ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 เปิดปมปริศนา คำสาปฟาโรห์ตุตันคามุน !!!




"ทุตอังค์อามูน" หรือที่เรามักจะคุ้นเคยกันในชื่อ "ตุตันคามุน" (อักษรโรมัน: Tutankhamun) เขาคือกษัตริย์ฟาโรห์องค์ที่ 12 ของราชวงศ์ที่ 18 เคยครองราชย์ช่วงปี 1332 ถึง 1323 ก่อนคริสตกาล ประวัติศาสตร์เรียกยุคนั้นว่า "อาณาจักรใหม่" ซึ่งหลังจากที่พระองค์เสด็จสวรรคตเมื่อพระชนม์ได้ 19 ชันษา ด้วยสาเหตุที่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ สามพันปีต่อมาการพักผ่อนอันยาวนานของพระองค์ก็เป็นอันต้องจบลง !!!

เปิดชมบนยูทูป

มิติที่ 6 สัปดาห์นี้เราจะพาท่านไปพบกับปริศนา คำสาปอาถรรพ์จากสุสานของฟาโรห์จากโลกอียิปต์โบราณ ที่ว่ากันว่ากลุ่มคนที่ต้องคำสาปจำนวนมากมีอันต้องล้มหายตายไปโดยไม่ทราบสาเหตุ ท่ามกลางความโกลาหลที่เข้าปกคลุมไปทั่วทุกหัวระแหง กับเรื่องราวความจริงอีกด้านที่จะทำให้พวกเราต้องพิจารณาเหตุผลของเรื่องนี้กันใหม่ !!!


เมื่อปี ค.ศ. 1922 ฮาวเวิร์ด คาร์เตอร์และคณะได้ทำการสำรววจ ณ บริเวณหุบเขากษัตริย์ของอียิปต์ร่วมกับจอร์จ เฮอร์เบิร์ท หรือที่รู้จักกันในชื่อลอร์ดคานาร์วอน (ที่ 5) ผู้เป็นทั้งเพื่อนและผู้สนับสนุนด้านการเงินในการทำงานตลอดมาเป็นเวลา 15 ปี

วันนั้นตรงกับวันที่ 19 พฤศจิกายน ค.ศ. 1922 พวกเขาก็สามารถเปิดสุสานของฟาโรห์ตุตันคามุน สุสานที่มีความงดงามที่สุดเท่าที่เคยมีผู้ค้นพบมา ซึ่งปัจจุบันถูกเรียกชื่อเป็นอียิปต์มาตรฐานว่า KV62 โดยในตอนนั้นคาร์เตอร์ได้ทำการเจาะรูทะลุผ่านสลักตราประทับ เพื่อมองเข้าไปดูข้างในนั้นมันจะมีอะไรบ้าง ?

ลอร์ดคาร์นาร์วอนเพื่อนของเขาก็เลยถามว่า
“มองเห็นอะไรบ้างไหม ?”

ฮาวเวิร์ด คาร์เตอร์ก็ได้ตอบเพื่อนของเขาไปด้วยคำพูดที่ต่อมาได้กลายเป็นประโยคฮิตว่า
"ใช่ ! เห็นสิ่งสุดยอดเข้าให้แล้ว”

แต่แล้วเจ้าสิ่งสุดยอดที่ว่านั้น มันก็กลายเป็นด้านตรงข้ามไปอย่างรวดเร็ว เพราะหลังจากนั้นพวกเขาได้มองไปที่ด้านหน้าซึ่งเป็นห้องโถงกลาง แล้วพบกับแผ่นจารึกที่ทำจากดินมีข้อความถูกเขียนเอาไว้ในภาษาอียิปต์โบราณว่า

“ปีกแห่งความตาย จะมาสังหารผู้ที่บังอาจมารบกวนความสงบของฟาโรห์”

ไม่มีใครในกลุ่มสำรวจเป็นกังวลเกี่ยวกับปีกแห่งความตายนี้สักคน นั้นก็เป็นเพราะว่าทุกอย่างบนโลกใบนี้ไม่ว่าจะผีสางหรือคำสาปไหนก็ไม่มีทางทำให้นักโบราณคดีของยุคศตวรรษที่ 20 หวาดกลัวได้ ดังนั้น สมบัติของคิงทุททุกชิ้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไม้สอยทั้งที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์และแตกหัก ไม่เว้นแม้แต่ร่างมัมมี่ของกษัตริย์เองก็ล้วนถูกขุดขึ้นมาอย่างรวดเร็วภายในวันนั้น

