ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

[จัดเต็ม 18+...] มิติที่ 6 ไขปริศนาปรากฏการณ์คนไฟลุก Spontaneous Human Combustion !!!


บนโลกของเราใบนี้มีปริศนามากมายที่ทำให้เราต้องนอนไม่หลับ บางเรื่องก็มีคำตอบ บางเรื่องก็เกินกว่าจะหาคำอธิบายได้ ซึ่งมันก็แล้วแต่ว่าเราจะเชื่อไปในทิศทางไหน !?

กดที่นี่เพื่อดูคลิป

มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพูดถึงคดีปริศนาหลายคดีที่ถูกเล่าขานกันมานาน เรื่องราวที่ถูกถกเถียงกันไม่จบสิ้น กับคดี "ไฟปริศนา" ที่ลุกขึ้นมาจากภายในร่างกายของมนุษย์ พร้อมคำอธิบายจากฝ่ายที่เชื่อและไม่เชื่อ เพื่อให้ท่านผู้ชมได้คิดตามดูว่า... มันคืออะไรกันแน่ !?


สปอนเทเนียส ฮิวแมน คอมบัสชั่น (Spontaneous Human Combustion) คือ ปรากฏการณ์สันดาปในมนุษย์หรือคนไฟลุก มันเป็นเหตุการณ์เหนือธรรมชาติที่ไม่เหมือนใคร มีรายงานว่าผู้คนจำนวนหนึ่งสามารถติดไฟลุกไหม้ขึ้นมาได้เอง โดยไม่มีประกายไฟหรือเชื้อไฟที่ไหนสักแห่งเข้ามาเป็นตัวนำ มีผู้คนมากมายต่างตั้งคำถามกันว่า อะไรกันแน่ที่เป็นสาเหตุของการลุกไหม้ที่แปลกประหลาดเช่นนี้ แถมในแต่ละคดีที่เกิดขึ้นผู้ที่เชื่อในเรื่องนี้ต่างก็ยืนยันว่า มันไม่ได้มีรูปแบบการลุกไหม้เหมือนกันแม้แต่คดีเดียว !

โดยแต่ละคดีที่ถูกยกมานั้น ล้วนถูกอ้างว่ามันคือการลุกไหม้ขึ้นมาได้เอง ซึ่งนั่นก็รวมไปถึงรายงานจากกลุ่มที่เชื่อเรื่องนี้ยืนยันว่า ทุกคดีไม่มีคำตอบว่าเกิดไฟไหม้ขึ้นมาได้อย่างไร ? ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็อาจจะทำให้เราลืมกันไปแล้วว่า บนโลกใบนี้นอกจากจะมีกลุ่มคนที่เลือกจะเชื่อในเรื่องราวลี้ลับ ก็ยังมีกลุ่มคนอีกกลุ่มที่พยายามแสวงหาคำตอบของปริศนาต่าง ๆ ซึ่งคนกลุ่มหลังเป็นที่รู้จักกันก็คือ นักวิทยาศาสตร์นั่นเอง !

