ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2560

[จัดเต็ม 18+... ] มิติที่ 6 คดีฆาตกรรมปริศนาในห้องปิดตาย เมอริดิธ เคอร์เชอร์ ใครฆ่าเธอ !?



เช้าของวันที่ 2 พฤศจิกายน ค.ศ. 2007 ที่เวียเดลลาเปอร์โกลา 7 อพาร์ทเมนท์ขนาดสองชั้นในเมืองเปรูจาประเทศอิตาลี หลังจากที่อแมนด้า น็อกซ์ กลับมาจากที่พักของแฟนหนุ่ม เธอก็พบกับความผิดปกติหลาย ๆ อย่างที่ทำให้รู้สึกว่ามันจะต้องมีอะไรไม่ดีเกิดขึ้นแน่ ๆ !
มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาคุณไปรู้จักกับคดีฆาตกรรมคดีหนึ่ง คดีอันลึกลับแต่ไม่ซับซ้อนในห้องปิดตาย กับเรื่องราวชีวิตของผู้ต้องสงสัย 3 ราย ที่ในปัจจุบันแม้คดีจะจบลงไปแล้ว แต่ผู้คนต่างก็ยังคงสงสัยกันอยู่ว่าในคืนเกิดเหตุคืนนั้น... มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ !!!

ในเช้าของวันที่ 2 พฤศจิกายน ค.ศ. 2007 วันนั้นหลังจากที่ อแมนด้า น็อกซ์ กลับมาถึงอพาร์ตเมนท์ซึ่งเป็นห้องพักรวมขนาด 4 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ และ 1 ห้องส้วม อแมนด้าพบว่าประตูด้านหน้าเปิดอยู่มีคราบเลือดหยดอยู่ในห้องน้ำที่เธอใช้ร่วมกับเมอริดิธเพื่อนนักศึกษาชาวอังกฤษ

"อแมนด้า น็อกซ์"
(ภาพจาก: Franco Origlia/Getty Images Europe)

พอมองไปที่หน้าประตูห้องนอนของเพื่อนคนนี้ก็พบว่ามันถูกล็อกจากทางด้านใน นั่นจึงทำให้เธอเข้าใจว่าเพื่อนสาวของเธอน่าจะกำลังนอนหลับอยู่ เห็นแบบนั้นเธอจึงไม่ได้คิดอะไรและเข้าไปอาบน้ำอาบท่าจนเสร็จ จากนั้นเธอก็คิดอยากจะเข้าห้องส้วม

ซึ่งในห้องนี้ห้องส้วมที่มีจะเป็นห้องที่ใช้ร่วมกับเพื่อนชาวอิตาลีอีก 2 คน ที่ตอนนั้นทุกคนต่างก็ออกไปข้างนอกตั้งแต่เมื่อคืน เนื่องจากตรงกับช่วงวันหยุดและยังไม่กลับมา พออแมนด้าเปิดฝาชักโครกขึ้นมา เธอก็ถึงกับผงะเพราะภายในโถส้วมนั้น เธอพบว่ามันยังมีอุจจาระของใครสักคนกำลังลอยทักทายไปมา เพราะใครคนนั้นไม่ได้กดชักโครกทิ้งนั่นเอง

นี่มันไม่ใช่เหตุการณ์ปกติ เพราะเธอรู้ดีว่าเมอริดิธเพื่อนร่วมห้องพักของเธอคนนี้ เป็นสาวเซเลปประจำมหาวิทยาลัย มันเป็นไม่ได้ว่าเพื่อนสาวคนนี้จะเมากลับมาจนทำอะไรไม่เข้าท่าแบบนี้ คิดได้แบบนั้นอแมนด้าจึงรีบเดินทางกลับไปยังที่พักของราฟาเอล โซลเลชิโตแฟนของเธอ ที่อยู่ไม่ห่างจากที่นี่สักเท่าไหร่ จากนั้นทั้งสองจึงรีบกลับมายังเวียเดลลาเปอร์โกล่า 7 อีกครั้ง
ทั้งคู่ค่อย ๆ เดินสำรวจไปรอบ ๆ ที่พัก และสังเกตพบว่ากระจกหน้าต่างภายในห้องนอนของโรมาเนลลี่ เพื่อนหญิงชาวอิตาลีที่อาศัยร่วมกันนั้น ถูกอะไรบางอย่างทำให้มันแตกไป พอเดินกลับมาที่หน้าห้องของเมอริดิธเพื่อเคาะประตูเรียกอีกครั้ง ก็ไม่มีใครจากในห้องตอบกลับมาเลย โซลเลชิโต้จึงรีบใช้โทรศัพท์มือถือของตัวเอง ติดต่อกับพี่สาวซึ่งเป็นตำรวจยศร้อยโทเพื่อขอคำชี้แนะ ซึ่งพี่สาวของเขาได้แนะนำให้เขารีบโทรแจ้งไปที่หมายเลข 112 เพื่อขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรีบเข้ามาตรวจสอบ

ทางอแมนด้าเองก็รีบโทรศัพท์หาโรมาเนลลี่ ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมห้องพักอีกคนให้รีบเดินทางกลับมา เพื่อตรวจสอบว่าในห้องของเธอจะมีอะไรเสียหายหรือไม่ พอโรมาเนลลี่เดินทางมาถึงพร้อมกับแฟนของเธอ ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและพวกเธอทุกคนจึงสำรวจรอบที่พักกันอีกครั้ง