และต่อมามันก็ได้ทำให้เกิดตำนานใหม่ ความเชื่อเกี่ยวกับคำสาปฟาโรห์นั้นเกิดขึ้นมาจากการเปิดประเด็นของผู้คนมากมาย ที่เริ่มสังเกตพบว่ามีสมาชิกในคณะทำงานของฮาเวิร์ด คาร์เตอร์ ประมาณสองสามคน รวมถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ได้เข้าไปเยี่ยมชมในสุสานของฟาโรห์ตุตันคามุน เสียชีวิตไปอย่างปริศนาหลังจากที่กลับมาจากการเดินทางภายในเวลาไล่เลี่ยกัน

ฮาเวิร์ด คาร์เตอร์ กับพระศพตุตันคามุน

โดยนักอียิปต์วิทยาชื่อดังเจมส์ เฮนรี่ บรีสท์ ที่ได้ร่วมงานกับคาร์เตอร์ภายหลังจากการเปิดสุสานครั้งแรก เจมส์ เฮนรี่ ได้พูดถึงพนักงานส่งเอกสารที่คาร์เตอร์ได้ส่งมาทำธุรกรรมที่บ้านของเขา โดยพนักงานคนดังกล่าวบอกว่า ตอนอยู่ที่บ้านของคาร์เตอร์เขาได้ยินเสียงใครสักคนกำลังร้องไห้อยู่เบา ๆ พอมองไปที่ประตูหน้าบ้าน เขาก็เห็นงูเห่าตัวหนึ่งกำลังขดตัวอยู่ในกรงนกซึ่งมันเป็นสัญลักษณ์ของราชวงศ์อียิปต์ ในปากของมันก็กำลังคาบศพนกคานารี่หรือนกขมิ้นของคาร์เตอร์อยู่ และสิ่งนี้ก็คือจุดเริ่มต้นของข่าวลือทั้งหมด

อาเธอร์ เวย์กัล ผู้ตรวจราชการกองงานโบราณวัตถุของประเทศอียิปต์ ได้ออกมาตีความเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า งูเห่าของราชวงศ์กำลังจะทำลายบ้านของคาร์เตอร์นั่นเอง เพราะลักษณะที่เห็นมันดูเหมือนกับสิ่งที่กษัตริย์ใช้สวมใส่ที่พระเศียร และนับตั้งแต่นั้นมาสุสานของกษัตริย์ก็เริ่มจะถล่มลง โดยเหตุการณ์นี้ถูกหนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทม์นำเสนอไว้เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม ค.ศ. 1922

"อาเธอร์ เวกัล"

และการเสียชีวิตอย่างลึกลับก็ได้เริ่มต้นขึ้นเป็นรายแรก นั่นก็คือการเสียชีวิตของลอร์ดคาร์นาร์วอน เขาถูกยุงยักษ์ตัวหนึ่งกัดโดยบังเอิญในช่วงขณะที่กำลังโกนหนวด ซึ่งผลที่ตามมานั้นก็คือเขาติดเชื้อในกระแสเลือดและเสียชีวิตในสองสัปดาห์ต่อมา

โดยเหตุการนี้แมรี่ คอเรลลี่ ได้เขียนเรื่องราวผสมกับจินตนาการลงในจดหมาย ส่งให้ทางนิตยสารนิวยอร์คเวิร์ลแม็กกาซีนออกพิมพ์เผยแพร่ด้วยการเน้นไปที่เรื่องของ การลงโทษอย่างสาหัส !!! จะตามไปชำระความผิดกับทุกคนที่เข้าไปรบกวนสุสาน

"แมรี่ คอเรลลี่"

และเรื่องนี้ก็ได้กลายเป็นประเด็นขึ้นมา สื่อต่าง ๆ เริ่มตื่นตัวกับรายงานเรื่องคำสาปชิ้นนี้ โดยตอนแรกต่างก็มองว่าคำสาปมันไม่น่าจะเป็นเรื่องจริง แต่ไป ๆ มา ๆ เรื่องนี้กลับทำให้เบนิโต มุสโสลินี ผู้นำของอิตาลีในยุคนั้นเชื่อเป็นอย่างมาก เพราะเขาเคยมองว่ามัมมี่ของอียิปต์นั้นเป็นเพียงของขวัญ แต่กลับรีบออกคำสั่งให้นำร่างทั้งหมดออกไปจากทำเนียบประธานาธิบดีทันที

ต่อมาเซอร์อาเธอร์ โคนัน ดอยล์ ผู้เขียนหนังสือเรื่องเชอร์ล็อกโฮล์ม ได้ชี้ประเด็นเกี่ยวกับการเสียชีวิตของลอร์ดคาร์นาร์วอนว่า เจ้ายุงตัวนั้นมันน่าจะเกิดจากสสารของนักบวชผู้คุ้มกันสุสานฟาโรห์ตุตันคามุนนั่นเอง และสำหรับสื่อประเด็นนี้มันก็ได้กลายเรื่องใหญ่ให้ขึ้นพาดหัวกันอีกครั้ง

