ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

[จัดเต็ม 18+...] มิติที่ 6 ร็อดนีย์ อัลคาลา ตากล้องฆาตกรติ๊สแตกแห่งฮันทิงตันบีช !!!



อยากเข้าวงการบันเทิง อยากมีภาพถ่ายสวย ๆ อยากดูแพงดูรวยเหมือนดารานักร้องกันใช่ไหม ? ของแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องที่จะเป็นไปไม่ได้ ถ้าเรามีโอกาสได้พบกับแมวมองที่ใช่ !

กดเพื่อดูคลิปที่นี่


มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาคุณไปพบกับคดีฆาตกรรมของฆาตกรรายหนึ่ง คดีอันยุ่งยากวุ่นวายและซับซ้อนที่อาศัยช่องทางจากความต้องการอยากดังของเหยื่อ ผู้ที่พร้อมจะยอมทำทุกอย่างโดยไม่รู้เลยว่าแท้ที่จริงแล้วชายคนนั้นต้องการอะไรจากพวกเขากันแน่ !!!

"ร็อดนีย์ อัลคาลา" (Rodney Alcala)


ร็อดนีย์ อัลคาลา เกิดเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ค.ศ. 1943 ที่เมืองซานอันโตนิโอรัฐเท็กซัสประเทศสหรัฐอเมริกา เขามีชื่อเดิมแบบเม็กซิกันว่า "โรดริโก้ ฌาคส์ อัลคาลา บากัวร์" พ่อของเขาคือราอูล อัลคาลา บากัวร์ แม่ชื่อนางแอนนา มาเรีย กูเตเรส ที่อพยพย้ายครอบครัวมาจากประเทศเม็กซิโกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1951 เพียงแต่หลังจากที่พวกเขามาอยู่ที่นี่ได้เพียง 3 ปี พ่อของร็อดนีย์ก็ทิ้งครอบครัวไป และมันก็ทำให้แม่ของเขาต้องย้ายไปอาศัยอยู่ในย่านชานเมืองของลอสแองเจลลิส ในช่วงที่เขาอายุได้เพียง 11 ปี


ในปี ค.ศ. 1960 ร็อดนีย์ อัลคาลาในวัย 17 ปี ก็ได้สมัครเข้าไปเป็นทหารอยู่ในกองทัพและได้ทำงานในตำแหน่งเสมียนจนถึงปี ค.ศ. 1964 อยู่ดี ๆ เขาก็มีอาการป่วยเป็นโรคซึมเศร้าฉับพลัน แอบหนีออกจากกองทัพกลับไปหาคุณแม่ที่ฟอร์ทแบร็ก จิตแพทย์ทหารวินิจฉัยว่าเขามีอาการของพวกปฏิเสธสังคม นั่นจึงส่งผลให้เขาต้องถูกเชิญออกไปจากกองทัพ


หลังจากเข้ารับการบำบัดทางจิต ร็อดนีย์จึงกลับไปเรียนในมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียจนสำเร็จปริญญา และเข้าเรียนต่อในโรงเรียนลอสแองเจลิสวิจิตศิลป์ ก่อนที่จะไปฝึกงานด้านภาพยนตร์กับโรมัน โปลันสกี้ที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์คจนถึงปี ค.ศ. 1968


แต่พอจบมาแทนที่จะทำมาหากินเหมือนคนทั่วไป ร็อดนีย์กลับคิดอะไรขึ้นมาก็ไม่รู้ ไปหลอก เด็กหญิงทาลี ชาพิโร อายุ 8 ปี ว่าเขาเป็นช่างภาพและอาสาจะถ่ายภาพเด็กน้อยให้ จากนั้นก็พาเด็กขึ้นรถกลับไปที่อพาร์ทเมนต์ของตัวเองแถวฮอลลีวูด โดยไม่รู้เลยว่าช่วงเวลาดังกล่าวนั้นมีพลเมืองดีเห็นเหตุการณ์แล้วแอบขับรถติดตามมา

หนูน้อย "ทาลี ชาพิโร" รอดมาได้อย่างหวุดหวิด

เพียงแต่หลังจากที่ร็อดนีย์พาหนูน้อยทาลีขึ้นไปบนอพาร์ทเมนต์แล้ว พลเมืองดีดังกล่าวได้ใช้เวลาในการติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่นานพอสมควร ซึ่งกว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะตามมาถึงที่เกิดเหตุและพังประตูเข้าไปช่วยชีวิตหนู่น้อยทาลี เธอก็ถูกร็อดนีย์ใช้ท่อนเหล็กตีจนบาดเจ็บสาหัส และร็อดนีย์ได้หนีรอดไปอย่างหวุดหวิด ซึ่งหลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจพาหนูน้อยทาลีส่งโรงพยาบาล พ่อแม่ของเด็กน้อยก็รีบพาเธอออกจากประเทศ อพยพไปอยู่ในเม็กซิโกทันทีที่หนูน้อยหายเป็นปกติ


