ประกาศ

เพื่อเป็นกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับเรา ขอความร่วมมือจากผู้ที่นำเรื่องราวจากมิติที่ 6 ไปใช้ในที่ของท่าน กรุณาลงเครดิตกลับมาที่เราจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

วันพุธที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2560

มิติที่ 6 "คาร์ล แพนซแรม" ฆาตกรจอมอำมหิตจิตคลั่งแค้นแสนเลวทรามตราบจนลมหายใจสุดท้าย !!!




ชั่วชีวิตของคนหนึ่งคนนั้น ย่อมต้องมีทั้งเรื่องดีและเรื่องร้ายผ่านเข้ามาตลอดเวลา ซึ่งถ้าเรามีสติมีความคิด เราก็จะสามารถผ่านพ้นเรื่องเลวร้ายต่าง ๆ นั้นไปได้อย่างปลอดภัยไร้กังวล แต่ถ้าไม่ใช่..การตัดสินใจผิด ๆ กับเรื่องที่เข้ามาในชีวิตมันก็อาจจะทำให้เราต้องถลำลึกลงไปสู่วังวนชีวิตอันชั่วร้าย โดยไม่รู้ว่ามันจะจบลงวันไหน

มิติที่ 6 สัปดาห์นี้ เราจะขอพาท่านไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาในยุคต้นปี ค.ศ. 1900 กับเรื่องราวชีวิตของชายคนหนึ่ง ชีวิตที่หลงเดินทางผิดยึดติดอยู่กับความเกลียดชังและคลั่งแค้น จนในที่สุดเขาก็ได้กลายเป็นหนึ่งในฆาตกรสุดวิปริต ที่แม้แต่วันสุดท้ายของชีวิตก็ไม่เคยแม้แต่ที่จะคิดสำนึกในบาปบุญคุณโทษที่ก่อมาเลยแม้แต่น้อย


"คาร์ล แพนซแรม" เกิดในเมืองแกรนฟอร์กซ์ตะวันออกของรัฐมิเนสโซต้า เขาเป็นลูกชายของโยฮันน์ และมาธิลดา แพนซแรม ซึ่งเป็นชาวปรัสเซียที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานในประเทศสหรัฐอเมริกา คาร์ลเติบโตมาในฟาร์มของพ่อแม่พร้อมกับพี่น้องอีกห้าคน
โดยในปี ค.ศ. 1903 ตอนนั้นคาร์ลอายุได้ 12 ปี เขาได้เริ่มทำตัวเที่ยวไปลักขโมยของ ตั้งแต่ขนมเค้ก แอปเปิล ไปจนถึงปืนของเพื่อนบ้าน ซึ่งความดีงามที่ก่อเอาไว้ในครั้งนั้น มันได้ทำให้พ่อและแม่ของคาร์ลตัดสินใจส่งตัวเขาไปอยู่ในโรงเรียนดัดสันดานของรัฐมิเนสโซต้า ซึ่งชีวิตในโรงเรียนแห่งนี้มันก็ได้เพิ่มความทรงจำที่ไม่น่าจะจดจำ รวมไปถึงประสบการณ์ชีวิตที่น้อยคนนักจะได้พบ เพราะในโรงเรียนดัดสันดานที่นี่คาร์ลมักจะถูกจับเข้าไปในห้องของอาคารแห่งหนึ่ง จากนั้นเขาจะถูกผู้คุมที่นี่รุมซ้อมและทรมานอยู่เรื่อยมา ซึ่งเด็ก ๆ ทุกคนในโรงเรียนเรียกที่แห่งนี้ว่า "โรงทาสี"



ซึ่งสาเหตุที่เรียกแบบนี้มันก็เป็นเพราะเด็ก ๆ ทุกคนที่ถูกนำตัวเข้ามาทรมานในอาคารเล็ก ๆ แห่งนี้ ล้วนมีอันจะต้องถูกทำร้ายเป็นแผลฟกช้ำไปจนถึงเลือดตกยางออกทั่วทั้งตัว ราวกับว่าถูกใครเอาสีมาทาจนเลอะเทอะก่อนจะได้รับการปล่อยตัวออกมา และแน่นอนว่าคาร์ลเกลียดที่นี่มาก เกลียดจนถึงขั้นตัดสินใจวางเพลิงเผามันทิ้งเสียให้สิ้นเรื่อง โดยหลังจากเผาเสร็จโชคก็ยังคงเข้าข้างคาร์ล เพราะไม่มีใครรู้ว่าต้นเพลิงเกิดจากอะไรนั่นเอง


