ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 | ROOM NO.1046 คดีปริศนาในห้องปิดตายหมายเลข 1046 !!!


ในเมืองแคสซัส รัฐมิสซูรี ประเทศสหรัฐอเมริกา ตอนนั้นเป็นช่วงบ่ายของวันที่ 2 มกราคม ค.ศ. 1935 มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามายังโรงแรมเพรสิเดนท์ เพื่อขอเช่าห้องพักสักห้องของโรงแรมแห่งนี้ เขาระบุในระเบียนของทางโรงแรมว่า เขาชื่อ “โรแลนด์ ที โอเวน” มาจากลอสแองเจลลิส จ่ายค่าที่พักล่วงหน้าไว้หนึ่งวัน
มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาท่านผู้ชมไปพบกับคดีฆาตกรรมปริศนาในห้องปิดตายอีกคดี กับคำถามมากมายที่ไม่มีใครสามารถรู้ได้ว่าเขาคือใคร ? ใครฆ่าเขา ? ฆ่าทำไม ? ฆ่ายังไง ? และสุดท้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถคลี่คลายปมเหล่านี้ได้หรือไม่ !?


[วันที่ 2 มกราคม ค.ศ. 1935]
เจ้าหน้าที่ของทางโรงแรมสังเกตเห็นว่า ชายคนนี้เป็นคนตัวสูง ท่าทางเหมือนคนหัวอ่อน ใบหูดูผิดรูปเหมือนกับถูกอะไรบางอย่างทำให้มันเป็นแบบนั้น ที่บริเวณด้านข้างของศีรษะก็มีแผลเป็นขนาดใหญ่ และที่ผิดปกติอีกอย่างก็คือชายคนนี้เดินมาขอพักในโรงแรม ทั้ง ๆ ที่ไม่มีสัมภาระใด ๆ ติดตัวมาเลย อย่างไรก็แล้วแต่ เมื่อเขามีเงินจ่ายค่าห้องทางโรงแรมจึงไม่ติดใจอะไรมากมายนัก และจัดห้องพักให้เขาไว้ที่ "ห้องหมายเลข 1046"

โรงแรม President ในปี ค.ศ. 1930 (5 ปีหลังจากเกิดเหตุ)

ในระหว่างการเดินไปยังห้องพัก เขาก็บอกกับพนักงานบริการชื่อแรนดอล์ฟ โพรปสท์ว่า ตอนแรกเขากะว่าจะไปพักที่โรงแรมมิวฮ์ลบาค (Muehlebach Hotel) แต่ที่นั่นคิดค่าที่พักตั้ง 5 เหรียญ เขาก็เลยตัดสินใจมาพักที่นี่แทน

จนเมื่อทั้งสองเดินมาถึงห้องหมายเลข 1046 โรแลนด์ โอเวนก็หยิบหวี แปรงและยาสีฟัน ออกมาจากกระเป๋าเสื้อโค้ทของตัวเอง แล้วเดินเข้าไปในห้องน้ำอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นทั้งสองก็เดินกลับออกมาทางหน้าห้อง พนักงานบริการจัดการล็อกประตูและส่งลูกกุญแจให้กับโรแลนด์ โอเวน ก่อนที่จะเดินจากไป เพื่อให้แขกได้พักผ่อน

เวลาต่อมาพนักงานทำความสะอาดเข้าไปในห้อง 1046 พบว่าโรแลนด์ยังคงอยู่ภายในห้อง เขาอนุญาตให้เธอเข้ามาได้ โดยบอกว่าถ้าเสร็จงานแล้วก็ไม่ต้องล็อกประตู เพราะเขากำลังรอเพื่อนคนหนึ่งอยู่ พนักงานทำความสะอาดเล่าว่าบรรยากาศในห้องตอนนั้นดูมืดมาก แขกท่านนี้เปิดโคมไฟไว้ในห้องเพียงดวงเดียว และยังบอกอีกว่าตอนนั้นดูเหมือนโรแลนด์ โอเวน กำลังกังวลใจเรื่องอะไรบางอย่าง โดยในขณะที่เธอกำลังทำความสะอาดอยู่นั้น โรแลนด์วางเสื้อโค้ทเอาไว้ทางด้านซ้ายมือ และเมื่อเธอทำงานเสร็จก็ออกจากห้องไปโดยไม่ได้ล็อกประตูตามคำขอนั้น

