ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 | เปิดปมชีวิต 5 ฆาตกร ที่แปลกจนไม่มีใครกล้าเอาไปสร้างเป็นภาพยนตร์ !!!




"ละครคือชีวิต ชีวิตคือละคร" วลีติดหูที่เรามักจะใช้มันเพื่อปลงกับเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาในชีวิต แต่จะมีสักกี่คนที่จะมีชีวิตโลดแล่นอยู่บนเคราะห์กรรมและความตายตลอดเวลา !?

กดเพื่อดูคลิปที่นี่

มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาคุณไปรู้จักกับ 5 ชีวิตฆาตกรที่ล้วนเรียกได้ว่าถ้าจะมีใครนำเรื่องราวของพวกเขาไปสร้างเป็นภาพยนตร์แล้วล่ะก็ คนดูจะต้องไม่เชื่อและหาว่าโกหก ทั้งฆาตกรผู้มากเสน่ห์ ฆาตกรนักวรรณกรรม ฆาตกรก้ามกุ้ง ฆาตกรโรคระบาด และฆาตกรผู้มีน้ำใจนักกีฬา ว่าพวกเขาเป็นใคร ? ไปทำอะไรกันไว้ ? ชีวิตของพวกเขาถึงได้เป็นยิ่งกว่าละครน้ำเน่าที่เราเคยดูจากโทรทัศน์ !!!


ร็อดนีย์ อัลคาลา - ฆาตกรเจ้าเสน่ห์

เรามาเปิดตัวกันด้วยชีวิตของฆาตกรคนหนึ่งที่ได้รับโทษประหารชีวิต ในคดีฆาตกรรมหญิงสาว 5 ราย ในช่วงปี ค.ศ. 1970 ที่จริง ๆ แล้ว 5 รายที่ว่านั้น เป็นเพียงเหยื่อที่ทางการสามารถหาหลักฐานเอาผิดกับเขาได้ เนื่องจากจริง ๆ แล้วเขายอมรับว่าตัวเองได้สังหารเหยื่อไปถึง 30 ราย เพียงแต่ศาลนิวยอร์คพิจารณาคดีให้ไม่ทัน จนทุกวันนี้ก็ยังปิดคดีกันไม่หมด ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่าจริง ๆ แล้ว เขาน่าจะฆ่าหญิงสาวไปมากกว่า 130 รายทั่วประเทศ บรรยายมาขนาดนี้ก็ต้องบอกชื่อให้ทราบกันก่อนว่าเขาคือ "ร็อดนีย์ อัลคาล่า" และหน้าตาของเขาก็เป็นเช่นนี้

 "ร็อดนีย์ อัลคาล่า"

แต่ถ้าจะให้เล่าถึงรูปคดีว่าเขาไปสังหารใคร ? ที่ไหน ? อย่างไร ? มันก็คงจะไม่ได้ทำให้เขาต้องถูกยกมาเล่าในครั้งนี้แน่ ๆ เพราะสิ่งที่เราจะนำเสนอให้ท่านผู้ชมทราบก็คือ ในช่วงที่เขาเที่ยวก่อคดีในแคลิฟอร์เนียนั้น อัลคาลากลับเคยได้ไปออกรายการเกมโชว์ในสถานีโทรทัศน์ ABC ชื่อรายการ The Dating Game ที่เคยออกอากาศในช่วงปี ค.ศ. 1978 ดำเนินรายการโดยจิม แลงก์ พิธีกรชื่อดังของสหรัฐอเมริกาเลยทีเดียว

รูปแบบรายการจะคล้าย ๆ กับรายการเทคมีเอาท์ที่จะมีคนหาคู่มาออกรายการเพื่อเลือกคนที่ตัวเองคิดว่าน่าจะไปเดทด้วยกัน จะต่างกันก็ตรงที่รายการนี้จะเชิญผู้ถูกเลือกมาให้ 3 คน และผู้เลือกจะต้องตั้งคำถามถามทุกคน จากนั้นก็ต้องตัดสินใจว่าจะเลือกใครไปเดทดี

