ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 ย้อนรอยหญิงบำเรอ (Comfort Women) ชีวิตทาสทางอารมณ์ที่กลายมาเป็นความบาดหมางระหว่างประเทศ !!!



“สงคราม” มันคือการทำทุกอย่างให้ได้มาเพื่อชัยชนะ แต่เบื้องหลังแห่งชัยชนะนั้น ย่อมมาจากกองกำลังที่เข้มแข็ง มีจิตใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่เบื้องหลังของความมุ่งมั่นนั้น มันก็ต้องมาจากการดูแลเอาใจใส่กองกำลังของกองทัพ ให้พวกเขารู้สึกว่าในระหว่างการรบนั้น พวกเขาไม่ได้ถูกใช้งานให้ไปตายอย่างไร้ค่า และมีความหวังที่จะรอดกลับมาเพื่อจะได้รบให้ชนะกันในวันต่อไป

กดเพื่อดูคลิปที่นี่

มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะพาท่านผู้ชมไปรู้จักกับเรื่องราวอีกด้านหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เกิดขึ้นจากความเอาใจใส่กองกำลังของเหล่ากองทัพมหาจักรวรรดิ์ญี่ปุ่น ที่จะให้เหล่าทหารเชื่อฟังทำตามคำสั่ง มุ่งหวังเพื่อชิงชัยเอาชนะในสงครามของพวกเขา โดยไม่ได้คิดถึงผลที่ตามมาว่าสิ่งนี้จะกลายเป็นหนึ่งสาเหตุ ที่ทำให้ประเทศญี่ปุ่นทุกวันนี้ต้องออกมากล่าวสำนึกผิดต่อพวกเธออย่างไม่มีวันจบสิ้น !!!


ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น กองทัพมหาจักวรรดิ์ญี่ปุ่นได้มองเห็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างกองทหารของมหาจักวรรดิ์ญี่ปุ่นกับชาวบ้านในพื้นที่ที่ถูกญี่ปุ่นยึดครอง โดยเหล่าทหารได้ออกไปก่อเหตุอาชญากรรมรุนแรงกับผู้คนในท้องที่จนมีเรื่องมีราวอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการออกไปปล้นสดมจากชาวบ้าน หรือการออกไปรังแกผู้คนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องในการทำสงคราม โดยเฉพาะปัญหาสำคัญที่สุดก็คือ ปัญหาเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเพศ เพราะเหล่าทหารของมหาจักรวรรดิ์ได้เที่ยวไปก่อเหตุข่มขืนหญิงสาวจนเลยเถิดไปถึงลงมือสังหารพวกเธอ เพื่อตัวเองจะได้ไม่ถูกเอาผิดในภายหลัง ซึ่งมีทางเดียวที่กองทัพคิดว่ามันพอจะช่วยลดปัญหานี้ได้ก็คือ การอนุมัติให้มีการจัดตั้งสถานีบำเรอขึ้นมา เพื่อลดแรงต่อต้านจากชาวบ้านที่ไม่พอใจกับเรื่องนี้


เมื่อมองเห็นปัญหาและทางแก้ไข อีกทั้งการค้าประเวณีมันก็เป็นสิ่งที่มหาจักวรรดิ์ญี่ปุ่นเองมองว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติของสังคมมนุษย์ และเห็นว่ามันก็เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งที่จะเปิดสถานีบำเรอขึ้นมา เพื่อบริการให้กับเหล่าทหารหาญของกองทัพ การอนุมัติจัดตั้งสถานีบำเรอจึงได้เกิดขึ้นมาจริง ๆ โดยทางนโยบายก็ได้กำหนดระบบการจัดการ ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และแนวทางปฏิบัติฝึกอบรมเพื่อให้สามารถลดปัญหาการข่มขืนได้จริง โดยวิสัยทัศน์ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นมันก็ดูดีมีภาพลักษณ์ที่สวยงาม โดยเหล่าผู้นำระดับสูงเองต่างก็เชื่อมันว่า ปัญหาต่าง ๆ จะถูกแก้ไขได้อย่างราบรื่น


แต่พอสถานีบำเรอถูกเปิดขึ้นมาจริง ๆ ปัญหาที่คิดว่าจะแก้ได้ทั้งหมดนั้น กลับไม่ได้มีเรื่องไหนลดลงเลยแม้แต่น้อย หนำซ้ำการเปิดสถานีบำเรอก็เหมือนจะเป็นการเพิ่มปัญหาทับซ้อนขึ้นมาอีกเรื่อง เพราะปัญหาจริง ๆ ที่กองทัพของมหาจักรวรรดิ์ญี่ปุ่นกังวลนั้น ไม่ใช่เรื่องการถูกชาวท้องถิ่นที่พวกตัวเองบุกยึดจะต่อต้านกองทัพ แต่ที่พวกเขากลัวจริง ๆ ก็คือทางกองทัพกลัวว่าทหารของตัวเองจะเครียดจนไม่ยอมรบตามคำสั่งเสียมากกว่า และมันก็คือสาเหตุที่แท้จริงในการสร้างสถานีบำเรอขึ้นมาในประเทศต่าง ๆ ที่กองทัพมหาจักรวรรดิ์ได้บุกยึดไว้แล้วนั่นเอง !!!


สถานีบำเรอเกิดขึ้นเป็นแห่งแรกในเซี่ยงไฮ้เมื่อปี ค.ศ. 1932 โดยการเปิดสถานีแรกนี้ได้รับความร่วมมือจากประเทศจีนเป็นอย่างดี ซึ่งในตอนแรกเหล่านายหน้าจัดหาหญิงบำเรอหรือเอียนฟุ ก็ทำทุกอย่างถูกต้องกันดี พวกเขาประกาศโฆษณาบอกกับหญิงสาวชาวญี่ปุ่นให้อาสามาทำงานนี้กันอย่างที่ควรจะเป็น และเพื่อให้ทุกอย่างสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้อย่างรวดเร็ว เหล่านายหน้าก็ลงประกาศให้กับชาวจีนที่สนใจรวมไปถึงเกาะไต้หวันอีกด้วย แต่พอทำไปได้พักเดียวทางกระทรวงต่างประเทศของมหาจักรวรรดิ์ญี่ปุ่นเอง กลับกลัวว่าการส่งหญิงสาวญี่ปุ่นออกไปทำงานเป็นหญิงบำเรอนี้ มันอาจจะสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดีกับประเทศของตัวเอง กระทรวงจึงได้งดออกวีซ่าให้กับคนของตัวเองไปดื้อ ๆ


นั่นจึงทำให้เมื่อเวลาผ่านไปหลังจากที่เหล่าหญิงบำเรอชุดแรกที่มาจากประเทศมหาจักรวรรดิ์หมดวาระลง ก็ไม่มีหญิงสาวจากประเทศตัวเองเข้ามาทำงานนี้อีก จะเหลือก็เพียงหญิงบำเรอที่เป็นชาวพื้นเมืองเพียงอย่างเดียว ที่ในความเป็นจริงนั้นบางคนก็อาสามาทำเอง และบางคนนั้นก็ไม่ได้อาสาเข้ามาทำ ทีนี้มันก็เกิดคำถามว่า เมื่อไม่ได้อาสามาทำแล้วทำไมพวกเธอถึงต้องมาเป็นหญิงบำเรออยู่ในสถานีบำเรอกันได้ ?



