นว่า “วิธีทำปืนเก็บเสียง” ตามด้วย “ตีใครสักคนที่หัวให้สลบ” และ “การฉีดยาให้ตาย” ซึ่งทั้งสามคำค้นนี้ก็ได้กลายเป็นกุญแจสำคัญของการสืบสวนในคดีนี้ทันที


สิ่งนี้ก็ได้ทำให้นาธานถูกจับกุมตัว โดยในช่วงการต่อสู้คดีอยู่นั้นทางอัยการได้ยกหลักฐานคำค้นในกูเกิล พร้อมทั้งข้อความในอินบ็อกของนาธานที่ถูกส่งมาจากภรรยาของเขา ที่เขียนเอาไว้ว่าเธอนั้นรู้ว่านาธานอยากจะฆ่าเธอ และยังถามนาธานว่าทำไมเขาถึงต้องการจะฉีกหน้าเธอด้วยการวิ่งตามเด็กสาวอายุ 20 ปีแบบนี้ โดยทนายของนาธานได้พูดปกป้องลูกความของตัวเองว่า เรื่องนี้มันเอามาใช้เป็นหลักฐานไม่ได้ และในที่เกิดเหตุเองก็ไม่มีใครเป็นพยานรู้เห็นกับเรื่องราวนี้เลย และมันจะมีประโยชน์อะไรที่นาธานจะฆ่าภรรยาของตัวเองเพื่อที่จะได้อยู่กับเด็กสาววัยรุ่นในวันวาเลนไทน์ ดังนั้นศาลควรจะต้องยกประโยชน์ให้จำเลยมันถึงจะถูกต้อง

"ไม่ถงไม่ถามฉันหน่อยหรือ ?" สาว 20 ถาม

หลังจากศาลพิจารณาหลักฐาน วัตถุพยาน รวมถึงข้อแก้ตัวทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว นาธานจึงได้รับโทษจำคุกไป 45 ปี เพราะสิ่งที่ทนายพูดไว้ในประโยคสุดท้ายว่า เขาจะฆ่าภรรยาของตัวเองเพื่อจะได้อยู่กินกับเด็กสาวในวันวาเลนไทน์ทำไม ว่าสิ่งเหล่านี้มันก็คือคำตอบอยู่ในตัวแล้วนั่นเอง จบจากคดีรักไม่สมหวัง พังเพราะทนายไปแล้ว ก็ลองมาดูคดีต่อไป



คดีที่ 5 เพราะฆ่าแฟนในวันนี้ เลยได้เพิ่มปีติดคุก !!!


"กิ๊บสัน พอล"

กิบสัน พอล ใช้ชีวิตคู่กับโทมิกก้า ปีเตอร์สัน อยู่แถวเมืองเวสต์ปาล์มบีชรัฐฟลอริด้าประเทศสหรัฐอเมริกามานาน แต่แล้วในวันแห่งความรักของปี ค.ศ. 2011 โทมิกก้าก็ตัดสินใจที่จะหยุดความสัมพันธ์ของเธอกับกิบสันลง และสิ่งนี้ก็คือสาเหตุที่ทำให้ภาพถ่ายผู้ต้องหาของเขานั้นอยู่ในสภาพร้องไห้ตาบวม ดูแล้วน่าสงสารเป็นอย่างมาก


โทมิกก้าบอกกับกิบสันว่า เธอเองยังคงจะอาศัยอยู่กับเขาต่อไปอีกสักระยะ และจะย้ายออกไปทันทีหลังจากที่เธอหาใครสักคนมาช่วยแชร์ค่าที่พักแห่งใหม่ได้แล้ว จนวันนั้นมาถึงโทมิก้าก็เดินออกจากอพาร์ทเม้นไปพร้อมกับเพื่อนของเธอที่เดินทางมารับ แต่แทนที่ทุกอย่างจะจบลงด้วยดี ในชั่วอึดใจนั้นกิบสันก็หยิบปืนของเขาขึ้นมา แล้วลั่นไกไปยังรถที่โทมิกก้านั่งอยู่ ภายในนั้นนอกจากจะมีโทมิกก้าแล้วก็ยังมีคนขับรถผู้ชาย ผู้โดยสารหญิงอีกสองคน และเด็กหญิงอายุ 3 ปีอีกหนึ่งคนหนึ่ง หนึ่งในเพื่อนหญิงของโทมิกก้าถูกกระสุนเฉี่ยวถากไปได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ส่วนโทมิกก้านั้นถูกยิงเข้าอย่างจังถึง 5 นัด จนเสียชีวิตไปในที่เกิดเหตุทันที


