ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 | 10 มัมมี่ปริศนาแห่งโลกยุคใหม่ ที่ไม่สามารถหาคำอธิบายได้ !!!



มัมมี่นั้นหมายถึงศพที่อยู่ในสภาพพ้นจากภาวะเน่าเปื่อย กลายมาเป็นซากศพแห้ง ๆ ที่โดยทั่วไปเราจะนึกถึงมัมมี่ของเหล่ากษัตริย์ในประเทศอียิปต์ แต่ใครเลยจะรู้ว่าในปัจจุบันทุกวันนี้ ยังคงมีผู้คนพบกับมัมมี่ยุคใหม่เสมอมา

กดเพื่อดูคลิปที่นี่

มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาท่านผู้ชมไปพบกับปริศนาเรื่องจริงของมัมมี่ยุคใหม่ ร่างไร้วิญญาณของผู้จากไปที่ยังไม่ได้สูญหายไปไหน ทำไมพวกเขาถึงกลายเป็นมัมมี่ และทางการของแต่ละประเทศจะมีวิธีการจัดการกับมัมมี่เหล่านี้อย่างไรกันบ้าง ?




มัมมี่ปริศนาภายในเรือยอร์ช

ภาพจาก: news.com.au

โดยมัมมี่ร่างแรกที่จะเล่าให้ฟังนี้ เหตุเกิดขึ้นเมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2016 ที่ผ่านมา ชาวประมงคนหนึ่งได้พบกับเรือยอร์ชปริศนาลอยอยู่นอกชายฝั่งของประเทศฟิลิปปินส์ พอลองเข้าไปตรวจสอบเขาก็ได้พบกับร่างมัมมี่ของชายคนหนึ่ง นั่งเสียชีวิตอยู่บนโต๊ะทำงานภายในเรือลำนั้น พอเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับทราบเรื่องก็เข้ามาตรวจสอบว่าชายคนนี้เป็นใคร และทำไมถึงมาเสียชีวิตอย่างปริศนา ในท่วงท่าที่ดูราวกับว่ากำลังนอนหลับอยู่แบบนี้

โดยหลังจากการตรวจสอบเอกสารภายในเรือแล้ว เจ้าหน้าที่สืบสวนก็สามารถระบุได้ว่า ชายคนนี้เป็นชาวเยอรมันชื่อแมนเฟร็ด ฟริทซ์ บาโจรัท อายุ 59 ปี โดยระบุว่าเขาน่าจะกำลังพยายามใช้วิทยุสื่อสารแจ้งเหตุอะไรบางอย่างก่อนที่จะเสียชีวิต





โดยเรือยอร์ชของแมนเฟร็ด ฟริทซ์ บาโจรัทคนนี้ ถูกพบอยู่ห่างจากชายฝั่งออกไปประมาณ 100 กิโลเมตร ทางแถบบาร์โรโบของน่านน้ำประเทศฟิลิปปินส์ และคาดกันว่ามันน่าจะเป็นเพราะอากาศที่เต็มไปด้วยไอเกลือและลมทะเลที่มีความแห้งเป็นอย่างมาก จึงมีผลทำให้ร่างบาโจรัทกลายเป็นมัมมี่ และเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบถามไปยังเพื่อน ๆ ของบาโจรัทแล้ว ก็พอจะได้ความว่านายบาร์โจรัทได้เริ่มออกเดินทางด้วยเรือยอร์ชของเขาตั้งแต่เมื่อ 20 ปีก่อน

แม้ทางเจ้าหน้าที่จะยังไม่สามารถสืบสวนหาสาเหตุการเสียชีวิตได้ แต่ด้วยหลักฐานแวดล้อมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวิทยุสื่อสาร อุปกรณ์นำทางจีพีเอส ไปจนถึงสภาพข้าวของเครื่องใช้ภายในเรือของบาโจรัทนั้น ไม่มีร่องรอยใด ๆ ที่บ่งบอกว่ามีคนนอกเข้ามาทำร้ายเขา ถึงแม้กระเป๋าเงินของบาโจรัทจะหายไป ก็ยังสามารถจะบอกได้ว่าอย่างน้อยบาโจรัทก็ไม่ได้ถูกใครเข้ามาทำร้ายจนถึงแก่ชีวิตอย่างแน่นอน