พอถึงช่วงปลายปี ค.ศ. 1905 คาร์ลก็ได้รับการปล่อยตัวออกมาจากโรงเรียนดัดสันดานแห่งนี้ ตอนนี้เขาอายุได้ 14 ปีแล้ว ตัวเองก็เริ่มจะติดเหล้าทำตัวมีปัญหากับกฎระเบียบของสังคม มีเรื่องกับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองอยู่บ่อย ๆ ราวกับว่าตัวเองนั้นไม่พอใจกับทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิต แถมคาร์ลเองก็ยังคงชอบลักเล็กขโมยน้อย เลยเถิดไปจนถึงการก่อการโจรกรรมในคดีใหญ่ ๆ
และตอนนี้คาร์ลก็ได้หนีออกจากบ้านท่องเที่ยวไปยังที่ต่าง ๆ โดยทางรถไฟ ซึ่งอะไร ๆ มันก็ไม่ได้ง่ายสำหรับชีวิตเสเพลแบบนี้ เพราะในช่วงที่เขาแอบอาศัยรถไฟเดินทางอยู่นั้น มันก็มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เขาเคยถูกพวกคนจรจัดที่อยู่ในตู้โดยสารเดียวกันจับขึงพืด รุมโทรมจนซุบข้าวโพดไหลทะลักออกมาจากถ้ำเอสกีโมถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อกันเลยทีเดียว


ชีวิตวัยรุ่นที่ผ่านประสบการณ์แบบนี้ ได้หล่อหลอมให้คาร์ลในวันที่โตเป็นหนุ่ม ยังคงเลือกที่จะมีอาชีพเป็นหัวขโมย เที่ยวลักเล็กขโมยน้อยเรื่อยไปตั้งแต่จักรยานไปจนถึงเรือยอร์ช เดินเข้าออกคุกจนเหมือนกับเป็นบ้านหลังที่สอง ซึ่งช่วงที่ติดคุกนี้คาร์ลก็ไม่ได้สลดหรือหวาดกลัวอะไรเลยแม้แต่น้อย เขามักจะมีเรื่องกับผู้คุมในคุกอยู่บ่อย ๆ และทุกครั้งที่เขาขัดขืนคำสั่งของเจ้าหน้าที่ คาร์ลก็จะถูกนำตัวไปเฆี่ยนตีบ้าง ทรมานบ้าง
จนมาถึงปี ค.ศ. 1907 ตอนนั้นคาร์ลที่เพิ่งออกมาจากคุกก็อายุย่างเข้า 15 ปี ช่วงที่เขากำลังนั่งเมาอยู่ในร้านเหล้าที่มอนทานา อยู่ดี ๆ คาร์ลก็คิดจะไปสมัครเป็นทหารของกองทัพสหรัฐอเมริกา ซึ่งตัวของเขาเองก็ไปเป็นทหารอยู่ได้ไม่นาน คาร์ลก็ติดนิสัยทำตัวมีปัญหากับผู้บังคับบัญชาในกองทัพอีก คราวนี้คาร์ลจึงถูกส่งตัวไปเข้าคุกทหารในข้อหาลักขโมยอยู่ถึง 2 ปี ซึ่งที่นี่คาร์ลได้เล่าถึงช่วงชีวิตตอนนี้ว่า ในปี ค.ศ. 1910 นั้น เขาได้รับการปล่อยตัวออกมาก่อนกำหนดทั้ง ๆ ที่เขาน่าจะต้องอยู่ในคุกอีกพักหนึ่ง ซึ่งคาร์ลคาดว่ามันน่าจะเป็นเพราะตัวเขาเองเคยมีความดีความชอบอะไรเหลืออยู่บ้างก็เป็นได้


