ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 เปิดปมตำนาน เอลิซาเบธ บาโธรี่ เคาน์เตสแวมไพร์สยองขวัญ !!!




ผู้คนเล่าขานกันว่าเธอคือแวมไพร์ สมญานามของเธอคือ "เคาน์เตสแดร็กคิวลาร์" บันทึกประวัติศาสต์บางฉบับบอกว่าเธอฆ่าคนเพื่อใช้เลือดของเหยื่อมาทำให้ตัวเองเป็นอมตะ และไม่ว่าความจริงจะคืออะไร ทุกอย่างก็ล้วนบ่งชี้ว่า เธอคือหญิงจอมโหดเพียงหนึ่งเดียวแห่งราชอาณาจักรฮังการี

มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาคุณไปพบกับเรื่องราวที่แท้จริงของฆาตกรหญิงแห่งตำนาน เธอคือปีศาจกระหายเลือดผู้สูงศักดิ์ หรือจะเป็นเพียงเหยื่อการเมืองที่ถูกปรักปรำ กับความจริงที่ไม่ค่อยจะมีใครพูดถึง ว่าแท้ที่จริงแล้ว เธอได้ทำอะไรลงไปกันแน่ !!!

"เอลิซาเบธ บาโธรี่"

เอลิซาเบธ บาโธรี่ มีบางบันทึกกล่าวไว้ว่าเธอเกิดเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ค.ศ. 1560 (400 ปีก่อน) แต่จริง ๆ แล้วเรื่องนี้ก็ยังไม่ได้รับการยืนยันแต่อย่างใด วัยเด็กของเธอนั้นใช้ชีวิตอยู่ในปราสาทเอ็คเชด เป็นบุตรสาวของจอร์จ บาธอรี่ (น้องชายของแอนดรูว โบนาเวนทูรา บาธอรี่ อดีตเจ้าครองแคว้นทรานซิลเวเนีย) แม่ของเธอคือแอนนา บาธอรี่ (บุตรสาวของสตีเฟน บาธอรี่ เจ้าครองแคว้นในสายตระกูลซอมมีโยแห่งทรานซิลวาเนียเช่นกัน) ซึ่งถึงแม้ว่าทั้งสองตระกูลจะใช้นามสกุลเดียวกันแต่ก็ถือได้ว่ามาจากคนละสาย และทั้งหมดนี้จึงทำให้เอลิซาเบธได้เกิดมาอยู่ในตระกูลผู้ดีมีการศึกษา และมีหน้ามีตาอยู่ในสังคมชนชั้นสูง

ภาพจำลอง "ปราสาทเอ็คเชด"

พอถึงช่วงที่เธออายุได้ 11 ปี เอลิซาเบธก็ได้หมั้นกับเฟอเรนซ์ นาดาสดี่ บุตรชายของท่านบารอน ทามาส นาดาสดี้ เดอนาดาสเอท ฟอการาสโฟล และออร์โซลยา คานิซเซ มีบางบันทึกบอกว่าก่อนหน้าที่เอลิซาเบธจะแต่งงานกับนาดาสดี้นั้น เธอเคยใจแตกจนพลาดไปมีลูกมาก่อน แต่ถ้าตรวจสอบประวัติการแต่งงานในอายุ 11 ปีของเธอนี้ จะเห็นได้ว่าเรื่องใจแตกดังกล่าวน่าจะเป็นเพียงข่าวลืออย่างแน่นอน

ว่ากันว่าการหมั้นของทั้งคู่ เป็นเพียงวาระที่หวังผลทางการเมืองเท่านั้น เพราะถ้าจะให้เทียบยศฐาบรรดาศักดิ์ของทั้งสองตระกูลกันแล้ว ทางตระกูลของเอลิซาเบธนั้นถือว่ามีศักดิ์ศรีเหนือกว่าทางตระกูลของสามีอยู่พอสมควร  และด้วยเหตุนี้มันจึงทำให้เธอปฎิเสธที่จะเปลี่ยนไปใช้นามสกุลของสามี และยังคงใช้นามสกุลบาธอรี่เช่นเดิม

ต่อมาทั้งคู่ก็แต่งงานและย้ายมาอยู่กินด้วยกันที่ปราสาทซาวาร์ของนาดาสดี้ในปี ค.ศ. 1575 ซึ่งเป็นช่วงที่เอลิซาเบธอายุได้ 15 ปี ในวันดังกล่าวนั้นมีการบันทึกเกี่ยวกับจำนวนแขกที่มาร่วมงานแต่งงานครั้งนี้ว่ามีจำนวนมากถึง 4,500 คน นาดาสดี้ได้ยกปราสาทของเขาอีกแห่งที่ชื่อว่าเชจเต้ เพื่อเป็นของขวัญวันแต่งงานให้กับเธอด้วย แต่กลายเป็นว่าพองานแต่งงานจบลง กลายเป็นเอลิซาเบธต้องใช้ชีวิตอยู่ในปราสาทนาดาสดี้แต่เพียงลำพัง เพราะของสามีนั้นยังคงต้องไปเรียนและอาศัยอยู่ที่เวียนนา