โรมาเนลลี่พบสิ่งผิดปกติบางอย่าง มันคือโทรศัพท์มือถือสองเครื่องของเมอริดิธ ถูกทิ้งอยู่ในสวนใกล้ ๆ ที่พักแทนที่มันจะต้องอยู่กับเจ้าของ โรมาเนลลี่เห็นแบบนั้นจึงรีบขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ หาทางเปิดห้องของเมอริดิธทันที แต่กลายเป็นว่าทางเจ้าหน้าที่กลับปฏิเสธไม่ยอมทำตามคำขอนี้ นั่นจึงทำให้เธอต้องร้องขอให้แฟนหนุ่มที่อยู่ด้วยกันเป็นผู้งัดประตูห้องของเมอริดิธแทน

และในช่วงบ่ายโมงสิบห้านาทีของวันนั้น หลังจากที่ประตูถูกเปิดออก ทุกคนก็ได้พบความจริงว่าเมอริดิธ เคอร์เชอร์นอนเสียชีวิตบนพื้นห้องโดยมีผ้านวมปิดคลุมร่างเอาไว้

"เมอริดิธ เคอร์เชอร์" ผู้เสียชีวิต
(ภาพจาก: Daily Mirror)

เมอริดิธ ซูซานนา คารา เคอร์เชอร์ เธอเกิดเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม ค.ศ. 1985 ที่เมืองเซาธ์วอร์ก กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เพื่อน ๆ เรียกเธอว่า "เม็ส" เคยอาศัยอยู่ในเมืองคูลเซด็นของลอนดอน เธอมีพี่ชายสองคนชื่อจอห์นและไลล์ และมีพี่สาวชื่อสเตฟานี่ พ่อของเธอก็ชื่อจอห์นเช่นเดียวกับพี่ชายทำงานเป็นนักข่าวอิสระ แม่ของเธอชื่ออาร์ไลน์เป็นแม่บ้าน

ซึ่งตัวของเมอริดิธ เตอร์เชอร์ ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนโอลด์พาเลสในคร็อยด็อน และเริ่มสนใจในภาษาและวัฒนธรรมของประเทศอิตาลี จนทางโรงเรียนให้โอกาสเธอไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนอยู่ที่นั่นพักหนึ่ง และหลังจากนั้นเป็นต้นมาตั้งแต่เมอริดิธอายุย่างเข้า 15 ปี เธอก็เลยใช้เวลาในช่วงวันหยุดฤดูร้อน ไปใช้ชีวิตกับครอบครัวที่เมืองเซซซาอูรูนก้า ที่อยู่ในจังหวัดคัมปานญาประเทศอิตาลีอยู่เสมอ

ต่อมาเมอริดิธก็ได้มาเรียนทางด้านรัฐศาสตร์ยุโรปและอิตาลีในมหาวิทยาลัยลีดส์ ที่อยู่ในยอร์คเชียร์ประเทศอังกฤษ พร้อมกับทำงานพิเศษเป็นสาวเสิร์ฟบ้างหรือไกด์นำเที่ยวบ้าง เพื่อหารายได้ส่งเสียให้กับตัวเอง เธอเคยได้แสดงอยู่ในมิวสิควิดีโอเพลง Some Say ของคริสเตียน เลอองตู ในปี ค.ศ. 2004 และด้วยแรงบันดาลใจจากคุณพ่อ เธอก็ได้มาเป็นนักข่าวในสายการเมืองยุโรปด้วย

"เมอริดิธ เคอร์เชอร์" ในในมิวสิควิดีโอเพลง "Some Say"

ช่วงเดือนตุลาคม ค.ศ. 2007 เธอได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเปรูจา เริ่มศึกษาด้านประวัติศาสตร์ยุคใหม่ ทฤษฎีการเมือง และทฤษฎีภาพยนตร์  ซึ่งเพื่อน ๆ ของเมอริดิธพูดถึงเธอในช่วงนี้ว่า เธอเป็นคนดีมีน้ำใจ ฉลาดมีไหวพริบ และใคร ๆ ก็ต้องรู้จักเธอ

แต่หลังจากการพบศพ ร่างของเธอถูกส่งไปชันสูตรที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์เปรูจา โดยแพทย์ชื่อลูก้า ลาลลี่ ผลการผ่าพิสูจน์ระบุว่าตามร่างกายของเธอมีรอยฟกช้ำถึง 16 รอย และมีร่องรอยการถูกของมีคมเฉือนตามร่างกายถึง 7 แห่ง ตั้งแต่รอยมีดบาดที่บริเวณมือทั้ง 2 ข้าง จมูก ใต้ปาก รวมไปถึงบริเวณอวัยวะเพศ รอยทั้งหมดเกิดจากของมีคมชนิดเดียวกัน ในรายงานนั้นยังได้รับการยืนยันความถูกต้องจากแพทย์อีก 3 ท่าน สรุปผลออกมาว่าใครก็ตามที่ทำให้เมอริดิธได้รับบาดแผลเหล่านี้ คนๆ นั้นน่าจะต้องการกระทำรุนแรงทางเพศกับเธออย่างแน่นอน ! แต่จริง ๆ แล้วในวันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 2007 วันที่เมอริดิธ เคอร์เชอร์เสียชีวิตวันนั้น มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ !?