ต่อมาในเวลาสี่โมงเย็น พนักงานทำความสะอาดจึงกลับมาที่ห้อง 1046 อีกครั้ง เพื่อทำการเปลี่ยนผ้าเช็ดตัวผืนใหม่ตามระเบียบ เธอพบว่าประตูก็ยังไม่ได้ล็อกเอาไว้อยู่เช่นเดิม บรรยากาศภายในห้องก็ยังคงดูมืดสลัวอยู่แบบนั้น เธอเห็นโรแลนด์ โอเวนยังคงนอนอยู่บนที่นอน สวมใส่เสื้อผ้าครบทั้งตัวเป็นปกติ และเธอก็พบกับกระดาษโน้ตแผ่นหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะ มันเขียนเอาไว้ว่า “ดอน ! ฉันจะกลับมาใน 15 นาที รอแป๊บนึงนะ”
[วันที่ 3 มกราคม ค.ศ. 1935]
เช้าวันถัดมาตอนนั้นเวลาสิบโมงครึ่ง พนักงานทำความสะอาดได้เข้ามาทำความสะอาดห้องอีกครั้ง เธอเข้ามาในห้องด้วยกุญแจสำรองของทางโรงแรม พอเธอเข้าไปเห็นโรแลนด์ โอเวนกำลังนั่งอยู่เงียบ ๆ ที่เก้าอี้ในห้อง มันก็ทำให้เธอรู้สึกกังวลใจขึ้นมาอย่างมาก เพราะเขานั่งอยู่ในมุมมืด ๆ แต่ความกังวลก็ถูกทำลายลงเมื่อเสียงโทรศัพท์ในห้องดังขึ้นมา โรแลนด์รับสายนั้นและฟังคนในสายพูดอยู่พักหนึ่ง จากนั้นเขาก็ตอบสายนั้นว่า “ไม่เอาดอน ผมไม่หิว ผมเพิ่งกินข้าวเช้าไปเอง” แล้วเขาก็วางสายไป ก่อนที่จะหันมาสอบถามกับพนักงานทำความสะอาดเกี่ยวกับหน้าที่ของเธอและเรื่องของโรงแรม ตามด้วยการบ่นถึงราคาค่าห้องพักของโรงแรมมิวฮ์ลบาคอีกครั้ง จนพนักงานทำความสะอาดเสร็จ เธอก็รีบเปลี่ยนผ้าเช็ดตัวแล้วกลับออกไปนอกห้องทันที

และในตอนบ่ายของวันนั้น เธอก็กลับมายังห้อง 1046 เพื่อเปลี่ยนผ้าเช็ดตัวอีกครั้ง และที่หน้าประตูเธอก็ได้ยินเสียงชายสองคนกำลังคุยกันในห้อง เธอจึงเคาะประตูขออนุญาตเข้าไป แล้วก็มีเสียงของใครอีกคนพูดตอบกลับมาว่า ตอนนี้พวกเขาไม่ต้องการผ้าเช็ดตัวอะไรทั้งนั้น พอได้ยินแบบนี้มันก็ช่วยไม่ได้ที่เธอจะไม่ได้เข้าไปทำงานของเธอ
ในเวลาต่อมาก็มีหญิงสาวชื่อ ฌอง โอเวน ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับโรแลนด์ โอเวนเลย นอกจากนามสกุลที่เหมือนกัน เธอได้มาลงทะเบียนเข้าพักในโรงแรมเพรสิเดนท์แห่งนี้ และเข้าพักในห้องหมายเลข 1048 เธอบอกว่าเธอนอนไม่ได้เลยเพราะห้องข้าง ๆ มีเสียงของผู้ชายและผู้หญิงทะเลาะกันทั้งคืน ฌองบอกว่าเธอได้ยินการต่อสู้และเสียงดังโครมคราม ตามด้วยเสียงเหมือนคนนอนกรน ซึ่งเธอเองก็ลังเลที่จะโทรศัพท์แจ้งให้พนักงานของโรงแรมทราบ ซึ่งสุดท้ายแล้วเธอก็ไม่ได้โทรไปจริง ๆ

