ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันจันทร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2560

พาเที่ยวบ้านคุณ Nana825763 ผู้สร้าง Username666




ถ้าใครพอจะจำเรื่องราวสยองขวัญเกี่ยวกับช่องยูทูปสุดหลอนชื่อ Username666 ก็น่าจะจำได้ว่ามิติที่ 6 เคยทำคลิปเปิดเผยว่า ผู้ที่สร้างคลิปนี้ขึ้นมาก็คือ คุณ Nana825763 ที่มีช่องยูทูปไว้เผยแพร่ผลงานของเขา

วันนี้เราไปพบกับคลิปผลงานล่าสุดของเขา ชื่อว่า "My house walk-through" ที่คุณ Nana บอกว่า "นี่ไม่ใช่หนังสยองขวัญนะ!" แต่เป็นคลิปถ่ายในบ้านของเขาเอง

อ่างน้ำ กับ (ตุ๊กตา) ศพเด็ก

ภาพถ่ายที่แบบ... หน้าพี่เขาไปโดนอะไรมา !!!

พื้นทางเดินของบ้านที่สะอาดเรียบร้อย !!!

บนที่นอนมีสาวสวยนอนอยู่....

เครื่องประดับตามทางเดิน

หิ้งตุ๊กตาประดับประดาได้ลานตามาก....


ไปดูคลิปกันเลยดีกว่า !!!




คุณ Nana825763 ได้อัพโหลดคลิป เปิดเผยเบื้องหลังการตกแต่งบ้านให้สวยงามตามสไตล์ให้ดูตามมาอีกคลิป ลองชมกันครับ




งานนี้เลยเกิดคำถามคาใจขึ้นมาทันทีว่า นี่ตกลงคุณ Nana825763 เขาลงทุนซื้อบ้านมาเพื่อทำอะไรกันแน่!!?  ใครจะจำไอเดียไปตกแต่งบ้านก็ได้นะครับ 😅😅😅

วันศุกร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ ไขปริศนา "Barbie.avi" ความจริงเบื้องหลังเรื่องของหญิงสาวในคลิปสยองขวัญ !!!




คุณเคยเก็บของของคนอื่นได้บ้างไหม ? และเคยบ้างหรือเปล่ากับการพยายามเปิดดูว่าของที่เก็บได้นั้น มันมีอะไรอยู่ภายในบ้าง ? และยิ่งถ้ามันเป็นอุปกรณ์เก็บข้อมูลอย่างฮาร์ดดิสก์ล่ะ สิ่งแรกที่คุณอยากจะค้นหาข้อมูลภายในนั้นคืออะไร ?


มิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ ในวันศุกร์สะดวกสัปดาห์นี้ เราจะพาท่านไปพบกับเรื่องราวของวัยรุ่นคนหนึ่ง ที่บังเอิญไปเก็บเอาคอมพิวเตอร์ที่ถูกทิ้งไว้กลับมาเปิดดูที่บ้าน แล้วสิ่งที่เขาพบนั้น มันได้ทำให้ชีวิตของเขาต้องออกเดินทางไปพิสูจน์ความจริงอะไรบางอย่าง ว่าเรื่องนี้...มันคืออะไรกันแน่ !!!

เปิดชมบนยูทูป

ก่อนที่จะตามหาที่มาของเรื่องราวนี้ มิติที่่ 6 อยากจะเล่าเรื่องราวต้นฉบับที่ถูกเล่ากันมา ให้ท่านผู้ชมได้รับทราบกันก่อนครับ


โดยเรื่องเล่านั้นมีอยู่ว่า


สวัสดีครับ เรื่องนี้มันเกิดขึ้นกับตัวผมเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ผมก็เลยแค่อยากจะเล่าให้ใครสักคนได้รับรู้บ้าง



ทั้งหมดมันเริ่มมาจากงานเลี้ยงของเพื่อนผมคนหนึ่ง เขาเป็นศิลปินที่มาเช่าห้องใต้เพดานส่วนหนึ่งของโรงงานในเมืองนี้ ลองนึกภาพถึงสถานที่ประมาณดีทรอยท์ ประมาณช่วงปี ค.ศ. 1920 ดูนะครับ ที่นี่มันก็น่าจะประมาณนั้น ย่านโรงงานเก่าแก่อายุกว่าร้อยปีบนเนื้อที่กว่า 10 บล็อค เป็นสถานที่ ๆ ถูกทิ้งร้างทั้งหมดเลย

ดังนั้นผมก็เลยสนุกกับปาร์ตี้ในคืนนั้นกันอย่างหนัก หนักจนร่วงไปนอนกับพื้นห้อง ผมตื่นขึ้นมาอีกทีก็ตีสี่แล้ว พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นก็จริง แต่คุณน่าจะนึกถึงท้องฟ้าช่วงรุ่งสางที่มองขึ้นไปก็จะเห็นเป็นสีน้ำเงินเข้ม ผมเลยลุกไปอาบน้ำ ค่อย ๆ ก้าวเท้าอย่างระมัดระวังผ่านคนอื่น ๆ ที่นอนหลับกันอยู่บนพื้นเต็มไปหมด จนมาถึงที่หมายผมก็มองออกไปทางหน้าต่างของห้องน้ำ เห็นทิวทัศน์ข้างนอกมันมีแต่ซากของเมืองทั้งนั้น

"ผมชอบสถานที่แบบนี้มาก ๆ เลย มันทั้งมืด และไร้สิ่งมีชีวิต ให้ความรู้สึกแปลก ๆ"

จากนั้นผมก็กลับมาที่ม้านั่ง แล้วพยายามจะนอนหลับต่อ นอนมองไปที่เพดานประมาณ 45 นาที ผมก็เปลี่ยนใจอยากออกไปจากที่นี่ ดังนั้นผมก็เลยปลุกเพื่อนหญิงของผมให้ลุกขึ้นมา แล้วก็คิดว่าการเดินไปตามถนนแบบนั้น มันก็ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีสักเท่าไหร่ เพื่อนหญิงของผมนี่ก็เจ๋ง เธอฉลาดกว่าที่ผมคิด เธอบอกว่าเดี๋ยวอีกครึ่งชั่วโมงเธอจะกลับมา ถ้ายังไงเดี๋ยวเธอจะโทรหาผมทันที ที่เธอกลับมาจากข้างนอกแล้ว เจ้าโทรศัพท์ของผม มันก็ดันมาแบตหมดไปเมื่อสักสิบนาทีก่อน ผมก็เลยคิดว่าเดี๋ยวผมจะนั่งรออยู่ตรงหน้าต่าง จะได้คอยมองว่ารถของเธอจะกลับมาตอนไหนแทน แล้วผมก็นั่งคอยอยู่นาน จนตอนนี้หนังตามันก็ชักเริ่มหนักจะหลับเสียให้ได้สิเนี่ย



มีเสียงอะไรบางอย่างกระแทกกันอย่างแรงที่ข้างนอกนั่น มันปลุกผมให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เสียงมันไม่ดังมากนักหรอก แต่มันก็ดังพอที่จะดึงผมให้กลับมายังโลกของความจริง ผมมองออกไปนอกหน้าต่างรอบ ๆ แต่ก็ไม่เห็นอะไรเลย มองไปที่ผั่งตรงข้ามของถนนจากตรงนี้ ผมก็เห็นมีกองขยะกองใหญ่ มันเต็มไปด้วยขยะสารพัดสารเพ และผมก็เห็นซากเครื่องคอมพิวเตอร์และจอมอนิเตอร์วางกองที่พื้น ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้นมันยังไม่มีอะไรแบบนี้เลย


จนกระทั่งเพื่อนหญิงของผมมาถึง ผมก็เดินลงไปทักทายกับเธอ จากนั้นผมก็แค่เดินเข้าไปในรถ ผมจำได้ว่าหม้อแปลงคอมพิเตอร์ของเพื่อนคนหนึ่งมันเพิ่งจะพังไป คิดได้แบบนั้นผมก็เลยตัดสินใจเดินไปที่กองขยะกองนั้นก่อน เผื่อจะคุ้ยเจออะไรบ้าง จอมอนิเตอร์นี่ดูไม่จืด แต่ตัวเคสคอมพิวเตอร์นี่ดูเหมือนจะไม่เสียหายอะไรมากนัก ผมก็เลยนำมันไปยัดใส่หลังรถก่อนที่เราจะออกเดินทางกันจริง ๆ