"นาดาสดี้" สามีจอมอำมหิตของเอลิซาเบธ

มีบางบันทึกบอกว่า ในช่วงเวลาอันน้อยนิดที่ทั้งคู่ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันนั้น นาดาสดี้มักจะชวนเอลิซาเบธจับเอาคนรับใช้หญิงในปราสาทมาทรมานอยู่เสมอ โดยนาดาสดี้ได้ปลูกฝังความซาดิสม์วิตถาร ชอบทรมานคนให้เธอ ทั้งที่จริง ๆ แล้วเธอยังอยู่ในวัยแรกรุ่น ไม่ว่าจะเป็นการใช้มีดตัดข้อเท้าเหยื่อหญิงสาว ไปจนถึงการทรมานด้วยการเฆี่ยนตีจนเสียชีวิต ไม่เว้นแม้แต่การใช้เครื่องมือในการทรมานหลากหลายรูปแบบ

การทรมาณคนรับใช้ของเอลิซาเบธ

เพียงแต่เรื่องเหล่านี้ถึงมันจะเป็นหนึ่งในค่านิยมของกลุ่มชนชั้นสูง ที่มักจะกระทำต่อเหล่าคนรับใช้อย่างไร้ความปราณีก็ตาม แต่มันก็ไม่มีหลักฐานบันทึกยืนยันแน่ชัด จะมีเพียงบันทึกจากปากคำของผู้เขียนประวัติของเธอ ที่เขียนขึ้นหลังจากยุคสมัยดังกล่าวผ่านไปแล้วเป็นร้อยปี และแต่ละบันทึกเองก็ล้วนมีรายละเอียดหลายจุดไม่ค่อยตรงกันสักเท่าไหร่

ในปี ค.ศ. 1578 นาดาสดี้สามีของเธอได้รับตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด ของกองทัพราชอาณาจักรฮังการี เพื่อนำทัพเข้าร่วมสงครามต่อสู้กับจักรวรรดิ์อ็อตโตมานส์ ส่วนเอลิซาเบธเองก็มีธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ เธอมีปราสาทเป็นของตัวเองหลายแห่ง รวมไปถึงงานดูแลผู้คนทั้งชาวฮังกาเรียนและสโลวักด้วยการเปิดสถานพยาบาล

ต่อมาอลิซเบธก็ได้ให้กำเนิดแอนนา นาดาสดี้ในปี ค.ศ. 1585 และห้าปีต่อมาเธอก็คลอดบุตรสาวอีกคนชื่อออร์โซลยา นาดาสดี้ และสี่ปีถัดมาเธอก็ได้แคเธอรีน่า มาอีกคน ถัดไปอีกสองปีเธอก็ได้ลูกอีกคนชื่อแอนดราส และตัดสินใจปิดอู่ผลิตทายาทในปี ค.ศ. 1598 หลังจากที่เธอได้ให้กำเนิดพอล นาดาสดี้ เป็นคนสุดท้าย ซึ่งรวมทั้งสิ้นแล้วเธอได้ให้กำเนิดบุตรถึง 5 คน เพียงแต่ในบางบันทึกก็บอกว่าจริง ๆ แล้วเธอน่าจะมีลูกอีกสองคน แต่บางแห่งก็ยืนยันว่าเป็นเพียงลูกเลี้ยงเท่านั้น

เอลิซาเบธ บาโธรี่ และบุตร

ต่อมาในวันที่ 4 มกราคม ค.ศ. 1604 เฟอเรนซ์ นาดาสดี สามีของเอลิซาเบธก็เสียชีวิตลงในวัย 48 ปี บางบันทึกก็บอกว่าเขาเสียชีวิตไปในช่วงออกรบ ด้วยโรคร้ายแรงที่ไม่ทราบว่าเป็นโรคอะไร บางแห่งก็บันทึกเอาไว้ว่า นาดาสดีนั้นมีอาการปวดขาและหมดเรี่ยวแรงมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1601 และไม่สามารถหาทางรักษาให้หายขาดได้ จนสุดท้ายก็ต้องหยุดการรักษาไปในปี ค.ศ. 1603 จนกระทั่งเขาเสียชีวิตไปในเวลาต่อมา

หลังจากแต่งงานมา 29 ปี ชีวิตแต่งงานของเอลิซาเบธก็จบลง แต่การจากไปของสามีครั้งนี้ มันได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของหลายสิ่งหลายอย่าง และหนึ่งในนั้นก็คือข่าวลือแปลก ๆ ที่ทำให้ทางการของฮังการีต้องส่งคนมาจากในวังเพื่อพิสูจน์ความจริง