คาร์ลมองตัวเองว่าเขาน่าจะเป็นคนจำพวก "มีชีวิตอยู่ได้ด้วยความเกลียดชัง" เพราะคาร์ลได้เขียนบันทึกเอาไว้ว่า หลาย ๆ ครั้งที่เขาแอบเข้าไปลักขโมยของในบ้านเหยื่อบางคนแล้วถูกจับได้ขึ้นมา เขามักจะถูกเหยื่อที่เป็นเจ้าของบ้าน จับทะลวงทุ่งข้าวสาลีจนสำเร็จอยู่เสมอ
คาร์ลยังเข้าใจว่าตัวเองนั้นมีร่างกายที่แข็งแรง มีกำลังวังชาเหนือกว่าชายใดที่เขาไปมีเรื่องด้วย อีกทั้งตัวเองก็ยังชอบความรุนแรง มักจะพาตัวเองเข้าไปมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์รุนแรงในหลาย ๆ เหตุการณ์ เช่นการเอาตัวเองไปรวมอยู่ในกลุ่มผู้ประท้วงแรงงาน ในช่วงที่ทำงานในโรงงานแห่งหนึ่ง โดยมีอยู่ครั้งหนึ่งคาร์ลพยายามจะสมัครงานไปเป็นเจ้าหน้าที่ขนส่งในกองทัพ แต่สุดท้ายก็ถูกคัดออกเพราะตัวของเขาเองนั้นมีชื่ออยู่ในบัญชีดำของกลุ่มแรงงานมีปัญหาในด้านดื่มสุรา


ซึ่งในบันทึกชีวประวัติของเขานั้น คาร์ลใช้เวลาในชีวิตทุกนาทีอย่างคุ้มค่า โดยตลอดชีวิตของเขานั้นเดินสายติดคุกมาแล้วเกือบทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นคุกในแคลิฟอร์เนียร์, เท็กซัส, โอเรกอน, ไอดาโฮ และคุกทุกชนิดในมอนทานาเรื่อยไปจนถึงนิวยอร์กในระดับที่เรียกได้ว่าคุกกี่แห่งเขาก็ไปติดมาหมดแล้ว แม้แต่คุกในวอชิงตันคาร์ลก็เคยไป เรียกได้ว่าคาร์ลนั้นเป็นหนึ่งในคนอเมริกันไม่กี่คนที่สามารถติดคุกในสหรัฐอเมริกามากที่สุดเลยทีเดียว


ในวันที่ 1 มิถุนายน ค.ศ. 1915 คาร์ลก็ยังคงตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากินด้วยการไปยกเค้าบ้านหลังหนึ่งในเมืองแอสโทเรียรัฐโอเรกอน แล้วถูกจับได้หลังจากนำของที่ขโมยมาไปขายนั่นเอง รอบนี้คาร์ลถูกพิพากษาโทษจำคุกถึง 7 ปี โดยตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายนนั้น เขาได้กลายเป็นนักโทษชายหมายเลข 7390 ถูกควบคุมตัวเป็นพิเศษโดยผู้คุมชื่อแฮรี่ มินโต้ เจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับการกล่าวขานว่า เป็นชายผู้เชื่อมั่นในการลงทัณฑ์แก่นักโทษด้วยความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการเฆี่ยนตี จับนักโทษไปขังเดี่ยว ซึ่งคาร์ลได้ยืนยันว่าตลอดเจ็ดปีที่ติดอยู่ในคุกที่โอเรกอนว่า เขาไม่เคยถูกกระทำรุนแรงอะไรขนาดนั้น ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นเขามักจะมีเรื่องกับผู้คุมอยู่เสมอ

"แฮรี่ มินโต้" ผู้คุมจอมโหด แต่สุดท้ายก็โดนลอบสังหาร

ในช่วงที่ติดคุกอยู่ที่โอเรกอนแห่งนี้ คาร์ลได้ช่วยเพื่อนผู้ต้องขังชื่ออ็อตโต้ ฮุกเกอร์ แหกคุกอยู่ครั้งหนึ่ง โดยในช่วงที่กำลังหนีการตามล่าอยู่นั้น อ็อตโตเพื่อนของเขาก็ได้ลงมือสังหารแฮรี่ มินโต้ ผู้คุมจอมโหดคนดังกล่าวจนเสียชีวิต และเหตุการณ์นี้มันก็ได้ทำให้คาร์ลถูกกาหัวเป็นฆาตกรครั้งแรก เพราะถือว่าเป็นผู้ร่วมกระทำการก่อเหตุจนเห็นผลนั่นเอง