ผ่านไปประมาณหนึ่งสัปดาห์ ผมก็ลืมเจ้าเคสคอมพิวเตอร์นั่นไปเลย จนเพื่อนหญิงของผมโทรมาบอกว่า ไอ้เจ้านั่นมันยังอยู่ในฝากระโปรงหลังรถของเธอ ให้มาเอากลับไปสักที คืนนั้นผมก็เลยนำมันกลับมาที่บ้าน แต่ก่อนที่ผมจะแกะเครื่องดูนั้น ผมตัดสินใจจะลองต่อมันเข้ากับจอมอนิเตอร์ของผมดูก่อนเผื่อมันจะยังใช้งานได้ แล้วมันก็ทำให้ผมแปลกใจ มันยังทำงานด้วยระบบวินโดวส์เอ็กซ์พี สภาพของเครื่องมันก็ยังดูเหมือนใหม่
ว่าแล้วผมก็เลยลองเช็คไฟล์ด้วยคำว่า “นม” และ “จิ๊มิ” เผื่อว่าจะได้พบกับความลับอันยิ่งใหญ่ ที่ถูกเจ้าของคนเก่าซ่อนมันเอาไว้ไม่ก็ลืมลบทิ้ง แต่ผลปรากฏว่าไม่เจอไฟล์อะไรแบบนั้นเลย คราวนี้ก็เลยเปลี่ยนมาค้นหาไฟล์รูปภาพบ้างแต่มันก็ไม่มีอะไรอีก ทีนี้ผมก็เลยลองค้นหาไฟล์คลิปวิดีโอดู แล้วมันก็แจ้งผลการค้นหาออกมา 1 ไฟล์ เจ้าไฟล์นี้เป็นนามสกุล avi อยู่ในโฟลเดอร์ที่ชื่อว่า “barbie” ซ่อนอยู่ในโฟลเดอร์ WINDOWS/system32

"ผมก็เลยลองเปิดไฟล์เล่นดู ตอนนี้แหละที่มันทำให้ผมเริ่มขนลุก"

เจ้าคลิปวิดีโอนี้มันยาวเป็นชั่วโมง มันน่าจะเป็นไฟล์ที่ถูกแปลงมาจากฟุตเทจต้นฉบับอะไรสักอย่าง โดยในฟุตเทจนั้นจะมีผู้หญิงคนหนึ่ง เธอกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้พูดอะไรบางอย่างอยู่หน้าฉากหลังสีขาว ผมกดข้ามวิดีโอไปเรื่อย ๆ ก็พบว่าทั้งหมดนั้นคือช็อตต่อเนื่องจากกล้องเพียงตัวเดียว ผมก็เลยนั่งดูทั้งหมดเพื่อจะได้รู้ว่าเธอกำลังพูดเรื่องอะไร โดยตลอด 50 วินาทีแรกของฟุตเทจที่ผมนั่งดูอยู่นั้น เสียงพูดของเธอนี่ฟังไม่ได้เลย มีแต่เสียงรบกวน ผมเองก็ไม่ยอมปล่อยวางความอยากรู้อยากเห็นทิ้งไปอีก



แล้วผมก็เลยนำไฟล์ทั้งหมดไปเปิดในโปรแกรมไฟนอลคัท และพยายามปรับแต่งความดัง เพื่อจะได้ทำให้เสียงของเธอชัดขึ้น มันก็พอจะช่วยได้นิดนึงแต่ก็ยังฟังเสียงพูดของเธอไม่ออกอยู่ดี ผมก็เลยต้องเปลี่ยนแผนหันไปให้ความสนใจกับใบหน้าและท่าทางของเธอแทน ดูเหมือนว่าเธอกำลังจะถาม ไม่ก็กำลังตอบคำถามอะไรบางอย่าง เห็นได้ว่าเธอหยุดฟังเป็นพัก ๆ ก่อนที่จะพูดต่อไป


จนดูคลิปผ่านไปได้ 15 นาที ใบหน้าของเธอเริ่มจะแดงกล่ำและบิดเบี้ยว ราวกับมีคำถามที่เธอไม่ชอบ แต่เธอก็ยังคงตอบคำถามนั้นต่อไป จากนั้นเธอก็เริ่มจะร้องไห้... เธอร้องไห้นานอยู่พอสมควรเลยทีเดียว มีคำหนึ่งที่ผมพอจะอ่านจากปากของเธอได้ เธอพูดว่า “skin” หรือผิวหนัง เธอพูดคำนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดฟุตแทจ และมีอยู่จุดหนึ่งของคลิป เธอดึงผิวหนังของเธอที่แขน พร้อม ๆ กับที่ปากพูดว่าผิวหนัง ดูเหมือนเธอจะไม่ค่อยชอบผิวของตัวเองสักเท่าไหร่


นี่มันก็มากพอที่ผมควรจะปล่อยวางอยู่นะ แต่ผมว่าผมก็มาไกลมากแล้ว ไว้ผมค่อยแบ่งเวลาไปพักในวันพรุ่งนี้แทนละกัน ยังไงพ่อแก้วแม่แก้วก็ช่วยดูแลลูกช้างด้วยนะครับ


ทุกอย่างเลยดำเนินต่อไป จนมาถึงนาทีที่ 40 หญิงสาวในคลิปก็ร้องไห้หนักมาก เธอมองมาที่กล้องแล้วหยุดพูดไป ฟุตเทจก็ปล่อยให้เธอก้มหน้าร้องไห้ไปแบบนั้น ตรงนี้มันแปลกมาก เธอไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาหรือขยับตัวอะไรเลย และภาพก็ค่อย ๆ มืดลงไป

"ผมนี่ตะลึงเลยครับ"

ผมเล่นคลิปที่จุดนี้อยู่หลายครั้งตลอดคืน พยายามจะจับจุดที่เธอขยับตัวเพื่อจะได้รู้ว่ามันคืออะไรกันแน่ มันขัดใจผมมาก ผมอยากรู้ให้มากกว่านี้ แถมผมยังสังเกตเห็นอีกว่า หลังจากที่คลิปมันมืดผ่านไปกว่า 10 นาที มันก็กลับมีฟุตเทจอื่น ๆ ให้ดูต่อไปเรื่อย ๆ


โดยฟุตเทจจากตรงนี้ภาพค่อนข้างจะสั่นมาก เรียกว่าดูกันไม่รู้เรื่องเลย เห็นแต่ขาคู่หนึ่งเดินไปมาตามทางรถไฟ ผมเข้าใจว่าเจ้ากล้องนั่นมันอาจจะเกิดผิดพลาด ถูกเปิดให้บันทึกไว้ในช่วงที่กำลังถูกถือไปที่ไหนสักแห่ง คนในคลิปเดินอยู่บนทางรถไฟประมาณ 6 นาที จากนั้นก็เริ่มเดินเข้าไปในป่า จากพื้นที่มีแต่เศษหมอนไม้รถไฟ  และเดินไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งคลิปจบลงไปในที่สุด


ตอนนี้หัวใจของผมเริ่มเต้นแรง เพราะที่นี่มันมีทางรถไฟอยู่ห่างไปไม่กี่ไมล์ แถมยังดูคล้าย ๆ กับในคลิปวิดีโอนี้ด้วย ผมว่าผมควรจะไปเช็คดูเสียหน่อย


ผมโทรหาเอซร่าเพื่อนของผม เขาสูง 6 ฟุต 4 นิ้ว หนัก 250 ปอนด์ หุ่นล่ำบึ้ก! ผมชวนเขาโดยบอกว่าจะพาไปผจญภัยด้วยกัน ผมคงไม่ได้ออกตัวเกินไปนะแต่ผมรู้สึกว่าถ้าเกิดผมจะต้องไปเดินป่า เพื่อจะได้ออกตามหาสิ่งที่ต้องการอะไรสักอย่างเนี่ย พวกสายกล้ามมันน่าจะปกป้องผมได้แน่ ๆ และมันก็เป็นทางออกที่ดีในการออกไปสืบหาความจริง ของเจ้าคลิปวิดีโอที่ทำให้ผมนอนไม่หลับคลิปนั้น


เช้าวันรุ่งขึ้นมันเป็นวันอาทิตย์ที่แดดดีมาก ผมเตรียมไฟฉาย กล้อง แล้วก็มีดสั้นสีดำขอบหยักความยาว 7 นิ้ว จากนั้นก็ขับรถไปรับเอซร่า พอผมไปถึงที่บ้านของเขาปรากฏว่าเขายังไม่ตื่น พอผมปลุกเขาเขาก็ตอบว่าไม่ไปแล้ว ผมเลยต้องเตรียมตัวที่จะทำภารกิจนี้ต่อไปโดยไม่มีเอซร่า แล้วผมก็ขับรถมาจนถึงสถานีรถไฟ เตรียมข้าวของเสร็จผมก็กระโดดลงไปที่ทางวิ่ง