ภาพจำลอง "ห้อง 1048" สามารถมองเข้าไปใน "ห้อง 1046"
ชาร์ลส์ บล็อกเกอร์ พนักงานกดลิฟท์ของโรงแรมก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นในคืนก่อนเช่นกัน เพียงแต่เขาคิดว่ามันอาจเป็นเสียงที่ดังมาจากงานปาร์ตี้ในห้อง 1055 จนเวลาผ่านมาถึงช่วงเที่ยงคืน เขาพบหญิงสาวคนหนึ่งขึ้นไปที่ชั้น 10 เธอมองหาห้องหมายเลข 1026 ซึ่งเขาระบุว่าหญิงสาวคนนี้มักจะเดินทางมาที่โรงแรมแห่งนี้ เพื่อไปพบผู้ชายในห้องต่าง ๆ ไม่ซ้ำห้อง

สองสามนาทีต่อมาเขาก็ได้รับสัญญาณให้กลับไปยังชั้น 10 อีกครั้ง หญิงสาวคนนั้นทำท่ากังวลเพราะผู้ชายที่เรียกเธอนั้นไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน หลังจากที่บล็อกเกอร์ช่วยเดินหาอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง เธอจึงขอให้บล็อกเกอร์พาเธอลงไปยังล็อบบี้ชั้นล่าง จนเวลาผ่านไปเป็นชั่วโมงเธอก็เดินกลับมาที่ลิฟท์พร้อมกับชายอีกคน บล็อกเกอร์ส่งพวกเขาไปยังชั้นเก้า
จนถึงช่วงเวลาประมาณตีสี่หญิงสาวคนนั้นก็ออกจากโรงแรมไป และอีก 15 นาทีต่อมา ชายคนนั้นก็ออกจากโรงแรมตามไปอีก ซึ่งทั้งสองคนที่ว่านี้ไม่มีใครสามารถระบุได้ว่าเป็นใครกันแน่ และก็เราก็ไม่ทราบเช่นกันว่าพวกเขาขึ้นไปที่ชั้น 10 เพื่อไปที่ห้องของโรแลนด์ โอเวน หรือเปล่า ?
มาจนถึงเวลาห้าทุ่มของคืนนั้น มีเจ้าหน้าที่กวาดถนนชื่อ โรเบิร์ต เลน กำลังขับรถของตัวเองลงมาตามเส้นทาง เขาพบกับชายคนหนึ่งกำลังวิ่งผ่านมาจากทางเดิน โรเบิร์ตแปลกใจว่าชายคนนั้นจะมาวิ่งอะไรตอนกลางดึกของช่วงหน้าหนาวแบบนี้ แถมยังวิ่งทั้ง ๆ ที่สวมแต่เสื้อและกางเกงในเท่านั้น

ชายคนนั้นโบกมือเรียกโรเบิร์ต ซึ่งโรเบิร์ตก็คิดว่าชายคนนี้คงนึกว่าเขาเป็นแท็กซี่หรือเปล่าก็ไม่รู้ พอชายลึกลับคนนั้นรู้ว่าเขาเข้าใจผิด ก็รีบขอโทษโรเบิร์ตและขอให้ช่วยพาเขาไปส่งที่ไหนก็ได้ ที่พอจะมีรถแท็กซี่บริการให้กับเขา โรเบิร์ตก็ตอบตกลงและแซวชายคนนั้นว่า “ดูท่าทางคุณจะไปเจออะไรแย่ ๆ มาใช่ไหม ?” ซึ่งชายคนนั้นก็พยักหน้าและตอบด้วยน้ำเสียงอันสั่นเครือว่าเขาจะไปฆ่าใครสักคน
ซึ่งใครสักคนที่ว่านั้นถูกลบออกไปจากหน้าหนังสือพิมพ์ เราก็เลยไม่รู้ว่าชายคนนั้นจะไปฆ่าคนจริง ๆ หรือเขาเพียงแค่พูดออกไปเพื่อระบายความแค้นก็ไม่ทราบได้ แต่ที่แน่ ๆ โรเบิร์ต เลน สังเกตเห็นรอยแผลที่เกิดขึ้นบนแขนของชายคนนี้้ด้วย

จนพวกเขาไปถึงที่หมาย ชายคนนั้นก็ขอบคุณโรเบิร์ตและออกจากรถไปโบกแท็กซี่ต่อ โรเบิร์ตก็ขับรถจากไปโดยไม่ได้ใส่ใจว่าชายคนนั้นเพิ่งไปเล่นเกมอะไร หรือไปเจออะไรที่เกี่ยวข้องกับคดีที่กำลังจะเกิดขึ้นอีกไม่นานนี้หรือเปล่า ?