"อ็อตโต้ ฮูกเกอร์" ตัวการทำให้คาร์ลถูกตราหน้าเป็นฆาตกรอย่างเป็นทางการ

โดยต่อมาคาร์ลก็ยังคงถูกจับเข้าคุกในเมืองซาเล็มของรัฐโอเรกอนอีกหลายครั้ง ซึ่งหนึ่งในหลายครั้งนั้น คาร์ลต้องถูกขังเดี่ยวอยู่เป็นเวลาถึง 61 วัน แต่เขาก็แหกคุกออกมาได้ในวันที่ 18 กันยายน ค.ศ. 1917 แล้วถูกจับตัวกลับไปติดคุกต่อในเวลาไม่นาน จนมาถึงวันที่ 12 พฤษภาคม ค.ศ. 1918  คาร์ลลงมือแหกคุกอีกรอบด้วยการเลื่อยซี่กรงห้องขัง รอบนี้คาร์ลหลบหนีขึ้นรถไฟไปทางภาคตะวันออก โกนหนวดโกนเคราทิ้งและเปลี่ยนชื่อตัวเองเป็น "จอห์น โอ เลียรี่" และไม่เคยหวนกลับมายังรัฐโอเรกอนอีกเลย


ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1920 คาร์ได้ไปยกเค้าบ้านแถวนิวเฮเวนในรัฐคอนเน็กติคัต ซึ่งบ้านหลังนี้ก็คือบ้านของเลขานุการกรมสงครามที่เคยเดินเรื่องจับคาร์ลเข้าคุกทหารในสมัยเป็นทหารเกณฑ์ โดยคาร์ลได้ขโมยเครื่องเพชรและพันธบัตร รวมไปถึงปืนพกโคลท์ M1911 .45 คาลิเบอร์ โดยเงินที่เขาขโมยมาได้ครั้งนี้ก็ได้นำมันไปซื้อเรือยอร์ชเล่น

"คาร์ล แพนซแรม" ปลอมตัวเปลี่ยนชื่อไปมากมายหลายชื่อในช่วงที่ถลุงเงินที่ขโมยมา

ในเวลาต่อมาคาร์ลก็หลอกทหารเรือคนหนึ่งไปมอมเหล้าจนเมา พอเมาได้ที่ คาร์ลก็ลากชายคนนี้ไปที่ลับตา จากนั้นก็ลงมือข่มขืน ตามด้วยใช้ปืนที่ขโมยมายิงใส่เหยื่อจนเสียชีวิต จากนั้นก็นำร่างของเหยื่อคนไปทิ้งบริเวณเกาะประภาคารกลางน้ำในลองไอร์แลนด์ซาวด์


คาร์ลเล่าว่าช่วงนั้นเขาได้ลงมือฆาตกรรมเหยื่อไปถึง 10 ราย ซึ่งตอนนี้คาร์ลก็ได้รับฉายาว่า "ฆาตกรทหารเรือ" เป็นที่เรียบร้อยแล้ว


ต่อมาคาร์ลใช้เรือหลบหนีไปยังอัฟริกา เทียบท่าที่ลวนด้าในแองโกลา โดยในภายหลังคาร์ลเล่าว่า เขาได้ลงมือข่มขืนแล้วฆ่าเด็กชายอายุประมาณ 11 ถึง 12 ปีไปคนหนึ่ง โดยในบันทึกคำสารภาพนั้นคาร์ลเขียนว่า

ท่าเรือลวนด้าที่แองโกล่าในวันนี้

“สมองของเด็กคนนั้นทะลักออกมาทางรูหูเลยทีเดียว ตอนนั้นผมจึงทิ้งเด็กคนนั้นไว้ คิดว่ายังไงเด็กคนนั้นคงจะไม่ตายซะละมั้ง”
คาร์ลก็ยังเล่าอีกว่าตอนนั้นเขาเคยจ้างคนพายเรือมาหกคน ให้พายเรือพาเขาไปกลางบึงแห่งหนึ่ง จากนั้นก็ใช้ปืนยิงพวกเขาจนเสียชีวิตทั้งหมด แล้วจึงโยนศพทิ้งลงไปในบึง รอดูฝูงจระเข้กินต่อหน้าต่อตาอย่างสนุกสนาน