นั่นก็เพราะหลังจากที่ไม่มีหญิงบำเรอจากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาอีกต่อไป จำนวนคนทำงานเป็นหญิงบำเรอก็เริ่มจะไม่พอใช้ เพราะเหล่าหญิงบำเรอจากจีนและไต้หวันก็ไม่ค่อยจะมีใครอยากเข้ามาทำสักเท่าไหร่ เหล่านายหน้าที่ออกตระเวนไปรับสมัครหญิงสาวตามสถานีที่ต่าง ๆ ก็เริ่มเปลี่ยนแผนจากการรับสมัครตรง ๆ ว่าจะไปทำอะไร มาเป็นการออกอุบายประกาศรับสมัครหญิงสาวไปทำงานในโรงงานบ้าง ไปเป็นนางพยาบาลบ้าง และถ้าเกิดบังเอิญเดินไปเจอหญิงสาวคนไหนเดินอยู่คนเดียวในที่เปลี่ยว พวกเขาก็จะจับตัวพวกเธอมาทำเป็นหญิงบำเรอกันแบบดื้อ ๆ


การล่อลวงและลักพาตัวหญิงสาวชาวบ้านมาทำเป็นหญิงบำเรอก็ได้แผ่กระจายวงกว้างออกไป จากจีนแผ่นดินใหญ่ก็ลุกลามสู่ประเทศต่าง ๆ ที่กองทัพของมหาจักรวรรดิ์ญี่ปุ่นได้บุกยึดครองสำเร็จ โดยช่วงแรกนั้นเหล่านายหน้าได้ใช้วิธีการนี้กับเหล่าหญิงสาวชาวมุสลิมเผ่าฮุย และหญิงสาวจากประเทศเกาหลี โดยทุกคนจะต้องถูกจับมาอบรมการทำงานเป็นหญิงบำเรอกันก่อนที่โรงเรียนฮุยหมิน ที่กองทัพได้จัดตั้งไว้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ ก่อนที่จะได้เข้าทำงานตามสถานีบำเรอจริง ๆ


เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า ภาวะสงครามที่เริ่มจะเลวร้ายลงมันก็ได้ทำให้เหล่าทหารของกองทัพมหาจักรวรรดิ์เริ่มมีความต้องการหลาย ๆ อย่างเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว พอทางการส่งมาให้ไม่ทันหรือให้ไม่พอ เหล่าทหารที่ออกรบเหล่านี้ก็เรียกร้องเพื่อขอออกไปรับเสบียงจากคนพื้นที่ ซึ่งในความเป็นจริงมันควรจะเรียกว่าออกไปปล้นสดมกับพวกชาวบ้านเสียมากกว่า และนอกจากเสบียงแล้วเหล่าทหารก็ยังร้องขอให้ส่งหญิงสาวมาบำเรอให้กับพวกเขาอีกด้วย


ทีนี้จะทำอย่างไร ? นายหน้าจัดหาหญิงสาวก็ไม่ใช่ว่าจะมีคนทำกันเยอะแยะ แถมการออกไปปล้นเสบียงกับชาวบ้านก็ทำให้ไม่มีใครอยากจะอาสามาทำงานแบบนี้ให้กับกองทัพ ดังนั้นสถานีบำเรอในหลาย ๆ แห่งที่เกิดขึ้นมาภายหลัง จึงได้หญิงสาวมาทำงานจากการบุกไปจับตัวสาวชาวบ้าน แล้วลักพาตัวมาทำเป็นหญิงบำเรอทั้งที่พวกเธอไม่ได้ยินยอมพร้อมใจกันเลยแม้แต่คนเดียว โดยกองทัพของมหาจักรวรรดิ์เองก็ยอมรับในการกระทำดังกล่าวภายใต้นโยบาย “Three Alls Policies”

ทหารสหรัฐอเมริกาเข้าช่วยเหลือ

ตามบันทึกในปี ค.ศ. 1944 กองทัพสหรัฐอเมริกาได้สอบถามเหล่าหญิงบำเรอชาวเกาหลีจำนวน 20 คน ที่ทำงานอยู่ในสถานีบำเรอที่ประเทศพม่า โดยพวกเธอได้เล่าให้ฟังว่า ในตอนแรกนั้นพวกเธอได้รับการชักชวนให้มาทำงานด้วยข้อเสนอว่า งานที่มาทำนี้จะได้ค่าตอบแทนที่ดี มีเงินเก็บส่งให้ครอบครัว งานง่าย ๆ แถมยังได้ชีวิตใหม่ในประเทศสิงคโปร์ นั่นจึงทำให้พวกเธอตัดสินใจเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาที่นี่ แต่พอมาถึงเข้าจริง ๆ ค่าตอบแทนก็ได้รับกันไม่กี่เยน ส่วนคนที่สามารถส่งเงินกลับบ้านได้จริง ๆ ก็น้อยมาก


โดยในวันที่ 17 เมษายน ค.ศ. 2007 นักประวัติศาสตร์สองท่านของญี่ปุ่นชื่อโยชิอากิ โยชิมิ และฮิโรฟุมิ ฮายาชิ ได้เปิดเผยการค้นพบเอกสารของญี่ปุ่นจำนวน 7 ฉบับ โดยเอกสารนั้นพูดถึงกองทัพมหาจักรวรรดิ์บางหน่วย เช่น โทคุเคย์ไท หรือสารวัตรทหาร ได้บังคับหญิงสาวที่มีบิดาเป็นเชลยศึกให้ไปทำงานในเขตแนวรบที่จีน อินโดจีน และอินโดนีเซีย เอกสารเหล่านี้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณชนหลังช่วงที่ญี่ปุ่นแพ้สงคราม โดยหนึ่งในฉบับนั้นมีการรระบุถึงชื่อนายทหารคนหนึ่ง โดยนายทหารคนนี้ได้เปิดสถานีบำเรอขึ้นมาเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ส่วนฉบับอื่น ๆ ได้ระบุถึงการจัดกองกำลังโทคุเคย์ไทไปลักพาตัวหญิงสาวมาทำงานในสถานีบำเรอแห่งต่าง ๆ หลังจากที่พวกเธอถูกจับทดลองทางยาต่อต้านกามโรคไปแล้ว

