ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 "ไทลินอล เมอร์เดอร์ส" คดีฆาตกรรมปริศนายาแก้ไข้ชื่อดังแห่งชิคาโก้ !!!


คำเตือน : รายการมิติที่ 6 มิได้หวังทำลายภาพลักษณ์หรือความน่าเชื่อถือของสินค้า เพียงแต่ต้องการนำเสนอเพื่อความบันเทิง โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม
มนุษย์เราทุกคนนั้นล้วนไม่สมบูรณ์แบบ ร่างกายแข็งแกร่งแค่ไหนก็ยังล้มป่วย นั่นจึงทำให้เราต้องซื้อหายาแก้ปวดลดไข้มาเก็บไว้อย่างน้อยก็หนึ่งแผง เผื่อไว้ใช้ไว้รับประทานยามเมื่อโรคภัยวิ่งเข้ามาหา แต่ถ้าหากว่ายาแก้ไข้ที่ว่านั้น มันกลายเป็นยาพิษที่สามารถคร่าชีวิตของเราได้ล่ะ ?
มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาคุณไปพบกับคดีฆาตกรรมปริศนาที่เมืองชิคาโกรัฐอิลินอยซ์ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่คนร้ายกระทำกับเหยื่อแบบไม่เลือกหน้า กับเทคนิควิธีการที่ทำให้บุคคลมากมายที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ต้องมาพบกับเคราะห์กรรมถึงชีวิต และเดือดร้อนไปถึงบริษัทเจ้าของตัวยา ที่ต้องออกมาแสดงความรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้เป็นผู้กระทำ



เช้าวันที่ 29 กันยายน ค.ศ. 1982 เวลา 7 นาฬิกา ณ หมู่บ้านเอลค์โกรฟวิลเลจแห่งรัฐอิลินอยซ์ เด็กหญิงแมรี่ เคลเลอร์แมน อายุ 12 ปี ล้มลงหมดสติในห้องน้ำอย่างปริศนา พ่อและแม่รีบนำตัวเธอส่งโรงพยาบาลในทันที แต่สุดท้ายเธอก็เสียชีวิตไปโดยที่ทุกคนเข้าใจว่า สาเหตุน่าจะมาจากโรคหลอดเลือดสมอง


และในวันเดียวกันนั้น อดัม จานุสพนักงานไปรษณีย์จากอาร์ลิงตันไฮท์ จู่ๆ เกิดอาการหายใจไม่ออกจนเป็นลมหมดสติ ท่ามกลางความเข้าใจผิดของเพื่อน ๆ ว่า สิ่งที่อดัมเป็นอยู่นั้นคืออาการของโรคความดันโลหิตต่ำ แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ถูกนำตัวส่งเข้าโรงพยาบาลในรัฐอิลินอยซ์แล้วเสียชีวิตไปอีกคน โดยแพทย์สันนิษฐานว่าอดัมน่าจะเสียชีวิตไปด้วยโรคปัจจุบันทันด่วนเท่านั้น


ต่อมาไม่นานสแตนลีย์น้องชายของอดัม อายุ 24 ปี และน้องบุญธรรมอายุ 19 ปี ชื่อเธเรซา ที่เดินทางจากไลเซิลในรัฐเดียวกันเพื่อมาร่วมงานศพของอดัม ก็เกิดมีอาการคล้าย ๆ กันขึ้นมา ทั้งคู่หมดสติล้มลงบนพื้นแทบจะพร้อม ๆ กันอย่างปริศนา ท่ามกลางความแตกตื่นในงานศพ และทั้งคู่ก็ถูกส่งไปยังโรงพยาบาลแต่มันก็สายเกินไป เพราะสแตนลีย์ได้เสียชีวิตไปก่อน ส่วนเธเรซาก็เสียชีวิตตามไปในเวลาไม่นาน


ภายในเวลาไม่กี่วันกลับมีผู้เสียชีวิตด้วยอาการใกล้เคียงกันถึง 4 รายแบบนี้ มันก็เริ่มทำให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นทางโรงพยาบาลหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่น เริ่มสงสัยว่ามันอาจจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญเสียแล้ว เพียงแต่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ! นั่นจึงทำให้มีคำสั่งชันสูตรศพของผู้เสียชีวิตทั้ง 4 รายทันที ว่าพวกเขาทั้งหมดเสียชีวิตเพราะสาเหตุใด ?