---------------

มัมมี่ในกองขยะ กับขวดใส่ปัสสาวะ 300 ใบ




ในปี ค.ศ. 2015 เจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้พบกับศพมัมมี่ปริศนาอยู่ภายในบ้านแห่งหนึ่งที่เมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย และภายในบ้านหลังนี้นอกจากจะมีมัมมี่ปริศนาแล้ว เจ้าหน้าที่ก็ยังพบกับหนูจำนวนมากมายอาศัยอยู่ในบ้านรก ๆ ราวกับกองขยะ และอีกอย่างที่ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่เข้าใจก็คือ พวกเขาพบกับขวดบรรจุปัสสาวะจำนวนมากมายถึง 300 ขวด อีกจุดก็คือที่ประตูหน้าบ้านก็ไม่สามารถเปิดเข้าไปได้ เนื่องจากมีขยะกองโตปิดกั้นจากภายในจนแน่นหนา นั่นจึงทำให้พวกเขาต้องตัดสินใจปีนเข้าบ้านทางหน้าต่างแทน

เจ้าหน้าที่ใช้เวลาเกือบทั้งวันเพื่อที่จะช่วยกันนำร่างมัมมี่ร่างนี้ออกมาสู่ภายนอก โดยต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ทราบว่ามัมมี่ร่างนี้ก็คือแอนนา แรจิน อายุ 90 ปี ซึ่งเธอน่าจะเสียชีวิตมาประมาณ 5 ปี และยังไม่ทราบว่าเธอเสียชีวิตเพราะอะไร ? ตรวจสอบที่เกิดเหตุก็ไม่พบอะไรต้องสงสัย จะมีก็เพียงแคโรลีนลูกสาวของเธอที่ตอนนี้อายุ 65 ปี อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ตลอดมา เธออยู่ในบ้านรก ๆ หลังนี้กับศพของคุณแม่ ท่ามกลางขยะกองโต และขวดใส่ปัสสาวะปริศนา 300 ขวด พอสอบถามเหล่าเพื่อนบ้านก็ล้วนเล่ากันว่า แคโรลีนเธอเป็นคนหนีโลก ไม่ยอมพูดคุยกับใครมานานแล้ว


และต่อมาปริศนาเกี่ยวกับศพของแอนนาที่อยู่กับลูกสาวอย่างยาวนานก็ถูกคลี่คลาย เมื่อแคโรลีนสารภาพว่า เธอต้องการจะหลีกเลี่ยงภาษีการทำศพเพียงเท่านั้น ต่อมาแคโรลีนจึงถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อบำบัดอาการชอบเก็บสะสมสิ่งของไว้ในบ้านมากมาย ซึ่งนั่นก็หมายถึงการสะสมขยะไปจนถึงการเก็บร่างแม่ของตัวเองไว้แบบนั้น และนั่นก็น่าจะรวมไปถึงการชอบเก็บสะสมขวดบรรจุปัสสาวะด้วย


---------------

มัมมี่เด็กในตู้เย็น

ดูเรื่องมัมมี่ผู้ใหญ่กันมาสองศพแล้ว เราลองมาดูมัมมี่เด็กในโลกยุคใหม่กันบ้าง ช่วงเดือนมกราคม ค.ศ. 2015 เจ้าหน้าที่เก็บศพของเมืองแม็คเฮ็นรี่ รัฐอิลินอยซ์ ได้พบกับร่างมัมมี่ของเด็กคนหนึ่งถูกเก็บแช่อยู่ในตู้เย็น โดยสภาพศพของเด็กคนนี้ถูกห่อเก็บอยู่ในถุงพลาสติก และมีป้ายเขียนว่า "เบบี้ บอย โด 12 มีนาคม 1992" แปะอยู่ที่หน้าถุงอีกด้วย

มีรายงานว่าเมื่อ 23 ปีก่อน ร่างของเด็กคนนี้ถูกพบในห้องน้ำของร้านอาหารชื่อแว็ก ที่อยู่ในเมืองคริสตัลเลค รัฐอิลินอยซ์ ซึ่งการชันสูตรศพในปี ค.ศ. 1992 นั้นได้บันทึกเอาไว้ว่า เด็กคนนี้น่าจะเสียชีวิตตั้งแต่ตอนคลอด แต่หลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้พบศพของเธออีกครั้งเมื่อเดือนมกราคม ปี ค.ศ. 2015 การชันสูตรศพรอบใหม่ก็ได้เริ่มขึ้น และสามารถระบุสาเหตุการตายที่ถูกต้องนั่นก็คือ เด็กคนนี้ถูกรัดคอจนเสียชีวิตไปหลังจากที่ลืมตาดูโลกได้ไม่นาน