"เซอร์อาเธอร์ โคนัน ดอยล์"

หกสัปดาห์ต่อมาอาร์เธอร์ เวย์กัลก็ได้มาออกสื่อเล่าว่า เขาเคยเห็นลอร์ดคาร์นาร์วอนหัวเราะทำท่าตลกใส่ตอนที่เขาเข้ามายังสุสาน แล้วพูดเล่นไม่รู้เวล่ำเวลาชี้มาที่เขาแล้วบอกกับนักข่าวว่า

“ฉันจะให้หมอนี่มีชีวิตไปอีกหกสัปดาห์ก็พอ”

ซึ่งต่อมาหลังจากการชันสูตรศพของฟาโรห์โดยดร. เดอรี่นั้น ได้รายงานว่าพบรอยแผลที่แก้มซ้ายของพระองค์ ซึ่งเรื่องนี้เขาไม่อยากจะฟันธงว่าลอร์ดคาร์นาร์วอนอาจจะถูกยุงกัดตอนที่อยู่ในสุสานหรือเปล่า เพราะถ้าใช่จุดที่เขาโดนยุงกัดนั้นมันก็ตรงกันกับรอยแผลที่แก้มซ้ายของพระองค์

ต่อมาในปี ค.ศ. 1925 เฮนรี่ ฟิลด์ นักมนุษย์วิทยาที่เคยทำงานร่วมกับเจมส์ เฮนรี่ บรีสท์ ก็ได้เดินทางมาที่สุสานตุตันคามุนเพื่อระลึกถึงมิตรภาพเก่า ๆ กับคาร์เตอร์ เขาพูดถึงสร้อยข้อมือของฟาโรห์ที่นำมันไปมอบให้กับบรูซ อินแกรม ซึ่งเป็นเพื่อนอีกคนของคาร์เตอร์ โดยเขาบอกว่าคำสาปมันอาจจะครอบงำอินแกรมอยู่ก็เป็นได้ เพราะหลังจากนั้นมาบ้านของอินแกรมก็ถูกไฟไหม้และตัวของเขาก็เสียชีวิตไปท่ามกลางกองไฟนั้น

จากนั้นไม่นานสมาชิกในคณะทำงานของฮาวเวิร์ด คาร์เตอร์ ก็เริ่มเสียชีวิตไปทีละคนอย่างปริศนา เสียงเล่าลือเริ่มพูดถึงกันหนาหู มันใจว่าพวกเขาต้องคำสาปแน่ ๆ โดยตัวของคาร์เตอร์เองก็ต้องทนทุกข์ทรมานกับการนั่งมองดูเพื่อน ๆ ของเขาค่อย ๆ ล้มตายจากไปเหมือนใบไม้ร่วง และเขาก็ต้องจมอยู่ในความทุกข์จนกระทั่งถึงวันสุดท้ายของชีวิต หลังจากที่ได้ปลดปล่อยคำสาปนี้ออกมา 16 ปี

และทั้งหมดนี้ก็คือเรื่องราวของตำนานคำสาปฟาโรห์ที่ถูกเล่าขานกันมาจนถึงปัจจุบัน เพียงแต่ว่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้น มันจะเกิดขึ้นจากคำสาปจริงหรือไม่ ?

ตามประวัติที่ถูกบันทึกเอาไว้นั้น ฟาโรห์ตุตันคามุนถือเป็นกษัตริย์พระองค์หนึ่งที่ได้ขึ้นครองราชย์ในช่วงที่มีพระชันษาเยาว์วัย และมีบันทึกพูดถึงนโยบายภายในประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงลัทธิบูชา ที่พระบิดาของพระองค์เคยสร้างเอาไว้หลายอย่าง จนส่งผลทำให้การค้าระหว่างประเทศต้องตกอยู่ในภาวะวิกฤติ ที่ดูแล้วน่าจะเกิดจากความคิดอ่านที่ยังไม่เป็นผู้ใหญ่ของยุวกษัตริย์วัยเพียง 10 ปี

หรือแม้แต่ในวันสุดท้ายที่พระองค์ยังมีชีวิตอยู่นั้น ฟาโรห์ตุตันคามุนก็มีอายุเพียง 19 ปี ที่เรียกได้ว่ายังมีช่วงชีวิตอยู่ในวัยรุ่น โดยตลอดมามีบันทึกบางฉบับที่ถูกแปลออกมาระบุว่าพระองค์ทรงมีสุขภาพอนามัยไม่ค่อยแข็งแรง