โดยรายการในวันนั้นทางฝ่ายเลือกเป็นหญิงสาวอาชีพครูสอนการแสดงชื่อเชอรีล แบรดชอว์ โดยทางรายการได้แนะนำชายหนุ่ม 3 คนให้เธอรู้จัก แต่ให้พวกเขานั่งหลบอยู่ในเงามืด จากนั้นก็จะเรียกแต่ละคนออกมาตอบคำถามของเชอรีลทีละคำถาม

ใครจะไปคิดว่าในบรรดาชายหนุ่มทั้ง 3 คน ที่มานั่งตอบคำถามสาวสวยคนนี้ก็คือร็อดนีย์ อัลคาลา ที่ตอนนั้นเพิ่งจะได้รับโทษจนมีประวัติอาชญากรในคดีข่มขืนมาหมาด ๆ ดันมาปรากฏตัวเป็นชายหนุ่มให้หญิงสาวเลือก แต่งตัวภูมิฐานในเสื้อสูทสีน้ำตาลเข้ม ทับเสื้อเชิ้ตสีขาวปกกว้างถึง 3 ฟุต

โดยพิธีกรรายการได้แนะนำตัวร็อดนีย์ว่าทำงานเป็นช่างภาพมืออาชีพ ซึ่งในภายหลังที่เขาถูกจับนั้น ร็อดนีย์สารภาพว่าทุกครั้งที่เขาหลอกล่อเหยื่อไปฆ่า เขาจะบอกว่าตัวเองเป็นช่างภาพมืออาชีพ โดยพบภาพถ่ายของเหยื่อจำนวนหลายพันใบในที่เกิดเหตุบ้านของเขา แถมมีรูปถ่ายหญิงสาวอีกนับร้อยที่ทางการยังระบุตัวตนคนในรูปไม่ได้ ซึ่งก็แน่นอนว่าเชอรีลครูสอนการแสดงจากเมืองฟีนิกซ์คนนี้ เธอยังไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วนายอัลคาลาเป็นใคร เพราะในรายการก็ยังไม่ได้เปิดไฟให้เธอเห็นหน้าเลยด้วยซ้ำ

พอถึงเวลาที่เชอรีลตั้งคำถามให้ร็อดนีย์ตอบ เธอก็เลือกจะถามเกี่ยวกับเรื่องบนเตียง ร็อดนีย์ก็ตอบเธอด้วยกิริยาของพวกหื่นกามอย่างเปิดเผยราวกับว่าเป็นคนตลก พอเธอถามคำถามทุกอย่างจบ พิธีกรก็ขอให้เธอต้องเลือกชายหนุ่มมาเดท 1 คน โดยเธอจะต้องใช้เพียงความรู้สึกว่า ใครกันแน่ที่เหมาะจะไปเดทกับเธอ

แล้วเธอก็ตัดสินใจเลือกคนที่ตลกที่สุดนั่นก็คือร็อดนีย์ให้มาเป็นคู่เดทของเธอ ที่ทางรายการได้จัดไว้ให้แล้วว่าทั้งสองจะได้ไปเดทกันในโรงเรียนสอนเทนนิส และได้ไปขึ้นรถไฟเหาะที่สวนสนุก

เรียกได้ว่าอีกนิดเดียวเชอรีลก็จะได้ไปเดทกับฆาตกรฆ่าข่มขืน ที่ในช่วงเวลาที่เขาออกทีวีในรายการนี้ เขากำลังก่อเหตุสังหารหญิงสาวไปเรื่อย ๆ อยู่เลย ซึ่งก็นับว่าดวงของเชอรีลยังไม่ถึงฆาต เพราะหลังจากจบรายการเธอได้พบความจริงว่า คู่เดทของเธอนั้นน่ากลัวขนาดไหน และนั่นจึงทำให้เชอรีลขอปฏิเสธที่จะออกเดทตามที่รายการได้จัดเตรียมไว้ให้ ต่อมาอัลคาลาก็ถูกตำรวจจับตัวเข้าคุกไปในข้อหาเป็นฆาตกรฆ่าข่มขืน

เรียกได้ว่าเธอรอดไปได้อย่างปาฏิหารย์ ในขณะที่โปรดิวเซอร์ก็น่าจะโดนเรียกไปอบรมการคัดคนมาร่วมรายการ