ต่อมากิบสันก็ถูกจับตัวในข้อหาฆาตกรรม จนเป็นเหตุทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต และยังทำให้เสียทรัพย์สินเป็นรถยนต์อีกหนึ่งคัน กิบสันร้องขอผ่านทางทนายให้ศาลช่วยรีบพิจารณาคดีให้จบลงไปเร็ว ๆ นั่นจึงทำให้หลังจากการพิพากษาจบลง กิบสันได้รับโทษจำคุก 20 ปี ในข้อหาฆาตกรรม และถูกเพิ่มโทษไปอีก 15 ปี ในข้อหาทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บและเสียทรัพย์ จากการที่ใช้ปืนยิงไปที่รถจนเสียหาย จนทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ


เจอแต่คดีที่คนร้ายเป็นฝ่ายชายมามากแล้ว คราวนี้เราลองมาดูคดีที่คนร้ายเป็นฝ่ายหญิงกันดูบ้าง



คดีที่ 6 ลูกสาวอดีตผู้พิพากษาฆ่าสามีตัวเอง


"แอนเดรีย คอนซาเลส"

แอนเดรีย คอนซาเลส อายุ 59 ปี เธอเป็นทั้งคุณครูและลูกสาวของอดีตผู้พิพากษาของเมืองที่เสียชีวิตไปแล้ว เธอถุกจับกุมตัวในข้อหาฆาตกรรมหลังจากที่เธอทุบศีรษะของจีโอวานนี จูเลียโน่ สามีอายุ 44 ปี ของเธอจนเสียชีวิต ภายในบ้านที่ถนนอาร์ลิงตันรัฐนิวเจอร์ซี่ประเทศสหรัฐอเมริกาในวันแห่งความรักของปี ค.ศ. 2014


ในรายงานแจ้งผลการชันสูตรศพออกมาว่า แอนเดรีย คอนซาเลสนั้นทุบตีสามีของเธอที่ใบหน้า ศีรษะและทั่วร่างกายด้วยความรุนแรง โดยในช่วงการพิจารณาคดีนั้นเธอบอกกับคณะลูกขุนว่า ทั้งหมดมันเกิดจากสามีของเธอหกล้มเองเพียงแต่หลักฐานทุกอย่างชี้ชัดว่ามันคือการฆาตกรรม โดยศาลยังได้ตั้งวงเงินประกันตัวของเธอไว้สูงถึงหนึ่งล้านห้าแสนเหรียญ และปัจจุบันยังอยู่ในระหว่างสู้คดี โดยเป็นไปได้ว่าเธออาจจะถูกพิพากษาลงโทษจำคุกอย่างน้อย 7 ปี


สำหรับคดีต่อไปนี้ ถือว่าเป็นคดีที่เปลี่ยนอนาคตของผู้คนในรัฐคอนเน็กติคัตกันเลยทีเดียว



คดีที่ 7 สามีโหดสังหารภรรยาต่อหน้ากล้องวงจรปิด !!!


"เทียน่า โนทิส"

เทียน่า โนทิส หญิงสาวอายุ 25 ปี เธอทำงานในระหว่างเรียนปริญญาเอกสาขาสื่อสารมวลชนที่มหาวิทยาลัยฮาร์ทฟอร์ดรัฐคอนเน็กติคัตประเทศสหรัฐอเมริกา เธอคบหาเป็นแฟนกับเจมส์ คาร์เตอร์ที่สองคนถึงขั้นอยู่กินด้วยกันมาระยะหนึ่ง แต่ในปี ค.ศ. 2008 นั้น ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็จบลงโดยตัวของเทียน่าเป็นคนบอกเลิกเจมส์ นั่นหมายความว่าเจมส์ไม่ได้มีความสุขกับเรื่องนี้แน่ ๆ และมันก็ได้ทำให้เขาแสดงอาการไม่พอใจออกมาอย่างชัดเจน


เทียน่าเห็นแบบนั้นก็เลยสั่งห้ามไม่ให้เจมส์ทำกิริยาแย่ ๆ กับเธอ ซึ่งมันก็แน่นอนว่าเจมส์ยิ่งไม่พอใจหนักขึ้นไปอีก


สำหรับคดีนี้ทางด้านแคธี เลวิส ซึ่งเป็นคุณแม่ของเทียน่า โนทิสนั้น เธอเคยทราบพฤติกรรมของเจมส์ผู้เป็นลูกเขยมาจากลูกสาวว่าเขาเป็นคนที่น่ากลัว และมีพฤติกรรมชอบคุกคามจนเทียน่าเคยแจ้งตำรวจให้ช่วยมาจัดการอะไรบางอย่าง ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นก็ไม่ได้สนใจจะจัดการอะไรให้ เทียน่าจึงขอให้คุณพ่อแอบนำกล้องวงจรปิดมาติดตั้งไว้ที่บริเวณภายนอกที่พักของเธอ ซึ่งในกล้องตัวนั้นก็ได้บันทึกเหตุการณ์น่าสลดหดหู่หลังจากที่เทียน่าและเจมส์บอกเลิกกันเอาไว้