[วันที่ 4 มกราคม ค.ศ. 1935]
ในเวลา 7 โมงเช้าของวันรุ่งขึ้น เจ้าหน้าที่โอเปอเรเตอร์ของโรงแรมเพรสิเดนท์พบว่า โทรศัพท์ในห้องหมายเลข 1046 ถูกยกหูออก โดยสามชั่วโมงต่อมาก็ยังไม่มีใครวางสายนั้นลงเสียที นั่นจึงทำให้เจ้าหน้าที่หญิงคนนั้นเรียกแรนดอล์ฟ โพรปสท์ เพื่อไปบอกให้แขกในห้องนั้นช่วยวางสาย พอแรนดอล์ฟไปถึงหน้าห้องดังกล่าวเขาก็พบว่าที่ประตูถูกล็อก และมีป้ายห้ามรบกวนแขวนอยู่ พอเขาลองเคาะประตูเรียกก็มีเสียงดังตอบอนุญาตให้เข้าไปได้
พอเขาจะเปิดประตูเข้าไปก็กลายเป็นว่าประตูยังคงล็อกอยู่เหมือนเดิมอีก แรนดอล์ฟจึงต้องเคาะประตูอีกครั้งก็มีเสียงตอบกลับมาบอกให้เขาเปิดไฟ จนสองนาทีผ่านไปเขาก็ยังเข้าไปในห้องไม่ได้ แรนดอล์ฟจึงตะโกนบอกคนในห้องไปว่า “ช่วยวางสายโทรศัพท์ให้สนิทด้วยครับ” จากนั้นเขาก็เดินจากไปด้วยอารมณ์หงุดหงิด โดยแรนดอล์ฟเข้าใจว่าคนในห้องนั่นน่าจะกำลังเมาอยู่แน่ ๆ
ประมาณชั่วโมงครึ่งต่อมาโอเปอเรเตอร์ก็ยังคงพบว่า โทรศัพท์ในห้องนั้นยังไม่ได้วางสายอยู่ดี เธอจึงส่ง แฮโรลด์ ไพค์ ซึ่งเป็นพนักงานของโรงแรมอีกคนให้ไปจัดการปัญหานี้ให้หน่อย ซึ่งแฮโรลด์เองก็พบว่าห้อง 1046 ยังคงล็อกประตูไว้อยู่เช่นกัน เขาจึงใช้กุญแจสำรองเปิดประตูเข้าไป และเขาก็พบว่าแท้ที่จริงแล้วห้องนี้ถูกล็อกประตูไว้จากทางด้านนอก และในความมืดสลัวของห้องเขาก็เห็นโรแลนด์ โอเวนกำลังนอนแก้ผ้าอยู่บนที่นอน ส่วนที่โทรศัพท์นั้นตัวหูฟังตกอยู่ที่พื้นห้อง เขาจึงนำมันกลับไปวางเข้าที่เช่นเดิม

และก็เช่นกัน แฮโรลด์เข้าใจว่าโรแลนด์น่าจะกำลังเมาอย่างหนัก เขาจึงออกจากห้องโดยไม่ได้ตรวจสอบเพิ่มเติมว่ามันมีอะไรผิดปกติหรือไม่

ก่อนเวลาห้าโมงเช้าไม่นาน พนักงานโอเปอเรเตอร์อีกคนก็พบว่า โทรศัพท์ในห้อง 1046 ถูกยกหูออกไปอีกแล้ว แรนดอล์ฟ โพรปสท์ก็ถูกส่งให้ไปจัดการที่ห้องนี้อีก ป้ายห้ามรบกวนยังคงแขวนอยู่ที่ประตู เคาะประตูไปก็ไม่มีใครตอบกลับเช่นเคย เขาจึงใช้กุญแจสำรองเปิดประตูเข้าไปในห้องทันที