เรื่องราวของคนไฟลุกโดยธรรมชาตินี้ ปัจจุบันได้ถูกจำแนกรูปแบบไว้ 2 ประเภท
ประเภทแรก นั้นมองไปถึงคดีที่เกิดการลุกไหม้ในขณะที่ไม่มีใครอยู่ในที่เกิดเหตุ กว่าจะพบศพก็ถูกเผาไหม้จนเรียบร้อยไปหมดแล้ว หลงเหลือเพียงมือและเท้า โดยในส่วนที่ถูกเผาไหม้นั้นเรียกได้ว่าแม้แต่กระดูกก็ยังถูกเผาจนแหลกสลาย
ประเภทที่สอง นั้นเป็นคดีที่เกิดขึ้นโดยมีเหตุการณ์อย่างเช่น การรับประทานอาหารค่ำหรือมีงานเลี้ยงเข้ามาร่วมด้วย ซึ่งรูปแบบของคดีที่เกิดในประเภทที่สองนี้ จะมีพยานหลายคนได้เห็นใครสักคนกำลังเกิดไฟลุกไหม้ขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ และไฟนั้นก็มักจะดับไปก่อนที่จะมีใครเสียชีวิต ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า อย่างที่สองที่เกิดขึ้นนี้เรามักจะได้พบจากในหนังสือหรือไม่ก็สื่ออินเตอร์เน็ตที่ถูกนำเสนอซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ยกตัวอย่างในกรณีที่โด่งดังมากนั่นก็คือคดีของ แมรี่ รีเซอร์ (อายุ 67 ปี) ที่ถูกพบเป็นซากศพโดยเพื่อนของเธอในบ้านที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กในปี ค.ศ. 1951 โดยซากศพที่ถูกเผาไหม้นั้นนอกจากร่างกายเกือบทุกส่วนที่กลายเป็นขี้เถ้าแล้ว มันก็เหลือเพียงเท้าของเธอที่ยังสวมรองเท้าสลิปเปอร์ เธอนั่งเสียชีวิตบนเก้าอี้ที่น่าจะใช้มันนั่งอยู่เป็นประจำ โดยคดีของแมรี่นี้เคยเป็นที่รู้จักกันในชื่อ "The Cinder Woman" หรือ "คดีหญิงขี้เถ้า"

"แมรี่ รีเซอร์" (18+...)

อีกคดีที่เกิดขึ้นนั้นเราสามารถหาพบได้จากหนังสือหลายเล่มที่พูดถึงชายคนนี้ จอห์น เบนท์ลีย์ (อายุ 92 ปี) โดยเจ้าหน้าที่จดมิเตอร์ไฟพบร่างของเขาเหลือเพียงขาข้างหนึ่ง กับรูขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยรอยไหม้บนพื้นในห้องน้ำ ส่วนด้านล่างก็พบเพียงขี้เถ้าศพของเขากองอยู่ที่พื้นชั้นใต้ดิน

"จอห์น เบนท์ลีย์"  (18+...)

ซึ่งว่ากันว่ามีคดีคล้าย ๆ กับคดีของแมรี่ ริเซอร์อยู่มากกว่า 300 คดี และนั่นก็รวมไปถึงรูปแบบ สภาพแวดล้อม และลักษณะศพที่มักพบในคนสูงอายุที่มีน้ำหนักมากหลังการเผาไหม้จบลง

ปัจจุบันก็มีทฤษฎีใหม่ ๆ ถูกตั้งขึ้นมาเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ในคดีปริศนาเหล่านี้ โดยรูปแบบคดีที่มักพบในแบบแรกนี้ถูกอธิบายว่ามันคือ ปรากฏการณ์เทียนไข (Wick Effect)

ปรากฏการณ์เทียนไข (Wick Effect)
ซึ่งปรากฏการณ์วิคเอ็ฟเฟ็กนี้ก็คือ การเทียบว่าตัวมนุษย์นั้นก็คือแท่งเทียน ส่วนเสื้อผ้านั้นก็คือไส้เทียน สามารถแบ่งเป็น 3 ระยะก็คือ
ระยะแรก ผู้ตายเกิดหมดสติไปด้วยสาเหตุต่าง ๆ ไม่ว่าจะเผลอหลับ เมาหลับ เป็นลมหมดสติ หรือหัวใจวาย ในขณะที่ในมือคีบบุหรี่หรือบริเวณใกล้ ๆ มีแหล่งกำเนิดไฟ ที่เขี่ยบุหรี่อาจจะมีก้นบุหรี่ติดไฟอยู่ ไม่ก็อยู่ใกล้กับเตาผิงเพราะเมืองนอกมีอากาศเย็นจึงต้องผิงไฟเพื่อเพิ่มความอบอุ่น ซึ่งถ้าหมดสติไปบุหรี่ในมืออาจตกลงไปบนร่างกายหรือล้มลงไปโดนไฟในเตาผิง