"เจมส์ คาร์เตอร์" ที่ 2

ในกล้องนั้นเผยให้เห็นภาพของเทียน่ากรีดร้องเพราะถูกเจมส์ใช้มีดไล่ฟันเธอตั้งแต่นอกที่พัก และยังเห็นภาพเธอกำลังพยายามวิ่งหนีจากเจมส์ที่ตอนนี้กลายเป็นนักฆ่า เพียงแต่ภาพในช่วงลงมือใช้มีดแทงนั้น ไม่ได้อยู่ในมุมที่กล้องสามารถบันทึกภาพเอาไว้ได้


เทียน่าได้โทรศัพท์เรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยบอกว่าเธอถูกแฟนหนุ่มใช้มีดแทง ก่อนที่เธอจะเสียชีวิตเพราะเสียเลือดไป นั่นจึงทำให้ทั้งบันทึกการแจ้งความและภาพจากกล้องวงจรปิดกลายมาเป็นหลักฐานมัดตัวเจมส์ในช่วงพิจารณาคดี และนอกจากนั้นคุณพ่อของเทียน่าก็ยังได้นำบทกวีที่เทียน่าได้เขียนเอาไว้มาอ่านให้ฟังต่อหน้าคณะลูกขุนอีกด้วย


โดยตัวบทกวีนั้นชื่อว่า “ปิดฉาก” มีเนื้อหาพูดถึงเจมส์แฟนของเธอว่า "เธออยากรอดพ้นออกมาจากอารมณ์ ความรุนแรง ความเชื่อ ความอิจฉา และความไม่ปลอดภัยที่เจมส์ได้มอบให้กับเธอตลอดมา" และยังได้กล่าวอีกว่า "บ้านที่ว่างเปล่ามันน่าจะเหมาะสมสำหรับเจมส์แล้ว" จากนั้นก็จบบทกวีด้วยประโยคที่ว่า "เธอมั่นใจว่าตัวเธอนั้นเป็นคนสวย เก่ง และมีเส้นทางชีวิตของตัวเอง"


เจมส์ถูกพิพากษาให้ได้รับโทษจำคุก 60 ปีจากคดีฆาตกรรม และคดีนี้ก็ยังมีผลทำให้รัฐคอนเน็กติคัตต้องเปลี่ยนแปลงกฏหมายเกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัวอีกด้วย ซึ่งคดีนี้มันก็ได้ทำให้เห็นว่า ความรุนแรงนั้นไม่เคยมีบทสรุปที่ดีเลยแม้แต่ครั้งเดียว


คราวนี้เรามาดูคดีคู่รักทะเลาะกันในวันแห่งความรักที่พบจุดจบต่างออกไปกันบ้าง



คดีที่ 8 ย้ายบ้านจบ ก็ลบสามีทิ้งไปจากชีวิตเสียเลย !!!


"ดอว์น ดิกสัน-เบย์"

หลังจากการย้ายที่อยู่ไปยังอพาร์ทเม้นใหม่ในวันวาเลนไทน์ ปี ค.ศ. 2015 ดอว์น ดิกซัน-เบย์ ก็ได้ลงมือใช้มีดแทงสามีของตัวเองไปสองแผลที่บริเวณหน้าอก ในขณะที่เขากำลังนอนเล่นอยู่ในห้องพักดิกซัน-เบย์ บอกว่าเธอทำไปเพราะป้องกันตัว แต่พยานหลายคนที่รู้เห็นเหตุการณ์กลับพูดในศาลว่า พวกเขาได้ยินเสียงเธอแทงสามีหลังจากการทะเลาะกันจบลงไปแล้วต่างหาก
สุดท้ายศาลจึงพิพากษาให้เธอได้รับโทษจำคุก 35 ถึง 70 ปีในคุก และศาลยังบอกเหตุผลกับเธอว่า เธอฆ่าสามีอย่างเลือดเย็น สิ่งนี้มันไม่ใช่อุบัติเหตุเพราะเธอแทงที่หัวใจของสามีถึงสองครั้งด้วยกัน ส่วนน้องสาวของสามีดิกซัน-เบย์นั้นบอกว่า จริง ๆ แล้วผู้ตายเป็นเสมือนกาวใจของครอบครัว และบอกว่าดอว์น ดิกซัน-เบย์ควรจะรู้สึกกลัวช่วงเวลาที่เธอใช้มีดแทงพี่ชายของเธอบ้าง แต่นี้เธอกลับไม่เคยแสดงอาการแบบนั้นออกมาให้เห็นเลย


ซึ่งเรายังมีอีกหนึ่งคดี ที่ทำให้ชีวิตครอบครัวต้องจบลงไปในวันแห่งความรัก พร้อมกับทิ้งแผลใจไว้ให้กับคนข้างหลังที่ยังมีชีวิตกันอยู่