หลังจากเดินไปกว่า 2 ชั่วโมง ผมก็เห็นกองเศษไม้หมอนรางรถไฟที่ว่า ตอนนี้ขาผมสั่นไปด้วยความตื่นเต้นไปหมด ผมหาจุดที่ใกล้เคียงกับในคลิปเจอแล้ว และที่นี่มันก็น่าจะเป็นจุดที่จะนำทางไปยังป่าแห่งนั้น


ผมเดินไปตามทางนั้นเรื่อย ๆ ตาก็คอยสอดส่องทุกอย่างอย่างใกล้ชิด ผมหยุดเดินเป็นระยะ ๆ เพื่อจะได้หยุดเงียหูฟังบางสิ่งบางอย่างไปเรื่อย ๆ แต่มันก็ยังไม่มีอะไร นี่มันเป็นอะไรที่บีบหัวใจผมมากที่สุดตั้งแต่เกิดมา ผมไม่รู้เลยว่าเจ้าเส้นทางนี้มันจะไปจบลงที่ไหนกันแน่


จากเส้นทางที่มีต้นไม้ล้อมรอบก็ได้นำทางผมไปยังเกาะเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่บนสนามหญ้าแห่งหนึ่ง พอผมเห็นที่่นี่ บ้านที่ว่ามันก็ควรจะอยู่ที่ป่าตรงนั้น จากจุดที่มองตรงนี้คิดว่าน่าจะไม่มีใครอาศัยอยู่มา 20 หรือ 30 ปีแล้ว ผมหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายภาพสักสองสามภาพ แล้วก็นั่งลงที่ใต้ต้นไม้พักหนึ่ง จากนั้นก็มองสำรวจไปรอบ ๆ

"ผมไม่ได้อยากจะมาอยู่ในที่โล่งแบบนี้ ผมรู้สึกแย่ขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นทุกสิ่งกำลังมองผมอยู่"



นั่นมันก็เลยทำให้ผมต้องรวบรวมความกล้า เดินไปที่ตัวบ้านหลังนั้น ประตูบ้านดูเหมือนจะแง้มอยู่ด้วย ผมเลยเปิดมันแล้วใช้ไฟฉายส่องเข้าไปดูข้างในจนทั่ว ดูเหมือนว่าข้างในบ้านมีความสว่างอยู่พอสมควร ผมเลยเก็บไฟฉายไปก่อน จากนั้นก็หยิบกล้องมาถ่ายภาพเพิ่มเติม ในนี้มันไม่มีเฟอร์นิเจอร์สักชิ้น บนพื้นก็มีแต่เศษอิฐเศษไม้ ที่กำแพงบางจุดก็มีรูโหว่ใหญ่ ๆ พอผมค่อย ๆ สำรวจต่อไป ผมก็เห็นบางอย่างที่ไม่แน่ใจว่ามันคืออะไรในตอนนั้น แต่ตอนนี้ผมกลับมาคิดดูทีไรมันก็ทำให้ผมรู้สึกหลอนทุกที

อย่างแรกที่มันดูแปลก ๆ ก็คือ ประตูบานหนึ่งในห้องแรกนั่น มันน่าจะเป็นทางลงไปห้องใต้ดิน มันดูใหม่เกินกว่าจะมาอยู่ในบ้านหลังนี้มาก และมันก็เป็นประตูเพียงบานเดียวที่ถูกล็อคเอาไว้ ทีนี้ พอผมเดินขึ้นไปที่ชั้นสอง ผมก็เห็นเก้าอี้กับโต๊ะวางซ้อนทับกันอยู่ มันก็ดูใหม่กว่าสถานที่เหมือนกัน แต่สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกกังวลใจมาก ๆ มันก็คือที่ห้องน้ำ เพราะฝุ่นที่เกาะบนกระจกมันถูกเช็ดออกไปจนหมด และในอ่างน้ำนั้น ผมเห็นแผ่นพลาสติกใสปูรองหยดน้ำที่ยังคงมีน้ำหยดอยู่ ผมเห็นชัดเลยว่ามันถูกทำความสะอาดมาแล้ว



จากนั้นผมก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่างดังขึ้น ผมเลยรีบกระโดดออกจากหน้าต่างชั้นสอง วิ่งกลับไปยังทางรถไฟอย่างเร็วที่สุดในชีวิตเลย


จนวิ่งออกมาได้ครึ่งทาง ผมก็คิดว่าจริง ๆ แล้วเสียงที่ว่านั้น มันก็อาจจะเป็นแค่เสียงน้ำไหลดังมาจากท่อ จนกังวาลกว่าความเป็นจริงก็เป็นได้ และมันก็มีเรื่องที่ทำให้รู้สึกหลอนอีกเรื่องหนึ่งก็คือ บ้านร้างกลางป่าแบบนี้มันจะไปมีน้ำไหลอยู่ตามท่อแบบนั้นได้ยังไง


เรื่องนี้มันก็ผ่านมาแล้วกว่า 2 เดือน และตั้งแต่วันนั้นมา ผมก็ไม่เคยคิดจะกลับไปยังที่แห่งนั้นอีกเลย


--จบ--


เรื่องเล่าสยองขวัญ Barbie.avi นี้ คือหนึ่งในเรื่องเล่าคลาสสิคของเรื่องราวสยองขวัญต่างประเทศ หรือที่เรารู้จักกันในนามครีปปี้พาสต้า แต่งโดยผู้แต่งนิรนาม ใช้เทคนิคการเล่าเรื่องแบบสมัยนิยม นั่นก็คือการโพสต์ว่าตัวเองนั้นเป็นผู้ประสบกับเหตุการณ์มาจริง ๆ และมีการนำเสนอคลิปประกอบเรื่องเล่าเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือเข้าไป



โดยหลังจากที่เรื่องเล่านี้ได้ถูกโพสต์ไว้เมื่อช่วงต้นปี ค.ศ. 2010 บนเว็บไซต์ 4Chan พร้อมกับคลิปที่อ้างว่าเป็นที่มาของเรื่องราวทั้งหมด จำนวนทั้งสิ้น 3 คลิป จากที่ทั้งหมดมี 4 คลิป คือคลิปที่ 1, 2  และ 4 มันก็ได้ทำให้ผู้คนที่อ่านเรื่องราวนี้ เกิดความสงสัยหลาย ๆ อย่าง ตั้งแต่เรื่องเล่านี้เป็นความจริงหรือเปล่า ? และหญิงสาวที่อยู่ในคลิปนั้นคือใคร ? และก็มีบางคนพุ่งประเด็นไปที่คลิปที่ 3 ซึ่งเป็นคลิปที่หายไปว่ามันอาจจะซ่อนความจริงอะไรเอาไว้

คลิปปริศนาที่ถูกอ้างในเรื่อง

จนเมื่อวันที่ 30 เมษายน ค.ศ. 2010 สมาชิกของเว็บไซต์ถามตอบ Yahoo! Answers ชื่อ Jacque ได้โพสต์ถามความจริงของเรื่อง Barbie.avi เรื่องนี้เป็นครั้งแรก โดยต่อมาก็มีผู้เข้ามาตอบคำถามนี้ด้วยกัน 5 คน และคำตอบที่ดีที่สุดนั้นก็เป็นของสมาชิกที่ใช้ชื่อว่า halo2god ซึ่งเขาได้ให้คำตอบเอาไว้ว่า ผู้โพสต์คำถามนี้ไม่ควรจะใส่ใจอะไรกับเรื่องเล่าเรื่องนี้เลย


ต่อมาในวันที่ 17 สิงหาคม ค.ศ. 2010 เรื่องเล่าเรื่องนี้ก็ได้ถูกนำไปโพสต์ไว้ที่เว็บไซต์ Creepypasta Wiki และในวันที่ 17 ธันวาคม ค.ศ. 2010 สมาชิกเว็บไซต์เรดดิตชื่อ b00gielove ก็ได้โพสต์ลิงค์จากเว็บไซต์ที่บันทึกหน้าเว็บกระทู้ของ 4Chan ที่มีเรื่องเล่านี้เอาไว้ที่ซับเรดดิตหมวด /r/nosleep


โดยปริศนาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นหญิงสาวภายในคลิปนั้นเป็นใคร และคลิปที่ 3 ที่หายไปนั้นซ่อนความจริงอะไรเอาไว้ มันก็ได้ทำให้ผู้คนในสมัยนั้น พูดถึงเรื่องนี้ว่าหญิงสาวในคลิปดังกล่าวน่าจะเป็นผู้พิการแขนขวา และหญิงสาวในคลิปนั้นอาจจะเป็นนักแสดงหญิงของประเทศฝรั่งเศสชื่อ โจเซฟิน เฟรสสัน เพียงแต่เจ้าตัวนั้นก็ไม่ใช่ผู้พิการแต่อย่างใด

นั่นจึงทำให้มิติที่ 6 ต้องค้นหาที่มาต่อไป จนได้พบกับบันทึกจดหมายเหตุ ที่น่าจะเฉลยเรื่องราวทั้งหมดอย่างถูกต้อง และมันก็ได้ทำให้มิติที่ 6 ต้องนำเสนอความจริงให้ครบถ้วนที่สุด เพื่อไม่ให้พวกเราคนไทย นำเรื่องราวนี้ไปเล่าโดยขาดสติกันอีกต่อไป

โจเซฟิน เฟสสัน เธอแค่หน้าคล้าย

ในบันทึกดังกล่าวนั้นได้พูดถึง เว็บไซต์ 2ch.hk ซึ่งเป็นเว็บไซต์กระดานข่าวรูปภาพของประเทศรัสเซีย ได้เปิดประเด็นเพื่อสืบหาที่มาของ Barbie.avi ไว้เมื่อช่วงประมาณปลายปี ค.ศ. 2016 โดยสมาชิกนิรนามชาวรัสเซียท่านหนึ่ง สามารถสืบหาที่มาของคลิปที่แท้จริงได้ว่า
มันคือคลิปที่ถูกอัพโหลดไว้เพื่อแจกจ่ายให้กับผู้คนที่สนใจเกี่ยวกับ Amputee Model หรือนายแบบนางแบบพิการ ที่เว็บบล็อก freeamputee.blogspot.com ชื่อคลิปว่า Tammy RAE (RAE ย่อมาจากคำว่า Right Arm Elbow ขยายความว่าเธอพิการบริเวณตั้งแต่ข้อศอกข้างซ้าย) โดยมันถูกโพสต์เอาไว้เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ค.ศ. 2009 นั่นจึงทำให้เบื้องต้นเราทราบว่านางแบบในคลิปนั้นถูกเรียกว่า แทมมี่ โดยไม่ทราบว่าจริง ๆ แล้วเธอกำลังให้สัมภาษณ์เรื่องอะไร เพราะตัวเสียงพูดในเทปนั้น ก็ฟังไม่รู้เรื่องแบบนี้มาตั้งแต่แรกแล้ว และมันก็ได้ทำให้ความสงสัยนี้ถูกทิ้งไว้หลายปี

 มูซันเจี่ย.เน็ท
"Mucanzhe.net" เว็บโหวตนางแบบพิการของจีน

จนกระทั่งนักสืบผู้นี้มาพบกับเว็บไซต์ Mucanzhe.net ซึ่งเป็นเว็บไซต์เกี่ยวกับนางแบบพิการนานาชาติของประเทศจีน โดยสมาชิกของกระดานข่าวที่นี่ ได้ทำการโพสต์คลิปเดียวกันนี้เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน ค.ศ. 2013 เพื่อเปิดประเด็นเกี่ยวกับแทมมี่ ว่าเธอคือนางแบบพิการในอดีต และมันก็ได้ทำให้สมาชิกหลายคนถกเถียงกันว่า จริง ๆ แล้วแทมมี่นั้นไม่น่าจะเป็นนางแบบ เพราะชื่อของเธอนั้นไม่เคยถูกบันทึกไว้ในทะเบียนประวัตินางแบบพิการมาก่อน


ต่อมานักสืบชาวรัสเซียผู้นี้ก็ได้ภาพถ่ายอื่น ๆ ของแทมมี่มา จากสมาชิกในกระดานข่าวที่พอจะค้นภาพของเธอมาได้ มันก็ทำให้เราพอจะทราบว่า หญิงสาวในคลิปปริศนานี้น่าจะถูกเรียกว่า แทมมี่จริง ๆ เพราะสร้อยคอของเธอกับของนางแบบในภาพถ่ายนั้น น่าจะเป็นสร้อยเส้นเดียวกันแน่ ๆ

"สร้อยคอ" คือหลักฐานว่าเธอคือแทมมี่ หรือชารอน

ต่อมานักสืบชาวรัสเซียจึงได้ทำการติดต่อไปยัง ไมค์ ราวนด์ ผู้ก่อตั้งสมาคมนางแบบพิการนานาชาติ เพื่อขอข้อมูลของแทมมี่เพิ่มเติม ก็ได้รับคำตอบว่า เขามีตัวเทปวิดีโอต้นฉบับที่บันทึกไว้ในระบบ VHS เก็บไว้เช่นกัน และยังได้บอกรายละเอียดเพิ่มเติมว่า หญิงสาวที่ถูกเรียกว่าแทมมี่ดังกล่าวนั้น มีชื่อจริงว่า "ชารอน" และเธอนั้นไม่ได้เป็นนางแบบพิการแต่อย่างใด

"นิ้วมือซ้าย" เธอมีแหวนที่นิ้วนางเช่นเดียวกับในคลิป

โดยไมค์ ราวนด์นั้นได้เล่ารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับชารอนว่า เธอได้มาบันทึกวิดีโอนี้ไว้ เพื่อเล่าชีวิตของเธอให้กับผู้สัมภาษณ์ชื่อ JAMA Bennett Reed เจ้าของโรงเรียนสำหรับผู้พิการแห่งหนึ่ง ตอนนั้นชารอนน่าจะอายุประมาณ 22 ปี โดยเนื้อหาในวิดีโอนั้น ชารอนได้เล่าว่าในช่วงที่เธออายุประมาณ 16 ปีนั้น เธอได้งานทำอยู่กับเครื่องล้างเวชภัณฑ์ ที่ทำงานคล้ายกับเครื่องซักผ้า

"ไมค์ ราวนด์ส์" บอกว่าเธอคือชารอน

โดยสมัยนั้นเครื่องดังกล่าวยังไม่มีระบบความปลอดภัย ไม่สามารถล็อกตัวถังให้หยุดหมุนในขณะเครื่องทำงานเหมือนสมัยนี้ และมันก็ทำให้ระหว่างที่เธอกำลังจัดวางแผ่นรองอุปกรณ์ลงในตัวถัง ทั้ง ๆ ที่เครื่องกำลังทำงานอยู่นั้น ได้บิดแขนขวาของเธอจนขาดติดไปกับแผ่นรองทันที และมันก็ได้ทำให้ชีวิตของชารอนต้องเปลี่ยนจากคนปกติทั่วไป กลายมาเป็นคนพิการอย่างที่เห็นกันในคลิปวิดีโอ

ภาพจาก Mucanzhe.net

ต่อมาทางนักสืบก็ได้สอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวเทปต้นฉบับ แต่ไมค์ก็ได้บอกปัดโดยให้เหตุผลว่า มันไม่ใช่เรื่องที่เขาจะต้องเล่าอะไรเพิ่มเติมไปกว่านี้อีกแล้ว

"ไมค์ ราวนด์ส์" อาจจะต้องการรักษาความส่วนตัวให้แทมมี่
จึงตอบปฎิเสธแบบไม่ไยดีเช่นนี้

นั่นจึงทำให้นักสืบรัสเซียต้องติดต่อกับ JAMA Bennett เพื่อสอบถามรายละเอียดอื่น ๆ ต่อไป เพียงแต่ด้วยเวลาที่ผ่านมาเนิ่นนาน จาม่าเองก็จำชารอนไม่ได้เสียแล้ว