เพียงไม่ทันไร เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้รับรายงานเข้ามาอีกว่า แมรี่ แมคฟาแลนอาชีพแม่บ้านวัย 27 ปี ที่อาศัยอยู่ในแถบเอลม์เฮิร์สท์รัฐอิลินอยซ์ ก็ล้มลงหมดสติและเสียชีวิต ทั้ง ๆ ที่เธอเพิ่งจะได้เป็นแม่คนเพียงวันเดียว ตามด้วยพอลล่า พรินซ์จากชิคาโก้ พนักงานต้อนรับอายุ 35 ปี ของสายการบินแห่งหนึ่ง ถูกพบนอนเสียชีวิตอยู่ในที่พักของเธอ และแมรี่ เรนเนอร์ หญิงสาวอายุ 35 ปี ก็เสียชีวิตในลักษณะเดียวกันไปอีกคน


4 ศพที่แล้วยังไม่ทันจะได้เงื่อนงำ กลับมีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีกถึง 3 ราย แถมทุกรายก็ล้วนเสียชีวิตในลักษณะใกล้เคียงกันอีก เพียงแต่สิ่งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจพอจะทำได้ตอนนี้ มันมีเพียงแต่การรอผลชันสูตรศพเท่านั้น !


เมื่อผลการชันสูตรศพของ 4 รายแรกออกมา ทุกฝ่ายก็ทราบสาเหตุเบื้องต้นว่า ในร่างกายของพวกเขาล้วนมีสารพิษจำพวกไซยาไนด์เจือปนอยู่ในกระแสเลือด และมันก็คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้พวกเขาต้องเสียชีวิตไป


ต่อมาผลการชันสูตรศพของ 3 รายที่เหลือก็ออกมาในแนวทางเดียวกัน ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเริ่มตั้งสมมติฐานเพื่อหาสาเหตุที่ทำให้ผู้เสียชีวิตทั้งเจ็ดราย ว่ามีสารพิษร้ายแรงชนิดนี้เข้าไปอยู่ในร่างกายได้ทางใดบ้าง ?

ผู้เสียชีวิตทั้ง 7 ราย

การสืบสวนเริ่มต้นขึ้นพร้อม ๆ กัน เจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางไปสอบสวนญาติของผู้เสียชีวิตทุกคน โดยแมรี่ เคลเลอร์แมนเด็กหญิงผู้เสียชีวิตรายแรกนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบถามกับญาติว่า ก่อนที่เธอจะเสียชีวิตได้รับประทานอาหารหรือยาอะไรไปบ้าง คำตอบที่พวกเขาได้รับนอกจากอาหารมื้อสุดท้ายของเธอแล้ว ญาติก็ระบุชื่อยาแก้ปวดลดไข้ยี่ห้อหนึ่งที่เธอได้รับมันเข้าสู่ร่างกายเพื่อรักษาอาการไข้เมื่อคืนสุดท้าย

ในกรณีของอดัม สแตนลีย์ และเธเรซา สามพี่น้องที่เสียชีวิตตามกันไปอย่างปริศนาก็เช่นกัน ญาติได้ระบุว่าอดัมได้รับประทานยาแก้ปวดยี่ห้อหนึ่งก่อนออกไปทำงาน ส่วนสแตนลีย์และเธเรซาที่เดินทางมาร่วมงานศพของอดัมนั้น ก็กินยาแก้ปวดจากขวดยาเดียวกันกับผู้เสียชีวิต เพื่อบรรเทาอาการป่วยหลังจากเดินทางมาร่วมงานศพ

พิธีฝังศพสามพี่น้อง (อดัม, สแตนลีย์ และเธเรซา) ที่เสียชีวิตตามกันไป
ซึ่งแน่นอนว่าผู้เสียชีวิตอีก 3 รายที่เหลือนั้น ต่างก็รับประทานยาแก้ปวดลดไข้ยี่ห้อนี้ ก่อนที่จะเกิดอาการหมดสติและเสียชีวิตไปอย่างปริศนา นั่นจึงทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจพุ่งประเด็นมาที่ยาแก้ปวดลดไข้ตัวนี้