คดีที่ 9 เด็กชายพยานสำคัญบอกว่า "ซอสมะเขือเทศเต็มไปหมดเลย"


"จวน แมนูเอล นาวาโร"

โดยเหตุการนี้เกิดขึ้นที่เมืองซานเบอนาดิโน รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา อิกนาเซีย แมนริเกซเป็นคู่รักกับจวน แมนูเอล นาวาโร ทั้งคู่มีพยานรักเป็นลูก ๆ ถึง 3 คน เพียงแต่จวนผู้เป็นสามีตัดสินใจจะจบชีวิตคู่ลงอย่างกระทันหันในปี ค.ศ. 1993 โดยในช่วงแรกเหตุการณ์ทุกอย่างก็ดูปกติดี ตัวของอิกนาเซียเองก็ยังคงพยายามทำตัวปกติเพื่อลูก ๆ ของเธอ แล้ววันหนึ่งจวนก็เปลี่ยนใจอยากจะกลับมาคืนดี เพียงแต่อิกนาเซียยังเข็ดขยาดการใช้ชีวิตคู่กับผู้ชายคนนี้ ฝ่ายชายง้อเท่าไหร่เธอก็ไม่ยอมใจอ่อน จวนเจอแบบนี้เข้าไปก็ระแวงว่าอิกนาเซียกำลังจะหาคนใหม่ จวนจึงคิดว่า ในเมื่อฉันไม่ได้ ใคร ๆ ก็ต้องไม่มีสิทธิ์ นั่นจึงทำให้จวนตัดสินใจจะสังหารเธอ


"อิกนาเซีย แมนริเกซ"

โดยอัยการของศาลแขวงซานเบอนาดิโนชื่อมากาเรต บีแวนได้กล่าวว่า จวนได้แอบตามอิกนาเซียไปที่บ้านของเธอ ลูกคนหนึ่งของพวกเขาก็เปิดประตูให้จวนเพราะเห็นว่าเขาเป็นพ่อ แต่พอจวนเข้ามาในบ้าน ทั้งคู่ก็เริ่มทะเลาะกันอย่างรุนแรง อิกนาเซียหยิบเอาคำสั่งศาลออกมา แต่จวนพูดว่ากระดาษแผ่นไหนมันก็ช่วยเธอไม่ได้หรอก


จากนั้นจวนก็แอบตามอิกนาเซียที่ออกไปกับลูกชายอีกคน ไปจนถึงศูนย์การค้าที่อยู่ในย่านนั้นและทั้งสองก็จบความบาดหมางกันในบริเวณที่จอดรถ


พยานที่เห็นเหตุการณ์ครั้งนี้ออกมาให้การในศาลว่า เขาเห็นทั้งคู่ทะเลาะกันบริเวณใกล้ ๆ รถของอิกนาเซีย เขาเห็นเธอกำลังร้องไห้ หลังจากนั้นเขาก็เห็นแมนูเอล นาวาโรหยิบปืนเล็งไปที่ศีรษะของอิกนาเซีย และเปลี่ยนเป้าหมายมายิงที่บริเวณหน้าท้องของเธอจนเธอล้มลง จากนั้นเขาจึงยิงเข้าไปที่ศีรษะของเธอและยิงที่หน้าท้องไปอีกสองนัด ตามด้วยที่ศีรษะของเธออีกสองนัด


ที่น่าสลดหดหู่ก็คือ จวนยิงสังหารภรรยาตัวเองต่อหน้าจัวนิโต ลูกชายอายุ 4 ขวบของพวกเขา จากนั้นจวนก็อุ้มลูกชายวิ่งหนีหายไป โดย 17 วันต่อมามีผู้แจ้งว่าพบชายลึกลับนำจัวนิโตมาทิ้งไว้ที่หน้าบ้านของอิกนาเซีย พอเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางมาสอบถามเด็กชาย เขาก็เล่าในสิ่งที่เขาเห็นในช่วงเวลาที่เกิดเหตุว่า “ซอสมะเขือเทศเลอะเต็มไปทั่วเลย” ส่วนป้าของเด็กชายได้ออกมาพูดในวันที่ตัวของเด็กอายุ 22 ปี เกี่ยวกับคดีนี้ว่า ตอนนี้จัวนิโตยังไม่สามารถรับกับสิ่งที่เขาเห็นในวันนั้นได้ จัวนิโต้ยังคงมีอาการทางจิตเรื่อยมา เขาเรียนไม่จบทั้ง ๆ ที่ตาและยายพยายามสนับสนุนให้เรียนต่อ และยังคงเห็นภาพแม่ของตัวเองเสียชีวิตอยู่ในหัวตลอดมา


ส่วนจวน แมนูเอล นาวาโรได้หนีออกไปทางประเทศเม็กซิโก และหลบซ่อนตัวอยู่ถืง 19 ปี แต่ในปี ค.ศ. 2012 จวนก็ถูกจับตัวได้ และถูกนำตัวมาขึ้นศาลในคดีฆาตกรรมภรรยาของตัวเอง ได้รับโทษจำคุกไป 30 ปี ส่วนคดีต่อไปนี้เกิดขึ้นราวกับเป็นฉากหนึ่งในภาพยนต์แอคชั่น



คดีที่ 10 เซอร์ไพรซ์ด้วยความตายในวันวาเลนไทน์ !!!

