ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2560

[จัดเต็ม 18+...] มิติที่ 6 คดีฆาตกรรมสยองขวัญ คิตตี้ !!!




ณ ย่านจอแจของถนนแกรนวิลล์เขตจิมซาจุ่ยเมืองเกาลูน เขตปกครองพิเศษฮ่องกงของประเทศจีน วันนั้นตรงกับวันที่ 24 พฤษภาคม ค.ศ.1999 เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีจิมซาจุ่ยได้รับแจ้งเหตุจากหญิงสาวคนหนึ่งชื่ออาฝู อายุ 14 ปี เธอแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ถูกวิญญาณผีสาวตนหนึ่งแวะเวียนมาเข้าฝันเพื่อร้องขอความยุติธรรม โดยในฝันผีสาวคนนั้นบอกว่าเธอถูกทรามานจนเสียชีวิต
มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาท่านลัดฟัาไปยังเขตปกครองพิเศษฮ่องกงของประเทศจีน ดินแดนที่ถูกเรียกว่าเสน่ห์แห่งตะวันออก กับคดีสุดสยองขวัญคดีหนึ่ง คดีที่เริ่มจากความเชื่อในภูติผีวิญญาณที่กลายเป็นคดีฆาตกรรมสุดโหดเหนือจินตนาการ ที่ทำให้พวกเราต้องมองคุณค่าของความเป็นมนุษย์กันอีกครั้ง

หลังจากได้รับแจ้งความเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากมาย เพียงแต่รู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่างที่ดูจะมีพิรุธในถ้อยคำของอาฝูเป็นอย่างมาก แต่เพื่อไม่ให้เจ้าทุกข์เกิดความไม่สบายใจ ทางตำรวจจึงส่งเจ้าหน้าที่ออกไปช่วยตรวจสอบเรื่องนี้ โดยจุดเกิดเหตุที่อาฝูบอกนั้นคืออะพาร์ตเมนต์เลขที่ 31 ตั้งอยู่บนถนนแกรนวิลล์เขตจิมซาจุ่ยเมืองเกาลูน อะพาร์ตเมนต์แห่งนี้มี 5 ชั้น ชั้น 1 เป็นร้านค้า ชั้น 2 เป็นร้านตัดผม และตั้งแต่ชั้น 3 ขึ้นไป ถูกแบ่งทำเป็นห้องเช่า ชั้นละ 2 ห้อง โดยห้องที่เกิดเหตุนั้นอยู่ในฝั่งซ้ายของชั้น 3

อะพาร์ตเมนต์ที่เกิดเหตุ (ชั้น 3 ด้านบนของร้าน H2O)

เมื่อตำรวจเดินขึ้นไปถึงจุดต้องสงสัยดังกล่าว พวกเขาก็พบว่ามันไม่ใช่เพียงแค่ทุกข์ของชาวบ้านที่ไร้สาระ มันมีอะไรไม่ชอบมาพากลมากกว่านั้น นั่นจึงทำให้พวกเขารีบแจ้งเรื่องกลับไปยังสถานีเพื่อขอกำลังเจ้าหน้าที่มาช่วยกันตรวจสอบเพิ่มเติมทันที

เพราะบรรยากาศที่อยู่ตรงหน้าของพวกเขานั้น มันอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตายที่คละคลุ้งออกมาจากห้องพัก ซึ่งตอนนี้มันน่าจะเป็นห้องว่างถูกทิ้งร้าง โดยหลังจากกำลังสนับสนุนมาถึง พวกเขาจึงเข้าไปตรวจสอบภายในห้องต้องสงสัยนั้นทันที

ภายในห้องนั้น นอกจากบรรยากาศอันน่ากลัวเพราะมันเป็นห้องร้างแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจก็พบอุปกรณ์น่าสงสัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นลังโฟม แท่งไม้ และแท่งเหล็ก วางพิงอยู่ตามกำแพงสีแดงที่ถูกขูดสีออกจนดูเหมือนถูกเลือดสาดเลอะไปทั่ว