จากนั้นก็จะเข้าสู่ ระยะที่สอง ที่เริ่มเกิดการลุกไหม้ขึ้นมา ไฟก็จะไปลวกโดนร่างกายจนไขมันข้างในไหลออกมา ที่เหมือนกับตอนเราย่างเนื้อหมูในเตาแล้วมีหยดไขมันตกลงไปบนเตาจนไฟลุก แต่กับคนที่สวมเสื้อผ้าไขมันที่ละลายออกมามันก็จะถูกเสื้อผ้าซับเข้าไปในอยู่ในเนื้อผ้า ทีนี้การลุกไหม้ก็จะค่อย ๆ เกิดขึ้นเหมือนกับเทียนไข

ถึงตรงนี้ก็จะเข้าสู่ ระยะที่สาม พอเกิดการเผาไหม้เป็นเวลานาน ร่างกายก็จะไหม้เกรียมกลายเป็นเถ้าถ่าน และไขมันจากร่างกายบางส่วนมันก็จะละลายไหลไปตามพื้นโดยรอบจนดูเป็นคราบน้ำมัน ซึ่งในส่วนนี้ถ้ามันไม่ได้ถูกพวกเสื้อผ้าดูดซับไป ไขมันพวกนี้มันก็จะไม่ติดไฟ

โดยในปี ค.ศ. 2001 สถานีโทรทัศน์ BBC ได้จัดทำรายการเพื่อพิสูจน์เรื่องนี้ขึ้นมาด้วยการนำซากหมูสดมาห่อด้วยผ้าห่ม และนำแหล่งกำเนิดไฟเล็ก ๆ มารนไว้ใกล้ ๆ ซึ่งผลมันก็ออกมาตรงตามสมมติฐาน ซากหมูถูกไฟไหม้จนเหลือแต่เศษเถ้าถ่าน และรอบข้างก็ไม่มีร่องรอยไฟไหม้ออกไปมากมายนัก

"การทดลองเผาหมู" ของช่อง BBC
ในปี ค.ศ. 1991 ก็เคยมีคดีฆาตกรรมคดีหนึ่งที่เกิดขึ้นกับหญิงสาวนักเดินทาง ถูกฆาตกรใช้น้ำมันไฟแช็กราดไปที่ศพของเธอจากนั้นก็จุดไฟเผา ซึ่งตามปกติน้ำมันไฟแช็กที่เราพกติดตัวสำหรับใช้ในการเดินทาง มันไม่น่าจะมีปริมาณมากพอที่จะเผาศพคนให้ไหม้ทั้งตัวได้ถ้าไม่มีเชื้อไฟใด ๆ มาสุมเพิ่ม แต่กับกรณีฆาตกรรมรายนี้ ศพของผู้ตายถูกไฟเผาทั้งตัวโดยไม่มีกองฟืนหรือเชื้อไฟมาสุมไว้เลยนอกจากเสื้อผ้าของผู้เสียชีวิต ซึ่งก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่อธิบายว่า ร่างกายของมนุษย์นั้น สามารถติดไฟต่อเนื่องได้ถ้าสวมเสื้อผ้าอยู่ ตามทฤษฎีปฏิกิริยาเทียนไขนั่นเอง

ถึงคำอธิบายนี้มันจะดูสมเหตุสมผลก็จริง แต่มันก็ไม่สามารถนำไปใช้อธิบายกับคดี SHC ในรูปแบบของจอห์น เบนท์ลี่ หรือในอีกหลาย ๆ คดีได้ครับ

เพราะแบบนี้ ในปี ค.ศ. 1995 มีคำอธิบายมาจากนักเขียนฝ่ายที่มองว่า เรื่องนี้มันไม่ใช่แบบที่ถูกนักวิทยาศาสตร์อธิบายกันไว้ ลาร์ลี่ อาร์โนลด์ บอกไว้ในหนังสือชื่อ "Ablaze !" เชื่อว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในคดีอื่น ๆ มันไม่สามารถใช้คำอธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์ได้เลย

