ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 "เดวิด และแคทเธอรีน เบอร์นี่" คู่รักฆาตกรต่อเนื่องที่น่าหมั่นไส้ที่สุดในโลก !!!



ความรักมันคือความเข้าใจ ความรักคือการให้อภัยอย่างไม่มีที่สิ้นสุด นิยามในด้านสว่างแบบนี้ก็ยังมีบางคนแปลความหมายออกมาในด้านมืดว่า ความรักนั้นทำให้คนตาบอด ซึ่งทุกอย่างมันก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่คู่รักคู่นั้นได้ร่วมกันสร้างอะไรเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องไม่ดี


มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาท่านไปยังทิศตะวันตกของประเทศออสเตรเลีย เพื่อไปพบกับคู่รักคู่หนึ่งที่น่าจะเป็นหนึ่งในนิยามของความรักที่ว่า "ความรักทำให้คนตาบอด" กับสิ่งที่พวกเขาได้ร่วมกันกระทำจนกลายเป็นเรื่องราวความรักของฆาตกรต่อเนื่อง ที่ทำให้ผู้คนในสมัยนั้นไม่รู้จะยกย่องหรือสาปส่ง มันถึงจะเหมาะสมกับสิ่งที่ทั้งคู่ได้ก่อเอาไว้ !!!


"เดวิด เบอร์นี่" เกิดเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1951 เขาเป็นพี่คนโตของพี่น้องทั้งหมดห้าคน เดวิดเติบโตขึ้นมาในย่านชานเมืองวัตเทิลโกรฟ ที่อยู่ทางตะวันออกของเมืองเพิร์ธประเทศออสเตรเลีย


เพื่อนที่โรงเรียนรวมไปถึงเหล่านักบุญจากโบสถ์วัตเทิลโกรฟแบพติสได้เคยพูดถึงครอบครัวของเดวิดว่า ครอบครัวของเขามีข่าวลือไม่ค่อยจะดีสักเท่าไหร่ เพราะแต่ละคนมีชีวิตที่ไม่ซ้ำแบบใคร ทั้งติดเหล้าและมีอะไรกันเองกับสมาชิกในครอบครัว


ในช่วงที่พ่อแม่ของเดวิดได้ไปขอให้นักบุญมาช่วยดูแลพิธีแต่งงานนั้น ท่านนักบุญเองก็ดูจะเป็นกังวลเพราะดูแล้วทั้งสองไม่น่าจะไปกันรอด พ่อของเดวิดเป็นชายร่างเล็กดูไม่มีอะไรน่าสนใจ ส่วนแม่ก็เป็นที่รู้จักกันในย่านนั้นว่าเป็นหญิงสาวที่แข็งกระด้าง ต่างกันทั้งวิธีพูดจาและการใช้ชีวิต แถมแม่ของเขายังมีข่าวลือในเรื่องการชอบนั่งแท็กซี่แล้วจ่ายค่าโดยสารด้วยการมีเพศสัมพันธ์อีกด้วย แต่ทุกอย่างมันก็เป็นเพียงข่าวที่ลือกันไปเท่านั้น


ในส่วนเพื่อนๆ ของเดวิดเองก็ให้นิยามสั้นๆ เกี่ยวกับครอบครัวของเขาว่า “รุงรังและสกปรก”  และไม่เคยเห็นพ่อแม่ของเดวิดออกมาร่วมวงสนทนากับเพื่อนบ้าน แม้แต่เดวิดเองก็ไม่เคยได้โอกาสออกมากินข้าวบ้านเพื่อนแม้แต่ครั้งเดียว


เพื่อนคนหนึ่งของเดวิดเล่าว่า เขามักจะแอบเห็นตู้เย็นภายในบ้านของเดวิดเปิดทิ้งไว้ และมักจะเห็นเหล่าลูกๆ รวมไปถึงสุนัขของบ้านเดินมาหยิบจับอาหารจากตู้เย็นนั่นออกมากิน ปนเปกันจนไม่รู้ว่าอันไหนอาหารคนและอันไหนอาหารสุนัข


จนเมื่อช่วงปี ค.ศ. 1960 พ่อและแม่ของเดวิดก็ตัดสินใจอพยพทั้งครอบครัวมาอยู่ที่ใหม่ ซึ่งยังคงอยู่ในแถบชานเมืองของเพิร์ธเช่นเดิม ที่นี่เดวิดได้พบกับแคทเธอรีนผ่านการแนะนำจากเพื่อนอีกคนของเขา เพียงแต่ช่วงนั้นเดวิดยังไม่ได้สนใจอะไรเธอมากมาย
ในวัย 15 ปี เดวิดจึงตัดสินใจออกจากการเรียนมาทำงานเป็นจ็อคกี้ขี่ม้าให้กับคอกม้าแห่งหนึ่งชื่ออีริคแพนแฮม ที่อยู่ใกล้ๆ กับสนามม้าเอสคอท โดยในช่วงเวลาที่เดวิดเป็นจ็อคกี้อยู่นั้น เขามักจะดูแลม้าด้วยความรุนแรง ส่วนตัวเองก็เริ่มจะมีรสนิยมแปลกๆ ผิดมนุษย์มนา
จนในคืนหนึ่งเดวิดได้บุกเข้าไปในห้องของหญิงชราเจ้าของบ้านที่เขาอาศัยอยู่ จากนั้นก็จับเธอถอดถุงน่องออกมาพันที่หัวของตัวเอง แล้วจึงลงมือข่มขืนหญิงชราจนสำเร็จ และมันก็ถือเป็นการกระทำความผิดระดับอาชญากรครั้งแรกในชีวิตของเขา