เพราะในช่วงปี ค.ศ. 1602 ไปจนถึง ปี ค.ศ. 1604 ซึ่งยังคงเป็นช่วงที่สามีของเอลิซาเบธยังมีชีวิตอยู่ มีข่าวลือเกี่ยวกับความโหดร้ายของอลิซเบธมากมายแพร่กระจายออกไปทั่วเมืองรอบ โดยข่าวลือก็มีตั้งแต่การหายไปของเหล่าลูกสาวชาวบ้าน ที่ถูกคนของเธอมารับตัวไปแล้วไม่ได้กลับ ไปจนถึงมีข่าวลือว่าในตอนกลางคืนจะมีรถขนศพวิ่งเข้าออกในปราสาทแห่งนี้บ่อยครั้ง

ซึ่งมันก็คงจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นถ้าพ่อแม่ของเด็กสาวเหล่านั้น ไม่นำเรื่องราวไปฟ้องร้องกับอิสต์วาน แม็กเกียรี่ ซึ่งถือเป็นผู้นำทางศาสนาเจ้าลัทธิลูเธอราน ซึ่งเป็นหนึ่งในสาขาของนิกายโปรเตสแตนท์ที่ชาวบ้านเลื่อมใสศรัทธา แม้แต่นาดาสดี้สามีของเอลิซาเบธเองก็ยังได้เคยฝากฝังภรรยาของตัวเองให้เขาดูแลหลังจากที่ตัวเองเสียชีวิตไปแล้ว

"อิสต์วาน แม็กเกียรี่" ผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษในคดีนี้

พอแม็กเกียรี่ได้รับทราบข้อมูลทุกอย่าง เขาเองก็ใช้เวลาและส่งคนไปสืบหาความจริงอยู่พักหนึ่ง จนวิเคราะห์แล้วพบว่า ข้อกล่าวหาของชาวบ้านนั้นน่าจะเป็นความจริงแน่ ๆ นั่นจึงทำให้อิสต์วาน แม็กเกียรี่ได้กล่าวหาเอลิซาเบธทั้งต่อหน้าสาธารณะชน เพื่อให้ชาวบ้านวางใจว่าเรื่องนี้จะต้องได้รับคำตอบ จากนั้นเขาก็ได้ส่งจดหมายเพื่อร้องทุกข์เรื่องนี้ไปยังศาลของกรุงเวียนนา ที่ในสมัยนั้นยังเป็นเมืองขึ้นของฮังการี ว่าตัวของเอลิซาเบธนั้นเป็นคนโหดร้าย หลอกลวงหญิงสาวมากมายมาสังหารทิ้งเพื่อความพอใจของตัวเอง

หลังจากศาลเวียนนาส่งเรื่องไปยังเมืองหลวง ทางการของฮังการีก็ใช้เวลาพิจารณาเรื่องนี้อยู่หลายปี สุดท้ายก็ตัดสินใจรับคำร้องนี้ในปี ค.ศ. 1610 โดยช่วงเวลานั้นกษัตริย์แมทเธียสที่ 2 ได้มอบหมายให้จีออร์จี ธัวร์โซ เป็นผู้สำเร็จราชการเพื่อเข้าตรวจสอบหาความจริง โดยธัวร์โซก็ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ของตัวเอง ลงพื้นที่ไปเก็บหลักฐานกันตั้งแต่เดือนมีนาคม ค.ศ. 1610 ซึ่งก็ใช้เวลายาวนานมาจนถึงปี ค.ศ. 1611 เหล่าเจ้าหน้าที่จึงรวบรวมหลักฐานและพยานได้มากถึง 300 ปาก ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากผู้คนที่อยู่ในปราสาทซาวาร์ของเอลิซาเบธเอง อีกส่วนก็คือคนที่เดินทางเข้าออกในปราสาทแห่งนั้น ซึ่งก็มีตั้งแต่บุคคลทั่วไปไล่ไปจนถึงนักบวชไม่เว้นแม้แต่ชนชั้นขุนนาง โดยมีบันทึกระบุเอาไว้ว่ามีพยาน 13 ราย ได้ระบุว่าเรื่องนี้มีผู้สมรู้ร่วมคิดกระทำความผิดร่วมกับเอลิซาเบธอยู่อีก 4 ราย

ธัวร์โซได้เดินทางไปยังปราสาทเชจเต้ในวันที่ 30 ธันวาคม ค.ศ. 1610 และเข้าจับกุมตัวเอลิซาเบธพร้อมกับเหล่าคนรับใช้ผู้สมรู้ร่วมคิดอีก 4 คน ประกอบไปด้วย โดโรเธีย เซมเทสซ์, อิโลน่า โจ, คาธารินา เบนิก้า, และจาโนส ยูจวารี (อีบิส หรือฟิคโก้)

"ปราสาทเชจเต้"

โดยคนของธัวร์โซได้รายงานถึงการพบศพหญิงสาวหนึ่งรายและมีอีกคนที่กำลังจะตาย อีกทั้งยังพบหญิงสาวอีกหลายคน ถูกจองจำด้วยเครื่องพันธนาการตามเนื้อตัวมีแต่รอยแผลจากการถูกทรมาน ที่บริเวณห้องใต้ดินปราสาทของท่านเคาน์เตสบาธอรี่แห่งนี้