และที่บนพื้นของห้องนั้นมีตุ๊กตาหมอนข้างรูปตัวการ์ตูนชื่อดัง หนึ่งในปางอวตารของการ์ตูนแมวน้อยน่ารัก ลักษณะหัวเป็นแมวตัวเป็นนางเงือกที่เด็กๆ ทั่วโลกรู้จักกันดีในชื่อเฮลโหล คิตตี้  ส่งกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้งออกมาอย่างแรง พอเจ้าหน้าที่ตรวจสอบดูตรงส่วนหัวของมัน พวกเขาพบร่องรอยการเย็บด้วยมืออย่างลวกๆ ราวกับว่ามันเพิ่งถูกเย็บไว้ไม่นาน และนั่นจึงทำให้พวกเขาลองเลาะเส้นด้ายที่เย็บนั้นออก จนพอแหวกเข้าไปดูข้างในเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ถึงกับขวัญผวาต่อสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า เพราะภายในนั้นมี กะโหลกศีรษะของมนุษย์ ถูกยัดอยู่ในหัวของตุ๊กตาคิตตี้ !




จากที่เข้าใจว่าเป็นคดีไร้สาระในตอนแรก ตอนนี้สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้ากลับกลายเป็นคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญขึ้นมาแทน นั่นจึงทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องนำตัวอาฝูกลับมาสอบสวนหาเพื่อค้นหาความจริงกันอีกครั้ง

พออาฝูถูกสอบสวนไปได้ไม่ทันไร เธอก็สารภาพออกมาว่าสาเหตุที่เธอฝันถึงผีหญิงสาวนั้น มันไม่ได้เกิดจากความบังเอิญแต่อย่างใด แต่ในความเป็นจริงนั้นมันเป็นเพราะเธอได้เห็นการฆาตกรรมครั้งนี้อย่างใกล้ชิด โดยเธอระบุว่าเจ้าของหัวกะโหลกใบนั้นก็คือหญิงสาวที่เธอรู้เพียงชื่อเล่นว่าอาเหมย ซึ่งเป็นหนึ่งในแฟนสาวของนายเฉินม่านลั่ว ซึ่งเป็นแฟนของอาฝูอีกที และสาเหตุที่อาเหมยต้องเสียชีวิตนั้น มันก็เป็นเพราะนายเฉินเป็นผู้ลงมือสังหารด้วยวิธีการทำทารุณกรรมต่ออาเหมยจนขาดใจตาย

เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้คำสารภาพที่แท้จริงออกมา อาฝูจึงถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัว และเริ่มต้นการตามหาตัวนายเฉินพร้อมกับพวกเพื่อนำมาดำเนินคดีทันที

และเรื่องราวต่อไปนี้ มิติที่ 6 อยากขอแจ้งให้ท่านทราบก่อนว่า อาจมีเนื้อหาบางตอนกระทบต่อความรู้สึกค่อนข้างสูง ดังนั้นโปรดใช้วิจารณญาณตลอดการรับชม

โดยรายละเอียดของเรื่องราวทั้งหมด เริ่มขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทราบชื่อเล่นของผู้เสียชีวิตจากปากของอาฝู รวมถึงการเข้าจับกุมตัวกลุ่มคนร้าย ไปจนถึงการพิสูจน์ลักษณะซี่ฟันของกะโหลก และอวัยวะภายในบางส่วนที่ถูกพบในตู้เย็นที่ตั้งอยู่ในห้องเกิดเหตุ พวกเขาก็สามารถระบุได้ว่า กะโหลกศีรษะที่ถูกบรรจุอยู่ในหัวของตุ๊กตาคิตตี้ผู้นี้ เป็นหญิงสาวอายุ 23 ปี ชื่อของเธอคือฟานหมิ่นหยี หรือฟานม่านยี่ ที่คนทั่วไปเรียกชื่อเล่นของเธอว่าอาเหมย หรืออามัพ เธอเป็นเด็กกำพร้าถูกพ่อแม่ทิ้งไว้ในบ้านตั้งแต่ยังเด็ก และเคยมีประวัติลักเล็กขโมยน้อยเมื่อตอนอายุ 16 ปี ต่อมาก็ทำงานเป็นหญิงบริการ รวมถึงมีประวัติการติดยาเสพติดอีกด้วย

"ฟานหมิ่นหยี" เหยื่อผู้เคราะห์ร้าย

ฟานหมิ่นหยีทำงานอยู่ในคลับค้าประเวณีแห่งหนึ่งในย่านจิมซาจุ่ย ซึ่งเป็นแหล่งที่รู้กันดีว่ามีวงจรด้านมืดมากมายฝังตัวอยู่ในย่านนี้มาอย่างยาวนาน