ในอพาร์ทเมนต์เวียเดลลาเปอร์โกลา 7 แบ่งเป็นสองชั้น แต่ละชั้นจะมีห้องพักรวมที่มีห้องนอนแยกจากกัน ชั้นบนเป็นที่พักอาศัยของกลุ่มผู้ตาย ประกอบไปด้วยนักศึกษาชาวอิตาลี ชื่อฟิโลมีนา โรมาเนลลี่ และลอร่า เมซเซตตี้ นอกจากนั้นก็ยังมีอแมนดา น็อกซ์ซึ่งเป็นวัยรุ่นสาวชาวอเมริกันที่เพิ่งย้ายเข้ามาร่วมแชร์ค่าที่พักเมื่อวันที่ 20 กันยายน ปี ค.ศ. 2007 หลังจากที่เมอริดิธย้ายเข้ามาเพียง 10 วันเท่านั้น

"อพาร์ทเมนต์เวียเดลลาเปอร์โกลา 7" สถานที่เกิดเหตุ


ผ้านวมที่กำลังคลุมร่างสาวน้อย "เมอริดิธ"






(ภาพจาก: Perugiamurderfile)

ส่วนโทรศัพท์มือถือของเมอริดิธที่ทุกคนมักเห็นเธอใช้โทรกลับไปคุยกับคุณแม่ที่บ้านทุกวัน ก็ได้โรมาเนลลี่ใช้ชื่อของตัวเองเป็นผู้เปิดเบอร์ให้


ทางห้องชั้นล่างของอพาร์ทเมนท์แห่งนี้ ก็มีชายหนุ่มอีก 4 คนเป็นผู้เช่าอาศัยร่วม ซึ่งทุกคนก็ล้วนอยู่ร่วมกันโดยไม่มีปัญหาอะไร จากการสอบปากคำทางเจ้าหน้าที่ก็ทราบว่า คืนหนึ่งในช่วงกลางเดือนตุลาคม เมอริดิธ เคอร์เชอร์ และอเมนดา น็อกซ์ ก็ยังเคยพบกับหนึ่งในผู้อาศัยในห้องข้างล่างคนหนึ่งชื่อรูดี้ กูเวเด ชวนให้เข้าไปในห้องในช่วงที่พวกเธอเพิ่งกลับมาถึงที่พักตอนเวลาตี 2 จนกระทั่งถึงเวลาตี 4 ครึ่ง ทั้งเมอริดิธและอแมนดาก็กลับออกมา ซึ่งนั่นก็หมายความว่า ทุกคนในอพาร์ทเมนต์แห่งนี้ น่าจะอยู่ร่วมกันได้โดยไม่มีปัญหาอะไรจริง ๆ

และข้อมูลเหล่านี้จึงทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องสืบย้อนกลับไปในวันที่ 1 พฤศจิกายน วันที่เมอริดิธน่าจะเสียชีวิต ว่าวันนั้นเธออยู่ที่ไหนกับใครบ้าง ?

วันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 2007 นั้น ตรงกับวันหยุดประจำชาติวันหนึ่งของประเทศอิตาลี ในวันนี้เพื่อนร่วมที่พักของเธอทุกคนล้วนเดินทางออกไปข้างนอก เช่นเดียวกับเพื่อนร่วมห้องชายชั้นล่าง ที่ต่างก็ออกเดินทางไปเที่ยวตามประสาวันหยุด ในคืนวันนั้นเมอริดิธที่ยังมีชีวิตอยู่ ได้ออกไปทานอาหารมื้อค่ำร่วมกับเพื่อนชาวอังกฤษ 2 คน ที่บ้านของเพื่อนคนหนึ่ง จนถึงเวลาสองทุ่มสี่สิบห้านาทีทุกคนก็แยกย้ายกันไป

ส่วนอแมนด้า น็อกซ์ เพื่อนร่วมห้องชาวอเมริกัน เธอบอกว่าใช้เวลาทั้งคืนอยู่กับ ราฟาเอลล์ โซเลชิโต้ แฟนของเธอ กว่าจะกลับมาที่เวียเดลลาเปอร์โกลา 7 มันก็ย่างเข้าเช้าของวันที่ 2 ไปแล้ว

"ราฟาเอลล์ โซเลชิโต้" ผู้ต้องสงสัย
(ภาพจาก: ALBERTO PIZZOLI/AFP/Getty Images)

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงนำตัวอแมนด้า น็อกซ์ กับราฟาเอล โซลเลชิโต้ไปสอบสวนเพิ่มเติม พวกเขาสงสัยว่าบางทีฆาตกรในคดีนี้อาจจะเป็นคนทั้งสอง เพราะอแมนด้ากับโซลเลชิโต้อยู่ในที่เกิดเหตุก่อนใคร นั่นจึงทำให้ในวันที่ 6 พฤศจิกายน ค.ศ. 2007 อแมนด้า น็อกซ์ และโซลเลชิโตต้องตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีนี้

โซเลชิโตนั้นเป็นคนอิตาลี ประวัติไม่เคยทำอะไรผิด ส่วนอแมนด้า น็อกซ์ อายุ 20 ปี เธอเป็นนักศึกษาเกรดดีจากมหาวิทยาลัยวอร์ชิงตัน ฐานะทางบ้านก็ค่อนข้างดีไม่มีอะไรบกพร่อง เพราะถึงเธอจะได้พ่อใหม่จากการตัดสินใจแต่งงานอีกครั้งของแม่ พวกเขาก็เลี้ยงดูเธออย่างดีเสมอมา เธอหลงรักมนต์สเน่ห์ของประเทศอิตาลี ทำงานเก็บเงินจนมาเรียนอยู่ที่นี่ได้สำเร็จ แต่แทนที่ทุกอย่างจะไปได้สวย ตอนนี้เธอกับแฟนหนุ่มกลับต้องกลายมาเป็นผู้ต้องหาร่วม ในคดีฆาตกรรมเพื่อนร่วมห้องไปเสียแล้ว