ส่วนร็อดนีย์ก็หลบซ่อนตัวหนีไปเรียนด้านภาพยนตร์ที่นิวยอร์ค โดยใช้ชื่อปลอมว่า "จอห์น เบอร์เกอร์" จนถึงปี ค.ศ. 1971 เขาก็ไปทำงานอยู่ในค่ายศิลปะสำหรับเด็กในรัฐนิวแฮมเชียร์ โดยเปลี่ยนตัวสะกดของชื่อปลอมไปนิดหน่อย แต่ก็ยังอ่านได้ว่าจอห์น เบอร์เกอร์ เช่นเดิม
โดยในเดือนมิถุนายนปีดังกล่าว ร็อดนีย์ก็ถูกต้องสงสัยว่าก่อคดีฆาตกรรม คอร์เนเลีย มิเชล คริลลีย์ อายุ 23 ปี พนักงานดูแลบนเครื่องบินของสายการบินทรานซ์เวิลด์แอร์ไลน์ ที่ถูกพบเป็นศพภายในอพาร์ทเมนต์ของตัวเองที่แมนฮัตตัน สภาพศพเธอถูกข่มขืนและรัดคอจนเสียชีวิต ซึ่งการตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีนี้ เกิดขึ้นหลังจากเกิดเหตุไปแล้วถึง 40 ปี โดยในช่วงเวลาที่เขายังไม่ถูกจับนี้มันก็ไม่ได้หมายความว่าคดีข่มขืนหนูน้อยทาลีจะถูกทอดทิ้งแต่อย่างใด

"คอร์เนเลีย มิเชล คริลลีย์" เหยื่ออีกราย


ทางเอฟบีไอได้นำชื่อของร็อดนีย์ อัลคาลาไปรวมอยู่ในประกาศจับ 10 ผู้อพยพที่ทางการต้องการตัวมากที่สุด ซึ่งร็อดนีย์ก็ถือว่าโชคดีมากที่เด็กนักเรียนในค่ายศิลปะที่เขาทำงานอยู่นั้น เกิดไปเห็นประกาศนี้และจำได้ว่าหนึ่งในผู้ต้องหานั้นก็คือ "จอห์น เบอร์เกอร์" อาจารย์ของพวกเขานั่นเอง และเรื่องนี้ก็ทำให้ร็อดนีย์ต้องถูกจับกุมตัวในข้อหาข่มขืนทาลี ชาพิโร และถูกส่งตัวกลับมายังแคลิฟอร์เนียทันที


แต่พอเรื่องขึ้นสู่ชั้นศาลทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็พบกับปัญหาใหญ่ขึ้นมา เพราะพ่อแม่ของหนูน้อยทาลีได้ขอปฏิเสธที่จะส่งตัวเด็กผู้เสียหายมาให้ปากคำ ทำให้ร็อดนีย์ถูกพิจารณาคดีโดยไม่มีเจ้าทุกข์ ส่งผลให้อัยการบังคับให้ร็อดนีย์ต้องยอมรับสารภาพแต่เพียงฝ่ายเดียว่า เพื่อแลกกับการได้ลดโทษ ซึ่งร็อดนีย์ก็รับสารภาพตามคำขอ ติดคุกไปเพียง 34 สัปดาห์ ก็ได้รับทัณฑ์บนปล่อยตัวออกมา พร้อมกับเหตุผลในการปล่อยตัวคือ “คำพิพากษาไม่ชัดเจน” ในปี ค.ศ. 1974


พอออกจากคุกมาได้สองเดือน ร็อดนีย์ก็ถูกจับกุมตัวในข้อหาทำร้ายร่างกายเด็กหญิงนามสมมติว่า จูลี เจ. อายุ 13 ปี หลังจากถูกร็อดนีย์หลอกให้ขึ้นรถว่าจะพาไปส่งโรงเรียน ซึ่งผลการพิจารณาคดีนี้ก็ทำให้เขาได้เข้าคุกไปเพียง 2 ปี ก่อนที่จะได้ทัณฑ์บนปล่อยตัวออกมา ด้วยเหตุผลเดิมก็คือ “คำพิพากษาไม่ชัดเจน” ในปี ค.ศ. 1977


พอออกจากคุกมาร็อดนีย์ก็เดินทางไปที่นิวยอร์ค ซึ่งช่วงเวลานี้เขาก็ถูกต้องสงสัยว่าก่อเหตุฆาตกรรม เอเลน เจน โฮเวอร์ อายุ 23 ปี ลูกสาวเจ้าของไนท์คลับชื่อไคโรในฮอลลีวูด ที่ถูกพบเป็นศพฝังอยู่ใต้พื้นดิน ในที่ดินของตระกูลร็อคกีเฟลเลอร์ที่เวสท์เชสเตอร์เคาน์ตี้ ทางเจ้าหน้าที่ตอนนั้นยังไม่สามารถหาตัวคนร้ายพบ จนกระทั่งปี ค.ศ. 2010 ร็อดนีย์ถึงมาถูกระบุว่าเป็นผู้ต้องหา