ต่อมาในปี ค.ศ. 1997 ฟานหมิ่นหยีได้พบกับนายเฉินม่านลั่วอายุ 34 ปี จากการติดต่อผ่านเพื่อนที่ทำงานเป็นหญิงบริการด้วยกัน จากนั้นนายเฉินก็ได้มาเป็นลูกค้าประจำของเธอ ทั้งสองเริ่มคบหากันได้ระยะหนึ่ง จากความรักก็เริ่มผันแปรกลายเป็นความเบื่อหน่าย นายเฉินเริ่มแสดงตัวว่าตัวเองมีอาชีพอันทรงเกียรติ นั่นก็คืออาชีพแมงดา และเริ่มใช้ความรุนแรงเพื่อแก้ปัญหา แถมยังติดยาแอมเฟตามีนหรือที่บ้านเรารู้จักกันดีในชื่อยาบ้าปีศาจร้ายในคราบของยาเสพติด ที่สามารถทำให้คนดีๆ กลายเป็นคนบ้า จนสามารถก่อเหตุร้ายกลายเป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ในบ้านเรามาแล้ว

นั่นจึงทำให้ฟานหมิ่นหยีตัดสินใจที่จะเลิกคบกับนายเฉิน แต่ก็โชคไม่ดีที่เธอตัดสินใจผิดอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือการแอบหยิบเอาเงินของนายเฉินไปกว่า 4,000$Hk แล้วนายเฉินก็จับได้ขึ้นมา ฟานหมิ่นหยีจึงบอกกับนายเฉินว่า เธอจะขอยืมเงินนี้ไปใช้ก่อน แล้วจะรีบหามาคืนให้พร้อมดอกเบี้ย โดยเสนอว่าจะคืนให้ถึง 10,000$Hk แต่แทนที่นายเฉินจะพอใจเขากลับต้องการมากกว่านั้น

นายเฉินบอกให้ฟานหมิ่นหยีต้องหาเงินทั้งต้นทั้งดอก รวมแล้วเป็นเงินถึง 20,000$Hk  ซึ่งก็แน่นอนว่าเธอไม่สามารถหาเงินจำนวนนี้มาคืนได้ และมันก็ได้ทำให้เมื่อถึงวันที่ 17 มีนาคม ค.ศ. 1999 ฟานหมิ่นหยีได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย และถูกพบเป็นศพในเวลาต่อมา

ซึ่งแท้ที่จริงแล้วฟานหมิ่นหยีถูกลูกน้องของนายเฉินจำนวนสองคน ได้แก่ นายเหลยเชี่ยนเฉียว หรือเหลียงชิงโช อายุ 27 ปี และนายเหลยเหวยเหลิน หรือเหลียงไวลุน อายุ 21 ปี ลักพาตัวเธอมาไว้ที่ชั้นสามของอะพาร์ตเมนต์เลขที่ 31 ที่เกิดเหตุนั่นเอง และที่นี่ฟานหมิ่นหยีต้องตกอยู่ในสถานการณ์ ที่เป็นเสมือนกับการตกนรกอเวจีอย่างยาวนานจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต

ในช่วงการสืบสวนและพิจารณาคดีนั้น อาฝูได้สารภาพความจริงออกมาอีกว่า สาเหตุที่เธอเป็นหนึ่งในผู้รู้เห็นการฆาตกรรมโหดครั้งนี้กับตา ตั้งแต่วันที่ฟานหมิ่นหยีเข้ามาที่นี่ในวันแรกไปจนกระทั่งวันที่เธอเสียชีวิตนั้น มันก็เป็นเพราะว่าอาฝูเองก็เป็นแฟนอีกคนหนึ่งของอาเฉินนั่นเอง

โดยอาฝูเล่าว่าในตอนแรกอาเฉินลักพาตัวฟานหมิ่นหยีมา เพื่อขู่บังคับให้เธอออกไปขายบริการแล้วนำเงินที่ได้มาชำระหนี้สิน รวมทั้งดอกเบี้ยที่ค้างเอาไว้ทั้งหมดให้กับเขา แต่พอไม่มีแขกคนไหนมาซื้อบริการจากเธออาเฉินก็ใช้กำลังเข้าทุบตีหญิงสาว จนทำให้สภาพของเธอไม่สามารถจะออกไปขายบริการได้ นั่นจึงทำให้นายเฉินพร้อมกับพวกอีก 2 คน ต้องใช้ทุกอย่างที่เธอมีมาชำระแทนหนี้สินที่ค้างไว้แทน