และเรื่องนี้ก็ได้ทำให้มีการรื้อคดีนี้ขึ้นมาอีกครั้ง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวพนักงานเก็บรักษาศพชื่อ มาร์ลีน แลนซ์ มาสอบสวน เพราะจริง ๆ แล้วศพเด็กร่างนี้ควรจะถูกส่งคืนให้กับพ่อและแม่เพื่อไปทำพิธีทางศาสนา หรือถ้าหากไม่สามารถส่งคืนได้ก็ต้องนำไปฝังให้เสร็จสิ้น ไม่ใช่นำมาเก็บแช่เย็นจนเป็นมัมมี่แบบนี้ ต่อมาแลนซ์ก็สารภาพว่าเธอแอบนำร่างของเด็กคนนี้มาเก็บไว้จริง ส่วนแม่ของเด็กจะเป็นใครนั้น แลนซ์เองก็ไม่สามารถระบุตัวได้เช่นกัน

"มาร์ลีน แลนซ์" แอบนำศพเด็กมาแช่เย็นไว้ถึง 10 ปี

การสืบสวนได้พยายามค้นหากันต่อไป จนในที่สุดเจ้าหน้าที่ตำรวจก็สามารถหาตัวแม่ของเด็กพบ แต่สุดท้ายพวกเขาก็ไม่ได้แจ้งข้อหาใด ๆ กับเธอ จนต่อมาในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2016 มาร์ลีน แลนซ์ผู้แอบเก็บร่างของเด็กทารถแช่เย็นไว้กว่า 10 ปี จนกลายเป็นมัมมี่อยู่ในถุงพลาสติก ก็ไม่ได้รับการดำเนินคดีใด ๆ เช่นกัน เพราะทางการได้ตัดสินใจถอนข้อกล่าวหาไปทั้งหมด


---------------

มัมมี่ในรถจี๊ป

ถ้ามัมมี่ในตู้เย็นมันดูธรรมดาเกินไป เราดูการพบมัมมี่ในที่ ๆ ไม่น่าจะพบกันอีกสักร่าง เมื่อเดือนมีนาคม ค.ศ. 2014 ช่างรับเหมาซ่อมบ้านได้พบกับร่างมัมมี่ของหญิงคนหนึ่ง ร่างของเธอถูกพบอยู่ในท่านั่งเสียชีวิตอยู่บริเวณเบาะหน้ารถจี๊ปของเธออย่างปริศนา ภายในโรงจอดรถที่บ้านของเธอในมิชิแกน โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่าเธอคือเปีย ฟารเรนคอพฟ์ ที่น่าจะเสียชีวิตไปตั้งแต่ปี ค.ศ. 2009 และนั่งรอให้คนมาพบศพของตัวเองใน 5 ปีถัดมา ในวันที่บ้านของเธอถูกธนาคารยึด


"เปีย ฟารเรนคอพฟ์" ผู้เสียชีวิต

รถคันดังกล่าว

เธอกลายเป็นมัมมี่ร่างแรกที่เสียชีวิตอยู่หลังพวงมาลัยของรถยนต์ บริเวณรอบ ๆ ศพนั้นมีขวดไวน์ กองหนังสือและจดหมายที่ยังไม่ได้เปิดอยู่ฉบับหนึ่ง ศพของเธออยู่ในสภาพแห้งกรังจนไม่สามารถนำออกไปทำการชันสูตรได้ นั่นก็เลยทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถระบุได้ว่า เธอเสียชีวิตเพราะอะไรกันแน่ ? เจ้าหน้าที่พบกุญแจรถของเธอยังคงถูกเสียบคาเอาไว้ น้ำมันในรถก็ยังคงมีพร้อม และสภาพของตัวรถเองก็ไม่มีสิ่งใดระบุว่า เธอฆ่าตัวตายด้วยการรมแก๊สคาร์บอนมอนน็อกไซต์ ที่ออกมาจากท่อไอเสียของรถเลย

