ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 | 10 นักโทษประหารผู้รอดจากความตาย !!!



คนเราทำความผิดก็ต้องได้รับโทษ ผิดน้อยก็ได้รับโทษน้อย ผิดมากก็อาจต้องโทษถึงประหาร แล้วทีนี้จะมีบ้างไหม ? ที่จะมีใครโชคดีได้รับการอภัยจากพระเจ้า ที่จะมอบชีวิตใหม่ให้รอดชีวิตจากตะแลงแกง เพื่อกลับมาหายใจมองดูวันพรุ่งนี้ต่อไปอย่างมีความหวัง !


เปิดชมบนยูทูป

มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาคุณไปพบกับเหตุการณ์มหัศจรรย์ของเหล่านักโทษประหารที่ยังไม่ถึงที่ตาย กับสิบรายที่กลายเป็นมาเป็นตำนานว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับช่วงเวลานั้น และสุดท้ายทางการจะทำอย่างไรถึงจะจบเรื่องราวนี้ให้ถูกใจถูกคอประชาชนของพวกเขา !!!



เอลิซาเบธ พร็อคเตอร์ (Elizabeth Proctor)

"เอลิซาเบธ" ถูกต้องสงสัยว่าเป็นแม่มด

ในการพิจารณาคดีแม่มดแห่งซาเล็มของรัฐแมสซาชูเซตต์ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่เกิดเมื่อช่วงปี ค.ศ. 1692 ถึง ค.ศ. 1693 นั้น เอลิซาเบธ พร็อคเตอร์กับสามีถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกแม่มด จนได้รับคำพิพากษาให้ได้รับโทษประหารชีวิต

ตอนนั้นเธอกำลังตั้งครรภ์จึงได้รับการพิจารณาพักโทษประหารเอาไว้ จนกระทั่งเธอได้ให้กำเนิดบุตรเสร็จ สามีของเธอก็ถูกประหารชีวิตไปก่อนในวันที่ 19 สิงหาคม ค.ศ. 1692 และต่อมาทางการก็ได้เข้ามาแซกแซงคดีนี้ โดยมีคำสั่งให้ปล่อยตัวผู้ต้องสงสัยว่าเป็นแม่มด 153 ราย ที่ไม่สามารถหาหลักฐานว่าเป็นแม่มดให้ได้รับอิสระ ซึ่งแน่นอนว่าเอลิซาเบธก็เป็น 1 ใน 153 รายนั้น ทำให้เธอรอดจากการถูกประหารชีวิตได้กลับมาเลี้ยงดูลูกต่อไป แต่น่าเสียดายที่สามีของเธอกลับไม่ทันได้รับโอกาสนั้น อย่างน้อยลูกของเธอก็ไม่ต้องกลายเป็นเด็กกำพร้าทั้งพ่อและแม่ จบจากคดีของเอลิซาเบธ เราก็ลองมาดูเรื่องของชายคนนี้กันบ้าง


---------------
จอห์น เฮนรี่ จอร์จ ลี (John Henry George Lee)

"จอห์น ลี" กับคดีฆาตกรรมลูกจ้างสาว
ในช่วงปี ค.ศ. 1884 จอห์น ลี ถูกตัดสินให้มีความผิดในคดีฆาตกรรมนางสาวเอ็มม่า เคย์ ที่เป็นลูกจ้างของเขาเองด้วยการใช้ขวานและมีดเชือดคอ ตามด้วยการเผาบ้านเพื่อทำลายศพที่บาบาคอมเบประเทศอังกฤษ จอห์นได้รับโทษประหารชีวิตด้วยการแขวนคอให้ตายตกตามกันไป ซึ่งในวันประหารนั้นจอห์นก็ถูกเพชรฆาตลากตัวขึ้นแท่นประหาร เขาถูกนำไปยืนอยู่บนประตูบานพับที่วางบนพื้น ที่จะถูกดึงลงเพื่อให้ร่างของเขาถูกแขวน
เมื่อทุกอย่างพร้อมเพชรฆาตก็สับกลไกเพื่อให้บานพับที่พื้นเปิดออก แต่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเพราะมันดันไม่ทำงาน เหล่าเพชรฆาตจึงพยายามกันอีกรอบ ซึ่งมันก็ยังไม่ยอมเปิดออกอยู่ดี จนความพยายามครั้งที่ 3 จบลงด้วยความล้มเหลว ทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายเลขานุการจึงตัดสินใจล้มเลิกการประหารนี้ และสั่งลดโทษให้กับจอห์น ลี เหลือเป็นจำคุกตลอดชีวิตแทน ก็ต้องเรียกได้ว่ายังไงก็ยังได้รับโทษอยู่ดี แบบนี้เราก็ลองมาดูเรื่องของผู้โชคดีรายต่อไป