ภาพประกอบจากภาพยนตร์

ซึ่งสิ่งที่ฟานหมิ่นหยีพอจะมีคืนให้นั้น มันก็หมายถึงการถูกทารุณกรรมด้วยการทุบตี ตอนแรกก็ใช้มือแล้วก็เพิ่มความรุนแรงขึ้นด้วยการใช้ท่อนเหล็ก โดยในขณะที่กำลังทุบตีฟานหมิ่นหยีนั้น นายเฉินได้บังคับให้เธอยิ้มและหัวเราะรวมไปถึงพูดว่าตัวเองมีความสุขมาก โดยตลอดการกระทำนั้นหากเธอไม่ยอมปฏิบัติตามที่นายเฉินบอก เธอจะต้องถูกทุบตีด้วยความรุนแรงมากกว่าเดิม

และในช่วงพักฟานหมิ่นหยีจะถูกทิ้งไว้ภายในห้องครัว ส่วนนายเฉินและพรรคพวกรวมถึงอาฝูก็จะสุมหัวกันเสพยาบ้าพร้อมกับดื่มสุราและเล่นวิดีโอเกมด้วยกันจนกระทั่งเบื่อ จากนั้นก็จะกลับมาทรมานฟานหมิ่นหยีกันต่อไป

ต่อมานายเฉินและพรรคพวกได้ค้นหาของตามตู้กับข้าวและตู้เย็นอยู่พักหนึ่ง แล้วพวกเขาก็ได้ภาชนะพลาสติกออกมา จากนั้นก็นำไปเผาไฟจนละลายแล้วหยดมันลงไปบนร่างของฟานหมิ่นหยี จนกระทั่งไม่มีอะไรจะเผากันแล้วพวกเขาก็เริ่มใช้ไฟลนไปตามร่างกายของเธอตรงๆ จากนั้นก็ใช้เครื่องปรุงอาหารทาไปที่บริเวณแผลไฟไหม้ของเธอ แล้วดูผลงานว่ามันจะมีอะไรบ้าง ที่สามารถสร้างความเจ็บปวดให้กับเธอได้

และถ้าหากฟานหมิ่นหยีสลบไป ทั้งสามก็มีวิธีใช้วิธีจัดการอย่างง่ายๆ ด้วยการใช้สายไฟที่รัดข้อมือของเธอร้อยข้ามกับซี่เหล็กบนเพดาน จากนั้นก็ดึงเชือกให้ตัวของเธอลอยขึ้นอยู่ในอากาศ แล้วปล่อยทิ้งไว้แบบนั้นจนเธอฟื้นขึ้นมา

พรรคพวกของนายเฉินที่ตอนนี้ทั้งเมายาและกำลังสนุกสนานอยู่กับการทรมานเหยื่อ ก็ได้เพิ่มความรุนแรงในการกระทำของพวกมันจนไม่สามารถจะบรรยายออกมาให้เห็นภาพ ต่อเนื่องแบบนี้ไปอีกหลายวันจนเป็นเดือน ในที่สุดฟานหมิ่นหยีก็เสียชีวิตลงในคืนหนึ่ง และถูกพวกมันนำศพไปทิ้งไว้ภายในห้องน้ำของที่นั่น

พอนำศพไปทิ้งไว้ทั้งสามคนก็ไม่มีอะไรจะทำ พวกมันจึงกลับไปเล่นวิดีโอเกมกันต่อ โดยในวันต่อมาหลังจากที่ทั้งสามดิ่มสุรากันเสร็จ นายเฉินจึงบอกว่าเขาอยากจะทำลายศพของฟานหมิ่นหยีแล้ว นั่นจึงทำให้ทั้งหมดช่วยกันนำศพของเธอไปใส่ไว้ในอ่างน้ำ จากนั้นการทำลายศพจึงได้เริ่มต้นขึ้น