ย้อนกลับไปเมื่อปี ค.ศ. 2008 นั้น เปีย ฟาเรนคอพฟ์ยื่นใบลาออกมาจากบริษัทซอฟท์แวร์แห่งหนึ่ง เธอลาออกมาพร้อมกับเงินออมกว่า 87,000 ดอลลาร์ ได้เงินมาก็เอาไปซื้อรถจี๊ปคันนี้ และหยุดติดต่อกับเพื่อน โดยเรื่องนี้เพื่อน ๆ ทุกคนของเธอบอกว่า เปียนั้นเคยพูดถึงการขับรถออกไปท่องเที่ยวเป็นเวลาหนึ่งเดือน ส่วนทางธนาคารก็ตัดเงินค่าบ้านของเธอทางบัญชีตลอดมา จนในที่สุดเงินก็หมดบัญชี สุดท้ายก็มายึดบ้านหลังนี้ และนั่นก็เป็นที่มาของการพบศพมัมมี่ของเธอนั่นเอง


---------------


มัมมี่ในบ้านร้าง


"เอ็ดเวิร์ด บรุนตัน" ผู้เสียชีวิต

มัมมี่ร่างต่อไปนี้ถูกพบอยู่ในบ้านร้าง เมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2014 เด็กชายอายุ 12 ปีคนหนึ่งได้พบกับเหตุการณ์สยองขวัญ หลังจากแอบเข้าไปเล่นในบ้านร้างแห่งหนึ่งที่อยู่ในเมืองเดย์ตันรัฐโอไฮโอ เด็กชายเล่าว่าหลังจากที่เขาเปิดตู้เก็บเสื้อผ้าใบหนึ่งที่อยู่ในบ้านหลังนี้ เขาก็ได้พบกับร่างมัมมี่ของใครก็ไม่รู้ เสียชีวิตอยู่ในสภาพถูกแขวนคออยู่ภายในนั้น

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้ามาทำการสืบสวนก็พบว่า มัมมี่ร่างดังกล่าวนั้นก็คือนายเอ็ดเวิร์ด บรุนตัน อายุ 53 ปี เขาถูกครอบครัวทอดทิ้ง และตัดสินใจฆ่าตัวตายด้วยการแขวนคอภายในตู้เสื้อผ้า โดยบ้านหลังนี้เอ็ดเวิร์ดเองก็เพิ่งจะซื้อมันมาก่อนที่จะเสียชีวิตในปี ค.ศ. 2009 โดยเจ้าหน้าที่สามารถรู้เรื่องราวทั้งหมดได้ก็เพราะว่า พวกเขาได้พบกับบันทึกที่เอ็ดเวิร์ดได้เขียนบอกเล่าทุกอย่างเอาไว้ และสิ่งนี้ก็ยังได้รับการยืนยันมาจากญาติพี่น้องของเขาเช่นกัน

โดยในตอนแรกนั้นเด็กชายที่พบเอ็ดเวิร์ด บรุนตัน นึกว่าศพในตู้นั้นเป็นเพียงหุ่นมัมมี่ที่ทำขึ้นสำหรับเอาไว้หลอกผู้คน พอเขากลับมาเล่าเรื่องนี้ให้คุณแม่ฟัง แม่ของเขาก็เลยตัดสินใจตามมาดูให้เห็นกับตา เพียงแค่เธอได้ย่างกรายเข้าไปในตัวบ้านเพียงครู่เดียว เธอก็ได้กลิ่นสาปแห่งความตายโชยออกมาอย่างรุนแรง และนั่นจึงทำให้แม่ของเธอรีบแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในทันที

เจ้าหน้าที่สืบสวนระบุว่าเอ็ดเวิร์ด บรุนตันนั้นแขวนคอตายด้วยสายเข็มขัด และบรรยายว่าศพของเอ็ดเวิร์ดนั้นอยู่ในสภาพเนื้อหนังแห้งหุ้มกระดูก ส่วนเจ้าหน้าที่เก็บศพของมอนต์โกเมอรี่เคาน์ตี้ ก็บอกว่ามัมมี่ร่างนี้เกิดขึ้นมาได้เพราะสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมภายในตู้ใบนั้นนั่นเอง