โดยในช่วงชีวิตวัยรุ่นมีการบันทึกเอาไว้ว่า เดวิดได้ก่อคดีอาชญากรรมอยู่บ่อยครั้ง ใช้ชีวิตเต็มลิมิตด้วยการเดินเข้าออกคุกฐานะอาชญากรในคดีระดับต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคดีลักทรัพย์ รับซื้อของโจร ย่องเบา บุกรุกสถานที่ยามวิกาล และขับรถโดยไม่มีใบอนุญาต รวมกันแล้วกว่า 53 คดี มาจนกระทั่งเข้าวัยผู้ใหญ่ เขาก็เริ่มเสพติดกิจกรรมทางเพศและชอบดูรูปภาพอนาจารแนววิปริต

ตัวของเขาเองได้แต่งงานครั้งแรกในช่วงอายุ 20 ปี จนมีลูกสาวน่ารัก 1 คน แต่ก็แน่นอนว่าเขาไม่สามารถรับผิดชอบกับเรื่องนี้ได้เพราะมัวแต่ไปติดคุก พอออกมาลูกสาวของเขาและภรรยาก็ไม่อยู่ให้รับผิดชอบแล้ว


พอมาถึงช่วงปี ค.ศ. 1986 เดวิดก็ผันตัวมาทำงานเป็นพนักงานแยกชิ้นส่วนรถยนต์ในท้องถิ่น เมื่อทำได้เกินหนึ่งปีเดวิดและแคทเธอรีนจึงได้กลับมาพบกัน และเริ่มลองมีอะไรกันแบบวิตถาร ซึ่งจะทำอะไรกับใคร ? อย่างไร ? มิติที่ 6 ก็อยากจะให้เราไปรู้จักประวัติคร่าวๆ ของแคทเธอรีนคู่รักของเดวิดกันก่อนครับ


แคทเธอรีนนั้นมีนามสกุลเดิมคือแฮริสัน เธอเกิดเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม ค.ศ. 1951 ปีเดียวกันกับเดวิด เบอร์นี่ ตอนที่เธออายุได้ 2 ปีนั้น แม่ของเธอชื่อดอร์รีนได้เสียชีวิตไปหลังจากที่คลอดน้องชาย ซ้ำร้าย น้องชายของเธอก็ต้องมาเสียชีวิตตามไปหลังจากลืมตาดูโลกได้เพียงสองวัน ซึ่งตอนนั้นมันก็ทำให้เธอเหลือเพียงพ่อคือแฮโรลด์ แต่พ่อก็กลับไม่สามารถดูแลเธอได้อีก เขาจึงส่งเธอให้ไปอยู่ในความเลี้ยงดูของคุณปู่คุณย่า โดยในช่วงที่แคทเธอรีนอายุ 10 ปี เธอก็ได้กลับไปอยู่ในการดูแลของพ่ออีกครั้ง


ในช่วงที่แคทเธอรีนอายุได้ 12 ปี เธอได้เคยพบกับเดวิดเป็นครั้งแรก และต่อมาในช่วงอายุ 14 ปี เธอได้เริ่มคบกับเดวิดอย่างจริงจัง ซึ่งในช่วงเวลานั้นแฮโรลด์พ่อของเธอก็ไม่ค่อยจะชอบหน้าเดวิดสักเท่าไหร่ เขามักจะพยายามกีดกันความรักของทั้งคู่อยู่เสมอ เพราะรู้ว่าเดวิดนั้นเป็นคนไม่ดี ถ้าปล่อยให้ลูกสาวตัวเองไปคบกับคนแบบนี้ เดี๋ยวก็คงต้องมีอันได้ถูกตำรวจจับเข้าคุกแบบแพคคู่สักวัน ซึ่งมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ
วันหนึ่งทั้งเดวิดและแคทเธอรีนถูกตำรวจจับเข้าคุก ในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์หลายคดี และแน่นอนว่าคุกนั้นไม่ใช่บ้านพักรีสอร์ทสำหรับคู่รัก นั่นจึงทำให้ทั้งคู่จำใจต้องแยกจากกันไปอยู่ในคุกคนละแห่ง แต่ยิ่งห่างก็ยิ่งคิดถึง ตัวเดวิดนั้นไม่ทราบว่าคิดอะไรแต่สำหรับแคทเธอรีนแล้ว เธอเล่าว่าตลอดเวลาที่อยู่ในคุกเธอกลับยิ่งรักเดวิดมากขึ้นทุกวัน


ชีวิตในคุกช่วงวัยรุ่นของแคทเธอรีนนั้น มันมีผลทำให้เธอต้องเลิกกับเดวิดอย่างเสียมิได้ พอเธอได้รับทัณฑ์บนออกมาจากคุก แคทเธอรีนก็ไปทำงานเป็นแม่บ้านให้กับครอบครัวแมคลาฟฟิน แล้วต่อมาก็ได้เลื่อนขั้นเป็นภรรยาของเจ้าของบ้าน นั่นคือโดนัล แมคลาฟฟินในวันเกิดครบรอบอายุ 21 ปีของเธอนั่นเอง ต่อมาแคทเธอรีนกับโดนัลก็มีลูกด้วยกัน 7 คน ซึ่งลูกชายคนแรกของเธอนั้นก็มีอันต้องเสียชีวิตไปด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์