ร่างกายของฟานหมิ่นหยีถูกหั่นออกเป็นส่วนๆ ศีรษะของเธอถูกตัดออก แล้วนำไปยัดใส่ไว้ในหัวของตุ๊กตาคิตตี้ อาเฉินนำชิ้นส่วนร่างกายของฟานหมิ่นหยีไปต้มในหม้อ เพื่อจะได้นำมาใช้เป็นอาหารให้กับทุกคน อาฝูบอกว่าพวกของนายเฉินนำเนื้อของฟานหมิ่นหยี มาต้มกินกับเส้นก๋วยเตี๋ยวอย่างสมานฉันท์ แบ่งกันกินจากจานใบเดียวกัน แม้แต่ตะเกียบและช้อนตักก็ยังใช้ชุดเดียวกันอีกด้วย

โดยในช่วงการสืบสวนนั้น นอกจากจะพบศรีษะของเหยื่อถูกบรรจุอยู่ในตุ๊กตาคิตตี้ เจ้าหน้าที่ยังพบชิ้นส่วนของฟานหมิ่นหยีบางส่วนถูกทิ้งไว้ตามพื้นห้องที่เกิดเหตุ และทั้งหมดนี้จึงทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตั้งชื่อให้กับคดีนี้ว่า คดีฆาตกรรมตุ๊กตาคิตตี้ นั่นเอง



หลังจากการสืบสวนสอบสวนจบลง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงส่งให้อัยการนำคดีขึ้นสู่การพิจารณาในชั้นศาล โดยในวันที่ศาลพิจารณาโทษนั้น ทั้งนายเฉินและพรรคพวกต่างยืนสงบนิ่งในชุดสูทสีดำ

ผู้พิพากษาปีเตอร์ เหงียน ถึงกับกล่าวออกมาว่า เขาไม่เคยคิดเลยว่าจะได้ฟังเรื่องราวอะไรแบบนี้บนบัลลังก์ผู้พิพากษา ทั้งความโหดร้าย เลวทรามต่ำช้า ป่าเถื่อน วิปริตผิดมนุษย์ มันเกินกว่าจะเชื่อว่า เป็นการกระทำของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์เป็นอย่างมาก สัตว์โลกมันยังไม่เคยมีพฤติกรรมประทุษร้ายเหยื่อเยี่ยงนี้เลย

สารวัตรสืบสวนอาวุโสอัลวิน เจียงบอกกับนักข่าวว่า  ตลอดชีวิตการทำงานเป็นตำรวจมากว่า 21 ปี เขาไม่เคยพบเจอคดีร้ายแรงคดีไหนเทียบเท่ากับคดีทรมาณใครสักคน ได้อย่างยาวนานเป็นเดือนๆ เหมือนคดีนี้

ส่วนนักจิตวิทยาก็ได้ระบุว่า พฤติกรรมของทั้งสามคนนี้ เป็นการกระทำที่พบได้ในกลุ่มแก๊งมาเฟียที่ไร้ความปราณี

โดยช่วงเวลาดังกล่าว คณะลูกขุนพบว่าพรรคพวกของนายเฉินนั้นไม่ได้ตั้งใจที่จะฆ่าฟานหมิ่นหยีแต่อย่างใด ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะเธอขาดใจตายไปในช่วงระหว่างถูกทารุณกรรม

ด้วยรูปคดีที่ร้ายแรงจึงทำให้เป็นที่สนใจของประชาชนจำนวนมาก แถมยังมีหลักฐานและพยานมัดตัวคนร้ายแน่นหนา นั่นจึงทำให้ใช้เวลาเพียง 6 สัปดาห์ กับการพิจารณาคดี

นายเฉินม่านลั่ว นายเหลยเชี่ยนเฉียว และนายเหลยเว่ยเหลิน ถูกศาลพิพากษาโทษจำคุกตลอดชีวิต โดยนายเฉินม่านลั่วถูกเพิ่มโทษให้จำคุกตลอดชีวิตยาวนานถึง 3 ชั่วอายุคน และทั้งสามจะไม่สามารถยื่นขออภัยโทษได้ในระยะเวลา 20 ปีแรก ส่วนอาฝูที่ถูกกันตัวไว้เป็นพยานไม่ได้รับการพิจารณาโทษใดๆโดยในช่วงการพิจารณาคดีนั้น ทางอัยการได้นำเสียงบันทึกคำให้การของอาฝูมาเปิดให้ศาลฟังเพียงเท่านั้น
ตำรวจบุกจับตัว "เฉินม่านลั่ว"