"เอเลน เจน โฮเวอร์" ถูกฝังในที่ดินของเศรษฐีน้ำมัน "ตระกูลร็อคกี้เฟลเลอร์"


โดยในปี ค.ศ. 1978 นี้ ร็อดนีย์ที่ยังลอยนวลอยู่ก็ได้ทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราวในสำนักพิมพ์ลอสแองเจลิสไทม์ในตำแหน่งพนักงานพิมพ์ดีด เคยถูกหน่วยบังคับคดีเรียกไปสอบสวนในคดีฆ่าข่มขืนคดีหนึ่ง ซึ่งคนร้ายตัวจริงในคดีนั้นคือกลุ่มฆาตกรสองพี่น้องฉายา "ฮิลไซด์สแตรนเกลอร์" แน่นอนว่าร็อดนีย์ไม่ได้ทำ เขาจึงรอดออกมาจากกลุ่มผู้ต้องสงสัย แต่แทนที่จะรอดไปง่าย ๆ เขากลับพลาดไปถูกจับเข้าคุกในคดีมีกัญชาไว้ในครอบครองแทน


ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวนั้นร็อดนีย์เองก็เที่ยวไปบอกใครต่อใครว่า ตัวเองคือช่างภาพแนวแฟชั่นและขอถ่ายภาพผู้คนไปทั่วโดยอ้างว่าจะเอาไปใช้เป็นผลงาน มีพนักงานหญิงของนิตยสารไทมส์คนหนึ่ง เธอจำได้ว่าตอนสมัยเธอยังสาวร็อดนีย์เคยมาขอถ่ายรูป ตอนนั้นเธอถามเขาว่าทำไมถึงมาเป็นช่างภาพ ร็อดนีย์ก็ตอบว่า แม่ของเขาอยากให้ทำงานนี้ โดยเธอจำได้ว่าหญิงสาวทุกคนในสตูดิโอล้วนเข้ามาให้เขาถ่ายภาพนู้ดทั้งสิ้น โดยร็อดนีย์บอกว่าเขาเป็นมืออาชีพเธอจึงยอมถ่ายนู้ดไปด้วยอีกคน


มีนางแบบหญิงอีกคนเล่าว่า หลังจากร็อดนีย์ถ่ายภาพของเธอเสร็จเขาก็ไปถ่ายภาพเปลือยของเด็กชายคนหนึ่งต่อ และยืนยันว่าภาพที่ร็อดนีย์ถ่ายทั้งหมดคือภาพนู้ด ซึ่งในปัจจุบันภาพถ่ายเหล่านั้นก็ยังคงไม่สามารถระบุได้ว่ามีใครบ้างที่ถูกร็อดนีย์หลอกให้มาถ่ายภาพ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็กังวลว่า อาจมีบางคนในกลุ่มนี้เป็นเหยื่อของเขาแล้วยังหาศพไม่พบก็เป็นได้ เพราะในปี ค.ศ. 1979 ร็อดนีย์เคยทำร้ายร่างกายแล้วข่มขืน โมนิเก้ ฮอยท์ วัยรุ่นหญิงอายุ 15 ปี ในช่วงที่กำลังถ่ายภาพกันอยู่นั่นเอง

"โมนิเก้ ฮอยท์" เสียชีวิตไม่นานหลังจากถ่ายภาพ


โดยในปี ค.ศ. 1978 นี้เช่นกัน ร็อดนีย์เองก็ได้ไปออก รายการ The Dating Game ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เชื่อกันว่า เขาได้ก่อคดีฆาตกรรมไปแล้วอย่างน้อย 2 รายในแคลิฟอร์เนีย และอีก 2 รายในนิวยอร์ค โดยผลการคัดเลือกคู่ในรายการนัดบอดครั้งนั้น ร็อดนีย์สามารถเอาชนะใจหญิงสาวด้วยลีลาและน้ำเสียงสุดจะหื่นกาม โดยรายละเอียดในส่วนนี้มิติที่ 6 ได้เคยเล่าไว้ในคลิป เปิดปมชีวิต 5 ฆาตกร ที่แปลกจนไม่มีใครกล้าเอาไปสร้างเป็นภาพยนตร์ ซึ่งใครยังไม่เคยชม มิติที่ 6 ก็อยากให้ลองแวะไปชมกันด้วยนะครับ

ร็อดนีย์ในรายการเดอะเดทติ้งเกม (ว่ะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า)