มีข่าวลือและบันทึกบางฉบับพูดถึงขั้นตอนการสอบสวนเอลิซาเบธ บาโธรี่ว่า เธอถูกธัวร์โซจับไปคุมขังทรมานเพื่อให้รับสารภาพความจริง แต่ธัวร์โซเองก็ได้ออกแถลงการณ์แจ้งไปยังเหล่ามิตรสหายและญาติของเธอ รวมไปถึงแจ้งกับชาวบ้านทั่วไปว่า เขาจับกุมเอลิซาเบธด้วยความโปร่งใสและก็มีข่าวลืออีกด้านหนึ่งที่ลือกันว่า ช่วงเวลาที่ธัวร์โซเข้าจับกุมตัวเอลิซาเบธนั้น เธอถูกจับตัวได้ในขณะที่เธอกำลังอาบโลหิตของเหยื่ออยู่ ตามร่างกายยังเต็มไปด้วยเลือดของหญิงสาวชโลมไปทั่ว แต่เรื่องนี้มันก็เป็นเพียงข่าวลือ เป็นเรื่องที่ถูกแต่งขึ้นเพื่อให้ดูน่ากลัวเกินจริงเพียงเท่านั้น

ภาพจาก: Newnownext.com     

ธัวร์โซได้พูดคุยกับลูกชายของเอลิซาเบธ รวมไปถึงลูกเลี้ยงอีกสองคนของเธอ เกี่ยวกับผลการพิจารณาคดีที่เอลิซาเบธน่าจะได้รับ ซึ่งนั่นก็คือโทษประหารชีวิต เพียงแต่การประหารชีวิตของชนชั้นสูงในสมัยนั้น อาจสร้างความเสียหายให้กับภาพลักษณ์ ศักดิ์ศรี รวมไปถึงผลกระทบต่อวงศ์วานย่านเครือในตระกูลบาธอรี่ และตระกูลชนชั้นสูงทั้งหมด และยังได้พูดคุยถึงทรัพย์สมบัติอันมากมายมหาศาลของเธอ ที่น่าจะต้องถูกยึดเข้าไปอยู่ในส่วนทรัพย์สินของกษัตริย์

นั่นจึงทำให้ทั้งหมดลงความเห็นในตอนแรกว่า จะกำหนดผลพิจารณาคดีลงโทษให้อลิซเบธบวชเป็นแม่ชี แต่พอมีข่าวเหยื่อรายหนึ่งที่ถูกเอลิซาเบธสังหารไปนั้น เป็นถึงลูกสาวของขุนนางชั้นผู้น้อยคนหนึ่งถูกเปิดเผยออกไป มันก็กลายเป็นข่าวใหญ่กระจายออกไปเป็นวงกว้าง และนั่นจึงเป็นเหตุทำให้พวกเขาต้องเปลี่ยนแผนให้อลิซเบธต้องถูกจองจำอยู่ภายในปราสาทของเธอ โดยไม่มีการพิจารณาโทษใด ๆ เพิ่มขึ้นมาอีก

ขนาดกษัตริย์แมนเธียสเอง ก็ยังทรงเรียกร้องให้ธัวร์โซตัดสินโทษอลิซเบธ บาโธรี่ ด้วยการประหารชีวิตให้ตายตกไปตามกัน แต่ธัวร์โซเองก็พยายามทูลเกลี้ยกล่อมพระองค์ว่า การกระทำแบบนั้นจะส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อภาพลักษณ์ของชนชั้นสูง และทางธัวร์โซเองก็ยังได้เข้าไปเกลี้ยกล่อมเหล่าขุนนางและข้าราชการต่าง ๆ ให้มองเห็นถึงผลกระทบนี้ด้วยอีกทาง

"กษัตริย์แมนเธียส" เรียกร้องให้ตัดสินประหารชีวิตเอลิซาเบธ

แล้วการพิจารณาคดีเอลิซาเบธ บาธอรี่ กับเหล่าผู้สมรู้ร่วมคิดของเธอ ก็ได้เริ่มต้นขึ้นในวันที่ 2 มกราคม ค.ศ. 1611 ที่เมืองบิทชา ปัจจุบันอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศสโลวัก มีประธานเป็นผู้พิพากษาจากในวังชื่อเธโอโดชิอุส ซีร์มีเอนซิส เดอชูโล และผู้พิพากษาสมทบมากถึง 20 ท่าน พร้อมด้วยพยานและผู้รอดชีวิตจำนวนหลายสิบราย ใช้เวลาพิจารณาคดี 35 วัน โดยในระหว่างการพิจารณาคดี ได้มีการนำซากโครงกระดูกและชิ้นส่วนของซากศพมาแสดงต่อหน้าศาลด้วย

