ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 | 10 ฆาตกร ที่ต้องจนมุมกับวิญญาณของเหยื่อตัวเอง !!!




วิญญาณคืออะไร ? ตายแล้วไปไหน ? ผีมีจริงหรือไม่ ? ถ้าผีมีจริง...พวกเขาจะมาหลอกหลอนเรากันจริงหรือเปล่า ?

กดเพื่อดูคลิปที่นี่

มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาคุณไปรู้จักกับ 10 คดีฆาตกรรม ที่เกิดขึ้นในประเทศต่าง ๆ ที่สุดท้ายฆาตกรเหล่านั้นก็ต้องทนทุกข์ทรมานทุกค่ำคืน เพราะทนกับการรังควานจากวิญญาณของเหยื่อไม่ไหว !!!


มาร์ก บริดเจอร์


(ภาพจาก: Dyfed-Powys Police/PA)
มาเริ่มกันด้วยคดีแรก... มาร์ก บริดเจอร์ เขาเป็นชายคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตตลอดทั้งวันหมดไปกับการดื่มสุรา ดูหนังลามก และดูภาพล่วงละเมิดในเด็ก วันหนึ่งในปี 2012 ชายลามกโลลิค่อนขี้เมาคนนี้ก็ตัดสินใจขับรถออกไปล่าเหยื่อ ซึ่งเหยื่อของเขานั้นเป็นเพียงเด็กหญิงวัย 5 ปี เธอชื่อ เอพริล โจนส์ โดยจากปากคำของพยานนั้นบอกว่า หนูน้อยเอพริลเข้าไปในรถของมาร์ก บริดเจอร์ ก่อนที่รถจะถูกขับหายไป และตั้งแต่นั้นเธอก็ไม่ได้กลับมาให้เห็นอีกเลย !

หนูน้อย "เอพริล โจนส์"

ในวันต่อมามาร์ก บริดเจอร์ก็ถูกตำรวจจับ เขายอมรับว่าตัวเองสังหารหนูน้อยเอพริลไปแล้ว ซึ่งบอกว่าที่เขาทำไปทั้งหมดมันเป็นเพียงอุบัติเหตุ เขาทุบตีหนูน้อยไปโดยไม่ได้ตั้งใจ และจำได้ว่าตัวเองวางร่างของเอพริลไว้ในรถก่อนที่จะออกไปตามหาคนมาช่วย และอ้างว่าเพราะฤทธิ์สุราจึงทำให้เขาสูญเสียความทรงจำไปบางส่วน เลยบอกไม่ได้ว่าหลังจากที่ออกจากรถไป หนูน้อยเอพริลได้หายไปไหนก็ไม่ทราบ
หลังจากเจ้าหน้าที่พบชิ้นส่วนกระดูกและคราบเลือดภายในบ้านของนายมาร์ก จึงนำส่งไปให้ผู้เชี่ยวชาญทางด้านนิติเวชตรวจสอบ แล้วผลก็ออกมาว่าดีเอ็นเอที่พบสอดคล้องกับดีเอ็นเอของหนูน้อยเอพริล และนั่นจึงทำให้ตำรวจมองว่าคำให้การของมาร์กในตอนแรกเป็นคำเท็จ และเชื่อว่ามาร์กน่าจะล่วงละเมิดทางเพศกับหนูน้อยก่อนลงมือสังหาร ตามด้วยแยกชิ้นส่วนของเธออย่างทารุณ
ซึ่งต่อมาในขั้นตอนการพิจารณาคดี ทางศาลก็เห็นพ้องกับอัยการ ส่งผลให้มาร์กได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิตเพื่อชดใช้ในบาปกรรมที่ก่อเอาไว้ ขณะที่มาร์กถูกคุมขังเขามักจะบอกกับเพื่อนนักโทษอยู่เสมอว่า เขาถูกวิญญาณของหนูน้อยเอพริลตามมารังควานหลอกหลอนทุกคืน จนแทบจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว

โฮเซ่ เฟอเรร่า

คดีนี้เกิดขึ้นในช่วงที่โฮเซ เฟอเรร่า อายุ 17 ปี เขาได้พบกับแครี่ แอน โจเพ็ก เด็กสาวอายุ 13 ปี ที่งานปาร์ตี้แห่งหนึ่งในปี ค.ศ. 1982 ทั้งสองได้พูดคุยกันอย่างถูกคอ ก่อนที่หญิงสาวจะพูดชักชวนเพื่อพากันไปติ๊ดชึ่งที่ห้องใต้ดิน

"โฮเซ เฟอเรร่า" และเหยื่อสาว "แครี่ แอน โจเพ็ก"
(ภาพจาก: : AP และ media.jrn.com)

ในขณะที่ทั้งสองกำลังเดินลงไปทางบันได หญิงสาวก็เกิดเปลี่ยนใจหันหน้ามาหาโฮเซ่แล้วพูดว่า “ฉันว่าทำแบบนี้ไม่ดีแน่ ๆ” ซึ่งโฮเซ่ก็ตอบกลับไปว่า “เธอก็ลงบันไดไปสิ !” จากนั้นก็ผลักร่างหญิงสาวตกบันไดลงไปยังพื้นข้างล่าง
โฮเซ่วิ่งตามลงไปก็พบว่าหญิงสาวแน่นิ่งไปแล้ว เขาจึงคิดว่านี่เป็นโอกาสดีที่จะได้มีอะไรโดยไม่มีใครขัดขวาง แต่พอโฮเซ่เข้าไปขยับตัวเธอเพื่อจะจัดการ เขาก็พบว่าคอของแครี่หักเสียแล้ว
แครี่แอนนอนเสียชีวิตหยุดหายใจ จึงทำให้โฮเซ่ต้องรีบอุ้มศพของเธอไปนอกบ้านเพื่อฝัง จนเวลาผ่านไป 17 เดือน ศพของเธอถึงได้ถูกพบ


ในตอนแรกเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จนปัญญาไม่สามารถหาตัวคนร้ายมาดำเนินคดี แต่สุดท้าย 34 ปีต่อมา พวกเขาก็สามารถนำตัวโฮเซ่มาขึ้นศาลและรับโทษจำคุกตลอดชีวิต
ซึ่งสาเหตุที่โฮเซ่ถูกจับกุมตัวได้นั้น ก็เป็นเพราะว่าหลังจากที่เขาสังหารแครี่ แอน โจเพ็กไปแล้ว ทุกคืนต้องทนทุกข์ทรมานกับการถูกวิญญาณของหญิงสาวตามรังควานมาตลอด และนั่นจึงทำให้ 34 ปีต่อมา โฮเซ่หมดความอดทนสารภาพสิ่งที่เคยกระทำกับหญิงสาวทั้งหมดให้กับภรรยาฟัง ซึ่งก็แน่นอนว่าภรรยาของโฮเซ่ได้ยินดังนั้น จึงหาทางเรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาดูแลสามีของเธอต่อนั่นเอง



อาฝู



และอีกคดีที่ท่านผู้ชมหลายท่านน่าจะเคยผ่านตาจากคลิปหนึ่งที่มิติที่ 6 เคยทำเอาไว้ นั่นก็คือ คดีฆาตกรรมสยองขวัญคิตตี้ ในปี ค.ศ. 1999 ที่เกาะฮ่องกง เมื่อสามชาวแก็งจอมโหดได้จับตัวหญิงสาวชื่ ฟานม่านยี่มาทรมาน โดยพวกเขายืนยันว่าที่ทำลงไปก็เพราะฟานม่านยี่ขอยืมเงินแล้วไม่คืนถึง 2 หมื่นเหรียญฮ่องกง