"ฮิโรฟุมิ ฮายาชิ" นักประวัติศาสตร์ชาวญี่ปุ่น

ในวันที่ 12 พฤษภาคม ค.ศ. 2007 นักหนังสือพิมพ์ชื่อทาจิโระ คาจิมูระ ได้ออกมาเปิดเผยการค้นพบเอกสารทางราชการที่ส่งถึงญี่ปุ่นกว่า 30 ฉบับ ซึ่งมันก็เป็นหลักฐานยืนยันเกี่ยวกับการกระทำอันเลวร้ายเหล่านี้ ซึ่งถือได้ว่าทางญี่ปุ่นนั้นได้ทำผิดสนธิสัญญาแม็กเจลแลน ที่ได้ลงนามกันเอาไว้ในปี ค.ศ. 1944
โดยรัฐบาลของเกาหลีใต้เองก็ได้ออกมาระบุชื่อของนายแบ จุง แจ ว่าเป็นหนึ่งในนายหน้าผู้จัดหาหญิงไปทำงานเป็นหญิงบำเรอเมื่อเดือนกันยายน ค.ศ. 2007


ต่อมาในปี ค.ศ. 2014 ทางประเทศจีนเปิดเผยเอกสารบันทึกกว่า 90 ฉบับ จากกองคลังของกองทัพกวางตุ้งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ โดยในกรณีของประเทศจีนนั้น พวกเขาได้ระบุอย่างชัดเจนว่ากองทัพของมหาจักรวรรดิ์ญี่ปุ่นในสมัยนั้น ได้ดำเนินการจับตัวหญิงสาวไปทำงานในสถานีบำเรอตลอดช่วงสงครามโลกที่ 2 จริง


และในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2014 ก็ยังมีเอกสารอีกหลายฉบับ ถูกเปิดเผยต่อสาธารณชนโดยรัฐบาลของประเทศญี่ปุ่นเองว่า มีการบังคับด้วยความรุนแรงเพื่อให้หญิงสาวต้องไปเป็นทาสบำเรอที่ฝรั่งเศส อินโดจีน และอินโดนีเซีย


ต่อมาในปี ค.ศ. 2015 เอกสารลับมากมายก็ได้เริ่มถูกนำออกมาตรวจสอบ โดยในก่อนหน้านั้นมีเอกสารที่ทางการจีนและญี่ปุ่นเองก็ได้แถลงการณ์ร่วมในปี ค.ศ. 1972 ว่า ทางการจีนนั้นเห็นด้วยกับการที่จะไม่เอาผิดใด ๆ กับญี่ปุ่น ซึ่งเอกสารฉบับใหม่นั้นถูกค้นพบว่าทางการจีนเองก็ได้เปิดทางให้กับกองทัพของญี่ปุ่นในการสร้างสถานีบำเรอ อีกทั้งยังรู้เห็นเกี่ยวกับการหลอกหญิงสาวเกาหลีมาทำเป็นหญิงบำเรอ และเอกสารยังระบุอีกว่า ทางกองทัพญี่ปุ่นนั้นได้จ่ายเงินให้กับเหล่านายหน้าที่พาหญิงบำเรอมาขายให้อีกด้วย

และเอกสารที่พบในเซี่ยงไฮ้นั้น ได้ระบุรายละเอียดว่ากองทัพญี่ปุ่นเปิดสถานีบำเรอขึ้นในช่วงหลังจากที่ญี่ปุ่นสามารถบุกยึดเซี่ยงไฮ้ได้สำเร็จแล้ว รวมไปถึงจดหมายเหตุของเทศบาลเมืองเทียนจินของจีนเอง ก็ได้บันทึกรายละเอียดนี้ไว้ในแนวทางเดียวกัน



สถานีบำเรอในปัจจุบันที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน

ในส่วนการบันทึกจำนวนของเหล่าหญิงบำเรอนั้น เอกสารอย่างเป็นทางการแทบจะไม่มีการบันทึกเอาไว้ โดยนักประวัติศาสตร์ชื่อโยชิอากิ โยชิมิ ได้ประมาณจำนวนของหญิงสาวที่ถูกนำมาทำเป็นหญิงบำเรอ จากการคำนวนจำนวนทหารกับอัตราส่วนในการเปลี่ยนผลัดของหญิงบำเรอแต่ละรอบ ก็ได้จำนวนโดยประมาณของหญิงบำเรออยู่ระหว่าง 50,000 ถึง 200,000 คน


และด้วยตัวเลขประมาณจำนวนของหญิงบำเรอนี้ กลับถูกเหล่าสื่อมวลชนมองข้ามจำนวนน้อยสุด และให้ความสำคัญกับตัวเลขสูงสุดที่ห่างกันถึงสี่เท่า จนสำนักข่าวต่างประเทศนำจำนวนสูงสุดนี้ไปนำเสนอกันว่า ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นได้ลักพาตัวเหล่าหญิงสาวเกือบ 200,000 คน ไปเป็นหญิงบำเรอ โดยสำนักข่าว BBC ได้ตั้งตัวเลขเพิ่มขึ้นเป็น 200,000 ถึง 300,000 คน ส่วนคณะผู้พิพากษาคดีในศาลระหว่างประเทศก็ออกมาประมาณตัวเลขของหญิงบำเรอไว้ที่ 100,000 ถึง 200,000 คน
โดยทางหนังสือพิมพ์อาซาฮีชิมบุน ได้ออกแถลงการขออภัยกับตัวเลขประมาณการของหญิงบำเรอชาวเกาหลีจำนวนสองแสนคน ที่ตัวเองได้นำเสนอเป็นข่าวจนมันกลายเป็นตัวเลขอ้างอิงที่สูงเกินจริง ว่ามันไม่ใช่ตัวเลขที่ถูกต้อง ซึ่งความผิดพลาดนี้มันก็ได้ทำให้เกิดกรณีพิพาทระหว่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ตามมาอีกหนึ่งเรื่อง


ในความเป็นจริงตามข้อมูลจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ค ศาสตราจารย์โยชิโกะ โนซาคิ ได้รวบรวมข้อมูลจากหลาย ๆ แหล่ง และออกมาระบุว่าโดยส่วนใหญ่เหล่าหญิงบำเรอจะถูกนำมาจากประเทศเกาหลีและจีน ส่วนศาสตราจารย์โยชิอากิ โยชิมิ นักประวัติศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยชูโอก็ได้ระบุว่า สถานีบำเรอทั้ง 2,000 แห่งนั้น มีเหล่าหญิงบำเรอจากประเทศญี่ปุ่น จีน เกาหลี ฟิลิปินส์ ไต้หวัน พม่า อินโดนีเซีย ฮอลันดา และออสเตรเลีย รวมกันเป็นจำนวน 200,000 คนต่างหาก ส่วนศาสตราจารย์อิคุฮิโกะ ฮาตะ แห่งมหาวิทยาลัยนิฮอนก็ได้ประมาณตัวเลขของเหล่าหญิงบำเรอที่ไปทำงานโดยถูกต้องนั้นมีเพียงไม่ถึง 20,000 คน โดย 40% นั้นเป็นชาวญี่ปุ่น ส่วน 20% นั้นคือชาวเกาหลี และเป็นชาวจีนอีก 10% ส่วนที่เหลือก็มาจากประเทศต่าง ๆ ที่กล่าวมา