และจากคำให้การของพยานทั้งหมด ก็สามารถสรุปออกมาได้ว่า เหยื่อรายแรกของเอลิซาเบธนั้นก็คือบุตรสาวของชาวนาคนหนึ่ง ส่วนที่เหลือก็ล้วนถูกล่อลวงมาจากที่แห่งต่าง ๆ ด้วยการหลอกว่ามีงานแม่บ้านรายได้งาม รอให้พวกเธอมาทำอยู่ในปราสาทแห่งนี้ โดยหญิงสาวเหล่านี้จะได้รับการขออนุญาตจากพ่อแม่ของเธอ เพื่อให้ไปเข้ารับการอบรมมารยาทในปราสาทซาวาร์กันก่อน

จากนั้นพวกเธอก็จะถูกนำตัวไปพบกับความโหดร้ายและทารุณอย่างไร้ปราณี เหยื่อทุกรายถูกฉีกเสื้อผ้าออก ทั้งเฆี่ยน ทั้งทุบตี จุดไฟเผา ไม่ก็ตัดข้อมือข้อเท้าของพวกเธอ พยานผู้รอดชีวิตคนหนึ่งเล่าว่า เธอเคยเห็นเอลิซาเบธใช้ปากกัดเข้าไปที่ใบหน้า แขน ขา และส่วนต่าง ๆ บนร่างกายของเหยื่อทั้งเป็น เสร็จแล้วเหยื่อก็จะถูกนำไปขังไว้ในห้องที่มีอากาศหนาวเย็น และปล่อยให้อดอาหารจนตาย

พยานบางคนบอกว่าเอลิซาเบธคิดเครื่องไม้เครื่องมือแปลก ๆ อย่างเช่นไอรอนมายเด็น หรือโลงเหล็กที่ภายในเต็มไปด้วยหนามแหลมเพื่อนำหญิงสาวมาบรรจุใส่เอาไว้ แล้วปิดฝากดลงไปให้หนามภายในทิ่มแทงจนเหยื่อเสียชีวิต จากนั้นเลือดที่ไหลออกก็จะถูกส่งมาตามท่อเก็บไว้ในถัง เพื่อนำมาใส่อ่างไว้ให้เอลิซาเบธอาบ

"ไอรอนมายเด็น" หรือ "โลงเหล็กหนามแหลม"

และถึงแม้เรื่องนี้จะมีการบันทึกเอาไว้ แต่ในที่เกิดเหตุกลับไม่พบหลักฐานใด ๆ ที่จะบ่งบอกว่ามันเคยมีอยู่จริง แต่ถ้าเป็นเรื่องจริงมันก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับเคาน์เตสกระหายเลือดคนนี้ โดยในระหว่างการสอบสวนของศาลนั้น พยานหลายปากได้พูดถึงการทรมานเหยื่อด้วยการใช้เข็มทิ่มแทง ไปตามร่างกายของเหยื่ออีกด้วย

พยานบางรายก็เป็นญาติของผู้เสียชีวิต บางคนก็รายงานว่า พวกเขาเห็นร่องรอยของการทำทารุณกรรมปรากฏอยู่บนร่างกายศพอย่างชัดเจน บางศพถูกนำไปฝังในสุสาน บางศพก็ถูกฝังที่อื่นโดยไม่รู้ว่าเป็นที่ใด แต่อย่างไรก็ตามมีพยาน 2 ราย ยืนยันว่าพวกเขาเห็นเอลิซาเบธลงมือทรมานลูกจ้างสาวจนเสียชีวิตไปหลายคนจริง

โดยทางเอลิซาเบธเองก็ได้สารภาพบอกกับศาลว่า เหยื่อทารุณกรรมที่เสียชีวิตไปนั้น มันไม่ได้มีแค่เพียงในปราสาทเชจเต้ แต่เธอทำแบบนี้ด้วยกับเหยื่อในปราสาทซาวาร์ และปราสาทอีกหลายแห่งที่เธอเป็นเจ้าของอยู่ นอกจากนี้ก็ยังมีหลักฐานบ่งบอกว่าเหล่านายหน้าที่พาหญิงสาวมาส่งให้กับเอลิซาเบธนั้น ล้วนใช้วิธีการหลอกลวงและบังคับพวกเธอให้ต้องมาตายอย่างน่าเวทนาทั้งสิ้น

ในส่วนของเหยื่อที่ถูกอลิซเบธสังหาร ทางการไม่สามารถระบุตัวตนและจำนวนได้ โดยในช่วงการพิจารณาคดี เชนเตสและฟิคโก้ซึ่งเป็นสองคนจากผู้สมรู้ร่วมคิด สารภาพระบุว่าน่าจะมีจำนวนเหยื่อที่เสียชีวิตอยู่ประมาณ 36 ถึง 37 คน แต่มันก็เป็นเพียงจำนวนที่ทั้งสองเห็นในช่วงยังอยู่ในที่เกิดเหตุเท่านั้น เพราะหลังจากรวบรวมข้อมูลหลักฐานพยานทั้งหมด ทางการก็ประมาณจำนวนผู้เสียชีวิตได้มากกว่า 50 ราย พอสอบถามจากคนที่อาศัยอยู่ในปราสาทซาวาร์ พวกเขาต่างก็บอกว่าเคยนับจำนวนศพที่ถูกขนออกมาจากปราสาท ว่าน่าจะมีมากถึง 100 ไปจนถึง 200 คน