เปรียบเทียบหุ่นขี้ผึ้งที่จำลองมาจากพระศพ

และจากการสำรวจมัมมี่พระศพในช่วงแรกนั้นยังพบว่า มีร่องรอยการถูกของแข็งบางอย่าง ทุบทำลายที่บริเวณศีรษะ ซึ่งถ้าทุกอย่างไม่มีอะไรผิดพลาดนั่นก็สามารถอธิบายได้ว่าฟาโรห์ตุตันคามุนน่าจะเสียชีวิตโดยฉับพลันด้วยการถูกลอบสังหาร ไม่น่าจะได้สั่งเสียใด ๆ ก่อนสิ้นพระชนม์ ซึ่งนั่นก็อาจจะหมายถึงคำสาปด้วยหรือเปล่า ?

แต่เรื่องนี้ก็กลับไม่ได้รับการยืนยันว่าเป็นสาเหตุของการสวรรคตที่แท้จริงอยู่ดี เพราะในบางบันทึกก็ได้เล่ารายละเอียดไว้ต่างกัน โดยเขียนอธิบายพระอาการประชวรของพระองค์ว่า ตุตันคามุนนั้นป่วยด้วยโรคมะเร็งในเม็ดเลือดแดง บางตำราก็ถูกตีความว่าพระองค์ทรงมีปัญหาด้านพัฒนาการทางสมองร่วมด้วย บางแห่งก็บอกว่าพระองค์เคยมีอาการของโรคลมชักอย่างรุนแรงจนส่งผลทำให้ต้นขาหักและติดเชื้อจนสวรรคตไป ซึ่งในปัจจุบันทางนิตยสารแนทชั่นแนลจีโอกราฟิกก็พบสมมติฐานใหม่ว่าพระองค์อาจเสียชีวิตด้วยโรคมาลาเรีย


ด้วยสมมุติฐานมากมายเหล่านี้ มันก็ทำให้เราสามารถคาดการณ์ได้อีกอย่างหนึ่งก็คือ ฟาโรห์ตุตันคามุนนั้นไม่ได้มีชีวิตอยู่ด้วยความปกติสุขสักเท่าไหร่ เพราะพระองค์ต้องทนทุกข์ทรมานด้วยอาการเจ็บป่วยบางอย่างหรืออาจจะหลายอย่าง ที่ในแต่ละอย่างนั้นก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ว่ามันมีอะไรบ้าง นอกจากข้อสรุปว่าพระองค์คือฟาโรห์ผู้มีสุขภาพอ่อนแอเต็มไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บ และเสียชีวิตไปด้วยสาเหตุบางอย่างที่ไม่สามารถสรุปได้ ด้วยพระชนมายุเพียง 19 ชันษาเท่านั้น ซึ่งพอเราทราบข้อมูลสุขภาพของพระองค์กันแบบนี้ เราก็ต้องกลับมาดูเรื่องของคำสาปกันต่อ

ข้อแรก พิจารณาจากจุดเริ่มต้นของการเสนอข่าวเกี่ยวกับคำสาปตุตันคามุนนี้ว่ามันมาจากสื่อหนังสือพิมพ์ในยุคปี ค.ศ. 1920 ซึ่งในยุคนั้นเป็นยุคของการพาดหัวข่าวที่มักจะเน้นจิตวิทยาทำให้ผู้อ่านรู้สึกตื่นเต้นกันจนเกินความเป็นจริง โดยมีบันทึกที่น่าเชื่อถือได้พูดถึงเหตุการ์ณต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นที่สมาชิกคณะสำรวจโบราณคดีชุดนี้ต้องประสบหลังจากการขุดค้นครั้งสำคัญ ทั้งข้อมูลอ้างอิงเกี่ยวกับการตายของสุนัขและนกคานารี่ไปจนถึงไฟดับในกรุงไคโร ว่าทั้งหมดนั้นล้วนเป็นข่าวหลอกลวงจากหนังสือพิมพ์ที่ปั้นน้ำเป็นตัวขึ้นมาทั้งสิ้น

ตัวอย่างข่าวจากหนังสือพิมพ์

ข้อที่สอง 
ก็คือลอร์ดคาร์นาร์วอนที่เคยมีชีวิตอยู่ในช่วงนั้น เขามีสุขภาพค่อนข้างจะอ่อนแออยู่แล้ว ดังนั้นการติดเชื้อโรคปกติอย่างเช่น การถูกยุงตัวใหญ่กัดที่แก้มตอนช่วงที่เขากำลังโกนหนวดอยู่หน้ากระจก ซึ่งสถานที่ที่เขาโกนหนวดจะเป็นห้องน้ำหรือเต็นท์ของคณะทำงานก็ไม่อาจทราบได้ มันก็เลยสามารถส่งผลทำให้เขาติดเชื้อในกระแสเลือด ลามไปจนติดเชื้อในปอด เสียชีวิตไปได้ง่าย ๆ เช่นกัน และข้อมูลทางสุขภาพเหล่านี้ทำให้เราไม่ควรนำเรื่องของคำสาปมาใช้อธิบายในสาเหตุการตายของเขา