"ศาสตราจารย์โยชิอากิ โยชิมิ" (ซ้าย)
"ศาสตราจารย์อิคุฮิโกะ ฮาตะ"

โดยในข้อมูลของศาสตราจารย์อิคุฮิโกะนั้นได้ระบุไว้ว่า ถ้ารวมหญิงบำเรอทั้งแบบที่ถูกต้องและไม่ถูกต้องเข้าด้วยกันหมดแล้ว เหล่าหญิงบำเรอจากประเทศญี่ปุ่นเองนั้น น่าจะมีจำนวนทั้งสิ้น 170,000 คน ส่วนที่เหลือก็จะมาจากประเทศต่าง ๆ และบางคนนั้นก็ถูกหลอกมาทำงานจริง ๆ


แต่ไม่ว่าจะมีการคาดการณ์และประมาณตัวเลขของหญิงบำเรอออกมาสับสนมากมายขนาดไหนก็ตาม ในปี ค.ศ. 1997 นักประวัติศาสต์เกาหลีชื่อบลูซ คัมมิ่งส์ ได้เขียนบันทึกไว้ว่า ทางญี่ปุ่นนั้นมีความต้องการหญิงบำเรอเป็นจำนวนมาก และได้ขอให้ทางนายหน้าของเกาหลีช่วยกันจัดหาให้ ซึ่งตัวเลขที่บลูซ คัมมิ่งส์ระบุถึงจำนวนหญิงบำเรอชาวเกาหลีนั้นก็คือ 100,000 ถึง 200,000 คนเลยทีเดียว


ส่วนรัฐบาลประเทศฮอลันดาหรือเนเธอแลนด์ในสมัยนั้น ก็ได้ออกมาระบุจำนวนของหญิงบำเรอที่กองทัพญี่ปุ่นได้นำตัวไปทำงาน โดยแจงรายละเอียดไว้ว่า เหล่าหญิงบำเรอส่วนใหญ่นั้นจะถูกนำตัวมาจากดัชอีสต์อินดิส ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของฮอลันดาเป็นจำนวน 200 ถึง 300 คน โดยนำตัวเลขมาจากการพบเหล่าหญิงบำเรอชาวยุโรปตามสถานีบำเรอแต่ละแห่ง และได้ระบุว่ากว่า 65 % ของหญิงชาวยุโรปทั้งหมดนั้น มาจากการบังคับให้ทำงานนี้ โดยแต่ละคนต้องพักอยู่ในแคมป์ผู้อพยพและมีการจ่ายค่าแรงรวมทั้งอาหารให้ แต่ข้อมูลรายละเอียดนั้นก็ยังคงไม่สามารถทราบได้ทั้งหมดอยู่ดี


ทุกวันนี้ก็มีเพียงหญิงสาวชาวญี่ปุ่นเพียงรายเดียวที่ออกมาระบุว่า เธอนั้นถูกบังคับไปเป็นหญิงบำเรอที่ไต้หวันในช่วงปี ค.ศ. 1971 โดยในบันทึกนั้นมีการตั้งนามแฝงให้กับเธอในชื่อซุสุโกะ ชิโรตะ

"ซุสุโกะ ชิโรตะ" หญิงชาวญี่ปุ่นคนเดียวที่ออกมาระบุว่าถูกบังคับไปเป็นหญิงบำเรอ

ในความเป็นจริงประมาณสามในสี่ของหญิงบำเรอนั้นจะเสียชีวิตไปในช่วงทำงาน และหญิงบำเรอที่สามารถรอดชีวิตกลับมานั้น จะต้องตกอยู่ในภาวะมีบุตรยากเนื่องจากอาการบาดเจ็บหรือติดเชื้อโรคในอวัยวะเพศ รวมถึงการถูกทรมานทางร่างกายซึ่งพวกเธอเล่าว่า การถูกกระทำเหล่านี้ถือเป็นเรื่องปกติที่พวกเธอจะต้องได้พบเจอในทุกวัน


ส่วนหญิงสาวชาวฮอลันดานับสิบคนล้วนถูกนำมาจากค่ายกักกันในชวา โดยเหล่าเจ้าหน้าที่ของกองทัพมหาจักรวรรดิญี่ปุ่น ได้นำพวกเธอมาบำเรอเป็นทาสในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1944 ทั้งทำร้ายร่างกายทุบตีและข่มขืนข้ามคืนข้ามวัน ซึ่งเรื่องนี้ถูกเปิดเผยจากปากของเหยื่ออดีตหญิงบำเรอชื่อแจน รัฟ โอ เฮิร์นเนส ที่ได้เล่าไว้ในช่วงเบิกความในสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐอเมริกาเมื่อปี ค.ศ. 1990 มีใจความว่า


“มีหลายอย่างที่ถูกเล่าออกมา มันทั้งสยองขวัญและรุนแรง โดยความทุกข์ทรมานและความอดอยากของเหล่าหญิงบำเรอในคุกญี่ปุ่นนั้น เป็นหนึ่งในเรื่องที่ไม่เคยถูกเปิดเผยมาก่อน เรื่องที่สุดแสนจะน่าอับอาย การละเมิดสิทธิมนุษยชนของพวกทหารญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มันก็คือเรื่องของหญิงบำเรอ หรือจูกุนเอียนฟุ วิธีการที่พวกเธอต้องถูกบังคับไปบำเรอแก่พวกกองทัพมหาจักรวรรดิ์ ภายในสถานีบำเรอนั้น ฉันทั้งถูกจับ ทุบตี และข่มขืนทั้งวันทั้งคืน แม้แต่พวกหมอชาวญี่ปุ่นก็ยังข่มขืนฉัน โดยเขาจะทำเช่นนั้นทุกครั้งที่แวะมาตรวจโรคพวกเรา”

หญิงสาวที่ถูกนำมากักกันในชวา ประเทศอินโดนีเซีย

ซึ่งในเช้าวันแรกที่สถานีบำเรอนั้น แจน รัฟ โอเฮิร์นเนส จะต้องถูกนำตัวไปถ่ายรูปก่อน จากนั้นทุกคนก็จะถูกพาไปยืนเข้าแถวที่ระเบียง ซึ่งมันจะเป็นจุดที่จัดเอาไว้สำหรับรอให้บริการแก่เหล่าทหารชาวญี่ปุ่น ที่เลือกพวกเธอจากรูปภาพเรียบร้อยแล้ว โดยตลอดเวลาสี่เดือนเหล่าหญิงสาวจะต้องถูกทารุณกรรม ทั้งทุบตีและข่มขืนทั้งวันทั้งคืน บางคนที่เกิดตั้งครรภ์ขึ้นมาก็จะถูกจับไปทำแท้งเพื่อให้สามารถกลับมาทำงานได้ใหม่