แล้วเขาก็พบกับสิ่งที่เกินกว่าจะบอกว่า แขกในห้องกำลังเมาเหมือนกับที่เขาคิดไว้ เขาเห็นโรแลนด์ โอเวนยังคงนอนแก้ผ้า แต่อยู่ในสภาพนอนหมอบคว่ำหน้าอยู่บนพื้น พอแรนดอล์ฟเปิดไฟเขาก็เห็นเลือดจำนวนมากติดอยู่เต็มกำแพงและในห้องน้ำ ด้วยความหวาดกลัวสุดขีด แรนดอล์ปรีบเผ่นออกจากห้อง ลงมาบอกกับผู้ช่วยผู้จัดการโรงแรมอย่างไว เพื่อให้เรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจมาดูทันที

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มาถึงที่เกิดเหตุ และคาดการณ์ว่าช่วงเวลาประมาณหกหรือเจ็ดชั่วโมงก่อนหน้านั้น น่าจะมีใครสักคนเข้ามาก่อเหตุสะเทือนขวัญกับโรแลนด์ โอเวนแน่ ๆ ร่างของเขาถูกมัดและถูกมีดแทงซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่หลายแผล ที่บริเวณกะโหลกศีรษะก็แตก เพราะถูกใครสักคนทุบตีอย่างป่าเถื่อน ที่คอมีรอยเขียวช้ำบ่งบอกว่าเขาน่าจะถูกรัดคอ และมีเลือดเลอะติดไปทั่วบริเวณ และนั่นจึงทำให้จากห้องเล็ก ๆ ในโรงแรมตอนนี้ได้กลายเป็นห้องทรมานสุดซาดิสม์ไปเสียแล้ว

เจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่าโรแลนด์ โอเวนนั้นยังพอมีสติอยู่จึงลองถามเขาว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ โรแลนด์ โอเวนตอบว่า “ผมหกล้มในอ่างอาบน้ำ” พอเจ้าหน้าที่ตรวจค้นภายในห้องพวกเขาก็พบกับความผิดปกติอีกหลายอย่าง ไม่มีผ้าเปลี่ยนชุดอยู่ในห้องนี้ และสบู่ แชมพู หรือผ้าเช็ดตัว ซึ่งเป็นของที่โรงแรมต้องมีก็หายไปหมด สิ่งที่พบมีแต่ป้ายยี่ห้อของเน็กไท บุหรี่ที่ยังไม่ได้จุด รอยนิ้วมือติดเลือด 4 รอยที่โคมไฟ และปิ่นปักผมของผู้หญิง โดยไม่พบวัตถุต้องสงสัยใด ๆ ที่น่าจะนำมาใช้ทำร้ายโรแลนด์ โอเวนได้
พนักงานของโรงแรมต่างก็รายงานว่าไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่พบเขาในสภาพนี้ เขาเห็นชายและหญิงคู่หนึ่ง เดินทางออกจากโรงแรมด้วยท่าทางเร่งรีบ เจ้าหน้าที่สอบสวนเองก็คาดว่ามันจะต้องมีใครสักคนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แน่ ๆ

หลักฐานในที่เกิดเหตุ (ป้ายยี่ห้อเน็กไท บุหรี่ และปิ่นปักผม)
โรแลนด์ โอเวนถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน แต่สุดท้ายเขาก็เสียชีวิตไปภายในคืนนั้นนั่นเอง ในขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่สืบสวนก็พบว่าคดีนี้มันไม่ใช่การฆาตกรรมธรรมดา เพราะตำรวจลอสแองเจลิสไม่พบประวัติใด ๆ เกี่ยวกับคนชื่อ โรแลนด์ ที โอเวนเลยแม้แต่น้อย ชื่อนี้เป็นชื่อปลอม ซึ่งในคืนนั้นเอง ก็ยังมีหญิงสาวลึกลับโทรศัพท์แจ้งเหตุนี้เช่นกัน เธอบอกเพียงคิดว่าผู้ตายน่าจะเคยอาศัยอยู่ในเมืองคลินตั้น รัฐมิสซูรี