ข้อที่สาม ก็คือการบอกว่าคำสาปของฟาโรห์ทำให้ฮาวเวิร์ด คาร์เตอร์ ต้องทนมีชีวิตอยู่เพื่อมองดูเพื่อน ๆ ตายไปทีละคนนั้น มันก็ดูจะแปลกประหลาดอยู่มาก เพราะถ้าพิจารณากันให้ดีแล้วมันก็น่าจะอธิบายได้ว่า การที่คาร์เตอร์มีชีวิตต่อไปอย่างยาวนานจนเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในต่อมน้ำเหลืองเมื่อตอนอายุ 64 ปีนั้น มันคือคำสาปจริงหรือไม่ ? ซึ่งเรื่องนี้ก็คงต้องรอให้มีผู้เชี่ยวชาญด้านคำสาปวิทยามาอธิบายให้เราเข้าใจ ว่าการมีชีวิตอยู่ไปจนถึงวันสุดท้ายแบบนั้นมันคือคำสาปประเภทใด

ข้อที่สี่ ก็ต้องมองย้อนกลับไปดูวิธีการนำเสนอเรื่องราวข่าวสารของหนังสือพิมพ์ในยุคนั้น ที่เรียกได้ว่าแต่ละแห่งมีการนำเสนอข่าวไม่ค่อยจะสอดคล้องตรงกันสักเท่าไหร่ ยิ่งในประเด็นของแผ่นหินจารึกคำสาปนั้น ในปัจจุบันกลับไม่มีการพบบันทึกว่ามันเคยมีอยู่จริง ไม่ว่าจะเป็นเอกสารบันทึกของคาร์เตอร์เอง หรือแม้แต่ในเอกสารบันทึกของคณะสำรวจยุคหลัง ๆ ก็ไม่มีรายงานใดระบุว่าในสุสานของฟาโรห์ตุตันคามุนมีคำสาปจากรึกไว้ที่ใดเลยแม้แต่จุดเดียว



ห้องเก็บทองคำและของมีค่ามากมาย

แต่พอเรื่องนี้ถูกเปิดเผยขึ้นมาก็กลับมีกลุ่มคนบางกลุ่ม หาเหตุผลที่ไม่มีหลักฐานสนับสนุนบอกว่า บางทีมันอาจจะถูกลบออกเพื่อไม่ให้ชาวบ้านต้องหวาดกลัว ซึ่งเหตุผลนี้ก็น่าจะเป็นคำตอบในตัวเองได้ว่า การเขียนจารึกคำสาปนั้นมันไม่เคยเกิดขึ้นจริงมาก่อนแน่ๆ เพราะกษัตริย์ที่ดีย่อมไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่จะต้องสร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชนของตัวเองด้วยคำสาปอย่างแน่นอน

ซึ่งจริง ๆ แล้วก็เคยมีผู้เสนอคำอธิบายในเรื่องของคำสาปไว้ด้วยหลักการและเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มาก่อนเช่นกัน โดยคนแรกที่ออกมาอธิบายนั้นก็คือ ดร. แคโรไลน์ สเต็นเจอร์ ฟิลลิพ ซึ่งได้พูดถึงเรื่องนี้ไว้ในปี ค.ศ. 1986 ว่า บางทีเชื้อราที่เกาะอยู่ตามพระศพของฟาโรห์ตุตันคามุนน่าจะเป็นสาเหตุของการตายที่แท้จริง เนื่องจากมีพืชผักผลไม้มากมายถูกฝังอยู่ในสุสานร่วมกับพระศพก่อนที่ทั้งหมดจะถูกผนึกไว้ในห้องปิดตาย มันก็น่าจะเป็นสาเหตุทำให้เกิดเชื้อราอันตราย บ่มเพาะอยู่ภายในห้องมาอย่างยาวนานนับพันปีก็เป็นได้


โดยต่อมาข้อเสนอเรื่องนี้ก็เป็นที่รู้จักกันในนาม สารพิษภายในสุสาน และเรื่องนี้ก็ได้ถูกเผยแพร่ออกไปพร้อมกับรายงานอย่างเช่น มีการพบเชื้อรา 2 ชนิดอยู่บนผิวและผ้าของมัมมี่ ได้แก่ แอสเพอร์กิลลุส ไนเจอร์ และแอสเพอกิลุสแฟลวุส ที่สามารถส่งผลร้ายต่อภูมิต้านทานภายในร่างกายของมนุษย์ ทำให้มีสุขภาพร่างกายอ่อนแอลง