ภาพวาดเอลิซาเบธ ที่วาดขึ้นมาในภายหลัง

โดยพยานคนหนึ่งเป็นหญิงชื่อซูซานน่าห์ เธอบอกกับศาลว่า เอลิซาเบธได้จัดทำบัญชีจำนวนหญิงสาวเอาไว้มากกว่า 650 ราย และตัวเลขนี้มันก็ได้กลายมาเป็นตัวเลขอ้างอิงอยู่ในตำนานเรื่องราวของเธอในเวลาต่อมา ทั้ง ๆ ที่ตัวเลขนี้ไม่สามารถนำไปตรวจสอบกับจำนวนศพจริง ๆ ได้เลย โดยตัวเลขที่สามารถพอจะนำมาใช้ยืนยันได้จริงจากการนับจำนวนศพของเจ้าหน้าที่แล้ว น่าจะอยู่ที่ 80 ราย ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นจำนวนที่ศพทั้งหมดอยู่ดี

แต่อย่างไรก็ตามสมุดบันทึกเล่มดังกล่าวนี้ก็ไม่ได้มีใครค้นหามันพบ ซึ่งตัวของอลิซเบธเองได้เขียนเตือนความจำเกี่ยวกับสถานที่เก็บรักษามันเอาไว้เพียง 32 ตัวอักษร โดยบอกว่าสมุดเล่มนี้ถูกเก็บรักษาไว้ที่บูดาเปสเเพียงเท่านั้น

ว่ากันว่าจำเลยร่วมสามคนแรก ได้แก่ โดโรเธีย เซมเตส, โจ และฟิคโก้ ต่างก็ได้รับโทษประหารชีวิตในทันที โดยก่อนที่จะถูกนำตัวออกไปผูกกับเสาแล้วเผาทั้งเป็นนั้น โดโรเธียและโจถูกตัดนิ้วทั้งหมดด้วยกรรไกรเผาไฟ ส่วนฟิคโก้ที่ดูจะมีความผิดน้อยกว่าก็ถูกจับตัวไปตัดศีรษะ ด้านเบนิคก้าซึ่งเป็นจำเลยคนที่ 4 นั้น ถูกตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิต เนื่องจากสามารถพิสูจน์ได้ว่าเธอเพียงแค่ถูกคนอื่น ๆ ครอบงำ และยังถูกรังแกตลอดมา

หลังจากการพิจารณาคดีจบลง ทั้งสี่จึงถูกนำตัวไปประหารที่ข้างปราสาทบิทชา เพื่อประกาศให้ประชาชนรู้ว่าตอนนี้กระบวนการยุติธรรมได้สิ้นสุดลงแล้ว

"ปราสาทบิทชา" ที่พิจรณาคดีและประหารจำเลยทั้ง 4 คน

อลิซเบธ บาโธรี่ถูกพิพากษาให้ได้รับโทษจองจำอยู่ในปราสาทเชจเต้ของเธอ ด้วยการก่ออิฐทำเป็นห้องขังเดี่ยวเอาไว้ มีเพียงช่องเล็ก ๆ ที่เจาะเอาไว้สำหรับส่งอาหารเท่านั้น เธอใช้ชีวิตอยู่ในห้องนี้อยู่ 4 ปี ก่อนที่จะเสียชีวิตไป โดยมีบันทึกช่วงเวลาก่อนเสียชีวิตว่า ในเย็นวันที่ 21 สิงหาคม ค.ศ. 1614 เธอบอกกับคนของเธอที่อยู่ภายนอกว่า ตอนนี้มือของเธอเย็นมาก และเธอก็ได้รับคำตอบกลับไปว่า “ไม่เป็นอะไรนะนายหญิง จงนอนพักผ่อนเสียก่อนเถิด” จากนั้นอลิซเบธก็นอนหลับไปและถูกพบว่าเสียชีวิตในเช้าวันรุ่งขึ้น

ศพของเธอถูกฝังที่สุสานของโบสถ์ภายในอาณาเขตของปราสาทเชจเต้ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน ค.ศ. 1614 แต่ก็มีบางแห่งบอกว่าเหล่าชาวบ้านที่รู้ข่าวในช่วงนั้น ต่างก็พากันหวาดกลัวและเรียกเธอว่า "ปีศาจเสือสมิงแห่งเชจเต้" ได้ออกมาต่อต้านการทำพิธีฝังศพครั้งนี้ นั่นจึงทำให้ร่างของเธอถูกย้ายไปฝังไว้ที่เมืองเอ็คเซดซึ่งเป็นบ้านเกิด โดยฝังไว้ในสุสานใต้ดินประจำครอบครัวบาโธรี่ เพียงแต่ไม่มีรายงานระบุว่า สถานที่ดังกล่าวในปัจจุบันคือที่ไหนกันแน่ ?