คลิป "เชอรีล แบรดชอว์" ตอนออกรายการหาคู่เดท


-------------------

โยฮัน “แจ็ค” อันเทอร์เวเกอร์ - ฆาตกรนักวรรณกรรม


ชื่อของเขาก็คือโยฮันน์ หรือ “แจ็ค” อันเทอร์เวเกอร์ เขาเกิดในประเทศออสเตรียเมื่อปี ค.ศ. 1950 มีชีวิตในวัยเด็กที่ต้องเดินเข้าออกประตูเรือนจำด้วยคดีเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบไม่ต้องนับ จนถึงปี ค.ศ. 1974 แจ็คก็ได้พบกับความชอบที่แท้จริงของขีวิต นั่นก็คือการฆ่ารัดคอเหยื่อหญิงสาวที่เขาหมายตา โดยมีอุปกรณ์เป็นเสื้อชั้นในของพวกเธอนั่นเอง

ในที่สุดเขาก็ถูกจับได้ และต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตอยู่ในคุกของประเทศออสเตรีย โดยในช่วงเวลาการพักผ่อนอันยาวนานนี้ แจ็คก็ได้พบกับทักษะใหม่ของเขา ที่ดูแล้วมันน่าจะดีกว่าการสังหารหญิงสาวเป็นอย่างมาก นั่นก็คือความสามารถในการเขียน ไม่ว่าจะเป็นบันทึกความคิดอันยอดเยี่ยม ทั้งเรื่องราวชีวิตที่น่าสนใจ บทกวีอันแสนจะไพเราะ ไปจนถึงการเล่าเรื่องที่ถูกใจกลุ่มปัญญาชน ไม่เว้นแม้แต่จินตนาการเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตหลังความตายของตัวเอง

โดยผลงานเด่นของเขาก็คือ "หนทางสู่คุก" ได้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนต์ออกฉายในสถานีโทรทัศน์แห่งชาติออสเตรีย ซึ่งทุกผลงานก็ล้วนแล้วแต่เป็นที่ถูกอกถูกใจเหล่าวัยรุ่นนักศึกษา จนทำให้แฟน ๆ ผลงานของเขาสร้างกระแสจัดแคมเปญรวบรวมรายชื่อเรียกร้องขอให้ทางการปล่อยตัวเขาออกมา บางคนให้เหตุผลว่าคนที่มีทักษะการประพันธ์ยอดเยี่ยมขนาดนี้ไม่น่าจะเป็นฆาตกรฆ่าใครได้แน่ ๆ และลงความเห็นกันว่า แจ็คสมควรจะได้รับการบำบัดทางจิตให้หายขาด มากกว่าที่จะปล่อยให้ติดคุกตลอดชีวิตไปจนตาย

หนังสือ "หนทางสู่คุก"

แล้วกระแสการผลักดันดังกล่าวก็ส่งผลให้แจ็คได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระหลังจากถูกคุมขังอยู่ 15 ปี ทุกอย่างนี้แจ็คคงต้องขอบคุณเหล่าแฟน ๆ ของเขาที่ทำให้เกิดวาระอันมหัศจรรย์นี้ขึ้น ซึ่งหลังจากที่เขาออกจากคุก งานโชว์ตัวไปให้สัมภาษณ์ตามทีวีก็มีเข้ามาไม่ขาด แจ็คได้รับโอกาสให้ขึ้นเวทีสัมนาพูดถึงวิตในคุกของเขา ซึ่งเขาเองก็ได้ปรับบุคลิกเสื้อผ้าให้ดูเหมือนศิลปินใส่เสื้อผ้าในสไตล์แปลก ๆ ที่แฟน ๆ ตั้งให้ว่าเป็น “กากบาทระหว่างคนใช้กับบาทหลวงของมิสซิสซิปปี้” ดูเป็นคนเซอร์ ๆ มีเสน่ห์น่าหลงไหลกลายเป็นคนที่อยู่ถูกที่ถูกทาง สมกับมีมันสมองอันเป็นเลิศในด้านงานวรรณกรรม

ชีวิตของแจ็คตอนนี้ มันน่าจะเป็นอะไรที่ดูจะดีไปหมดเสียทุกอย่าง แต่แล้วอาการเสพติดการฆาตกรรมของเขาก็กลับมา เขายังคงหลงไหลในการหลอกหญิงบริการมาฆ่าทิ้ง ซึ่งหลังจากที่เขาออกมาจากคุกได้ 1 ปี แจ็คก็ได้สังหารเหยื่อด้วยวิธีการฆ่ารัดคอไปถึง 6 ราย ซึ่งอาวุธที่ใช้ก็ยังคงเหมือนเดิม นั่นก็คือเสื้อชั้นในของเหยื่อนั่นเอง