---------------

มัมมี่ถูกทำพิธีอยู่ในอพาร์ทเมนต์


ภาพจาก: thesun.co.uk

มัมมี่ในบ้านก็มีมาหลายศพแล้ว งั้นคราวนี้เรามาดูมัมมี่ในอพาร์ตเมนต์กันอีกสักศพกัน เมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2016 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่บ้านเมืองของประเทศรัสเซียต้องถึงกับช็อค เพราะพวกเขาได้พบกับอดีตแพทย์หญิงวัยชราท่านหนึ่ง ทำพิธีหลั่งน้ำศักดิ์สิทธิ์สวดภาวนาต่อพระเจ้าเพื่อขอให้สามีของเธอกลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งใครจะไปคิดว่าเธอจะทำพิธีแบบนี้อยู่ต่อหน้าศพของสามี ที่นั่งเสียชีวิตอยู่บนโซฟาภายในห้องนั่งเล่น ยาวนานเป็นเวลากว่า 4 เดือน

จนช่วงที่เจ้าหน้าที่ไปพบกับร่างสามีของเธอนั้น ศพของเขาก็แห้งกลายเป็นมัมมี่ไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ความลับของครอบครัวนี้ถูกเปิดเผย มันก็เป็นเพราะวันหนึ่งระบบระบายน้ำของอพาร์ทเมนต์แห่งนี้มีปัญหา เกิดน้ำท่วมขังขึ้นมาอย่างผิดสังเกต นั่นจึงทำให้เพื่อนร่วมอพาร์ทเมนต์ช่วยกันตามหาว่าห้องไหนกันแน่ที่เป็นต้นเหตุ ซึ่งก็แน่นอนว่าหลังจากเดินตรวจสอบไปทั่วทุกห้อง มันก็เหลือแต่ห้องของอดีตแพทย์หญิงท่านนี้ พอแอบมองเข้าไปพวกเขาก็ต้องรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจในทันที เพราะสิ่งที่เขาเห็นนั้นก็คือร่างไร้วิญญาณของพ่อเฒ่าวัย 87 ปี สามีของเธอกำลังนั่งอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่น

จริง ๆ แล้วก่อนหน้านี้ หลาย ๆ คนที่อาศัยร่วมในอพาร์ทเมนต์เอง ก็เคยได้กลิ่นเหม็นอย่างแรงโชยออกมาจากห้องดังกล่าว แต่ทุกคนต่างก็พยายามไม่สนใจอะไร จนความจริงได้มาถูกเปิดเผยในวันนี้

ส่วนทางการเองก็ได้ขอปิดบังชื่อและนามสกุลของแพทย์หญิงชราผู้นี้ โดยให้ข้อมูลเพียงว่า เธออายุ 76 ปี เป็นถึงอดีตนักฟิสิกซ์ อาศัยอยู่แถว ๆ โวลโก้กราด โดยตลอดมานั้นเธอได้โกหกครอบครัว เพื่อน ๆ และเพื่อนบ้านร่วมอพาร์ทเมนต์ ว่าสามีของเธอยังคงมีชีวิตอยู่

แม้อดีตแพทย์หญิงท่านนี้จะไม่เคยมีประวัติป่วยทางจิต แต่เหล่าเพื่อน ๆ ของเธอก็ออกมาบอกกันว่า ถึงเธอจะเคยเป็นนักฟิสิกซ์ก็จริง แต่เธอเองก็ชอบดูรายการเดอะแบทเทิลออฟเอ็กซตราเซนซอรี่ ซึ่งเป็นรายการทีวีแนวไสยศาสตร์ เหมือนรายการคนอวดผีในบ้านเรา


---------------

มัมมี่คนดำในโรงรถของบ้านมือสอง

ส่วนเรื่องราวของมัมมี่ร่างนี้ เหมาะสำหรับหนุ่มสาวที่กำลังอยากจะหาซื้อบ้านไว้เป็นของตัวเองสักหลัง
เมื่อเดือนธันวาคม ค.ศ. 2016 มีลูกค้าที่อยากจะเช่าซื้อบ้านท่านหนึ่ง ต้องประสบกับเหตุการณ์ที่จะทำให้เขาต้องใช้ความระมัดระวังในการเลือกซื้อบ้านหลังต่อไปของเขา เนื่องจากวันหนึ่งเขาได้พบกับซากมัมมี่ปริศนากำลังนั่งก้มหน้าอยู่บริเวณเบาะหลังของรถพลีมุธอาเคลม ที่จอดทิ้งไว้อยู่ในโรงจอดรถของบ้านหลังนี้