ถึงแม้เหตุผลมันจะดูชอบธรรมสำหรับชาวแก็ง แต่จริง ๆ แล้วพวกเขาไม่ได้จับเธอไปทรมานเพียงอย่างเดียว ยังบังคับให้ออกไปขายตัวจนหมดสภาพแล้วก็รุมทรมานต่อเนื่องยาวนาน จนสุดท้ายก็ทนไม่ไหวสิ้นใจไปอย่างน่าเวทนา ซึ่งแม้เธอจะเสียชีวิตไปแล้วพวกชาวแก็งที่ไม่รู้สำนึกก็หั่นศพของเธอไปต้มกิน เอาเครื่องในใส่ถุงดำไปทิ้งขยะ ส่วนหัวกะโหลกก็นำไปยัดใส่ในหัวตุ๊กตาคิตตี้
แต่สิ่งที่ทำให้ชาวแก็งทั้งสามถูกตำรวจจับได้นั้น มันก็มาจากแฟนสาวของหัวหน้าแก็งอายุ 14 ปี ที่ชื่ออาฟง รู้เห็นเหตุการณ์มาตลอดและฝันเห็นวิญญาณของฟานม่านยี่มาหลอกหลอนทุกคืน สุดท้ายก็ทนไม่ไหวไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก่อนที่จะถูกควบคุมตัวไปสอบสวนในฐานะพยาน ในขณะที่ชาวแก็งทั้งสามได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิต


วิคเตอร์ อาเมวูก้า


(ภาพจาก: Graphic Online)
มาที่คดีต่อไป... วิคเตอร์ อาเมวูก้า ได้ว่าจ้างแท็กซี่รายหนึ่งเพื่อเดินทางอันยาวไกลในปี ค.ศ. 2013 แต่พอแท็กซี่ขับไปได้เพียงครึ่งทาง อาเมวูก้าก็หยิบปืนของเขาออกมา จากนั้นก็ใช้มันยิงใส่คนขับจนเสียชีวิต ก่อนที่จะชิงรถแท็กซี่ขับไปก่อคดีฆาตกรรมต่อ แต่ก็หนีไปได้ไม่นานอาเมวูก้าก็ถูกจับตัวมาขึ้นศาลพิจารณาคดีในฐานะฆาตกร
โดยในช่วงให้การนั้น อาเมวูก้าบอกกับเจ้าหน้าที่ว่า เขาถูกวิญญาณแค้นของเหยื่อรายที่สองคอยมารังควานและทำร้ายอยู่เสมอ โดยวิญญาณของเหยื่อที่ว่านี้จะคอยมาปรากฏตัวในความฝัน และมักจะมาตบกระบาลในตอนที่เขาเผลอหลับ จนไม่เป็นอันหลับอันนอน นั่นจึงทำให้เขาไม่สามารถเก็บงำสิ่งที่ตัวเองก่อเอาไว้ได้ จนต้องหาที่ระบายเป็นเพื่อนที่ไว้ใจได้คนหนึ่ง ซึ่งหลังจากที่เพื่อนรักของอาเมวูก้าได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด ก็มอบความปรารถนาดีคืนให้ด้วยการโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยให้เบาะแสกับเจ้าหน้าที่ว่า อาเมวูก้ากำลังขับรถแท็กซี่ของเหยื่ออยู่นั่นเอง
หลังจากการจับกุม อาเมวูก้าก็แสดงความเสียใจกับทุกสิ่งที่ทำลงไป และในขณะที่ถูกคุมขังเขาจะคอยให้คำปรึกษาแก่เพื่อนผู้ต้องขัง ให้ปรับเปลี่ยนตัวเองอย่างไรถึงจะไม่ต้องถูกวิญญาณของเหยื่อรังควานเหมือนเขา ซึ่งนั่นก็น่าจะหมายถึงการยอมรับความจริง และแสดงความเสียใจ

อัลคาโปน



อย่างไรแล้วก่อนที่จะสงสัยมากไปกว่านั้น เรามาพูดถึงคดีหนึ่ง ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1929 สมาชิกชาวแก็งทางเหนือทั้งเจ็ด ซึ่งนั่นก็รวมไปถึงนายเจมส์ คลาร์ค ได้นัดพบกันที่โรงรถแห่งหนึ่ง ซึ่งยังไม่ทันไรก็มีชาย 4 คน สวมชุดตำรวจปรากฏตัวและสั่งให้พวกเขาทั้งเจ็ดหันหน้าเข้าหากำแพง จากนั้นก็ใช้ปืนยิงจากทางด้านหลังจนเสียชีวิตไปทั้งหมด