ต่อมาในวันที่ 20 มิถุนายน ค.ศ. 1979 เด็กหญิงโรบิน แซมโซ อายุ 12 จากฮันทิงตันบีชรัฐแคลิฟอร์เนีย ได้หายตัวไปในช่วงระหว่างเรียนวิชาบัลเลต์ ศพของเธอถูกพบอยู่บริเวณชายเขาที่ลอสแองเจลิสใน 12 วันต่อมา ซึ่งคดีนี้เพื่อนของแซมโซบอกกับตำรวจว่า ตอนนั้นมีชายแปลกหน้าคนหนึ่งเดินเข้ามาเพื่อขอถ่ายภาพเธอ และเด็ก ๆ ยังได้บอกรูปพรรณของชายคนดังกล่าวให้เจ้าหน้าที่ตำรวจวาดภาพสเก็ตช์เอาไว้ ซึ่งภาพที่ได้มามันก็ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถระบุได้ว่าชายแปลกหน้าคนนั้นก็คือร็อดนีย์ที่เพิ่งออกจากคุกมานั่นเอง

"โรบิน แซมโซ" ถูกหลอกให้ไปถ่ายภาพและเสียชีวิตลง

สภาพศพของหนูน้อย [18+...]

โดยในช่วงระหว่างการค้นหาตัวคนร้ายนั้น เจ้าหน้าที่ได้เดินทางไปขอเข้าค้นที่บ้านแม่ของร็อดนีย์ในมอนเทอเรย์พาร์ค แล้วพบใบเสร็จรับเงินค่าเช่าตู้ล็อคเกอร์แห่งหนึ่งที่อยู่ในซีแอทเทิล พอเจ้าหน้าที่ตำรวจตามไปตรวจสอบในตู้ล็อคเกอร์ดังกล่าวพวกเขาก็พบว่า มีต่างหูของแซมโซถูกเก็บอยู่ภายในล็อกเกอร์ ร่วมกับต่างหูอีกหลายคู่ที่ยังไม่รู้ว่าเป็นของใครบ้างในตอนนั้น

ต่อมาร็อดนีย์ก็ถูกจับตัวได้ในช่วงปลายปีและถูกจำคุกโดยไม่ได้รับสิทธิ์การประกันตัว ปีต่อมาศาลก็พิพากษาโทษประหารชีวิตแก่ร็อดนีย์เป็นครั้งแรก เพียงแต่ทางศาลสูงสุดได้ยกฟ้องเพราะคณะลูกขุนรายงานขั้นตอนการดำเนินคดีผิดพลาด นั่นจึงทำให้เขารอดโทษประหารไปอย่างหวุดหวิด


ต่อมาในปี ค.ศ. 1986 หลังจากที่ศาลสามารถแก้ไขข้อผิดพลาดในรายละเอียดของคดีแล้ว ร็อดนีย์ก็ถูกพิพากษาประหารชีวิตอีกครั้ง แต่ก็ถูกยกฟ้องในชั้นอุธรณ์อีกเพราะทางศาลอุทธรณ์มองว่าคำให้การของพยานไม่สามารถนำมาใช้สนับสนุนข้อกล่าวหาได้ และเชื่อว่าพยานที่พบศพของแซมโซนั้นถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจชี้นำให้ปรักปรำร็อดนีย์กันมาก่อนแล้ว


และการดำเนินคดีกับคนร้ายรายนี้ก็ต้องถูกพักออกไปยาวนานเพื่อเตรียมการฟ้องร้องกันใหม่ จนเวลาล่วงเลยมาถึงปี ค.ศ. 2003 เจ้าหน้าที่สืบสวนของออเรนจ์เคาน์ตี้ได้นำดีเอ็นเอของร็อดนีย์ไปตรวจสอบกับหลักฐานดีเอ็นเอ ที่เก็บได้จากอสุจิของคนร้ายในศพของเหยื่อหญิงสาว 2 รายในลอสแองเจลิส ร่วมกับดีเอ็นเอที่พบในหลักฐานอื่น ๆ จากคดีที่ยังไม่สามารถหาตัวคนร้ายได้
จนถึงปี ค.ศ. 2004 ทางอัยการจึงได้ยื่นฟ้องร็อดนีย์ อัลคาลาอีกครั้งในคดีฆาตกรรมหญิงสาว 4 ราย ได้แก่
  1. จิล บาร์คอมบ์ อายุ 18 ปี ที่ถูกพบศพในลอสแองเจลิสเมื่อปี ค.ศ. 1977
  2. จอร์เจีย วิกซ์ อายุ 27 ปี ถูกตีด้วยของแข็งบางอย่างจนเสียชีวิตภายในอพาร์ทเมนท์ของตัวเองเมื่อปี ค.ศ. 1977 เช่นกัน
  3. ชาร์ลอท แลมบ์ อายุ 31 ปี ถูกข่มขืนแล้วรัดคอจนเสียชีวิตภายในห้องซักรีดของอพาร์ทเมนท์เอลซีกันโด เมื่อปี ค.ศ. 1978
  4. จิล พาเรนโต้ อายุ 21 ปี ถูกฆาตกรรมที่อพาร์ทเมนท์เบอร์แบงค์ในปี ค.ศ. 1977