และก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะรู้ว่าใครเป็นคนร้าย แจ็คก็ฉวยจังหวะนี้หนีขึ้นเครื่องบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาอยู่ที่ลอสแองเจลิสประเทศสหรัฐอเมริกา พอมาอยู่ที่นี่เขาก็เขียนบทความเกี่ยวกับการค้าประเวณีส่งให้กับทางนิตยสารออสเตรียของที่นั่น แถมยังเคยถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจพาไปนั่งรถเล่น เพราะถูกต้องสงสัยว่าน่าจะก่อคดีฆ่ารัดคอเหยื่อในพื้นที่ 3 ราย ในช่วงที่เขายังอยู่ลอสแองเจลิส แต่สุดท้ายก็ถูกปล่อยตัวเพราะไม่พบหลักฐานอะไร

แต่อยู่ไปสักพักตำรวจแอลเอก็เริ่มจะสืบเข้ามาถึงตัวเขาเรื่อย ๆ แต่แจ็คก็รู้ตัวชิงหนีไปเรื่อย ๆ เช่นกัน โดยในช่วงที่เขากำลังหลบหนีไปทั่วประเทศอยู่นั้น เขาได้โทรศัพท์กลับไปหาเพื่อนที่เคยร่วมงานกันตอนออกรายการทีวี ที่เป็นแฟนผลงานตอนอยู่ในประเทศบ้านเกิด โดยบอกเพื่อน ๆ ว่าเขาบริสุทธิ์ ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับคดีที่เกิดขึ้นทั้งหมดเลย แต่ยังไม่ทันที่เพื่อน ๆ ของเขาจะเริ่มดำเนินการเรียกร้องกับทางการสหรัฐฯ ทางตำรวจออสเตรียก็ตอกย้ำความผิดของแจ็คด้วยการแจ้งข้อหาฆาตกรรม 6 ศพที่เขาหนีมา ให้ทางการของลอสแองเจลิสทราบ

นั่นจึงทำให้แจ็ค อันเทอร์เวเกอร์ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจไล่ล่าต่อไป และสุดท้ายก็ถูกจับตัวได้ที่ไมอามี่รัฐฟลอริด้า จากนั้นก็ถูกทางการส่งตัวกลับมาดำเนินคดีที่ประเทศออสเตรีย กลับเข้าไปอยู่ในคุกได้ไม่นานเขาก็ฆ่าตัวตายด้วยการแขวนคอในห้องขัง โดยใช้กางเกงลายทางผู้ต้องขังเป็นอุปกรณ์ในการฆ่าตัวคายครั้งนี้ โดยมีการคาดกันว่าเขาฆ่าตัวตายเพราะไม่ได้รับอนุญาตให้เขียนหนังสือแล้วนั่นเอง


อุตส่าห์ได้โอกาสดี ๆ แต่กลับไม่รักษาเอาไว้ ช่างน่าเสียดายจริง ๆ คราวนี้เรามาดูเรื่องราวของชีวิตฆาตกรที่มีอะไรมากกว่านั้นอีกคดี


-------------------


เกรดี้ แฟรงกิ้น สไตล์ จูเนียร์ - ฆาตกรก้ามกุ้ง



นั่นก็คือเรื่องราวของฆาตกรคนนี้ "เกรดี้แฟรงกิ้นสไตล์จูเนียร์" หรือชายผู้มีสมญานาม "เดอะล็อปสเตอร์บอย" เขาเกิดเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ค.ศ. 1937 ในเมืองพิทส์เบอร์ก รัฐเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เขาเกิดมามีอาการบกพร่องทางกายภาพที่เรียกว่าเอ็คโทรแดคทีลี มีมือและเท้าเหมือนกับก้ามกุ้ง ซึ่งเป็นกรรมพันธ์ุที่เขาได้รับมาจากบรรพบุรุษ