"แจน รัฟ โอเฮิร์นเนส"

จนเมื่อครบสี่เดือนอันสาหัส เหล่าหญิงสาวจะถูกย้ายไปยังค่ายพักในโบกอร์ของชวาตะวันตกเพื่อกลับมาอยู่ร่วมกับครอบครัว โดยค่ายพักแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาสำหรับเหล่าหญิงบำเรอโดยเฉพาะ และพวกทหารญี่ปุ่นก็จะขู่พวกเธอเอาไว้ว่า ห้ามให้พวกเธอเล่าความจริงที่ประสบมาให้ใครรู้โดยเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นครอบครัวของพวกเธอจะต้องถูกฆ่าทิ้งทั้งหมด โดยไม่กี่เดือนหลังจากนั้น แจน รัฟ โอเฮิร์นเนส ก็ถูกนำตัวย้ายไปยังค่ายพักที่บาทาเวีย และได้รับอิสรภาพเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1945


ผู้อยู่ในเหตุการณ์ชี้รูปตนเอง

ในช่วงที่สงครามจบนั้น พวกเจ้าหน้าที่ของญี่ปุ่นบางคนได้ถูกนำตัวไปลงโทษตามกฏหมายของประเทศญี่ปุ่นเอง โดยมีการบันทึกไว้ว่าเจ้าหน้าที่จำนวน 11 คน ถูกสอบสวนและพบว่ามีความผิด โดยมีนายทหารคนหนึ่งถูกพิพากษาโทษประหารชีวิตที่คุกทหารในบาทาเวีย ซึ่งศาลพบว่าเจ้าหน้าที่เหล่านี้ละเมิดคำสั่งที่ให้จัดหาเฉพาะหญิงสาวที่สมัครใจเท่านั้น โดยมีเหยื่อจากติมอร์ตะวันออกให้การว่า พวกเธอถูกบังคับขืนใจทั้ง ๆ ที่อายุของพวกเธอยังไม่ควรจะต้องมาโดนทารุณทางเพศแบบนี้ และพวกเธอก็ยังได้บอกอีกว่า ถ้าใครไม่ยอมเป็นหญิงบำเรอก็จะถูกพวกทหารญี่ปุ่นฆ่าทิ้งทันทีอีกด้วย


แฮงค์ เนลสัน ศาตรจารย์กิตติมศักดิ์แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลี่ยนเอเชียแปซิฟิก ได้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับสถานีบำเรอของกองทัพญี่ปุ่นที่ตั้งขึ้นในเมืองราบาวล์ ของปาปัวนิวกินีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ไว้ โดยอ้างถึงบันทึกของกอร์ดอน โธมัส ในฐานะของผู้ที่อยู่ในกรุงราบาวล์ช่วงสงครามซึ่งบันทึกไว้ว่า

“เหล่าหญิงสาวมากมายถูกส่งตัวไปทำงานในสถานีบำเรอ โดยในหนึ่งวันแต่ละคนจะต้องดูแลพวกผู้ชายเป็นจำนวน 25 ถึง 35 คนเลยทีเดียว”
"แฮงค์ เนลสัน"

แฮงค์ เนลสันยังได้ยกข้อความของเคนทาโร่ อิงุสะ หนึ่งในศัลยแพทย์ที่ประจำอยู่ในราบาวล์ว่า เคนทาโร่ได้บันทึกความทรงจำช่วงนั้นไว้ โดยพูดถึงเหล่าหญิงสาวที่ติดเชื้อโรคจากการทำงานเป็นหญิงบำเรอ ต่างก็ร้องไห้และร้องขอความช่วยเหลือ


ในปี ค.ศ. 1944 นั้น ทหารของฝ่ายพันธมิตรได้จับกุมตัวเหล่าหญิงบำเรอชาวเกาหลีกว่า 20 คน และมี 2 คนเป็นหญิงบำเรอชาวญี่ปุ่นมาจากสถานีบำเรอในประเทศพม่า โดยเรื่องนี้ได้ถูกเขียนไว้ในรายงานหมายเลข 49 ซึ่งยังพูดถึงเหล่าหญิงสาวชาวเกาหลีจากสถานีบำเรอหลาย ๆ แห่งกว่า 800 คน ถูกนำตัวไปเป็นหญิงบำเรอแก่ทหารของกองทัพมหาจักรวรรดิ์ญี่ปุ่นในช่วง ค.ศ. 1942


ในปี ค.ศ. 1973 มีชายคนหนึ่งชื่อคาโคอุ เซนดะ ได้เขียนหนังสือเล่าถึงระบบหญิงบำเรอไว้ในมุมมองของฝ่ายญี่ปุ่นเอง โดยหนังสือเล่มนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเขียนขึ้นโดยบิดเบือนประวัติศาสตร์ ข้อมูลต่าง ๆ ก็ไม่ถูกต้องทั้งในฝ่ายเกาหลีและญี่ปุ่นเอง ซึ่งหนังสือเล่มนี้ได้เคยเป็นหนึ่งในชนวนเหตุความบาดหมางเกี่ยวกับกรณีหญิงบำเรอในช่วงปี ค.ศ. 1990 ด้วย


ส่วนหนังสือที่เปิดเผยเกี่ยวกับเรื่องราวของหญิงบำเรอในฝ่ายของเกาหลีนั้น ก็ได้ถูกเขียนขึ้นในปี ค.ศ. 1981 โดยขโมยเนื้อหามาจากหนังสือฉบับของญี่ปุ่นที่เขียนไว้โดย “ซาอินิจิ” ซึ่งหนังสือของเกาหลีเล่มนี้ถูกเขียนขึ้นมาโดย “คิม อี มิยอน” (Kim Il-Myeon)


ในปี ค.ศ. 1989 บทความของเซจิ โยชิดะ นักเขียนที่ปัจจุบันได้เสียชีวิตไปแล้ว ได้เขียนเล่าช่วงสมัยสงครามช่วงที่เขาอยู่ทำงานอยู่ในสถานีบำเรอว่า ในแต่ละวันเขาได้ทำการทรมานข่มขืนหญิงบำเรอชาวเกาหลีใต้หลายคน รวมถึงเคยออกไปลักพาตัวหญิงสาวมาทำงาน แต่ต่อมาในช่วงเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1996 นั้น โยชิดะได้ออกมายอมรับว่าสิ่งที่เขาเล่าในหนังสือครั้งนั้น มันเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นมา โดยเขาได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า