ในช่วงที่คดีสังหารหมู่นี้ยังไร้เงื่อนงำ ก็มีความเชื่อกันว่าผู้ที่บงการอยู่เบื้องหลังนั้นไม่ใช่ใคร เขาก็คือหัวหน้าแก็งศัตรูตัวใหญ่ทางใต้ชื่อ อัลคาโปน และจากความเชื่อนี้จึงทำให้อัลคาโปนถูกจับกุมตัวในเวลาต่อมาเพียงหนึ่งเดือน โดยภายหลังผู้คุมของเรือนจำรายงานว่าคาโปนเอาแต่กรีดร้องและตะโกนขอให้ใครสักคนที่ชื่อจิมมี่ปล่อยตัวเขาไป !


จนกระทั่งคาโปนพ้นโทษออกมาจากคุก ผีตัวเดิมก็ยังคงตามรังควานเขาต่อ คาโปนถึงกับว่าจ้างคนทรงให้มาไล่ผีแต่ก็ไม่สำเร็จ โดยในช่วงบั้นปลายชีวิตพวกบอร์ดี้การ์ดของคาโปนก็เล่าลือกันว่า พวกเขาได้ยินเสียงคาโปนพูดอ้อนวอนใครสักคนให้ปล่อยเขาไป แต่พอเหล่าผู้คุ้มกันเข้าไปดู ก็เห็นอยู่ในห้องเพียงคนเดียว พอถามว่าเกิดอะไรขึ้นก็บอกว่าถูกหลอกโดยวิญญาณที่ชื่อว่าเจมส์ คลาร์คนั่นเอง



ภิม ชังการ์ กีรี


ผู้ก่อเหตุวันมอบตัว
(ภาพจาก: MID-DAY.COM)
ต่อไปเรามาดูคดีของชายคนนี้... ภิม ชังการ์ กีรี เขามีพี่ชายชื่อ จีเทนดรา อนันต์ลัล กีรี พี่ชายคนนี้ชอบชีกอใส่แฟนสาวของภิมอยู่บ่อยครั้ง ขนาดถูกน้องชายขอให้เลิกทำตัวแบบนี้ จีเทนดราก็ไม่ยอมเลิก จนภิมชักจะเริ่มหมดความอดทน เลยตัดสินใจจะสังหารจีเทนดราทิ้งเสียให้หมดเรื่อง
ว่าแล้วก็เลยหลอกล่อพี่ชายให้มาหาที่บ้าน ด้วยการบอกว่าจะมีปาร์ตี้เลี้ยงเหล้ากัน พอจีเทนดรามาถึงภิมก็นำสุรามาเสริฟให้ทันที จนเวลาผ่านไปสักพักจีเทนดราก็เริ่มจะเมา ภิมจึงรอจังหวะเหมาะหยิบมีดมาปาดคอพี่ชายของตัวเอง


พอจีเทนดราเสียชีวิต ภิมก็นำศพของพี่ชายไปซ่อน แต่คนหายไปทั้งคนแบบนี้ ก็ทำให้พ่อแม่ที่อยู่อีกบ้านรู้สึกผิดปกติ จึงโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเกี่ยวกับการหายไปของลูกชายคนโต
จนเวลาผ่านไป 1 อาทิตย์ ภิมก็เริ่มรู้สึกแปลก ๆ เขาเริ่มได้ยินเสียงที่มั่นใจได้เลยว่าเป็นเสียงของจีเทนดรา และนอกจากจะได้ยินเสียงของพี่ชายแล้ว ภิมก็ยังฝันเห็นเขาบุกเข้ามาทำร้ายทุกคืน และในคืนหนึ่งภืมก็ฝันเห็นพี่ชายมาบีบคอแถมยังขู่ว่าจะตามหลอกหลอนให้ไม่ต้องหลับต้องนอนไปตลอดชาติ จนภิมต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมาแล้วรอจนเช้าก็รีบเดินทางกลับไปหาพ่อแม่ที่บ้าน
เขาสารภาพว่าตัวเองได้ฆ่าพี่ชายไป ซึ่งหลังจากที่พ่อแม่ของภิมได้รับรู้ พวกเขาจึงนำตัวภิมไปส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเราก็ไม่ได้ข่าวอีกเลยว่าเป็นอย่างไรหลังจากที่ถูกจับกุมตัว