ในอีกด้านหนึ่งนั้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้พบมีดจำนวน 2 เล่มในที่เกิดเหตุ ซึ่งหนึ่งในนั้นมีลักษณะความหนาของใบมีดใกล้เคียงกับรอยแผลบนร่างของผู้ตาย นั่นจึงทำให้พวกเขานำมีดเล่มดังกล่าวไปตรวจสอบหาดีเอ็นเอของคนร้ายเพิ่มเติม

มีดของกลางที่พบในที่เกิดเหตุ
ในส่วนของการสอบสวน ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบปากคำอแมนดาน็อกและแฟนหนุ่มโดยไม่มีทนายมาร่วมรับฟัง จนอแมนด้าถึงกับทนไม่ไหวออกมาให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อหลายครั้งว่า เธอถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามพูดกล่าวหาตลอดเวลา เพื่อให้เธอรับสารภาพว่าตัวเองเป็นฆาตกร

ส่วนทางเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นก็ให้เหตุผลว่า การฆาตกรรมครั้งนี้มันไม่เกี่ยวข้องกับการลักทรัพย์ ไม่มีร่องรอยการงัดแงะข้าวของในที่เกิดเหตุ และอแมนด้าก็เป็นเพื่อนร่วมห้องเพียงคนเดียวที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุในคืนนั้นมากที่สุด เพราะอพาร์ทเมนท์ของโซลเลชิโต้อยู่ไม่ไกลจากที่พักของเธอมากนัก

อแมนด้าพยายามยืนยันว่าตัวเองเป็นผู้บริสุทธิ์ และบอกกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า บางทีคนร้ายอาจจะเป็น แพทริก ลูมุมบ้า นายจ้างผิวสีเจ้าของผับที่เธอทำงานอยู่ เพราะเธอเคยได้ยินกับหูตัวเองว่า แพทริกเคยพูดว่าเขาฆ่าเมอริดิธไปแล้ว นั่นจึงทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรีบไปจับกุมตัวนายแพทริกมาสอบสวนทันที

"แพทริก ลูมุมบ้า" ก็ติดร่างแหไปด้วย

จนมาถึงวันที่ 8 พฤศจิกายน ปี ค.ศ. 2007 ทั้งอแมนด้า, โซลเลชิโต้ และแพทริค ลูมุมบ้า ก็ถูกนำตัวมายังศาลเพื่อฝากขัง โดยในวันดังกล่าวทางผู้พิพากษาคลอเดีย แมทเทย์นี่ ได้สั่งจำคุกทั้งสามเอาไว้ก่อนเป็นเวลา 1 ปี

จนเวลาผ่านมาถึงวันที่ 19 พฤศจิกายนปีเดียวกัน ทางฝ่ายนิติวิทยาศาสตร์ของตำรวจ สน.กรุงโรม จึงได้แจ้งผลตรวจสอบลายนิ้วมือที่พบในที่เกิดเหตุ ว่าแท้ที่จริงแล้วมันเป็นลายนิ้วมือของรูดี้ กูเวเด หนึ่งในผู้เช่าพักร่วมในเวียเดลลาเปอร์โกลา 7 ส่งผลให้แพทริค ลูมุมบ้าถูกปล่อยตัวทันที

และด้วยความไม่พอใจที่เขาต้องมาติดคุกแบบนี้ แพทริคจึงฟ้องร้องต่อศาลว่าเขาเป็นผู้เสียหาย เพราะถูกอแมนด้าใส่ความจนต้องติดคุก แถมยังโชว์ข้อความในมือถือของเขาที่ถูกส่งมาจากอแมนด้าในคืนเกิดเหตุว่า “แล้วเจอกัน !” ทำให้อแมนด้า น็อกซ์ ต้องมีคดีเพิ่มมาอีก 1 คดี ในข้อหาแจ้งความเท็จให้นายแพทริคต้องได้รับความเสียหาย

ในวันที่ 20 พฤศจิกายน รูดี้ กูเวเด จึงถูกส่งตัวจากเยอรมณีกลับมายังอิตาลี ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน โดยช่วงเวลานั้นกูเวเดได้โพสต์ในอินเตอร์เน็ตเอาไว้ว่า เขารู้ว่าถูกต้องสงสัยและอยากจะกลับมาล้างมลทินเช่นกัน

"รูดี้ เฮอร์แมนน์ กูเวเด" ผู้ต้องสงสัยอีกคน

รูดี้ เฮอร์แมนน์ กูเวเด เขาเกิดเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม ค.ศ. 1986 จากเมืองอาไบจันสาธารณรัฐไอเวอรี่ โคสต์ โดยในปีที่เกิดเหตุฆาตกรรมนั้นเขามีอายุได้ 20 ปี มาอยู่ในเปรูจาตั้งแต่อายุ 5 ขวบ โดยที่อิตาลีแห่งนี้ กูเวเดได้รับความเอื้ออาทรจากคุณครู นักบวช และคนรอบข้างเสมอมา พ่อของเขากลับไปอยู่ไอเวอรี่โคสต์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2004 (ตอนที่กูเวเดอายุได้ 17 ปี) และนั่นจึงทำให้เขาต้องไปอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์และเป็นนักบาสเกตบอลของเปรูจามาจนถึงปี ค.ศ. 2005