พอคาร์ลเดินทางกลับมายังประเทศสหรัฐอเมริกา เขาก็ลงมือข่มขืนและฆ่าเด็กชายตัวเล็ก ๆ ไปอีก 2 ศพ โดยเหยื่อคนแรกนั้นถูกสังหารด้วยก้อนหิน ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ค.ศ. 1922 ในเมืองซาเล็มรัฐแมสซาชูเซตต์ ส่วนเด็กชายอีกคนนั้นถูกสังหารด้วยการบีบคอในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกันที่นิวเฮเวนรัฐคอนเน็กติกัต และต่อมาในแถบฮัดสันริเวอร์ช่วงเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1923 คาร์ลก็ได้ขโมยปืนมาจากเรือยอร์ชของหัวหน้าตำรวจในเมืองนิวโรเชลล์รัฐนิวยอร์ค และได้ใช้มันยิงใส่ชายคนหนึ่งที่พยายามไล่ตามจับตัวเขา


โดยในปี ค.ศ. 1928 คาร์ลก็ถูกจับตัวได้อีกครั้ง โดยเล่าว่าตอนนั้นเขาได้ลงมือก่อเหตุฆาตกรรมและตระเวนลักทรัพย์บ้านเรือนตั้งแต่ช่วงระหว่างเมืองบัลติมอร์ไปจนถึงวอชิงตัน ดี.ซี. และยังได้ฆ่าเด็กชายไปอีก 2 คนที่ฟิลาเดเฟียในปี ค.ศ. 1923 และปี ค.ศ. 1928

"คาร์ล แพนซแรม" ในปี ค.ศ. 1928

โดยตัวของคาร์ลเองก็ยังได้เขียนเล่าไว้อีกว่า ในหัวของเขานั้นเคยคิดวางแผนจะก่อเหตุสังหารหมู่ด้วยวิธีการโรยสารหนูลงในคลองประปาที่เมืองไหนสักเมือง จากนั้นก็รีบหนีขึ้นเรือรบของอังกฤษที่เทียบท่าอยู่ในอ่าวนิวยอร์ค โดยหวังผลไว้ว่าสิ่งนี้มันจะทำให้ทางการของสหรัฐอเมริกาเข้าใจผิด คิดว่ามันเป็นการกระทำของพวกทหารอังกฤษ และก็น่าจะทำให้เกิดความบาดหมางจนลุกลามเป็นสงครามระหว่างประเทศได้ ซึ่งยังดีที่มันเป็นเพียงแค่ความคิดของคาร์ลเท่านั้น


และในปี ค.ศ.1928 นี้เอง คาร์ล แพนซแรมก็ถูกจับในข้อหาลักทรัพย์แถวรัฐวอชิงตันดีซี โดยในระหว่างการสอบปากคำคาร์ลก็ได้สารภาพออกมาเองว่า เขาได้ทำการฆาตกรรมเด็กชายทั้งสองคนนั้นจริง และเรื่องนี้มันก็ได้ทำให้เขาถูกดำเนินคดีในข้อหาฆาตกรรม โดยศาลพิพากษาให้คาร์ลต้องรับโทษจำคุก 25 ปี ถึงตลอดชีวิต และถูกส่งตัวไปขังที่เรือนจำเลียเวนเวิร์ธเฟเดอรัลเพนิเทนเทียรี่ ซึ่งคาร์ลให้เหตุผลในการฆ่าเด็กคนแรกว่า