จริง ๆ แล้วเจ้าของบ้านหลังนี้เคยบอกเขาไว้แล้วว่าอย่าได้เข้าไปวุ่นวายแถวโรงรถ แต่สุดท้ายก็มีเหตุต้องให้เปิดดูจนได้ ศพนี้เป็นศพของคนผิวดำสวมเสื้อสเว็ตเตอร์ มีกางเกงและรองเท้าอยู่ครบ แต่ไม่ทราบว่ามัมมี่ร่างนี้เป็นชายหรือหญิง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่า ศพน่าจะอยู่ในรถคันนี้มามากกว่า 1 ปีแล้ว และนั่นจึงทำให้สภาพของศพเลยจากช่วงเวลาย่อยสลาย ที่น่าจะเคยผ่านการอืดมาอย่างถึงที่สุด กลายมาเป็นซากศพแห้ง ๆ  และได้นำศพร่างนี้ส่งไปให้กับทางคณะมนุษยวิทยาของมหาวิทยาลัยมิชิแกนเป็นผู้ทำการชันสูตร ซึ่งพวกเขาเองก็หวังว่าทางคณะน่าจะสามารถวิเคราะห์ได้ ว่าศพนี้เสียชีวิตตอนอายุเท่าไหร่ ? มีเพศอะไร ? และตายเพราะอะไรกันแน่ ?

ภาพจาก:  USA Today
ซื้อบ้าน แถมรถ (พร้อมศพ)

พอสอบถามไปยังเหล่าเพื่อนบ้านที่อาศัยอยู่ในละแวกนั้นพวกเขาต่างก็เล่ากันว่า โรงรถแห่งนี้ไม่เคยถูกเปิดประตูมาก่อน และก็ไม่เคยสังเกตพบสัญญาณใด ๆ ที่บ่งบอกว่าเคยมีใครอาศัยอยู่ หรือแม้แต่สัญญาณที่จะบอกว่ามีอะไรผิดปกติ อย่างเช่นกลิ่นศพลอยออกมาให้พวกเขาสงสัยเลยแม้แต่ครั้งเดียว


---------------

มัมมี่บนต้นสนในประเทศรัสเซีย

ภาพจาก: siberiantimes.com

หลังจากพบมัมมี่ในบ้าน ในรถ ในตู้เย็นกันมาเยอะแล้ว มัมมี่ร่างนี้ก็ถือเป็นมัมมี่ปริศนาแห่งโลกยุคใหม่ที่ถูกพบในที่ ๆ ไม่น่าจะมีมัมมี่ได้นั่นก็คือบนต้นไม้ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 2016 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจของประเทศรัสเซีย ได้พบร่างมัมมี่ของชายคนหนึ่งติดอยู่บนต้นสนสูงกว่า 15 เมตร เจ้าหน้าที่สืบสวนได้เปิดเผยว่า ชายคนนี้น่าจะเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 8 เดือน

มัมมี่ร่างนี้เสียชีวิตอยู่ในท่านั่ง มือทั้งสองยังคงโอบกอดที่ลำต้นของต้นไม้อยู่แบบนั้น เสื้อผ้าทั้งหมดยังอยู่ครบสมบูรณ์ สวมเสื้อกั๊กสีน้ำเงินทับด้วยเสื้อสเว็ตเตอร์สวมรองเท้าบูท ซึ่งมัมมี่ร่างนี้ถูกพบอยู่ในแถบชายป่าที่อยู่ระหว่างถนนเชคกิสกี้และถนนโมสโตวายา ของเมืองทอมสค์ประเทศรัสเซีย ซึ่งทางเจ้าหน้าที่สืบสวนเองก็พยายามทำทุกอย่างเพื่อที่จะรู้ให้ได้ว่า มัมมี่ร่างนี้เป็นใครกันแน่ ?

โดยจุดที่พบมัมมี่ร่างนี้ก็คือจุดที่ในอดีตนั้น เคยมีปัญหามลภาวะจากสารกัมมันตภาพรังสี จากอุบัติเหตุโรงเก็บสารเคมีไซบีเรียนเคมีคอลอินดัสเทรียลคอมเพล็กซ์ ที่ระเบิดในปี ค.ศ. 2015 และต่อมาบริเวณดังกล่าวก็ได้ถูกทางการประกาศเป็นเขตห้ามอยู่อาศัย และถือเป็นหนึ่งในเขตอันตรายจากสารพิษชนิดนี้อีกด้วย และถ้าจะให้ถูกต้องจริง ๆ บริเวณเขตที่ 7 ของเมืองทอมสค์แห่งนี้ ก็เคยถูกประกาศเป็นเขตอันตราย จากสารกัมมันตภาพรังสีปนเปื้อนอยู่ในชั้นบรรยากาศ มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1993 แล้ว