ถึงแม้เขาจะเป็นคนมีกรรมแต่เขาก็ไม่เคยทำให้คนในครอบครัวต้องเดือดร้อน เพราะทุกคนได้ร่วมกันก่อตั้งคณะฟรีกโชว์ หรือโชว์ของแปลกที่สมบูรณ์แบบที่สุดขึ้นมา และเกรดี้ผู้มีลักษณะบกพร่องที่สุด ก็กลายเป็นความงดงามในสายตาของคนในบ้าน

ซึ่งความพิการของเกรดี้นั้นไม่ใช่จะมีแค่มือที่กลายเป็นง่าม แต่เท้าของเขาก็มีปัญหาจนไม่มีรองเท้าจะใส่เช่นกัน เกรดี้เดินไม่ได้ก็จริงแต่แขนของเขายังพอใช้งานได้ ซึ่งมันก็ได้ทำให้เขาเสริมสร้างร่างกายส่วนบนจนแข็งแรงไร้เทียมทาน สามารถชกต่อยหรือเอาหัวโขกใส่คนที่มาดูถูกเขาจนสลบได้สบาย

พ่อของเขาได้พาทุกคนออกเดินทางเพื่อโชว์ลักษณะพิเศษนี้ไปทั่วตั้งแต่เกรดี้อายุเพียง 7 ปี โดยนำเสนอว่าเขาคือเด็กชายก้ามกุ้งมหัศจรรย์ ซึ่งมันได้กลายเป็นชื่อเล่นถาวรของเขาไปตลอดชีวิต

พอเขาโตขึ้น เกรดี้ก็ได้แต่งงานกับนักแสดงของคณะโชว์อีกคณะ เธอชื่อว่าแมรี่ เทเรซา เฮอร์ซอก แต่งไปได้ไม่นานเขาก็กลายมาเป็นขี้เมา ทำตัวน่ารังเกียจเพราะมัวแต่คิดวนเวียนว่าตัวเองนั้นไม่มีอะไรที่จะเหมาะสมกับภรรยาและลูกทั้งสี่ที่เกิดมาเลย ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วลูกสองคนสองคนของเขามีอาการบกพร่องที่มือและเท้าเป็นก้ามกุ้งเหมือนกันแท้ ๆ

จะว่าไปเกรดี้ภูมิใจในก้ามกุ้งของเขามาก โดยเขาเคยพูดอวดว่า “ทุกท่าน ผมเคยโป๊งชึ่งกับคนที่อยากโป๊งชึ่งกับมือผมด้วยล่ะ” ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเกรดี้นั้นไม่ได้เป็นคนแปลกประหลาดอย่างเพียงลำพัง แต่คนที่มีอะไรกับมือเขาเนี่ย น่าจะแปลกประหลาดกว่ากันเยอะ !

ต่อมาลูกสาวคนที่ร่างกายปกติของเกรดี้ก็ได้เข้าพิธีหมั้น แต่แทนที่เขาจะดีใจกลับกลายเป็นว่าเกรดี้เกิดอิจฉาพวกเขา ถึงขั้นพาลไปล้มงานแต่งงานด้วยการยิงคู่หมั้นของลูกสาวจนเสียชีวิตในคืนก่อนวันแต่ง เมื่อปี ค.ศ. 1978 ซึ่งเขาจะใช้เทคนิคไหนจับปืนมายิงมันก็ไม่ได้มีใครจดบันทึกเอาไว้ และแม้เกรดี้จะยืดอกรับผิดทุกอย่าง แต่เขาก็ไม่เคยแสดงอาการเสียใจออกมาเลย และเขาก็ได้รับอิสระออกมาหลังจากติดคุกอยู่ในนั้น 15 ปี

เกรดี้และครอบครัว

ออกมาจากคุกเขาก็เสียภรรยาไป เธอทิ้งเขาไปแต่งงานใหม่จนมีลูกกับชายคนนั้น แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างมันก็ได้ทำให้เธอต้องกลับมาหาเกรดี้เพื่อแต่งงานกันอีกรอบ แต่เกรดี้ก็ยังคงเหมือนเดิม เขายังคงดุร้ายถึงขั้นขู่ว่าจะฆ่าแมรี่และครอบครัวของเธอ ซึ่งความกดดันเหล่านี้มันก็ได้ทำให้เธอกับเกลนน์ที่เป็นลูกชายของเธอแท้ ๆ ติดต่อว่าจ้างคนงานของคณะโชว์อีกคณะเป็นเงิน 1,500 เหรียญ ให้มายิงสามีก้ามกุ้งจอมโหดเข้าที่ศีรษะไปถึง 4 นัด ในช่วงที่เกรดี้นั่งดื่มสุราและดูทีวีอยู่ในห้องนั่งเล่นนั่นเอง