“ผมฆ่าเด็กคนนั้นเพราะมันน่ารำคาญ”
คาร์ล แพนซแรม กับการติดคุกครั้งสุดท้าย
ภายใต้หมายเลข #31614
ซึ่งในช่วงที่ถูกจองจำนี้ คาร์ลได้รับหน้าที่ให้ทำงานอยู่ในห้องซักรีดของเรือนจำ โดยในวันที่ 20 มิถุนายน ค.ศ. 1929 นั้น เขาได้ลงมือฆ่าโรเบิร์ต วอร์นกี้ หัวหน้าหน่วยซักรีดในเรือนจำไปอีกหนึ่งศพ ด้วยการใช้เตารีดเหล็กฟาดเข้าไปที่ศีรษะของโรเบิร์ตจนเสียชีวิต

และด้วยการก่อเหตุร้ายในเรือนจำครั้งนี้ มันก็ได้ส่งผลให้คาร์ลถูกนำตัวไปศาลอีกครั้ง ซึ่งศาลก็ได้พิพากษาโทษเพิ่มเป็นประหารชีวิตให้กับเขา ซึ่งตัวของคาร์ลเองก็ไม่คิดจะขอยื่นอุทธรณ์ใด ๆ แต่การตัดสินโทษแบบนี้ มันก็ได้ทำให้กลุ่มนักสิทธิมนุษยชนพยายามเข้ามาแทรกแซง เพื่อไม่ให้คาร์ลต้องรับโทษประหาร เพียงแต่ศาลได้พิพากษาไปแล้วและคาร์ลเองก็ไม่ขัดข้อง เขาจึงได้รับโทษประหารไปท่ามกลางความเสียใจของเหล่านักสิทธิมนุษยชนที่ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้

"เฮนรี่ เลสเตอร์" เพื่อนคนสุดท้าย

ในขณะที่รอวันประหารอยู่นั้น คาร์ลก็ได้เพื่อนใหม่ซึ่งเพื่อนคนนี้ก็คือยามในเรือนจำชื่อเฮนรี่ เลสเซอร์ ซึ่งชายคนนี้นี่เองที่ได้นำอุปกรณ์การเขียนไม่ว่าจะเป็นปากกาและกระดาษส่งให้กับคาร์ล โดยในช่วงเวลาอันน้อยนิดนี้ คาร์ลได้เขียนบอกเล่ารายละเอียดในการก่อคดีฆาตกรรมทุกคดีของเขา รวมไปถึงเขียนปรัชญาในการดำเนินชีวิตอย่างไม่อ้อมค้อม และคาร์ลก็ได้เขียนสรุปทุกอย่างออกมาสั้น ๆ ว่า

ต้นฉบับบันทึกหน้าสุดท้าย

“ในช่วงชีวิตนี้ของผม ผมได้ฆ่าคนไป 21 คน ผมตระเวณลักขโมย ปล้น ชิงทรัพย์ไปนับพันครั้ง วางเพลิงก็ทำมาแล้ว และสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุดนี้ ผมอยากจะบอกว่า ผมได้มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายด้วยกันมาแล้วมากกว่า 1,000 คน ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างนี้ ผมไม่ได้รู้สึกผิดแม้แต่นิดเดียวเลย….นะ จะบอกให้”
คาร์ลถูกนำตัวไปประหารชีวิตด้วยการแขวนคอเมื่อวันที่ 5 กันยายน ค.ศ. 1930 โดยในช่วงที่เพชรฆาตนำบ่วงเชือกมาคล้องที่คอของเขานั้น คาร์ลทำหน้าทำตาหาเรื่องใส่เพชรฆาตราวกับอยากจะมีเรื่องอีกสักครั้งก่อนจะเสียชีวิต โดยก่อนจะถูกแขวนคอนั้นคาร์ลกล่าวว่า
“ผมอยากขอให้เหล่ามนุษยชาตินั้นมีคอเพียงอันเดียว
และผมก็มีมือของผมคอยโอบล้อมมันเอาไว้ !!!”

และเมื่อเขาได้รับโอกาสให้พูดอะไรก่อนตาย คาร์ลก็ตะโกนออกมาว่า
“ให้ไวเลยไอ้ห่า !!! โอ้เอ้กันอยู่ได้ แกรู้ไหมว่าฉันฆ่าคนได้ทีนึงเป็นโหลเลยนะเว้ย !!!”
หลังจากถูกแขวนคอแล้ว ศพของคาร์ลได้ถูกนำไปฝังไว้ในสุสานของเรือนจำเลียเวนเวิร์ธนั่นเอง….