และก็มีการพบเชื้อแบคทีเรียอยู่ภายในสุสานอย่างเช่น เชื้อซูโดโมนาส และสเตฟีโลค็อกคัส ซึ่งเราก็ไม่ควรจะลืมสารเคมีที่ถูกใช้ในการดองมัมมี่อย่างพวกสารแอมโมเนียฟอร์มาดีฮายด์ และไฮโดรเจนซัลไฟด์ด้วย

ซึ่งวลีคำว่า สารพิษภายในสุสาน ก็ได้กลายมาเป็นคำอธิบายเกี่ยวกับคำสาปมัมมี่ที่น่าเชื่อถือที่สุดในยุคนั้นเช่นกัน เพราะพอเราได้ยินสิ่งนี้ในครั้งแรก ก็แทบจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า มันช่างเป็นคำอธิบายที่ใช่เลยจริง ๆ

แต่ก็คงต้องขอบอกว่าเรื่องของสารพิษภายในสุสานนี้ มันไม่สามารถนำมาใช้อธิบายถึงสาเหตุการเสียชีวิตไปของกลุ่มคณะทำงานคาร์เตอร์ได้เลย เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเขานั้นมันไม่ได้มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับสารพิษที่กล่าวมาทั้งหมดเลยแม้แต่น้อย ซึ่งในรายที่เสียชีวิตเหมือนกับโดนคำสาปจริง ๆ นั้น มีเพียงคนเดียวที่เสียชีวิตหลังจากเข้าไปในสุสานถึง 6 เดือน แต่ด้วยเวลายาวนานขนาดนั้นมันก็ไม่น่าจะมีสารพิษชนิดไหนออกฤทธิ์รุนแรงผกผันกับเวลาที่ผ่านไปได้แน่ ๆ

พระศพตุตันคามุน (Tutankhamun)

อีกปัญหาหนึ่งที่เกี่ยวกับทฤษฎีสารพิษในสุสานนั้นก็คือ มันฟังดูมีเหตุมีผลมากก็จริงแต่กลับไม่เคยเกิดขึ้นในโลกความจริงมาก่อน โดยทางเนชั่นแนลจีโอกราฟิคผู้ผลิตนิตยสารและรายการสารคดีชั้นนำของโลกก็ได้เคยเจาะลึกในรายละเอียดของเรื่องนี้เช่นกัน

ซึ่งสิ่งที่พวกเขาพบก็คือเหล่าผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับอียิปต์วิทยาทุกคนไม่เคยได้รับผลกระทบจากสารพิษภายในสุสานมาก่อน พวกเขาไม่เคยเจ็บป่วย และเหล่านักท่องเที่ยวนับพันนับหมื่นคนที่ได้เดินเข้าออกภายในสุสานต่าง ๆ ก็ไม่เคยเจ็บป่วยเพราะสารพิษเหล่านี้เลย

ส่วนที่คณะทำงานในยุคปัจจุบันต้องสวมใส่หน้ากากระหว่างทำงานกันก็เพราะต้องป้องกันฝุ่น ไม่ใช่เพราะสารพิษ โดยเรื่องนี้เอฟเดอโวล์ฟ มิลเลอร์ ศาสตราจารย์ด้านการระบาดวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยฮาวายได้เคยกล่าวเอาไว้ว่า

“ตามปกติแล้วการทำงานในที่แบบนั้นจะต้องคำนึงถึงสุขอนามัยเป็นอันดับแรก ซึ่งคนที่ทำงานในอียิปต์อย่างลอร์ดคาร์นาร์วอน น่าจะมีความปลอดภัยอยู่ภายในสุสาน มากกว่าการมีชีวิตอยู่บนโลกภายนอกเสียอีก”

ปัจจุบันก็ไม่มีใครสวมหน้ากากป้องกัน

ในปี ค.ศ. 2002 นิตยสารบริติชเมดิคัลได้เผยแพร่ผลการศึกษาของดร. มาร์ค เนลสัน จากมหาวิทยาลัยโมนาชของประเทศออสเตรเลีย ที่ได้ศึกษาข้อมูลสถิติของกลุ่มคณะทำงานที่ทำงานอยู่ที่นั่น ซึ่งเขามองว่าถ้าช่วงเวลาการตายที่แท้จริงของแต่ละคนมันดูต่อเนื่องอย่างรวดเร็ว ก็น่าจะยืนยันได้ว่าเขาตายเพราะคำสาปแน่ ๆ เพราะหลังจากที่ได้ศึกษาย้อนหลังกลับไป ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับการรักษา ไปจนถึงยาที่ใช้ดูแลอาการของผู้คนในกลุ่มของคาร์เตอร์ ซึ่งเน้นไปเฉพาะคนตะวันตกเมื่อเทียบกับคนพื้นเมืองแล้ว แต่ละเชื้อชาติจะมีอายุขัยไม่เท่ากัน