---------------

มัมมี่ถูกห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์หลากสี

ภาพจาก: St. Louis Post-Dispatch

หลังจากที่ กลาดิส เบิร์กมายเออร์ ได้เสียชีวิตไปเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2011 ญาติของเธอก็ได้แวะเข้ามาช่วยทำความสะอาดบ้านที่เธอเคยมีชีวิตอยู่ ในเมืองเซนต์หลุยซ์รัฐมิซซูรี่ แต่แล้วก็กลายเป็นว่า เหล่าญาติ ๆ ถึงกับตกตะลึง เมื่อพวกเขาต้องพบกับมัมมี่ร่างหนึ่ง ถูกห่อไว้ด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์หลากสี ถุงพลาสติก และถุงขยะ ห่อทัพด้วยผ้าม่านจากห้องน้ำอีกที และเมื่อพวกเขาเรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาตรวจสอบยังที่เกิดเหตุ ทุกคนถึงได้พบกับความจริงว่า มัมมี่ร่างนี้เป็นร่างของนางกลาดิส สแตนเบอรี่ แม่ของกลาดิส เบิร์กมายเออร์ นั่นเอง

จนผ่านมา 3 สัปดาห์ หลังจากแกะหนังสือพิมพ์และถุงพลาสติกออก เจ้าหน้าที่ตำรวจก็เปิดเผยว่า เธอเสียชีวิตอยู่ในสภาพสวมเพียงเสื้อนอน ที่เท้าก็สวมถุงเท้าไว้เพียงข้างเดียว ตามร่างกายก็ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ใด ๆ

หลังจากสอบถามเพื่อนบ้านที่อาศัยอยู่ในละแวกนั้น พวกเขาได้บอกกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า กลาดิส สแตนเบอรี่ได้ย้ายเข้ามาอยู่กับเบิร์กมายเออร์ที่บ้านหลังนี้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1993 และก็ไม่เคยมีใครเห็นเธออีกเลยตั้งแต่นั้นมา พอมีใครถามเบิร์กมายเออร์ว่า แม่ของเธอสบายดีหรือเปล่า เธอก็จะพยายามเปลี่ยนเรื่องคุย จนสุดท้ายเพื่อนบ้านก็เลิกถามเรื่องนี้กันไป

เจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็ไม่สามารถสืบได้ว่านางสแตนเบอรี่ เสียชีวิตในบ้านหลังนี้มานานเท่าไหร่แล้ว แม้เจ้าหน้าที่สืบสวนจะพบกับขวดน้ำส้ม ที่แจ้งวันหมดอายุในปี ค.ศ. 2003 ถูกห่อรวมอยู่กับศพไว้ด้วยก็ตาม หลาย ๆ อย่างที่เป็นองค์ประกอบมันก็ดูจะขัดกันไปหมด เพราะวันที่ที่พบจากกระดาษหนังสือพิมพ์เอง ก็ถูกนำมาจากช่วงเวลาต่าง ๆ และไม่ได้สอดคล้องหรือใกล้เคียงกับวันหมดอายุของน้ำส้มขวดนี้ และคาดกันว่าขวดใบนี้ อาจจะถูกนำมายัดใส่เอาไว้ในภายหลังก็เป็นได้ แถมคนที่ควรจะให้คำตอบทั้งหมดได้ก็ดันมาเสียชีวิตไปอีก นั่นจึงทำให้คดีนี้ยังคงเป็นปริศนากันต่อไป


---------------

มัมมี่หนูน้อยมหัศจรรย์


เรามาปิดท้ายกับมัมมี่ยุคใหม่ที่มีอภินิหารย์ไม่แพ้บ้านเรากันบ้าง เมื่อประมาณ 50 ปีที่ผ่านมา ชาวอาเจนติน่ามีเรื่องที่เล่าขานกันมาเกี่ยวกับมัมมี่เด็ก ที่อยู่ในเมืองบันด้าฟลอริด้าประเทศอาเจนติน่า โดยเล่ากันว่าตั้งแต่ปี ค.ศ. 1967 เด็กชายมิเกล แองเจล กายตัน ได้เสียชีวิตไปด้วยโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ทั้ง ๆ ที่มีอายุได้เพียงปีเดียวเท่านั้น ต่อมาศพของเด็กชายคนนี้ได้รับการทำพิธีฝังไปเรียบร้อย แต่เจ็ดปีต่อมา หลุมศพของมิเกลก็ถูกขุดขึ้นมาอีกครั้ง