---------------
โซลีกาห์ คัดโคด้า (Zoleykhah Kadkhoda)

"โซลีกาห์" กับคดีค้าประเวณี
ในปี ค.ศ. 1997 ที่เมืองบูคาน ประเทศอิหร่าน มีสาวน้อยอายุ 20 ปี นามว่าโซลีกาห์ คัดโคด้า ถูกจับกุมตัวดำเนินคดีในข้อหาผิดประเวณี ได้รับโทษให้ประหารชีวิตด้วยการใช้ก้อนหินปาใส่จนกว่าจะตาย โดยคัดโคด้าจะต้องถูกนำตัวไปฝังดินครึ่งตัว จากนั้นชาวบ้านก็จะต้องใช้ก้อนหินขว้างปา
ซึ่งหลังจากเธอถูกก้อนหินปาใส่ในเวลาไม่นานเหตุการณ์ทุกอย่างก็จบลง คัดโคด้าที่ถูกเข้าใจว่าเสียชีวิตไปแล้วก็ถูกนำร่างไปเก็บไว้ในโกดังเก็บศพ แต่พอเจ้าหน้าที่อุ้มศพของเธอมาถึงที่หมาย พวกเขาก็พบว่าเธอยังคงมีลมหายใจและรีบนำตัวเธอส่งโรงพยาบาลทันที
และเหตุการณ์นี้จึงทำให้เธอได้ชีวิตใหม่อีกครั้ง เพื่อกลับมาเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้คนรุ่นหลังฟัง ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เธอไม่ถูกก้อนหินของชาวบ้านทำร้ายจนตายนั้น มันก็เป็นเพราะพวกชาวบ้านเองก็ไม่ได้ชอบการตัดสินโทษด้วยวิธีการนี้สักเท่าไหร่ ดังนั้นหินทุกก้อนที่ปาออกไปจึงไม่ได้กะว่าจะต้องโดนตัวเธอ ซึ่งก้อนไหนที่โดนมันก็ไม่ได้แรงมากพอที่จะทำให้เธอเสียชีวิตนั่นเอง ก็ถือว่าดีแล้วที่เธอรอดมาได้ แล้วมาดูกันต่อว่ารายต่อไปจะรอดได้แบบไหน ?


---------------
วิลเลี่ยม ดูเอลล์ (William Duell)