ต่อมาเขาพบกับเพื่อนชาวอิตาเลี่ยนสองคน ที่อาศัยอยู่ในอพาร์ทเมนท์ชั้นล่างของเวียเดลลาเพอร์โกลา 7 ในช่วงระหว่างการซ้อมบาสเกตบอลที่สนามแถวเพียซซากริมานาช่วงกลางปี ค.ศ. 2007 ซึ่งตอนนั้นเป็นช่วงเดียวกันกับที่ครอบครัวอุปถัมภ์ของเขา ได้ขอให้เขาออกไปจากบ้านได้แล้ว

ส่วนกลุ่มชายวัยรุ่นที่อาศัยอยู่ชั้นล่างของเวียเดลลา เพอร์โกลา 7 นั้นบอกว่า พวกเขาจำไม่ได้ว่าไปรู้จักกับกูเวเดตั้งแต่เมื่อไหร่ จำได้เพียงแค่ว่าพวกเขาเริ่มคบหากันหลังจากที่กูเวเดแวะมาเที่ยวที่นี่ ทุกคนบอกว่าอยู่ดี ๆ หมอนี่ก็เข้ามาใช้ห้องน้ำ และมานั่งหลับอยู่บนโถส้วม ทั้ง ๆ ที่ยังอึทิ้งคาเอาไว้เยอะแยะแบบนั้น

กูเวเดนั้นเคยมีคดีถูกกล่าวหาว่าไปงัดแงะหน้าต่างออฟฟิศทนายแห่งหนึ่ง และมีคดีใช้มีดพับข่มขู่เหยื่อภายในที่พัก โดยในวันที่ 27 ตุลาคม ค.ศ. 2007 ก่อนวันเกิดคดีฆาตกรรมเมอริดิธ เคอร์เชอร์นั้น กูเวเดถูกจับกุมตัวอยู่ที่เมืองมิลาน หลังจากที่ลอบเข้าไปในโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่ง มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจพบมีดขนาด 11 นิ้ว ที่เขาขโมยมาจากห้องครัวของโรงเรียนแห่งนั้นด้วย

รูดี้ กูเวเด และทนายส่วนตัว

และมีรายงานอีกว่า ในวันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 2007 นั้น กูเวเดกลับเข้ามาที่เวียเดลลาเปอร์โกลา 7 ในเวลาห้าทุ่มครึ่ง จากนั้นก็ออกไปเที่ยวที่บาร์กลับมาในเวลาตี 4 ครึ่ง และในวันที่พบศพ กูเวเดเองก็ยังคงกลับไปเที่ยวที่บาร์แห่งนั้นอีกครั้งพร้อมกับเพื่อนหญิงชาวอเมริกัน 3 คน  ก่อนที่จะออกเดินทางจากอิตาลีไปเยอรมณี และอยู่ที่นั่นอีกหลายสัปดาห์ก่อนที่จะถูกจับ

พอกูเวเดกลับมาก็ถูกนำตัวไปขึ้นศาลทันที เพราะในตอนนี้ทางการได้ตัดสินใจที่จะดำเนินคดีนี้ในวิธีแบบเร่งด่วน ซึ่งถือเป็นระบบยุติธรรมแบบพิเศษของอิตาลี โดยในศาลกูเวเดบอกว่าวันเกิดเหตุวันนั้นเขากลับมาที่อพาร์ทเมนท์จริง และยังได้พบกับผู้ตายกำลังนั่งสังสรรค์กับเพื่อนตอนออกไปที่บาร์ แต่เขาจำได้เพียงว่าหนึ่งในเพื่อนของผู้ตายเป็นสาวผมบลอนด์ และยังบอกอีกว่าเขากับเมอริดิธกลับมายังที่พักในช่วง 3 ทุ่ม

กูเวเดให้การในศาลกลับไปมา
(ภาพจาก: Daily Mail)

กูเวเดเล่าต่อว่าตอนนั้นเขามีสัมพันธ์กับเมอริดิธเพียงแค่กอดและจูบ ไม่ได้มีอะไรกันไปมากกว่านั้นเพราะเขาไม่มีถุงยาง และยืนยันว่าตอนนั้นเขาเกิดปวดท้องขึ้นมากระทันหัน ก็เลยเข้าไปอุจจาระในห้องน้ำที่อยู่ฝั่งตรงข้าม และยังบอกอีกว่าในช่วงเวลาที่เขากำลังนั่งอยู่ในห้องส้วมนั้น เขาได้ยินเสียงของเมอริดิธกรีดร้องดังออกมา และตอนนั้นเองเขาก็ได้เห็นเงาร่างของใครก็ไม่รู้ ในมือกำลังถือมีดยืนคร่อมอยู่บนร่างของเมอริดิธ ที่ตอนนั้นเธอก็นอนจมกองเลือดไปเรียบร้อยแล้ว จากนั้นชายคนนั้นก็หนีไป พร้อมกับพูดภาษาอิตาเลียนที่น่าจะแปลเป็นไทยได้ว่า “เจอคนดำ เจอคนร้าย ไปกันเถอะ”