 
"เหลยเชี่ยนเฉียว" และ "เหลยเว่ยเหลิน"
ส่วน "อาฝู" ยังเป็นเยาวชนจึงไม่มีภาพ


และสื่อท้องถิ่นได้นำเสนอข่าวว่า ฟานหมิ่นหยีเสียชีวิตไปโดยทิ้งลูกชายอายุ 1 ปีเอาไว้เบื้องหลัง และเมื่ออาฝูถูกผู้สื่อข่าวถามว่า พวกเธอก่อเหตุฆาตกรรมสยองขวัญผิดมนุษย์มนาแบบนี้ได้อย่างไร อาฝูก็ตอบว่า
“ฟานหมิ่นหยีตอนนั้นถูกพวกเรากระทำราวกับถูกเด็กเล่นของเล่นจนร่างกายพัง และเล่นไม่สนุกแล้วก็จริง แต่เธอก็ยังคงถูกพวกเราเล่นสนุกกันต่อไป นั่นก็เป็นเพราะว่าพวกเราไม่มีอะไรจะทำเท่านั้นเอง”
“ฉันเองก็นั่งดูเหตุการณ์ทุกอย่างเพราะความสนุก เพราะฉันแค่อยากจะเห็นใครสักคนได้รับความเจ็บปวดเพียงเท่านั้น”
"ฟานหมิ่นหยี" และ "ลูกชาย"

หลังจากคดีความจบลง ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้ๆ กับอะพาร์ตเมนต์เกิดเหตุ ต่างก็ร่ำลือกันว่าพวกเขาได้เห็นวิญญาณของฟานหมิ่นหยียังคงปรากฏตัวเพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรม บางคนได้แอบลอบขึ้นไปดูในที่เกิดเหตุแล้วกลับมาบอกว่า พวกเขาพบแท่งเทียนจำนวนมากถูกเผาละลายเป็นรูปวงกลมอยู่บนทั้งพื้นห้องและตู้กับข้าว


เรื่องราวของคดีฆาตกรรมคิตตี้ก็ได้ถูกนำมาบอกเล่าบนแผ่นฟิล์ม ในภาพยนต์เรื่อง Human Pork Chop (烹屍之喪盡天良) และ There is a Secret in my Soup โดยทั้งสองเรื่องถูกออกฉายในปี ค.ศ. 2001 ซึ่งแน่นอนว่านอกจากจะมีเนื้อหาตามเรื่องราวที่เกิดขึ้นแล้ว ทางผู้กำกับภาพยนต์ก็ได้เพิ่มเติมรายละเอียดบางอย่างที่อาจจะไม่ใช่ความจริงที่เกิดขึ้นเข้าไปด้วย


ต่อมาในเดือนกันยายน ค.ศ. 2012 ตึกอะพาร์ตเมนต์ดังกล่าวก็ได้ถูกทางการสั่งรื้อถอนไป เหลือทิ้งไว้เพียงความทรงจำกับเรื่องราวคดีสุดสยองขวัญอีกคดีที่เคยเกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้

ภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุล่าสุด (15 ก.ค. 2010)

โดยมิติที่ 6 อยากให้เรามองเรื่องราวของคดีนี้ในแง่ของคุณค่าความเป็นมนุษย์ ที่ในปัจจุบันยังคงมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอยู่เสมอมา เราไม่มีสิทธิ์ทำร้ายใครและไม่ควรจะทำให้ตัวเองต้องถูกทำร้าย เพียงแต่เราจะสามารถป้องกันเหตุร้ายแบบนี้ ไม่ให้เกิดขึ้นกับตัวเราได้อย่างไร ? ก็คงทำได้เพียงการไม่เอาตัวเองเข้าไปอยู่ในวังวนของความชั่วร้ายเท่านั้นเอง

หลังจากจบรายการแล้ว อย่าลิมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่างๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้ สวัสดี

เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
8 มีนาคม 2560

ที่มา
Wikipedia - Hello Kitty murder
The Paramormal Guide - The Hello Kitty Murder

แท็ก : hello, kitty, murder, tsim sha tsui, hong kong, คดีคิตตี้, คดีฆาตกรรมตุ๊กตาคิตตี้