ต่อมาในปี ค.ศ. 1938 คาร์ล เมนนิงเกอร์ก็ได้นำชีวิตของคาร์ล แพนซแรมมาเขียนรวมอยู่ในหนังสือของเขาชื่อว่า "Man Against Himself" โดยผู้เขียนใช้นามปากกาว่าจอห์น สมิธ และเรียกคาร์ลในหนังสือของเขาว่า "แพนซแรมนักโทษชายหมายเลข #31614"

ปกหนังสือ "Man Against Himself"

ส่วนเฮนรี่ เลสเซอร์ เพื่อนคนสุดท้ายของคาร์ลก็ได้นำจดหมายและประวัติชีวิตของคาร์ลส่งให้กับสำนักพิมพ์อยู่หลายแห่ง จนในที่สุดในปี ค.ศ. 1970 เรื่องราวทั้งหมดก็ได้ถูกนำมาตีพิมพ์เป็นหนังสือชื่อ Killer: A Journal of Murder

ปกหนังสือ "Killer: A Journal of Murder"

และต่อมาในปี ค.ศ. 1995 เรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ก็ได้ถูกนำมาเป็นข้อมูลอ้างอิงในการสร้างภาพยนต์ขึ้นมาในชื่อเดียวกัน นำแสดงโดยเจมส์ วูดส์ เป็นคาร์ล แพนซแรม และโรเบิร์ต ฌอน เลียวนาร์ด เป็นเฮนรี่ เลสเซอร์ โดยในปี ค.ศ. 1980 นั้น เลสเซอร์เองก็ได้บริจาคเอกสารต้นฉบับให้กับทางมหาวิทยาลัยซานดิเอโกในบ้านเกิดของเขา โดยตั้งชื่อเอกสารนี้ว่า "เอกสารของคาร์ล แพนซแรม" เก็บไว้ในหมวดมัลคอมเอของห้องสมุดในมหาวิทยาลัย


โปสเตอร์ภาพยนต์ "Killer: A Journal of Murder"

และต่อมาในปี ค.ศ. 2012 ก็ได้มีผู้กำกับชื่อจอห์น โบโรวสกี้ จัดทำสารคดีชื่อ Carl Panzram: The Spirit of Hatred and Vengeance. (คาร์ล แพนซแรม : เดอะ สปิริต ออฟ เฮทเทร็ด แอนด์ เวนเจียน) หรือคาร์ล แพนซแรม จิตวิญญาณแห่งความเกลียดชังและคลั่งแค้น


ปก DVD สารคดี "Carl Panzram : The Spirit of Hatred and Vegeance"


โดยเรื่องราวของคาร์ล แพนซแรม ที่มิติที่ 6 ได้นำมาเสนอเป็นเรื่องแรกของพุทธศักราช 2560 นี้ เราก็อยากจะให้ท่านผู้ชมใช้เรื่องราวของเขา เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตอย่างมีสติ คิดหวังจะทำสิ่งใดก็จงยึดมั่นให้อยู่ในกรอบของบ้านเมือง ใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาทและไม่ยึดติดกับสิ่งเลวร้ายที่ผ่านมา เพราะใครจะไปรู้ว่า การตัดสินใจลงมือกระทำสิ่งผิดเพียงครั้งแรกนั้น มันก็อาจจะส่งผลให้เราต้องกลายเป็นคนที่คิดดีทำดีไม่ได้เลยตลอดทั้งชีวิต และอาจจะไม่สามารถกลับตัวกลับใจมาเป็นคนดีของสังคมได้อีก ตราบจนกระทั่งวันสุดท้ายของชีวิตแบบชายคนนี้... "คาร์ล แพนซแรม"



หลังจากจบรายการมิติที่ 6 แล้ว อย่าลืมกดสับสไครป์ กดไลก์ กดแชร์ และทิ้งคอมเมนต์กันไว้ด้วยนะครับ ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมายรอคุณอยู่ สำหรับวันนี้ สวัสดี


เรียบเรียงและบรรยายโดย นิวัฒน์ อ่ำแสง
ที่มา Wikipedia - Carl Panzram