จอห์น นะคูน่า

ที่ประเทศอัฟริกาใต้ ในปี ค.ศ. 2002... จอห์น นะคูนา กับเพื่อนอีกสองคนได้ลักพาตัว บ็อบ รูเอล บาลอย มาสังหาร ด้วยการถอดเสื้อผ้าของเขามามัดมือและเท้า จากนั้นก็ค่อยลงมือซ้อมอย่างโหดเหี้ยม เท่านั้นยังไม่พอ จอห์นและเพื่อนยังใช้น้ำมันเบนซินราดไปที่ตัวบ็อบจากนั้นก็จุดไฟเผา นั่นจึงทำให้บ็อบเสียชีวิตทันที และศพถูกพบในเวลาต่อมาโดยชาวไร่ ซึ่งก็แน่นอนว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรุดเข้ามาตรวจสอบ

(ภาพจาก: listverse)
จอห์นได้หนีการจับกุมไปอยู่ที่เมืองอื่น แต่ถึงจะหนีตำรวจไปได้ก็ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่ถูกใครตามหลอกหลอน ใช่แล้ว!... ผีของบ็อบ รูเอล บาลอยที่คอยตามรังควานเขาตลอดทุกคืน ด้วยการพูดกับจอห์นว่า

“ไปบอกครอบครัวฉันด้วย ว่าแกคือหนึ่งในคนที่ฆ่าฉัน เลือกเอาว่าจะได้นอนหลับอย่างสบาย หรืออยากผวาตื่นมามองข้าตลอดไป !”
จอห์นสะดุ้งตื่นด้วยความกลัวแล้วรีบเดินทางไปยังบ้านของบ็อบ เพื่อสารภาพความจริงทุกอย่างให้พวกเขารู้


ซึ่งก็แน่นอนว่าครอบครัวของบ็อบคงไม่เก็บจอห์นเอาไว้แน่ ๆ เจ้าหน้าที่ตำรวจรีบเดินทางมาจับกุมตัวเขาไปสอบสวน ซึ่งจอห์นก็ให้ความร่วมมือกับตำรวจอย่างดี ด้วยการซักทอดเพื่อน ๆ อีกสองคนให้มาร่วมชดใช้กรรม
สุดท้ายหลังจากการพิจารณาคดีจบลง จอห์นได้รับความเมตตาจากศาลเพราะสารภาพทุกอย่าง ได้ลดโทษเหลือจำคุกเพียง 15 ปี ส่วนเพื่อน ๆ ต้องโทษตลอดชีวิต ซึ่งก็แน่นอนว่าหลายคนที่ได้ทราบข่าวนี้ ต่างก็ไม่พอใจว่าทำไมจอห์นถึงได้รับโทษน้อยไป แต่ต้องรอดูกันต่อไปว่า ผีของบ็อบจะยอมลดโทษให้เหมือนกันหรือไม่ ?



เอเดรียน ดาว


(ภาพจาก: i.cbc.ca)
คดีต่อมามันเกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 2010... เจนิเฟอร์ สจ็วต ถูกฆาตกรรมจนเสียชีวิตด้วยขวาน ภายในที่จอดรถของห้างแห่งหนึ่ง คดีของเธอกลายเป็นคดีที่ไม่สามารถหาตัวคนร้ายได้ตลอดมา กินเวลาจนเกือบ 9 ปีเลยทีเดียว แต่นั่นก็หมายความว่าหลังจากเวลาผ่านมา 9 ปี คนร้ายก็เกิดออกมามอบตัวสารภาพผิด ชายคนนี้ก็คือ เอเดรียน ดาว ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็ถึงกับงงว่า ชายคนนี้ทำผิดจริงหรือว่าแค่อยากเป็นข่าว