"วิลเลี่ยม ดูเอลล์" กับคดีข่มขืนแล้วฆ่า
ในปี ค.ศ. 1740 หนุ่มน้อยวัย 17 ปี ชื่อวิลเลี่ยม ดูเอลล์ ถูกพิจารณาในคดีข่มขืนแล้วฆ่าซาร่า กริฟฟินในย่านแอ็คตันที่กรุงลอนดอนประเทศอังกฤษ เขาได้รับโทษให้ประหารชีวิตด้วยการแขวนขอ โดยในวันประหารชีวิตนั้น เพชรฆาตได้จัดการแขวนร่างของเขาไว้ถึงประมาณ 20 นาที ซึ่งเวลานานขนาดนั้นก็นับว่าเป็นมาตรฐานของการรอคอยว่านักโทษจะต้องขาดอากาศหายใจตายไปแล้วแน่ ๆ
และมาตรฐานอีกอย่างที่เจ้าหน้าที่จะต้องกระทำหลังจากตัดเชือกนำร่างนักโทษลงมาก็คือ การนำศพไปบริจาคให้กับสถาบันทางการแพทย์ เพื่อให้เหล่านักศึกษาแพทย์ได้ใช้ประโยชน์ทางการเรียนกันต่อไป เมื่อนำศพของวิลเลี่ยมไปถึงห้องศึกษาดังกล่าว ศพของเขาก็ถูกนำออกมาวางลงบนเตียง นักศึกษาคนหนึ่งก็สังเกตพบว่าวิลเลี่ยมนั้นค่อย ๆ หายใจเร็วขึ้นเรื่อย ๆ สีหน้าสีตาเริ่มกลับมามีเลือดฝาด จนเวลาผ่านไป 2 ชั่วโมง วิลเลี่ยมก็สามารถลุกขึ้นมานั่งได้ นั่นจึงทำให้เขาต้องถูกนำตัวกลับไปขังคุกอีกครั้ง และครั้งนี้ทางการได้ตัดสินใจที่จะให้เกียรติเขา ที่สามารถรอดชีวิตกลับมาจากโลกความตายได้ ด้วยการพิจารณาลงโทษให้ถูกเนรเทศแทน เรียกได้ว่านรกยังไม่ต้องการเขาในตอนนั้น แต่ที่แน่ ๆ ตอนนี้เรามาดูรายต่อไปกันดีกว่า


---------------
จอห์น สมิธ (John Smith)

"จอห์น สมิธ" กับคดีย่องเบา
จอห์น สมิธจากประเทศอังกฤษ ถูกจับกุมตัวในคดีย่องเบาและได้รับโทษประหารชีวิตด้วยการแขวนคอที่ลานประหารไทเบิร์นในช่วงปี ค.ศ. 1690 และที่ลานแห่งนี้เขาก็ถูกนำตัวขึ้นไปแขวนคอ โดยมีคนในครอบครัวและเพื่อน ๆ มาช่วยกันดึงขา เพื่อจะได้ถ่วงน้ำหนักให้เขาตายไว ๆ ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานนานเกินควร แต่กลายเป็นว่ามีบางคนที่ไม่รู้ว่าเป็นใครกันบ้างตรงนั้น แอบช่วยกันยกร่างของจอห์นเอาไว้เพื่อจะได้ทำให้เขาไม่เสียชีวิต ซึ่งมันก็ได้ผลจริง ๆ
หลังจากการแขวนคอใช้เวลาผ่านไปประมาณ 15 นาที จอห์นก็ไม่ตายเสียที ถึงตอนนี้ก็เริ่มมีผู้คนที่มายืนดูการประหาร ตะโกนร้องขอให้ทางการช่วยลดโทษของเขาดีกว่า พอมีคนเริ่มตะโกนแบบนี้ประชาชนที่เหลือก็เลยตะโกนตามกัน ดังขึ้นจนทางการเองก็ไม่อาจจะต้านทานความปรารถนานี้ สุดท้ายก็ยอมใจแล้วประกาศว่าลดโทษให้ก็ได้


จอห์นจึงถูกนำตัวลงมาจากตะแลงแกง พวกเพื่อน ๆ จึงรีบนำตัวเขาไปรักษาต่อกันที่บ้านจนอาการพ้นขีดอันตราย และในเวลาต่อมาทางการก็ประกาศให้เขาได้รับอิสรภาพ ไม่ต้องกลับมารับโทษใด ๆ ต่ออีก  


อย่างไรก็ดีเขาได้รับอิสระไปได้ไม่นานก็ต้องกลับมาติดคุกอีก เพราะไปก่อเหตุย่องเบาซ้ำอีกถึง 3 ครั้ง โดยครั้งที่ 3 นี้ เขาต้องถูกเนรเทศไปไกลถึงรัฐเวอร์จิเนียประเทศสหรัฐอเมริกากันเลยทีเดียว