โดยชาวตะวันตกจำนวน 44 คน มี 25 คน ที่ถูกมองว่าเสียชีวิตเพราะคำสาป ซึ่งทั้ง 25 คนนั้นเสียชีวิตไปในช่วงอายุประมาณ 70 ปี แต่ละคนมีชีวิตรอดต่อมาหลังจากเข้าไปในสุสานเฉลี่ยประมาณ 20.8 ปี ส่วนคนที่ไม่ได้ถูกคำสาปก็มีชีวิตอยู่ต่อไปได้เฉลี่ยประมาณ 28.9 ปี

ซึ่งเมื่อนำตัวเลขเหล่านี้มาคำนวนเทียบกับค่าเฉลี่ยอายุขัยของมนุษย์ชาวตะวันตกแล้ว สมาชิกส่วนใหญ่ในกลุ่มของคาร์เตอร์จะมีอายุขัยใกล้เคียงกับชาวตะวันตกทั่วไปถึง 95% นั่นก็หมายความว่าพวกเขาเสียชีวิตกันไปตามปกติ ไม่ได้มีอะไรที่จะดูเหมือนกับว่าพวกเขาถูกคำสาปฟาโร์ตุตันคามุนครอบงำเลยแม้แต่คนเดียว

แต่ถ้าสถิติตัวเลขมันดูน่าปวดหัวยากเกินกว่าจะทำความเข้าใจ ก็ได้มีกลุ่มผู้คนที่สงสัยในเรื่องนี้จับประเด็นไปที่ผู้เสียชีวิตบางคน ที่เคยเดินทางมายังสุสานหรือเคยเข้ามาช่วยเหลือในการทำงาน มีชีวิตยาวนานด้วยสุขภาพที่แข็งแรงว่ามันก็มีจำนวนอยู่ไม่ใช่น้อย

โดยการศึกษาข้อมูลได้ชี้ให้เห็นว่า มี 58 คน ที่เคยเข้าไปในสุสาน โดยมีเพียง 8 คนที่เสียชีวิตภายในรอบ 12 ปี ส่วนที่เหลือกลับยังคงมีชีวิตอยู่ต่อไป รวมไปถึงฮาเวิร์ด คาร์เตอร์ที่เสียชีวิตไปด้วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ในปี ค.ศ. 1939 ตอนที่เขาอายุได้ 64 ปี และผู้รอดชีวิตคนสุดท้ายนั้นก็คือนักโบราณคดีชื่อเจ. โอ. คินนาแมน ที่เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1961 หลังจากการเปิดสุสานไปถึง 39 ปีเลยทีเดียว

ในแผนภาพก็ไม่มีการระบุว่ามีคำสาป

ไม่ว่าคำสาปฟาโรห์ตุตันคามุนนั้นจะมีจริงหรือไม่ มิติที่ 6 ก็อยากให้เรามองไปถึงความพยายามของทางเจ้าหน้าที่อียิปต์ในปัจจุบัน ที่กำลังทำทุกวิภีทางในการเดินเรื่องขอคืนสมบัติของประเทศเขา ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับที่ถูกขุดพบจากสุสานและปิรามิดต่าง ๆ รวมไปจนถึงซากมัมมี่จำนวนมากที่ถูกชาวตะวันตกลักลอบนำออกไป ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายในตลาดมืดไปจนถึงการขนออกไปแบบดื้อ ๆ คนที่ได้ไปก็นำไปวางประดับไว้ในที่ต่าง ๆ ทั้งเก็บไว้เป็นสมบัติส่วนตัวหรือนำไปตั้งแสดงไว้ในพิพิฑภัณฑ์ ว่าสิ่งเหล่านี้ก็คือสมบัติของชาวอียิปต์ที่ควรจะกลับมายังบ้านเกิดกันได้แล้ว

ดังนั้นการที่พวกเขาสร้างกระแสคำสาปฟาโรห์ขึ้นมา มันก็อาจจะเป็นหนึ่งในความพยายามของเขา ซึ่งพวกเราที่อยู่ในฐานะของผู้รับทราบก็ควรจะเข้าใจในหัวอกของชาวอียิปต์กันด้วย เพราะของ ๆ ใคร ใครก็ต้องหวง คนอื่นจงอย่าได้คิดล่วงเกินหรือเก็บเอาไปเป็นของ ๆ ตัวเองเลยจะดีเป็นที่สุด


แล้วอย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้... สวัสดี

เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอขอบคุณที่มา
Skeptoid - King Tut's Curse!
HistoryToday - Tutankhamun's Curse?