สี่สัปดาห์หลังจากที่แคทเธอรีนให้กำเนิดบุตรคนที่ 7 เธอก็ตัดสินใจทิ้งสามีและเริ่มออกตามหารักแท้ ซึ่งก็คือเดวิดนั่นเอง!!! ทั้งสองก็ได้กลับมาพบกันอีกครั้งหลังจากที่เดวิดมาพบเธอโดยบังเอิญที่โรงพยาบาลในช่วงผ่าตัดมดลูก และไม่นานเธอจึงตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้นามสกุลเดียวกันกับเดวิด และมีรายงานว่าหลังจากที่ทั้งคู่ออกมาอยู่ด้วยกันแล้ว เวลาที่เดวิดอยากได้อะไร แคทเธอรีนก็จะยอมเขาทุกอย่าง


ซึ่งคำว่ายอมทุกอย่างนั้นมันคงไม่ใช่แค่ตามอกตามใจคนรักเหมือนคนทั่วไปแต่อย่างใด เพราะหลังจากนั้นไม่นานทั้งคู่ก็ได้ร่วมกันก่อคดีฆาตกรรมสุดวิปริตผิดมนุษย์ ที่ทางการของประเทศออสเตรเลียถึงกับต้องจารึกชื่อของคู่รักทั้งสองคนนี้ ไว้ในประวัติศาสตร์อาชญากรของชาติกันเลยทีเดียว


โดยเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ค.ศ. 1986 นักศึกษาชื่อแมรี่ เนลสัน วัย 22 ปี ได้เดินทางไปซื้อยางอะไหล่ที่โรงแยกชิ้นส่วนรถยนต์ที่เดวิดทำงานอยู่ แต่พอเดินทางไปถึงเธอกลับถูกเดวิดจับล่ามโซ่และข่มขืนโดยไม่ทันได้ตั้งตัว ซึ่งในขณะที่ทุกอย่างกำลังดำเนินไปอยู่นั้น แคทเธอรีนที่ตอนนี้มาอยู่ด้วยกันกับเดวิดก็เอาแต่ยืนดูเหตุการณ์ไปเรื่อยๆ


จนทุกอย่างเสร็จสิ้น แมรี่ก็ถูกพาตัวไปยังสวนสาธารณะเกลนเนียเกิล ที่อยู่ใกล้ๆ กับถนนอัลบานีในแถบชานเมืองเบดฟอร์เดล พอมาถึงที่นี่แมรี่ก็ได้ร้องขอชีวิตกับทั้งสองผัวเมีย เดวิดเห็นแบบนั้นจึงข่มขืนเธอไปอีกครั้ง ก่อนที่จะใช้เชือกไนล่อนรัดคอของเธอจนเสียชีวิต จากนั้นเดวิดก็ใช้มีดแทงไปที่ร่างของเธอจนทั่ว หลังจากที่เดวิดแทงแมรี่จนพอใจแล้ว เขาก็โยนศพของเธอลงไปในหลุมที่ขุดเอาไว้ นั่นจึงทำให้แมรี่ที่กำลังจะได้รับปริญญาสาขาจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยเวสเทิร์นออสเตรเลีย ต้องมาถูกฆาตกรรมเสียชีวิตไปอย่างน่าเวทนา จากฆาตกรจอมโหดที่ทางการคาดว่าไม่น่าจะได้วางแผนกระทำการมาก่อน


โดยสาเหตุที่เดวิดต้องใช้มีดแทงเข้าไปที่ศพของแมรี่เป็นจำนวนหลายแผลนั้น เขาได้บอกกับเจ้าหน้าที่ตำรวจหลังจากถูกจับในภายหลังว่า เขารู้มาจากหนังสือเล่มไหนสักเล่ม ว่าวิธีการนี้จะทำให้ศพเน่าสลายได้ไวกว่าปกติ


ส่วนเหยื่อรายที่ 2 นั้น เกิดขึ้นหลังจากการเสียชีวิตของแมรี่ไปเพียง 2 สัปดาห์ โดยทั้งเดวิดและแคทเธอรีนได้สบโอกาสลักพาตัวซูซานนาห์ แคนดี้ เด็กสาววัย 15 ปี หลังจากที่พบเธอกำลังโบกรถอยู่แถวถนนสเตอริ่งในแถบแคลร์มองต์ออสเตรเลียตะวันตก ซึ่งตัวของซูซานนาห์นั้นเรียกได้ว่าเป็นนักเรียนดีเด่นของโรงเรียนมัธยมฮอลลีวูด เธออาศัยอยู่กับพ่อแม่ที่เนดแลนดส์ มีพี่น้องเป็นชายและหญิงอีกสองคน พ่อของซูซานนาห์เองก็เป็นถึงจักษุแพทย์และศัลยแพทย์ระดับชั้นนำในแถบออสเตรเลียตะวันตกอีกด้วย


หลังจากที่เธอหายตัวไปนั้น สองผัวเมียทั้งเดวิดและแคทเธอรีนได้บังคับให้ซูซานนาห์เขียนจดหมายบอกกับครอบครัวว่าเธอยู่สบายดี แต่จดหมายนั้นก็ยิ่งทำให้ทุกคนในครอบครัวสังเกตุเห็นสิ่งผิดปกติหลายอย่าง และเริ่มวิตกว่าตอนนี้ซูซานนาห์กำลังตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้าย เพียงแต่พวกเขาไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ !


โดยในช่วงเวลานั้น ทั้งสองผัวเมียจอมโหดได้พาซูซานนาห์หลบการตามหาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยลงไปอยู่ในเรือกันหลายชั่วโมง และต่อมาทั้งหมดเปลี่ยนเส้นทางมาเป็นรถยนต์ โดยซูซานนาห์ถูกมีดจี้ที่คอตลอดเวลาในขณะที่ถูกมัดข้อมือไว้ หลังจากนั้นเธอก็ถูกพาตัวไปขังล่ามโซ่ภายในบ้านของเดวิดที่วิลลากี และที่นี่เดวิดก็ได้ลงมือข่มขืนซูซานนาห์จนสำเร็จ


พอเดวิดข่มขืนเสร็จแคทเธอรีนก็ลงมาร่วมหลับนอนที่เตียงเดียวกัน แคทเธอรีนเริ่มเรียนรู้ว่าทุกอย่างที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นั้น มันกำลังทำให้สามีของเธอมีความสุข จากนั้นทั้งหมดก็เริ่มนัวเนียกันจนจบงาน เดวิดจึงคว้าเชือกไนล่อนเตรียมจะรัดคอซูซานนาห์ แต่เธอกลับอาละวาดดิ้นรนต่อสู้ สองผัวเมียจึงต้องจับเธอกรอกยานอนหลับเพื่อให้สงบลง จนเมื่อซูซานนาห์สลบไปแล้ว เดวิดจึงนำเชือกมาคล้องที่คอของเหยื่อแล้วบอกกับแคทเธอรีนว่า เขาอยากให้เธอช่วยพิสูจน์รักแท้อมตะนิรันดร์กาลให้เห็นหน่อยจะได้ไหม ?


แคทเธอรีนได้ยินแบบนั้นก็เข้าใจ เธอจึงค่อยๆ ใช้มือดึงเชือกที่คล้องคอของเหยื่อนั้นอย่างช้าๆ จนในที่สุดเชือกก็รัดคอซูซานนาห์แน่นจนเธอหยุดหายใจ เดวิดเองก็ยืนมองทุกอย่างอยู่ที่ข้างเตียง โดยในภายหลังนั้นแคทเธอรีนเล่าว่าสาเหตุที่เธอทำไป เพราะต้องการจะรู้ว่าตัวเองมีความเข้มแข็งอยู่ภายในใจแค่ไหน ตอนนั้นเธอไม่รู้สึกอะไรเลย และมันก็ทำให้เธอมั่นใจว่า ตอนนี้เธอสามารถจะไปอยู่กับเดวิดได้ทุกหนทุกแห่งตราบจนกระทั่งโลกใบนี้แหลกสลาย
เธอสามารถทำได้ทุกอย่างที่ทำให้เดวิดรู้สึกดี และมองว่าซูซานนาห์นั้นอาจเป็นผู้หญิงที่สามารถกลับมาทำให้เดวิดเดือดร้อนได้ในอนาคต จะรอให้เธอวิ่งไปเรียกตำรวจมาฆ่าสองเรามันก็ยังไงอยู่ใช่ไหม ? และศพของซูซานนาห์ก็ถูกทั้งสองนำไปฝังไว้ในหลุมที่อยู่แถบชายป่าแถวๆ ที่พวกเขาได้ฝังแมรี่ เนลสัน เหยื่อรายแรกนั่นเอง


ต่อมาในวันที่ 1 พฤศจิกายนปีเดียวกัน ทั้งสองผัวเมียจากนรกก็ได้พบกับโนลีน แพ็ทเทอร์สัน หญิงสาวอายุ 31 ปี ที่กำลังยืนอยู่ข้างรถของตัวเองแถวถนนแคนนิ่งไฮเวย์ ตอนนั้นโนลีนกำลังเจอปัญหาน้ำมันรถหมด ในช่วงที่กำลังเดินทางกลับจากทำงานที่บาร์ของเนดแลนดส์กอล์ฟคลับ เธอเป็นถึงผู้จัดการของที่นั่น พอทั้งคู่หลอกโนลีนให้เข้ามาในรถได้สำเร็จเธอก็ถูกมีดจี้คอทันที จากนั้นทั้งคู่ก็พาโนลีนไปยังถนนมัวร์เฮาส์บ้านของเดวิดตามเคย และที่นี่เดวิดได้จัดการข่มขืนโนลีนซ้ำแล้วซ้ำเล่าทั้งๆ ที่ใช้โซ่ล่ามเธออยู่บนเตียง