บางทีศาลท่านอาจกลัวว่าถ้าประหารชีวิตเขาไป แล้วจอห์นเกิดไม่ตายขึ้นมาก็อาจจะโดนประชาชนบีบให้ปล่อยตัวอีกรอบ แบบนั้นมันก็คงจะดูไม่งามก็เป็นได้ คราวนี้เราลองมาดูผู้โชคดีรายต่อไป ซึ่งครั้งนี้เธอเป็นผู้หญิง

---------------
แอนน์ กรีน (Anne Green)

"แอนน์ กรีน" กับคดีฆาตกรรมลูกตัวเอง
โดยเรื่องนี้เกิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษ แอนน์ กรีน เป็นคนรับใช้ที่ต้องโทษฆาตกรรมเด็ก ในช่วงปี ค.ศ. 1650 ซึ่งเด็กที่ว่านั้นก็เป็นลูกของเธอเอง ที่เกิดมาจากการแอบไปมีอะไรกันกับหลานชายของนายจ้าง ซึ่งตอนนั้นเธอเองก็พยายามปกปิดความลับนี้ จนกระทั่งถึงวันที่เด็กจะต้องเกิดมา โดยแอนน์เองก็พยายามซ่อนศพเด็กอย่างดีแล้วแต่ก็ทำไม่สำเร็จ และนั่นจึงทำให้เธอต้องได้รับโทษประหารชีวิต
โดยในขั้นตอนการประหารนั้น แอนน์ถูกนำตัวไปแขวนคอตามบทลงโทษ หลังจากที่เพชรฆาตนำเชือกมาคล้องคอเสร็จ ก็ต้องมีเพื่อน ๆ ช่วยกันดึงขาไว้ให้เธอตายไว ๆ เหมือนกับคดีของวิลเลียม ดูเอลล์ ทีนี้พอเจ้าหน้าที่คาดว่าเธอน่าจะตายจริง ๆ แล้ว ร่างของเธอก็ถูกนำลงมาแล้วก็พาไปบริจาคให้นักศึกษาแพทย์อย่างที่ควร ซึ่งท่านผู้ชมก็คงเดาได้แน่ ๆ ว่า มันจะต้องมีนักเรียนสักคนพบว่าเธอยังไม่เสียชีวิต ซึ่งมันก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ
หลังจากที่นักศึกษาแพทย์พบว่าเธอยังมีชีวิต โดยศพของเธอกลับมาหายใจได้เหมือนนายวิลเลียมเป๊ะ ๆ แบบนั้น พวกเขาก็ต้องรีบทำการปฐมพยาบาลให้เธอฟื้นขึ้นมา ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้ในสมัยนั้นก็ถือได้ว่ามันเป็นพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า ที่ได้ยืนพระหัตถ์เข้ามาช่วยชีวิตคนทำผิด นั่นจึงทำให้ทางการที่เชื่อในพระเจ้าก็ลงความเห็นเช่นกันว่า การที่เธอสามารถรอดชีวิตมาได้ครั้งนี้มันก็คือหลักฐานว่าเธอเป็นผู้บริสุทธิ์ และเพื่อเป็นการให้เกียรติแก่พระเจ้า แอนน์ กรีนก็ได้รับการอภัยโทษและถูกปล่อยตัวออกมาเป็นอิสระเช่นกัน ซึ่งนอกจากแอนน์ กรีนแล้ว ก็ยังมีหญิงอีกรายที่สามารถรอดชีวิตมาได้แบบปาฏิหารย์เช่นนี้


---------------
แม็กกี้ ดิกสัน (Maggie Dickson)