"จิล บาร์คอมบ์, จอร์เจีย วิกซ์, ชาร์ลอท แลมบ์ และจิล พาเรนโต้" เสียชีวิตทั้งหมด

เหยื่อทุกรายล้วนเคยถูกร็อดนีย์ถ่ายภาพมาก่อน ซึ่งหลักฐานเพิ่มเติมอีกชิ้นนั้นก็คือต่างหูอีกคู่ที่ถูกพบในล็อกเกอร์ของร็อดนีย์ ที่สามารถตรวจดีเอ็นเอระบุได้ว่ามันเป็นของชาร์ลอทจริง ๆ ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นการดำเนินคดีครั้งที่ 2 หลังจากคดีของหนูน้อยแซมโซจบลง


โดยในช่วงการถูกคุมขังระหว่างการพิจารณาคดีนั้น ร็อดนีย์ได้เขียนหนังสือชีวประวัติของตัวเองชื่อ “You, the Jury !” หรือที่แปลว่า “ท่านลูกขุนคุณนั่นแหละ !” เพื่อบอกว่าตัวเองเป็นผู้บริสุทธิ์ในคดีฆาตกรรมหนูน้อยแซมโซ และชี้นำให้ผู้อ่านหันไปสงสัยคนร้ายรายอื่นกันบ้าง แถมยังยื่นฟ้องร้องต่อระบบกฎหมายของแคลิฟอร์เนียว่าพิจารณาคดีของเขาผิดพลาด และไม่ยอมให้เขาได้รับอาหารไขมันต่ำเพื่อควบคุมน้ำหนัก


เนื่องจากในปี ค.ศ. 2003 ทางอัยการได้พยายามที่จะนำคดีฆาตกรรมของหนูน้อยแซมโซกลับมาอีกครั้ง จึงตัดสินใจนำคดีนี้มาควบรวมกับคดีฆาตกรรม 4 รายใหม่นี้ ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นคดีของเขาจบไปแล้ว มันก็ส่งผลให้ทนายของร็อดนีย์ยื่นคัดค้านด้วยคำอธิบายว่า
“ถ้าหากคุณเป็นคณะลูกขุน แล้วต้องกลับมาพิจารณาคดีของแซมโซอีกครั้งเพียงคดีเดียว มันก็คงจะไม่มีข้อสงสัยอะไรมากมาย แต่นี่คุณเล่นยัดคดีนี้กลับมา โดยเพิ่มเข้ามาให้พิจารณาทีเดียว 5 คดี แถมอีก 4 คดี ที่เพิ่มมานั้นก็ไม่มีพยานบุคคล มีแต่ผลดีเอ็นเอมาใช้ปรักปรำ มันจะถูกต้องเหมาะสมจริง ๆ หรือ ?”
นั่นจึงทำให้ทุกอย่างต้องถูกยื้อเวลาออกไป จนล่วงเลยมาถึงปี ค.ศ. 2006 ศาลสูงสุดของแคลิฟอร์เนียจึงพิจารณาเห็นชอบตามคำขอของฝ่ายอัยการ มีผลให้ร็อดนีย์ต้องไปยืนในคอกผู้ต้องหาด้วยคดีฆาตกรรมทั้งสิ้น 5 คดี ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2010 ใช้เวลายาวนานกว่าที่คาดไว้ถึง 7 ปี


โดยในการพิจารณาคดีครั้งที่ 3 นี้ ร็อดนีย์ อัลคาลาได้ตัดสินใจเป็นทนายให้ตัวเอง ซึ่งบรรยากาศในการซักถามของเขานั้น ร็อดนีย์ที่ยืนในฐานะของทนายก็เริ่มซักถามตัวเองโดยเรียกชื่อจำเลยว่า “มิสเตอร์อัลคาลา” ให้ศาลได้รับฟัง เขาใช้น้ำเสียงเรียบ ๆ แบบไม่มีโทนสูงต่ำในการซักถามตัวเอง พอถึงตอนที่ตนต้องตอบคำถาม ร็อดนีย์ก็ตอบด้วยน้ำเสียงโทนต่ำลุ่มลึกราวกับว่าเป็นการโต้ตอบของคนสองคน
ซึ่งบรรยากาศพิลึกพิลั่นแบบนี้ก็กินเวลายาวนานถึง 5 ชั่วโมง ที่พอจะสรุปใจความได้ว่าต่างหูที่ทางอัยการอ้างว่าเป็นของเหยื่อนั้น มันเป็นเครื่องประดับส่วนตัวของเขาเอง โดยอ้างว่าตอนที่เขาไปออกรายการทีวีเดอะเดทติ้งเกมเมื่อปี ค.ศ. 1978 เขาก็ใส่ต่างหูคู่นี้ออกรายการเช่นกัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่หนูน้อยแซมโซจะถูกฆาตกรรมเกือบ 1 ปี และต่างหูอีกคู่ที่บอกว่ามันเป็นของชาร์ลอท แลมป์ ก็เป็นเครื่องประดับของเขาเองเช่นกัน ทุกอย่างเป็นเพียงเรื่องบังเอิญเท่านั้น

"ต่างหูของผมเองครับ !"