มีนักเขียนบางท่าน เช่น ลาสซีโอ นาจ และดร. เออร์มา ชาเดคสกี้ คาร์โดส ได้ถกเถียงกันเกี่ยวกับสิ่งที่เหยื่อของอลิซเบธต้องประสบ โดยลาสซิโอนาจบอกว่าการดำเนินคดีกับเธอนั้นน่าจะเป็นวาระทางการเมืองเสียมากกว่า โดยอ้างอิงจากประวัติศาสตร์ของประเทศฮังการีในยุคนั้น ที่มีความขัดแย้งระหว่างศาสนาและการปกครองอย่างรุนแรง รวมไปถึงสงครามที่ต้องเผชิญอยู่กับจักรวรรดิ์อ็อตโตมาน ที่นำนิกายโปรเตสแตนท์จากแฮปซ์เบิร์กเข้ามามีอิทธิพลในฮังการี

 
ลาสซีโอ นาจ และดร. เออร์มา ชาเดคสกี้ คาร์โดส

ส่วนทางคาร์โดสก็โตัแย้งกลับไปว่า การสืบสวนคดีฆาตกรรมของเธอถูกตั้งขึ้นเนื่องจากเจ้าลัทธิลูเธอรานชื่ออิสต์วาน มาเกียรี่ เป็นผู้เปิดประเด็นร้องทุกข์ ซึ่งเขาเองก็ไม่ใช่ฝ่ายคาทอลิกที่ต่อต้านอลิซเบธที่นับถือนิกายโปรเตสแตนท์ เพราะมาเกียรี่เองก็เป็นโปรเตสแตนท์เช่นกัน แล้วทำไมถึงต้องพยายามบอกว่าอลิซเบธนั้นบริสุทธิ์ ทั้ง ๆ ที่มีประจักษ์พยานมีมากมายถึง 300 ปาก ซึ่งมันก็รวมไปถึงหลักฐานจากหน่วยสืบสวนด้วย ไหนจะยังมีศพหญิงสาวมากมายถูกพบภายในปราสาท ซึ่งผู้ที่พบก็คือคนของธัวร์โซ ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ การทำงานของเขาไม่สามารถเชื่อถือได้เลยอย่างนั้นหรือ ?

ด้านความโหดร้ายในการกระทำทารุณกรรมของเอลิซาเบธ บาโธรี่นั้น ถึงแม้จะมีหลายคนอ้างว่ามันดูโหดเหี้ยมเกินกว่าที่จะเป็นความจริงได้ ก็ยังได้รับการยืนยันจากเหล่าคนรับใช้ของเธอเอง ที่เคยเห็นเอลิซาเบธสั่งให้คนรับใช้ฉีกเสื้อผ้าของเหยื่อออก แล้วบังคับให้พวกเธอยืนกลางแจ้งท่ามกลางอากาศอันหนาวเย็นจนกระทั่งเสียชีวิตไป เพราะร่างกายทนสภาพอากาศหนาวจัดแบบนั้นไม่ได้

โดยคดีของเอลิซาเบธ บาโธรี่นี้ ได้เป็นแรงบันดาลใจให้กับเรื่องราวงานเขียนมากมายตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 18 และ 19 ส่วนที่นิยมมากที่สุดก็คือเรื่องที่เธอใช้เลือดของเหยื่อมาอาบแทนน้ำ เพื่อให้ร่างกายของเธออยู่ยงคงความสวย ซึ่งตำนานนี้ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1729 โดยนักประวัติศาสตร์นิกายเจซูอิท ชื่อลาซิโล ตูโรซี และถ้าบวกลบเลขกันดี ๆ บันทึกประวัติศาสตร์เล่มนี้ถูกเขียนขึ้นหลังจากคดีจบไปแล้วถึง 118 ปีเลยทีเดียว ดูโรซีจะนำข้อมูลมาจากไหนถ้าไม่ใช่จากบันทึกจดหมายเหตุ และคำบอกเล่าของชาวบ้านรุ่นลูกหลาน ที่น่าจะผิดเพี้ยนไปจากความจริงไม่ใช่น้อย

โดยงานเขียนชิ้นนี้ก็กลายเป็นปัญหาขึ้นมาจริง ๆ เพราะในปี ค.ศ. 1817 ได้มีการเปิดดูบันทึกของพยาน แล้วกลับไม่พบว่ามีการอ้างอิงเกี่ยวกับการนำเลือดของเหยื่อมาอาบเลย โดยจอห์น พาเก็ต อธิบายเกี่ยวกับเรื่องการอาบโลหิตของเอลิซาเบธว่า มันเหมือนกับเป็นเรื่องที่ถูกแต่งขึ้นมา หรือไม่ก็เป็นเรื่องที่นำมาจากข่าวลือของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในละแวกนั้น ซึ่งมันก็ไม่ใช่สิ่งที่จะพิสูจน์ได้ง่าย ๆ เลยว่าสิ่งที่อลิซเบธก่อขึ้นมาทั้งหมด มันจะมีสาเหตุเป็นเพราะเธอเชื่อในแวมไพร์ หรือได้สูตรเด็ดมาจากไหน หรือมันจะเป็นเพราะความซาดิสม์ในใจของเธอเพียงเท่านั้น