"แม็กกี้ ดิกสัน" กับดคีฆาตกรรมลูกตัวเอง
ในปี ค.ศ. 1724 ที่ประเทศอังกฤษ แม็กกี้ ดิกสัน อายุ 22 ปี ถูกระบุว่ามีความผิดในการฆาตกรรมลูกของตัวเอง ที่เกิดจากการไปเป็นชู้กับลูกเจ้าของโรงแรมในเอดินเบิร์กจนตั้งท้อง ซึ่งเธอก็พยายามปกปิดมาจนถึงวันที่เด็กคลอด แต่พอเด็กเกิดมาได้เพียงสองวันก็เสียชีวิตเพราะคลอดก่อนกำหนด แม็กกี้จึงตัดสินใจโยนร่างลูกน้อยลงไปในแม่น้ำ แต่พอมาถึงที่จริง ๆ เธอก็ทำไม่ลงแล้ววางศพเด็กเอาไว้ที่ริมฝั่ง นั่นจึงทำให้มีผู้ผ่านมาพบศพแล้วทางการก็สามารถตามสืบกลับมาถึงแม็กกี้จนได้
ซึ่งโทษที่เธอได้รับนั้นก็คือประหารชีวิต ด้วยการแขวนคอต่อหน้าสาธารณชนที่กลางลานแกรสมาเกต จนการประหารชีวิตจบลงร่างของเธอก็ถูกนำไปใส่ไว้ในโลง แต่ในขณะที่โลงของเธอกำลังถูกยกไปยังสุสานนั้นแม็กกี้ก็ฟื้นขึ้นมา จากนั้นก็พยายามเคาะโลงจากทางด้านใน และครั้งนี้ก็ถือเป็นความประสงค์ของพระเจ้าอีกครั้ง นั่นจึงทำให้เธอได้รับการพิจารณาปล่อยตัวเป็นอิสระไปเหมือนกับคดีของแอน กรีนนั่นเอง


ซึ่งในกรณีของแมกกี้ ดิกสันนี้ ก็ได้กลายมาเป็นตำนานเล่าขานต่อมาจนถึงปัจจุบัน เป็นที่รู้จักกันในชื่อ "Half-Hangit Maggie" หรือน่าจะเรียกได้ว่า แม็กกี้อีสาวโกงความตายอะไรแบบนั้น ซึ่งชื่อนี้ก็ได้กลายมาเป็นชื่อผับแห่งหนึ่งในแกรสมาเกตมาจนถึงทุกวันนี้
ชื่อของเธอได้กลายมาเป็นผับ "แม็กกี้ดิกสัน" ในปัจจุบัน
---------------
โจเซฟ แซมมวล (Joseph Samuel)

"โจเซฟ แซมมวล" กับคดีลักทรัพย์และฆาตกรรมเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ที่ซิดนีย์ประเทศออสเตรเลีย ในปี ค.ศ. 1803 โจเซฟ แซมมวลกับชาวแก๊งของเขาถูกจับในข้อหาลักทรัพย์และฆาตกรรมเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยตามข่าวนั้นระบุว่าโจเซฟจะต้องถูกประหารชีวิตด้วยการแขวนคอแยกออกมาจากคนอื่น ๆ ซึ่งตามประเพณีแขวนคอนิยมนั้นก็คือ เขาจะต้องถูกประหารชีวิตท่ามกลางสาธารณชนที่จะเข้ามาร่วมชมการประหารครั้งนี้อย่างเนืองแน่น และในขณะที่การประหารกำลังจะเริ่มต้นขึ้น รถเข็นที่บรรทุกร่างของแซมมวลก็ถูกเข็นออกมา
จนร่างของเขามาถึงจุดประหาร ทุกอย่างก็ดำเนินไปอย่างไม่มีอะไร เชือกแขวนคอก็ถูกนำมาคล้องที่คอตามปกติ เมื่อถึงเวลาประหารชีวิต ร่างของแซมมวลถูกทิ้งลงมายังเบื้องล่าง แทนที่เขาจะต้องถูกเชือกแขวนคอ กลับกลายเป็นว่าร่างของเขาตกกระแทกลงมาที่พื้น ที่เป็นแบบนั้นก็เป็นเพราะว่าเชือกที่รัดคอของเขาเกิดหลุดขาดออกมา ผู้คนที่กำลังลุ้นว่าหมอนี่จะตายตอนไหนก็ถึงกับบ่นพึมพำว่ามันต้องมีอะไรแน่ ๆ
ซึ่งเพชรฆาตก็ต้องรีบนำตัวโจเซฟขึ้นมาแขวนคอกันใหม่ แต่ไม่รู้ว่าพวกเขาจะรีบกันมากเกินไปหรือเปล่า การแขวนคอรอบที่สองกับเชือกเส้นใหม่ มันก็ทำให้ชาวบ้านบ่นกันว่าท่าทางจะต้องมีนอกมีในอะไรกันแหง๋ ๆ เพราะรอบนี้พอปล่อยร่างของแซมมวลลงมาขาของเขาก็แตะพื้นทันที สาเหตุมันก็เป็นเพราะเชือกเส้นใหม่ที่นำมาใช้นั้น ทางเจ้าหน้าที่กะความยาวไว้มากเกินไปนั่นเอง
และท่ามกลางเสียงก่นด่าด้วยความไม่พอใจของชาวบ้าน เพชรฆาตก็รีบนำตัวโจเซฟขึ้นมาแขวนคอกันใหม่อีกครั้ง รอบที่สามนี้เชือกก็ดันขาดเหมือนครั้งแรกอีก ทีนี้ชาวบ้านที่มาชมการประหารจึงเริ่มตะโกนว่า นี่มันเป็นพระประสงค์จากพระเจ้าแน่ ๆ ปล่อยเขาไปเถอะ นั่นจึงทำให้ทางการต้องนำตัวโจเซฟกลับมาพิจารณาคดีกันใหม่ สุดท้ายเขาก็ได้รับยกเว้นโทษประหารมาเป็นจำคุกตลอดชีวิตแทน