มันคือยาแก้ปวดลดไข้ชนิดพิเศษ บรรจุอยู่ในเม็ดแคปซูลขาวแดงยี่ห้อไทลินอล ของบริษัทผู้ผลิตยาชื่อดังจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสันนั่นเอง


และก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป ทางการจึงได้รีบแจ้งให้สื่อทุกชนิดช่วยกระจายข่าว ตั้งแต่วิทยุ โทรทัศน์ ไม่เว้นแม้แต่ลำโพงกระจายเสียงในท้องถิ่น ให้รีบแจ้งกับบรรดาชาวบ้านที่อาจจะซื้อยาแก้ปวดชนิดนี้ เพื่อให้ทราบถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจนถึงขั้นเสียชีวิตอย่างเหยื่อทั้ง 7 รายก่อนหน้านี้


พอข่าวด่วนถูกแจ้งสู่ชุมชนพร้อมกับข่าวการเสียชีวิตของผู้เคราะห์ร้ายทั้ง 7 ราย เป็นที่แน่นอนว่านอกจากผู้เสียหายจะเป็นเหล่าญาติของผู้เสียชีวิตแล้ว ตอนนี้จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสันเจ้าของตำรับยาแก้ปวดลดไข้ชนิดพิเศษในเม็ดแคปซูลตัวนี้ต้องตกที่นั่งลำบากตามไปด้วย และสิ่งที่พวกเขาพอจะทำได้ในตอนนี้ ก็คือการสั่งเก็บตัวยานี้กลับมายังบริษัททันที และให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อตรวจสอบหาสาเหตุของความผิดพลาด หรืออะไรสักอย่างที่ทำให้มีสารพิษร้ายแรงขนาดนี้ปนเปื้อนเข้าไปในเม็ดแคปซูลจนมากพอที่จะทำให้มีคนเสียชีวิตได้


เพียงแต่มีผู้ที่ได้รับประทานยาตัวนี้เข้าไปแล้ว ก็ไม่มีอาการผิดปกติใดๆ เกิดขึ้นเช่นกัน ทำให้ทางเจ้าหน้าที่และฝ่ายที่เกี่ยวข้องเริ่มตั้งข้อสังเกตว่า บางทีความผิดพลาดนี้มันน่าจะไม่ได้มาจากทางโรงงานของผู้ผลิต แต่มันน่าจะเกิดจากการที่มีใครบางคนลอบนำขวดบรรจุยาดังกล่าวออกมา แล้วเปิดฝาแคปซูลออกเพื่อเปลี่ยนเอาไซยาไนด์ใส่ลงไป ก่อนที่จะนำกลับมาบรรจุลงขวดตามเดิมในขั้นตอนก่อนออกวางจำหน่ายเสียมากกว่า


ส่วนทางโรงพยาบาลเองต้องรับมือกับเหล่าผู้ป่วยมากมาย ที่สงสัยว่าตัวเองอาจจะได้รับสารพิษเพราะซื้อยาไปกิน แต่พอเอาเข้าจริง ๆ ก็กลับไม่มีรายงานว่าใครเสียชีวิตเพราะสารไซยาไนด์อีกเลยแม้แต่คนเดียว


นั่นหมายความว่าบางทีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ อาจมีจุดประสงค์ไปที่การทำลายความน่าเชื่อถือของยาแก้ปวดยี่ห้อดังกล่าว รวมถึงการทำลายภาพลักษณ์ที่ดีของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน มากกว่าการลงมือจากฆาตกรโรคจิตก็เป็นได้

จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสันเองไม่ได้นิ่งนอนใจ รีบแจ้งกับโรงพยาบาลทุกแห่ง รวมถึงประกาศหยุดสายการผลิตตัวยาชนิดนี้ทันทีตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม ค.ศ. 1982 และยาทั้งหมดกว่า 31 ล้านขวดก็ถูกนำกลับมาตรวจสอบและทำลาย คิดเป็นเงินรายได้สูญไปกว่าหนึ่งร้อยล้านดอลลาร์ แต่มันก็เป็นเพียงสิ่งเดียวที่พวกเขาจะแสดงออกให้ชาวบ้านสบายใจขึ้น และทางบริษัทเองก็ได้ตั้งค่าหัวสำหรับใครที่สามารถชี้เบาะแสของคนร้ายไว้ถึง 1 แสนดอลลาร์สหรัฐฯ

"บริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน" ที่สหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน

ซึ่งมันก็ได้ทำให้ทางจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสันต้องรับทั้งจดหมายและสายโทรศัพท์แจ้งเหตุมากมาย แน่นอนว่าข้อมูลทั้งหมดที่ได้นั้นล้วนเป็นข้อมูลปลอมจากพวกมือไม่พายเอาเท้าราน้ำ หรือไม่ก็หวังว่าสิ่งตัวเองพบนั้นน่าจะเป็นเบาะแสจริง โดยต่อมาการแจ้งเหตุเพื่อหวังเงินรางวัลก็ค่อย ๆ ซาลง และเงียบหายไปตามกาลเวลา


ในส่วนการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายที่เกี่ยวข้องนั้น พวกเขาพบว่านอกจากขวดยาแคปซูลที่มีปัญหาทั้ง 5 ขวด จากบ้านผู้เสียชีวิตทั้ง 7 ราย แล้ว ยังตรวจสอบพบยาไทลินอลอีก 3 ขวด ที่มีสารไซยาไนด์ผสมอยู่ และยังโชคดีที่พวกมันยังไม่ได้ถูกใครซื้อไปใช้แต่อย่างใด โดยที่มาของยามีปัญหาทั้ง 8 ขวดนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่ามันถูกส่งมาจากโรงงานแห่งเดียวกัน เพียงแต่มันไม่ได้ถูกส่งมาจากโรงงานหลักของจอห์นสัน แอนด์ จอหน์สัน

นั่นจึงทำให้ทุกฝ่ายสามารถสรุปได้จริงๆ ว่า ปัญหาไม่ได้เกิดมาจากตัวยาเลยแม้แต่น้อย และมันจะต้องมีผู้ประสงค์ร้ายกับผู้คนหรือบริษัทผู้ผลิตยาที่ตำรวจจะต้องตามตัวมันให้พบ เพื่อรับกรรมในสิ่งที่ทำลงไปให้จงได้


ดังนั้นการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์จึงได้เริ่มต้นขึ้น ขวดยาทั้งหมดถูกส่งไปยังห้องแลปเพื่อตรวจสอบหาลายนิ้วมือหรือหลักฐานอะไรเพิ่มเติมที่น่าจะระบุตัวของคนร้ายได้ แต่สุดท้ายพวกเขาก็ถึงทางตัน เพราะไม่สามารถพบเงื่อนงำอะไรจากขวดยาเหล่านั้นได้เลย นอกจากข้อสันนิษฐานว่าคนร้ายน่าจะอยู่ในชิคาโก้ เพราะยาพิษเหล่านี้ล้วนถูกผลิตจากโรงงานในชิคาโก้เพียงเท่านั้น


ในเมื่อใช้กระบวนการสืบสวนจากตำรวจท้องที่แล้ว ก็ยังไม่สามารถสืบหาอะไรให้คืบหน้าได้ ตัวคดีจึงได้ถูกโอนไปให้กับเอฟบีไอเป็นผู้สืบสวนต่อ ซึ่งเอฟบีไอเองก็พยายามสืบหาตัวคนร้ายต่อไป จนกระทั่งวันหนึ่งทางจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสันได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่เอฟบีไอทราบว่า หลังจากเกิดเหตุร้ายขึ้นก็ได้มีชายคนหนึ่งส่งจดหมายขู่กรรโชกทรัพย์มากับทางบริษัท โดยชายคนนี้ได้เรียกร้องเงินถึง 1 ล้านดอลลาร์ เพื่อแลกกับการหยุดผสมไซยาไนด์ลงไปในยาทุกชนิดของบริษัท โดยในเวลาไม่นานเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถสืบตามหาผู้ที่ส่งจดหมายขู่รายนี้จนพบ ซึ่งเขาคือ เจมส์ วิลเลียม เลวิส นั่นเอง

"เจมส์ วิลเลียม เลวิส" ผู้ต้องสงสัย
จดหมายขู่กรรโชกทรัพย์ 1 ล้านดอลล่าร์ ของเจมส์

ในตอนแรกนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็พยายามเชื่อมโยงเจมส์กับคดีวางยาพิษครั้งแรกเข้าด้วยกัน และพบว่า เจมส์คือบุคคลล้มละลายเนื่องจากทำธุรกิจล้มเหลว ซึ่งมันก็มีความเป็นไปได้ที่เขาจะเป็นผู้ก่อเหตุ เพียงแต่พอสอบสวนถึงช่วงเวลาที่เกิดเหตุนั้น เจมส์อยู่กับภรรยาที่นิวยอร์ค มันจึงเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะเดินทางมายังอิลินอยซ์เพื่อก่อเหตุ นั่นจึงทำให้เจมส์ถูกดำเนินคดีเพียงข้อหาขู่กรรโชกทรัพย์ และได้คดีโกงบัตรเครดิตพ่วงเข้าไปอีกหนึ่งคดี ได้รับโทษจำคุก 13 ปี จากทั้งหมด 20 ปี ก่อนที่จะได้รับทัณฑ์บนปล่อยตัวออกมาในช่วงปี ค.ศ. 1995


ผู้ต้องสงสัยรายแรกกลับไม่มีหลักฐาน ถึงจะจับตัวเข้าคุกได้แต่ก็ไม่ใช่ว่าเพราะเขาเป็นคนร้ายตัวจริง
แบบนี้จึงทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องพยายามเฟ้นหาตัวผู้ต้องสงสัยมาสอบสวนเพิ่มเติมกันต่อ


โดยผู้ต้องสงสัยรายที่สองนั้นก็คือนาย โรเจอร์ อาร์โนลด์ เขาถูกจับตัวมาสอบสวนหาความเกี่ยวข้องกับคดีวางยาพิษ ซึ่งแน่นอนว่าโรเจอร์เองนั้นสามารถแก้ต่างในข้อสงสัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทั้งหมดและถูกปล่อยตัวกลับบ้านเป็นอิสระ เพียงแต่ในช่วงที่เขาถูกนำตัวไปสอบสวนนั้น สื่อต่าง ๆ ได้ประโคมข่าวราวกับว่าเขาคือคนร้าย พอกลับมาถึงบ้านโรเจอร์ก็คิดไปต่าง ๆ นา ๆ ว่าสาเหตุที่เขาต้องถูกสังคมประณามหยามเหยียดมันต้องมาจากมาร์ตี้ ซินแคลร์ เจ้าของบาร์แห่งหนึ่งที่แจ้งตำรวจปรักปรำเขาแน่ ๆ

"โรเจอร์ อาร์โนลด์" ผู้ต้องสงสัยอีกคน
และสิ่งนี้ก็เป็นเหตุให้วันหนึ่งในช่วงหน้าร้อนของปี ค.ศ. 1983 โรเจอร์ได้ก่อเหตุใช้ปืนยิงสังหารจอห์น สตานิชาที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรกับเขาเลยแม้แต่น้อย ถูกยิงเสียชีวิตเพราะโรเจอร์เข้าใจผิดว่าเขาคือมาร์ตี้ ซินแคลร์เท่านั้นเอง ซึ่งมันได้ทำให้โรเจอร์ต้องถูกจับตัวขึ้นศาลพิพากษาในคดีฆ่าคนตายในเดือนมกราคม ค.ศ. 1984 ได้รับโทษจำคุก 15 ปี จากทั้งหมด 30 ปี และเสียชีวิตไปในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2008


ในช่วงหลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้ปล่อยตัวโรเจอร์ไปแล้วนั้น พวกเขาได้เรียกตัวผู้ต้องสงสัยรายถัดไปมาสอบสวน เธอคือ ลอรี่ แดนน์ โดยดูจากประวัติอาชญากรรมที่เธอได้เคยก่อเหตุวางยาพิษและยิงเด็ก ๆ ในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง ลอรี่มีประวัติป่วยทางจิตเคยคิดฆ่าตัวตายอยู่หลายครั้ง และมีคุณสมบัติมากพอที่จะก่อเหตุร้าย อย่างเช่นการวางยาพิษลงในแคปซูลของไทลินอล แต่พอนำตัวของลอรี่มาสอบสวนเข้าจริง ๆ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถจะเชื่อมโยงเธอเข้ากับคดีนี้ได้เลย สุดท้ายพวกเขาต้องปล่อยตัวเธอกลับบ้านไป