นั่นจึงทำให้ศพของโรแลนด์ โอเวนถูกส่งมายังเมืองนี้ โดยหวังกันไว้ว่าน่าจะมีใครพอจะรู้จักเขาบ้าง โดยหนึ่งในแขกงานศพนั้นก็คือ โรเบิร์ต เลน ซึ่งเป็นผู้ยืนยันว่าชายแปลกหน้าที่เขาพบในคืนวันที่ 3 มกราคมนั้นก็คือโรแลนด์ โอเวนคนนี้นี่เอง มีเจ้าหน้าที่บาร์เหล้ายืนยันว่าพวกเขาพบชายลักษณะเหมือนกับโรแลนด์ โอเวนกำลังพูดคุยอยู่กับหญิงสาวสองคน
ซึ่งในคืนวันนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่ามันเป็นช่วงเวลาก่อนที่โรแลนด์จะเข้ามาพักในโรงแรมเพรสิเดนท์ และทราบจากการสอบปากคำพยานกลุ่มนี้ว่า พวกเขาแนะนำให้โรแลนด์ไปพักที่โรงแรมมิวฮล์บาค และโรแลนด์บอกว่าตัวเองชื่อ "ยูจีน เค. สกอทท์" มาจากลอสแองเจลิส ซึ่งก็เป็นไปตามคาด เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถค้นหาประวัติของชื่อนี้ได้อีกเช่นกัน รู้แค่เพียงว่าชายคนนี้เคยพักอยู่ในโรงแรมอีกแห่งที่เมืองแคนซัส แถวถนนรีจีส ส่วนคนอื่น ๆ ที่น่าจะเกี่ยวข้องกับชายคนนี้ในช่วงที่เขายังมีชีวิตอยู่ ก็ไม่มีใครสามารถระบุได้ว่าพวกเขาเป็นใครกันบ้าง

ภาพสเก๊ตช์ตามหาญาติผู้เสียชีวิต

หนังสือพิมพ์ลงข่าวชายปริศนาถูกฆาตกรรม
เจ้าหน้าที่ตำรวจโชคไม่ดีนักในการติดตามหาคนชื่อ “ดอน” ที่โรแลนด์เคยพูดถึงตอนช่วงที่ยังอยู่ในโรงแรมเพรสิเดนท์ แล้วโรแลนด์จะเป็นชายคนเดียวกันกับที่มีพยานเห็นอยู่กับหญิงบริการหรือเปล่า ? แล้วเสียงที่ฟังดูแปลก ๆ ตอนที่พูดบอกพนักงานทำความสะอาดว่าไม่ให้เธอเข้ามาเปลี่ยนผ้าเช็ดตัวตอนนั้น มันเป็นเสียงของเขาหรือไม่ ? ส่วนชายที่ชื่อว่าดอน เป็นคนเดียวกันกับที่โรเบิร์ต เลนได้ยินโรแลนด์พูดว่า เขาอยากจะไปฆ่าใช่หรือเปล่า ? คำถามเหล่านี้ไม่เคยมีใครสามารถหาคำตอบได้เลยมาจนถึงทุกวันนี้ !
เก้าวันต่อมาหลังจากโรแลนด์เสียชีวิต มีโปรโมเตอร์มวยปล้ำชื่อ "โทนี่ เบอร์นาร์ดี้" บอกว่าใครสักคนที่แวะมาเยี่ยมโรแลนด์ในช่วงที่เขายังไม่ตายนั้น ได้เคยมาขอสมัครเข้าแข่งมวยปล้ำด้วย โดยเบอร์นาร์ดี้บอกว่า ชายคนนั้นกรอกชื่อตัวเองเอาไว้ว่า “เซซิล เวอร์เนอร์”

ในขณะที่เรื่องราวทั้งหมดกำลังระบุว่าโรแลนด์นั้นเป็นคนลึกลับอย่างมาก ไม่มีใครสามารถระบุตัวตนที่แท้จริงของเขาได้ ทิ้งไว้แต่เพียงชื่อของฆาตกรกับปิ่นปักผมของผู้หญิงในห้อง และเสียงชายหญิงทะเลาะกันที่ฌอง โอเวนได้ยินในตอนกลางคืน มันก็ได้ชี้นำให้มีข่าวลืออกไปว่า บางทีการฆาตกรรมครั้งนี้อาจเกิดจากเรื่องชู้สาวแต่มันก็เป็นเพียงการคาดเดา และทางตำรวจก็กำลังจะจำหน่ายคดีให้มันเป็นคดีปริศนาที่ไม่สามารถหาสาเหตุได้ จนมาถึงเดือนมีนาคมศพของโรแลนด์ก็ถูกเตรียมการนำไปฝังในฐานะ "จอห์นโดว์" หรือ "ศพนิรนาม" โดยไร้ป้ายชื่อบอกว่าเขาเป็นใคร