"จาม่า" เธอจำแทมมี่ไม่ได้แล้ว

แต่สิ่งที่นักสืบรัสเซียทราบนั้น มันก็พอจะสรุปได้นั้นก็คือ ชารอนนั้นน่าจะมาบันทึกวิดีโอชุดนี้ และเล่าเรื่องราวของเธอไว้เพื่อให้กำลังใจแก่ผู้พิการคนอื่น ๆ ให้สู้ชีวิตต่อไป โดยมันน่าจะถูกถ่ายทำไว้ประมาณช่วงปี ค.ศ. 1989 ไม่ก็ปี ค.ศ. 1999 ในโครงการของสมาคมผู้พิการแห่งหนึ่ง ที่ก่อตั้งโดยเบตต์ หรือ เบตตี้ แฮ็กกลัน (Betty, Bette Hagglund) ซึ่งปัจจุบันเบ็ตตี้ได้เสียชีวิตไปเมื่อปี ค.ศ. 2007 แล้ว นั่นจึงทำให้การสืบเรื่องราวต้องจบลง โดยไม่ทราบว่าปัจจุบันนี้แทมมี่หรือชารอนหญิงสาวในคลิปนี้ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ และมันก็คือปริศนาสุดท้าย ที่เราไม่มีความจำเป็นจะต้องไปสืบหาเพิ่มเติมอะไรกันอีกแล้ว


และนั่นก็คือทั้งหมดที่มิติที่ 6 พอจะค้นหาที่มาที่แท้จริงของคลิป Barbie.avi มาได้ และหวังว่าท่านผู้ชมน่าจะพอคลายความกังวลใจจากเรื่องราวสยองขวัญที่ถูกใครสักคนแต่งขึ้นมา และยังนำคลิปของผู้พิการทางแขนมาตัดต่อจนน่ากลัว โดยไม่ได้คำนึงถึง แทมมี่หรือชารอนที่ต้องต่อสู้กับการใช้ชีวิตปกติด้วยร่างกายที่พิการของเธอเลย


มิติที่ 6 ก็อยากจะบอกกับท่านผู้ชมว่า ถ้าหากมีใครนำเรื่องเล่า "Barbie.avi" เรื่องนี้มาเล่ากันในวงสนทนา ก็ขอให้เราฟังเรื่องราวของเขาให้จบเสียก่อน จากนั้นค่อยนำข้อมูลจากมิติที่ 6 มาเฉลยกลางวง เพื่อให้ทุกคนได้ทราบความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังว่ามันไม่ใช่อย่างที่เราคิด และเราควรให้ความเคารพในสิทธิมนุษยชนกับผู้พิการให้มากกว่าการเป็นเพียงเรื่องเล่าจะดีที่สุด


"นั่นก็เพราะว่าความจริงนั้น มันช่างไม่มีสเน่ห์..เอาเสียเลย"


สำหรับผู้ที่ทราบความจริงนั้น เธอคือเจ้าหญิงไปแล้ว

อย่าลืมติดตามรายการมิติที่ 6 ศุกร์สยองขวัญ กับเรื่องราวเบา ๆ พร้อมกับที่มาของมันกันได้ทุกวันศุกร์สะดวก และหลังจากจบรายการแล้ว อย่าลืมกดสัปสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้ สวัสดี


เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ที่มา :
Know Your Meme - Barbie.avi
4Chan Archive - Russian Inestigaing Barbie.avi
จดหมายเหตุ - Barbie.avi Investigation
Creepypasta - Barbie.avi


วันพุธที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 "บิลลี่ มิลลิแกน" อาชญากรผู้มีบุคลิกภาพต่างกันถึง 24 บุคลิก


มนุษย์เราทุกคนนั้นล้วนมีด้านต่าง ๆ มากมายหลายแบบ บางคนเห็นกันอยู่ว่าเป็นคนดี แต่กลับมีด้านมืดอันน่ากลัว บางคนเห็นชัด ๆ ว่าเป็นผู้ร้าย แต่กลับมีอีกด้านที่อ่อนโยนเหมือนคนจิตใจดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันก็แล้วแต่ช่วงเวลาที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่นั้น ว่ามันจะสามารถส่งผลกับสภาพความคิดและจิตใจของเขาแค่ไหน ?
มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาท่านผู้ชมไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อไปรู้จักกับชีวิตของอาชญากรคนหนึ่ง ชายผู้ต้องหาในคดีข่มขืนและลักพาตัวหลายคดี มีพยานและหลักฐานระบุความผิดชัดเจนทุกการกระทำ แต่แล้วทำไมศาลของประเทศที่เรียกได้ว่ามีความยุติธรรมสูงสุด กลับไม่สามารถเอาผิดกับชายคนนี้ในฐานะอาชญากรได้เลย !!!

"บิลลี่ มิลลิแกน" (13 ก.พ. 1955 - 12 ธ.ค. 2014)

ย้อนกลับไปในยุคช่วงปี ค.ศ. 1950 “โดโรธี มิลลิแกน” หญิงสาวบ้านนาจากฟาร์มแห่งหนึ่งในรัฐโอไฮโอ เธอพบรักกับสามีคนแรกที่แลนคาสเตอร์ ใช้ชีวิตร่วมกันอยู่ได้ไม่นานทั้งคู่ก็มีอันต้องเลิกรากันไป

โดโรธีจึงตัดสินใจเปลี่ยนชีวิตตัวเอง อพยพมาอยู่ที่ไมอามีในรัฐฟลอริด้า และที่นี่เธอก็ได้เริ่มทำงานเป็นนักร้อง ร้องเพลงอยู่ตามร้านในย่านนั้น จนกระทั่งวันหนึ่งเธอได้มาพบรักอีกครั้งกับจอห์นนี่ มอร์ริสัน หนุ่มโสดนักประวัติศาสตร์ นั่นจึงทำให้ทั้งสองตัดสินใจคบหาและใช้ชีวิตร่วมกัน


คบหากันอยู่ได้ไม่นาน โดโรธีก็ได้ให้กำเนิดบุตรคนแรกกับจอห์นนี่ เมื่อช่วงเดือนตุลาคม ค.ศ. 1953 ชื่อว่าจิม มิลลิแกน ถัดมาอีก 2 ปี ทั้งคู่ก็ได้ลูกชายคนที่สองในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1955 เด็กคนนี้ชื่อว่าวิลเลียม สแตนลี มิลลิแกน ซึ่งใคร ๆ ต่างก็เรียกเขาว่า "บิลลี่ มิลลิแกน" และปีต่อมาทั้งโดโรธีและจอห์นนี่ก็ได้ลูกสาวตามมาอีกคนในช่วงเดือนธันวาคม ค.ศ. 1956 ชื่อว่าแคธี่ โจ มิลลิแกน

ครอบครัวมิลลิแกน จิม(พี่ชาย), แคธี่ โจ(น้องสาว), บิลลี่ และโดโรธี(มารดา)


โดยตอนนั้นจอห์นนี่ มอร์ริสันที่อายุ 36 ปี เริ่มทำตัวแย่ลงเรื่อย ๆ จอห์นนี่เป็นหนี้การพนันและติดเหล้าอย่างหนัก ถึงขนาดต้องไปเข้าโรงพยาบาลเพื่อรักษาอาการพิษสุราเรื้อรัง เขาเคยคิดจะฆ่าตัวตายแต่ก็ทำไม่สำเร็จ เพราะหลังจากที่กินยานอนหลับผสมกับเหล้าจนนอนสลบใกล้ตายอยู่นั้น โดโรธีได้เข้ามาพบและรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันเวลา


แต่แล้วในที่สุดเมื่อถึงวันที่ 17 มกราคม ค.ศ. 1959 จอห์นนี่ก็ฆ่าตัวตายสำเร็จ เขารมแก๊สคาร์บอนมอนนอกไซด์ตนเองจนเสียชีวิต ปล่อยให้โดโรธีต้องอยู่ดูแลลูกทั้งสามคนต่อไปเพียงลำพัง


หลังจากสามีหนีเอาตัวรอดไปนั้น โดโรธีจึงตัดสินใจหอบลูก ๆ ทั้งหมดออกจากไมอามี่ และกลับไปยังแลนคาสเตอร์ที่โอไฮโอ จนผ่านไปสามปีโดโรธีก็แต่งงานใหม่กับชาลเมอร์ มิลลิแกน ชายหนุ่มอายุ 35 ปีที่เพิ่งจะหย่าร้างกับภรรยา ซึ่งแน่นอนว่าเขากับเบอร์นิซภรรยาคนเก่าก็มีลูกสาวอยู่สองคน คนหนึ่งเธอชื่อชาลล่า อายุเท่า ๆ กับบิลลี่ มิลลิแกน ส่วนอีกคนนั้นออกไปทำงานเป็นพยาบาลแล้ว

ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องราวของพ่อและแม่ของชายคนนี้ ลูกชายคนที่สองของโดโรธี เด็กน้อยที่มักจะแสดงอุปนิสัยแปลกประหลาดออกมาตั้งแต่ยังเล็ก ๆ เด็กชายที่ต่อมาใครจะไปรู้ได้ว่า เขาจะก่อคดีข่มขืนหญิงสาวไปถึงสามรายโดยไม่ได้รับความผิดอะไรเลย !!!