พออัยการสอบถามกูเวเดว่า ในตอนนั้นนอกจากเขาแล้วยังมีใครอีกบ้าง กูเวเดก็ตอบว่าไม่มี แล้วอยู่ดี ๆ เขาก็กลับคำให้การใหม่ บอกว่าจริง ๆ แล้วในช่วงเวลาดังกล่าว เขาเห็นอแมนดากลับมาที่ห้องพัก เขาได้ยินเสียงของเธอทะเลาะกับเมอริดิธ จากนั้นเขาก็เห็นอแมนด้าเดินออกไปจากที่พักผ่านทางหน้าต่างของห้องน้ำชั้นสอง แต่ทางศาลมองว่าคำให้การของกูเวเดนั้นมันไม่ได้สอดคล้องอะไรกับหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์เลย
แถมกูเวเดเองก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่า ทำไมในที่เกิดเหตุถึงมีรอยมือของเขาที่เปื้อนเลือดผู้ตายที่ติดอยู่ตามหมอน แถมหมอนใบนั้นยังเป็นหมอนใบเดียวภายในห้องนอน และอยู่ใต้ศพของผู้ตายอีกด้วย โดยกูเวเดบอกว่าตอนที่เขาหนีออกมา ศพของเมอริดิธยังสวมเสื้อผ้าดีอยู่ แต่ในความเป็นจริงนั้นศพของเธอถูกพบในสภาพเปลือยเปล่า ซึ่งผลการพิจารณาคดีออกมาว่า เขามีความผิดจริงในข้อหาฆาตกรรมและทารุณทางเพศ ได้รับโทษจำคุก 30 ปี ช่วงเดือนตุลาคม ปี ค.ศ. 2008

(ภาพจาก: Reuters)

ทางด้านอแมนด้า น็อกซ์กับราฟาเอล โซลเลชิโต้ ก็ยังคงถูกคุมขังต่อไป จนการพิจารณาคดีในส่วนของทั้งคู่ก็ได้เริ่มต้นขึ้นจริง ๆ ในวันที่ 16 มากราคม ค.ศ. 2009 ทางอัยการกล่าวหาว่าอแมนด้า, โซลเลชิโต้ และกูเวเด ได้ร่วมกันฆาตกรรมเมอริดิธ เคอร์เชอร์ ภายในห้องนอนของเธอ ซึ่งทั้งอแมนด้าและโซลเลชิโต้ต่างก็ปฏิเสธในข้อกล่าวหานี้
ในรายละเอียดของข้อกล่าวหานั้นระบุว่า อแมนด้าทำร้ายเมอริดิธในห้องนอนด้วยการจับศีรษะของผู้ตาย กระแทกไปที่กำแพงเป็นจำนวนหลายครั้ง จากนั้นก็ดึงศีรษะของเธอและพยายามจะรัดคอ โดยทางอัยการชี้นำศาลว่า ตอนนั้นอแมนด้าน่าจะพูดจาเยาะเย้ยเมอริดิธว่า
“เธอแกล้งทำเป็นคนดีมากเกินไปแล้ว มานี่ ! ฉันจะทำให้เธอดู ตอนนี้เธอกำลังจะถูกข่มขืนแล้ว !!!”
โดยทางอัยการบอกอีกว่า ทั้งกูเวเด, อแมนด้า และโซลเลชิโตได้ถอดกางเกงยีนของผู้ตายออก แล้วช่วยกันจับมือและดึงขาของผู้ตาย เปิดทางให้กูเวเดเป็นผู้ลงมือข่มขืน จากนั้นอแมนด้าจึงเป็นผู้ลงมือเชือดคอเมอริดิธด้วยมีด ก่อนที่จะใช้มันชือดไปทั่วร่างกายของเหยื่อ แล้วอแมนด้าจึงขโมยมือถือและเงินของผู้ตายเพื่ออำพรางคดี
โดยหลักฐานที่ใช้ปรักปรำทั้งสองก็คือ มีดของกลางที่พบในที่เกิดเหตุ มีดีเอ็นเอของอแมนด้าติดอยู่ที่ด้ามจับ และมีดีเอ็นเอของเมอริดิธติดอยู่ที่ส่วนคมของใบมีด และนอกจากนี้ก็ยังพบดีเอ็นเอของใครบางคนที่ไม่สามารถตรวจสอบหาว่าเป็นใคร ติดอยู่ที่บริเวณปลายด้ามจับและสันมีด ซึ่งหลักฐานชิ้นนี้อแมนด้าเองได้แต่ปฏิเสธว่าไม่จริง

มีดที่ตรวจสอบพบดีเอ็นเอของ "เมอริดิธ และอแมนด้า"

นอกจากนี้ก็ยังพบดีเอ็นเอของอแมนด้าผสมปนเปอยู่ในเลือดของเมอริดิธ ที่พบอยู่ในหัวก็อก และรูระบายน้ำของอ่างล้างหน้าในห้องน้ำ ซึ่งอแมนด้าอธิบายว่าเธอเคยมีปัญหากับต่างหูของตัวเอง ทำให้ติ่งหูของเธออักเสบนิดหน่อย มีอยู่ครั้งหนึ่งทำความสะอาดที่บริเวณหูผิดพลาด จนเลือดหยดลงมาที่หัวก็อกน้ำ ซึ่งเธอก็ได้ทำความสะอาดมันและเข้าไปอาบน้ำต่อ

พบคราบเลือดที่ "หัวก็อก และรูระบายน้ำ"

และหลักฐานอีกชิ้นก็คือบราของผู้ตาย ที่รายงานทางนิติวิทยาศาสตร์บ่งชี้ว่า พบดีเอ็นเอของโซลเลชิโต้ติดอยู่ ซึ่งมันก็มากเพียงพอที่จะบ่งบอกว่า ทั้งสองคนน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องในคดีนี้อย่างแน่นอน !