"ลอรี่ แดนน์" ผู้ต้องสงสัยอีกราย


หลังจากที่ลอรี่กลับบ้านไม่นาน ในวันที่ 20 พฤษภาคม ค.ศ. 1988 เธอก็ได้ใช้ปืนก่อเหตุยิงเด็กกับผู้หญิง 2 คน และผู้ชายอีก 3 คน ที่โรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง ก่อนที่จะใช้ปืนกระบอกเดียวกันลั่นไกปลิดชีพตัวเองตายตามไปในเวลาต่อมา


เพียงแต่ในช่วงที่ทำคดีอยู่นั้น ผู้ต้องสงสัยทุกคนยังมีชีวิตอยู่ นั่นจึงทำให้การสืบสวนยังคงดำเนินต่อไป โดยในช่วงต้นปี ค.ศ. 1983 นั้น เอฟบีไอได้ขอให้บ็อบ กรีนน์ คอลัมนิสต์ของหนังสือพิมพ์ชิคาโก้ทริบูน ให้ช่วยลงข่าวพูดถึงสถานที่ฝังศพของแมรี่ เคลเลอร์แมน เหยื่อผู้เสียชีวิตรายแรกลงในหนังสือพิมพ์ โดยในเนื้อหาระบุว่าทุกอย่างได้รับการยินยอมจากครอบครัวของแมรี่แล้ว

โดยเอฟบีไอทำแบบนี้เพราะคาดว่า ถ้าคนร้ายได้มาอ่านข่าวเข้า เขาจะต้องเดินทางไปยังสุสานของเหยื่อตามหลักทฤษฎีของจอห์น ดักกลาสที่ได้เคยระบุเอาไว้ว่า คนร้ายในคดีฆาตกรรมมักจะต้องเดินทางไปยังสุสานของเหยื่อเพื่อชื่นชมผลงานของตัวเอง หลังจากข้อความดังกล่าวได้ถูกประกาศออกไปจนข้ามเดือน ก็ยังไม่มีใครที่น่าสงสัยเดินทางไปยังสุสานของแมรี่เลย

"จอห์น ดักกลาส"


ทางด้านจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสันหลังจากเหตุร้ายผ่านไป ก็แสดงความจริงใจที่จะช่วยรับผิดชอบในเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็นความพยายามตามหาบริษัทที่รับจ้างผลิตล็อตปัญหาดังกล่าว ไปจนถึงการช่วยรวบรวมข้อมูลภายในรัศมีกว่า 3 ไมล์จากจุดเกิดเหตุ ว่าไม่มีผู้ใดได้รับประทานยาผสมสารพิษนี้เพิ่มเติม และการเรียกคืนยาทุกขวดกลับไปตรวจสอบทำลายทั้งหมดโดยทันที รวมถึงการให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจของเมืองชิคาโก้และเอฟบีไอเป็นอย่างดีตลอดมา ทั้ง ๆ ที่หลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ทางบริษัทต้องประสบกับภาวะขาดทุน จากกำไร 35% ลงมาเป็น 8%


ซึ่งทั้งหมดนี้ได้ทำให้ในปีต่อมา สถานการณ์ของบริษัทสามารถฟื้นฟูกลับมาดีขึ้นได้ โดยในปีเดียวกันทางจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสันได้ประกาศยกเลิกการผลิตยาไทลินอลแบบแคปซูล เปลี่ยนมาเป็นแบบอัดเม็ดแทน พร้อมบรรจุลงในแพ็กเกจแบบพิเศษรวมถึงลดราคาขายลง จนทำให้ไทลินอลกลายมาเป็นยาสามัญประจำบ้านที่ทุกคนรู้จัก และครองส่วนแบ่งทางการตลาดมาอย่างยาวนานจนถึงทุกวันนี้


แต่ในด้านคดีนั้น นอกจากจะยังหาตัวคนร้ายมาดำเนินคดียังไม่ได้ ก็มีบางคนได้เลียนแบบวิธีการวางยาในคดีนี้มาใช้ในการฆาตกรรม โดยในปี ค.ศ. 1986 ที่รัฐวอชิงตันได้เกิดคดีฆาตกรรมด้วยวิธีการวางยาพิษประเภทไซยาไนด์ ใส่ลงในแคปซูลของยาบรรเทาอาการไมเกรนยี่ห้อเอ็กเซดริน ซึ่งเหยื่อเคราะห์ร้ายนั้นคือ ซูซาน สโนว์ และบรูซ นิคเคล โดยต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถสืบตามหาตัวคนร้ายได้นั่นก็คือสเตลล่า ภรรยาของบรูซ นิคเคลนั่นเอง