"บิลลี่ มิลลิแกน" ในวัยเด็ก


หลังจากที่บิลลี่ มิลลิแกนได้ถือกำเนิดขึ้นมาในปี ค.ศ. 1955 และมีชีวิตดำเนินมาแบบผิดปกติ โดยที่ไม่มีใครในครอบครัวสังเกตว่าสิ่งที่เขากระทำออกมาในบางช่วงเวลานั้น มันมาจากสภาพจิตใจที่ผิดปกติของเขา ได้แสดงตัวตนออกมาเพื่อรับมือกับปัญหาจากการมีพ่อเลี้ยงใจร้าย ซึ่งในช่วงหลังจากที่เขาถูกตำรวจจับและถูกตรวจสอบสภาพจิตใจในขั้นตอนการสอบสวนนั้น จิตแพทย์พบว่าบิลลี่เริ่มมีบุคลิกภาพของคนอื่นอยู่ในตัวมาตั้งแต่ช่วงที่เขาอายุได้ 5 ปีแล้ว


โดยแดเนียล คียส์ ผู้รวบรวมข้อมูลของบิลลี่ มิลลิแกนได้ระบุว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวบิลลี่เริ่มมีบุคลิกภาพของคนอื่นเพิ่มเข้ามาอยู่ในตัวมากขึ้นตามช่วงอายุที่ผ่านไป โดยสามบุคลิกแรกที่ถูกพบนั้นก็คือ เด็กชายอีกคนที่ไม่รู้ว่าชื่ออะไร อีกบุคลิกก็เป็นเด็กหญิงอายุ 3 ขวบที่ชื่อคริสทีน และชอว์นซึ่งเป็นบุคลิกของเด็กหูหนวกอายุ 4 ขวบ ซึ่งแต่ละบุคลิกจะปรากฏตัวขึ้นมาเมื่อบิลลี่ต้องตกอยู่ในเหตุการณ์ตึงเครียดต่าง ๆ กัน เพื่อแก้ไขสถานการณ์ในช่วงเวลาที่ต้องเผชิญปัญหาดังกล่าวให้ผ่านพ้นไป ท่ามกลางความงุนงงของพ่อแม่ เพื่อน และคนรอบข้าง


ในปี ค.ศ. 1975 นั้น บิลลี่ถูกจับเข้าคุกเลบานอนคอเรคชันแนลอินสติติวชั่นในรัฐโอไฮโอ ด้วยข้อหาข่มขืนและปล้นอาวุธปืน โดยต่อมาในช่วงต้นปี ค.ศ. 1977 บิลลี่ก็ได้รับทัณฑ์บนออกมาเป็นอิสระ โดยแลกกับการต้องมีชื่ออยู่ในบัญชีผู้กระทำผิดในคดีอาชญากรรมทางเพศของกรมตำรวจ


ผ่านมาถึงช่วงเดือนตุลาคมปีเดียวกัน บิลลี่ก็ถูกจับตัวอีกครังในข้อหาข่มขืนนักศึกษาสาว 3 รายภายในมหาวิทยาลัยรัฐโอไฮโอ โดยหลักฐานที่พบในที่เกิดเหตุนั้น นอกจากรอยนิ้วมือของบิลลี่ในรถของเหยื่อ ก็ยังมีคำให้การของเหยื่อรายหนึ่งบอกกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ตอนที่เธอพบกับบิลลี่ครั้งแรกนั้น เขาดูเหมือนกับเด็กหญิงอายุ 3 ขวบมากกว่าจะเป็นผู้ชาย


จากการเข้าตรวจค้นในบ้านพักของเขา เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้พบกับอาวุธปืนจำนวนหนึ่งซุกซ่อนอยู่ นั่นจึงทำให้ทัณฑ์บนของเขาสิ้นสุดลง บิลลี่ถูกระบุว่ามีความผิดในข้อหาลักพาตัว 3 กระทง ข้อหาโจรกรรม 3 กระทง และข้อหาข่มขืนกระทำชำเราอีก 4 กระทง โดยศาลพิพากษาให้เขาต้องถูกจองจำที่สถานกักกันในรัฐโอไฮโอเพื่อชดใช้ในสิ่งที่เขาได้กระทำเอาไว้


ในช่วงเตรียมตัวต่อสู้ในชั้นศาลนั้น บิลลี่ได้รับการตรวจสอบสภาพทางจิตจาก ดร. วิลลิส ซี ดริสโคลล์ โดยแพทย์ผู้นี้ได้ระบุว่า บิลลี่นั้นน่าจะป่วยเป็นจิตเภทชนิดฉับพลัน นั่นจึงทำให้บิลลี่ต้องถูกตรวจสอบอีกครั้งโดยนักจิตวิทยาชื่อโดโรธี เทอร์เนอร์ แห่งศูนย์การแพทย์โคลัมบัสตะวันตกเฉียงใต้ของรัฐโอไฮโอ


โดยในช่วงระหว่างการตรวจสอบนั้น ดร.โดโรธี ก็ได้ผลสรุปออกมาว่า บิลลี่นั้นมีอาการของผู้ป่วยโรคจิตประเภทหลายบุคลิก ซึ่งนั่นก็ทำให้ในช่วงการต่อสู้คดีที่ชั้นศาลนั้น ทนายได้ใช้ผลสรุปนี้มายืนยันกับศาล และมันก็ได้ทำให้บิลลี่ได้รับการพิจารณาให้ไปฟื้นฟูสภาพจิตใจก่อนจะพิจารณาคดีกันต่อไป
หลังจากนั้นบิลลี่ถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลของรัฐบาลอยู่หลายแห่ง อย่างเช่นในโรงพยาบาลเอเธนนั้นบิลลี่ฟ้องศาลว่า เขาไม่ได้รับความช่วยเหลือเท่าที่ควร โดยในช่วงที่รักษาอยู่ในโรงพยาบาลแห่งนี้ มีรายงานระบุออกมาว่า บิลลี่ได้แสดงบุคลิกภาพออกมาต่างกันถึง 10 แบบ