ซึ่งในความเป็นจริงเกรดี้ แฟรงคลิน สไตล์ จูเนียร์ นั้นเป็นที่รังเกียจของคนในชุมชนอยู่แล้ว นั่นจึงทำให้ไม่มีใครอาสาจะทำพิธีศพให้เลย เขาถูกฝังไว้ในสุสานโดยมีเพียงป้ายหลุ่มที่ทำแบบเรียบ ๆ ไร้ซึ่งคำอาลัยใด ๆ จารึกไว้ แต่ก็ยังดีที่เหนือชื่อของเขายังมีการสลักรูปมือทำท่าสวดภาวนาอยู่

หลุมฝังศพของฆาตกรก้ามกุ้ง

เราก็คงต้องขอไว้อาลัยให้กับเกรดี้ แทนภรรยาและครอบครัวของเขามา ณ ที่นี้


-------------------

แมรี่ มอลลอน - ฆาตกรโรคระบาด



ฆาตกรอย่างเกรดี้ว่าแปลกแล้ว เรามาดูคดีที่ไม่น่าจะเรียกว่าคดีฆาตกรรม หรือจะเป็นคดีก็คงต้องให้ท่านผู้ชมตัดสินใจแทนสักนิด นั่นคือเรื่องของ "แมรี่ มอลอน" หรือ "ไทฟอยด์ แมรี่" จัดได้ว่าเป็นคดีฆาตกรรมโดยไม่ได้ตั้งใจที่โลกควรต้องจดจำไว้ตลอดกาล ถึงแม้ว่าจะมีบางคนเห็นต่างอยากให้เธอได้รับโทษสักนิดบ้างก็ยังดี

แมรี่ มอลอน เกิดเมื่อวันที่ 23 กันยายน ค.ศ. 1869 ที่ประเทศไอร์แลนด์ แล้วอพยพมาใช้ชีวิตอยู่ในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่อายุ 15 ปี ด้วยการเป็นคนรับใช้ตามบ้าน เธอมีทักษะในการทำอาหารค่อนข้างดี ซึ่งมันก็ดีพอจนทำให้ความสามารถนี้ดึงเธอขึ้นมาจนมีชีวิตที่ดีกว่าเดิมตอนอยู่ในนิวยอร์ค

ซึ่งเธอก็ได้ทำงานแม่ครัวของเธอเรื่อยมาจนถึงปี ค.ศ. 1900 เธอก็ย้ายที่ทำงานเข้ามาเป็นคนรับใช้อยู่ในบ้านตระกูลมามาโรเนค แต่สองสัปดาห์ต่อมาในชุมชนนั้นก็เกิดโรคระบาดร้ายแรงขึ้น แมรี่ก็เลยอพยพไปอยู่ที่แมนฮัทตั้นและได้งานทำอยู่ในครอบครัวเศรษฐีด้วยตำแหน่งแม่ครัวเช่นเดิม

แต่ทำงานอยู่ที่นี่ได้ไม่นานคนในครอบครัวของนายจ้างก็เริ่มจะล้มป่วยด้วยอาการเป็นไข้และท้องเสีย แถมคนใช้ในบ้านอีกคนก็มาตายไปอีก แมรี่จึงต้องเปลี่ยนที่ทำงานไปอยู่ในบ้านของนักกฏหมายผู้มีอันจะกินแทน แล้วเวลาก็ผ่านไปสมาชิกในบ้านนั้นทั้ง 8 คน ก็ต้องมีอันล้มป่วยด้วยโรคภัยเหมือนกับบ้านที่ผ่านมา

มาถึงตรงนี้ก็น่าจะเดาได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของเธอที่ดูเหมือนกับเป็นแพทเทิร์นตายตัวแปลก ๆ นี้ มันก็ได้ทำให้ดร. ซาร่า โจเซฟิน เบเกอร์ สงสัยและอยากจะตรวจสอบ แต่แมรี่กลับไม่ยอมเข้าไปพูดคุยกับหมอ เพราะเธอไม่อยากจะได้ยินหมอพูดว่าคนที่ป่วยและตายไปนั้นมันมีสาเหตุมาจากเธอ