อย่างไรก็ดีก่อนที่โรแลนด์จะถูกส่งตัวมาที่สุสานในเมืองพ็อตเตอร์ ทางสุสานได้รับแจ้งการโอนเงินค่าทำศพจากบุคคลนิรนามผ่านทางสายโทรศัพท์ โดยชายคนนั้นได้ขอให้พิธีฝังศพเลื่อนออกไปจนกว่าเงินจะส่งมาถึงอย่างครบถ้วน โดยในสายนั้นยืนยันว่าชายลึกลับที่เสียชีวิตคนนี้ชื่อ โรแลนด์ ที โอเวนจริง ๆ และบอกอีกว่าโรแลนด์เคยเป็นคู่หมั้นน้องสาวของเขามาก่อน ทางผู้อำนวยการฝ่ายฝังศพเล่าว่า ผู้อุปถัมภ์ลึกลับคนนี้ระบุว่า โรแลนด์แค่อยากทำให้ทุกอย่างมันยุ่งยาก” และยังทิ้งท้ายเอาไว้ว่า “พวกตำรวจสืบสวนผิดทางไปเยอะเลย”

จากนั้นไม่นานเงินก็ถูกส่งมาถึงทางไปรษณีย์โดยไม่ระบุชื่อคนส่ง ศพของโรแลนด์จึงได้ถูกฝังไว้ในสุสานเมโมเรียลพาร์ค ในพิธีก็มีแต่พวกเจ้าหน้าที่สืบสวนมาร่วมงาน มีเงินอีกจำนวนหนึ่งถูกส่งไปยังร้านดอกไม้เพื่อให้ส่งช่อดอกไม้มาวางประดับหลุมศพ พร้อมกับการ์ดไว้อาลัยเขียนว่า “รักตลอดกาล จากหลุยส์”

คดีของโรแลนด์สร้างความสับสนให้กับผู้สนใจอยู่นาน จนถึงปี ค.ศ. 1936 มีหญิงคนหนึ่งชื่อ "อีเลียนอร์ โอเกิลทรี" ได้ติดตามคดีฆาตกรรมคดีนี้และแจ้งกับนิตยสาร “American Weekly” เอาไว้ว่า เธอคิดว่าคดีของโรแลนด์นั้นน่าจะเกี่ยวข้องกับคดีการหายไปของน้องชายของเธอชื่อ "อาร์เทมุส" เธอไม่เคยพบเขาอีกเลยตั้งแต่วันที่เขาออกจากบ้านที่เบอร์มิงแฮม รัฐอลาบาม่า ตั้งแต่เดือนเมษายน ค.ศ. 1934 เธอรู้เพียงแค่เขาออกจากบ้านเพื่อท่องเที่ยวไปเรื่อย ๆ

และครั้งสุดท้ายรูบี้คุณแม่ของเธอก็ได้รับการติดต่อทางจดหมายเป็นจำนวน 3 ฉบับ ตัวอักษรในจดหมายถูกพิมพ์ด้วยพิมพ์ดีด ฉบับแรกส่งมาเมื่อช่วงฤดูใบไม้ผลิ ปี ค.ศ. 1935 ส่วนฉบับที่เหลือถูกส่งมาหลังจากวันที่โรแลนด์เสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งทางรูบี้เองก็รู้สึกแปลก ๆ มาตั้งแต่ตอนที่จดหมายฉบับแรกถูกส่งมาถึง เพราะเธอรู้ดีว่าลูกชายคนนี้พิมพ์ดีดไม่เป็น ส่วนจดหมายฉบับสุดท้ายก็บอกว่า เขากำลังจะล่องเรือไปทางยุโรป
และหลังจากที่จดหมายฉบับสุดท้ายส่งมาถึง เธอก็ได้รับโทรศัพท์จากชายคนหนึ่ง เขาบอกว่าตัวเองชื่อ จอร์แดนบอกกับเธอว่าอาร์เทมุสยังมีชีวิตปลอดภัยดีที่อียิปต์ และได้แต่งงานกับหญิงสาวคนหนึ่งในกรุงไคโร จากนั้นรู้บี้ก็แสดงภาพถ่ายของโรแลนด์มาให้ดู โดยเธอยืนยันว่าชายคนนี้คือลูกชายที่หายไปของเธอแน่ ๆ เขาเสียชีวิตไปทั้ง ๆ ที่อายุเพียง 17 ปีเท่านั้น
ตอนนี้ผู้เสียชีวิตก็ได้รับการยืนยันระบุตัว แต่กับความยุติธรรมในคดีฆาตกรรมกลับยังไม่สามารถหาคำตอบได้  ทุกอย่างมีแต่คำถามที่ไร้ความหวัง ทำไมอาร์เทมุส โอเกิลทรีถึงเลือกที่จะเปลี่ยนชื่อตัวเองไปเรื่อย ๆ ? เขามาทำอะไรที่เมืองแคนซัส ? ใครฆ่าเขาและฆ่าทำไม ? ใครคือหลุยส์ ? ใครคือจอร์แดนที่ส่งเงินมาช่วยงานศพของอาร์เทมุส ? ใครเป็นคนพิมพ์จดหมาย 3 ฉบับถึงแม่ของเขา ? และที่สำคัญมันเกิดอะไรขึ้นในห้องหมายเลข 1046 กันแน่ ?