โดยในตอนนั้นสัปเหร่อเองเชื่อว่า ก่อนหน้าที่จะขุดศพของมิเกลขึ้นมา มันเกิดเหตุการณ์ประหลาด เมื่อมีพายุพัดเอาก้อนหินมากมาย มาทับถมรวมกันที่จุดฝังศพของเด็กชายคนนี้ ต่อมาพ่อแม่ของมิเกลเองก็ตัดสินใจต่อโลงแก้วเพื่อเก็บรักษาศพเอาไว้ และตั้งแต่นั้นมามิเกลก็ได้ถูกนำมาวางแสดงให้ชาวบ้านทั่วไปแวะมาเข้าเยี่ยมชม

เหล่าผู้แสวงบุญนับพันต่างก็เดินทางกันมาที่แห่งนี้ พร้อมกับนำดอกไม้และของเล่นมาฝากให้กับเด็กน้อย จนต่อมามิเกลก็ได้รับสมญานามใหม่กลายเป็น "มิราเคิลชายด์" หรือ "หนูน้อยมหัศจรรย์" ปัจจุบันร่างของมิเกลยังคงถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี



มีบางคนเชื่อกันว่าถ้าพวกเขาใช้มือของตัวเอง ประสานไว้ที่บริเวณเหนือศีรษะของมิเกลแล้ว หนูน้อยมหัศจรรย์จะช่วยเหลือพวกเขาให้สามารถผ่านปัญหาทุกอย่างได้ ซึ่งเรื่องนี้ก็มีแดเนียล ซาอาเวดราคนหนึ่งล่ะ ที่ออกมายืนยันว่าหลังจากที่ไปเยี่ยมศพของมิเกลมาแล้ว อาการโรคมะเร็งในตับอ่อนของเขาก็หายเป็นปลิดทิ้ง ซึ่งจะว่ากันจริง ๆ ถ้าหนูน้อยมิเกลได้มาอยู่ในประเทศไทยล่ะก็ เขาคงสามารถช่วยเหลือชาวไทยได้มากมายกว่านี้อย่างแน่นอน


จากทุกเรื่องที่เล่ามามันบอกกับพวกเราได้ว่า การจากไปของคนที่เรารักนั้นล้วนสร้างความเศร้าโศกเสียใจให้กับเรารวมไปถึงญาติพ่อแม่พี่น้อง ซึ่งมันถือเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะคนเรานั้นเกิดมาก็ต้องตายสักวัน เพียงแต่เมื่อถึงวันนั้นอย่างน้อยคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็สมควรจะทำพิธีจัดการกับศพผู้เสียชีวิต ให้ไปอยู่ในที่ ๆ ควรอยู่ อย่างถูกต้องตามประเพณีที่ควรปฏิบัติ เพราะไม่เช่นนั้นวันใดที่ถึงเวลาของเราจะต้องจากไป อย่างน้อยลูกหลานของเราก็ยังพอจะได้เห็นตัวอย่าง ที่เราเคยปฎิบัติกับบรรพบุรุษเอาไว้ มาใช้กับเราได้ไม่ขาดตกบกพร่องอย่างแน่นอน

ถ้าไม่ใช่แบบนั้นเราก็อาจจะได้กลายเป็นมัมมี่ นั่งหรือนอนอยู่ที่ไหนสักแห่งที่ไม่ใช่หลุมศพ หรือควรจะอยู่ในโกฏิเก็บกระดูก ถึงตอนนั้นถ้าวิญญาณของเรามีจริง เราคงทำได้แต่นั่งมองดูตัวเองไปจนกว่าจะทำใจได้ เหมือนกับที่เกิดขึ้นกับหลาย ๆ ศพที่มิติที่ 6 ได้นำมาเล่านี้

หลังจากจบรายการแล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้ สวัสดี

เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
22 มีนาคม 2560

ที่มา :
The Sun - Mummified corpse of ‘magical’ baby boy who died 50 years ago attracts thousands of pilgrims

แท็ก : Mysterious, Modern, Mummies, Mummy, มัมมี่, ปริศนา