"มัวร์เฮาส์" ในปัจจุบัน

โดยตอนแรกทั้งคู่ก็กะว่าจะฆ่าโนลีนภายในคืนนั้น แต่เดวิดก็เปลี่ยนใจจับโนลีนขังไว้ภายในบ้านอีกสามวัน และมันก็ถือเป็นสัญญาณที่ทำให้แคทเธอรีนรู้ว่าตอนนี้เดวิดอาจจะกำลังตกหลุมรักเหยื่ออยู่ก็เป็นได้ นั่นจึงทำให้เธอออกคำสั่งให้เดวิดรีบจัดการโนลีนทันที โดยยื่นคำขาดให้เดวิดเลือกระหว่างฆ่าโนลีนหรือจะดูเธอฆ่าตัวตาย นั่นจึงทำให้เดวิดรีบใช้ยานอนหลับจำนวนมากกรอกปากโนลีนเพื่อให้หลับโดยเร็ว จากนั้นก็ใช้เชือกรัดคอขณะที่เธอกำลังหลับอยู่ เมื่อโนลีนเสียชีวิตแล้ว ทั้งคู่จึงนำศพเธอไปฝังไว้ในที่ๆ อยู่ห่างออกไป โดยในภายหลังแคทเธอรีนสารภาพว่า ก่อนทำการฝังศพของโนลีนนั้น เธอได้กำทรายขึ้นมาแล้วปาใส่หน้าของศพอย่างสะใจ


ถัดมาไม่นาน ในวันที่ 5 พฤศจิกายน ค.ศ. 1986 หลังจากสังหารโนลีนไปเพียงวันเดียว ทั้งคู่ก็ได้ลักพาตัวเดนีส บราวน์ หญิงสาวอายุ 21 ปี ในขณะที่เธอกำลังยืนรอรถประจำทางอยู่บนถนนสเตอริ่งไฮเวย์ และหลังจากที่เดนิสหลงเชื่อขึ้นรถของเดวิดไปนั้น เธอก็ถูกมีดจี้ตามระเบียบ และถูกพาไปยังบ้านของเดวิดที่วิลลากีถนนมัวร์เฮาส์เช่นเคย เดนิสถูกล่ามโซ่ไว้ที่เตียงเหมือนกับเหยื่อทุกราย จากนั้นก็ถูกเดวิดข่มขืนจนถึงบ่าย หลังจากนั้นก็ถูกพาตัวไปยังป่าสวนสนในวันเนอร์รู
จนมาถึงจุดปลอดผู้คน เดวิดก็ข่มขืนเดนิสจนสำเร็จอีกครั้งในรถเพื่อฆ่าเวลา เมื่อถึงพลบค่ำทั้งสองก็ลากเดนิสลงมาจากรถแล้วก็ข่มขืนเธออีกครั้ง และครั้งนี้ในขณะที่กำลังข่มขืนอยู่นั้น เดวิดได้ใช้มีดแทงเหยื่อที่คออย่างโหดเหี้ยม จนกระทั่งแน่ใจว่าเหยื่อเสียชีวิตแล้ว ทั้งสองจึงขุดหลุมศพและโยนร่างของเธอลงไป แต่กลายเป็นว่าเมื่อศพของเดนิสลงไปถึงก้นหลุมเธอกลับลุกขึ้นมานั่ง เดวิดจึงเดินไปหยิบขวานที่รถแล้วนำมาจามไปที่ศีรษะของเดนิสไปถึงสองครั้ง ก่อนที่จะจัดการฝังศพของเธอต่อจนเสร็จ


หลังจากก่อเหตุฆาตกรรมไปถึง 4 รายติดกัน มันก็ทำให้เดวิดรู้สึกสนุกกับสิ่งที่เขาได้กระทำเอาไว้ และความสนุกนั้นมันก็ได้ทำให้เขาพลาดขึ้นมา ซึ่งคำว่าพลาดนี้ก็ไม่รู้ว่ามันเป็นความพลาดจริงหรือเปล่า โดยในการลักพาตัวเหยื่อรายสุดท้ายนั้น "เคท มอยร์" ซึ่งเป็นหญิงสาวอายุเพียง 17 ปี เธอสามารถหนีรอดจากการถูกทำร้ายและวิ่งหนีมายังร้านขายอุปกรณ์ทำความสะอาดที่อยู่ใกล้ในสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ย

"เคท มอยร์" หนึ่งเดียวที่หนีรอดมาได้
วันนั้นตรงกับวันที่ 10 พฤศจิกายน ค.ศ. 1986 เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางมาถึงร้านขายอุปกรณ์ทำความสะอาด พวกเขาก็ได้พบกับเคท มอยร์ และเธอได้เล่าว่าเธอถูกลักพาตัวโดยหญิงชายคู่หนึ่ง หลอกพาเธอขึ้นรถของพวกเขาจากนั้นก็เอามีดจี้ที่คอ โดยหญิงชายคู่นี้ได้พาเธอไปยังบ้านของพวกเขา จากนั้นเธอก็ถูกข่มขืนจนสำเร็จ และในขณะที่สองผัวเมียบังคับให้เธอไปโทรศัพท์บอกทางบ้านว่าตอนนี้เธอปลอดภัยดี ก็ดูเหมือนว่าคนร้ายผู้หญิงไม่ได้จับเธอมัดเอาไว้แต่อย่างใด
และเมื่อเคทสบโอกาสช่วงที่คนร้ายเดินไปคุยธุระอีกห้อง เธอตัดสินใจรีบลุกขึ้นมาทั้งๆ ที่ตัวเองยังเจ็บปวดจากการถูกกระทำ วัดดวงรีบปีนหน้าต่างบ้านและวิ่งหนีมาจนอยู่ที่นี่ได้ และเคทเองก็ยังได้หยิบซองบุหรี่ที่เธออ้างว่าฉวยมันมาจากบ้านสองผัวเมียคู่นั้น ส่งให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อเป็นหลักฐานว่าเธอถูกจับตัวไปจริงๆ และเคทยังบอกอีกว่าในช่วงที่เธอถูกบังคับให้โทรศัพท์ไปบอกกับทางบ้านนั้น เธอสามารถท่องจำหมายเลขโทรศัพท์ที่ติดอยู่บนตัวเครื่องได้ทุกตัว
และสิ่งนี้มันก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถค้นหาที่อยู่ของสองสามีภรรยาจากนรกคู่นี้ได้อย่างง่ายดาย และด้วยความทรงจำของเธอที่ต้องตกอยู่ในเหตุวิกฤติ มันก็ส่งผลให้เธอสามารถบอกรายละเอียดของบ้านหลังนี้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้อย่างถูกต้องทั้งหมด ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกปากชมเชยเคทว่า เธอเป็นหญิงสาวที่มีความหลักแหลมและกล้าหาญเป็นอย่างมาก