หนังสือชื่อ "Ablaze !" ของลาร์ลี่ อาร์โนลด์
และอาร์โนลด์ก็ยังได้เขียนหนังสืออีกเล่มชื่อ "เดอะเรย์กี้แฮนด์บุค" เพื่ออธิบายเกี่ยวกับพลังงานจากพลังจิต โดยเขาเชื่อว่าพลังจิตของมนุษย์นั้นสามารถสร้างอานุภาพได้ร้ายแรงกว่าระเบิดนิวเคลียร์ และอธิบายถึงปรากฏการณ์คนไฟลุกได้เองว่า มันก็เป็นพลังงานชนิดเดียวกันและเรียกมันว่าอานุภาค “ไพโรทรอน” ที่เข้าโจมตีร่างกายของเหยื่อด้วยการจุดระเบิดจากภายใน ซึ่งเจ้าไพโรทรอนของคุณอาร์โนลด์นั้นมันไม่เคยมีอยู่ในตำราไหนมาก่อน เพราะเขาเสนอมันขึ้นมาเพื่ออธิบายสิ่งที่เขาเชื่อเพียงเท่านั้น

ซึ่งก็เรียกได้ว่ามันเป็นคำอธิบายที่เริ่มต้นด้วยการปฏิเสธหลักการทางวิทยาศาสตร์ จากนั้นค่อยนำเสนอหลักการทางวิทยาศาสตร์ของตัวเองขึ้นมา ซึ่งตรงนี้มิติที่ 6 ก็อยากจะขอให้ท่านผู้ชมใช้วิจารณญานในการวิเคราะห์ข้อมูลกันให้มาก ๆ นะครับ
นอกจากนี้ก็ยังมีนักวิจัยท่านอื่น ๆ ได้พยายามนำเสนอคำอธิบายใหม่ ๆ อย่างเช่นฏิกิริยาของแบคทีเรียที่สะสมขึ้นในร่างกายจนได้ก๊าซมีเธนขึ้นมา โดยพวกเขาได้ยกกรณีที่เกิดขึ้นแบบนี้ในวัวที่สามารถผลิตก๊าซมีเธนในร่างกายได้เอง แต่ก็ยังไม่เคยมีรายงานว่าวัวมันจะเคยเกิดไฟลุกไหม้จากภายในได้เองมาก่อนนะครับ

ทีนี้เราก็ลองมาดูกันว่าปรากฏการณ์ไฟลุกแบบที่ 2 ที่มักจะเกิดขึ้นแบบกระทันหัน และเกิดขึ้นในระยะเวลาสั้น ๆ ผิดกับแบบแรกที่ค่อย ๆ ลุกไหม้ และผู้ที่ประสบเหตุก็สามารถรอดชีวิตต่อมาได้ระยะหนึ่งหลังจากถูกไฟคลอก ไม่เหมือนกับแบบแรกที่ถูกไฟไหม้ไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นเถ้า

เริ่มจากกรณีของ จีนนี่ แซฟฟิน ซึ่งเป็นหญิงผู้พิการทางสมอง เธอนั่งเล่นกับสมาชิกในบ้านที่โต๊ะทานอาหารอยู่ดี ๆ ก็เกิดไฟลุกไหม้ขึ้นมา คนในบ้านพยายามช่วยกันดับไฟก่อนที่จะเรียกรถพยาบาลมารับ ซึ่งจีนนี่ก็สามารถมีชีวิตรอดต่อมาได้อีก 8 วัน ก่อนที่จะเสียชีวิตไปเพราะปอดเสียหายจากการสูดดมควันไฟ
ในลอนดอนปี ค.ศ. 1938 มีหญิงสาวอายุ 22 ปีชื่อ ฟิลลิส นิวคัมบ์ ถูกไฟคลอกอย่างกระทันหันในช่วงระหว่างที่เธอกำลังเดินลงบันได้เพื่อไปเต้นรำ คนในงานก็ตื่นตาไปกับแสงไฟนั้น ในขณะที่เธอต้องเสียชีวิตไปในภายหลังเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว
"ฟิลลิส นิวคัมบ์"