"ทิฟฟานี่ บาร์นฮิล"

ชอว์น วอร์ริค อายุ 32 ปี เขาเพิ่งจะออกเดทกับทิฟฟานี บาร์นฮิลได้ไม่นาน เขาก็ยิงเธอในระยะเผาขนพร้อมกับญาติของเธอต่อหน้าต่อตาเพื่อนหญิงของเธออีกสองคน ชอว์นเปิดฉากสังหารด้วยการเตะประตูบ้านของทิฟฟานีให้เปิดออก จากนั้นก็ใช้ปืนยิงใส่เธอทันที  พยานที่เห็นเหตุการณ์บอกกับศาลว่า ตอนนั้นวอร์วิคพูดกับทิฟฟานี่ว่า “ไปตายซะ!!!”


"ชอว์น วอร์ริค"

ศพของทิฟฟานีถูกพบในอพาร์ทเมนท์ของครอบครัวบาร์นฮิล โดยมีศพของ เมอซิเดซ ไอเวอรี่ ญาติของเธอนอนอยู่ข้าง ๆ และเวลาต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจพบปืนของวอร์วิคตกอยู่ในที่เกิดเหตุ และแน่นอนว่าวันนั้นตรงกับวันวาเลนไทน์ของปี ค.ศ. 2011


ในช่วงการพิจารณาคดีของศาลนั้น วอร์ริคพยายามให้การปฏิเสธในคดีตลอด และพยายามชี้นำคณะลูกขุนว่าตัวของเขานั้นมีอาการของผู้ป่วยจิตเภท ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันก็เกือบจะทำให้เขาต้องได้รับโทษประหารชีวิตกันเลยทีเดียว จนสุดท้ายวอร์ริคก็ตัดสินใจเปลี่ยนทนายคนใหม่มาช่วยสู้คดีแทน
และสิ่งนี้ก็ได้ทำให้ศาลพิจารณาโทษแก่ชอว์น วอร์ริคให้ติดคุกตลอดชีวิตไปสองชั่วอายุคน

หลังจากดูคู่รักฆ่ากันเองมาหลายศพแล้ว คราวนี้เรามาดูคู่รักที่ต้องจบชีวิตคู่ในคุก เพียงเพราะโซเชียลมีเดียกันบ้าง
คดีที่ 11 แผนวาเลนไทน์เลือด แต่ยังไม่ทันได้ละเลง !!!

"ลินเซย์ เค. ซูวานนารัธ"
ลินเซย์ เค. ซูวานนารัธ และแรนดอลล์ สตีเวน เชฟเฟิร์ด คู่รักคู่นี้ได้วางแผนที่จะทำลายบรรยากาศวันวาเลนไทน์ของเมืองฮาลิแฟกซ์ประเทศคานาดาเมื่อปี ค.ศ. 2015 ด้วยการวางแผนที่จะก่อเหตุสังหารหมู่อย่างสนุกสนานในศูนย์การค้าฮาลิแฟกซ์ช็อปปิ้งเซ็นเตอร์ แต่โชคดีที่ยังไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือล้มตาย เพราะลินเซย์ ซูวานนารัทได้โพสต์ประกาศเรื่องนี้ให้เพื่อนๆ ของเธอได้รับรู้ก่อนจะก่อเหตุ

"สตีเวน เชฟเฟิร์ด"

โดยก่อนที่เธอจะถูกจับตัวนั้น ไม่เพียงแต่เธอจะโพสต์ภาพหทารนาซีและภาพเหตุการณ์สังหารหมู่ในโรงเรียนมัธยมโคลัมบายน์ที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้าลงในเว็บไซต์ทัมบเลอร์ เธอก็ยังได้ทวีตข้อความที่ทวีตเตอร์ไว้ประมาณว่า “วันวาเลนไทน์ กำลังจะร่วงโรย” นั่นจึงทำให้ทั้งลินเซย์และคู่หูถูกตำรวจบุกเข้าควบคุมตัวด้วยข้อหาเตรียมตัวก่อการฆาตกรรมและลอบวางเพลิง โดยในแผนการนั้นยังพบว่าพวกเธอตั้งใจจะใช้อาวุธอันตรายและผิดกฏหมายหลายชนิด ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนถูกฝ่ายหญิงโพสต์อวดเพื่อน ๆ เอาไว้ในเว็บโซเชียลมีเดียนั่นเอง

คดีที่ 12 คดีล่อสามีมาฆ่าหวังเงินประกัน !!!