“การเขียนความจริงนั้นมันไม่ได้ทำให้เกิดรายได้ แต่การซ่อนความจริง แล้วเขียนสิ่งที่ตัวเราคิดออกมาต่างหาก ที่หนังสือพิมพ์ชอบทำตลอดมา”
"นายเซจิ โยชิดะ" ออกมายอมรับว่าแต่งเรื่องขายข่าวขึ้นมา

โดยในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2014 หนังสือพิมพ์อาซาฮีชิมบุนของประเทศญี่ปุ่นได้คัดย่อบทความของโยชิดะที่เคยเขียนนี้ และมันก็ได้ถูกเหล่านักเคลื่อนไหวออกมาต่อต้านมากมาย จนในที่สุดนายทาคาชิ อุเอมุระ ผู้ที่นำบทความของโยชิดะมาลงใหม่ก็ได้แสดงความรับผิดชอบลาออกไป แต่กว่าทุกอย่างจะถูกแก้ไข เหตุการณ์บาดหมางระหว่างประเทศก็ได้ประทุขึ้นมาอีกครั้ง


ในปี ค.ศ. 1993 ตามหลักฐานพยานมากมายที่ถูกบันทึกเอาไว้ในเอกสารของนายโยเฮ โคโนะ ก็ได้ถูกเปิดเผยจากรัฐบาลญี่ปุ่นโดยยืนยันว่า มีการออกคำสั่งให้จัดหาหญิงบำเรอขึ้นมาจริง ๆ โดยในปี ค.ศ.  2007 นั้น ทางรัฐบาลญี่ปุ่นได้แสดงทีท่าออกมาทางมติคณะรัฐมนตรีว่า


“ไม่มีหลักฐานพบว่าทหารของญี่ปุ่นหรือเจ้าหน้าที่กองทัพคนใดบังคับให้หญิงสาวเหล่านั้นมาทำงาน”
"นายโยเฮ โคโนะ"

จนถึงปี ค.ศ. 2014 นายโยชิฮิเดะ สุงะ หัวหน้าเลขานุการคณะรัฐมนตรี จึงได้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อกลับไปตรวจสอบรายงานทั้งหมดอีกครั้ง โดยเขาพบว่าทางญี่ปุ่นได้ใช้วิธีข่มขู่ประเทศเกาหลีใต้ เพื่อให้ยอมอำนวยความสะดวกจัดหาเหล่าหญิงบำเรอให้ในช่วงสงคราม ภายใต้ข้อตกลงบางอย่างที่ทางเกาหลีร้องขอเอาไว้ โดยหลังจากนั้นโยชิฮิเดะ สุงะ และนายชินโซะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีของประเทศญี่ปุ่น ได้ออกมายืนยันว่าญี่ปุ่นไม่เคยทำผิดข้อตกลงในการรับสมัครหญิงบำเรอจากทางเกาหลีใต้ เพราะไม่มีหลักฐานเป็นเอกสารยืนยันนั่นเอง และสิ่งนี้ก็ได้ถูกบันทึกเอาไว้ในประวัติศาตร์ของประเทศญี่ปุ่น


ในปี ค.ศ. 2014 นี้เช่นกัน ที่ประเทศจีนก็ได้ออกเอกสารยืนยันว่า เหล่าหญิงบำเรอนั้นล้วนถูกบังคับให้มาทำงาน และยังมีเอกสารจากกองทัพสารวัตรทหารของญี่ปุ่นในกวางตุ้ง ร่วมกับเอกสารในกรณีเมื่อครั้งญี่ปุ่นบุกยึดแมนจูเรียอย่างโหดเหี้ยม ที่ถูกเก็บไว้ตลอดมาในธนาคารแห่งชาติของญี่ปุ่น


ในปี ค.ศ. 1951 ในช่วงที่การเจรจาเริ่มขึ้นแรก ๆ นั้น ทางรัฐบาลเกาหลีใต้ได้เรียกร้องเงินจำนวน 364 ล้านดอลลาร์ เพื่อเยียวยาแก่แรงงานชาวเกาหลีที่ไปทำงานกับญี่ปุ่น โดยแบ่งเป็นเงินจำนวน 200$ สำหรับผู้รอดชีวิต 1,650$ สำหรับผู้ที่เสียชีวิต และ 2,000$ ให้กับผู้ได้รับบาดเจ็บ โดยในข้อตกลงปี ค.ศ. 1965 นั้น ญี่ปุ่นจะต้องจ่ายเงินกว่า 800 ล้านดอลลาร์ เพื่อเยียวยาให้กับเกาหลีใต้ต่อไปอีก 10 ปี
และในปี ค.ศ. 1994 นั้น ทางรัฐบาลญี่ปุ่นได้จัดตั้ง “กองทุนเพื่อหญิงเอเชีย” หรือ “AWF (Asian Women's Fund)” เพื่อชดเชยเพิ่มเติมให้กับเกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน เนเธอแลนด์ และอินโดนีเซีย และได้ให้ตัวแทนที่เป็นเหล่าหญิงบำเรอจากประเทศต่าง ๆ ร่วมกันลงนามรับทราบคำขอโทษจากนายกรัฐมนตรีของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งในสมัยนั้นก็คือนายโทมิจิ มุรายามา โดยในหนังสือขอโทษนั้นมีใจความว่า

“ในนามของนายกรัฐมนตรีของประเทศญี่ปุ่น ข้าพเจ้าขออภัยและขอสำนึกผิดอย่างจริงใจอีกครั้ง แก่เหล่าผู้หญิงทุกคนที่ได้รับความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน ทั้งทางร่างกายและจิตใจที่ไม่มีวันลบเลือนได้ในช่วงชีวิตที่ต้องตกเป็นหญิงบำเรอ”
"นายโทมิจิ มุรายามา" ผู้จัดตั้งกองทุน AWF

ซึ่งแน่นอนว่าเหล่าตัวแทนหญิงบำเรอของทางเกาหลีใต้นั้น ได้ปฏิเสธที่จะรับเงินชดเชยเหล่านี้ โดยอ้างว่าเงินเหล่านี้มันมาจากเงินของกองทุน ซึ่งแม้มันจะถูกก่อตั้งโดยประเทศญี่ปุ่น แต่เงินมันก็ไม่ได้มาจากรัฐบาลญี่ปุ่น เงินพวกนี้มาจากเงินบริจาคมันไม่ใช่ความจริงใจจากรัฐบาลญี่ปุ่นเลยแม้แต่น้อย


แต่สุดท้ายตัวแทนหญิงบำเรอทั้ง 61 คน ของประเทศเกาหลีใต้ ก็ได้ยอมรับเงินกว่าห้าล้านเยนต่อคน จากกองทุนเพื่อหญิงอาเซียน และยอมลงนามรับคำขอโทษ ในขณะที่หญิงบำเรออีกกว่า 142 คน ก็ได้รับเงินจากรัฐบาลของเกาหลีใต้ตลอดมาจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม ค.ศ. 2007