โดยตำนานเหนือจริงของเอลิซาเบธมันก็ยังคงได้รับความนิยมมากกว่าเหตุผลความเป็นจริง ซึ่งนั่นก็รวมไปถึงการเชื่อมโยงพฤติกรรมของเธอกับแวมไพร์ด้วย เพราะในงานเขียนบางชิ้นนั้น ถูกเขียนขึ้นมาราวกับเพียงอยากจะประณามการกระทำอันชั่วร้ายของเธอให้ยืนยงตลอดไป ด้วยการนำเอาตำนานผีดูดเลือดแวมไพร์มาร่วมใช้อยู่ในสมญานามของเธอ

แต่เพียงแค่จำนวนเหยื่อผู้เสียชีวิตที่ไม่สามารถยืนยันได้ ไม่ว่าจะเป็น 36 ราย ไปจนถึง 650 รายนั้น มันก็ได้ทำให้ กินเนสบุคเวิร์ลออฟเรคคอร์ด ได้ประกาศให้ "เอลิซาเบธ บาโธรี่" เป็นฆาตกรต่อเนื่องหญิงที่สังหารเหยื่อมากที่สุดในโลกไปเรียบร้อย

ส่วนปราสาทเชจเต้นั้น หลังจากเจ้าของปราสาทเสียชีวิตไป มันก็ได้ถูกเปลี่ยนมือโดยเจ้าของใหม่ ที่ไม่ได้มีการบันทึกชื่อไว้อีกหลายคน และมันก็ได้ถูกซ่อมแซมแก้ไขเรื่อยมาจนถึงปี ค.ศ. 1708 จนกระทั่งถึงวันที่เจ้าของปราสาทคนสุดท้าย ถูกพวกกบฎฟราสซีส มาโชลิค ราคูซี่บุกเข้าปล้นและจับตัวไป ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่มีใครดูแลปราสาทแห่งนี้อีก จนเวลาผ่านไปมันก็ผุพังไปตามกาลเวลา

ปราสาทเชจเต้ในปัจจุบัน (ที่ซึ่งเคยคุมขังและเสียชีวิตของเอลิซาเบธ บาโธรี่)

และในปัจจุบันพื้นที่ของปราสาทแห่งนี้ ก็ได้ตกเป็นสมบัติของประเทศสโลวัก ถูกเรียกชื่อตามภาษาสโลวักว่า "Čachtice" (ชักทิเช่) และเคยถูกใช้เป็นสถานที่สำหรับถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนอสเฟอราตู เดอะแวมไพร์ ในปี ค.ศ. 1979 ดราก้อนฮาร์ทในปี ค.ศ. 1996 รวมไปถึงภาพยนต์สารคดีเกี่ยวกับชีวประวัติของเอลิซาเบธ บาโธรี่อีกหลายเรื่อง เช่น Bathory, The Countess และ The Blood Countess

  

โดยการรวบรวมข้อมูลทั้งหมดนี้ มิติที่ 6 ได้นำมาจากวิกิพีเดียและเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องจำนวนหลายแห่ง นั่นจึงทำให้ข้อมูลหลาย ๆ จุดแตกต่างกันไปในรายละเอียด ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดนี้มันเกิดขึ้นมาแล้วกว่า 400 ปี หลักฐานที่แท้จริงคงเหลือไว้เพียงบางส่วน

นั่นจึงทำให้สิ่งที่เราได้มาอาจไม่ตรงกับหลาย ๆ แห่งที่เน้นการนำเสนอเพียงเฉพาะตำนานสยองขวัญ และเครื่องมือที่เธอใช้สำหรับการทรมาน ที่ในประวัติศาสตร์จริง ๆ กลับไม่ได้มีการบันทึกไว้ จนเวลาผ่านมาแล้วถึง 100 กว่าปี จึงมีการเขียนบันทึกที่ออกจะเกินจริงในบางอย่างออกมา อย่างไรก็ดีมิติที่ 6 น้อมกราบขออภัย หากพบว่ามีจุดผิดพลาดใด ๆ เกิดขึ้นในการนำเสนอครั้งนี้

หลังจากจบรายการแล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้ สวัสดี

เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง

ขอบคุณที่มา

Wikipedia - Elizabeth Báthory



Rejected Princess - Elizabeth Bathory


แท็ก :  เอลิซาเบธ, บาโธรี่, เคาน์เตส, แวมไพร์, Elizabeth, Bathory, อาบเลือด, คงกระพัน