โดยหลังจากการสอบสวนพบว่าเธอได้แอบนำขวดยายี่ห้อดังกล่าวออกมาจากร้าน จากนั้นก็ผสมไซยาไนด์เข้าไปในแคปซูล แล้วนำกลับไปวางไว้ที่ร้านตามเดิมถึง 5 ขวด แล้วเธอก็ได้พาสามีมาซื้อมันกลับบ้านไปขวดหนึ่ง ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวซูซานเหยื่ออีกคนที่ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับครอบครัวนิเคลเลย มาซื้อยาอีกขวดไปและเสียชีวิตตามไปอย่างน่าอนาถ โดยหลังจากนั้นสเตลล่าก็ถูกศาลพิพากษาจำคุกไป 90 ปี

"สเตลล่า นิคเคล" ฆ่าสามีโดยการเลียนแบบกรณียาไทลีนอล

ในปี ค.ศ. 1986 เช่นกัน ยายี่ห้อเอ็นคาพรินของบริษัทพีแอนด์จีมีอันต้องเรียกยาคืนจากร้านขายยาทั้งหมด เพียงเพราะข่าวลือว่าพบผู้เสียชีวิตหลังจากซื้อยาไปทานในเมืองชิคาโกและดีทรอยท์ จนมีผลทำให้ทางบริษัทต้องประสบกับภาวะขาดทุนอยู่ระยะหนึ่ง


จากเหตุการณ์เหล่านี้มีผลทำให้ผู้ผลิตยาชั้นนำยี่ห้อต่าง ๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกา พร้อมใจกันยกเลิกการผลิตตัวยาบรรจุลงในเม็ดแคปซูล และบรรจุแพ็กเกจให้ผู้ซื้อสามารถตรวจสอบได้ด้วยตัวเองว่ามันถูกแกะออกจากแพ็กเกจมาก่อนหรือไม่ ตามแบบที่ไทลินอลได้บุกเบิกไปก่อนแล้วนั่นเอง


ถึงแม้ว่าการตามหาตัวคนร้ายจะยังไม่มีความคืบหน้ามาหลายปี แต่การสืบสวนสอบสวนของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเอฟบีไอก็ยังคงดำเนินการกันต่อไป


โดยช่วงต้นเดือนมกราคม ค.ศ. 2009 ทางการของรัฐอิลินอยซ์ได้รื้อคดีนี้ขึ้นมาสอบสวนกันอีกครั้ง ด้วยการจัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบบ้านของเจมส์ เลวิส ที่เคมบริดจ์รัฐแมสซาชุเสส และยึดของกลางมาได้จำนวนหนึ่ง ซึ่งฝ่ายประชาสัมพันธ์ของเอฟบีไอเองก็ไม่ได้ให้ความเห็นใด ๆ นอกจากพูดว่า ทุกอย่างน่าจะแจ้งให้ทราบได้ในวันครบรอบ 25 ปีของคดีนี้ เพราะในปัจจุบันเจ้าหน้าที่เอฟบีไอมีการพัฒนาเทคโนโลยีในที่ช่วยในการสอบสวนให้ง่ายกว่าในสมัยก่อนเป็นอย่างมาก โดยการสืบสวนจะใช้หลักฐานเดิมที่มีอยู่มาวิเคราะห์กันใหม่อีกครั้งด้วย


ในเดือนมกราคม ค.ศ. 2010 ทั้งเลวิสและภรรยาของเขาก็ถูกขอเอาตัวอย่าง DNA และรอยนิ้วมือไปตรวจสอบอีกครั้ง โดยเลวิสบอกว่า "ถ้าเอฟบีไอทำงานโปร่งใส เขาเองก็ไม่มีอะไรจะต้องกังวล"