โดย 1 ใน 10 บุคลิกนี้ก็มีอยู่คนหนึ่งบอกว่าตัวเองนั้นเป็นจิตแพทย์เสียด้วย โดยภายหลังก็ได้มีการระบุเพิ่มบุคลิกภาพ ที่พบจากตัวบิลลี่อีกเข้าไปอีกถึง 14 แบบ และทั้ง 14 แบบหลังนี้ ก็ถูกระบุว่าเป็นบุคลิกภาพที่ไม่พึงปรารถนาของสังคม โดยใน 10 บุคลิกภาพแรกนั้น ได้แก่
  1. วิลเลี่ยม สแตนลีย์ มิลลิแกน หรือบิลลี่ มิลลิแกน ตัวของเขานั่นเอง
  2. อาเธอร์ ชายหนุ่มผู้ดีอังกฤษ กับบุคลิกภาพที่เชี่ยวชาญในภาษาอังกฤษเป็นอย่างมาก แถมยังเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีความรู้เกี่ยวกับยารักษาโรค โดยเฉพาะด้านโลหิตวิทยา โดยบุคลิกตอนเป็นอาเธอร์นี้ได้ถูกระบุว่าเขามีด้านมืดที่ไม่พึงประสงค์อยู่ด้วย
  3. เรเกน วาดาสโควินิช เป็นบุคลิกภาพที่มีฉายาว่า “ประตูแห่งความเกลียดชัง” ชื่อของเขามาจากคำว่า "Rage Again" หรือแปลว่า “โกรธอีกแล้ว” ซึ่งเรเกนนั้นได้ระบุตัวตนว่าเขาคือคนยูโกสลาเวีย พูดจาสำเนียงแบบชาวสลาฟ สามารถพูดและเขียนภาพษาเซอร์เบียได้ในระดับที่เรียกว่าเชี่ยวชาญ อีกทั้งยังสามารถควบคุมสถานการณ์เลวร้ายต่าง ๆ ได้ดี แต่บุคลิกภาพนี้ก็ยังมีอีกด้านที่ทำให้เขาต้องถูกแบ่งไปอยู่ในบุคลิกที่ไม่พึงประสงค์เช่นกัน เพราะเขาได้ออกมายอมรับว่าเคยออกปล้นทรัพย์เพื่อเอาเงินมาใช้ดูแลครอบครัว แต่ก็ไม่เคยก่อคดีข่มขืนเพราะว่าเขาทำไม่เป็น
  4. อัลเลน เป็นบุคลิกของคนเจ้าเล่ห์และเป็นนักเจรจา เขาเป็นบุคลิกที่มีความสามารถในการพูดระดับโลก มีความสามารถในการตีกลองและวาดรูปคน เป็นคนถนัดขวาและเป็นเพียงบุคลิกภาพเดียวที่สูบบุหรี่
  5. ทอมมี่ เขาคือนักหลบหนี มีบุคลลิกภาพคนละเรื่องกับอัลเลน ทอมมี่มีความสามารถในการเป่าเทเนอร์แซ็กโซโฟน และมีความเป็นเลิศในด้านไฟฟ้าอิเล็คทรอนิคส์ เขาเป็นนักวาดภาพวิวทิวทัศน์ที่เก่งกาจ
  6. แดนนี่ เขาคือบุคลิกภาพของคนขี้กลัว เขากลัวผู้คนโดยเฉพาะผู้ชาย เขาคือนักวาดภาพสิ่งมีชีวิต และไม่เคยวาดภาพทิวทัศน์เลยแม้แต่ครั้งเดียว โดยบุคลิกภาพนี้ได้ปรากฏออกมาตอนที่ชาลเมอร์ พ่อเลี้ยงของเขาสั่งให้เขาขุดหลุมศพเพื่อฝังร่างตัวเอง
  7. เดวิด เขาคือเด็กอายุ 8 ขวบ ฉายา “ประตูแห่งความเจ็บปวด” เขามักจะปรากฏตัวขึ้นมาเพื่อมอบความเจ็บปวดให้กับใครก็ได้ที่เขาต้องการ
  8. คริสทีน เธอคือบุคลิกภาพของเด็กหญิงอายุ 3 ขวบ เธอมักจะหลบไปยืนอยู่แถวมุมใดมุมหนึ่งในโรงเรียนเสมอ ยามที่บิลลี่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน เธอมีความบกพร่องในทักษะการเรียนรู้ แต่เธอก็ได้บุคลิกอาเธอร์คอยช่วยสอนพูดและเขียนภาษาอังกฤษให้เสมอ และเธอเองก็ยังได้บุคลิกภาพของเรเกน คอยปกป้องดูแลด้วยความเอ็นดูเสมอมา
  9. คริสโตเฟอร์ บุคลิกภาพนี้แสดงออกมาเป็นพี่ชายของคริสทีน เขาสามารถเป่าฮาโมนิก้าได้ และมันก็มีเพียงเท่านี้
  10. อาดาลาน่า เธอคือบุคลิกของหญิงเลสเบี้ยน ชอบทำอาหารและทำความสะอาดบ้าน ชอบแต่งบทกวี โดยทนายของบิลลี่ มิลลิแกนระบุว่า อาดาลาน่านั้นเคยถูกข่มขืน โดยที่บิลลี่ไม่เคยรู้มาก่อนอีกด้วย


"บิลลี่" ในขณะเป็นนักวาดภาพ

ภาพวาดของบิลลี่ ที่วาดตัวเองใน 7 บุคลิก (อัลเลน, ทอมมี่, อาเธอร์, อาดาลาน่า, คริสทีน, เรเกน และเควิน)

ส่วนบุคลิกภาพที่ถูกระบุว่าเป็นส่วนที่ไม่พึงปรารถนานั้น นอกจากเรเกนและอาร์เธอร์แล้ว บุคลิกภาพในส่วนนี้ได้ถูกเปิดเผยขึ้นมาหลังจากที่บิลลี่ มิลลิแกน ถูกส่งตัวไปยังตรวจสอบที่โรงพยาบาล ได้แก่
  1. ฟิล นักเลงหัวไม้ เขาเคยออกมาวางแผนในการก่ออาชญากรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ในบางคดี และพูดสำเนียงบรู๊คลิน
  2. เควิน เป็นบุคลิกของนักก่ออาชญากรรม เขาเคยออกมาช่วยวางแผนในการปล้นร้านขายยาแห่งหนึ่ง
  3. วอลเทอร์ บุคลิกนี้เป็นคนออสเตรเลีย เขาเรียกตัวเองว่า “นักล่าเกมใหญ่” มีสัมผัสพิเศษในการคำนวนทิศทาง และมักจะออกมาทำหน้าที่เป็นนักสืบ ซึ่งสาเหตุที่เขาถูกจำแนกมาอยู่ในส่วนไม่พึงประสงค์นี้ มันก็เพราะเขาเคยยิงและฆ่าอีกาตัวหนึ่งมาก่อน
  4. เอพริล บุคลิกภาพนี้เคยออกมายุยงให้บุคลิกชื่อเรเกน สังหารชาลเมอร์พ่อเลี้ยงของบิลลี่ แต่โชคดีที่อาเธอร์ออกมาพูดห้ามไว้ได้ทันในวินาทีสุดท้าย
  5. แซมมวล เขาคือบุคลิกภาพของชาวยิว และเป็นเพียงคนเดียวที่เชื่อในพระเจ้า แต่สาเหตุที่เขาถูกระบุอยู่ในส่วนไม่พึงประสงค์นั้น มันก็เป็นเพราะเขาเคยแอบนำภาพวาดของคนอื่นไปขาย
  6. มาร์ค คือม้าสำหรับใช้ทำงาน เขามักจะถูกเรียกว่า “ซอมบี้” เพราะมักจะทำอะไรไม่ได้อย่างที่ตัวเองพูดเสมอ และยามที่เขาเบื่อหน่ายในชีวิต มาร์คก็มักจะไปยืนพิงกำแพงอย่างหมดอาลัยตายอยาก
  7. สตีฟ คือนักต้มตุ๋นในคราบตัวตลก สตีฟไม่เคยยอมรับว่าเขาคือคนของรัฐ โดยสาเหตุที่เขาถูกจัดอยู่ในกลุ่มไม่พึงปรารถนา มันก็เป็นเพราะว่ามุกตลกที่เขาแสดงออกมา มักจะสร้างปัญหาให้กับครอบครัวอยู่เสมอ
  8. ลี เขาคือพวกขี้แกล้งและชอบเล่นมุกตลกที่มักจะทำให้ครอบครัวต้องมีปัญหาอยู่เสมอ ซึ่งแน่นอนว่าบุคลิกภาพนี้ไม่เคยสำนึกผิดในการกระทำของตัวเองเลยสักครั้ง
  9. เจสัน คือวาล์วเปิดปิดท่อความดัน เขามักจะปรากฏตัวขึ้นมาเพื่อสร้างความเครียดให้กับครอบครัว และเช่นกันว่าบุคลิกภาพนี้ได้สร้างปัญหามากมายกับพ่อเลี้ยงและแม่ของเขาอยู่เสมอ
  10. บ็อบบี้ บุคลิกของหนุ่มช่างฝัน มุ่งมั่นที่จะออกไปแสวงหา เขาคือหนุ่มผู้รักษ์โลก เหลาะแหละ ไร้ความทะเยอทะยาน และไม่ยอมรับในความจริงที่ตัวเองเป็น
  11. ชอว์น เขาเป็นเด็กหูหนวกอายุ 4 ปี ชอบส่งเสียงเอะอะทุกครั้งที่ตัวเองปวดหัว เขาถูกระบุให้ไปอยู่ในส่วนไม่พึงปรารถนา ก็เพราะว่าพอบุคลิกภาพนี้ปรากฏออกมาทีไร เขาก็มักจะกลายเป็นพวกไร้ประโยชน์ทุกที
  12. มาร์ติน เขาคือบุคลิกภาพของคนหน้าไหว้หลังหลอก เขามักจะบอกว่ามาจากนิวยอร์ก สิ่งไหนที่เขาต้องการเขาจะต้องได้มันมาโดยไม่ต้องซื้อหาเลยแม้แต่ครั้งเดียว
  13. ทีโมธี ทำงานอยู่ในร้านดอกไม้ เขาทำงานอยู่ที่นี่จนกระทั่งไปพบกับหนุ่มเกย์อีกคนคอยมาส่งสายตาหยาดเยื้ม เพียงเท่านั้นทีโมธีก็กลับมาเป็นบิลลี่ มิลลิแกนคนเดิมในทันที
  14. คุณครู บุคลิกภาพนี้ถือเป็นเพียงบุคลิกเดียวที่พาชีวิตของบิลลี่ไปในทางที่ดี เขาคือผลลัพธ์ของทั้ง 24 คน ที่หล่อหลอมรวมตัวเป็นบุคลิกภาพนี้ และยังเป็นเพียงบุคลิกภาพเดียวที่สามารถจดจำการกระทำของบุคลิกภาพอื่น ๆ ได้ทั้งหมด ซึ่งบุคลิกภาพนี้ไม่ได้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มไม่พึงปรารถนาแต่อย่างใด