เรื่องนี้นายเจด มิลส์ หนึ่งในผู้ร่วมแข่งขันในรายการนัดบอดดังกล่าวได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับนักข่าวว่า ต่างหูรูปแบบนั้นมันไม่ใช่ของที่ถูกผลิตขึ้นมาสำหรับผู้ชายในยุค ค.ศ. 1978 เลยจริงๆ ! ต้องบอกว่าในสมัยนั้นเขาไม่เคยเห็นผู้ชายที่ไหนใส่ต่างหูกันเลยด้วยซ้ำ


โดยในช่วงต่อสู้คดีตัวของร็อดนีย์เองกลับไม่ได้ให้ความสำคัญกับอีก 4 คดี ที่เขาถูกฟ้องเพิ่มเข้ามาสักเท่าไหร่ ร็อดนีย์บอกกับศาลเพียงแค่เขาจำไม่ได้ว่าเคยไปฆ่าผู้หญิงที่ไหนมา และระหว่างการพิจารณาคดีนั้นอัยการได้นำพยานปากสำคัญก็คือ ทาลี ชาพิโรเหยื่อข่มขืนรายแรกมาร่วมให้การในศาลด้วย เรียกได้ว่าทาลี ชาพิโร นั้นคือเซอร์ไพรซ์ของการพิจารณาคดีครั้งนี้เลยทีเดียว


ทางฝ่ายร็อดนีย์เองก็ไม่ยอมแพ้ นำพยานฝ่ายตัวเองที่มีเพียงคนเดียวมาให้ปากคำเช่นกัน เขาคือนักจิตวิทยาชื่อริชาร์ด แรพพาพอร์ท ที่มารายงานผลการตรวจสอบสภาพทางจิตของร็อดนีย์ โดยระบุว่าร็อดนีย์มีความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบก้ำกึ่ง ทำให้ไม่สามารถจดจำได้ว่าตัวเองไปก่อคดีฆาตกรรมไว้ที่ไหนและเมื่อไหร่ ส่วนทางอัยการก็รีบคัดค้านรายงานนี้โดยบอกว่า จริง ๆ แล้วคนร้ายรายนี้เป็นพวกนักล่าทางเพศ เขารู้ว่าตัวเองก่อคดีแต่กลับไม่ได้ใส่ใจอะไรมากกว่า


จนมาถึงช่วงที่ร็อดนีย์จะต้องกล่าวปิดคดี เขาก็ร้องเพลงของอาร์โล กัธรี่ ชื่อ Alice's Restaurant ให้ศาลได้ฟัง โดยเน้นไปร้องท่อนที่ตัวเอกในเพลงพูดกับจิตแพทย์ว่า "เขาต้องการฆ่าคน...🎵"


ผ่านไปไม่ถึง 2 วัน คณะลูกขุนจึงพิจารณาลงความเห็นให้ร็อดนีย์ อัลคาลามีความผิดในคดีฆาตกรรมทั้ง 5 คดี ต้องรับโทษประหารชีวิตเป็นครั้งที่ 3 ในช่วงเดือน มีนาคม ค.ศ. 2010 หลังจากที่ร็อดนีย์ อัลคาลาถูกพิพากษาโทษประหารชีวิตเรียบร้อยแล้ว ทางการของรัฐนิวยอร์คได้ประกาศว่า พวกเขาจะไม่ติดตามคดีของร็อดนีย์อีกต่อไป เพราะตอนนี้เขาได้รับโทษประหารชีวิตไปแล้ว


แต่สำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจเอง ตั้งแต่เดือนมีนาคม ค.ศ. 2010 เป็นต้นมา ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจของเมืองฮันทิงตันบีชและตำรวจนิวยอร์ค ได้เผยแพร่ภาพถ่ายฝีมือของร็อดนีย์ที่ค้นพบจากบ้านของเขาจำนวน 120 ภาพ เพื่อหวังให้ประชาชนช่วยกันระบุตัวตนว่าบุคคลในภาพเป็นใครกันบ้าง และอีกสิ่งที่พวกตำรวจหวังก็คือ ใน 120 คนนี้อาจจะพบว่ามีเหยื่อฆาตกรรมรายอื่น ๆ เพิ่มเติมเข้ามาเพื่อใช้ในการดำเนินคดีได้ต่อไป




ตัวอย่างภาพนู้ดของร็อดนีย์ [18+...]