ชุดชั้นในมีการปนเปื้อนดีเอ็นเอของโซลเลชิโต้

โซลเลชิโต้เองก็ไม่เข้าใจ ว่าทำไมมันถึงมีดีเอ็นเอของเขาติดอยู่ที่บราได้ เขาไม่เคยยุ่งกับเธอ ไม่เคยมีอะไรกับเธอ และร้องขอให้มีการตรวจสอบสิ่งนี้อีกครั้ง
จนมาถึงวันที่ 5 ธันวาคม ค.ศ. 2009 ทั้งอแมนด้า น็อกซ์ และราฟาเอล โซลเลชิโต้ จึงถูกพิพากษาว่ามี ความผิดจริง และได้รับโทษจำคุก 26 ปี

ต่อมาการพิจารณาคดีในชั้นอุธรณ์ก็ได้เริ่มต้นขึ้นในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2010 ทางศาลได้สั่งให้แจ้งผลการตรวจดีเอ็นเอที่พบในจุดเกิดเหตุ จากผู้เชี่ยวชาญที่ไม่เกี่ยวข้องกับทางตำรวจ ได้ผลออกมาว่าพบจุดผิดพลาดในรายงานเป็นจำนวนมาก และมีการระบุว่า จริง ๆ แล้วมีดเล่มดังกล่าวนั้นมีดีเอ็นเอของอแมนด้าก็จริง แต่ไม่พบดีเอ็นเอของผู้ตายติดอยู่ที่จุดใดเลย ส่วนดีเอ็นเอของโซลเลชิโต้ที่ถูกพบบริเวณชุดชั้นในของเมอริดิธนั้นมันเป็นผลที่ผิดพลาด เพราะน่าจะเกิดจากการปนเปื้อนในที่เกิดเหตุมากกว่า

วันที่ 3 ตุลาคม ค.ศ. 2011 ทั้งอแมนด้า น็อกซ์ และราฟาเอล โซลเลชิโต้จึงได้รับการปล่อยตัว เพราะทางอัยการที่กล่าวหาทั้งสองตลอดเวลานั้น ใช้คำว่า “อาจจะ” ปนอยู่ในคำกล่าวหาถึง 39 ครั้ง นั่นจึงทำให้ศาลมองว่าทางอัยการมีแต่ข้อกล่าวหา แต่ไม่มีหลักฐานสนับสนุนเพียงพอที่จะเอาผิดอะไรได้ แต่ถึงทั้งคู่จะได้รับการปล่อยตัว อแมนด้าก็ยังคงมีความผิดในคดีดึงแพทริค ลูมุมบ้า ที่เป็นนายจ้างของเธอให้ต้องเข้ามาถูกคุมขัง ด้วยโทษจากตอนแรกจะต้องติดคุก 1 ปี ถูกเพิ่มมาเป็น 3 ปี 11 วัน รวมถึงถูกปรับเงินชดใช้ให้แก่แพทริคอีก 22,000 ยูโร

หลังจากทั้งสองถูกปล่อยตัว อแมนด้า น็อกซ์ก็เลิกกับโซลเลชิโต และเดินทางกลับไปยังอเมริกาทันที ตอนนั้นเธอได้กล่าวแถลงการณ์กับสื่อว่า
“ความเชื่อมั่นว่าตัวเองคือผู้บริสุทธิ์ ถือเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เธอเข้มแข็งต่อช่วงเวลาอันมืดมนที่ผ่านมา !”

แต่ถึงแม้ศาลอุธรณ์จะบอกว่าทั้งคู่ไม่มีความผิดในคดีฆาตกรรม แต่อัยการก็ยังคงไม่ยอมแพ้ขอให้ศาลพิพากษาในคดีนี้อีกครั้งจนสำเร็จ ซึ่งก็เกิดปัญหาขึ้นนิดหน่อย เมื่อทางสหรัฐอเมริกาไม่ยอมส่งตัวอแมนด้าให้กลับมาขึ้นศาล นั่นจึงทำให้การพิจารณาคดีต้องดำเนินต่อไป โดยขาดจำเลยไป 1 คน โดยในครั้งนี้ทางอัยการมีหลักฐานใหม่ที่เอามาใช้ประกอบคำฟ้องเพียงสิ่งเดียว นั่นก็คือมีดเล่มอื่น ๆ ของโซลเลชิโต้ที่ไม่ได้รับการตรวจสอบใด ๆ มาก่อน โดยอัยการพยายามชี้นำศาลว่า มันคือมีดที่โซลเลชิโต้ใช้ในการฆาตกรรม

มีดของโซลเลชิโต้

และเมื่อวันพิพากษาในชั้นฎีกามาถึง ในวันที่ 27 มีนาคม ค.ศ. 2015 อแมนด้านั้นไม่ได้เดินทางมาร่วมฟังแต่รอฟังผลอยู่ที่บ้านในอเมริกา ซึ่งผลก็ออกมาว่าศาลพิจารณาให้ทั้งอแมนด้า น็อกซ์ และราฟาเอล โซลเลชิโตเป็นผู้บริสุทธิ์ ถือเป็นอันสิ้นสุดในคดีฆาตกรรมส่วนของทั้งคู่ เนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอที่จะเอาผิดใด ๆ ได้

ส่วนนายแพทริค ลูมุมบ้าก็ออกมาพูดกับสื่อว่า สาเหตุที่อแมนด้า น็อกซ์หลุดจากคดีนั้น มันก็เป็นเพราะว่าเธอเป็นคนรวย เป็นคนอเมริกัน มันไม่ใช่พลังของความยุติธรรม มันไม่ดีเลยเพราะประเทศเล็ก ๆ อย่างอิตาลีมัวไปเกรงใจกับเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบนี้ กลัวว่าจะเกิดปัญหายุ่งยากก็เลยยอมปล่อยตัวเธอเท่านั้นเอง

"อแมนด้า น็อกซ์" หลุดจากคดี
(ภาพจาก: AP)

ต่อมาในเดือนกันยายน ค.ศ. 2015 ทางผู้พิพากษาศาลฎีกา จึงได้ออกมาอธิบายเหตุผลในการตัดสินคดีครั้งนี้ว่า ข้อแรก ไม่มีหลักฐานใดยืนยันว่า อแมนด้า น็อกซ์และแฟนหนุ่มของเธออยู่ในที่เกิดเหตุ ข้อสอง พวกเขาไม่มีส่วนในการร่วมฆาตกรรมแน่ ๆ เพราะบนตัวของผู้เสียชีวิตนั้นไม่ปรากฏหลักฐานหรือร่องรอยใด ๆ ที่บ่งบอกว่ามาจากทั้งคู่เลย ผิดกับในกรณีของรูดี้ กูเวเด ที่ติดคุกไปตั้งแต่แรกนั้น มีการพบหลักฐานวัตถุพยานอยู่เต็มพื้นที่ไปหมด

ทางกูเวเดที่อยู่ในคุกก็ได้รับการลดโทษขังจาก 30 ปี เหลือ 24 ปี และด้วยความที่คดีนี้ถูกพิจารณาผ่านระบบรวบรัดของศาลอิตาลี เขาจึงได้รับการลดโทษลงอีกเหลือเพียง 16 ปีโดยอัตโนมัติ จนทนายฝั่งครอบครัวของเมอริดิธ เคอร์เชอร์ ต้องออกมาคัดค้านโดยใช้คำว่า “ลดโทษเร็วเกินไปหรือเปล่า ?” แถมในช่วงเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2016  กูเวเดก็ยังได้รับสิทธิพักโทษชั่วคราวเป็นเวลา 36 ชั่วโมง ทั้ง ๆ ที่ไม่น่าจะได้รับอะไรดี ๆ แบบนี้เลย

โดยคดีฆาตกรรมเมอริดิธ เคอร์เชอร์นี้ เป็นคดีที่ได้รับความสนใจและเป็นที่พูดถึงกันอย่างมากจากผู้คนมากมาย ทั้งในประเทศอิตาลีเองรวมไปถึงผู้ที่สนใจคดีนี้ในทั่วโลก แม้แต่ในเมืองไทยเองก็มีผู้คนมากมายยังคงถกเถียงกันว่า กูเวเดเป็นคนร้ายเพียงคนเดียวหรือเปล่า ? บ้างก็บอกว่าในวันพบศพของเมอริดิธนั้น มีพยานรายงานว่าเห็นโซลเลชิโต้และอแมนด้าจูบกันทันทีที่พบศพ และต่างก็มองว่าบางทีพวกเขาทั้งสองอาจมีส่วนร่วมในฆาตกรรมครั้งนี้จริง ๆ ก็เป็นได้

"โซลเลชิโต้และอแมนด้า" จูบกันทันทีที่พบศพ

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม คดีนี้ก็จบลงไปท่ามกลางความสงสัยว่าในคืนเกิดเหตุวันนั้นเมอริดิธ เคอร์เชอร์เธอไปมีเรื่องอะไรกับฆาตกร จนถึงขั้นต้องถูกทารุณกรรมจนเสียชีวิตไปอย่างน่าเวทนาเช่นนั้น เพราะถึงแม้คนร้ายจะได้รับโทษแล้วก็ตาม เขาก็ยังไม่ยอมปริปากสารภาพความจริงใด ๆ ออกมาเลย !


ดังนั้นมิติที่ 6 จึงอยากจะถามท่านผู้ชมเช่นกันว่า ท่านคิดว่าใครเป็นคนร้ายกันแน่ ? ผ่านทางแบบสอบถามของยูทูป ด้วยการกดไปที่เครื่องหมายนี้ ( i ) บริเวณมุมบนขวามือของหน้าจอนะครับ

แล้วอย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรืออย่าลืมทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่างๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี

เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง

ภาพประกอบจาก: Getty Images, Heavy.com, Daily Mirror, Truejustice, Perugiamurderfile, Daily Mail, Reuters และ AP

ขอบคุณที่มา:
Wikipedia - Amanda Knox
Documenting Reality - Meredith Kercher Crime Scene Photos (Amanda Knox Case).

แท็ก: ห้องปิดตาย, เมอริดิธ เคอร์เชอร์, Murder, Meredith Kercher, อแมนด้า น็อกซ์, Amanda Knox, ราฟาเอล โซลเลชิโต้, Raffaele Sollecito, แพทริค ลูมุมบ้า, Patrick Lumumba