ซึ่งต่อมาดร. จอร์จ โซเปอร์ นักวิจับโรคระบาดก็พยายามเกลี้ยกล่อมให้แมรี่นำปัสสาวะมาตรวจสักหน่อยซึ่งก็ถูกแม่รี่ปฏิเสธอีก แถมยังต่อว่าให้ได้อายว่า เป็นผู้ชายภาษาอะไรมาขอปัสสาวะจากผู้หญิงไปนั่งดู

แต่สิ่งที่เห็นกันอยู่ก็คือ แมรี่น่าจะมีเชื้อซาลโมเนลลาไทฟีมาซิลี หรือเชื้อไทฟอยด์ฟูมฟักอยู่ในร่าง
กายของเธอโดยไม่แสดงอาการออกมา ซึ่งเธอปฏิเสธเพราะเชื่อว่าเธอมีสุขภาพแข็งแรงกว่าคนรอบ ๆ ตัว ซึ่งมันก็ทำให้คนที่อยู่ในความดูแลของเธอล้วนต้องล้มป่วย ไม่ก็เสียชีวิตไป

ในที่สุดแมรี่ก็ถูกบังคับให้ไปรักษาที่คลีนิคพักฟื้นบนเกาะอันห่างไกล จนถึงปี ค.ศ. 1910 เธอก็ถูกพาตัวกลับมาให้ทางสาธารณสุขของรัฐนิวยอร์กตรวจสอบผลอีกที ว่าเชื้อโรคที่อาศัยอยู่ในตัวเธอมันจากไปหรือยัง โดยต่อมาแมรี่ก็ได้รับทางเลือกว่าเธอจะถูกปล่อยตัวเป็นอิสระก็ต่อเมื่อ เธอสัญญาว่าจะไม่กลับไปทำงานเดิม นั่นก็คืองานแม่ครัวหรืองานที่เกี่ยวข้องกับอาหารทุกอย่าง ซึ่งแมรี่ก็ยินดีตกลงทำตาม และได้กลับมาใช้ชีวิตในสังคมอีกครั้ง ก็คงต้องหวังเอาไว้ว่างานใหม่ของเธอคงจะไม่ส่งใครมาที่โรงพยาบาลอีก


เกาะที่แมรี่ถูกพาตัวไปรักษา

แต่มันก็ไม่ใช่แบบนั้น เพราะหลังจากนั้นก็มีคนป่วยเข้าไปรักษาในโรงพยาบาลพร้อม ๆ กันถึง 25 คน ซึ่งสาเหตุมันก็ไม่ใช่อะไรที่ไหนไกล ไทฟอยด์ แมรี่นั่นเอง เธอกลับมาและก็โดนส่งไปรักษาตัวในเกาะอันห่างไกลอีกครั้งเช่นกัน แต่คราวนี้เธอต้องอยู่ที่นั้นตลอดชีวิต ซึ่งมันก็คงไม่มีใครเคยถามเธอว่า หลังจากที่พวกเขาตรวจพบว่าแมรี่มีเชื้อไทฟอยด์ในปัสสาวะและอุจจาระ เธอมีสูตรเด็ดในการทำอาหารยังไงถึงได้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วนิวยอร์คได้

ก็คงต้องเรียกว่าไทฟอยด์ แมรี่คนนี้ น่าจะเป็นฆาตกรเพราะเธอรู้ทั้งรู้แต่ก็ยังคงเลือกที่จะทำอาหารต่อไป จนมีผู้คนล้มตายไปมากมายนั่นเอง


-------------------

โซวฟลิก้า - ฆาตกรมือเปล่าผู้มีน้ำใจนักกีฬา

"โซวฟลิก้า"

ปิดท้ายด้วยคำถามง่าย ๆ ว่า “คน ๆ เดียวจะสามารถสังหารคนได้ถึง 5,000 คน โดยไม่ใช้ยาหรืออาวุธร้ายแรงได้อย่างไร ?” ซึ่งคำถามแบบนี้เราควรจะเอาไปถามใครดี ถ้าไม่ถามกับชายคนนี้... "โซวฟลิก้า"