"ริชาร์ด และสเตซี่ สโคเอค"
ริชาร์ด สโคเอค วางแผนที่จะนัดพบภรรยาของตัวเองที่เบลตันบริดจพาร์ครัฐจอเจียประเทศสหรัฐอเมริกา ในวันวาเลนไทน์ปี ค.ศ. 2010 เพื่อแลกเปลี่ยนการ์ดวาเลนไทน์ตามประสาหนุ่มสาว
เพียงแต่เมื่อถึงเวลาประมาณสามทุ่ม เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับโทรศัพท์แจ้งความจากสเตซี่ สโคเอคผู้เป็นภรรยาและเป็นคุณแม่ลูกสามบอกว่า เธอพบสามีของเธอนอนเสียชีวิตอยู่ในรถบรรทุกของเขา และพบว่าถูกใครบางคนยิงที่ท้องถึงสามนัด และอีกสองนัดที่ใบหน้า
ในตอนแรกเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังไม่ได้สงสัยใคร จนกระทั่งหลังจากที่เจ้าหน้าที่สืบสวนเริ่มตรวจสอบจนพบว่า มียอดเงินจากบริษัทประกันชีวิตรอที่จะโอนเข้าบัญชีของฝ่ายหญิงอยู่ถึงห้าแสนหกหมื่นเหรียญ ซึ่งมันเป็นกรมธรรม์ที่ถูกทำไว้เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ก่อนวันเกิดเหตุเพียง 13 วันเท่านั้น และเมื่อตรวจสอบรายละเอียดจากบริษัทประกันก็ยังพบว่า มีการระบุชื่อของสเตซีให้เป็นผู้รับสินไหมนี้แต่เพียงผู้เดียวอีกด้วย และยังระบุอีกว่าทุกอย่างจะต้องอยู่ในเงื่อนไขว่าสเตซีจะต้องยังเป็นคู่รักกับริชาร์ดอยู่

พอหน่วยสืบสวนเห็นแบบนี้พวกเขาก็สรุปได้ทันทีว่า สเตซีน่าจะวางแผนทำประกันชีวิตให้สามีและลวงเขามาฆ่าทิ้งเพื่อเอาเงินประกันก้อนโตอย่างแน่นอน และเธอก็ไม่น่าจะก่อเหตุนี้เพียงลำพัง โดยหลังจากการสืบสวนก็พบว่า สเตซี่ได้จ้างอดีตคนงานชื่อลินนิต้า รอสส์ และเทรนเนอร์ส่วนตัวชื่อริจินัลด์ โคลแมน นั่นจึงทำให้ทั้งสามคนถูกจับกุมตัวในข้อหาปลอมแปลงเอกสารทางการเงินและก่อเหตุฆาตกรรม



ในคำฟ้องของอัยการได้บอกเอาไว้ว่า สเตซี สโคเอ็คคือผู้นำในการวางแผน ส่วนริจินัลด์ โคลแมนเทรนเนอร์ส่วนตัวของเธอคือผู้ลงมือ และลินนิต้า รอสส์ก็คือนายหน้าจัดจ้างมือปืนในคราบเทรนเนอร์ ในช่วงพักเที่ยงของคลีนิคที่สเตซีไปออกกำลังกายนั่นเอง
และจากการตรวจสอบการใช้โทรศัพท์รวมไปถึงกิจกรรมต่าง ๆ ที่ถูกบันทึกไว้ตั้งแต่ที่พักไปจนถึงบริเวณจุดเกิดเหตุ มันก็ได้เป็นหลักฐานบ่งชี้ว่าจำเลยทั้งหมดมีการติดต่อหากันตลอดเวลาในช่วงก่อนเกิดเหตุ 20 ถึง 30 นาที
สุดท้ายศาลจึงพิพากษาให้สเตซีและผู้สมรู้ร่วมคิดทั้งหมดได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิต และต่อมาสื่อก็เริ่มตีข่าวถึงประวัติชีวิตของสเตซีว่า ก่อนที่เธอจะได้พบกับริชาร์ดสามีคนสุดท้ายนั้น เธอเคยมีสามีมาก่อนถึง 4 คน ส่วนลูก ๆ สามคนของเธอนั้นก็ไม่ใช่ลูกของริชาร์ดแต่อย่างใด พวกเขาล้วนแต่เป็นลูกจากสามีเก่าที่ติดมา ทั้งนี้สื่อไม่ได้รายงานว่าสามีเก่าของเธอยังมีชีวิตกันอยู่หรือเปล่า
ดังนั้นก่อนจะตกลงแต่งงานกับใคร มิติที่ 6 ก็อยากจะให้ท่านผู้ชมเช็คประวัติคู่รักของท่านกันสักนิด ทีนี้เรามาดูคดีที่ 13 กันต่อ