"เคท มอยร์" ผู้รอดชีวิต


ในที่สุดทั้งเดวิดและแคทเธอรีนก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกไปกดกริ่งประตูบ้านเลขที่ 3 ถนนมัวร์เฮาส์ และได้ทำการจับกุมตัวไปเข้าคุกที่โรงพัก โดยในช่วงการสอบสวนนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามหลอกล่อให้ทั้งสองสารภาพความจริงจนเครียด เพราะตอนแรกเดวิดแก้ต่างว่าพวกเขาไม่ได้จับเคทมาสักหน่อย เธอตามมาสูบกัญชาที่บ้านเขา และเต็มใจมีอะไรด้วยกันต่างหาก ส่วนแคทเธอรีนก็ไม่ยอมพูดอะไรออกมาเลย นั่นจึงทำให้เจ้าหน้าที่ตัดสินใจแยกทั้งสองออกไปสอบปากคำคนละห้อง จนเวลาล่วงเลยไปถึงตอนค่ำ เจ้าหน้าที่สืบสวนวินซ์ แคทิช ที่กำลังสอบสวนฝ่ายชายอยู่นั้นได้พูดติดตลกกับเดวิดว่า

“เดี๋ยวก็จะมืดแล้ว เราเอาจอบไปขุดศพพวกเธอกันไหม ?”
แล้วเดวิดพูดออกมาว่า
“ก็ได้ครับ มีทั้งหมดสี่ศพครับ”

เหยื่อที่เสียชีวิต (แมรี่ เนลสัน, ซูซานนาห์ แคนดี้, โนลีน แพ็ทเทอร์สัน และเดนิส บราวน์)

ส่วนแคทเธอรีนที่ถูกสอบสวนอีกห้องนั้น พอรู้ว่าเดวิดที่สารภาพหมดสิ้นแล้ว ก็ยอมเปิดปากรับสารภาพออกมาเช่นกัน โดยเธอได้เล่าอีกว่าสาเหตุที่เคท มอยร์ เหยื่อคนสุดท้ายสามารถหนีรอดออกมาจากบ้านของพวกเธอได้นั้น ก็เพราะว่าแคทเธอรีนตั้งใจไม่จับเหยื่อมัดเชือกไว้ หลังจากที่บังคับให้เหยื่อไปโทรศัพท์บอกทางบ้านว่าปลอดภัยดี และแคทเธอรีนก็ยังแกล้งทำเป็นเดินไปคุยธุระที่อีกห้อง เพื่อเปิดโอกาสให้เหยื่อหนี ด้วยเหตุผลที่ว่าหลังจากจากที่เธอและสามีร่วมกันฆ่าเดนิส บราวน์เหยื่อฆาตกรรมคนสุดท้ายไปนั้น ภาพสยองขวัญที่เธอได้เห็นสามีใช้ขวานจามศรีษะของเหยื่อ มันยังคงหลอกหลอนอยู่ในหัวของเธอตลอดเวลา และนั่นก็ได้ทำให้เธอคิดว่าทุกอย่างมันควรจะหยุดลงได้แล้ว เธอจึงได้ตัดสินใจแอบปล่อยตัวเคทไปนั่นเอง


หลังจากนั้นเดวิดและแคทเธอรีนก็พาเจ้าหน้าที่ตำรวจไปยังจุดฝังศพเหยื่อทั้ง 4 ราย โดยในช่วงที่ชี้จุดฝังศพนั้น เดวิดก็แสดงอาการเหมือนคนโล่งใจอย่างผิดสังเกต โดยในช่วงที่พาไปชี้จุดฝังศพของโนลีนนั้น แคทเธอรีนบอกกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าเธอเกลียดเหยื่อรายนี้มาก ก่อนที่จะถ่มน้ำลายใส่ศพของโนลีนอีกครั้ง

จุดชี้ศพบริเวณป่าสวนสนในวันเนอร์รู และสวนสาธารณะเกลนเนียเกิล

เมื่อเดวิดและแคทเธอรีนถูกส่งไปยังศาลในวันที่ 12 พฤศจิกายน ค.ศ. 1986 ท่ามกลางฝูงชนที่มาสังเกตการณ์ได้ร้องตะโกนให้ประหารสองผัวเมียกันอย่างกึกก้อง เดวิดถูกแจ้งข้อหาว่ามีความผิดในคดีฆาตกรรม 4 คดี และคดีลักพาไปตัวข่มขืนอีก 1 คดี โดยเมื่อศาลถามกับแคทเธอรีนว่าจะรอถูกพิจารณาคดีวันหลังไหม เธอก็ตอบกับศาลว่า
“ฉันจะตามเขาไปทุกหนทุกแห่ง”


ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1987 ทั้งสองถูกนำตัวมาขึ้นศาสฎีกาอีกครั้ง และที่คอกผู้ต้องหาเดวิดถูกจับใส่กุญแจมือโดยมีแคทเธอรีนนั่งอยู่ข้างๆ คอยลูบไล้พะเน้าพะนอที่มือของเดวิด คอยให้กำลังใจอยู่ตลอดเวลาจนทำให้ผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์กล่าวกับนักข่าวว่า
“พวกเขาเป็นคู่รักที่หวานซึ้งที่สุด และเป็นคู่รักคู่แรกที่เคยพบ ว่าสามารถมาอยู่ในคอกผู้ต้องหาพร้อมกันได้แบบนี้”
ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ทั้งคู่ต้องมานั่งอยู่ในคอกผู้ต้องหาด้วยกันนั้น มันไม่ได้มาจากเดวิดแต่อย่างใด แต่กลับมาจากแคทเธอรีนที่ออกอาการอาละวาดอย่างรุนแรงทุกครั้ง ที่เธอจะถูกแยกตัวออกไปนั่งที่อื่นต่างหาก และที่ศาลสูงสุดแห่งนี้ เดวิดก็ได้รับสารภาพในความผิดทุกข้อหาอีกครั้ง เมื่อเดวิดถูกนักข่าวถามว่าทำไมเขาถึงได้ลงมือทำความผิดร้ายแรงขนาดนี้ เดวิดก็ชี้นิ้วไปยังญาติของผู้ตายแล้วพูดว่า

“ผมว่าผมทำกับพวกเธออย่างเบาๆ ต่างหาก”

สุดท้ายเดวิดจึงถูกศาลตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิต 4 ชั่วอายุคนในคุก โดยไม่ได้รับสิทธิ์ในการขออภัยโทษในช่วง 20 ปีแรก
หลังจากเว้นระยะให้ทำใจอยู่พักใหญ่ ก็ได้เวลาที่ศาลจะต้องพิจารณาในส่วนของแคทเธอรีนกันบ้าง โดยช่วงระหว่างที่เธอกำลังรับสารภาพนั้น เธอก็ได้เดวิดที่นั่งอยู่เคียงข้างตลอดเวลาคอยให้กำลังใจ และช่วยกันบอกรายละเอียดในการกระทำผิดทุกอย่าง จนรายละเอียดในหลายๆ ส่วนนั้นทำให้ทุกคนที่อยู่ในศาลถึงกับตะลึง ไม่คิดว่าทั้งคู่จะสามารถกระทำรุนแรงต่อเหยื่อได้ถึงขนาดนี้


พอจบการพิพากษาคดี ทั้งคู่ก็ถูกนำตัวออกไปขึ้นรถตู้เพื่อเดินทางไปยังคุก โดยในระหว่างทางนั้น เดวิดก็ได้ชูมือชูไม้ทักทายส่งจูบกับผู้คนที่มาร่วมสังเกตการณ์ ราวกับว่าเขานั้นคือผู้ชนะไม่ก็เป็นดาราดังกันเลยทีเดียว


โดยในวันที่ 3 มีนาคม ค.ศ. 1987 ศาลก็ได้พิพากษาให้แคทเธอรีนได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิต 4 ชั่วอายุคนเช่นกัน โดยในกฏหมายช่วงนั้น ทั้งสองคนจะสามารถยื่นขออภัยโทษได้หลังจากที่ติดคุกไปแล้ว 20 ปี


ในตอนแรกนั้นเดวิดถูกส่งตัวไปคุมขังยังคุกความปลอดภัยสูงที่ฟรีเมนเทิล แต่ในภายหลังเขาก็ถูกย้ายไปขังเดี่ยวเพื่อไม่ให้ถูกนักโทษคนอื่นรุมทำร้าย โดยห้องขังนี้ถูกดัดแปลงไว้สำหรับขังเขาโดยเฉพาะ ซึ่งเดวิดได้ใช้ชีวิตอยู่ในที่แห่งนี้มาจนถึงวันที่คุกฟรีเมนเทิลปิดตัวลงในปี ค.ศ. 1990 และกลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวมาจนถึงปัจจุบัน

"คุกฟรีเมนเทิล" ก่อนปิดตัวลง

"คุกฟรีแมนเทิล" ในปัจจุบัน
โดยในช่วงที่เดวิดถูกจองจำอยู่นั้น เขาได้รับและส่งจดหมายมากมายกว่า 2,600 ฉบับ โดยเจ้าหน้าที่ไม่ได้เปิดเผยให้ทราบว่าจดหมายทั้งหมดนั้นเดวิดส่งถึงใครและใครส่งถึงเขา แต่ก็มีการคาดกันว่าจดหมายทั้งหมดน่าจะเป็นจดหมายที่ทั้งเดวิดและแคทเธอรีนเขียนส่งหากันนั่นเอง


โดยจิตแพทย์ได้วิเคราะห์พฤติกรรมของคนร้ายคู่รักคู่นี้ว่า ตัวของเดวิดนั้นน่าจะเป็นคนเลวโดยกำเนิด อย่างไม่มีอะไรต้องสงสัย แต่ในส่วนของแคทเธอรีนนั้น เธอเป็นเพียงผู้ตามที่หลงรักเดวิดจนไม่ลืมหูลืมตา คล้อยตามร่วมกระทำความผิดไปด้วยเท่านั้นเอง