ซึ่งในความเป็นจริงแล้วทางเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งว่า ยังมีภาพถ่ายของบุคคลอีกกว่า 900 ใบ ที่ไม่สามารถนำออกมาเผยแพร่ได้ เพราะบุคคลในภาพที่เหลือนั้นได้ถ่ายภาพกันไว้ในอิริยาบถที่เปิดเผยเกินกว่าจะนำออกเผยแพร่สู่สาธารณชนได้
และอีก 2 สัปดาห์ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ออกมารายงานว่า มีหญิงสาวจำนวน 21 คน ได้ออกมายืนยันตัวตนแล้ว และมีอยู่ 6 ราย ที่มีผู้คนแจ้งว่าหน้าตาของคนในภาพนั้นดูคลัาย ๆ กับคนที่พวกเขารู้จึกที่หายตัวไป เพียงแต่ก็ไม่มีภาพไหนที่จะสามารถนำไปเชื่อมโยงกับคดีฆาตกรรมอื่น ๆ กับร็อดนีย์ได้เลย


และช่วงปี ค.ศ. 2010 นี้เช่นกัน ทางตำรวจของซีแอทเทิลได้ระบุว่า ร็อดนีย์ อัลคาลาถือเป็นบุคคลน่าสนใจ เพราะพวกเขาพบเงื่อนงำบางอย่างจากคดีฆาตกรรมอันโตเน็ตต์ วิทเทคเกอร์ อายุ 13 ปี ซึ่งเป็นคดีที่ไม่สามารถปิดได้มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1977 และคดีของจอยซ์ ก็อนท์ อายุ 17 ที่เกิดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1978
โดยเจ้าหน้าที่สืบสวนรายงานว่า พวกเขาเพิ่งจะพบว่าต่างหูคู่ที่เหลือในล็อกเกอร์เช่าของร็อดนีย์ในซีแอทเทิลนั้น มันเป็นของเหยื่อทั้งสองรายนี้นั่นเอง และเรื่องนี้มันก็ได้ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตัดสินใจรื้อคดีฆาตกรรมที่ยังปิดไม่ได้อื่น ๆ ที่เกิดในรัฐนิวแฮมเชียร์ แคลิฟอร์เนีย อาริโซน่า และนิวยอร์ค กลับมาสืบสวนกันใหม่อีกครั้ง !


จนมาถึงเดือนมกราคม ค.ศ. 2011 คณะลูกขุนใหญ่ของแมนฮัตตันก็สั่งฟ้องร็อดนีย์อีกครั้งในคดีฆาตกรรมคอร์เนเลีย คริลลีย์ พนักงานบริการบนสายการบินทรานซ์เวิลด์แอร์ไลน์ ที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1971 และคดีฆาตกรรมเอเลน เจน โฮเวอร์ อายุ 23 ปี ลูกสาวเจ้าของไนท์คลับชื่อไคโรในฮอลลีวูด ที่ถูกพบศพฝังอยู่ใต้พื้นที่ของตระกูลร็อคกีเฟลเลอร์ในเวสท์เชสเตอร์เคาน์ตี้ ในปี ค.ศ. 1977 เข้าไปอีก 2 คดี


ต่อมาในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2011 นักสืบของมารีนเคาน์ตี้รัฐแคลิฟอร์เนียและนอร์ทซานฟรานซิสโกได้ประกาศว่า พวกเขามั่นใจว่าร็อดนีย์นี่แหละที่เป็นฆาตกรในคดีสังหาร พาเมลา จีน แลมบ์สัน อายุ 19 ปี ที่หายตัวไปหลังจากเดินทางไปที่ฟิชเชอร์แมนส์วาร์ฟ เพื่อพบกับชายที่อาสาจะถ่ายภาพให้เธอ

"พาเมลา จีน แลมบ์สัน" ก็หายตัวไป (อายุ 19 ปี จริงๆ นะ)
ซึ่งต่อมาศพของเธอก็พบอยู่ในสภาพถูกทารุณกรรมไร้เสื้อผ้าสวมใส่ใกล้บริเวณทางเดินในป่าของมารีนเคาน์ตี้ โดยในที่เกิดเหตุไม่พบรอยนิ้วมือหรือดีเอ็นเอของคนร้าย แต่ทางตำรวจกลับยืนยันว่าแค่นี้มันก็เพียงพอที่จะบอกว่าร็อดนีย์เป็นผู้ลงมือ ซึ่งพอเอาเข้าจริง ๆ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกลับไม่สามารถทำสำนวนส่งอัยการได้ ทำให้ตอนนี้ร็อดนีย์มีเพียงคดีของคอร์เนเลีย คริลลีย์ กับเอเลน เจน โฮเวอร์ ที่เขาจะต้องต้องต่อสู้กันในชั้นศาลต่อไป