คดีที่ 13 หมออำมหิต เวอร์ชั่นวันวาเลนไทน์

"จอห์น" และ "ซูซาน แฮมิลตัน"
จอห์น แฮมิลตัน หมอใหญ่แห่งเมืองโอคลาโฮมา ออกมาอวดภาพซูซานภรรยาของเขาที่ถ่ายพร้อมกับรถปอร์เช่ที่เขาซื้อให้เธอ เพื่อเป็นของขวัญครบรอบวันแต่งงาน ซึ่งเรื่องนี้มันก็ถือเป็นการแสดงออกที่ดีของคู่รักที่มีชีวิตแต่งงานอันราบรื่นจนน่าอิจฉา และในสายตาของคนสนิทก็ล้วนมองว่าคู่รักคู่นี้สมกันราวกับกิ่งทองใบหยก ที่ทุกคนบนโลกใบนี้ควรจะดูเป็นตัวอย่างเอาไว้
เพียงแต่ในวันวาเลนไทน์ของปี ค.ศ. 2001 จอห์นเดินทางกลับมาบ้านในช่วงพัก แล้วมาพบกับภรรยานอนหมดสติอยู่บนพื้นห้องน้ำ ที่คอมีเนคไทของจอห์นรัดคออยู่สองเส้น ส่วนบริเวณศีรษะมีร่องรอยการถูกกระแทกกับพื้นอย่างรุนแรงจนแตกเห็นมันสมองบางส่วนไหลออกมา จอห์นเห็นดังนั้นจึงรีบหาทางช่วยเหลือภรรยาทันที
เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจและรถพยาบาลมาถึงมันก็สายเกินไปเสียแล้ว เพียงแต่เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึงอย่างน้อยพวกเขาก็จำเป็นจะต้องตรวจสอบทุกอย่างเช่นกัน โดยต่อมาตำรวจก็ได้สอบสวนไปยังเพื่อนของซูซานก็พบว่า ก่อนหน้าที่เธอจะเสียชีวิตนั้นซูซานเคยเล่ากับเพื่อนคนนี้ว่า สามีของเธอมีกิ๊กเป็นนักเต้นระบำเปลื้องผ้า และสาเหตุที่ซูซานรู้มันก็เพราะเธอไปพบหลักฐานการโทรศัพท์ไปหาแดนเซอร์คนดังกล่าวอยู่หลายครั้งในโทรศัพท์ของสามี และซูซานยังเคยเล่าว่าเธอคิดจะขอหย่ากับสามีอีกด้วย
นั่นจึงทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวกับสภาพศพของซูซานที่ถูกเนคไทของสามีรัดคอถึงสองเส้น ก่อนจะถูกคนร้ายกดศีรษะกระแทกกับพื้นห้องน้ำจนเสียชีวิตว่า คนร้ายมันจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากตัวของจอห์น แฮมิลตันสามีของเธอเท่านั้น

สภาพศพของ "ซูซาน" แทบไม่น่าเชื่อว่าสามีจะทำกับเธอได้ลงคอ


จอห์นจึงถูกควบคุมตัวในข้อหาฆาตกรรมภรรยาของตัวเองทันที โดยในระหว่างสู้คดีทีมทนายของจอห์นได้ว่าจ้างนักสืบชื่อทอม เบเวลมาเป็นพยานคนสำคัญ ซึ่งเบเวลคนนี้เป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องการตรวจสอบวิถีของรอยเลือดในที่เกิดเหตุ เขาบอกกับคณะลูกขุนว่าถ้าจอห์นจะฆ่าคนรักจริง ๆ ล่ะก็ บนเสื้อเชิ้ตของจอห์นจะต้องมีรอยเลือดอยู่แน่ ๆ และทอม เบเวลจึงได้ร้องขอให้มีการตรวจสอบนี้เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของจอห์นอีกด้วย

พอตรวจสอบด้วยเครื่องมือทันสมัยเข้า ก็ปรากฏว่าที่เสื้อเชิ้ตของจอห์นมีร่องรอยของเลือดเลอะอยู่จริง นั่นจึงทำให้ความหวังดีของทอมที่คิดว่าสิ่งนี้น่าจะทำให้จอห์นรอดจากคดี ก็กลายเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่บ่งชี้ว่าเขาคือคนร้ายตัวจริงไปแบบไม่คาดคิด สุดท้ายจอห์น แฮมิลตันจึงได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิตเพราะผู้เชี่ยวชาญที่ทนายของตัวเองจ้างมา


คดีที่ 14 หนุ่มสาววัยใส กับรักที่ไร้โอกาส !!!