แต่สามปีต่อมาในปี ค.ศ. 1806 แซมมวลก็แหกคุกออกมา มีรายงานว่าเขาหลบหนีไปโดยเรือแล้วก็หายสาปสูญไป ทางการจึงลงความเห็นว่าเขาน่าจะเสียชีวิตไปแล้วจึงไม่ได้ทำการตามหากันต่อ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเขาจะสามารถเอาชีวิตรอดในท้องทะเลแล้วไปขึ้นฝั่งที่ไหนได้หรือเปล่า เราก็คงต้องปล่อยวางกันไป...


---------------
เวนเซสเลา โมเกล (Wenseslao Moguel)

"โมเกล" กับแผลที่ถูกยิงแต่รอดมาได้
หลังจากการถูกจับกุมตัวในช่วงปฏิวัติเม็กซิโก และถูกพิจารณาให้ได้รับโทษประหารชีวิตในปี ค.ศ. 1915 เวนเซสเลา โมเกล ได้กลายเป็นตำนานเหลือเชื่อไปอีกคน เพราะในการประหารของที่นี่เขาจะต้องถูกทีมเพชรฆาตถึง 9 นาย ใช้ปืนยิงไปที่ร่างของเขาทีละนัด ซึ่งกระสุนนัดสุดท้ายนั้นก็ยิงทะลุผ่านศีรษะของโมเกลในจุดที่เรียกได้ว่าเขาต้องตายแน่ ๆ แต่ไม่แค่โมเกลจะสามารถรอดชีวิตจากคมกระสุน เขายังสามารถหลบหนีออกจากคุกได้อีก

"โรเบิร์ต ริปลีส์" ผู้ก่อตั้ง "ริปลีย์เชื่อหรือไม่!" (Ripley's Believe It or Not!)
ซึ่งในเวลาต่อมาเวนเซสเลาก็ได้ถูกทางรายการวิทยุที่ชื่อว่า "เชื่อหรือไม่!" ของโรเบิร์ต ริปลีส์ นำตัวมาสัมภาษณ์กันกลางรายการ โดยต่อมาทางรายการก็ได้นำภาพหลักฐานบาดแผลที่เขาถูกยิงออกตีพิมพ์ทางหนังสือพิมพ์ให้โลกได้ทึ่ง ว่าเขาสามารถรอดจากเหตุการณ์ครั้งนั้นมาได้จริง ๆ ซึ่งก็คงต้องให้ฉายากับเขาว่านักโทษเดนตายระดับปืนยังทำอะไรไม่ได้ก็น่าจะดี หลังจากที่ผ่านมาแล้วกับผู้โชคดี 9 ราย ที่มีทั้งสมควรและไม่สมควรรอด ก็มาถึงผู้โชคดีรายสุดท้ายกับชายหนุ่มคนนี้