เพียงแต่ขั้นตอนการส่งฟ้องของสองคดีนี้ก็กินเวลามาจนถึงเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2012 ร็อดนีย์ อัลคาลาถูกส่งตัวไปพิจารณาคดีที่ศาลนิวยอร์ค ซึ่งผลก็ออกมาในตอนแรกว่าเขาไม่มีความผิด แต่พอมาถึงเดือนธันวาคมปีเดียวกัน เขาก็ถูกพิจารณาว่ามีความผิดอีกครั้ง โดยช่วงเวลานั้นร็อดนีย์เองก็ขอให้ส่งตัวเอง กลับมาขึ้นศาลอุทธรณ์ในคดีเก่าที่แคลิฟอร์เนียอีก
จนถึงวันที่ 7 มกราคม ค.ศ. 2013 ผู้พิพากษาศาลแมนฮัตตันของนิวยอร์คก็ตัดสินโทษจำคุกเพิ่มให้กับร็อดนีย์ไปอีก 25 ปี เพราะในรัฐนิวยอร์คนี้ไม่มีโทษประหารชีวิตนั่นเอง


และในปี ค.ศ. 2013 นี้เช่นกัน หนึ่งในภาพถ่ายบุคคลฝีมือร็อดนีย์ที่ตำรวจได้เผยแพร่สู่สาธารณชนตั้งแต่ปี ค.ศ. 2010 ก็มีสมาชิกของครอบครัวหนึ่งสามารถระบุตัวบุคคลในภาพได้ว่าเธอคือ คริสทีน รูธ ธอร์นตัน อายุ 28 ปี ที่หายไปตั้งแต่ปี ค.ศ. 1977 และถูกพบเป็นศพในรัฐไวโอมิ่งเมื่อปี ค.ศ. 1982

ภาพที่ถ่ายโดย "ร็อดนีย์" (คริสทีนกำลังตั้งครรภ์)


ต่อมาในเดือนกันยายน ค.ศ. 2016 ร็อดนีย์ อัลคาลาก็ถูกฟ้องในคดีฆาตกรรมรายนี้ โดยร็อดนีย์ยืนยันว่าเขาถ่ายภาพของเธอก็จริงแต่เขาไม่ได้ฆ่าเธอ เพราะตอนถ่ายภาพนั้นเธอยังไม่ได้ตั้งท้องถึง 6 เดือน เหมือนตอนที่ศพของเธอถูกพบ ซึ่งคดีของคริสทีน ธอร์นตันนี้ ก็ถือเป็นเพียงคดีเดียวที่ถูกนำมาเชื่อมโยงกับภาพถ่ายของร็อดนีย์


และจากเหตุการณ์นี้จึงทำให้ทางการตัดสินใจนำภาพถ่ายบุคคลกว่า 110 คน ที่ถูกถ่ายโดยฝีมือของร็อดนีย์ออกเผยแพร่ผ่านโลกออนไลน์ในเดือนกันยายนทันที เพื่อให้ประชาชนได้ช่วยกันระบุตัวบุคคลในภาพที่เหลือเพิ่มขึ้นอีกทาง

ภาพถ่ายที่ค้นพบในบ้านของร็อดนีย์

ปัจจุบันนี้ร็อดนีย์ในวัยประมาณ 74 ปี มีรายงานว่าเขากำลังป่วยอย่างหนัก ได้ถูกส่งตัวจากแคลิฟอร์เนียไปยังไวโอมิ่งเพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในคดีใหม่ ๆ ที่เพิ่งถูกฟ้องอีกหลายคดี ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ทุกคดีจะถูกพิจารณาจบ เขาจะได้ถูกประหารชีวิตหรือจะแก่ตายไปก่อนคดีจบมันก็ยากเกินกว่าที่เราจะคาดเดาได้


โดยมิติที่ 6 ได้ตัดสินใจนำคดีของร็อดนีย์ อัลคาลามาเล่านั้น เราก็อยากให้ท่านผู้ชมที่มีความฝันอยากเป็นดารานางแบบ หรืออยากจะมีภาพถ่ายดูแพงดูสวยจากช่างภาพมืออาชีพที่พบตามท้องถนน ให้ระมัดระวังตัวไม่หลงเชื่อกลุ่มมิจฉาชีพที่จะเดินเข้ามาหลอกเราให้ไปถ่ายภาพ จนลืมตรวจสอบว่าเขาเป็นใคร ? มีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน ?

เพราะใครจะไปรู้ว่าถ้าเราหลงเชื่อเดินตามไปง่าย ๆ เขาอาจจะพาเราไปเจอกับอะไรก็ไม่รู้ ซึ่งถ้าโชคดีมันก็ดีไป แต่ถ้าไม่ใช่เราก็อาจต้องกลายเป็นเหยื่อของผู้คนเหล่านี้ เหมือนกับเหยื่อในคดีของเขา...
"ร็อดนีย์ อัลคาลา" (72 ปี)


หลังจากจบรายการแล้ว อย่าลืมกดสัปสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรืออย่าลืมทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี


เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอบคุณที่มา: Bizarrepedia และ Wikipedia

แท็ก: Rodney, Alcala, ร็อดนีย์, อัลคาลา, ฆาตกรต่อเนื่อง