"นิโคลาส คันเซลแมน" และ "สเตฟานี่ ฮาร์กริซเซล"

สำหรับคดีที่ 14 นั้นเป็นคดีปริศนาที่เกิดขึ้นในวันวาเลนไทน์ปี ค.ศ. 2000 โดยนิโคลาส คันเซลแมน และสเตฟานี่ ฮาร์ตกริซเซลล์ ทั้งสองเป็นคู่รักในวัยเรียนที่เราสามารถพบเห็นกันได้ทั่วไป วันหนึ่งทั้งคู่นัดกันจะไปรับประทานแซนวิชที่ร้านข้างถนนโคลไมน์เอเวนิวของเจฟเฟอร์สันเคาตี้ที่รัฐโคโรลาโด้ ซึ่งเป็นร้านที่่ฝ่ายชายทำงานอยู่ โดยร้านนี้อยู่ห่างโรงเรียนมัธยมเซาท์โคลัมบายน์ไปไม่กี่บล็อก และหลังจากที่ทานแซนวิชกันเสร็จ สเตฟานี่ก็ยืนรอนิโคลาสปิดร้านเพื่อที่จะได้ออกเดินทางกลับบ้านไปพร้อม ๆ กัน
ไม่กี่นาทีหลังจากเที่ยงคืนนั้นมันก็ย่างเข้าสู่วันวาเลนไทน์ ขณะนั้นเพื่อนร่วมงานที่ออกกะไปก่อนได้เดินผ่านมาแถว ๆ ร้าน พวกเขากลับพบว่าไฟในร้านยังคงเปิดอยู่ทั้ง ๆ ที่มันควรจะปิดหมดแล้ว นั่นจึงทำให้พวกเขาลองแวะเข้ามาตรวจสอบดู
แล้วพวกเขาก็ได้พบกับศพของนิโคลาสและสเตฟานี่ถูกยิงนอนเสียชีวิตอยู่บนพื้น หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุก็มีพยานหลายคนบอกว่า พวกเขาเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งเดินออกมาจากร้านในช่วงก่อนพบศพทั้งสอง
แปดปีต่อมาคดีนี้ก็ถูกเก็บเข้าแฟ้มเพราะการสืบสวนไม่คืบหน้า โดยฝ่ายประชาสัมพันธ์ของเจ้าหน้าที่นายอำเภอเจฟเฟอร์สันได้ออกมาให้เหตุผลว่า พวกเขาได้พยายามสืบสวนคดีนี้มาจนถึงที่สุดแล้ว แต่สัญญาว่าจะกลับมาสานต่อคดีนี้ทันทีที่พบหลักฐานอะไรเพิ่มเติม
โดยก่อนที่คดีจะถูกเก็บเข้ากรุนั้น ผลการสืบสวนทั้งหมดชี้ไปในเรื่องของยาเสพติดและอุบัติเหตุ เพราะบริเวณใกล้ ๆ ร้านแห่งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจพบร่องรอยของโคเคนและกัญชา ส่วนในคืนเกิดเหตุนั้นไม่พบว่ามีสินค้าหรือเงินถูกปล้นหายไปเลยแม้แต่รายการเดียว
สเตฟานี่นั้นมีประวัติเกี่ยวกับกีฬา เธอเคยเป็นนักกีฬาว่ายน้ำของทีมฟุตฮิลส์รีครีเอชันนัลดิสทริค ส่วนนิโคลาสนั้นก็มีงานอดิเรกเป็นนักดนตรี เขาเป็นมือกีตาร์ ชอบฟังเพลง และยังเป็นนักกีฬาตีกอล์ฟรุ่นเยาว์ ซึ่งการเสียชีวิตของทั้งสองคนนี้ คงจะต้องรอดูกันต่อไปว่าจะมีใครมาเป็นตัวเชื่อมให้คดีสามารถเดินหน้าต่อไปได้สักวัน

R.I.P.
จากทั้งหมด 14 คดี ที่มิติที่ 6 ได้รวบรวมมาเล่าให้ฟังนั้น ทุกคดีแม้จะเกิดขึ้นในวันแห่งความรัก แต่รายละเอียดของแต่ละคดีก็ล้วนแตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความรุนแรงในครอบครัว ไปจนถึงการชิงรักหักสวาท และความไม่ซื่อสัตย์ต่อคู่รักของตัวเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันก็น่าจะเป็นอุทาหรณ์ให้พวกเรารู้ว่า ความรักมันเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาฉันท์ใด มันก็สามารถจบลงได้ตลอดเวลาด้วยรูปแบบวิธีการแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าสาเหตุมันจะมาจากอะไร และอยากฝากไปถึงคนที่ยังไม่มีคู่หรือคนที่มีคู่อยู่แล้วว่า ก่อนที่จะคิดกระทำการอะไรลงไปนั้น ก็ขอจงตรึกตรองให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจลงมือ มิเช่นนั้นจุดจบของความรักมันก็อาจจะไม่สวย ดังเช่น 14 คดี คู่รักนี้นั่นเอง
หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสัปสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนต์กันไว้นะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้ สวัสดี
เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง