ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2560

[จัดเต็ม 18+...] มิติที่ 6 ริชาร์ด รามิเรซ ฆาตกรลัทธิซาตานสยองขวัญ "The Night Stalker"




"มันคือจอมโจรปล้นฆ่าตัวฉกาจ มันทำงานคนเดียว และทุกที่ๆ มันบุกเข้าปล้น จะต้องพบกับความสยองขวัญที่ไม่อาจลืมเลือนได้ไปตลอดชีวิต"

กดเพื่อดูคลิปที่นี่

มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาท่านไปที่แคลิฟอร์เนีย ย้อนกลับไปยังปลายยุคปี 80 เพื่อไปรู้จักกับฆาตกรในตำนานอีกคนหนึ่งของประเทศสหรัฐอเมริกา จอมโจรปล้นฆ่าเจ้าของฉายา "The Night Stalker" กับพฤติกรรมนอกรีตบูชาซาตานประดุจดั่งพระเจ้า ที่ทำให้ประชาชนตั้งแต่ลอสแองเจลิสไปจนถึงซานฟรานซิสโก ถึงกับต้องตกอยู่ในความหวาดผวาเมื่อยามราตรีย่างกรายเข้ามาถึง !!!

"ริชาร์ด รามิเรซ" (Richard Ramirez)

ริคาร์โด เลย์วา มูนิโอซ รามิเรซ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ริชาร์ด รามิเรซ เกิดเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1960 ในเมืองเอลปาโซรัฐเท็กซัส เป็นลูกคนสุดท้องจากลูกทั้งหมด 5 คน ของจูเลียนและเมอซิเดส รามิเรซ จูเลียนผู้เป็นพ่อนั้นเป็นอดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจชาวเม็กซิกันที่อพยพเข้ามาอาศัยอยู่สหรัฐอเมริกา มาค้าแรงงานอยู่กับบริษัทผู้รับเหมาสร้างทางรถไฟชื่อซานตาเฟ่เรลโรด ซึ่งหลังจากที่มาทำงานที่นี่พ่อของริชาร์ดก็เริ่มเปลี่ยนไป เขากลายเป็นคนอารมณ์ร้อนหงุดหงิดง่าย และชอบใช้ความรุนแรงกับคนในครอบครัวจนเป็นนิสัย

"ริชาร์ด รามิเรซ" ในวัยเด็ก

พ่อ แม่ หลานสาว และริชาร์ด

ในวัยเด็กของริชาร์ดนั้น เขาเคยได้รับบาดเจ็บสาหัสที่ศีรษะถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกนั้นเกิดขึ้นตอนที่อายุได้ 2 ขวบ เขาถูกตู้เก็บของทั้งใบล้มทับ ที่หน้าผากถูกกระแทกจนเป็นแผลฉีกขาดต้องเย็บถึง 30 เข็ม ส่วนอีกครั้งนั้นเกิดขึ้นตอนที่เขาอายุได้ 5 ขวบ ริชาร์ดพลัดตกจากชิงช้าหัวน็อกพื้นจนหมดสติ ซึ่งหลังจากประสบกับอุบัติเหตุทั้งสองอย่างนี้ มันก็ส่งผลให้เขากลายเป็นคนมีโรคประจำตัวคือโรคลมชัก ยาวนานมาจนถึงช่วงวัยรุ่น

เมื่อริชาร์ดอายุย่างเข้า 12 ปี ชีวิตของเขาก็ได้พบกับชายผู้เป็นฮีโร่ นั่นก็คือมิเกล หรือไมค์ รามิเรซ ซึ่งก็คือลูกพี่ลูกน้องที่โตกว่าริชาร์ดนั่นเอง ไมค์เคยเป็นทหารหน่วยกรีนแบเรต์ของกองทัพสหรัฐอเมริกา ส่วนสาเหตุที่ริชาร์ดยกให้ไมค์เป็นลูกพี่นั้น มันก็เพราะนอกจากไมค์จะสอนเขาให้สูบกัญชามาตั้งแต่อายุ 10 ปีแล้ว ไมค์ยังชอบเล่าชีวิตสมัยที่ต้องไปประจำการในสงครามเวียดนามให้ริชาร์ดฟัง

"ไมค์ รามิเรซ" ฮีโร่ของริชาร์ด

ซึ่งแต่ละอย่างที่ทำให้ริชาร์ดประทับใจก็อย่างเช่น การนำภาพถ่ายพร้อมเรื่องเล่าเกี่ยวกับคนที่ไมค์เคยสังหารในช่วงสงครามเวียตนาม รวมไปถึงเรื่องราวของเหล่าหญิงสาวที่เคยถูกไมค์ข่มขืน เล่าก็ไม่เล่าเปล่า ยังชอบโชว์ภาพให้ดูเป็นหลักฐานอีกด้วย ว่าหญิงสาวที่ถูกไมค์ตัดหัวหลังจากทรมานแล้วมีหน้าตาเป็นอย่างไร ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละภาพนั้นมันไม่ใช่ภาพก่อนที่เหยื่อจะตาย แต่เป็นภาพหลังจากที่ไมค์ตัดหัวพวกเธอไปแล้ว

ไมค์เองก็ค่อนข้างจะรักริชาร์ดมาก เขาจึงได้สอนสิ่งดีๆ มากมายให้อย่างเช่น วิชาทหารไมค์ก็จะสอนให้ริชาร์ดรู้จักวิธีการฆ่าที่รวดเร็วและได้ผล ซึ่งในช่วงนี้ริชาร์ดเองก็เริ่มหาทางหนีออกจากบ้าน บ้านที่มีพ่อใจร้ายคอยหาเรื่องอยู่เสมอ มาใช้เวลาส่วนใหญ่นอนเล่นอยู่ในป่าช้าที่อยู่ในย่านนั้น

ต่อมาริชาร์ดก็ต้องพบกับความผิดหวังในตัวฮีโร่ของเขา เพราะในวันที่ 4 พฤษภาคม ค.ศ. 1973 ไมค์เกิดไปทะเลาะกับภรรยาจนพลั้งมือหยิบปืนมายิงเข้าที่ใบหน้าของเธอจนเสียชีวิต ซึ่งเหตุการณ์นี้มันได้ทำให้ริชาร์ดกลายเป็นคนเก็บตัว กลับบ้านมาก็ไม่ยอมพูดกับใคร เพื่อนมาหาก็ไม่ยอมออกไปพบ

ปีต่อมาริชาร์ดก็ย้ายไปอยู่กับพี่สาวชื่อรูธ ที่แยกตัวออกมาแต่งงานกับสามีชื่อโรเบอร์โต้ ชายคนนี้ดูไปก็เหมือนกับพวกโรคจิต โรเบอร์โต้ชอบชวนริชาร์ดออกไปหากินข้างนอกตอนกลางคืน ซึ่งคำว่าหากินนี้คงจะไม่ใช่เรื่องดีสำหรับเด็กวัยรุ่นสักเท่าไหร่ เพราะต่อมาสิ่งเหล่านี้ก็ได้ทำให้ริชาร์ดเริ่มเสพยากล่อมประสาทและก้าวเข้าสู่ลัทธิซาตาน !

ต่อมาไมค์ รามิเรซ ฮีโร่ของริชาร์ดก็หลุดจากคดีฆาตกรรมภรรยาตัวเอง เพราะศาลตัดสินว่าเขาทำทุกอย่างไปเพราะมีอาการทางจิต สาเหตุมันก็มาจากการใช้ชีวิตช่วงที่เป็นทหารในเวียดนามอยู่หลายปี โดยเขาถูกปล่อยตัวออกมาจากโรงพยาบาลจิตประสาทของเท็กซัสในปี ค.ศ. 1977 และการกลับมาของไมค์ ก็ถือเป็นการกลับมาของฮีโร่คนเดียวในใจของริชาร์ดอีกครั้ง

ชีวิตในวัยรุ่นของริชาร์ดรามิเรซตอนนี้ เขาเริ่มกลายเป็นคนชอบความวิปริตทางเพศ ชอบความรุนแรงซาดิสม์รวมถึงชอบการข่มขืน โดยในช่วงที่เขายังคงเรียนอยู่นั้น ริชาร์ดได้ไปทำงานพิเศษอยู่ในโรงแรมฮอลิเดย์อินน์ ที่นี้เขามักจะแอบใช้กุญแจผีของเขา ลอบเข้าไปในห้องพักของแขกในยามวิกาลเพื่อลักขโมยทรัพย์สิน

ต่อมาทางโรงแรมก็ไล่เขาออก เพราะมีแขกแจ้งว่าตอนที่เขากลับจากธุระข้างนอก เปิดประตูเข้ามาในห้องพักของโรงแรมพบริชาร์ดกำลังข่มขืนภรรยาของเขาอยู่ ซึ่งตอนนั้นเขาก็คว้าของใกล้ตัวมาตีใส่หัวของริชาร์ดจนสลบคาที่ แต่การดำเนินคดีก็ไม่ได้ดำเนินไปตามที่ควรจะเป็น เพราะแขกทั้งสองคนนี้ไม่ใช่คนท้องที่ และได้จัดการลงโทษด้วยตัวเองกันไปแล้ว จึงไม่ติดใจแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่อย่างใด

ถึงจะรอดคุกตารางมาได้ ริชาร์ด รามิเรซเองก็ต้องออกจากการเรียน ทั้งๆ ที่ตอนนั้นเขาก็เรียนมาถึงเกรด 9 แล้ว ริชาร์ดในวัย 22 ปี จึงตัดสินใจอพยพตัวเองไปยังซานฟรานซิสโกรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่ๆ เขาตั้งใจว่าจะอยู่ไปจนวันตาย


ซึ่งเราเองก็ไม่ทราบว่ามันเป็นเพราะอะไรที่ทำให้ริชาร์ดพอใจที่จะย้ายมาอาศัยอยู่ที่นี่ แต่ที่แน่ๆ ตัวของเขาได้เริ่มก่อเหตุร้ายต่างๆ มาตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1984 ซึ่งแต่ละอย่างที่เขาได้กระทำมันก็เริ่มต้นขึ้น

วันที่ 10 เมษายน ค.ศ. 1984 มีผู้พบศพเด็กหญิงเหม่ยเหลียงอายุ 9 ปี เสียชีวิตอยู่ในชั้นใต้ดินของโรงแรมที่ริชาร์ดอาศัยอยู่ ที่ย่านเทนเดอร์ลอยน์เมืองซานฟรานซิสโกรัฐแคลิฟอร์เนีย สภาพศพของเธอถูกคนร้ายข่มขืนและแทงด้วยของมีคมจนเสียชีวิต ศพอยู่ในสภาพถูกแขวนอยู่กับคานท่อแป๊บน้ำ

ว่ากันว่าการฆาตกรรมครั้งนี้เป็นครั้งแรกของริชาร์ด รามิเรซ เพียงแต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถจะเชื่อมโยงหลักฐานไปถึงเขาได้ โดยเมื่อเวลาผ่านไปถึง 15 ปี ทางนิติวิทยาศาสตร์เพิ่งจะสามารถตรวจสอบและยืนยันได้ว่า ดีเอ็นเอที่พบอยู่ในที่เกิดเหตุสมัยนั้นเป็นของเขา แต่หลังจากทางเจ้าหน้าที่ได้ส่งเรื่องไปยังศาลแล้ว ทางศาลกลับไม่ได้นำคดีนี้มารื้อฟื้นแต่อย่างใด เนื่องจากเหล่าคณะลูกขุนลงความเห็นว่า หลักฐานเพียงดีเอ็นเอนั้นมันไม่เพียงพอที่จะรื้อคดีขึ้นมาใหม่ได้

ในวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1984 แม่เฒ่าวัย 79 ปี เจนนี่ วินคาว ถูกพบเป็นศพในสภาพสุดเวทนาในอพาร์ทเมนท์ของเธอที่คลาสเซลล์พาร์ค เธอถูกคนร้ายแทงจนพรุนไปทั้งร่างขณะที่กำลังนอนหลับอยู่ ที่คอนั้นก็ยังถูกคนร้ายใช้มีดปาดลงไปจนเป็นแผลลึก จนคอแทบจะขาดออกจากตัว และที่นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจพบกับรอยนิ้วมือของคนร้ายติดอยู่ที่ตาข่ายกันยุงของหน้าต่าง ที่ริชาร์ดได้ทำการถอดมันออกเพื่อเปิดทางเข้ามาในอพาร์ทเมนต์แห่งนี้

วันที่ 17 มีนาคม ค.ศ. 1985 ริชาร์ดได้บุกทำร้ายมาเรีย เฮอร์นานเดซ อายุ 22 ปี ในขณะที่เธอกำลังจะไขกุญแจเข้าบ้านที่อยู่ในเมืองโรสมีด ริชาร์ดยิงเธอเข้าไปตรงๆ ที่ใบหน้าด้วยปืนพก .22 จากนั้นก็ลากเธอเข้าไปในโรงรถ ซึ่งก็ถือว่าเคราะห์ยังดีที่ตอนนั้นเธอยกมือขึ้นมาปิดหน้าตามสัญชาตญาณ และตอนนั้นเธอได้กำกุญแจบ้านเอาไว้ในมือ นั่นจึงทำให้วิถีกระสุนแฉลบออกไปจากจุดสำคัญ เพราะมันไปโดนกับกุญแจพวงนี้

และวันนั้นเพื่อนร่วมห้องของเธอชื่อเดลย์ โอคาซากิ อายุ 34 ปี ก็อยู่ในบ้าน ทำให้เดลย์รีบหลบไปอยู่หลังเคาน์เตอร์ทันทีที่ได้ยินเสียงปืนดัง และสามารถมองเห็นคนร้ายที่กำลังเดินเข้ามาในครัว แต่เดลย์นั้นโชคไม่ดี เพราะริชาร์ดมองเห็นศีรษะของเธอโผล่ขึ้นมา นั่นจึงทำให้เธอถูกยิงเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

"เดลย์ โอคาซากิ"

เวลาผ่านไปเพียงไม่ถึงชั่วโมง ริชาร์ดก็ก่อเหตุขึ้นมาอีก เขาลากไฉ่เหลียน เวโรนิก้า ยู ออกมาจากรถของเธอที่จอดอยู่ในบริเวณมอนเทอเรย์พาร์ค จากนั้นก็ใช้ปืนพกกระบอกเดิมยิงใส่ร่างของเธอสองนัดก่อนจะหนีหายไป โชคไม่ดีที่แม้จะมีผู้นำเธอส่งโรงพยาบาลได้ทัน แต่เธอก็ไม่สามารถทนพิษบาดแผลได้ สุดท้ายก็เสียชีวิตไป

จากการก่อเหตุครั้งนี้ทำให้สื่อต่างๆ เริ่มประโคมข่าวเกี่ยวกับคนร้ายว่า มันเป็นเหตุฆาตกรรมที่เกิดขึ้นถึง 2 คดีภายในวันเดียวกัน และถ้าโชคไม่ดีมันก็อาจจะกลายเป็นฆาตกรรม 3 คดีเสียด้วยซ้ำ โดยสื่อได้พูดถึงลักษณะของคนร้ายว่า มันเป็นคนมีผมหยิกยาวนัยน์ตาเบิกโพลงหน้าแปดเหลี่ยมและฟันเน่า ว่ามันคือ "The Walk-in Killer" หรือนักฆ่าบุกเข้าบ้าน และ "The Valley Intruder" หรือจอมบุกรุกแห่งขุนเขา

ภาพสเก็ตช์คนร้าย "ผมหยิกยาว นัยน์ตาเบิกโพลง หน้าแปดเหลี่ยม และฟันเน่า"

ในวันที่ 27 มีนาคม ค.ศ. 1985 ริชาร์ด รามิเรซได้ลอบเข้ามาในบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ในเมืองวิทเทีย ซึ่งบ้านหลังนี้เป็นบ้านที่เขาเคยแอบเข้ามายกเค้าไปแล้วเมื่อปีก่อน

ตอนนั้นเวลาประมาณตี 2 ริชาร์ดได้ฆาตกรรมนายวินเซนต์ ซาซารา อายุ 64 ปี ด้วยปืนกระบอกเดิม และเสียงปืนก็ทำให้แม็กซีน ซาซาร่า ภรรยาของวินเซนต์ตื่นขึ้นมาพบกับภาพสยองขวัญตรงหน้า ริชาร์ดจึงจับเธอมัดข้อมือและขู่ให้เธอบอกที่เก็บทรัพย์สมบัติทั้งหมด พอริชาร์ดเริ่มค้นห้อง แม็กซีนก็ฉวยโอกาสแกะเชือกออกจนสำเร็จ จากนั้นก็หยิบปืนของเธอออกมาจากใต้ที่นอน แต่กลายเป็นว่าปืนของเธอยังไม่ได้ขึ้นลูกกระสุนเอาไว้

นั่นจึงทำให้ริชาร์ดได้ทีใช้ปืนของตัวเองยิงเข้าไปที่แม็กซีนถึง 3 นัด จากนั้นก็เดินเข้าไปในครัวหยิบเอามีดแกะสลักขนาดใหญ่มาหั่นศพของเธอจนเป็นชิ้นๆ และยังไม่หนำใจ ริชาร์ดยังควักดวงตาของแม็กซีนออกมาใส่ไว้ในกล่องเครื่องเพชรก่อนที่จะหนีไป และในเวลาต่อมาศพของทั้งคู่ก็ถูกพบโดยลูกชายของพวกเขา

ผลการชันสูตรศพของแม็กซีนนั้นระบุว่า เธอถูกริชาร์ดหั่นศพเป็นชิ้นๆ และยังทิ้งรอยนิ้วมือเอาไว้ในที่เกิดเหตุ และคนร้ายยังได้ทิ้งรอยรองเท้ายี่ห้อเอเวียสนีกเกอร์เอาไว้ที่แปลงดอกไม้ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จัดการเก็บภาพร่องรอยเหล่านี้เอาไว้ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ถือเป็นวัตถุพยานระบุตัวคนร้ายที่พวกเขาพอจะหาพบได้ในเวลานั้น

ส่วนลูกกระสุนที่ถูกพบในจุดเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจก็พบว่ามันเป็นกระสุนชนิดเดียวกันกับที่พบในเหตุฆาตกรรมรายอื่นๆ ก่อนหน้า และเริ่มจะตระหนักกันแล้วว่า เจ้าโจรรายนี้มันไม่ใช่ธรรมดา มันเป็นฆาตกรต่อเนื่อง มันทั้งโหดเหี้ยมและไร้ความปราณีเกินกว่าที่พวกเขาคาดเอาไว้ในตอนแรกเป็นอย่างมาก

รอยรองเท้ายี่ห้อ "เอเวียสนีกเกอร์" เบอร์ 11 ครึ่ง

วันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 1985 ริชาร์ดได้หวลกลับไปยังมอนเทอเรย์พาร์คอีกครั้ง เพื่อจะเลือกหาเหยื่อคนไหนก็ได้สักคน โดยคราวนี้ผู้เคราะห์ร้ายก็คือบิล ดอย อายุ 66 ปี และภรรยาพิการของเขาชื่อลิลเลียน อายุ 56 ปี ริชาร์ดบุกเข้ามายิงบิลถึงในห้องนอน บิลถูกยิงที่ใบหน้าด้วยปืนกึ่งอัตโนมัต .22 ซึ่งปืนกระบอกนี้เป็นของบิลที่ถูกใช้ยิงเจ้าของอย่างเลือดเย็น โดยหลังจากที่บิลถูกยิงเขาก็เสียเลือดมากจนสลบไป ต่อมาริชาร์ดก็บุกเข้าไปยังห้องนอนของลิลเลียน แล้วใช้เข็มขัดรัดสายไฟรัดนิ้วมือของเธอเอาไว้ จากนั้นเขาก็ข่มขืนเธอ ก่อนจะเริ่มทำการค้นทรัพย์สินภายในบ้านต่อ ส่วนบิลก็เสียชีวิตไปในเวลาต่อมาเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว

15 วันต่อมา นั่นคือวันที่ 29 พฤษภาคมปีเดียวกัน ริชาร์ดได้ขับรถเมอร์ซิเดสเบนซ์ที่ขโมยมาเพื่อเดินทางไปยังเมืองมอนโรเวีย และได้แวะจอดที่บ้านของมาเบล เบลล์ อายุ 83 ปี ที่อยู่กับน้องสาวของเธอชื่อฟลอเรนซ์ แนทตี้ แลง อายุ 81 ปี โดยเขาได้เดินเข้าไปหยิบค้อนจากในครัว แล้วก็ใช้มันตีเข้าไปที่หัวของเหยื่อทั้งสองที่กำลังนอนอยู่ในห้อง จากนั้นก็ใช้สายไฟเสียบเข้าไปในรูปลั๊กเพื่อช็อตไปที่ร่างของมาเบล เสร็จแล้วก็ข่มขืนเน็ตตี้ต่อ

โดยในที่เกิดเหตุครั้งนี้ริชาร์ดได้ใช้ลิปสติกของมาเบล วาดภาพสัญลักษณ์ดาว 5 แฉก ไว้ที่บริเวณต้นขาของเธอ และยังได้วาดสัญลักษณ์เดียวกันนี้ไว้ที่กำแพงห้องนอนของทั้งสอง โดยสองวันต่อมาก็มีผู้พบร่างของทั้งสองยังคงมีชีวิตอยู่ภายในบ้าน แต่หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนำพวกเธอส่งโรงพยาบาล มาเบลที่บาดเจ็บสาหัสก็เสียชีวิตไป

วันต่อมาริชาร์ดก็ตระเวนขับรถคันเดิมไปยังเมืองเบอร์แบงค์ ที่อยู่ทางตอนใต้ของแคลิฟอร์เนีย จากนั้นก็ลอบเข้าไปในบ้านของแครอล ไคล์ อายุ 42 ปี โดยริชาร์ดใช้ปืนขู่เธอ ก่อนที่จะใช้กุญแจมือจับเธอและลูกชายอายุ 11 ปีเอาไว้ จากนั้นริชาร์ดจึงเข้าค้นทรัพย์สินภายในบ้าน สักพักเขาก็กลับมาปล่อยตัวแครอลเพื่อให้ช่วยชี้จุดเก็บของมีค่าให้ โดยตลอดเวลานั้น ริชาร์ดพูดขู่กรรโชกเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาสั่งไม่ให้เธอแอบมองหน้าเขา โดยขู่ว่าถ้าแอบมองเขาจะควักลูกตาของเธอออกมา พอริชาร์ดได้ทุกอย่างที่ต้องการแล้ว เขาก็จับเหยื่อทั้งสองที่ถูกใส่กุญแจมือมาผูกผ้าปิดตา แล้วจับลูกชายของแครอลแยกไปยัดใส่ไว้ในตู้เสื้อผ้า ก่อนที่จะขับรถหนีหายไป

ต่อมาในคืนของวันที่ 2 กรกฎาคม ค.ศ. 1985 ริชาร์ดก็ใช้รถโตโยต้าที่ขโมยมาอีกคัน ขับไปยังเมืองอาร์คาเดีย และสุ่มเลือกบ้านของแมรี่ หลุยส์ แคนนอน อายุ 75 ปี มาเป็นเป้าหมายใหม่ โดยหลังจากเขาแอบย่องเข้าไปในบ้านหลังนี้ด้วยการแงะหน้าต่างแล้ว เขาก็พบเธอกำลังนอนหลับอยู่ในห้องนอน นั่นจึงทำให้ริชาร์ดใช้ตะเกียงน้ำมันที่วางอยู่ในห้อง ฟาดเข้าไปที่ศีรษะของเธอจนสลบ จากนั้นก็ใช้มีดทำครัวที่นำมาจากห้องครัวแทงซ้ำเข้าไปที่ร่างอีกนับไม่ถ้วนจนเสียชีวิต

"แมรี่ หลุยส์ แคนนอน" ถูกตะเกียงตีเข้าที่ศีรษะ

สามวันต่อมาในวันที่ 5 กรกฎาคมปีเดียวกัน ริชาร์ด รามิเรสก็บุกเข้าบ้านอีกหลังที่อยู่ในเมืองเซียร่ามาเดร คราวนี้เหยื่อคือวิทนีย์ เบนเนทท์ อายุ 16 ปี ริชาร์ดใช้เตารีดฟาดเข้าไปที่ศีรษะของเธอในขณะที่กำลังนอนหลับอยู่ในห้อง จากนั้นก็ค้นของไปทั่วจนพบกับมีดในครัวเล่มหนึ่ง ริชาร์ดเดินกลับมาที่ร่างไร้สติของวิทนีย์ จากนั้นก็คว้าสายโทรศัพท์บ้านมารัดคอของเธอ ในช่วงที่กำลังรัดอยู่นั้นพอดีเกิดประกายไฟขึ้นจากบริเวณสายโทรศัพท์ นั่นจึงทำให้เขาตกใจปล่อยมือออก และรีบวิ่งหนีไปจากตัวบ้าน โดยเวลาต่อมาวิทนีย์ก็รอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหารย์จากพระเจ้า พร้อมกับบาดแผลที่ต้องเย็บมากมายกว่า 478 เข็ม เพื่อปิดบาดแผลบริเวณหนังศีรษะที่ถูกถลกออกมาเพราะแรงกระแทกของเตารีด

สองวันต่อมาริชาร์ดก็แวะเข้าไปขโมยของในบ้านของจอยซ์ ลูซีล เนลสัน อายุ 61 ปี ที่อยู่ในมอนเทอเรย์พาร์ค โดยเขาเข้ามาพบเธอกำลังนอนหลับอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่น เห็นแบบนั้นเขาก็เลยใช้กำปั้นทุบเข้าไปที่ศีรษะของเธอ จากนั้นก็ใช้เท้าเตะซ้ำที่เดิมจนมีรอยของรองเท้ายี่ห้อเอเวียสนีกเกอร์ประทับติดอยู่บนใบหน้า

หลังจากนั้นเขาก็ยังเที่ยวขโมยของตามบ้านละแวกนั้นอีก 2 หลัง แล้วก็กลับมายังมอนเทอเรย์พาร์คอีกครั้ง เพื่อบุกเข้าบ้านของโซฟี ดิคแมน อายุ 63 ปี ซึ่งคราวนี้ริชาร์ดจับเธอใส่กุญแจมือ จากนั้นก็ใช้ปืนขู่ แล้วจัดการข่มขืนจนสำเร็จก่อนจะหยิบเอาเครื่องเพชรไป และถามเธอว่ายังมีทรัพย์สินมีค่าอะไรให้ขโมยอีกไหม ? ซึ่งจอยซ์ ลูซีล เนลสัน ถึงกับต้องออกปากสาบานต่อพระเจ้าว่าเธอไม่มีอะไรจะให้เขาอีกแล้ว แต่ริชาร์ดกลับบอกกับเธอว่า ถ้าจะให้เขาเชื่อล่ะก็ เธอจะต้องสาบานกับซาตานให้เขาได้ยินต่างหาก !

ต่อมาในวันที่ 20 กรกฎาคมปีเดียวกัน ริชาร์ดก็แวะซื้อมีดพร้ามาด้ามหนึ่ง ก่อนที่จะขับรถโตโยต้าคันที่ขโมยมาคันเดิมมุ่งหน้าสู่เมืองเกลนเดล ครั้งนี้ริชาร์ดเลือกบ้านของเลล่า นีดดิ้ง อายุ 66 ปี ที่อยู่กับสามีของเธอชื่อแม็กซัน อายุ 68 ปี มาเป็นเหยื่อในครั้งนี้ ริชาร์ดบุกเข้าไปยังห้องนอนของทั้งสอง จากนั้นก็ใช้มีดพร้าที่ซื้อมาสับเข้าไปที่ตามร่างกายของทั้งสอง ตามด้วยปืน .22 ยิงซ้ำเข้าไปที่บริเวณศีรษะของทั้งคู่ โหดร้ายขนาดนี้เขาก็ยังไม่พอใจ ใช้มีดพร้าหั่นศพพวกเขาออกเป็นชิ้นๆ อีก จากนั้นจึงค่อยๆ บุกค้นข้าวของภายในบ้านอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะหนีจากไป

ได้ทรัพย์สินของเหยื่อมาแล้ว ริชาร์ดก็ขับรถต่อไปยังซันแวเลย์ ตอนนั้นเวลาประมาณ 4.15 น. เขาพังประตูเข้าไปในบ้านของครอบครัวโค้วอนันต์ โดยริชาร์ดได้สังหารนายชัยณรงค์ โค้วอนันต์ด้วยการใช้ปืน .25 ยิงที่ศีรษะในขณะที่เขากำลังนอนหลับอยู่ หลังจากที่ฆ่าชัยณรงค์เสร็จ ริชาร์ดก็บุกเข้าทำร้ายนางสมคิด โค้วอนันต์ผู้เป็นภรรยา ตามด้วยการข่มขืนซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างทารุณ จากนั้นก็จับลูกชายวัย 8 ปี ของทั้งสองมามัดเอาไว้ แล้วจึงลากสมคิดไปรอบๆ บ้านเพื่อให้บอกจุดเก็บของมีค่า โดยในแต่ละจุดนั้นริชาร์ดได้ขู่บังคับให้เธอสาบานต่อซาตาน ว่าเธอไม่ได้โกหกเขาอีกด้วย

"ชัยณรงค์ โค้วอนันต์" คนไทยก็ถูกสังหารไปด้วย

ต่อมาในวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 1985 ริชาร์ดขับรถไปยังนอร์ธบริดจ์ และลอบเข้าไปในบ้านของคริสต์และเวอร์จิเนีย ปีเตอร์สัน โดยริชาร์ดบุกเข้าไปยังห้องนอนของเวอร์จิเนีย วัย 27 ปี ก่อนที่จะยิงเธอเข้าไปที่ใบหน้าด้วยปืนพก .25 จากนั้นก็บุกเข้าไปจับตัวคริสต์ ปีเตอร์สันที่กำลังหาทางหลบหนีจากห้องสวดมนต์ พอเข้าตาจนคริสต์จึงคิดต่อสู้ขัดขืน และสามารถหลบกระสุนที่ยิงออกมาจากปืนของริชาร์ดได้ถึง 2 ครั้ง ซึ่งสิ่งนี้ก็ทำให้ริชาร์ดต้องตัดสินใจหนีไป โดยครั้งนี้ถือเป็นอีกครั้งที่ผู้เสียหายสามารถรอดชีวิตมาได้ทั้งคู่อย่างปาฎิหารย์

สองวันต่อมาริชาร์ดก็ขับรถที่ขโมยมามุ่งหน้าไปยังเมืองไดมอนด์บาร์ และเลือกปล้นบ้านของซาคิน่า อโบวัธ อายุ 27 ปี ที่อยู่กับสามีชื่อเอลเลียส อโบวัธ อายุ 31 ปี ช่วงเวลาเกิดเหตุประมาณตี 2 ครึ่ง ริชาร์ดยังคงใช้วิธีการบุกเข้าไปยังห้องนอนในขณะที่ทั้งคู่กำลังนอนหลับ จากนั้นก็ยิงเอลเลียสที่ศีรษะ แล้วจับซาคิน่าใส่กุญแจมือ ริชาร์ดทุบตีเธอและบังคับให้เธอสาบานต่อซาตานบอกที่ซ่อนของมีค่าทั้งหมดแก่เขา พอได้ทรัพย์สินมาริชาร์ดก็ข่มขืนซาคิน่าอย่างทารุณ โดยในขณะที่ริชาร์ดกำลังก่อเหตุอยู่นั้น ลูกชายวัย 3 ปี ของเธอก็เข้ามาในห้องนอน ริชาร์ดจึงจับเด็กชายมัดเอาไว้ ก่อนที่จะข่มขืนซาคิน่าต่อจนพอใจ จากนั้นเขาจึงหลบหนีออกจากบ้านไป ซาคิน่ารีบแก้มัดลูกชายแล้วอุ้มออกไปนอกบ้านเพื่อขอความช่วยเหลือ

จากทุกคดีที่ผ่านมาทำให้ตอนนี้เหล่าสื่อต่างๆ ก็พยายามเสนอข่าวการสืบสวนอย่างต่อเนื่อง นั่นจึงทำให้ริชาร์ดตัดสินใจออกจากเขตลอสแองเจลิส มุ่งหน้าไปยังเขตอ่าวซานฟรานซิสโก โดยในวันที่ 18 สิงหาคม ค.ศ. 1985 เขาก็บุกเข้าไปในบ้านของปีเตอร์ และบาร์บาร่า พาน และสังหารปีเตอร์วัย 66 ปี ในขณะกำลังนอนหลับ ด้วยการใช้ปืนยิงเช่นเดิม ส่วนบาร์บาร่าก็ถูกทำร้ายและข่มขืนก่อนที่จะถูกเขาใช้ปืนยิงสังหารตายตามไปอีกศพ โดยในครั้งนี้ริชาร์ดได้นำลิปสติกของเหยื่อมาวาดรูปสัญลักษณ์ดาว 5 แฉก กับเขียนข้อความว่า "Jack the Knife" หรือแจ็กมือมีด ทิ้งไว้ที่กำแพงของห้องนอนด้วย

โดยหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบร่องรอยของอาวุธและรอยเท้าในที่เกิดเหตุแล้ว ก็พบว่ามันตรงกับคดีนักย่องเบาที่เคยเกิดขึ้นมาทั้งหมด นั่นจึงทำให้นายกเทศมนตรีเมืองซานฟรานซิสโก ไดแอนน์ ไฟน์สเตน ต้องออกมาพูดเรื่องหลักฐานที่พบนี้ตามรายการข่าวต่างๆ ซึ่งข้อมูลที่ถูกเปิดเผยนั้นทำให้เหล่าเจ้าหน้าที่คนทำงานไม่พอใจเป็นอย่างมาก เพราะการกระทำของท่านนายกเล็กครั้งนี้ มันน่าจะทำให้คนร้ายรู้ว่าทางการกำลังจะทำอะไร และตัวคนร้ายควรจะต้องระวังตัวอย่างไร ถึงจะไม่ทิ้งหลักฐานเหลือไว้ในที่เกิดเหตุในการก่อคดีครั้งต่อไปของมัน


หลักฐานที่พบในที่เกิดเหตุ

เหยื่อผู้เคราะห์ร้าย

ซึ่งมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะหลังจากที่ริชาร์ด รามิเรซได้ดูข่าวสัมภาษณ์นี้ เขาก็ถอดรองเท้าเบอร์ 11 ครึ่ง ยี่ห้อเอเวียสนีกเกอร์คู่นี้ ทิ้งลงไปยังแม่น้ำใต้สะพานโกลด์เดนเกตในคืนนั้นทันที และเก็บข้าวของมุ่งหน้าออกจากเมืองนี้ กลับไปสู่ลอสแองเจลิสในวันถัดมา

โดยในวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ. 1985 ริชาร์ดได้เดินทางกว่า 76 ไมล์ เพื่อไปยังลอสแองเจลิส ด้วยรถโตโยต้าสีส้มที่ขโมยมามุ่งสู่เมืองมิชชันวีเอโฮ และบุกเข้างัดบ้านของนายบิลล์ คาร์นซ์ อายุ 30 ปี ที่อยู่กับไอเนซ อีริคสันแฟนสาวของเขา ริชาร์ดเข้ามาทางประตูหลังของบ้าน

จากนั้นก็เข้าไปในห้องนอนในขณะที่ทั้งสองกำลังนอนหลับอยู่ พอได้จังหวะริชาร์ดก็ปลุกทั้งคู่ให้ตื่น จากนั้นก็ใช้ปืน .25 กระบอกเดิมยิงไปที่บิลล์สามนัด ก่อนจะหันมายังไอเนส อีริคสัน ครั้งนี้ริชาร์ดบอกกับเธอว่าเขาคือเดอะไนท์สทอล์กเกอร์ ซึ่งถ้าจะแปลเป็นไทยให้ดูเท่ห์ๆ ก็น่าจะแปลได้ว่า "จอมย่องเบาแห่งรัตติกาล" แล้วบังคับให้เธอพูดว่าเธอรักซาตาน จากนั้นก็ใช้กำปั้นทุบตีเธอ ก่อนที่จะหยิบเอาเนคไทของบิลล์ที่อยู่ในตู้เสื้อผ้ามามัดข้อมือของเธอเอาไว้

หลังจากหยิบของมีค่ามาได้จนพอใจแล้ว ริชาร์ดก็ฉุดลากไอเนส อีริคสันไปที่อีกห้อง จากนั้นก็ข่มขืนเธออย่างทารุณจนหนำใจ ก่อนที่จะร้องขอข้าวของเงินทองที่เธอเก็บไว้ทั้งหมด ด้วยการบังคับให้เธอสาบานกับซาตานเหมือนกับทุกครั้ง และก่อนที่ริชาร์ดจะจากไปเขาได้บอกกับไอเนสว่า จงบอกกับพวกมันว่า จอมย่องเบาแห่งรัตติกาลมาเยือนที่นี่แล้ว

โดยในช่วงที่ริชาร์ดกำลังหนีไปขึ้นรถโตโยต้านั้น เด็กชายอายุ 13 ปี ชื่อเจมส์ โรเมโร่ที่ 3 เพื่อนบ้านของครอบครัวของบิลล์ คาร์นส์ เขาจำได้ว่าเคยเห็นริชาร์ดมาก่อนที่ไหนสักแห่ง และมันก็ทำให้เขารีบจดหมายเลขทะเบียนรถคันนี้เอาไว้ และต่อมาไอเนส อีริคสันก็สามารถแก้มัดออกมาได้ด้วยตัวเอง และรีบวิ่งออกไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้าน ซึ่งครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นโชคของคู่หมั้นของเธอ ที่ทางแพทย์สามารถผ่าตัดนำหัวกระสุนออกจากศีรษะจนปลอดภัย

"บิลล์ คาร์นซ์" ผู้รอดชีวิต ต้องเผชิญกับตราบาปที่ตนเองไม่ได้ก่อ

จนเมื่อข่าวการก่ออาชญากรรมครั้งนี้ถูกเผยแพร่ทางโทรทัศน์ เจมส์ โรเมโร่ก็รีบบอกกับพ่อแม่ของเขา เกี่ยวกับชายหน้าแปลกที่อยู่ในรถโตโยต้าสีส้มเมื่อคืน นั่นจึงทำให้พวกเขารีบติดต่อไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อให้มาตรวจสอบหมายเลขทะเบียนรถคันนี้ ส่วนไอเนส อีริคสันก็ได้ให้ปากคำเกี่ยวกับคนร้ายแก่เจ้าหน้าที่สืบสวน ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็สามารถตามหารถคันนี้จนเจอในวันที่ 28 สิงหาคม โดยมันถูกจอดอยู่ในเมืองวิลเชียร์

หนุ่มน้อย "เจมส์ โรเมโร่ที่ 3" ฮีโร่ตัวจริง !

และเจ้าหน้าที่ตำรวจก็สามารถเก็บลายนิ้วมือที่เหลือทิ้งไว้เพียงจุดเดียวจากกระจกมองหลังของรถ นั่นหมายความว่าริชาร์ด รามิเรซนั้นทำความสะอาดรถคันนี้อย่างระมัดระวังเป็นอย่างมาก โดยลายนิ้วมือเพียงนิ้วเดียวลายนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำไปตรวจสอบจากฐานข้อมูลคนร้าย แล้วผลก็ออกมาอย่างที่ควรจะเป็น นั่นก็คือเป็นรอยนิ้วมือของริชาร์ด รามิเรซ ที่เคยถูกจับเมื่อตอนอายุ 25 ปี ในข้อหาฝ่าฝืนสัญญาณไฟและเสพยาเสพติดหลายคดี ในสมัยที่ยังอยู่ในเท็กซัสนั่นเอง

นั่นจึงทำให้เจ้าหน้าที่บังคับคดีตัดสินใจนำภาพถ่ายของริชาร์ด รามิเรซ ที่เคยถ่ายไว้สมัยถูกจับตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ. 1984 ออกเผยแพร่ไปตามสื่อต่างๆ โดยพาดหัวข่าวอย่างมโหราฬว่า “นักย่องเบาแห่งรัตติกาลถูกเปิดเผยโฉมหน้าแล้ว” โดยทางสื่อของตำรวจก็ได้ลงข้อความว่า “เรารู้แล้วว่านายเป็นใคร และในไม่ช้าทุกคนก็จะรู้ และนายก็จะไม่มีที่ให้หลบซ่อนอีกต่อไป”

หนังสือพิมพ์ฉบับต่างๆ ประกาศตามหาตัวคนร้าย

โดยในวันที่ริชาร์ด รามิเรซถูกจับกุมตัวได้นั้น ตรงกับวันที่ 25 สิงหาคม ค.ศ. 1985 ว่ากันว่าในวันนั้นริชาร์ดที่ยังไม่รู้ว่าใบหน้าของตัวเองถูกลงเป็นข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับแล้ว เขาได้เดินเข้าไปซื้อของในร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง และก็สังเกตได้ว่าผู้คนรอบตัวแสดงอาการผิดปกติบางอย่างเมื่อเห็นหน้าเขา

พอเดินไปที่มุมหนังสือเขาก็พบกับข่าวของตัวเอง พร้อมกับใบหน้าของเขาขึ้นหราอยู่หน้าหนึ่ง นั่นจึงทำให้เขารีบวิ่งออกไปปล้นรถยนต์คันหนึ่งเพื่อจะใช้หลบหนี แต่เจ้าของรถที่พกปืนก็หยิบมันขึ้นมาจ่อใส่หน้าเขา จนชาวบ้านที่วิ่งตามมาสมทบก็รีบตีวงเข้ารุมล้อม ในที่สุดเจ้าหน้าที่ตำรวจก็เดินทางมาถึงที่เกิดเหตุ และจับตัวริชาร์ด รามิเรซไปยังสถานีตำรวจ เพื่อสอบสวนและนำตัวส่งขึ้นศาลต่อไป

คนช่วยกันรุมจับตัวริชาร์ด

ผู้ที่ช่วยกันจับตัวเข้ารับโล่ห์เกียรติยศ

การพิจารณาคดีของริชาร์ดเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ค.ศ. 1988 เขาปรากฏตัวขึ้นครั้งแรกก็ยกไม้ยกมือโชว์สัญลักษณ์ดาว 5 แฉก จากนั้นก็พูดวลีสรรเสริญว่า “เฮลซาตาน !”

สัญลักษณ์ 5 แฉก กับวลีเด็ด “เฮลซาตาน !”

โดยในวันที่ 3 สิงหาคม ค.ศ. 1988 หนังสือพิมพ์ลอสแองเจลิสไทมส์ก็ลงข่าวว่า เจ้าหน้าที่ในคุกเคยได้ยินว่าริชาร์ดกำลังวางแผนจะใช้ปืนยิงอัยการในช่วงที่เขาอยู่ในศาล ซึ่งไม่ว่ามันจะดูเป็นไปได้หรือไม่ ในวันพิจารณาคดีครั้งต่อมาทางศาลก็ได้สั่งให้มีการติดตั้งเครื่องจับโลหะไว้ที่บริเวณด้านหน้า และยังได้จัดเจ้าหน้าที่คอยเฝ้าตรวจตราความปลอดภัยอีกชั้นหนึ่งด้วย

ในวันที่ 14 สิงหาคม การพิจารณาคดีก็ต้องมีอันหยุดชะงักลงไป เพราะหนึ่งในคณะลูกขุนชื่อฟิลลิส ซิงเกิลทารี่ ไม่ได้เดินทางมาร่วมพิจารณาคดี โดยในวันนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่าเธอเสียชีวิตภายในอพาร์ทเมนต์ของตัวเอง และเรื่องนี้ก็ทำให้เหล่าคณะลูกขุนที่เหลือถึงกับเกิดความกลัวขึ้นมา เพราะต่างก็สงสัยกันว่าเหตุเสียชีวิตของฟิลลิซนั้นอาจเกิดจากฝีมือของริชาร์ดทั้งๆ ที่เขายังอยู่ในคุกหรือเปล่า แต่เรื่องจริงก็คือตัวของริชาร์ดเองนั้นไม่รู้เลยว่าฟิลลิซ ซิงเกิลทารี่เสียชีวิต และสาเหตุที่เธอเสียชีวิต มันก็เป็นเพราะเธอถูกแฟนของตัวเองที่เป็นคณะลูกขุนเหมือนกันพลั้งมือยิงใส่ โดยมีหลักฐานเป็นปืนที่ถูกพบอยู่กับตัวของเขา ช่วงที่กำลังหลบหนีมาอยู่ในโรงแรม

ในวันที่ 20 กันยายน ค.ศ. 1989 ริชาร์ด รามิเรซ ถูกตัดสินว่ามีความผิดในทุกคดี โดยแบ่งเป็นคดีฆาตกรรม 13 คดี พยายามฆ่า 5 คดี ข่มขืนกระทำชำเรา 11 คดี และคดีโจรกรรมอีก 44 คดี ต่อมาในวันที่ 7 กรกฎาคม ปีเดียวกัน ริชาร์ดก็ถูกตัดสินให้ได้รับโทษประหารชีวิตด้วยวิธีการรมแก๊สพิษในห้องประหารที่แคลิฟอร์เนีย โดยหลังจากที่ริชาร์ดรับทราบโทษทัณฑ์ที่ตัวเองต้องรับแล้ว เขาก็พูดกับนักข่าวว่า

“มันก็ได้อยู่นะ ตายแล้วก็จะได้ไปที่อื่นสักที แล้วพบกันที่ดิสนีย์แลนด์ !”

นอกจากริชาร์ด รามิเรซแล้ว อีกเรื่องที่ควรจะบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์วงการยุติธรรมของแคลิฟอร์เนียในครั้งนี้ก็คือ ตั้งแต่คดีฆาตกรรมของ โอ.เจ. ซิมซันเป็นต้นมา ก็มีการพิจารณาคดีของริชาร์ด รามิเรซ ที่ต้องใช้งบประมาณสูงถึง 1.8 ล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว

ในช่วงเวลาที่กำลังพิจารณาคดีอยู่นั้น ริชาร์ดได้รับจดหมายจากแฟนๆ เพื่อขออนุญาตเข้าเยี่ยมเป็นจำนวนมาก โดยตั้งแต่ในปี ค.ศ. 1985 เป็นต้นมา ก็มีดอรีน รีออย ที่เขียนจดหมายถึงริชาร์ดมากมายถึง 75 ฉบับ โดยในปี ค.ศ. 1988 เขาก็อนุญาตให้เธอเข้าเยี่ยมได้ ต่อมาในวันที่ 3 ตุลาคม ค.ศ. 1996 ทั้งสองก็ได้แต่งงานกันในคุกแคลิฟอร์เนียเคว็นตินสเตทพริซัน โดยหลังจากผ่านไปหลายปีจนถึงช่วงก่อนที่ริชาร์ดจะถูกประหารตามกำหนดการของศาลชั้นต้น ดอรีนก็ได้ออกมาบอกว่าเธอจะฆ่าตัวตายตามไปทันทีที่เขาเสียชีวิต แต่ผ่านไปไม่นานทั้งสองก็ประกาศแยกทางกันไปดื้อๆ

"ดอรีน รีออย" ภรรยาสุดที่รัก

มีการคาดกันว่าถ้าทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ ริชาร์ด รามิเรซ น่าจะได้ถูกประหารชีวิตในวันที่เขาอายุได้ 70 ปี ซึ่งที่คาดกันแบบนี้ มันก็เป็นเพราะขั้นตอนการขอยื่นอุทธรณ์อันยาวนาน ที่เป็นรูปแบบเฉพาะของกระบวนการยุติธรรมของศาลแคลิฟอร์เนียนั่นเอง

โดยในวันที่ 7 สิงหาคม ค.ศ. 2006 ริชาร์ดได้ยื่นขออุทธรณ์คดีเป็นครั้งแรก ซึ่งผลออกมาก็คือศาลอุทธรณ์แคลิฟอร์เนียได้พิจารณายืนโทษประหารชีวิตแก่ริชาร์ดเช่นเดียวกับศาลชั้นต้น และต่อมาในวันที่ 7 กันยายน ค.ศ. 2006 ศาลฎีกาของแคลิฟอร์เนียก็ยกคำร้องฎีกาของเขาไป และนั่นจึงทำให้ริชาร์ด รามิเรซ ต้องใช้ชีวิตที่เหลือต่อไปด้วยการรอวันประหารชีวิตเพียงอย่างเดียว

แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นเพราะซาตานช่วยเหลือหรือเปล่า ถึงทำให้ริชาร์ดเสียชีวิตไปก่อนวันประหาร ด้วยภาวะแทรกซ้อนของมะเร็งในต่อมน้ำเหลือง ที่โรงพยาบาลมารีนเจนเนอรัลในเมืองกรีนแบร์รัฐแคลิฟอร์เนีย ในวันที่ 7 มิถุนายน ค.ศ. 2013 โดยอาการแทรกซ้อนดังกล่าวนั้นก็คือ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซีแบบเรื้อรัง ตอนที่เขามีอายุเพียง 53 ปี ก่อนช่วงเวลาที่คาดว่าเขาควรจะถูกประหารถึง 23 ปีเลยทีเดียว

จากคดีของริชาร์ด รามิเรซนี้ มันก็ทำให้มิติที่ 6 อยากจะฝากข้อคิดไปถึงท่านผู้ชมเกี่ยวกับการช่วยกันระมัดระวังภัยรอบตัว วันดีคืนดีอาจมีใครแอบบุกเข้ามาในบ้าน แทบจะเรียกได้ว่ามีโอกาสแบบนี้กันถ้วนหน้า ซึ่งเราสามารถป้องกันตัวได้ด้วยการระมัดระวังช่วยกันสอดส่อง หรือคอยมองดูว่ามีใครผิดปกติเข้ามาอยู่ในชุมชนของเราบ้างหรือเปล่า ? ถ้ามีก็ต้องสอบถามกันให้มั่นใจว่าเขาเป็นใคร ? มาจากไหน ? มิฉะนั้นหากเราเลือกที่จะอยู่กันแบบตัวใครตัวมัน สักวันคนโชคร้ายก็อาจจะเป็นเรา เหมือนกับเหยื่อที่อยู่ในคดีของชายคนนี้อย่าง... "ริชาร์ด รามิเรซ"


หลังจากจบรายการแล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ และทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่างๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้ สวัสดี

แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
15 มีนาคม 2560

ที่มา Wikipedia

แท็ก : serial killer, rapistburglar, ฆาตกรต่อเนื่อง, ริชาร์ด รามิเรซ, Richard, Ramirez, satanic, satan, satanist, satanism, ซาตาน, ลัทธิ, เฮลซาตาน, The Night Stalker, The Walk-In Killer