ในวันที่ 19 พฤษภาคม ค.ศ. 2011 เอฟบีไอได้ร้องขอตัวอย่าง DNA จากเท็ด คาชินสกี้ เจ้าของฉายายูเนบอมเบอร์ ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัยคดี โซดิแอคคิลเลอร์ ที่มิติที่ 6 เคยนำเสนอไปแล้ว โดยเอฟบีไอได้ตั้งสงสัยเช่นกันว่า เท็ดน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมไทลินอล เพียงแต่เท็ดให้การปฏิเสธว่าเขาไม่เคยครอบครองไซยาไนด์มาก่อน แต่เมื่อปี ค.ศ.1978 และ ค.ศ. 1980 นั้น เท็ดเคยก่อเหตุฆาตกรรมเหยื่อของเขาไปถึง 4 รายในเมืองชิคาโก แถมพ่อและแม่ของเท็ดเองก็ยังมีบ้านอยู่แถวชานเมืองชิคาโกที่ลอมบาร์ดในรัฐอิลินอยซ์ โดยในช่วงปี ค.ศ. 1982 นั้น ก็มีรายงานว่าเท็ดเคยอาศัยอยู่ที่นี่ด้วย


ในปี ค.ศ.2011 นี้เช่นกัน สก็อตต์ บาร์ทซ์อดีตพนักงานของบริษัทจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน และยังเป็นนักเขียนที่ติดตามคดีฆาตกรรมไทลินอลมาอย่างยาวนาน ก็ได้ออกมายืนยันข้อมูลว่าสารพิษที่ถูกบรรจุลงแคปซูลของไทลินอลในยุคนั้น ว่ามันน่าจะถูกนำมาบรรจุสารพิษที่ไหนสักแห่งตอนช่วงกระบวนการบรรจุลงหีบห่อ ก่อนที่จะถูกแจกจ่ายออกไปยังตัวแทนจำหน่าย มากกว่าจะกระทำการกันในร้านขายยาอย่างแน่นอน

ซึ่งไม่ว่าการสอบสวนจะดำเนินต่อไปแบบไหน ปัจจุบันก็ล่วงเลยมาจนถึง ค.ศ. 2017 แล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจและเอฟบีไอก็ยังไม่สามารถตามหาตัวคนร้ายรายนี้มาลงโทษได้เสียที แต่ถึงจะยังตามหาไม่พบ อย่างน้อยเหตุการณ์นี้มันก็ได้ทำให้ผู้ผลิตยาชั้นนำที่มียี่ห้อเป็นของตัวเอง ต่างก็พากันพัฒนารูปแบบการบรรจุแพ็กเกจให้ปลอดภัยและสามารถตรวจสอบได้ โดยผู้บริโภคไม่ต้องรับความเสี่ยงเพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป เพียงแต่ยังมียาจากผู้ผลิตรายอื่นที่ยังคงรูปแบบการบรรจุลงในเม็ดแคปซูลเช่นเดิม ซึ่งก็ยังคงพบเห็นได้ทุกวันนี้อยู่ดี


โดยมิติที่ 6 เองก็อยากให้ท่านผู้ชมมองไปที่ความปลอดภัยในการเลือกซื้อยาสามัญประจำบ้านมาใช้ มากกว่าการที่เราจะไปตั้งทัศนคติในแง่ลบกับบริษัทผู้ผลิตยา หรือการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในยุคสมัยต่าง ๆ เพราะไม่ว่าเวลาจะผ่านมาเนิ่นนานสักแค่ไหน สุดท้ายผู้บริโภคอย่างเราก็ต้องมีความรู้ในการสังเกตหีบห่อบรรจุภัณฑ์ รวมไปถึงสรรพคุณของยารักษาโรคเหล่านั้นให้ดี เพราะปัจจุบันนี้มียาแปลกปลอมมากมายถูกวางขายตามเฟซบุ๊ก หรือจากพรีเซนเตอร์เน็ตไอดอลที่ขายของ โดยไม่สนว่ายาเหล่านั้นจะใช้ได้ผลจริงตามที่อวดอ้างสรรพคุณหรือเปล่า ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันน่ากลัวและพบได้ง่ายกว่าคดีฆาตกรรมไทลินอลเป็นอย่างมาก เพราะสุดท้ายก็ต้องกลับมามองที่ตัวเราเองนั้นแหละ ว่าเป็นที่พึ่งแห่งตน


หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้ สวัสดี


แปลและเรียบเรียง นิวัฒน์ อ่ำแสง
ที่มา : Wikipedia - Chicago Tylenol murders