หลักฐานที่พบในที่เกิเหตุ

"เจนิเฟอร์ สจ็วต" ผู้เสียชีวิต

เพราะหลังจากการตรวจสอบตำรวจไม่พบอะไรเชื่อมโยงกับเอเดรียนเลยแม้แต่น้อย แต่เอเดรียนเองก็ไม่ยอมให้ตำรวจสงสัยนานนัก เขาพยายามพูดถึงจุดสำคัญในคดีสองจุด ที่มีแต่ฆาตกรเท่านั้นจะรู้เรื่องนี้ พอเป็นเช่นนี้เจ้าหน้าที่สอบสวนจึงส่งกระดาษให้กับเขา แล้วบอกให้เขียนขั้นตอนการฆาตกรรมออกมา ซึ่งพอเขาเล่าจบเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงลงความเห็นว่า หมอนี่น่าจะเป็นฆาตกรตัวจริงอย่างแน่นอน


เอเดรียนเล่าว่าเขาสังหารเจนิเฟอร์ สจ็วต เพราะอยากจะเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในอาชีพด้านดนตรี เอเดรียนเชื่อว่าถ้าเขาฆ่าใครสักคนได้สำเร็จ เขาก็จะสามารถกลายเป็นแร็บเปอร์ผู้ยิ่งใหญ่ได้ เพราะใคร ๆ จะพูดว่า นี่ไงผลงานเพลงของนักฆ่า !
แต่ก็กลายเป็นว่าหลังจากที่เอเดรียนฆ่าเจนิเฟอร์สำเร็จ เขากลับถูกวิญญาณของเธอตามหลอกหลอนตลอดมา แถมวิธีที่ถูกตามรังควาญนั้นเขาบอกว่าเห็นเจนิเฟอร์บินมาหลอกแบบจัง ๆ แถมยังเห็นวันละ 2 เวลา แบบนี้จะให้ทนต่อถึงปีที่ 10 อย่างไรไหว !


ซึ่งเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่า แท้ที่จริงแล้วเอเดรียนประสาทหลอนหรือโดนวิญญาณตามหลอกหลอนจริง ๆ อันนี้ก็ต้องใช้วิจารณญาณกันด้วยนะครับ

แดเนียล เฟรนช์



แต่อย่างไรก็ดีเรายังมีอีกคดีที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านสำหรับผู้เกษียณอายุในเมืองมอนโรรัฐโอไฮโอ แดเนียลเฟรนช์ คนงานก่อสร้างในโครงการซ่อมบำรุงได้ตัดสินใจบุกปล้นบ้านหลังหนึ่ง เพราะต้องการเงินมาใช้จ่าย เหยื่อก็คือแม่เฒ่าวัย 87 ปี ชื่อ บาบาร่า ฮาว โดยแดเนียล เฟรนช์พยายามทำให้เธอสลบด้วยการใช้ปืนของเขาทุบไปที่ท้ายทอย แต่กลายเป็นว่าแม่เฒ่ากลับไม่ยอมล้มลงไป

พอเป็นแบบนั้นแดเนียลจึงตัดสินใจบีบคอแต่แม่เฒ่าก็ไม่ยอมหมดสติไปอีก แดเนียลจึงเพิ่มแรงบีบเค้นเข้าไปจนในที่สุดแม่เฒ่าบาบาร่าก็ทนไม่ไหวเสียชีวิตคามือ แดเนียลรีบนำศพของแม่เฒ่าไปซ่อน จากนั้นจึงเริ่มค้นหาข้าวของต่อ ซึ่งเขาก็ได้ไปเพียงเงิน 18 เหรียญ และแหวนเพชรอีก 1 วง ก่อนที่จะหนีไป

เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถปิดคดีฆาตกรรมแม่เฒ่าบาบาร่าได้ถึง 2 ปี แต่หลังจากนั้นไม่นานพวกเขาก็สามารถรวบรวมหลักฐานวัตถุพยาน จนมากพอที่จะจับตัวแดเนียล เฟรนช์ มาสอบสวนได้
โดยในช่วงการสอบสวนเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ทันถามแดเนียลสักเท่าไหร่ เขาก็รับสารภาพทันทีว่าเป็นฆาตกร และยังบอกกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกว่ารู้สึกแย่มากที่สังหารแม่เฒ่าบาบาร่าคนนี้ และยังบอกอีกว่าเขาเห็นวิญญาณของเธอตลอดมา และอยากจะขอโทษกับทุกสิ่งที่ทำลงไป