ซึ่งผู้คนที่ต้องเจอกับไฟเหล่านี้ก็ไม่ได้เป็นคนพิเศษอะไร และทุกอย่างที่เหมือนกันก็คือ ไม่มีใครพบปัจจัยที่จะเป็นต้นเพลิงจากภายนอกราวกับมันเกิดลุกไหม้ขึ้นมาได้เอง ซึ่งทุกคดีก็คล้ายกันคือการลุกไหม้ในแบบที่สองนี้ถือว่าเป็นเรื่องแปลก เพียงแต่ในบางคดีอย่างเช่นที่เกิดขึ้นกับ จีนนี่ แซฟฟินนั้น ก็มีนักสืบปริศนาอย่างโจ นิเคลล์ ซึ่งมิติที่ 6 มักจะยกเอารายงานการสืบคดีปริศนาต่าง ๆ ของเขามาใช้ประกอบในหลาย ๆ เรื่องอยู่เสมอ

"โจ นิเคลล์" นักสืบเรื่องปริศนา
โดยโจ นิเคลล์ระบุว่า คดีของจีนนี่ที่เขาได้ข้อมูลมามันไม่ตรงตามเรื่องเล่าในปัจจุบันเลย เพราะเมื่อเขาสืบค้นลงไปในรายงานของทางโรงพยาบาลและรายงานของตำรวจท้องที่ เขาก็พบว่าแท้ที่จริงแล้วจีนนี่ประสบอุบัติเหตุจากเศษยาสูบที่ยังไม่ดับของกล้องยาสูบของคุณพ่อ ที่เคาะออกมาตอนจะเปลี่ยนเส้นยาสูบใหม่ โดยของเก่ามันน่าจะตกไปที่ตักของจีนนี่ที่มีความรู้สึกช้ากว่าคนทั่วไปเพราะเธอมีความพิการทางสมอง และสิ่งที่พยานซึ่งเป็นญาติอีกคนเห็นว่าเธอพ่นไฟออกมาได้เหมือนมังกรนั้นก็น่าจะเป็นเรื่องเข้าใจผิด และยังมีรายงานการชันสูตรศพเพิ่มเติมว่า ในร่างกายของเธอนั้นไม่มีอะไรบ่งบอกว่าถูกไฟลุกออกมาจากด้านในเลย ซึ่งก็ต้องใช้วิจารณญาณในการคิดตามกันด้วยนะครับ

และก็แน่นอนว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในคดีอื่น ๆ ก็ยังไม่สามารถหาคำอธิบายได้ เพราะทางฝ่ายที่เชื่อว่ามันเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ ต่างก็พยายามหาข้อโต้แย้งคำอธิบายต่าง ๆ จากฝ่ายที่มองว่ามันเกิดจากปัจจัยแวดล้อม ถึงขนาดที่ว่าพอหาคำอธิบายสมเหตุสมผลได้มาเรื่องนึง ก็จะถูกอีกฝ่ายแย้งทันที ซึ่งเรื่องนี้แม้แต่โจ นิเคลล์ยังบอกว่า ไม่รู้จะเถียงกันเพื่อไม่ให้มีคำตอบที่แท้จริงไปทำไม ฝ่ายที่เชื่อก็บอกว่าคำอธิบายพื้น ๆ ของโจนั้นมันง่ายเกินไปเพราะเหตุการณ์พวกนี้มันละเอียดอ่อนกว่านั้น

นั่นจึงทำให้มิติที่ 6 เองไม่สามารถฟันธงได้เช่นกันว่าปรากฎการณ์ในคดีคนไฟลุกนั้น แท้ที่จริงแล้วมันคืออะไร ? มันจะเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติหาคำอธิบายไม่ได้ หรือจะเป็นเรื่องที่สามารถอธิบายได้แต่ไม่มีใครเชื่อ เราก็เลยขอถามว่าท่านผู้ชมว่าคิดอย่างไร ? ด้วยการตอบแบบสอบถามของเรา โดยกดที่เครื่องหมาย ( i ) นะครับ กดเสร็จแล้วอย่าลืมแวะกลับมาดูกันด้วยว่าผลการโหวตจะเป็นไปในแบบที่เราเชื่อหรือเปล่า ?

หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรืออย่าลืมทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี
แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ที่มา: Skeptoid

แท็ก: คนไฟลุก, Spontaneous Human Combustion, The Cinder Woman, คดีหญิงขี้เถ้าปรากฏการณ์เทียนไขWick Effect