"อาร์เทมุส" (โรแลนด์ ที โอเวน หรือ โรแลนด์โดว์)

คำถามทั้งหมดเหล่านี้ไม่มีใครรู้คำตอบ โดยต่อมาการสืบสวนในคดีนี้ถูกรื้อขึ้นมาใหม่อีกครั้งในปี ค.ศ. 1937 เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจพบอีกคดีที่มีความคล้ายคลึงกันเกิดขึ้นที่นิวยอร์ค แต่สุดท้ายคดีก็ต้องถูกแช่แข็งต่อไป
จนกระทั่งประมาณไม่กี่ปีที่ผ่านมา จอห์น ออร์เนอร์จึงได้เขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ในปี ค.ศ. 2012 จอห์นคือบรรณารักษ์ของห้องสมุดเมืองแคนซัส ที่ได้ศึกษาคดีอาร์เทมุส โอเกิลทรีมาตลอด


"จอห์น ออร์เนอร์" และห้องสมุดเมืองแคนซัส
เนื่องจากในวันหนึ่งเมื่อช่วงปี ค.ศ. 2003 หรือ ค.ศ. 2004 ที่ผ่านมา มีใครบางคนโทรศัพท์มาจากนอกรัฐ เพื่อสอบถามเขาเกี่ยวกับคดีปริศนาคดีนี้ โดยผู้ที่โทรมานั้นไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นใคร บอกเพียงว่าพวกเขาเพิ่งไปพบมรดกของใครสักคนที่ตายไป มันมีกล่องใบหนึ่งที่บรรจุเศษหนังสือพิมพ์เก่า เป็นข่าวเกี่ยวกับการฆาตกรรมในคดีนี้ และนอกจากข่าวแล้วพวกเขายังพบว่ามีของอะไรบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับข่าวนี้อีกด้วย เพียงแต่ก็ไม่รู้เช่นกันว่าของบางอย่างที่โทรศัพท์ลึกลับบอกนั้นมันคืออะไรกันแน่ !

โรงแรม "President" ในปัจจุบัน

ซึ่งเรียกได้ว่าคดีฆาตกรมปริศนาคดีนี้ นอกจากตัวตนของเขาแล้ว ก็ยังไม่มีใครสามารถหาคำตอบมาได้จนถึงปัจจุบันว่า ใครเป็นคนฆ่า ? ฆ่าทำไม ? ฆ่าอย่างไร ? แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่เราได้จากคดีนี้ก็คือ เวลาเราจะออกเดินทางท่องเที่ยวไป ตลอดเส้นทางเราไม่ควรไว้วางใจใคร เพราะแค่เราประมาทไปเพียงนิด สุดท้ายก็อาจทำให้เราได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของคดีฆาตกรรมปริศนาแบบนี้ได้เช่นกัน

หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี

เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา:

ต้นฉบับของจอห์น ออร์เนอร์:
The Kansus City Public Library - The Mystery of Room 1046, pt. 1: Roland T. Owen

แท็ก:  Mystery, Room 1046, ห้องปิดตาย, ห้อง 1046, John Doe, จอห์นโดว์, Roland T. OwenRoland Owen, โรแลนด์ โอเวน