------------------------------------------

ภาคผนวก

รายชื่อของผู้เสียชีวิตบางราย ที่ถูกสงสัยว่าพวกเขาถูกคำสาปของฟาโรห์
  • ลอร์ดคาร์นาร์วอน ผู้สนับสนุนด้านการเงิน เสียชีวิตในวันที่ 5 เมษายน ค.ศ. 1923 เนื่องจากถูกยุงกัดจนติดเชื้อในกระแสเลือด โดยเสียชีวิตไปหลังจากเข้าไปในสุสาน 4 เดือน 7 วัน ตอนอายุ 56 ปี
  • จอร์จ เจย์ กูลด์ ที่ 1 เป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังสุสาน เสียชีวิตที่เฟรนช์ริเวียร่า ซึ่งอยู่ในแถบตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศฝรั่งเศษ ด้วยพิษไข้หลังจากกลับมาจากการท่องเที่ยวครั้งนั้น ในวันที่ 16 พฤษภาคม ค.ศ. 1923 เสียชีวิตตอนอายุ 59 ปี 
  • เจ้าชายอาลี คาเมล ฟาห์มี เบย์ แห่งอียิปต์ เสียชีวิตวันที่ 10 กรกฎาคม ค.ศ. 1923 จากกระสุนปืนที่พระชายาเป็นผู้ลั่นไกใส่พระองค์
  • ออเบรย์ เฮอร์เบิร์ท ลูกพี่ลูกน้องของลอร์ดคาร์นาร์วอน ตาบอดก่อนเสียชีวิตไปในวันที่ 26 กันยายน ค.ศ. 1923 ตอนอายุ 43 ปี ด้วยโรคเลือดเป็นพิษจากการทำฟัน ซึ่งสิ่งนี้ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เขาตาบอดเช่นกัน 
  • เซอร์ อาร์คิบอลด์ ดักกลาส เรย์ เป็นนักคลื่นวิทยุวิทยาผู้ทำการเอ็กซเรย์พระศพของฟาโรห์ตุตันคามุน เสียชีวิตไปในวันที่ 15 มกราคม ค.ศ. 1924 จากไข้ปริศนา
  • เซอร์ ลี สแต็ค ข้าหลวงใหญ่แห่งประเทศซูดาน เสียชีวิตเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน ค.ศ. 1924 ตอนอายุ 44 ปี
  • เอ. ซี. แมส หนึ่งในทีมขุดเจาะของคาร์เตอร์ เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1928 จากพิษของสารปรอท ตอนอายุ 54 ปี
  • เมอร์วิน เฮอร์เบิร์ท ลูกพี่ลูกน้องอีกคนหนึ่งของลอร์ดคาร์นาร์วอน เป็นพี่ชายแท้ ๆ ของออเบรย์ เฮอร์เบิร์ท เสียชีวิตในวันที่ 26 พฤษภาคม ค.ศ. 1929 ด้วยโรคไข้เหลือง หรือมาลาเรีย ตอนอายุ 46 ปี
  • ริชาร์ด  บีเธลล์ เลขาส่วนตัวของคาร์เตอร์ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน ค.ศ. 1929 บนเตียงของคลับเมย์แฟร์ เนื่องจากถูกฆาตกรรม
  • ริชาร์ด ลูทเทรลล์ พิลคิงตัน บีเธลล์ เป็นพ่อของริชาร์ด บีเธลล์ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1930 ด้วยการกระโดดลงมาจากอพาร์ทเมนท์ของตัวเอง
  • ฮาเวิร์ด คาร์เตอร์ ผู้เดินทางมาเปิดสุสานอย่างเป็นทางการในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1923 เสียชีวิตคนสุดท้ายในวันที่ 2 มีนาคม ค.ศ. 1939 ตอนอายุ 64 ปี
แท็ก: มิติที่ 6, รายการมิติที่ 6, สยองขวัญ, เรื่องเล่า, เรื่องจริง, ความรู้, เรื่องน่ากลัว,  เรื่องลึกลับ,  ลี้ลับ, เหลือเชื่อ, ไขปริศนา, ครีบปี้พาสต้า, ฟังก่อนนอน, ทุตอังค์อามุน, คำสาป, ฟาโรห์, ตุตันคาเมน, ตุตันคามุน