ต่อมาในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1991 หญิงสาวชาวเกาหลีใต้สามคนได้สวมชุดประจำชาติในงานฉลอง 50 ปี การโจมตีอ่าวเพิร์ลฮาร์เบอร์ ที่จัดขึ้นในญี่ปุ่นเพื่อเรียกร้องเชิงสัญลักษณ์ให้กับเหล่าหญิงบำเรอชาวเกาหลีที่ถูกบังคับไปทำงานอย่างไม่เต็มใจ โดยในปี ค.ศ. 1992 ได้มีเอกสารที่ถูกเก็บไว้เมื่อปี ค.ศ. 1958 เปิดเผยขึ้นมา โดยระบุว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังการจัดตั้งสถานีบำเรอนั้นก็คือกองทัพของญี่ปุ่น โดยรัฐบาลญี่ปุ่นได้ยอมรับว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนั้น กองทัพได้กวาดต้อนหญิงชาวเกาหลีใต้กว่าหมื่นคนมาเป็นหญิงบำเรอจริง ๆ โดยเมื่อวันที่ 14 มกราคม ค.ศ. 1992 นายโคอิจิ คาโต้ หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลประเทศญี่ปุ่นได้ออกมากล่าวขอโทษว่า


“พวกเราไม่สามารถที่จะปฎิเสธในสิ่งที่กองทัพได้ก่อเอาไว้ ในการลักพาตัวและกักขังเหล่าหญิงบำเรอ และพวกเราอยากจะกล่าวคำขอโทษอย่างจริงใจมา ณ ที่นี้”
"นายโคอิจิ คาโต้"

สามวันต่อมาที่งานเลี้ยงอาหารค่ำให้นายโรแตวู นายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้ของสมัยนั้น นายคิอิจิ มิยาซาวา นายกรัฐมนตรีของประเทศญี่ปุ่นก็ได้กล่าวกับผู้ร่วมงานว่า
“พวกเราชาวญี่ปุ่นได้ตระหนักถึงสิ่งที่ควรจะต้องยอมรับในความเป็นจริง ที่ได้ก่อความทุกข์โศกแก่ประชาชนของท่าน พวกเราจะไม่มีวันลืมความรู้สึกสำนึกผิดอย่างหาที่สุดมิได้ในครั้งนี้ และในฐานะที่เป็นนายกรัฐมนตรี ผมอยากจะประกาศอีกครั้งว่า เราสำนึกผิดในทุกสิ่งที่เรากระทำไว้ และขอกล่าวคำขอโทษอย่างจริงใจแก่สาธารณรัฐเกาหลีใต้มา ณ ที่นี้”
"นายคิอิจิ มิยาซาว่า" นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นสมัยนั้น

ในวันต่อมานายคิอิจิ มิยาซาวา ก็ยังได้กล่าวคำขอโทษอีกครั้งก่อนเข้าร่วมงานสมัชชาแห่งชาติเกาหลีใต้


ต่อมาในวันที่ 28 เมษายน ค.ศ. 1998 ศาลของประเทศญี่ปุ่นเองก็ได้พิพากษาให้รัฐบาลญี่ปุ่นต้องชดเชยให้แก่หญิงสาวเป็นจำนวนเงิน 2,300 ดอลลาร์ต่อคน ซึ่งมูลค่าดังกล่าวน่าจะเท่ากับ 3,380 ดอลลาร์ในปีปัจจุบันเลยทีเดียว


ในปี ค.ศ. 2007 หญิงบำเรอชาวเกาหลีใต้ผู้รอดชีวิตจากสถานีบำเรอก็ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลญี่ปุ่นออกมาขอโทษอีกครั้ง โดยนายชินโซะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นกลับออกมากล่าวในวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 2007 ว่า มันไม่มีหลักฐานใด ๆ บอกว่ารัฐบาลญี่ปุ่นมีส่วนเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงหญิงสาวชาวเกาหลีใต้เลย ทั้งที่ในปี ค.ศ. 1993 รัฐบาลญี่ปุ่นเคยออกมายอมรับทุกอย่าง ซึ่งมันก็น่าเป็นเพราะว่านายชินโซะ อาเบะ เคยอยู่ในฝ่ายค้านของรัฐบาลก่อนหน้า และเคยคัดค้านการยอมรับผิดของนายกคิอิจิ มิยาซาวาตลอดมา

"นายชินโซะ อาเบะ" นายกรัฐมนตรีของประเทศญี่ปุ่น ออกมายืนยันว่าญี่ปุ่นไม่เคยทำผิดข้อตกลงในการรับสมัครหญิงบำเรอจากทางเกาหลีใต้


และในวันที่ 27 มีนาคม ค.ศ. 2007 สภาของประเทศญี่ปุ่นจึงได้ยอมกล่าวขอโทษออกมาอย่างเป็นทางการ และต่อมาในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2014 นายโยชิฮิเดะ สุงะ หัวหน้าเลขานุการคณะรัฐมนตรี ก็ได้ออกมากล่าวว่า รัฐบาลของประเทศญี่ปุ่นอาจต้องขอกลับไปศึกษา และกล่าวคำขอโทษกันอีกครั้ง อย่างไรก็ตามนายชินโซะ อาเบะ ได้ออกมาชี้แจงเมื่อวันที่ 14 มีนาคม ค.ศ. 2014 ว่า ตัวของเขานั้นไม่ได้มีเจตนาที่จะกล่าวให้เข้าใจผิดแต่อย่างใด


ต่อมาในวันที่ 28 ธันวาคม ค.ศ. 2015 ในวาระครบรอบความสัมพันธ์ 50 ปี ของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ นายชินโซ อาเบะ ที่กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง และนางปาร์ก กุน แฮ นายกรัฐมนตรีของเกาหลีใต้ จึงได้ร่วมลงนามบรรลุข้อยุติความขัดแย้งนี้ โดยทางญี่ปุ่นยอมจ่ายเงินกว่า 1 พันล้านเยน ซึ่งเท่ากับเก้าพันเจ็ดร้อยล้านวอน หรือแปดล้านสามแสนดอลลาร์ เพื่อชดเชยให้กับเหล่าหญิงบำเรอผู้เสียหายชาวเกาหลีใต้ รวมถึงขอให้ทางการเกาหลีใต้ นำรูปปั้นอนุสาวรีย์แห่งหญิงบำเรอออกไปจากหน้าสถานฑูตญี่ปุ่นในกรุงโซลด้วย ซึ่งทางรัฐบาลก็ได้นำเงินทั้งหมดมาจ่ายให้กับเหล่าหญิงบำเรอที่รอดชีวิตทุกคน