โซวฟลิก้าคือเพชรฆาตที่ทำงานอยู่ภายในกิจการงานปกครองของสุลต่านมาโฮเมท(ที่ 4) ผู้ปกครองแห่งจักรวรรดิ์อ็อตโตมาน งานของโซวฟลิก้าก็คือการสังหารคนวันละ 3 ศพ ต่อเนื่องติดกัน 5 ปี มีผลงานรวมแล้ว 5,000 ศพ ที่ล้วนมีชื่อของเขาการันตี ซึ่งถ้าจะถามว่าคนที่ตายไปทุกคนล้วนถูกเขาสังหารไปด้วยวิธีใดบ้าง ก็เรียกได้ว่าถ้ารู้แล้วคงต้องไม่เชื่อกันแน่ ๆ

สุลต่านมาโฮเมท (ที่ 4)

โซลฟลิก้าไม่เคยใช้เครื่องมืออย่างเชือกแขวนคอหรือขวานไปสับชีวิตใคร และไม่เคยใช้อะไรสักอย่างเลย เขาแทงเหยื่อของเขาจนถึงชีวิตด้วยมือเปล่า และก็ไม่เคยเอาเปรียบเหยื่อสักครั้งเพราะเขามีน้ำใจนักกีฬาเปิดโอกาสให้เหยื่อได้ต่อสู้เสมอ ซึ่งถ้าเหยื่อชนะพวกเขาก็จะได้รับการอภัยโทษและปล่อยตัวไป แต่ถ้าโซลฟลิก้าชนะ เขาก็จะกระชากวิญาณของเหยื่อออกมาจากร่างทันที

และขอบอกเลยว่าโซลฟลิก้านั้นไม่เคยแพ้ จนเวลาผ่านไปนานแม้สุลต่านมาโฮเมท (ที่ 4) จะป่วยเป็นโรคอ้วนจนขยับตัวไม่ได้ แต่โซลฟลิก้านั้นก็ยังคงมีกำลังวังชามากมายเกินกว่าจะบรรยายได้อยู่ดี แต่พอไปดูว่าหน้าที่อันโหดเหี้ยมของเขานี้ จะมีชื่อต่ำแหน่งเท่ห์ ๆ อย่างเพชรฆาตมือทมิฬหรือเปล่า มันก็กลายเป็นว่าโซวฟลิก้ากลับก็ไม่เคยได้รับตำแหน่งอะไรที่จะมีชื่อเรียกใกล้เคียงแบบนั้นเลย เพราะตำแหน่งที่เขาดำรงอยู่ในช่วงที่รับราชการช่วงนั้นก็คือ คนสวนของวัง !

ซึ่งมิติที่ 6 ได้หยิบยกแง่มุมชีวิตแปลก ๆ ของพวกเขาทั้ง 5 คนขึ้นมา เพื่อให้เรารู้ว่าในชิวิตของคนทุกคนนั้นล้วนมีเรื่องราวเป็นของตัวเองต่างกัน ไม่มีใครจะเป็นคนดีหรือจะเป็นคนไม่ดีได้ตลอดหัวจรดเท้า เราทุกคนล้วนมีความดีและความชั่วปะปนกันอยู่ในตัว ซึ่งมันก็แล้วแต่ว่าเราจะเลือกเอาด้านไหนออกมาใช้ ให้เป็นตัวตนหลักในการดำเนินชีวิต เพราะถ้าเราเลือกด้านถูกมันก็ดีไป แต่ถ้าไม่ใช่เราก็คงไม่ต่างอะไรกับฆาตกรที่ไม่สามารถยับยั้งความต้องการอันเลวร้าย ที่ถูกซ่อนอยู่ภายในตัวตนได้นั่นเอง

หลังจากจบรายการแล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้ สวัสดี

เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ขอขอบคุณที่มา: Cracked.com

แท็ก: ร็อดนีย์ อัลคาลา, Rodney Alcala, โยฮัน แจ็ค อันเทอร์เวเกอร์, Johann "Jack" Unterweger, เกรดี้ แฟรงกิ้น สไตล์ จูเนียร์, Grady Franklin Stiles Jr., แมรี่ มอลลอน, Mary Mallon, โซวฟลิก้า, Souflikar