---------------
วิลลี่ ฟรานซิส (Willie Francis)

"วิลลี่" กับคดีฆาตกกรรมนายจ้าง
ในวัยเพียง 16 ปี วิลลี่ ฟรานซิส ก็ได้กลายมาเป็นคนแรกของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ถูกประหารชีวิตด้วยเก้าอี้ไฟฟ้าแล้วไม่ตายเพราะระบบขัดข้องในปี ค.ศ. 1946 จากคดีฆาตกกรรมนายจ้างที่เป็นเจ้าของร้านขายยา โดยวิลลี่ถูกพิจารณาให้ได้รับโทษประหารชีวิตด้วยการนั่งเก้าอี้ไฟฟ้า ในขณะที่กำลังจัดการระบบไฟฟ้าอยู่นั้น มีพยานรายงานว่าพวกเขาได้ยินเสียงหนุ่มน้อยวิลลี่ตะโกนว่า
“เอามันออก เอามันออกไป ปล่อยผมไปเถอะ !”
และเมื่อเวลาผ่านไปพยานก็รายงานว่าได้ยินเสียงของเขาตะโกนว่า
“ผมยังไม่ตาย !!!”
ส่วนทีมเพชรฆาตต่างก็พากันงงว่ามันเกิดอะไรขึ้น ซึ่งในเวลาต่อมาเจ้าหน้าที่ก็ตรวจพบว่า ที่เจ้าเก้าอี้ไฟฟ้าตัวนั้นมันสังหารวิลลี่ไม่สำเร็จ ก็เพราะเจ้าหน้าที่ในคุกที่ทำหน้าที่ติดตั้งระบบในวันนั้นกำลังเมาเหล้าอยู่นั่นเอง

เก้าอี้ไฟฟ้าในสมัยนั้น
ดังนั้นวิลลี่จึงได้รับการอนุโลมให้มีชีวิตอยู่ต่อไปแต่ก็อยู่ต่อไปได้เพียงปีเดียว เพราะหลังจากนั้นเขาก็ถูกนำตัวไปประหารด้วยการนั่งเก้าอี้ไฟฟ้าตัวใหม่ ที่ไม่ได้ใช้เจ้าหน้าที่ขี้เมาคนเดิมเป็นผู้ดูแลนั่นเอง

ถึงแม้ทุกคนจะรอดชีวิตมาได้แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะไม่ได้กระทำความผิด และถึงแม้ในปัจจุบันโทษประหารชีวิตมันแทบจะกลายเป็นอดีต แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าบ้านเราจะยกเลิกโทษประหารชีวิตกันไปซะที่ไหน ดังนั้นใครที่คิดอยากจะลองล้อความตายด้วยการออกไปกระทำความผิดอุกฉกรรจ์ก็จงรู้กันไว้ด้วยว่า
ทุกวันนี้เทคโนโลยีที่ใช้ในการประหารชีวิตนั้นพัฒนาไปไกล จากการทำร้ายร่างกายที่ภายนอกเปลี่ยนมาเป็นการทำลายร่างกายจากภายในกันหมดแล้ว ดังนั้นมันก็คงจะเป็นไปไม่ได้ ที่ผู้ร้ายโทษประหารยุคใหม่ จะสามารถรอดพ้นจากความตายกันง่าย ๆ แบบสมัยก่อน ยกเว้นก็เพียงจังหวะชีวิตยอดเยี่ยม ได้รับอภัยโทษก่อนถึงวันสำคัญกันเท่านั้นเอง

(ภาพจาก: Tavaana)
อย่าลืมกดสัปสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี


เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา: Wikipedia, WonderList และ ExecutedToday

แท็ก: 10 people, survived, execution, นักโทษ, ประหาร, รอดตาย, ปาฏิหาริย์