เทอรี่ ชายส์


(ภาพจาก:  Dan Coyro/Santa Cruz Sentinel)
ปิดท้ายด้วยคดีของชายคนนี้ ในปี ค.ศ. 1987... เทอรี่ ชายดส์ ได้ใช้มีดแทงสาววัยรุ่นวัย 17 ปี ชื่อ หลุยซ์ ซิกาล่า จนเสียชีวิต หลังจากเขาถูกจับศาลก็ได้พิจารณาให้ต้องไปชดใช้กรรมในคุก 41 ปี และในขณะที่ถูกคุมขังนั้นเทอรี่ก็ได้รับสารภาพในคดีฆาตกรรมอื่น ๆ เพิ่มเติมเข้ามาอีก หนึ่งในเหยื่อของเขานั้นก็คือ ลินดา แอนน์ โจโซวิช
โดยในปี ค.ศ. 1979 เขาลักพาตัวเธอมาจากที่จอดรถแห่งหนึ่ง จากนั้นก็ทุบตี รัดคอ และใช้มีดแทงจนเสียชีวิต ก่อนที่จะนำศพของเธอไปซ่อนไว้ในแถบหุบเขาซานตาครูซที่อยู่ทางตะวันตกของแคลิฟอร์เนีย ซึ่งในรายของลินดานี้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องใช้เวลากว่าสิบปีถึงจะหาศพเจอ


เทอรี่ ชายดส์บอกถึงสาเหตุที่ทำให้เขาสารภาพในคดีอื่นเพิ่มมาว่า เขาต้องการเป็นอิสระจากปีศาจ โดยเล่าว่าถูกวิญญาณของเหยื่อหลายรายตามหลอกหลอนตลอดมา แม้ตัวเองจะถูกคุมขังไปแล้วเทอรี่ก็ยังคงถูกวิญญาณเหล่านั้นตามมารังควานถึงในคุก
เขาบอกว่าผีเหล่านี้จ้องมองมาที่เขาแล้วพูดว่า “กินสมองของมันซะ !” และเทอรี่ยังยืนยันอีกว่าหนึ่งในวิญญาณที่หลอกหลอนเขานั้นก็คือลินดา แอน โจโซวิช โดยหลังจากที่เขาสารภาพทุกอย่างแล้วก็ไม่ถูกวิญญาณของลินดาตามหลอกหลอนอีกเลย
และด้วยการออกมาสารภาพเพิ่มเติมครั้งนี้ จึงทำให้ศาลต้องนำตัวเทอรี่มาพิจารณาคดีอีกครั้ง และรอบนี้เขาได้รับโทษเพิ่มขึ้นมาเป็นจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่สามารถขออภัยโทษได้ตลอดกาล

(ภาพจาก: Joan Lynch)
ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดที่เราได้นำเสนอไปนั้น มิติที่ 6 อยากจะให้ท่านผู้ชมมองไปยังจิตใจของคนร้าย ที่ถึงแม้เขาเหล่านั้นจะก่อคดีฆาตกรรมด้วยความเหี้ยมโหด แต่จะมีสักกี่รายที่ใจยักษ์ใจมารสามารถทำได้โดยไม่ละอายใจ ซึ่งนั่นก็น่าจะเป็นอีกครั้งที่บอกกับพวกเราว่า ก่อนที่จะทำอะไรไม่ดีลงไป โปรดหยุดคิดไตร่ตรองให้ดีว่ามันคุ้มหรือไม่ เพราะถ้าทำลงไปแล้วเราอาจต้องเผชิญกับผีร้ายที่ยังวนเวียนอยู่ เหมือนกับคนร้ายทั้ง 10 รายนี้ !

หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรืออย่าลืมทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี

แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา: 10 Murderers Haunted By Their Victim’s Ghost - SAM DUNSMORE

แท็ก: 10 Murderers, Haunted, Victim, Ghost, 10 ฆาตกร