เพียงแต่ตัวแทนทั้ง 61 คนนั้น กลับไม่ยอมที่จะรับเงินเหล่านี้โดยพวกเขาให้เหตุผลว่า สิ่งที่พวกเธอต้องการนั้นไม่ใช่เพียงคำขอโทษจากรัฐบาลญี่ปุ่น แต่พวกเธอต้องการให้สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น ถูกบันทึกอยู่ในประวัติศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่นด้วยความถูกต้อง ซึ่งทุกวันนี้มันไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย เพราะมันยังถูกบันทึกเอาไว้เพียงว่า ชาวเกาหลีใต้เพียงเคยเข้าไปทำงานให้กับรัฐบาลญี่ปุ่น และสิ่งนี้มันจะต้องได้รับการแก้ไขว่ารัฐบาลญี่ปุ่น ทำการหลอกลวงพวกเธอไปทำงานเป็นหญิงบำเรอ ซึ่งมันก็คือการหมิ่นศักดิ์ศรีของหญิงชาวเกาหลีใต้นั่นเอง


และเมื่อวันที่ 3 มกราคม ค.ศ. 2016 ที่ผ่านมา เหล่าตัวแทนหญิงบำเรอชาวเกาหลีใต้จำนวนหนึ่ง ก็ได้กลับมาประท้วงกันที่หน้ารูปปั้นอนุสาวรีย์หญิงบำเรอกันอีกครั้ง เพื่อเรียกร้องสิ่งที่พวกเธอต้องการนี้กันต่อไป โดยทุกคนยังคงยืนยันที่จะให้รัฐบาลญี่ปุ่นยอมรับความผิดและขอโทษอย่างเป็นทางการต่อไป และเรื่องนี้จะต้องถูกบันทึกอยู่ในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นอย่างตรงไปตรงมา เพื่อคืนศักดิ์ศรีให้กับเหล่าหญิงบำเรอที่ถูกหลอกไป

ภาพการประท้วงที่หน้าสถานทูตญี่ปุ่นในเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2016

แต่ก็มีบางกระแสเช่นกันที่วิเคราะห์ว่า ฝ่ายการเมืองฝั่งตรงข้ามของรัฐบาลเกาหลีใต้เองได้อาศัยโอกาสครบรอบ 50 ปี แห่งความสัมพันธ์เกาหลีใต้และญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 2015 เมื่อครั้งที่นายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศร่วมลงนามยุติความขัดแย้ง มาปลุกระดมให้เหล่าตัวแทนหญิงบำเรอออกมาประท้วง เพื่อลดความน่าเชื่อถือของรัฐบาลของปาร์ก กุน แฮ ที่จะต้องหมดวาระไปในปี ค.ศ. 2016 เพื่อไม่ให้ได้กลับเข้ามาบริหารประเทศอีกครั้งก็เป็นได้



ตัวแทนหญิงบำเรอชาวเกาหลีใต้ ที่ออกมาประท้วง

ในปีต่อมาเมื่อวันที่ 7 มกราคม ค.ศ. 2017 ท่ามกลางความรุนแรงของการประท้วงที่สะสมมา ทั้งอนุสาวรีย์หญิงบำเรอที่ยังคงทิ่มแทงใจรัฐบาลญี่ปุ่น และไหนยังจะมีพระของเกาหลีใต้เผาตัวตายเพื่อประท้วงในประเด็นนี้ จนสถานการณ์ตึงเครียดมันก็ได้ทำให้ทางรัฐบาลของประเทศญี่ปุ่นตัดสินใจออกมาตอบโต้กับการกระทำเหล่านี้ ด้วยการสั่งให้อพยพเจ้าหน้าที่กงศุลญี่ปุ่นในเมืองปูซาน และคณะเอกอรรคราชฑูตญี่ปุ่นในเกาหลีใต้ที่กรุงโซล ให้เดินทางกลับประเทศญี่ปุ่นโดยทันที ซึ่งเหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไปก็คงต้องแล้วแต่ว่า ความชิงชัง ความเคียดแค้น จะได้รับการเยียวยาที่ถูกจุดเมื่อใด รัฐบาลญี่ปุ่นจะยอมแก้ประวัติศาสตร์ของประเทศตัวเองเกี่ยวกับหญิงบำเรอให้ถูกต้องหรือไม่ ? ซึ่งเรื่องนี้มันก็ยากเกินกว่าที่เราจะทราบได้กันในวันนี้อยู่ดี



ภาพเหตุการณ์เผาตัวเองของพระเกาหลีใต้ (2017)

ซึ่งอย่างไรแล้วหญิงบำเรอนั้นไม่ได้มีเพียงแค่หญิงสาวชาวเกาหลีใต้เท่านั้นที่ถูกกระทำ และทางรัฐบาลของประเทศญี่ปุ่นเองก็พยายามตลอดมาที่จะจบเรื่องบาดหมางในอดีต เพียงแต่ทุกอย่างตอนนี้มันยังไม่สามารถที่จะทำให้บางประเทศที่ถูกกระทำในแต่ละเหตุการณ์ สามารถยอมรับคำขอโทษของญี่ปุ่นได้


โดยมิติที่ 6 ได้นำเรื่องราวของหญิงบำเรอมาเสนอ เพียงมุ่งหวังให้ท่านผู้ชมได้รับทราบเรื่องราวอีกเรื่องที่กำลังเกิดเป็นประเด็นระหว่างประเทศขึ้นมา ให้มองย้อนกลับไปถึงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มันได้ก่อให้เกิดเหตุการณ์เลวร้ายมากมาย นอกจากความวิปริตของผู้คนที่คิดแต่จะรบให้ชนะ ว่ายังมีเรื่องราวของหญิงสาวที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับสงคราม ถูกนำมาทำเป็นหญิงบำเรอจนพวกเธอได้รับตราบาปติดตัวมา เสียทั้งเกียรติยศและศักดิ์ศรี จนแม้ตัวเองจะตายไปแล้ว ลูกหลานก็ยังคงเรียกร้องหาความยุติธรรมกันจนบานปลาย กลายเป็นเหยื่อทางการเมืองไม่รู้จักจบสิ้น ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้มันก็ยังสามารถกลับมาเกิดขึ้นได้เสมอ เมื่อปีศาจร้ายที่เรียกว่า “สงคราม” ได้หวลกลับมาสร้างฝันร้ายให้แก่พวกเราซ้ำแล้วซ้ำเล่านั่นเอง





หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ หรือทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้ สวัสดี


แปลและเรียบเรียงโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
หมายเหตุ : กรุณาขออนุญาตก่อนนำบทความนี้ไปใช้ในกรณีเพื่อสร้างรายได้ ถ้าแชร์เพื่อเผยแพร่อนุญาตแชร์ได้ตามปกติครับ
ภาพประกอบจาก : Japan Times, AP, Yonhao News, Reuters, New China, Washington Post
ขอบคุณที่มา :
Wikipedia - Comfort WomenKono Statement
Thairath - ThairathThairathThairath