ต่อมาบิลลี่ มิลลิแกนก็ได้รับการดูแลรักษาจากนักจิตวิทยาชื่อเดวิด คอล ซึ่งเป็นท่านเดียวกันกับที่พบบุคลิกภาพอีก 14 แบบของเขานั่นเอง
"เดวิด คอล" นักจิตวิทยาที่รักษาบิลลี่

หลังจากการรักษาฟื้นฟูสภาพจิตใจอยู่หลายปี บิลลี่ก็ถูกปล่อยตัวออกมาในปี ค.ศ. 1988 และถูกจับตัวกลับไปรักษาอีกครั้งที่ศูนย์การแพทย์ของศาลโอไฮโอ ในวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1991 ต่อมาในปี ค.ศ. 1996 บิลลี่ก็มาใช้ชีวิตอยู่ที่แคลิฟอร์เนีย ซึ่งที่นี่เขาได้ก่อตั้งบริษัทสตอร์มี่ไลฟ์โปรดักชั่นเพื่อจะสร้างหนังสั้น เพียงแต่เขานั้นไม่เคยได้สร้างขึ้นมาสักเรื่อง โดยต่อมาบิลลี่ก็ค่อย ๆ ถูกลืมเลือนไปจากผู้คนที่เคยรู้จัก ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าช่วงที่บิลลี่บอกว่าจะทำหนังสั้นนั้น มันเป็นเพียงบุคลิกภาพที่ 25 ของเขาหรือเปล่า


แต่ไม่ว่าชีวิตของเขาจะมีกี่บุคลิก บิลลี่ มิลลิแกนก็เสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งไปเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ. 2014 ที่สถานดูแลผู้สูงอายุโคลัมบัส ในวัย 59 ปีนั่นเอง


เรื่องราวชีวิตโดยละเอียดของบิลลี่ มิลลิแกนนั้น ถูกแดเนียล คียส์นำไปถ่ายทอดลงเป็นตัวอักษรในหนังสือชื่อ “The Minds of Billy Milligan” เมื่อปี ค.ศ. 1981 และถูกนำมาเขียนลงเป็นหนังสืออีกครั้งในชื่อ “The Milligan Wars” โดยเล่มที่สองนี้ถูกจัดพิมพ์ในประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี ค.ศ. 1994 ไต้หวันเมื่อปี ค.ศ. 2000 และฝรั่งเศสเมื่อปี ค.ศ. 2009 โดยไม่ได้รับการตีพิมพ์ในประเทศสหรัฐแต่อย่างใด

ส่วนในภาพยนต์นั้น ก็ได้เจมส์ คาเมรอน และท็อดด์ กราฟฟ์ ร่วมกันสร้างในช่วงปี ค.ศ. 1990 ชื่อเรื่อง “A Crowded Room” แต่ก็มีปัญหาเรื่องการจ่ายค่าตัวนักแสดงและค่าลิขสิทธิ์ สุดท้ายตัวหนังก็ถูกฟ้องและถูกยกเลิกไป
จนต่อมาในปี ค.ศ. 2014 ผู้กำกับโจเอล ชูแมคเกอร์ และเดวิด ฟิงเกอร์ ก็ได้ร่วมกันสร้างหนังชื่อ “The Crowded Room” ขึ้นมา ซึ่งครั้งนี้ก็ได้พระเอกอย่างลีโอนาโด ดิคราปิโอ มาแสดงเป็นตัวเอก และเรื่องนี้ก็ได้ทำให้ชีวประวัติของบิลลี่ มิลลิแกน ถูกพูดถึงกันมากขึ้นอีกครั้ง แต่สุดท้ายตัวภาพยนต์ก็กลับไม่ได้กำหนดวันออกฉายเสียที และปัจจุบันเวบไซต์ IMDB.COM ก็ได้ลบชื่อภาพยนต์ออกจากระบบฐานข้อมูลไปแล้ว

ใน ค.ศ. 2017 นี้ ผู้กำกับหนังแนววิทยาศาสตร์สยองขวัญทุนต่ำอลังการอย่างเอ็มไนท์ ชยามาลาน ก็ได้นำเค้าโครงของคนหลายบุคลิกของบิลลี่ มิลลิแกน มาสร้างเป็นภาพยนต์แนวที่เขาถนัด ในชื่อเรื่อง “Spilt” ซึ่งในขณะที่มิติที่ 6 กำลังจัดทำข้อมูลอยู่นี้ ที่ประเทศไทยก็เพิ่งจะนำเข้ามาฉายเมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2560 ที่ผ่านมานี้เอง


ตัวอย่างภาพยนต์ “Spilt” ฉายเมื่อ 19 มกราคม 2560

หนังสือ
  • The Minds of Billy Milligan (1981) โดยแดเนียล คียส์
  • The Milligan Wars พิมพ์ที่ญี่ปุ่น ในปี ค.ศ. 1994 ไต้หวัน ในปี ค.ศ.2000 และฝรั่งเศส ในปี ค.ศ. 2009

   

ภาพยนต์
  • A Crowded Room (1990s) เขียนบทโดยเจมส์ คาเมรอน และท็อดด์ กราฟฟ์ (ถูกฟ้องจนต้องยกเลิกไป)
  • The Crowded Room (2014) กำกับโดยโจเอล ชูแมคเกอร์ และเดวิด ฟิงเกอร์ นำแสดงโดยลีโอนาโด ดิคาปริโอ (ถูกยกเลิกไปเช่นกัน)
  • Anniyan (2005) ภาพยนต์ภาษาทมิฬ ใช้บางส่วนในชีวิตของบิลลี่ มิลลิแกนมาดัดแปลงสร้างเป็นภาพยนต์
  • Split (2017) ภาพยนต์ที่ใช้พล็อตหลายบุคลิกภาพของบิลลี่ มิลลิแกน โดยเอ็มไนท์ ชยามาลาน

โปสเตอร์ภาพยนต์ "Anniyan" (2005)
ภาพยนต์ "Split" (2017) โดยเอ็มไนท์ ชยามาลาน

โดยเรื่องราวชีวิตของบิลลี่ มิลลิแกน ชายผู้มีบุคลิกภาพถึง 24 แบบอยู่ในตัวคนนี้ ถ้าเราจะมองให้ดี ๆ มันก็คือตัวตนที่ตัวเขาสร้างขึ้นมา เพื่อแทนอารมณ์ในช่วงเวลาต่าง ๆ ที่บิลลี่ต้องประสบปัญหาอยู่ใน ณ ขณะนั้น

เราเองที่เป็นคนดี ๆ มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ก็น่าจะเคยมีสักครั้งหรือหลายครั้งที่ต้องตกอยู่ในภาวะเครียด หรืออยู่ในสถานการณ์บางอย่างที่ต้องการความกล้าหาญในการตัดสินใจ ซึ่งแต่ละสิ่งที่เราทำลงไปนั้น มันก็น่าจะมีหลายอย่างที่พอเรามองย้อนกลับมาแล้วนึกขำ ว่าจริง ๆ เราไม่ได้เป็นคนแบบนั้น หรือเราไม่น่าจะทำแบบนั้นได้
ซึ่งใครจะไปรู้ว่าสิ่งที่ทำให้เราต้องทำแบบนั้นไป มันก็อาจจะเป็นบุคลิกภาพอื่น ๆ ของเราที่ถูกซ่อนไว้ ได้ออกมาช่วยเหลือเราเพื่อให้เราสามารถผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นไป เพียงแต่อย่างไรแล้ว มิติที่ 6 ก็อยากจะฝากท่านผู้ชมให้ช่วยระลึกว่า ไม่ว่าเราจะตกอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียดแค่ไหน ก็ขอจงอย่าได้ปลดปล่อยบุคลิกภาพที่ไม่พึงประสงค์ ให้ออกมาก่อเหตุร้ายที่ไม่พึงปรารถนาแบบชายคนนี้ จะดีเป็นที่สุด... “บิลลี่ มิลลิแกน”



หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้ สวัสดี


เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ที่มา : Wikipedia - Billy Milligan