ต่อมาเดวิดก็ถูกพบเป็นศพเสียชีวิตอยู่ในคุกคาซัวรินา ในวันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ. 2005 ช่วงเวลาประมาณ 1.33 นาฬิกา ด้วยการแขวนคอฆ่าตัวตายก่อนวันที่เขาจะต้องขึ้นศาลในคดีข่มขืนเพื่อนผู้ต้องขังในวันรุ่งขึ้น


ส่วนแคทเธอรีนถูกจำคุกอยู่ที่คุกหญิงบานยัพ และเธอยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าบรรณารักษ์ในห้องสมุดของคุก โดยตัวเธอนั้นไม่ได้รับอนุญาตให้ไปร่วมงานศพของเดวิดแต่อย่างใด ส่วนคำร้องขออภัยโทษของเธอในปี ค.ศ. 2007 นั้นก็ยกคำร้องตกไป โดยจิม แมคกินตี้ อัยการสูงสุดของออสเตรเลียตะวันตกได้ประกาศว่า ตราบใดที่เขายังคงทำงานอยู่ แคทเธอรีนจะต้องไม่ได้รับการปล่อยตัวออกมาอย่างแน่นอน


โดยเมื่อเดือนมกราคม ค.ศ. 2010 หลังจากที่อัยการสูงสุดคนใหม่เข้ามารับหน้าที่แทนนั้น คำร้องของแคทเธอรีนก็ได้ถูกนำมาพิจารณาอีกครั้ง แต่ครอบครัวของเหยื่อผู้เสียชีวิตก็ได้ร้องขอให้อัยการขังแคทเธอรีนต่อไป และสิ่งนี้ก็ได้ทำให้แคทเธอรีนได้เป็นนักโทษหญิงรายที่ 3 ของออสเตรเลียที่ไม่ได้รับการปล่อยตัวตลอดกาล ตามรอยแคทเธอรีน ไนท์ และแพทรีเซีย ไบเยอร์ สองผู้ต้องหาหญิงที่เคยได้รับสิทธิพิเศษนี้มาก่อน แต่อย่างไรก็ดีการขออภัยโทษของแคทเธอรีนจะได้รับการพิจารณาอีกครั้งในช่วงปี ค.ศ. 2019 ที่จะถึงนี้

ภาพล่าสุดของ "แคทเธอรีน เบอร์นี่"
โดยเมื่อปี ค.ศ. 2016 นั้น เหยื่อคนสุดท้ายของสองผัวเมียจากนรกก็ได้เริ่มประกาศขอผลักดันให้เปลี่ยนกฏหมาย โดยขอให้ยกเลิกการพิจารณาขออภัยโทษทุกสามปีแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเราก็ต้องมาดูกันต่อไปว่า เคท มอยร์เหยื่อคนสุดท้ายจะสามารถเรียกร้องเรื่องนี้ได้สำเร็จหรือไม่ ? และในปี ค.ศ. 2019 ที่จะถึงนี้ แคทเธอรีนจะได้รับการอภัยโทษออกมาหรือเปล่า ? แล้วเราจะติดตามข่าวนี้มาให้ท่านผู้ชมทราบกันต่อไปเมื่อเวลานั้นมาถึง


โดยมิติที่ 6 ได้นำเรื่องราวของเดวิดและแคทเธอรีนมานำเสนอให้ท่านผู้ชมรับทราบนั้น เราก็อยากจะให้ท่านผู้ชมมองไปถึงความรักที่ทั้งสองมีให้กันมากเกินไป ระดับที่เรียกได้ว่าสามีอยากทำอะไรภรรยาก็ตามใจหมด โดยไม่ได้มองถึงความถูกต้องในศีลธรรมอันดี ว่าสิ่งนี้ไม่ต่างอะไรกับคนตาบอดที่หลงเดินตามคนผิด โดยไม่คิดสงสัยว่าเส้นทางที่กำลังถูกพาไปนั้นมันจะจบลงที่จุดใด ซึ่งถ้าเป็นคนตาบอดจริงๆ เขาก็ยังรู้จักใช้ประสาทสัมผัสที่มี คอยระมัดระวังตัวเองไม่ให้ต้องถูกมิจฉาชีพหลอกพาไปทำอันตราย เราเป็นคนตาดีๆ ก็ควรจะต้องรู้ผิดชอบชั่วดีไม่เอาตัวเองไปอยู่ร่วมกับคนที่มีความวิปริตทางจิตใจ จนสุดท้ายแม้อีกฝ่ายจะชิงฆ่าตัวตายไปก่อนแล้ว เธอก็ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในคุกต่อไป ซึ่งมันก็คงจะดีกว่าถ้าทั้งสองไม่คิดอยากจะเริ่มกระทำผิดเสียตั้งแต่แรก เพียงแต่มันก็สายเกินไปจนไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรได้อีก อย่าง...
"เดวิด และแคทเธอรีน เบอร์นี่"
หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนต์กันไว้นะครับ ยังมีเรื่องราวต่างๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้ สวัสดี


เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ภาพประกอบจาก : Google, Perth Now, Tumblr
ที่มา : WikipediaMurderpedia